คลังเก็บหมวดหมู่: เดชาธร ชื่นจรูญ

‘Asgardia’ ประเทศในอวกาศแห่งแรก อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะผู้ก่อตั้งเค้าเปิดรับสมัครพลเมืองแล้ววันนี้ ใครอยากไปอยู่นอกโลกมาดูเลย

ดูเหมือนความหวังของมนุษยชาติที่ต้องการใช้ชีวิตในอวกาศ จะเข้าใกล้ความเป็นจริงขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อมีการจัดตั้งประเทศในอวกาศขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีชื่อว่า “Asgardia” ภายใต้การก่อตั้งของ นาย Igor Ashurbeyli นักวิทยาศาสตร์และนักธุรกิจชาวรัสเซีย

ประเทศ Asgardia ก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษาความสงบสุขภายในโลกมนุษย์ที่อาจได้รับอันตรายจากอวกาศ เช่น อุกกาบาตพุ่งชน หรือกระทั่งสงครามอวกาศและมนุษย์ต่างดาวในอนาคต หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่นาย Igor Ashurbeyli และคณะผู้ก่อตั้งประเทศ Asgardia ยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง 100% ในอนาคตข้างหน้า

ปัจจุบันบริษัทกำลังเปิดรับสมัครพลเมืองชาว Asgardia จำนวน 100,000 คน บนเว็บไซต์ asgardia.space โดยไม่กำหนดคุณสมบัติว่าจะต้องเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย เชื้อชาติหรือสัญชาติใดๆ ทั้งสิ้น หลังปิดรับสมัครจะทำการคัดเลือกอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งอาจคัดเลือกจากกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาประเทศ เช่นกลุ่มนักธุรกิจ และนักวิทยาศาสตร์ เพื่อก่อตั้งประเทศในช่วงแรก

หากขั้นตอนก่อตั้งประเทศผ่านไปได้ด้วยดี คณะผู้ก่อตั้งมีแผนส่งพลเมืองชุดแรกขึ้นไปอาศัยในอวกาศภายในปี 2060 โดยโครงการจะเริ่มต้นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อนขยายเป็นประเทศในอวกาศที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

เชิญรับชม

แน่นอนว่าการก่อตั้งประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในห้วงอวกาศยิ่งยากไปกันใหญ่ เพราะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย แต่ถึงยังไงก็ดีนาย Igor Ashurbeyli และคณะผู้ก่อตั้ง เชื่อมั่นว่าโครงการต้องประสบความสำเร็จแน่นอน พร้อมเตรียมยื่นเรื่องเสนอก่อตั้งประเทศกับทาง UN ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถแวะไปลงทะเบียน เพื่อรับสิทธิ์คัดเลือกเป็นพลเมืองประเทศ Asgardia ตามลิงค์ที่แนะนำข้างต้นกันได้เลย

ASGARDIA.SPACE

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1359161230815359

เมื่อ ‘ไมโครซอฟท์’ จับมือกับ ‘นาซ่า’ ประดิษฐ์แว่นตาอัจฉริยะ จนได้มาเป็น ‘Hololens’ มันจะเหนือชั้นกว่าแว่น VR ทั่วไปยังไง มาดูสเปกกัน

WWW.MICROSOFT.COM

Hololens เป็นผลงานการพัฒนา ระหว่าง Microsoft และ Nasa เพื่อสร้างแว่นตาแสดงผลแบบ 3 มิติสมจริง (แบบเดียวกับเทคโนโลยีของ โทนี สตาร์คใน Iron Man) ผู้สวมแว่นจะสามารถมองเห็นภาพต่างๆ ที่ผ่านการประมวลผลมาจากคอมพิวเตอร์ผ่านเลนส์ที่ติดอยู่บนแว่น ซึ่งเหนือกว่าแว่น VR ตรงที่ทุกอย่างจะปรากฏขึ้นบนเลนส์ซ้อนทับกับโลกความจริงและผู้ใส่ยังสามารถที่จะสั่งการด้วยการแตะลงไปบนสิ่งที่เห็นได้เลยโดยที่ไม่ต้องมีเซ็นเซอร์ภายนอกเหมือนกับแว่น VR

Hololens มีหน่วยประมวลผลติดตั้งอยู่ในตัวแว่นจึงทำให้ไม่ต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ลำโพง ไมค์ เรียกได้ว่าสามารถใช้งานได้อย่างไร้สาย สามารถใช้ได้ทั้งการติดต่อสื่อสาร การใช้งานโปรแกรมต่างๆ อย่างการออกแบบเครื่องยนต์เพราะจะแสดงผลแบบสมจริงต่อหน้าเราเลย และแน่นอนว่าความบันเทิงก็จัดเต็มเช่นกันไม่ว่าจะเป็นการดูหนังหรือว่าเล่นเกม

WWW.MICROSOFT.COM

ในปัจจุบันทาง Microsoft ได้ออกวางจำหน่ายเป็นเวอร์ชั่น Developer ให้กับนักพัฒนาเพื่อนำไปเขียนโปรแกรมที่รองรับโดยสนนราคาอันละ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (105,000 บาท) ใครอยากได้ก็เก็บเงินรอกันยาวๆ เลย

เรียบเรียง : SpokeDark.TV.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1356691447729004

ญี่ปุ่นล้ำไปอีกเตรียมสร้าง ‘ลิฟต์อวกาศ’ ขนส่งมนุษย์และสิ่งของขึ้นไปในอวกาศ ใช้เวลาจากโลกถึงอวกาศ 7 วัน ระยะทางกี่ กม.เนี่ย มาดูกัน

คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่มนุษย์ทุกคนจะมีสิทธิ์ขึ้นไปในอวกาศ นอกเหนือจากเศรษฐีและนักบินอวกาศแล้ว แทบไม่มีความเป็นไปได้เลยที่คนธรรมดาจะได้ขึ้นไปเหยียบอวกาศซักครั้งในชีวิต แต่ในอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้เมื่อบริษัท Obayashi Corporation แห่งประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศสร้าง ”ลิฟต์อวกาศ” สำหรับขนส่งสิ่งของและมนุษย์ขึ้นไปในอวกาศ

ด้วยระยะทางกว่า 96,000 กิโลเมตร ของการเดินทางจากโลกสู่อวกาศ ทีมพัฒนาเลือกใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานสูงอย่าง ท่อนาโนคาร์บอน ทำหน้าที่เป็นสลิงสำหรับเคลื่อนย้ายลิฟต์ ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานกว่าเหล็กถึงหลายร้อยเท่า ส่วนการเคลื่อนที่ของลิฟต์จะเป็นระบบเดียวกับบนรถไฟความเร็วสูง Maglev ซึ่งจะทำให้ลิฟต์สามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 200 กม./ชม. ใช้เวลาเดินทางจากโลกถึงอวกาศเป็นเวลา 7 วัน

ลิฟต์อวกาศจะช่วยให้นักบินอวกาศสามารถรับส่งสิ่งของได้ตามต้องการ ต่างกับปัจจุบันที่ภาคพื้นดินจะนำส่งขึ้นไปด้วยกระสวยอวกาศ ซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการขนส่งแต่ละครั้ง นอกจากใช้เพื่อขนส่งสิ่งของแล้ว ผู้ผลิตยังได้วางแผนใช้ลิฟต์อวกาศ สำหรับการท่องเที่ยวในอวกาศอีกด้วย โดยจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณคนละ $200 หรือประมาณ 7,000 บาทต่อคน ลิฟต์อวกาศสามารถรองรับน้ำหนักได้ 100 ตัน บรรทุกคนได้ประมาณ 30 คน

 

ทั้งนี้ ลิฟต์อวกาศยังอยู่ในขั้นตอนวางแผนก่อสร้าง โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2030 คาดว่าแล้วเสร็จพร้อมใช้งานภายในปี 2050

OBAYASHI.CO.JP

 

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1359742930757189

“ขนมควันทะลัก” กับอันตรายที่บางคนเข้าใจผิดของ “ไนโตรเจนเหลว” !

ขนมไนโตรเจนเหลว

ในปัจจุบัน มีตลาดมากมายในประเทศไทยที่มักจะขายขนมแปลกๆ และหนึ่งในขนมที่กำลังได้รับความนิยม คือ “ขนมควันทะลัก” ซึ่งเป็นขนมลักษณะเป็นก้อนสีต่างๆ ราดด้วยวิปครีมและซอสรสชาติต่างๆ แต่ที่สำคัญก็คือ เจ้าขนมนี้ ถูกแช่ในของเหลวที่มีควันพวยพุ่งออกมา เมื่อทานเข้าไปแล้ว จะมีควันพวยพุ่งออกมาจากปากและจมูก ทำให้ผู้คนมีความตื่นเต้นและสนใจเป็นอย่างมาก จนกระทั่ง มีผู้สงสัยว่า ทั้งของเหลว และควันเหล่านี้ อันตรายหรือไม่!?! วันนี้ เราจะมาแยกดูว่า อะไรอันตราย และอะไร ไม่อันตรายกันครับ

ln2

น้ำวิเศษที่มีควันพวยพุ่ง คืออะไร!?!

ของเหลวที่มีลักษณะใส มีควันพวยพุ่งออกมา นั่นคือ ไนโตรเจนเหลว หรือ Liquid Nitrogen ซึ่งเจ้าของเหลวนี้คือการที่นำ “ไนโตรเจน” ที่เรารู้จักกันดีว่า เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งก๊าซไนโตรเจน พบอยู่ในบรรยากาศ หรืออากาศที่เราหายใจเข้าไปถึง 78% นั่นเอง นำมาให้อยู่ในสภาวะของเหลว ซึ่งการที่จะทำให้ไนโตรเจนอยู่ในของเหลวนั้น จะต้องผ่านการกลั่นตัวให้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิที่เย็นมากๆ (จากที่เคยเรียนมาในชั้นประถม สสารจะมี 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ซึ่งก๊าจจะมีอุณหภูมิสูงที่สุด โดยแต่ละสสารจะมี จุดเดือด และจุดหลอมเหลวที่ต่างกัน) ซึ่งมีจุดเดือด (จุดระหว่างสถานะของเหลวและก๊าซ) ที่อุณหภูมิ −195.8 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เย็นมากๆเลยทีเดียว

ถ้าจะยกตัวอย่างความเย็นของมันละก็ เราจะพบเห็นการทดลองที่นำดอกไม้ไปแช่ในไนโตรเจนเหลวและทุบ ทำให้ดอกไม้แตกเป็นเสี่ยงๆเหมือนกระจกเลยทีเดียว เป็นเพราะว่า ของเหลวนี้มีอุณหภูมิที่ต่ำมากทำให้น้ำในดอกไม้กลายเป็นน้ำแข็งนั่นเอง! ด้วยความเย็นดังกล่าว ทำให้ไนโตรเจนเหลว มักถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมไปถึงอุตสาหกรรมอาหาร จะมีอาหารที่ผ่านกระบวนการทำอาหารโดยใช้ไนโตรเจนเหลวอยู่มากมาย เช่น Dippin’ Dot Ice Cream หรือ ค็อกเทลบางชนิด ที่มีการผสมไนโตรเจนเหลวลงไปด้วย นั่นรวมไปถึง “ขนมควันทะลัก” ที่เรากำลังพูดถึงในบทความนี้เช่นกัน

ln3

แล้วควันที่พุ่งออกมาคืออะไร?

หากพูดถึงไนโตรเจนเหลวแล้วละก็ คนที่รู้จักมักจะเห็นภาพเป็นควันที่ออกมาจากของเหลว ซึ่งควันนั้น ไม่ได้เกิดจากความร้อนแต่อย่างใด เพราะควันเหล่านี้ เกิดจากการรวมตัวของก๊าซไนโตรเจนและไอน้ำที่หนาแน่น ทำให้เกิดเป็นควันสีขาวพวยพุ่งออกมา ซึ่งควันนี้ จะลอยตัวในที่ต่ำ ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นไปเหมือนควันไฟหรือไอน้ำที่เกิดจากความร้อน ซึ่งควันเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการแสดงต่างๆ ที่เราเคยเห็น โดยควันจาก “น้ำแข็งแห้ง” หรือ “Dry Ice” ก็ใช้หลักเดียวกันนี้เช่นกัน เพียงแต่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่รวมกับไอน้ำนั่นเอง

ln4

“ขนมควันทะลัก” อันตรายหรือไม่!?!

ในส่วนนี้ ผมขอสรุปเป็น Checklist ข้อๆเลยว่า จริงๆ ส่วนใด ที่อันตราย และส่วนใด ที่ไม่อันตราย เรามาเริ่มกันที่…

  • ควันที่พุ่งออกมา ควันที่พุงออกมานี้ อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ว่าเป็นก๊าซไนโตรเจนรวมกับไอน้ำที่เข้มข้น ซึ่ง ก๊าซไนโตรเจน เป็นก๊าซใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่สามารถติดไฟได้ และไม่มีพิษ พบได้ในบรรยากาศอยู่แล้ว ซึ่งมีมากที่สุดถึง 78% และไอน้ำเอง ก็ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างใด แม้ว่าก๊าซไนโตรเจนที่ได้จะทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงก็ตาม แต่ด้วยปริมาณเพียงเล็กน้อยในขนม และพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะไม่อันตราย จึงสรุปได้ว่า ควันที่พุ่งออกมาจากตัวขนมนั้น ไม่อันตราย!
  • ตัวขนมที่โดนของเหลว ตัวขนมเองที่โดนไนโตรเจนเหลวนั้น จะแข็งตัวและกรอบทันที เพราะอุณหภูมิที่ต่ำมากๆของไนโตรเจนเหลว ทำให้น้ำที่เป็นส่วนประกอบในขนมนั้นเป็นน้ำแข็ง ทำให้กรอบและเย็น ซึ่ง ถ้ามองเพียงตัวขนม แล้วละก็ มันก็คือขนมชิ้นเดิม เพิ่มเติมคือกรอบมากๆนั่นเอง (ถ้าไม่มีตัวไนโตรเจนเหลวเหลืออยู่) จึงถือว่า ไม่อันตราย!
  • การแช่ขนมในไนโตรเจนเหลว การแช่ขนมในไนโตรเจนเหลว ถือเป็นกระบวนการการทำอาหารอย่างหนึ่งซึ่งได้รับความนิยมแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นการทำให้อาหารเย็นและกรอบ ซึ่งการแช่อาหารในไนโตรเจนเหลวนี้ ไม่อันตราย!
  • ตัวไนโตรเจนเหลว ไนโตรเจนเหลวนี้ เป็นของเหลวที่อุณหภูมิต่ำมากๆ ซึ่งอุณหภูมิที่เย็นสุดขั้วนี้ แม้ว่ากับอาหารจะไม่อันตราย แต่ถ้าหากสัมผัสกับผิวหนังของเราแล้วละก็ อุณหภูมิในระดับนั้น สามารถทำให้เกิดการ Frostbite ได้! ซึ่งนั่นหมายถึง หากเรารับประทานขนมควันทะลัก แล้วซดน้ำไนโตรเจนเหลวเข้าไปด้วย หรือขนมที่มีของเหลวนี้อยู่ ยังระเหยไม่หมดละก็ อันตราย จะมาจากอุณหภูมิที่เย็นสุดขั้วแบบนี้แน่นอน!

ln5

อันตรายจากการทาน “ไนโตรเจนเหลว”

ไนโตรเจนเหลวนี่แหละ คือตัวร้ายของจริงในขนมควันทะลัก ด้วยความเย็นสุดขั้วของมัน ทำให้สามารถเป็นอันตรายกับทั้งผู้บริโภค และผู้ผลิตขนมชนิดนี้! โดยหาผู้บริโภครับประทานตัวไนโตรเจนเหลวเข้าไปแล้วละก็ ความเย็นของมันจะทำให้เกิดอันตรายอย่างมากกับเนื้อเยื่อตามช่องทางเดินอาหารได้ เคยมีกรณีที่หญิงสาวดื่มน้ำค๊อกเทลที่ผสมไนโตรเจนเหลว หลังจากดื่มเพียงไม่กี่วินาที เธอก็ปวดท้องเป็นอย่างมาก และเกือบถึงตายเลยทีเดียว แพทย์ต้องผ่าเอากระเพาะอาหารของเธอออกเพื่อรักษาชีวิตเธอไว้ ซึ่งนั่นคงจะไม่ดีแน่ หากเป็นเราที่ทานไนโตรเจนเหลวเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จากขนมฮิปๆถ้วยหนึ่ง

ส่วนคนขาย ก็เกิดอันตรายได้เช่นกัน โดยหากมือของคนขายสัมผัสกับไนโตรเจนเหลวละก็ จะทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังของคนขายได้รับอันตราย เกิดอาการที่เรียกว่า Frostbite หรือถ้าแปลตรงตัวก็คือ “ความเย็นที่กัดผิวหนัง” นั่นเอง ซึ่งอาการนี้คือการเจ็บปวดและการบวมจากน้ำเหลืองบนผิวหนังของเรานั่นเอง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะสัมผัสไม่ได้เลย…

ln6

“ไนโตรเจนเหลว” สัมผัสได้ ไม่อันตราย?

แม้ว่าอุณหภูมิที่เย็นสุดขั้วนี้ จะทำให้มือพุงพองได้ แต่ ไนโตรเจนเหลวจะไม่ได้ทำอันตรายกับมือตั้งแต่แรกสัมผัส เพราะอุณหภูมิที่ผิวหนัง ต่างจากอุณหภูมิของเหลวเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่มีชื่อว่า Leidenfrost Effect ซึ่งจะทำให้ตัวของเหลวกลายเป็นไอ แล้วไอนั้นผลักตัวของเหลวให้ลอยเหนือพื้นผิวที่อุณหภูมิสูงกว่ามาก ทำให้ผิวหนังไม่ได้สัมผัสกับไนโตรเจนเหลวโดยตรง หรือที่เคยเห็นกันง่ายๆ หากเราหยดน้ำลงบนกระทะร้อนๆแล้วละก็ น้ำจะวิ่งไปรอบกระทะ โดยไม่ได้สัมผัสกระทะ จนระเหยหมดไป แต่ ถ้าหากทิ้งไนโตรเจนเหลวไว้บนผิวหนังนานๆแล้วละก็ ของเหลวจะสัมผัสกับผิวหนัง และเราก็จะได้ Frostbite ติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน!

ln7

การรับประทานขนมชนิดนี้ จะปลอดภัย หากรอให้ไนโตรเจนเหลวระเหยออกไปให้หมดเสียก่อนแล้วจึงรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุขกลับบ้านไป แต่หากรับประทานทั้งไนโตรเจนเหลวแล้วละก็ อาจจะได้ไปโรงพยาบาลแทนนะครับ ยังไง ก็ทานกันอย่างระวังๆ และใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ ทำให้ตัวเองปลอดภัยกันนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจาก soscity ^^

อ้างอิง: About Education – Liquid Nitrogen, About Education – Leidenfrost Effect, The Guardian

ที่มา https://soscity.co/article/thetruthis/liquid-nitrogen-snacks

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1326335667431249

วิทยาศาสตร์จากฟองสบู่

วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังศิลปะการเป่าฟองสบู่นั้น ไม่ใช่ความหนาของฟิล์มสบู่ แต่คือความเร็วในการเป่าอากาศออกมาต่างหากที่กำหนดให้เกิดฟองสบู่ขึ้น

“มันเป็นอะไรที่เยี่ยมมากที่สามารถอธิบายการทดลองง่ายๆ นี้ได้ซึ่งพวกเรามีประสบการณ์กับสิ่งเหล่านี้มาตลอดชีวิต” Laurent Courbin นักฟิสิกส์ที่ University of Rennes ในประเทศฝรั่งเศส กล่าว

Courbin และทีมวิจัยของเขาได้ทำการค้นหาการศึกษาเกี่ยวกับฟองสบู่กว่าทศวรรษ แต่พวกเขาไม่สามารถหาคำอธิบายเกี่ยวกับหลักการทางฟิสิกส์ที่อยู่เบื้องหลังการเป่าฟองสบู่ได้เลย ดังนั้นทีมวิจัยของเขาได้ทำการสร้างอุปกรณ์ที่คล้ายคลึงกับไม้เป่าฟองสบู่ ที่สามารถทำการปรับความกว้างได้และควบคุมชั้นของฟองสบู่ได้ด้วย นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเป่าอุปกรณ์สร้างฟองสบู่ที่สร้างขึ้นด้วยแรงดันสูง แรงดันอากาศที่เร็วจะผลักให้เกิดฟองอากาศขึ้น การเคลื่อนตัวของอากาศที่ช้าจะแค่เข้าขยับที่ฟิล์มของสบู่เท่านั้น

ในการอธิบายสิ่งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการอธิบาย พวกเขาทำการทำนายความเร็วที่น้อยที่สุดภายใต้สภาวะที่แตกต่างกันออกไป สมการทางคณิตศาสตร์ต้องการค้นหาว่าความเร็วนี้ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อหัวปล่อยแก็สนั้นวางถูกที่แล้ว มันมีความแตกต่างกันหรือไม่เมื่อลมที่พัดออกมามีความกว้างมากกว่าตัวฟิล์ม มีหลายๆ สิ่งที่สามารถระบุได้ว่าความเร็วของแก๊สนั้นต้องเป็นเท่าไหร่ที่จะทำให้เกิดฟองสบู่ สิ่งเหล่านี้ประกอบไปด้วยความหนาแน่นของแก๊สที่ใช้ในการเป่า ความกว้างของฟิล์มสบู่ และระยะทางของหัวแก๊สที่ใช้ในการเป่าว่าห่างจากฟิล์มเท่าไหร่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขนาดของรูปล่อยแก๊ส

นักวิจัยทำการเป่าฟองสบู่พร้อมทั้งเพิ่มขนาดของรูที่ใช้ในการปล่อยแก๊ส พวกเขาเริ่มต้นด้วยท่อขนาดเล็กกว่ามิลลิเมตร (0.04 นิ้ว) จะไปถึงท่อลมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 20 เซนติเมตร (8 นิ้ว) จากการทดลอง ความเร็วที่น้อยที่สุดที่ใช้ในการเป่าฟองสบู่จะอยู่ในช่วงของความเร็วตั้งแต่ 10 m/s ไปจนถึง 100 m/s

“การศึกษานั้นได้ให้ข้อมูลในเชิงฟิสิกส์ที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจน” Howard Stone กล่าว เขาทำการศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ของไหลที่ Princeton University ใน New Jersey ทีมวิจัยของ Courbin ได้แสดงให้เห็นถึงวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับกายภาพของแรงตึงผิว แต่พวกเขานำแรงบันดาลใจมาจากบางสิ่งที่คุณพบได้ในพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์เด็ก

“ในตอนนี้ ได้มีการอธิบายวิทยาศาสตร์จากฟองสบู่ไปแล้ว การศึกษาต่อไปในอนาคตคือการทดสอบความแตกต่างของของไหลว่าจะมีผลเป็นอย่างไร” Courbin กล่าว

ที่มา: https://student.societyforscience.org/article/blowing-bubbles-science

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504544
https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1323868777677938

สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ ทอดพระเนตรวัตถุท้องฟ้า ทรงเก็บข้อมูลวิจัยด้านดาราศาสตร์

pa4

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรวัตถุท้องฟ้าและทรงเก็บข้อมูลวิจัยด้านดาราศาสตร์ ณ หอดูดาวแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 เวลาประมาณ 18.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งถึงหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ ทรงเก็บข้อมูลงานวิจัยเรื่องดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะผ่านกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติที่หอดูดาวเกาเหมยกู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน จากนั้นทอดพระเนตรโครงการพัฒนาเครือข่ายดาราศาสตร์วิทยุและยีออเดซี โครงการบูรณาการระบบนิเวศและการอนุรักษ์ป่าไม้

หลังจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังดาดฟ้าของอาคารควบคุม ชั้น 3 เพื่อทอดพระเนตรวัตถุท้องฟ้าผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก เช่น กาแล็กซีแอนโดรเมดา  ดาวอังคาร เนบิวลานายพราน กระจุกดาวคู่ กระจุกดาวลูกไก่  และเสด็จพระราชดำเนินเข้าภายในหอดูดาว ทอดพระเนตรวัตถุท้องฟ้าด้วยตาเปล่าผ่านช่องมองภาพ (Eyepiece) ของกล้องโทรทรรศน์ขนาด 2.4 เมตร เช่น ดาวยูเรนัส ดาวไรเจล เนบิวลาคลีโอพัตรา เนบิวลานายพราน ฯลฯ
จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินเข้าภายในอาคารควบคุมชั้น 2 ทอดพระเนตรนิทรรศการดาราศาสตร์ไทยใต้ร่มพระบารมี เรื่องราวความสนพระราชหฤทัยด้านดาราศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินเข้าภายในห้องควบคุมกล้องโทรทรรศน์ ทรงถ่ายภาพดาวยูเรนัส เนบิวลาปู และเนบิวลาคลีโอพัตรา จากกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร และทรงถ่ายภาพเนบิวลาหัวม้าผ่านกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ฉะเชิงเทราpa2

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารควบคุม ชั้น 1 ทอดพระเนตรโครงงานวิจัยดาราศาสตร์ระดับโรงเรียน จำนวน 6 โครงงาน จากโรงเรียนแกน้อยศึกษา จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร จังหวัดน่าน โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา จังหวัดชัยภูมิ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร จำนวน 2 โครงงาน และโรงเรียนสาธิตพิบูลบำเพ็ญ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับที่ประทับแรม เวลาประมาณ 21.00 น. นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเป็นล้นพ้นpa1  pa3  pa5

ทอดพระเนตรผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร ประกอบด้วย งานวิจัยด้านดาราจักรนอกระบบและนิวเคลียสดาราจักรกัมมันต์ งานวิจัยการไหวสะเทือนบนดาวฤกษ์ งานวิจัยด้านระบบดาวคู่และวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของระบบดาวเคราะห์-ดาวฤกษ์ และงานวิจัยด้านดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

ที่มาhttp://hilight.kapook.com/view/146895

​เหตุใดตาเคลื่อนไหวแต่ภาพยังชัด

นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก และสถาบันชิลลีอาย ได้ค้นพบโมเลกุลที่เป็นกาวเชื่อมสมองที่ทำให้ภาพที่มองเห็นนั้นยังชัดและยิ่งอยู่ได้ แม้วัตถุหรือตาของเราจะเคลื่อนไหวก็ตาม

นักวิจัยชี้ว่า โปรตีน Contactin-4 และ amyloid precursor นั้นก่อให้เกิดความเสถียรของภาพ โดยได้เผยแพร่ผลงานการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการ Neuron แล้ว

“ในระบบของภาพนั้น การเชื่อมต่อระหว่างตาและสมองที่แม่นยำจะช่วยในการมองเห็นภาพและทำให้มั่นใจว่าภาพนั้นชัดและคม” ผศ.ดร.แอนดรูว์ ฮูเบอร์แมน นักวิจัยเผย

“เซนเซอร์ในตานั้นสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวและเชื่อมต่อไปยังสมองด้วยวิธีที่ถูกต้องได้ เพื่อทำให้ตานั้นเคลื่อนไปยังทิศทางที่ถูกต้องโดยไม่ทำให้ภาพเบลอได้ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับเวลาเราถ่ายภาพนิ่งของวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว จนถึงตอนนี้ เรายังไม่เข้าใจว่าตากับสมองควบคุมการทำงานนี้ได้อย่างไรในระดับโมเลกุล”

ในการศึกษาว่าตาและสมองนั้นทำงานสัมพันธ์กันอย่างไรเพื่อให้ได้ความเสถียรนี้ ดร.ฮูเบอร์แมน และทีมงานได้ศึกษาไปที่กลุ่มเซลล์ประสาทในสมองที่ก่อให้เกิดวงจรเชื่อมต่อในสมองบางแบบ วิธีการนี้ทำให้นักวิจัยสามารถดูไปที่องค์ประกอบของการมองเห็นภาพ และสุดท้ายก็จะทราบได้ว่า  ยีนตัวไหนที่เซลล์ประสาท “เปิดการทำงาน” เพื่อที่จะให้เกิดการเชื่อมตัวระหว่างสมองกับตาที่ถูกต้อง

จากการศึกษา นักวิจัยพบว่า โมเลกุลโปรตีนที่ชื่อ Contactin-4 นั้นมีการแสดงออกที่ค่อนข้างมีความเฉพาะเจาะจงกับการทำให้ภาพเสถียร โดยเมื่อนักวิจัยทำให้ยีน Contactin-4 เปลี่ยนแปลงไปด้วยการตัดต่อพันธุกรรม วงจรก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติและเซลล์มองเห็นภาพก็ไม่ได้ทำงานได้อย่างปกติในสมอง ในทางตรงกันข้าม เมื่อเติม Contactin-4 เข้าไปในเซลล์ที่ปกติไม่ได้มีการสร้าง โปรตีนที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ทำให้เซลล์สร้างวงจรเพื่อให้สมองกับตาเชื่อมต่อกันได้เสถียร

จากนั้น นักวิจัยทำการศึกษาโปรตีนที่จับกับ Contactin-4 และได้ค้นพบว่า โปรตีน amyloid precursor ที่มีการวิจัยกันว่าเกี่ยวข้องกับ โรคอัลไซเมอร์ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาของสมองที่ปกติ หากไม่มีโปรตีน amyloid precursor นักวิจัยก็พบว่า Contactin-4 ก็ไม่สามารถควบคุมการพัฒนาของวงจรการมองเห็นได้

จากการค้นพบเหล่านี้ ดร.ฮูเบอร์แมนและทำงานได้ตั้งสมมติฐานว่า น่าจะมียีนบางกลุ่มที่ทำให้เซลล์ประสาทที่ถูกต้องสร้างวงจรที่ถูกต้องได้ และยีนเหล่านี้ก็น่าจะมีความสำคัญต่อการรับรู้ภาพที่ถูกต้อง

ต่อจากนี้ ดร.ฮูเบอร์แมนมีแผนจะทำการศึกษาละเอียดขึ้นเพื่อดูว่า ยีนเหล่านี้และการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่แม่นยำนั้นผิดพลาดอย่างไรในผู้ที่มีการรับรู้ภาพที่ผิดพลาด เช่น ยีนตัวไหนที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาของโรคเหล่านี้

“ห้องปฏิบัติการวิจัยของเรามีความสนใจที่จะสร้างการเชื่อมต่อและสร้างวงจรใหม่ที่เสียไปจากการบาดเจ็บหรือโรคร้าย ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง” ดร.ฮูเบอร์แมนกล่าว

อ้างอิง: University of California, San Diego Health Sciences. (2015, May 7). As life slips by: Why eye movement doesn’t blur the picture. ScienceDaily. Retrieved May 10, 2015 from www.sciencedaily.com/releases/2015/05/150507122657.htm

งานวิจัย: Alex L. Kolodkin et al. Functional Assembly of Accessory Optic System Circuitry Critical for Compensatory Eye Movements. Neuron, May 2015 DOI: 10.1016/j.neuron.2015.03.064

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/502230