คลังเก็บหมวดหมู่: จิรากร กลิ่นปรากฎ

5 อันดับสุดยอดเรือดำน้ำจู่โจมระดับโลก!

5 อันดับสุดยอดเรือดำน้ำจู่โจมระดับโลก!

เว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวคราวในวงการทหารทั่วโลกอย่าง military-today.com เขาได้ทำการรวบรวม 5 สุดยอดรายชื่อเรือดำน้ำจู่โจมจากทั่วโลก โดยใช้เกณฑ์การตัดสินในเรื่องของ อาวุธโจมตี รวมถึงความสามารถในการล่องหน ตรวจจับยาก และฟีเจอร์ด้านอื่นๆ จะมีเรือดำน้ำแบบใดอยู่ในรายชื่อ 5 สุดยอดบ้าง เรามาดูกันเลยนะ


5 อันดับสุดยอดเรือดำน้ำจู่โจมระดับโลก!

อันดับ 1 เรือดำน้ำคลาส Seawolf (สหรัฐอเมริกา)

เข้าประจำการปี : 1997

ดำน้ำลึก : 487 เมตร

ท่อยิงตอร์ปิโด : ขนาด 660 มม. จำนวน 8 ท่อ

ระบบอาวุธ : ตอร์ปิโด Mk.48, มิสซายต่อต้านเรือรบ Sub-Harpoon และจรวดนำวิถี Tomahawk

Seawolf เป็นคลาสของเรือดำน้ำจู่โจมจากสหรัฐอเมริกาที่มีความก้าวหน้า และราคาแพงที่สุดในโลก ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของมัน ทำให้กองทัพเรือสหรัฐครองความได้เปรียบเหนือโซเวียตในช่วงยุค 1945 ถึงช่วงกลางยุค 1980 โดยหน้าที่หลักของเรือดำน้ำคลาส Seawolf  คือ การยิงลำลายขีปนาวุธแบบยิงข้ามทวีป ซึ่งเป็นภารกิจแบบเดียวกับเรือดำน้ำโจมตีคลาส Akula และเรือดำน้ำคลาส Typhoon

ความเด่นของเรือดำน้ำคลาส Seawolf คือมันเงียบมากแม้จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ทำให้ยากแก่การตรวจพบโดยข้าศึก ขณะที่เรือดำน้ำโดยส่วนใหญ่ต้องรักษาระดับความเร็วที่ 5 น็อต (9.26 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เพื่อไม่ให้ระบบโซนาร์ของข้าศึกตรวจจับได้ แต่ Seawolf สามารถทำความเร็วได้ถึง 20 น็อต (37 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) โดยที่ข้าศึกไม่สามารถตรวจจับได้ และถึงแม้จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 25 น็อต (46.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) มันก็ยังเงียบกว่าเรือดำน้ำรุ่นเก่าอย่างคลาส Los Angeles เสียอีก

และโดดเด่นในเรืองของการดำน้ำได้ลึกกว่าเรือดำน้ำคลาสอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา ทำให้สามารถปฏิบัติการใต้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกได้อย่างไร้ปัญหา ท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 660 มม. จำนวน 8 ท่อ รองรับการยิงจรวดนำวิถี Tomahawk ที่มีระยะการยิงไกลถึง 1,700 กิโลเมตร


5 อันดับสุดยอดเรือดำน้ำจู่โจมระดับโลก!

อันดับ 2 เรือดำน้ำคลาส Virginia (สหรัฐอเมริกา)

เข้าประจำการปี : 2004

ดำน้ำลึก : 250 เมตร

ท่อยิงจรวดแนวตั้ง : จำนวน 12 ท่อ

ท่อยิงตอร์ปิโด : ขนาด 533 มม. จำนวน 4 ท่อ

ระบบอาวุธ : ตอร์ปิโด Mk.48, มิสซายต่อต้านเรือรบ Sub-Harpoon และจรวดนำวิถี Tomahawk

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์คลาส Virginia เป็นรุ่นที่สานต่อความสำเร็จมาจากคลาส Los Angeles โดยออกแบบตัวลำให้มีขนาดเล็กกว่า ราคาถูกกว่า มีความยืดหยุ่นและใช้งานได้หลากหลายรูปแบบกว่า เรือดำน้ำราคาแพงคลาส Seawolf โดยสหรัฐอเมริกาวางแผนนำเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์คลาส Virginia เข้าประจำการถึง 30 ลำ

มีการจับเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใส่ในเรือดำน้ำคลาส Virginia มากมาย อาทิ กรรมวิธีการเคลือบตัวลำ เพื่อไม่ให้เสียงรบกวนจากภายในตัวลำเล็ดลอดไปภายนอก โครงสร้างของดาดฟ้าเรือแบบใหม่ และใบพัดดีไซน์ใหม่ที่ลดเสียงรบกวนจากการทำงานของมัน เพื่อให้ตรวจจับได้ยากขึ้น โดยมีการเคลมกันว่าเรือดำน้ำคลาส Virginia นั้นมีระดับเสียงรบกวน (ที่ข้าศึกสามารถตรวจจับได้) ในระดับที่น้อยเทียบเท่าเรือดำน้ำคลาส Seawoft เลยทีเดียว

เรือดำน้ำคลาส Virginia ติดตั้งท่อยิงจรวดแนวตั้งจำนวน 12 ท่อ สามารถใช้ในการยิงจรวดนำวิถี Tomahawk เพื่อการโจมตีเป้าหมายบนพื้นดินในระยะ 1,700 กม. และมีท่อยิงตอร์ปิโดขนาด 533 มม. จำนวน 4 ท่อ เพื่อเโจมตีเรือรบของข้าศึก และเรือดำน้ำคลาส Virginia ยังเป็นเรือดำน้ำแบบแรกที่มีระบบการปล่อยตัว และรับกลับนักรบหน่วย SEAL ได้จำนวนสูงสุด 9 นายอีกด้วย สุดยอดมาก


5 อันดับสุดยอดเรือดำน้ำจู่โจมระดับโลก!

อันดับ 3 เรือดำน้ำคลาส Astute (สหราชอาณาจักร)

เข้าประจำการปี : 2010

ดำน้ำลึก : 150 เมตร

ท่อยิงตอร์ปิโด : ขนาด 533 มม. จำนวน 6 ท่อ

ระบบอาวุธ : ตอร์ปิโดแบบ Spearfish, มิสซายต่อต้านเรือรบ Sub-Harpoon และจรวดนำวิถี Tomahawk

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์คลาส Astute เข้าประจำการในกองทัพเรือของสหราชอาณาจักรในปี 2010 โดยมีการวางเป้าหมายเอาไว้ว่า จะนำเรือดำน้ำคลาสนี้เข้าประจำการจำนวน 7 ลำ โดยมันจะเข้ามาแทนที่เรือดำน้ำคลาส Swiftsure และมันเงียบกว่า บรรทุกอาวุธได้มากกว่าเรือดำน้ำรุ่นเก่าคลาส Trafalgar

ระบบอาวุธของ Astute ยิงผ่านท่อยิงขนาด 533 มม. จำนวน 6 ท่อ สำหรับการโจมตีเป้าหมายในทะเล สามารถใช้ตอร์ปิโดแบบ Spearfish, แบบ Sub-Harpoon รวมถึงตอร์ปิโดและมิสซายกว่า 36 รูปแบบ

จรวดนำวิถี Tomahawk Block IV สามารถใช้โจมตีเป้าหมายได้ในระยะ 1,700 กม. ทั้งเป้าหมายบนภาคพื้นดิน และเป้าหมายที่เป็นเรือรบของข้าศึก


5 อันดับสุดยอดเรือดำน้ำจู่โจมระดับโลก!

อันดับ 4 เรือดำน้ำคลาส Graney (รัสเซีย)

เข้าประจำการปี : 2013

ดำน้ำลึก : 300 เมตร

ท่อยิงจรวดแนวตั้ง : จำนวน 24 ท่อ

ท่อยิงตอร์ปิโด : ขนาด 650 มม. จำนวน 8 ท่อ

ระบบอาวุธ : ตอร์ปิโดหลากหลายรูปแบบ, มิสซายต่อต้านเรือรบ และจรวดนำวิถี

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์คลาส Graney เป็นเรือดำน้ำจู่โจมแบบล่าสุดของกองทัพรัสเซีย โดยเรือลำแรกของคลาสนี้ถูกวางแผนว่าจะให้เข้าประจำการตั้งแต่ปี 1993 แต่โครงการก็ต้องล้มเลิกในที่สุด เพราะปัญหาทางการเงิน อย่างไรก็ดีทางผู้สร้างให้คำสัญญากับทางกองทัพเรือรัสเซียว่า เรือดำน้ำคลาส Graney จะเข้าประจำการให้ได้ภายในปี 2013 และในเวลาต่อมา ได้มีการสร้างเรือลำที่สอง ซึ่งเป็นการพัฒนาขีดความสามารถของเรือในคลาสนี้ให้ดีขึ้น โดยทางกองทัพเรือรัสเซีย วางแผนว่าจะนำเรือดำน้ำคลาส Graney เข้าประจำการทั้งสิ้น 6 ลำ และมันเป็นพัฒนาการมาจาก Akula ซึ่งเป็นคลาสเรือดำน้ำที่โด่งดังมากของรัสเซีย โดยที่ Graney เองก็เงียบกว่า และตรวจจับยากกว่าด้วย

ท่อยิงจรวดแนวตั้งจำนวน 24 ท่อของ Graney รองรับการยิงจรวดนำวิถีได้หลายรูปแบบ โดยมีจรวดที่เด่นๆ คือ P-800 Oniks (SS-N-26) ที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ในระยะทาง 300 กม.


5 อันดับสุดยอดเรือดำน้ำจู่โจมระดับโลก!

อันดับ 5 เรือดำน้ำคลาส Sierra II (รัสเซีย)

เข้าประจำการปี : 1992

ดำน้ำลึก : ประมาณ 400 เมตร

ท่อยิงตอร์ปิโด : ท่อขนาด 650 มม. จำนวน 4 ท่อ และท่อขนาด 533 มม. จำนวน 4 ท่อ

ระบบอาวุธ : ตอร์ปิโดแบบ SS-N-15 Starfish และตอร์ปิโดต่อต้านเรือดำน้ำแบบ SS-N-16 Stallion รวมถึงจรวดนำวิถีแบบ SS-N-21 Samson

Sierra I และ Sierra II เป็นคลาสเรือดำน้ำราคาแพงของรัสเซีย ความพิเศษคือตัวลำทำจากวัสดุที่เบาและแข็งแกร่งอย่างไทเทเนียม เรือดำน้ำคลาสนี้สามารถปฏิบัติการที่ระดับความลึกได้อย่างดีเยี่ยม และส่งเสียงรบกวนต่ำ ยากแก่การตรวจจับ และวัสดุที่แข็งแกร่งยังช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากการถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโด

ซึ่งเทคโนโลยีด้านวัสดุไทเทเนียมของรัสเซียนั้น ก้าวหน้ากว่าประเทศโลกตะวันตกเสียอีก และต้องใช้ขั้นตอนการเชื่อมโลหะตัวลำที่ซับซ้อน เพื่อให้ได้ความแข็งแกร่งตามต้องการ ด้วยราคาต้นทุนของวัตถุดิบที่แพงระยับ ทำให้รัสเซียไม่สามารถสร้างเรือดำน้ำคลาสนี้ในจำนวนมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรือดำน้ำคลาส Sierra II เด่นมากในเรื่องปฏิบัติการที่ระดับความลึก รวมถึงการที่มันทำความเร็วใต้น้ำได้สูง ทำให้ถึงแม้จะมีค่าบำรุงรักษาที่สูงเอามากๆ แต่กองทัพเรือรัสเซียยังคงตัดสินใจเก็บ Sierra II ไว้เพื่อความได้เปรียบทางการทหาร

ที่มา : https://news.thaiware.com/10232.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1427892860608862

Lilium รถพลังงานไฟฟ้าที่บินได้คันแรกของโลก ประสบความสำเร็จในการบินทดสอบ

Lilium รถพลังงานไฟฟ้าที่บินได้คันแรกของโลก ประสบความสำเร็จในการบินทดสอบ

ใกล้ควาเป็นจริงเข้ามาทุกขณะ กับรถยนต์บินได้ที่จะทำให้เราไม่ต้องเผชิญปัญหาการจราจรที่แอดอัดบนท้องถนนอีกต่อไป เมื่อ Liliim Aviation บริษัที่ตั้งอยู่ในเมือง Munich ประเทศเยอรมนี ได้ออกแถลงข่าวถึงเรื่องราวที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการบินทดสอบรถตัวต้นแบบ ซึ่งเที่ยวบินแรก หรือ First Flight ของรถบินได้ Liliim นั้นผ่านไปอย่างราบรื่น และมันใช้พลังงานไฟฟ้าโดยสมบูรณ์แบบ ไม่มีเชื้อเพลิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ภายในรถมีที่นั่งสำหรับ 2 คน และเป็นอากาศยานแบบที่สามารถบินขึ้นหรือลงจอดได้ในแนวดิ่ง หรือที่เรียกกันว่า Vertical take-off and landing (VTOL) นั่นหมายความว่าไม่จำเป็นต้องใช้สนามบิน มันสามารถบินขึ้นจากสนามหน้าบ้านคุณ ไปลงจอดบนดาดฟ้า หรือที่ลานจอดของอาคารสำนักงานได้เลย

Lilium รถพลังงานไฟฟ้าที่บินได้คันแรกของโลก ประสบความสำเร็จในการบินทดสอบ
Lilium รถพลังงานไฟฟ้าที่บินได้คันแรกของโลก ประสบความสำเร็จในการบินทดสอบ
Lilium รถพลังงานไฟฟ้าที่บินได้คันแรกของโลก ประสบความสำเร็จในการบินทดสอบ

ขุมพลังของ Liliim เป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าจำนวน 36 ตัว ที่ติดตั้งอยู่บนปีกทั้ง 2 ข้าง โดยมีความยาวปีกรวม 10 เมตร ซึ่งในตอนที่บินขึ้น เครื่องยนต์ทั้งหมดหันลงในทิศทางตั้งฉากกับพื้นโลกเพื่อสร้างแรงยก และเมื่อลอยตัวขึ้นสู่ระดับความสูงที่เหมาะสมแล้ว จะมีการปรับองศาเครื่องยนต์ไปในแนวเฉียง เพื่อผลักให้ตัวเครื่องเคลื่อนไปทางด้านหน้า โดยในเที่ยวบินทดสอบที่เราได้เห็นในคลิป เป็นการบังคับเครื่องด้วยรีโมทคอนโทรลจากระยะไกล (ที่ยังไม่ให้คนขึ้นบินจริง น่าจะเพราะกล้วเกิดในเที่ยวบินแรก) แต่อย่างไรก็ดี ทาง Liliim Aviation บอกว่าการทดสอบแบบมีคนขึ้นบินจริงจะเกิดขึ้นในไม่นานนี้ และพวกเขาให้รายละเอียดว่า การที่ออกแบบให้ตัวรถมีทรงคล้ายเครื่องบิน ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับรถบินได้ที่ออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายโดรน (แบบมีใบพัดขนาดใหญ่จำนวนหลายใบพัด) และด้วยความประหยัดพลังงาน ทำให้สามารถบินได้ไกลถึง 300 กิโลเมตร และทำความเร็วได้สูงสุดถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

ที่มา : https://news.thaiware.com/10185.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1425671104164371/

Google Translate แปลภาษาได้ดีขึ้นอย่างมาก จากการใช้ Neural Network เข้ามาช่วย

Google Translate มีอัพเดทใหญ่ ด้วยความสามารถในการแปลภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน โปรตุเกส จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และตุรกี ได้ดีขึ้น ใกล้เคียงมนุษย์ขึ้นอย่างมาก จากการใช้เทคนิค Neural Network เข้ามาช่วยในการแปลทีเดียวทั้งประโยค

Google Translate ใช้ Neural Network เข้ามาช่วยแปลภาษา

อัพเดทใหญ่จาก Google Translate ในครั้งนี้เป็นการนำ Neural Network เข้ามาใช้ โดย Google ตั้งชื่อว่า Google Neural Machine Translation system (GNMT) ซึ่งเป็นการแปลภาษาพร้อมกันทีเดียวทั้งประโยค แทนที่การแปลรูปแบบเก่า ซึ่งเป็นการแปลทีละคำ ผลลัพธ์ที่ได้คือ Google Translate มีความฉลาดขึ้นมาก สามารถแปลภาษาได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น

example-of-a-translation
ตัวอย่างการแปลภาษาจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ (สีน้ำเงิน) ระบบเก่า (สีเขียว) นำ Neural Network เข้ามาช่วย (สีส้ม) แปลโดยมนุษย์

ตอนนี้การแปลภาษาด้วยเทคนิค Neural Network นี้ ยังรองรับเพียง 9 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน โปรตุเกส จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และตุรกี แต่จากรายงานของ Google 9 ภาษานี้รองรับการแปลภาษาที่ส่งเข้ามาใน Google Translate ถึง 35%

คุณภาพของ Google Translate ที่นำ Neural Network เข้ามาช่วย (สีเขียว) เริ่มใกล้เคียงกับการแปลโดยมนุษย์แล้ว (สีส้ม)
คุณภาพของ Google Translate ที่นำ Neural Network เข้ามาช่วย (สีเขียว) เริ่มใกล้เคียงกับการแปลโดยมนุษย์แล้ว (สีส้ม)

ระบบ Neural Network นี้ เริ่มเห็นผลกับ 9 ภาษาดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ลองเล่นกันดูได้เลยที่เว็บไซต์ หรือแอป iOS และ Android

ภาษาไทยคงจะมาให้เราได้ใช้กันในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา  https://soscity.co/news/computer/google-translate-use-neural-network

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1412470648817750

แพทย์อเมริกันผ่าตัดแยกแฝดปรสิตจากทารกได้สำเร็จ

ศัลยแพทย์อเมริกันประสบความสำเร็จในการผ่าตัดแยกแฝดปรสิตจากทารกชาวไอวอรีโคสต์ ซึ่งเสี่ยงเป็นปัญหาต่อหัวใจและกระดูกสันหลังจนอาจทำให้ทารกน้อยถึงแก่ชีวิตได้

วันนี้(22มี.ค.60)คณะศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลเด็กในนครชิคาโกของสหรัฐ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดแยกแฝดปรสิตออกจากร่างกายของเด็กหญิงโดมินิค ทารกวัย 10 เดือนชาวไอวอรีโคสต์ หลังมีแนวโน้มว่าแฝดปรสิตซึ่งเกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นหลังและไหล่ของเธอมาแต่กำเนิดอาจทำให้เธอเสียชีวิตได้ โดยใช้เวลาในการผ่าตัดนาน 6 ชั่วโมง

โดมินิคเกิดมาโดยมีแฝดปรสิต หรือคู่แฝดที่ร่างกายเติบโตไม่สมบูรณ์ในครรภ์ แต่ยังคงมีอวัยวะบางส่วนเจริญอยู่ติดกับร่างกายของแฝดที่รอดชีวิต ซึ่งในกรณีของโดมินิคนั้น แฝดปรสิตทำให้ดูเหมือนกับว่าเธอมีขาเกินมาอีกสองข้าง ร่างของแฝดปรสิตซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นหลังและไหล่ของโดมินิค ตรงกับบริเวณรอยต่อสำคัญระหว่างกระดูกคอและกระดูกสันหลังส่วนอก ทำให้การผ่าตัดเพื่อแยกเอาแฝดปรสิตออกนั้นทำได้ยากและเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง แต่หากไม่ผ่าตัดแฝดปรสิตออกและปล่อยไว้จนโดมินิคโตขึ้น น้ำหนักของแฝดปรสิตที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้กระดูกสันหลังของเธอมีปัญหา ส่วนหัวใจและปอดก็ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงแฝดปรสิตที่เกือบจะเหมือนกับคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้เธอเสียชีวิตได้

ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดแยกแฝดปรสิตให้โดมินิคเผยว่า ได้ใช้เทคนิคการสแกนและสร้างภาพเฉพาะทางเพื่อศึกษาโครงสร้างร่างกายของโดมินิคและแฝดปรสิตที่ซ้อนทับกันอยู่ในการวางแผนก่อนผ่าตัด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายต่อกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจทำให้โดมินิคเป็นอัมพาตหลังการผ่าตัดได้ ทั้งนี้ หนูน้อยโดมินิคเดินทางจากไอวอรีโคสต์มาเข้ารับการผ่าตัดในสหรัฐ โดยมีนางแนนซี่ ซวอบบ์ ชาวอเมริกัน เป็นผู้รับอุปถัมภ์ดูแลระหว่างที่เข้ารับการผ่าตัดรักษาในนครชิคาโก ซึ่งหลังการพักฟื้นแล้ว โดมินิคจะเดินทางกลับไปหาครอบครัวที่บ้านเกิดในเร็วๆ นี้            

download (3).jpg

 

 

download (5).jpg 

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=132662&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1396823667049115/

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

วันนี้ก็ขอเอาข้อมูลดีๆ จาก ESET ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ Antivirus มาฝากกันครับ เนื้อหาว่าด้วยเรื่อง สิ่งที่ควรระวังในการใช้งานสมาร์ทโฟนบนระบบ Android เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมัลแวร์ต่างๆ ที่คอยจ้องเล่นงานสมาร์ทโฟนสุดที่รักของเรา ความรุนแรงของปัญหา ก็มีตั้งแต่การทำให้เกิดความรำคาญ โดนขโมยข้อมูลส่วนตัว ไฟล์ข้อมูลเสียหาย ไปจนถึงเสียเงินเสียทองเลยก็มี ใครไม่อยากตกเป็นเหยื่อ บอกเลยว่าต้องอ่าน

Android เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์โมบายที่ได้รับความนิยม

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

มีแอพฯ และเกมส์ให้เลือกดาวน์โหลดกว่า 3 ล้านตัว และมีการดาวน์โหลดแอพฯ กว่า 65 ล้านล้านครั้ง และมีอุปกรณ์ Android ที่ลงทะเบียนกว่า 1.4 ล้านล้านเครื่องทั่วโลก

โลกทั้งใบในมือคุณ

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

เราเก็บข้อมูลส่วนตัวจำนวนมากไว้ในอุปกรณ์ Android ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, เอกสาร, รหัสผ่าน, การซิงค์ข้อมูลของแอพฯ ต่างๆ, จดบันทึกส่วนตัว, ข้อมูลสถานที่ GPS, ข้อความแชท, อีเมล์, ข้อมูลโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราพกพาข้อมูลสำคัญเหล่านี้ ติดตัวตลอดเวลา

ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักมองข้ามเรื่องความปลอดภัยข้อมูล!

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

ผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคน มองข้ามเรื่องความปลอดภัย และไม่ได้ตระหนักว่า มีข้อมูลสำคัญเก็บอยู่ในอุปกรณ์ Android

Ransomeware มัลแวร์เรียกค่าไถ่

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

มัลแวร์ลักษณะนี้ จะค้นหาข้อมูลมีค่าที่เก็บอยู่ในสมาร์ทโฟนของคุณ อาทิ ไฟล์ภาพถ่าย, ไฟล์เอกสาร หรือไฟล์ที่สำคัญต่างๆ มันจะทำการล็อคไฟล์ที่มีความสำคัญ เพื่อไม่ให้เราสามารถเรียกใช้งานได้ โดยแฮกเกอร์ จะเรียกเงินค่าไถ่ เพื่อแลกกับการปลอดล็อคให้ไฟล์เหล่านั้นกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

SMS Trojans and dialer มัลแวร์ที่ทำให้เราเสียเงินฟรีโดยไม่รู้ตัว

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

มัลแวร์ประเภทนี้จะใช้อุปกรณ์ Android ของเรา เพื่อทำการส่งข้อความ SMS หรือโทรออกไปยังเลขหมายปลายทางที่มีการคิดค่าบริการ โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้เราต้องเสียเงินค่าบริการรายเดือนเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ

Spyware มัลแวร์สายลับขโมยข้อมูล

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

มัลแวร์ประเภทนี้จะสอดส่องข้อมูลส่วนตัวของเรา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในบางเรื่อง มันจะค้นดูอีเมล์, ข้อความแชท, รายชื่อผู้ติดต่อ และข้อมูลสถานที่ ที่เก็บอยู่ในอุปกรณ์ Android ของเรา ทำการรวบรวมข้อมูล แล้วส่งกลับไปหาแฮกเกอร์ นอกจากนี้ Spyware บางตัว ยังสามารถเข้าใช้งานกล้อง และไมโครโฟนของอุปกรณ์ Android เพื่อสอดส่องว่าเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน หรือกำลังคุยเรื่องอะไรอยู่

ควรระวังตัว เมื่อจะเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi สาธารณะ

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

อย่างเช่น Wi-Fi ในร้านกาแฟ หรือตามร้านต่างๆ ทีมี Wi-Fi ให้ใช้ฟรี เพราะนี่เป็นช่องทางยอดฮิตที่บรรดาแฮกเกอร์ ใช้เจาะเข้ามาในอุปกรณ์ Android ของคุณ

ควรหลีกเลี่ยง การคลิกลิงค์ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่น่าเชื่อถือ

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

อย่างเช่นลิงค์ที่บอกว่า “คลิกเลย ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก 15 กก. ภายใน 2 ชั่วโมง” หรือ “สมัครเลย ทำงานออนไลน์เพียงสัปดาห์เดียว ได้เงิน 2 ล้านบาท” ซึ่งเป็นข้อความชวนเชื่อที่ไม่มีความน่าเชื่อถือแม้แต่น้อย และถ้าใครหลงเชื่อคลิกลิงค์ไป ก็อาจจะนำไปสู่เว็บไซต์ที่มีมัลแวร์แฝงตัวอยู่

อย่าคลิกลิงค์แปลกๆ ในอีเมล์ หรือข้อความแชท

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

บ่อยครั้ง แฮกเกอร์ใช้อีเมล์ เป็นช่องทางในการล่อลวง (Phishing mail) อย่างเช่นการปลอมแปลงมาในรูปแบบของอีเมล์จากธนาคารสักแห่ง แจ้งเนื้อความในจดหมายแจ่งว่า “อนุมัติคำขอกู้เงินของคุณจำนวน 200,000 บาท และถ้าคุณไม่ได้ยื่นขอเงินกู้ในครั้งนี้ ก็ให้คลิกที่ลิงค์ในตอนท้ายของอีเมล์”

ซึ่งถ้าเราตื่นตูมไปตามคำลวงของผู้ประสงค์ร้าย เผลอคลิกลิงค์ที่แนบมาในอีเมล์ มันก็จะนำเราไปสู่หน้าเว็บปลอมของธนาคาร ที่มีการดักจับชื่อล็อกอิน และรหัสผ่านสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ของเรา

ทางออกที่ดีเมื่อมีอีเมล์แปลกๆ มาจากธนาคาร เราควรโทรติดต่อกับธนาคารผ่านเบอร์ Call Center ที่หาดูเบอร์ได้จากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของธนาคาร เพื่อสอบถามว่ามีเรื่องราวอย่างนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ (อย่าหลงโทรไปตามเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ในอีเมล์ เพราะอาจจะมีการเซ็ตเจ้าหน้าที่รับสายปลอม ดักไว้อีกชั้น)

ถ้าไม่จำเป็น อย่าดาวน์โหลดแอพฯ นอก Play Store

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

สำหรับผู้ใช้งานอุปกรณ์ Android ที่ชอบหาดาวน์โหลดแอพฯ แบบเสียเงิน มาใช้ฟรีนอก Play Store มันอาจจะช่วยประหยัดเงินค่าซื้อแอพฯ ได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากๆ เลย กับการที่แฮกเกอร์จะนำมัลแวร์แทรกเข้าไปในตัวแอพฯ ซึ่งทำให้อุปกรณ์ของคุณตกอยู่ในอันตราย ทางที่ดี ควรยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อแอพฯ เพียงเล็กน้อย หรือหันไปหาแอพฯ ฟรีที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน ย่อมดีกว่าการไปโหลดแอพฯ เถื่อนมาใช้อย่างแน่นอนครับ

คิดให้ดีก่อนให้การอนุญาตใดๆ แก่แอพฯ

เตือนภัย! รู้ไว้จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมัลแวร์ต่างๆ บนระบบ Android

คำถามก็คือ ทำไมแอพฯ แต่งภาพง่ายๆ ถึงต้องขออนุญาต (Permission) ในการเข้าถึง รายชื่อผู้ติดต่อ, ตำแหน่งสถานที่, และต้องการเข้าถึง ข้อความ SMS ซึ่งดูแล้วแอพฯ แต่งภาพไม่น่าจะได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งหากเราพบแอพฯ ที่มีการขอนุญาตเข้าถึงข้อมูลในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบของแอพฯ ก็ไม่ควรให้การอนุญาตแก่แอพฯ และมองหาแอพฯ ตัวอื่นที่มีฟังก์ชั่นใกล้เคียงกันมาใช้งานแทน

ที่มา : https://news.thaiware.com/9697.html

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1381839205214228

เปลี่ยน Facebook ให้เป็นเหมือนแอพฯ หาคู่ ด้วยฟีเจอร์ค้นหาเพื่อนใหม่สุดแจ่ม Discover People

เปลี่ยน Facebook ให้เป็นเหมือนแอพฯ หาคู่ ด้วยฟีเจอร์ค้นหาเพื่อนใหม่สุดแจ่ม Discover People

อยากจะรู้จักใครที่สนใจชอบอะไรในสิ่งเดียวกันกับคุณ หรือ มีอะไรเหมือนๆ กัน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง จะไปหาเฟซบุ๊คเขามาจากไหนจากไหน ฟีเจอร์ใหม่ Discover People อันนี้ช่วยคุณได้ครับ

เปลี่ยน Facebook ให้เป็นเหมือนแอพ Tinder ด้วย Discover People ฟีเจอร์ค้นหาเพื่อนใหม่สุดแจ่ม

ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊คก็มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณได้เป็นเพื่อน (บนเฟซบุ๊ค) กับ “ผู้ที่คุณอาจจะรู้จัก” อย่างฟีเจอร์ People You May Know ซึ่งจะแสดงรายชื่อบุคคลที่คาดว่าคุณจะรู้จักจากข้อมูลพื้นฐานที่คนๆ นั้นมีเหมือนกันกับคุณหลายๆ อย่างเช่น เมืองบ้านเกิด สถานศึกษาที่เคยหรือกำลังเรียนอยู่เรียน สถานที่ทำงาน หรือข้อมูลการมีเพื่อนร่วมกัน ฯลฯ ให้คุณกดเพิ่มคนเหล่านั้นเป็นเพื่อนได้ แต่สำหรับฟีเจอร์ Discover People นี้มันเหมือนเป็นการต่อยอด People You May Know ให้ฉลาดยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสให้คุณได้สร้างมิตรภาพกับ “เพื่อนใหม่ที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน”

เปลี่ยน Facebook ให้เป็นเหมือนแอพ Tinder ด้วย Discover People ฟีเจอร์ค้นหาเพื่อนใหม่สุดแจ่ม

ฟีเจอร์ดังกล่าวนี้จะอยู่ภายในเมนูทางเลือกเพิ่มเติม (ดังภาพด้านบน) ในแอพ Facebook ของสมาร์ทโฟน ทั้งฝั่ง Android และ iOS โดยเมื่อคุณกดเข้าไปแล้ว มันจะแสดงรายชื่อบุคคลที่ถูกจำแนกตามหมวดหมู่ในสิ่งที่เขาเหล่านั้นมีความสนใจสิ่งเดียวกัน หรือมีอะไรที่เหมือนๆ กันกับคุณ ซึ่งข้อมูลที่แสดงตามหมวดหมู่จะมีทั้งข้อมูลที่ผู้ใช้เพิ่มลงไปเองในประวัติส่วนตัว (Bio) เช่น เมืองปัจจุบัน สถานศึกษา หรือสถานที่ทำงานที่กำลังทำอยู่ ฯลฯ ที่จะแสดงเฉพาะข้อมูลทั่วไปที่เป็นสาธารณะ และข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติ อย่างเช่น อีเวนท์สาธารณะที่คุณได้รับเชิญ หรือกำลังจะไปเข้าร่วม กลุ่มที่คุณเป็นสมาชิกอยู่ เป็นต้น

เปลี่ยน Facebook ให้เป็นเหมือนแอพ Tinder ด้วย Discover People ฟีเจอร์ค้นหาเพื่อนใหม่สุดแจ่ม  เปลี่ยน Facebook ให้เป็นเหมือนแอพ Tinder ด้วย Discover People ฟีเจอร์ค้นหาเพื่อนใหม่สุดแจ่ม

นอกจากฟีเจอร์นี้จะสร้างโอกาสให้คุณได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ แล้ว มันยังอาจจะทำให้คุณได้เจอพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ และรวมไปถึงใครสักคนที่อาจจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้งานฟีเจอร์นี้ไปในทิศทางใด ถ้าคุณใช้มันเพื่อหาแฟน มันก็จะมีลักษณะคล้ายๆ แอพ Tinder เพียงแค่คุณไม่ต้องคอยลุ้นว่าใครจะ “Match” กับคุณบ้าง เพราะเฟซบุ๊คจัดการ “Match” คุณเข้ากับคนเหล่านั้นด้วย “ข้อมูล” เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ Discover People เริ่มเปิดให้ผู้ใช้ ได้ใช้งานแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งสำหรับใครที่ยังใช้งานไม่ได้ก็ต้องรอไปก่อน แต่มั่นใจได้เลยครับว่า ทุกคนจะได้ใช้งานฟีเจอร์นี้อย่างแน่นอน

ที่มา : http://news.thaiware.com/9529.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1348200621911420

SPLIT แรง!! เปิดตัวอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ Split จิตหลุดโลก ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan) จะมาแรงแซงทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศอย่างไม่ยากเย็นอะไร โดยแค่เพียงสองสัปดาห์ก็สามารถกวาดรายได้ไปถึง 26 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างแค่เพียง 9 ล้านเหรียญท่านั้น ทิ้งอันดับ 2 อย่าง A Dog’s Purpose ซึ่งทำได้เพียง 18 ล้านเหรียญไปอย่างขาดลอย

SPLIT แรง!! เปิดตัวอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การที่ภาพยนตร์ A Dog’s Purpose ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร น่าจะมาจากข่าวคราวอื้อฉาวเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ จึงส่งผลให้กระแสของภาพยนตร์ตกลงไปไม่น้อย มาถึงภาพยนตร์แฟรนไชส์ไตรภาคมหากาพย์อย่าง ​​Resident Evil โดย Resident Evil: The Final Chapter ทำรายได้เปิดตัวไปเพียงแค่ 13 ล้านเหรียญเท่านั้น ต้องบอกว่าภาคนี้เป็นภาคที่ทำรายได้เปิดตัวน้อยกว่าทุกภาคที่ผ่านมา โดยภาพยนตร์ Resident Evil ทั้ง 5 ภาคก่อนหน้านี้ สามารถทำรายได้เปิดตัวไม่น้อยกว่า 20 ล้านเหรียญ ภาคนี้เลยถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ต่ำที่สุดในประวัติการณ์ มาดูที่อันดับสุดท้ายกันหน่อย นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง Gold ของพระเอก แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ ก็ทำรายได้ไปเพียงแค่ 3 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ภาพยนต์เข้าชิง 2 รางวัลออสการ์ อย่าง La La Land สามารถกวาดรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทะลุหนึ่งร้อยล้านเหรียญไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทำรายได้เพิ่มมาอีก 12 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้ขณะนี้กวาดรายได้ทั่วโลกไปแล้ว 106 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

 

ที่มา : http://news.thaiware.com/9488.html

Motiv Ring แหวนอัจฉริยะติดตามการออกกำลังกาย พร้อม HR


 
        เปิดตัว Motiv Ring แหวนอัจฉริยะติดตามการออกกำลังกายและการนอน พร้อมเซ็นเซอร์สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) 
        บริษัท Motiv เปิดตัว Motiv Ring แหวนสำหรับคนรักสุขภาพที่สามารถติดตามการออกกำลังกายและการนอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเซ็นเซอร์สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) ระหว่างทำกิจกรรมต่าง ๆ และด้วยความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใครทำให้ Motiv Ring สามารถคว้ารางวัล CES 2017 Best of Innovation for Wearable Technologies หรือรางวัลนวัตกรรมอุปกรณ์สวมใส่ยอดเยี่ยมมาครองได้อีกด้วย ส่วนสเปคอื่น ๆ มีดังนี้
สเปคเบื้องต้นแหวน Motiv Ring
- ตัวเรือนแหวนทำจากไทเทเนียมที่มีน้ำหนักเบา
- กันน้ำได้ระดับ 50 เมตร ขึ้นไป
- ขนาดรอบวงแหวน 8 มม. x 2.5 มม.
- มีเซ็นเซอร์วัดความเร่ง 3 แกน (3-axis Accelerometer)
- มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจ (Heart Rate)
- รองรับการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ
- รองรับการใช้งานผ่านแอพฯ บนอุปกรณ์ iOS 9.0 ขึ้นไป
- มีสีเทาและสีทองชมพู
- มีไซส์แหวนให้เลือก 7 ขนาด
- แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นาน 5 วัน ต่อรอบการชาร์จ
         นอกจากนี้ Motiv Ring ยังสามารถดูข้อมูลการออกกำลังกายต่าง ๆ ได้ เช่น การออกกำลังกาย, ดูแคลอรีที่เผาผลาญ, ดูระยะทาง, ดูการนอนและอัตราการเต้นของหัวใจผ่านแอพฯ บนอุปกรณ์ iOS ทั้ง iPhone และ iPad สำหรับผู้ใช้ iOS 9.0 ขึ้นไปได้อีกด้วย ส่วน Android จะตามมาเร็ว ๆ นี้
         สำหรับผู้ที่สนใจ Motiv Ring แหวนอัจฉริยะวงนี้ สามารถสั่งจองแล้วที่ mymotiv.com (เฉพาะในสหรัฐอเมริกา) โดยมีราคาเริ่มต้นวงละ $199 หรือประมาณ 7,040 บาท และจะเริ่มจัดส่งสินค้าในเดือนมีนาคมนี้
ที่มา http://men.kapook.com/view164647.html

​Wi-Fi ชนิดใหม่ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่า มือถือของคุณจะไม่ดับก่อนกลับถึงบ้านแน่นอน

 

​Wi-Fi ชนิดใหม่ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่า มือถือของคุณจะไม่ดับก่อนกลับถึงบ้านแน่นอน

ถ้าหากคุณเคยค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเพื่อหาคำแนะนำถึงวิธีการประหยัดแบตเตอรี่บนเครื่องโทรศัพท์ของคุณล่ะก็ คุณจะรู้ว่าอันดับหนึ่งนั้นมักจะเหมือนกันเสมอ: ให้เปลี่ยนเป็นโหมดการบิน หรือ Airplane mode นั่นเอง

ทำไมล่ะ?

Wi-Fi ที่คุณกำลังใช้อยู่นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับมนุษย์ แต่มันก็ใช้พลังงานอย่างมากมายเหลือเกิน ซึ่งข่าวดีก็คือนักวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรในสหรัฐฯได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการขนส่งข้อมูล Wi-Fi ด้วยการใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่าของวิธีเดิม และน้อยกว่าทางเลือกประหยัดพลังงานอื่นๆเช่น Bluetooth กว่า 1,000 เท่านั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ซึ่งพวกเขาได้เรียกมันว่า Passive Wi-Fi มันเป็นอะไรที่เราต้องการมันในชีวิตเดี๋ยวนี้เลย

“เราอยากจะรู้ว่าเราสามารถส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi โดยแทบไม่ใช้พลังงานเลยได้หรือไม่” Shyam Gollakota ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยจาก University of Washington กล่าว “ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ Passive Wi-Fi ทำ เราสามารถที่จะใช้ Wi-Fi ด้วยพลังงานน้อยกว่าสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ถึง 10,000 เท่า”

Gollakota และทีมของเขาสามารถคิดวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งการส่งผ่านข้อมูล Wi-Fi พลังงานต่ำด้วยการแยกการทำงานทาง digital และ analogue ที่อยู่ในการขนส่งข้อมูลวิทยุออกจากกัน ซึ่งในหลายสิบปีที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพทางด้าน digital ที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้อย่างมาก และมันก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยทำมา แต่ไม่มีใครไปสนใจในด้านของ analog เท่าไหร่นัก ซึ่งนั่นหมายความว่ามันยังใช้พลังงานในปริมาณมากอยู่นั่นเอง

ดังนั้น แทนที่จะใช้พลังงานมากๆไปกับสัญญาณพวกนี้ Passive Wi-Fi นั้นสามารถที่จะเลือกสะท้อนคลื่นวิทยุที่เข้ามาและสร้างสัญญาณใหม่ขึ้นมาได้ในขณะที่ตัวมันนั้นสามารถดูดซับพลังงานจากสัญญาณที่มันกำลังแปลงสภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับวงจรของตัวเองได้ด้วย

Bryan Lufkin จากเว็บไซต์ Gizmodo ได้อธิบายไว้ว่า

“มีอุปกรณ์ตัวหนึ่งเสียบปลั๊กติดไว้ที่กำแพง – ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ใช้พลังงานเกือบทั้งหมดในกระบวนการนี้ – จะทำหน้าที่ส่งคลื่น analogue ไปยังตัวเซ็นเซอร์ Passive Wi-Fi ซึ่งตัวมันเองนั้นเกือบจะไม่ต้องใช้พลังงานในการทำงานเลย ซึ่งหลังจากนั้นตัวเซ็นเซอร์ก็จะเลือกคลื่นสัญญาณและสะท้อนมันต่อไปด้วยสวิตช์ digital ที่ทำหน้าที่สร้างตัว packet Wi-Fi ขึ้นมาซึ่งมอบ Internet พลังงานต่ำด้วย bit rate ที่มากถึง 11 megabits ต่อวินาทีไปยังอุปกรณ์ต่างๆอย่างเช่นโทรศัพท์ เราเตอร์ และอื่นๆอีกมากมายได้”

ในขณะที่ความเร็วดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ได้เร็วที่สุดในโลก แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก และมันก็ยังมีความเร็วสูงกว่า Bluetooth อยู่มาก ซึ่งเราคงไม่บ่นแน่นอนถ้ามันหมายถึงว่าเราสามารถที่จะกลับไปถึงบ้านได้ก่อนที่มือถือเราจะแบตหมดแล้วดับไป

ในตอนนี้ เทคโนโลยี Passive Wi-Fi นั้นถูกพิสูจน์แล้วภายในตัวมหาวิทยาลัย และมันสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ใช้ Wi-Fi ใดๆก็ได้โดยมีระยะการเชื่อมต่อไกลถึง 30 เมตรและสามารถส่งสัญญาณผ่านทะลุกำแพงได้

“เซ็นเซอร์ของเรานั้นสามารถใช้งานได้กับเราเตอร์ มือถือ แทบเล็ต หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆก็ได้ที่มีชิพ Wi-Fi ติดตั้งอยู่ สิ่งที่น่าทึ่งก็คือว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถถอดรหัส Wi-Fi packet ที่เราสร้างขึ้นมาผ่านการสะท้อนได้ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องการอุปกรณ์พิเศษใดๆเพิ่มเติมเลย”

เทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกให้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในด้านเทคโลยีของปี 2016 โดย MIT Technology Review ซึ่งได้ให้รายงานไว้ว่าอุปกรณ์ Passive Wi-Fi นี้อาจจะใช้ต้นทุนต่ำว่าหนึ่งดอลล่าร์ในการผลิตด้วย

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือเราต้องการอุปกรณ์ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่านี้ และบางทีเทคโนโลยีนี้อาจจะนำพาเราไปถึงจุดนั้นได้ก็เป็นได้

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504398

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1323003781097771

สดร. มั่นใจ แผ่นดินไหวไม่กระทบหอดูดาวแห่งชาติ

สดร. มั่นใจ แผ่นดินไหวไม่กระทบหอดูดาวแห่งชาติ

—–
——-วันนี้(27ธ.ค.2559) ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ยืนยันว่า หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา หรือ หอดูดาวแห่งชาติ ออกแบบให้รองรับเหตุแผ่นดินไหวตามมาตรฐาน Seismic Survival ของสหรัฐอเมริกา ที่ระดับ UBC (Uniform Building Code) Zone 2 สามารถรองรับการสั่นสะเทือนได้ในระดับหนึ่ง และถึงแม้ว่าได้มีการออกแบบกล้องโทรทรรศน์ให้รองรับเหตุแผ่นดินไหว แล้วแต่ทางสดร. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้ร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ศึกษาผลกระทบจากแผ่นดินไหว และประเมินความเสี่ยง เพื่อวางแผนป้องกันและบรรเทาภัยจากเหตุแผ่นดินไหวและอาคารถล่ม รวมทั้งศึกษาผลกระทบที่อาจเป็นอันตรายต่อพื้นที่ อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 25-26 ธันวาคมนี้ ไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ และโครงสร้างอาคารโดยรวมแต่อย่างใด

——-ส่วนนายอนุรักษ์ จักป้อ เจ้าหน้าเทคนิคดาราศาสตร์ ปฏิบัติงาน ณ หอดูดาวแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ กม. 44 อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ บอกว่า รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนถึง 3 ครั้ง ในช่วงเย็นเวลาประมาณหกโมงครึ่ง และหลังห้าทุ่มครึ่ง พื้นอาคารสั่นสะเทือน หลังจากนั้นเวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน เกิดการสั่นสะเทือนอีกครั้ง รับรู้ถึงการสั่นไหวของเสาทวนสัญญานทีโอที ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับอาคารหอดูดาว เบื้องต้นไม่มีความเสียหายหรือผลกระทบใดๆ เกิดขึ้นต่ออาคารและกล้องโทรทรรศน์ขนาด 2.4 เมตร ของหอดูดาวแห่งชาติ

——-สำหรับหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ สถานีทวนสัญญาทีโอที (กม. 44.4) อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 2,457 เมตร อาคารหอดูดาว มีลักษณะเป็นอาคารทรงกระบอก ฝังฐานรากลึก 21 เมตร ผนังอาคารเป็นผนังวงแหวน (Ring Wall) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8.4 เมตร ส่วนบนติดตั้งโดม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร สูง 5.5 เมตร ความสูงรวมทั้งหมด 19 เมตร

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/259056

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1316542155077267