คลังเก็บหมวดหมู่: ศิรประภา กุลพานิช

บริษัทเทคโนโลยี “SpaceX” จัดเเข่งขันยานโดยสารแห่งอนาคตระบบ ‘ไฮเปอร์ลูป’ ครั้งเเรก

การเเข่งขันมีขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าการขนส่งมวลชนระบบไฮเปอร์ลูปใช้งานได้จริง

หลังจากรำคาญใจกับสภาพการจราจรที่คับคั่งระหว่างที่ทำงานไปยังสนามบินลอสแองเจิลลีส นาย Elon Musk นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัทอวกาศเอกชน SpaceX เเละบริษัทผลิตรถยนต์ Tesla ได้เสนอว่าจะสร้างระบบขนส่งความเร็วสูงระดับความเร็วเสียงที่เรียกว่า “ไฮเปอร์ลูป” ที่จะเชื่อมระหว่างนครซานฟรานซิสโกกับนครลอสแองเจิลลีส

เขากล่าวว่า เเค็ปซูลห้องโดยสารที่หน้าตาเหมือนลูกกระสุน ขับเคลื่อนด้วยระบบเเม่เหล็กผ่านท่ออุโมงค์ด้วยความเร็วสูงกว่า 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะสามารถลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างสองเมืองนี้ลงจาก 3 ชั่วโมงเป็น 30 นาที

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นาย Musk ได้จัดงานเเข่งขันระดับนานาชาติครั้งเเรก เพื่อทดสอบความเร็วของเเค็ปซูลโดยสารไฮเปอร์ลูปที่ออกแบบโดยทีมนานาชาติจากทั่วโลก

เขากล่าวว่าการเเข่งขันนี้มุ่งส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยีการขนส่ง เพื่อทำให้คนตื่นเต้นกับการเดินขนส่งรูปแบบใหม่ที่เเตกต่างไปจากที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

มีทีมนักศึกษาและทีมวิศวกร 26 ทีม นำยานเเค็ปซูลไฮเปอร์ลูปเข้าร่วมลงแข่งขันครั้งนี้ โดยต้องเคลื่อนที่ผ่านท่ออุโมงค์ยาว 1,600 เมตรซึ่งสร้างโดยบริษัท SpaceX

และทีมที่ได้รับรางวัลความเร็วสูงที่สุดเป็นทีมจาก Technical University of Munich ในเยอรมนี ที่มีลูกทีม 35 คน

Joseph Fleischman แห่งทีม WARR Hyperloop กล่าวว่า ทีมงานดีใจมากกับผลงานที่ได้ เเค็ปซูลโดยสารที่คิดค้นขึ้นสามารถวิ่งไปจนถึงปลายอุโมงค์ด้วยความเร็ว 93 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยที่ระบบย่อยทุกระบบของเเค็ปซูลโดยสารไฮเปอร์ลูปทำงานเป็นปกติดี

ส่วนทีม rLoop ทีมผู้เข้าแข่งขันอีกทีมหนึ่ง ซึ่งได้รับสปอนเซอร์โดยบริษัท TE Connectivity ซึ่งมีวิศวกรอายุน้อยทั้งหมด 140 คนจากทั่วโลก ร่วมมือกันทางไกลเพื่อออกแบบและสร้างกระสวยผู้โดยสารไฮเปอร์ลูป

Tom Lambot วิศวกรที่เป็นหัวหน้าทีม กล่าวว่า ทีมงานได้ทดสอบเเค็ปซูลโดยสารไฮเปอร์ลูปครั้งเรกเมื่อเดินทางมาร่วมการเเข่งขัน และเป็นครั้งเเรกที่ลูกทีมหลายคนได้พบเจอกัน หลังจากทำงานร่วมกันมานานราวปีครึ่ีง

เเค็ปซูลโดยสารทั้งหมดที่เข้าร่วมเเข่งขันนี้ได้รับการทดสอบเพื่อวัดประสิทธิภาพ ความเสถียรภาพ ระบบเบรค และอื่นๆ กล้องถ่ายภาพหลายตัวที่ติดตั้งไว้ภายในท่ออุโมงค์ และตัวเเค็ปซูลโดยสาร เเสดงให้เห็นว่าเเนวคิดการขนส่งระบบไฮเปอร์ลูปนี้ทำงานได้จริง

และทีมจาก Delft University of Technology ในเนเธอร์เเลนด์ ได้คะเเนนรวมสูงสุดจากการทดสอบทั้งหมด

นอกจากการเเข่งขันนี้จะช่วยทดสอบว่าไอเดียการขนส่งมวลชนระบบเหนือความเร็วเสียงนี้เป็นไปได้เเล้ว ยังช่วยพิสูจน์ด้วยว่าการร่วมมือกันทางไกลเป็นเรื่องที่ทำได้

Tom Lambot วิศวกรหัวหน้าทีม rLoop กล่าวว่า งานนี้ทำให้เขาเชื่อว่าการร่วมมือกันทำงานแบบทางไกล สามารถนำไปใช้ได้กับความร่วมมือด้านอื่นๆ และบริษัทมากมายสามารถทำงานในรูปแบบนี้หากรู้จักจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัท SpaceX ชี้ว่า การเเข่งขันในรอบต่อไปจะเน้นที่ความเร็วสูงสุด และคาดว่าจะจัดการเเข่งขันในปลายปีนี้

(รายงานโดย George Putic / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

ที่มา http://www.voathai.com/a/technoloy-hyperloop-competition-tk/3746390.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1380818981982917

“เครือข่าย 5G” และ “Internet of Things” สร้างความฮือฮาในงาน WMC 2017

An SK telecom exhibitor directs the robot's movements using 5G on the last day at the Mobile World Congress in Barcelona.

งานแสดงเทคโนโลยี World Mobile Congress 2017 ที่นครบาร์เซโลน่า สเปน เพิ่งจบลงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายมาแสดง

และที่ฮือฮากันมากในงานนี้ คือ เทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยุคใหม่แบบ “5G” ที่มีความเร็วสูงแบบ “Super-Fast Network” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจะทำให้การเชื่อมตืออินเทอร์เน็ตในอนาคตเป็นแบบ “Real-Time” คือแทบไม่มีการดีเลย์เลย

เทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่งคือ “Internet of Things” คือการที่อุปกรณ์ทุกอย่างรอบตัวเราสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต

ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ว่านี้ เช่น ไฟถนนอัจฉริยะของบริษัท General Electrics ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และมีกล้องวงจรปิดติดไว้ทุกต้น

โดยไฟถนนอัจฉริยะนี้มีใช้แล้วในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ที่มา http://www.voathai.com/a/wmc-2017-5g-network/3751058.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1381704475227701

นักวิทยาศาสตร์พบมลพิษที่มนุษย์สร้างขึ้น แม้แต่บริเวณจุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทร

ในรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Ecology & Evolution ทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย New Castle ในอังกฤษ เปิดเผยว่า สัตว์ทะเลขนาดเล็กรูปร่างคล้ายกุ้ง ที่เรียกว่า แอมฟิพอดส์ (amphipods) ที่อาศัยอยู่ในร่องลึกก้นมหาสมุทร มาเรียน่า (Mariana Trench) กับร่องลึกก้นมหาสมุทร เคอร์มาเดค (Kermadec Trench) ซึ่งลึกกว่า 10 กิโลเมตร มีระดับสารเคมีอันตรายที่มนุษย์ผลิตขึ้นในปริมาณสูงมากสั่งสมอยู่ในเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นไขมัน

สารเคมีอันตรายดังกล่าวที่ว่านี้ เป็นสารเคมีกลุ่มสารพีซีบี หรือสาร polychlorinated biphenyls

สาร PCBs เป็นสารเคมีอันตรายที่มนุษย์สร้างขึ้นตั้งเเต่ยุค 1930 จนกระทั่งถึง 1970 ซึ่งมีการสั่งห้ามผลิตสารเคมีเหล่านี้ ทีมนักวิจัยประมาณว่ามีสาร PCBs ราว 1 ล้าน 3 เเสนตันถูกผลิตออกมาใช้รวมกันทั่วโลก

สารเคมีเหล่านี้เข้าไปสั่งสมอยู่ในสิ่งเเวดล้อมผ่านการปล่อยของเสียออกจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากการรั่วไหลออกมาจากหลุมฝังกลบขยะ

สารเคมีอันตรายประเภทนี้ยังไม่สลายตัวไปอย่างง่ายดาย ทำให้คงอยู่ในสภาพเเวดล้อมได้่นานหลายสิบปี

Dr. Alan Jamieson หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ผู้คนเชื่อกันทั่วไปว่าก้นบึ้งของมหาสมุทรยังมีความสะอาด เเละปลอดจากมลพิษทางสิ่งเเวดล้อมที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เเต่ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นเเล้วว่าความเชื่อที่ว่านี้ไม่เป็นความจริง

เขากล่าวอีกว่า ตัวอย่างของสัตว์ทะเลประเภทแอมฟิพอดส์ที่ทีมนักวิจัยนำมาศึกษา มีปริมาณสารเคมีอันตรายประเภทนี้สั่งสมในร่างกายสูงเท่าๆ กับตัวอย่างของสัตว์ชนิดเดียวกันที่อาศัยในอ่าว Suruga ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตอุตสาหกรรมที่มีมลพิษมากที่สุดเขตหนึ่งในทางตะวันตกเฉียงใต้มหาสมุทรเเปซิฟิก

ในการศึกษา ทีมนักวิจัยใช้ยานสำรวจใต้ทะเลลึกลงไปใต้ทะเล เพื่อนำเอาตัวอย่างของสัตว์ชนิดนี้จากร่องลึกก้นทะเลทั้งสองจุดดังกล่าวขึ้นมาศึกษาวิเคราะห์ ร่องลึกก้นมหาสมุทรทั้งสองจุดนี้อยู่ห่างกันเป็นระยะทาง 7,000 กิโลเมตร

Dr. Jamieson หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่าสารมลพิษเหล่านี้น่าจะจมลงไปถึงก้นมหาสมุทรผ่านขยะพลาสติกที่มีสารเคมีเหล่านี้เป็นส่วนประกอบ เช่นเดียวกับซากสัตว์ที่ตายเเล้วเเละจมลงไปใต้ทะเล กลายเป็นอาหารของแอมฟิพอดส์

หลังจากนั้นแอมฟิพอดส์ที่มีสารเคมีอันตรายสั่งสมในร่างกายจะกลายเป็นอาหารของสัตว์ทะเลที่ใหญ่กว่าต่อไป ทำให้สารเคมีอันตรายเหล่านี้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร

Dr. Jamieson หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่าการพบว่าสารเคมีอันตรายที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ในระดับสูงในสัตว์ที่อาศัยอยู่ในก้นบึ้งของทะเลที่ห่างไกลจากคน และเป็นจุดที่คนเราเข้าไม่ถึง เเสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถสร้างผลกระทบระยะยาวที่ร้ายแรงต่อโลกได้อย่างที่เราไม่เคยคาดคิดกันมาก่อน

(รายงานโดยห้องข่าววีโอเอกรุงวอชิงตัน / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

ที่มา http://www.voathai.com/a/ocean-pollution-tk/3744696.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1371378356260313

 

ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 7 ดวงลักษณะคล้ายโลก สิ่งแวดล้อมเหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิต

Artist’s impression of the TRAPPIST-1 planetary system

Artist’s impression of the TRAPPIST-1 planetary system

คณะนักดาราศาสตร์ระหว่างประเทศเปิดเผยการค้นพบดาวเคราะห์ ในระบบดาวแห่งใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับโลกมนุษย์ ถึง 7 ดวง ห่างจากโลกราวๆ 40 ปีแสง

Artist’s impression of the ultracool dwarf star TRAPPIST-1 and its three planets

Artist’s impression of the ultracool dwarf star TRAPPIST-1 and its three planets

รายงานตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันพุธ (22 ก.พ.) ตามเวลาสหรัฐฯ ระบุว่าดาวเคราะห์ที่มีขนาดพอๆ กับโลกมนุษย์ทั้ง 7 ดวงนี้ มีมวลน้อยกว่าหรือเกือบจะเท่ากับโลกของเรา

ขณะเดียวกันอุณหภูมิบนพื้นผิวก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีของเหลวหรือน้ำได้ ซึ่งเป็นลักษณะบ่งชี้ของสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการมีสิ่งมีชีวิต

This illustration shows the possible surface of TRAPPIST-1f, one of the newly discovered planets in the TRAPPIST-1 system. Scientists using the Spitzer Space Telescope and ground-based telescopes have discovered that there are seven Earth-size planets in

This illustration shows the possible surface of TRAPPIST-1f, one of the newly discovered planets in the TRAPPIST-1 system. Scientists using the Spitzer Space Telescope and ground-based telescopes have discovered that there are seven Earth-size planets in

ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงค้นพบว่าโคจรในระบบดาวแทรปปิสต์ 1 (TRAPPIST-1) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ค้นพบระบบดาวเคราะนอกระบบสุริยะที่เป็นดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลกทั้งหมด

คุณ Michaël Gillon นักดาราศาสตร์จาก University of Liège ในเบลเยี่ยม กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่คณะนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบระบบดาวที่น่าประทับใจนอกระบบสุริยะนี้

ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นการพบดาวเคราะห์หลายๆ ดวงเท่านั้น แต่ยังพบว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดมีขนาดเดียวกับโลกมนุษย์อย่างน่าเหลือเชื่อ

ที่มา http://www.voathai.com/a/new-earth-trappist1/3736267.html

ชิพอัจฉริยะ! ใช้แทนบัตรประชาชน บัตรเครดิต และกุญแจบ้าน

1487636291188

บริษัทเทคโนโลยีในเบลเยียม New Fusion เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ เป็นชิพคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Radio Frequency Identification หรือ RFID ที่สามารถใช้แทนบัตรประชาชน บัตรเครดิต นามบัตร หรือแม้กระทั่งกุญแจบ้านได้

ปัจจุบัน ชิพ RFID นี้มีใช้กับสัตว์เลี้ยงในบางประเทศ โดยฝังไว้ในตัวสัตว์เลี้ยงนั้นเพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงหาย

แต่คุณ Vincent Nys ซีอีโอของบริษัท New Fusion บอกว่า สำหรับมนุษย์ ชิพคอมพิวเตอร์นี้อาจนำไปติดไว้ที่แหวน หรือกำไลข้อมือ เพื่อใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตหรือเปิดประตูออฟฟิศและประตูบ้านได้อย่างง่ายดาย

แต่หากใครอยากฝังชิพนี้ไว้ใต้ผิวหนังก็ทำได้เช่นกัน!

ที่มา http://www.voathai.com/a/smart-chip/3728461.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1357140751017407

 

โอ้ว้าว! นี่มันมินิโดรน ที่สร้างง่ายๆ ด้วยตัวต่อ Lego แถมยังราคาไม่แรง

โอ้ว้าว! นี่มันมินิโดรน ที่สร้างง่ายๆ ด้วยตัวต่อ Lego แถมยังราคาไม่แรง

ตัวต่อ Lego เชื่อว่าเป็นของเล่นสร้างสรรค์จินตนาการ ที่ทุกคนน่าจะรู้จัก หรือเคยได้สัมผัสมาแล้ว และในตอนนี้ ทาง Kitables จะทำให้ตัวต่อ Lego ทำอะไรได้มากกว่าที่เคย ในรูปแบบของโดรนตัวจิ๋ว ที่สร้างจากตัวต่อ Lego พร้อมชุดมอเตอร์, ใบพัด, แบตเตอรี่ และแผงควบคุม เจ้าโดรนตัวจิ๋วนี้สามารถบินได้จริง ผ่านการควบคุมด้วยตัวคอนโทรลเลอร์ที่มีลักษณะคล้ายจอยเกมส์ และดูแล้วน่าจะเหมาะ สำหรับการบินเล่นในบ้าน มากกว่าการออกไปบินเล่นแบบ Outdoor

การประกอบชิ้นส่วนนั้นก็ง่ายดาย ด้วยการต่อ Lego เพียงไม่กี่ชิ้น และมีการเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์หัวแร้งบัดกรีอีกนิดหน่อย เด็กๆ สามารถประกอบเจ้าโดรนจิ๋วนี้ได้ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เพียงเล็กน้อย

ตอนนี้เจ้าโดรนจิ๋วของ Kitables เปิดให้ Pre-order ผ่านเว็บ Kickstarter ในราคา $50 (ประมาณ 1,765 บาท) และจะเริ่มมีการจัดส่งสินค้าในเดือนเมษายน 2017 ครับ

ที่มา : www.digitaltrends.com

ที่มา : http://news.thaiware.com/9484.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1347740551957427

นักวิจัยพัฒนาวิธีสร้างกล้ามเนื้อหัวใจแบบใหม่ด้วยสารเคลือบเซลล์จาก ‘หัวใจปลาม้าลาย’

1486139834083

นักวิจัยในสหรัฐฯ พัฒนาวิธีสร้างกล้ามเนื้อหัวใจ

‘ปลาม้าลายน้ำจืด’ เป็นปลาที่คนนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น ปลาม้าลายเป็นปลาในกลุ่มปลาซิว นอกจากจะสวยงามเเล้ว ยังเป็นปลาที่มีคุณสมบัติพิเศษที่นักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาในห้องทดลอง เพราะปลาชนิดนี้สามารถสร้างอวัยวะใหม่ขึ้นทดแทนอวัยวะที่เสียหายได้ ไม่ว่าจะเป็นครีบ ผิวหนังหรือหัวใจ

Yadang Wang นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Pittsburgh กล่าวว่า หากตัดเอา 20 เปอร์เซ็นต์ของหัวใจของปลาม้าลายทิ้ง ปลาจะสร้างกล้ามเนื้อหัวใจใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งเป็นความสามารถที่น่าทึ่งมาก ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของเขาคิดว่า อาจเป็นไปได้ที่เนื้อเยื่อจากหัวใจของปลาม้าลายอาจสามารถช่วยสร้างเนื้อเยื่อหัวใจแก่หัวใจคนที่เสียหาย

ทีมนักวิทยาศาสตร์จึงเริ่มทดลองนำสารเคลือบเซลล์ที่เรียกว่า extracellular matrix หรือ ECM ที่ได้จากหัวใจของปลาม้าลาย ฉีดเข้าไปในหัวใจของหนูทดลองที่กล้ามเนื้อเสียหายรุนแรง

ทีมงานพบว่าหนูทดลองสามารถสร้างกล้ามเนื้อหัวใจใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ภายในไม่กี่วัน

ความรวดเร็วของการสร้างกล้ามเนื้อหัวใจขึ้นมาใหม่จะยิ่งรวดเร็วมากขึ้น หากทีมนักวิทยาศาสตร์นำสารเคลือบเซลล์ หรือ ECM จากหัวใจของปลาม้าลาย ในขณะที่ปลาม้าลายตัวนั้นกำลังอยู่ระหว่างการสร้างเนื้อเยื่อหัวใจใหม่ขึ้นทดแทนเนื้อเยื่อที่เสียหาย

Yadang Wang สมาชิกทีมนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Pittsburgh กล่าวว่า นี่เเสดงว่าสารเคลือบเซลล์ หรือ ECM ที่ได้จากปลาม้าลายที่กำลังอยู่ระหว่างสร้างเนื้อเยื่อหัวใจใหม่ขึ้นทดแทนกล้ามเนื้อที่สูญเสียไป จะยิ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า โมเลกุลตัวที่เรียกว่า neuregulin 1 น่าจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่

Yadang Wang กล่าวว่า ทีมงานพบว่าปลาม้าลายมีจำนวนโมเลกุล neuregulin 1 มากกว่าหนูทดลอง และหัวใจของปลาม้าลายที่กำลังอยู่ระหว่างการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ยิ่งมีโมเลกุลชนิดนี้สูงขึ้นไปกว่าปกติ

เขากล่าวว่าข้อมูลนี้ทำให้ทีมงานเชื่อว่า โมเลกุล neuregulin 1 น่าจะมีบทบาทในการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อหัวใจขึ้นมาใหม่ แต่เขาชี้ว่าเพื่อยืนยันเรื่องนี้ ต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป

ในขั้นต่อไป ทีมนักวิทยาศาสตร์วางเเผนที่จะนำสารเคลือบเซลล์ หรือ ECM ที่ได้จากหัวใจของปลาม้าลายไปทดลองกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ขึ้น

(รายงานโดย George Putic / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทย)

ที่มา http://www.voathai.com/a/science-heart-regeneration-tk/3704583.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1340973622634120

ญี่ปุ่นออกแบบสัญลักษณ์การใช้ห้องสุขาอัตโนมัติแบบใหม่เอาใจชาวต่างชาติใน ‘โอลิมปิค 2020′

สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี ค.ศ.2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น มีความกังวล ก็คือการอำนวยความสะดวกต่อนักกีฬาและชาวต่างชาติ ให้คุ้นเคยกับป้ายสัญลักษณ์ของอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ

1485390176421

และหนึ่งในนั้นก็คือการใช้อุปกรณ์ไฮเทคในห้องสุขาของญี่ปุ่น!

แม้จะเป็นเรื่องที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ และส่วนตัวเกินกว่าจะพูดถึงในภาพใหญ่ของมหกรรมการจัดแข่งขันกีฬาระดับโลกอย่างโอลิมปิก แต่กลับเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทางการญี่ปุ่นให้ความใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ ไม่แพ้การจัดเตรียมการแข่งขัน

นั่นคือข้อแนะนำการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ในห้องสุขา โดยเฉพาะโถสุขภัณฑ์แบบไฮ-เทค ที่ใช้อย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น คือสิ่งทางการของญี่ปุ่นพยายามออกแบบสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายออกมาใหม่ เพื่อช่วยให้ชาวต่างชาติได้ใช้สุขภัณฑ์ โดยเฉพาะโถส้วมไฮเทค ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ได้อย่างสะดวกและสบายใจ

Bill Strang จากบริษัทสุขภัณฑ์ TOTO จากอเมริกา บอกว่า โถสุขภัณฑ์แบบอัจฉริยะ มีทั้งแบบที่นั่งให้ความอบอุ่นกรณีอากาศหนาว นอกจากนี้ยังมีระบบฉีดน้ำชำระอัตโนมัติเมื่อเสร็จภารกิจด้วยความแรงในหลายระดับ ทั้งแบบส่ายไปมา และจังหวะการฉีดที่สามารถทำความสะอาดให้กับผู้ใช้และโถสุขภัณฑ์ได้ในเวลาเดียวกัน

นับตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา วิวัฒนาการของโถสุขภัณฑ์ในญี่ปุ่นมีการปรับเปลี่ยนจากแบบนั่งธรรมดา กลายมาเป็นแบบเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกกับผู้ใช้มากขึ้น และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายกว่าร้อยละ 70 ของประเทศแล้วในปัจจุบัน

โดยเฉพาะตามโรงแรม หรือสถานที่สาธารณะต่างๆ ที่อัพเกรดห้องสุขาให้เต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคไปส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบที่ใส่ใจในสุขอนามัย ของผู้ใช้ห้องน้ำมากขึ้นด้วย

บางแห่งสั่งการด้วยระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ เพื่อกดน้ำที่ผสมคลอรีนและโซเดียมไฮโปคลอไรท์ เพื่อทำหน้าที่ทำความสะอาดและกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในคราวเดียวกัน

ขณะที่โถสุขภัณฑ์ในระดับไฮเอนด์ที่ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ จะมีการเคลือบผิวสุขภัณฑ์ด้วย ไทเทเนียมไดออกไซด์ ผสมกับเซอร์คอนเนียม ที่มีคุณสมบัติใช้เคลือบรักษาความสะอาดสุขภัณฑ์

Bill Strang จากบริษัทสุขภัณฑ์ TOTO บอกว่า โดยปกติไทเทเนียมไดออกไซด์จะทำหน้าที่เคลือบพื้นผิว และเมื่อฉายแสงคลื่นความถี่สูงขนาด 220 นาโนมิเตอร์ จะทำให้สามารถมองเห็นและจำแนกแบคทีเรียและไวรัสบนพื้นผิวโถสุขภัณฑ์ ซึ่งง่ายต่อการกำจัดและทำความสะอาดทุกครั้งที่คุณได้มาเยือนสุดยอดสุขาไฮเทค

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบอกด้วยว่า ห้องสุขาบางแห่งยังมีเสียงเพลง หรือเสียงที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการเพิ่มความหฤหรรษ์ระหว่างการทำธุระส่วนตัว และเพิ่มความสุขในห้องสุขาของคุณได้อย่างไม่จำกัด

ที่มา http://www.voathai.com/a/japan-hi-tech-toilet-pt/3691197.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1331720723559410

นักวิจัยพบ ‘กรดไขมันโอเมกา 3′ ช่วยลดความเสี่ยงต่อ ‘โรคหอบหืดในเด็ก’

16CCAED3-4D77-4CB3-9979-C0945FE8B6FA_cx0_cy7_cw0_w987_r1_s_r1

 

นักวิจัยชี้ว่าหญิงมีครรภ์ควรได้รับกรดไขมันโอเมกา 3 อย่างเพียงพอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของลูกต่อโรคหอบหืดลง

ทีมนักวิจัยพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่รับประทานกรดไขมันโอเมกา 3 ประเภทที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาว อย่างเพียงพอ ช่วยลดโอกาสของทารกในครรภ์ต่อการเกิดโรคหอบหืดลงได้ 1 ใน 3

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าผู้หญิงที่ได้รับกรดไขมันโอไมกา 3 ประเภทที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาวเสริม 2.4 กรัม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ช่วยลดความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นโรคหอบหืดลงได้ 31 เปอร์เซ็นต์

ปลาน้ำเย็นโดยเฉพาะปลาซัลมอนและปลาซาร์ดีน อุดมด้วยกรดไขมันโอเมกา 3

บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากรดไขมันไอเมกา 3 มีคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านอาการอักเสบในร่างกาย และมีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมการทำงานของระบภูมิต้านทานในร่างกายคนเราให้เป็นปกติ

โรคหอบหืดหรือ Asthma เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิต้านทานร่างกายบกพร่อง

ทีมนักวิจัยที่สถาบันศึกษาโรคหอบหืดในเด็กโคเปนเฮเก้น (Copenhagen Prospective Studies on Asthma in Childhood) หรือ COPSAC และมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลูในแคนาดา ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ในผู้หญิงตั้งครรภ์ชาวเดนมาร์กเกือบ 700 คน

ในการศึกษา ทีมนักวิจัยได้วัดระดับของกรดไขมันดอเมก้า 3 ประเภทที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาว ในกระเเสเลือดของผู้หญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด เมื่ออายุครรภ์ครบ 24 สัปดาห์ และตรวจวัดอีกครั้งหนึ่งสัปดาห์หลังคลอด

ห้าปีหลังจากนั้น มีการตรวจสุขภาพของเด็กๆ ที่คลอดกับผู้หญิงที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง อาการหอบหืดระยะเเรกเริ่มมักเริ่มปรากฏเมื่อเด็กอายุ 5 ขวบ ได้แก่ อาการหายใจลำบากและมีเสียงวี้ดเวลาหายใจ

ทีมนักวิจัยชี้ว่าเด็กที่คลอดกับผู้หญิงที่มีปริมาณกรดไขมันโอเมกา 3 เเบบที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาว ในระดับเพียงพอ และคนที่ได้รับกรดไขมันประเภทนี้เสริม ไม่มีอาการของโรคหอบหืด

ในปัจจุบัน เด็กเล็กหนึ่งในห้าคนป่วยด้วยโรคหอบหืดก่อนถึงวัยเข้าเรียน และได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในประเทศตะวันตก ทีมนักวิจัยกล่าวว่าสาเหตุเกิดจากผู้หญิงตั้งครรภ์รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมกา 3 ที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาวไม่เพียงพอ

Hans Bisgaard แห่ง COPSAC ที่โคเปนเฮเก้น กล่าวว่า การศึกษานี้พิสูจน์ว่ากรดไขมันโอเมกา 3 เเละโรคหอบหืดในเด็ก เกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน

ด้าน Ken Stark ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลูในแคนาดา ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษานี้ กล่าวปิดท้ายว่า การตรวจว่าผู้หญิงตั้งครรภ์คนใดขาดกรดไขมันโอเมกา 3 ชนิดที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาว และให้รับประทานกรดไขมันชนิดนี้เสริม น่าจะนำไปใช้เป็นวิธีป้องกันที่สำคัญวิธีแรกเพื่อช่วยลดเเละป้องกันโรคหอบหืดในเด็ก

(รายงานโดย Jessica Berman / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

ที่มา : http://www.voathai.com/a/childhood-asthma-supplements-tk/3677730.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1323081384423344

“ผิวหนังเทียมผสมสาหร่าย” นวัตกรรมเปลี่ยนโฉมหน้าการปลูกถ่ายอวัยวะเทียม

1484868267877

นักวิทยาศาสตร์ในชิลีคิดค้นสาหร่ายตกเเต่งพันธุกรรมขึ้นใช้กับผิวหนังเทียม เพื่อช่วยสร้างออกซิเจนหล่อเลี้ยงจากภายในหลังการปลูกถ่ายผิวหนัง

Tomas Egana นักวิทยาศาสตร์เเห่งมหาวิทยาลัยคาธอลิก ในกรุงซานติอาโก ประเทศชิลี ต้องการพัฒนาวิธีช่วยให้ผิวหนังเทียมได้รับออกซิเจนหล่อเลี้ยง เขากล่าวว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับการสร้างเนื้อเยื่อเทียม คือไม่สามารถนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงได้หลังการปลูกถ่ายอวัยวะเทียม หรือผิวหนังเทียมจะไม่ได้รับออกซิเจนเพราะยังไม่มีเส้นเลือดเติบโตขึ้นในบริเวณนั้น

เขากล่าวว่า ต้องการค้นหาวิธีที่ช่วยให้ผิวหนังเทียมหรืออวัยวะเทียมได้รับออกซิเจนหล่อเลี้ยงจากภายใน

Tomas Egana ค้นพบวิธีเเก้ปัญหานี้ด้วยการนำ “สาหร่ายจิ๋ว” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพบได้ในแหล่งน้ำทั้งจืดและเค็ม สามารถสร้างอาหารขึ้นเองได้ และสาหร่ายจิ๋วสร้างออกซิเจนได้เช่นเดียวกับพืชโดยผ่านการสังเคราะห์เเสง

เขาได้ทดลองนำสาหร่ายจิ๋วมาผสมเข้าไปในวัสดุเทียมหลายๆ ประเภท ยกตัวอย่างเช่นทาลงบนผิวหนังเทียม เมื่อสาหร่ายจิ๋วได้รับเเสง ก็จะเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและสร้างออกซิเจนขึ้นหล่อเลี้ยงผิวหนังเทียม

เขากล่าวว่าได้ทดลองทำพันธุวิศวกรรมสาหร่ายจิ๋วเพื่อให้สาหร่ายผลิตยาปฏิชีวนะ ยาต้านอาการอักเสบ และโมเลกุลที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ซึ่งช่วยให้สร้างผิวหน้งเทียมหรืออวัยวะเทียม ที่มีคุณสมบัตินอกเหนือไปจากจะผลิตออกซิเจนได้เองเเล้ว ยังป้องกันการติดเชื้อเเละส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่อีกด้วย

Egana ชี้ว่าสาหร่ายจิ๋วตกเเต่งพันธุกรรมนี้ จะนำไปใช้งานได้กับอวัยวะเทียมหลายอย่างนอกเหนือไปจากผิวหนังเทียม เขากล่าวว่าการเลือกใช้สาหร่ายจิ๋วกับผิวหนังเทียมเป็นเเค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ออกซิเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากสำหรับการบำบัดรักษาโรคต่างๆ และเขากำลังวางแผนนำเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นนี้ไปใช้กับการรักษาโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกถ่ายอวัยวะเทียม การบำบัดก้อนมะเร็ง หรือการปลูกเนื้อเยื่อใหม่เเก่บาดแผลประเภทอื่นๆ นอกจากแผลจากไฟไหม้

การทดสอบผิวหนังเทียมสีเขียวในสัตว์ทดลองประสบผลสำเร็จ และทีมนักวิจัยกำลังวางเเผนที่จะทดสอบผิวหนังเทียมที่มีส่วนผสมของสาหร่ายนี้ในมนุษย์ ในปี ค.ศ. 2017 นี้

(รายงานโดย Kevin Enochs / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

ที่มา : http://www.voathai.com/a/health-algae-skin-tk/3679198.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1322784397786376