คลังเก็บหมวดหมู่: บุญญาพร เปรมานุพันธ์

10 ดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาลเท่าที่เคยค้นพบ

ดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  nasa.gov

ในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้แห่งนี้ มีดวงดาวมากมายมหาศาลที่มนุษย์อาจไม่มีวันได้ค้นพบ พอ ๆ กับที่ไม่อาจค้นหาคำตอบว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่แค่ไหนได้เลย แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น นักดาราศาสตร์ก็ไม่เคยหยุดการเรียนรู้ พวกเขาคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีด้านดาราศาสตร์ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อศึกษาดวงดาวต่าง ๆ ให้มากที่สุด และยิ่งค้นพบมากเท่าไหร่ คนเราก็ยิ่งพบว่าโลกของเรานั้นเป็นเพียงฝุ่นละอองเล็ก ๆ ในห้วงอวกาศเท่านั้น แต่พอพูดอย่างนี้แล้วเชื่อว่าหลายคนอาจจะมองไม่ออกว่า โลกของเรานั้นเปรียบเป็นฝุ่นละอองในห้วงจักรวาลอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่นักดาราศาสตร์เคยพบมาฝากกัน ไปดูกันเลยดีกว่าว่าดาวดวงใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ค้นพบตอนนี้นั้น มีขนาดใหญ่กว่าโลกกว่าดวงอาทิตย์มากแค่ไหนกันเชียว

1. NML Cygni

NML Cygni หรือ V1489 Cygni ดาวสีแดงขนาดมหึมาคือดาวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ถูกค้นพบในขณะนี้ โดยขนาดของมันนั้นใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ที่เรารู้จักกันดีถึง 1,650 เท่า ในขณะที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2.3 พันล้านกิโลเมตร ถ้าเราเอามันไปวางไว้ในระบบสุริยะแทนดวงอาทิตย์ล่ะก็ ขอบเขตของมันจะกว้างไกลพ้นดาวพฤหัส และไปอยู่ระหว่างการโคจรของดาวพฤหัสและดาวพุธเลยด้วยซ้ำ

2. WOH G64

ดาวที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งอยู่ในเมฆแมเจลแลนใหญ่ ดาราจักรบริวารของทางช้างเผือกนี้ มีขนาดกลางใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง 1,540 เท่าเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี การจะคาดคะเนขนาดเป็นเรื่องเป็นราวยังไม่สามารถทำได้สำหรับดาวดวงนี้ จากความห่างไกลทำให้เรามองเห็นมันไม่ชัดเจน มันจึงยังคงอยู่ในอันดับ 2

3. VX Sagittarii

มันอยู่ก้ำกึ่งระหว่างดาวประเภท Supergiant และ Hypergiant ด้วยขนาดมากกว่าดวงอาทิตย์ 1,520 เท่า แต่ด้วยความที่ดาวในกลุ่มดาวราศีธนูนี้มีรูปร่างไม่แน่นอน จึงไม่สามารถวัดขนาดที่ชัดเจนได้เช่นกัน แต่แค่เส้นผ่านศูนย์กลางที่ยาวขนาดนี้ ก็มากพอที่จะทำให้มันใหญ่จนอยู่ในอันดับ 3 แล้วล่ะ

4. KW Sagittarii

ด้วยความที่มันมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง 1,460 เท่า ทำให้มันเป็นหนึ่งในดวงดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ถูกค้นพบมา ในขณะที่ดาวซึ่งอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์ถึง 10,000 ปีแสง บริเวณกลุ่มดาวราศีธนูนี้ มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 360,000 เท่าอีกด้วย

5. KY Cygni

คาดกันว่าดาวในกลุ่มดาวหงส์นี้จะมีขนาดมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 1,420 เท่าขึ้นไป และไม่ใช่เพียงแค่เป็นหนึ่งในดาวที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้น มันยังเป็นหนึ่งในดวงดาวที่ส่องสว่างมากที่สุดอีกต่างหาก ด้วยความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 300,000 เท่า โดยดาวดวงนี้มีระยะห่างจากโลกราว 5,000 ปีแสง

6. Westerlund 1

หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า Wd1 คือกลุ่มดาวอยู่ที่ทางช้างเผือก ห่างจากพื้นโลกราว 16,000 ปีแสง และมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ราว 1,951-2,544 เท่า อันที่จริงมันคือดาวที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในกาแล็กซี่เลยด้วยซ้ำ และถูกค้นพบมาตั้งแต่ปี 1961 โดย เบนจต์ เวสเทอร์ลัน แต่พลังงานที่ถูกปล่อยออกมาทำให้รูปร่างของมันไม่แน่นอน ยากจะทำการศึกษาอย่างจริงจังได้ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันจะกลายเป็นกระจุกดาวทรงกลม (Globular Cluster) ดาวฤกษ์ที่อยู่รวมกันได้ด้วยแรงโน้มถ่วงในอนาคต

7. VY Canis Majoris

VY Canis Majoris เป็นดาวที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง 2,000 เท่า มีอุณหภูมิ 3,200 องศาเซลเซียส และสว่างกว่าดวงอาทิตย์ถึง 5 แสนเท่า หากพูดถึงตรงนี้คุณยังนึกภาพไม่ออกว่ามันใหญ่แค่ไหน ก็ลองคิดดูง่าย ๆ ว่าถ้ามันถูกสลับมาใช้แทนดวงอาทิตย์ล่ะก็ ขนาดของมันคงลามไปถึงตำแหน่งของดาวเสาร์เลยทีเดียว

8. VV Cephei A

ดาวที่อยู่ไกลออกไปถึง 5,000 ปีแสงนี้ คือหนึ่งในดาวที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาวเซเฟอุส โดยมันยังไม่ใหญ่และสว่างมากพอจะจัดอยู่ในพวก Hypergiant ได้ แต่เป็นพวก Supergiant เสียมากกว่า ซึ่งมันมีรัศมีราว 1,050-1,900 และเป็นดาวในกลุ่ม VV Cephei ซึ่งมีความสว่างและรูปร่างไม่คงที่ จึงยากจะวัดขนาดได้

9. Mu Cephei

อีกดวงที่พบว่าอยู่ในกลุ่มดาวเซเฟอุสและมีขนาดใหญ่จนน่าทึ่ง ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าแล้ว มันอาจเป็นดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยดวงอาทิตย์ไม่สามารถเอามาเทียบกับมันได้เลยด้วยซ้ำ เพราะมันเปล่งแสงสว่างกว่าดวงอาทิตย์เป็น 100,000 เท่า ต้องใช้พระอาทิตย์เป็นพัน ๆ ดวงถึงจะมาเทียบขนาดของมันได้ แต่เพราะรูปร่าง อุณหภูมิของมันไม่คงที่ เลยยากที่จะวัดได้ นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่ามันใกล้จะดับสูญลงแล้วด้วย

10. Pistol Star

ตอนที่ค้นพบดวงดาวดวงนี้ครั้งแรกเมื่อปี 1991 ผู้คนต่างเชื่อว่ามันเป็นดาวที่ใหญ่ที่สุด จนกระทั่งการปรากฏตัวของ R136a1 โดยดาวที่อยู่ห่างจากพื้นโลกถึง 25,000 ปีแสงนี้ คาดว่ามีความหนาแน่นเหนือกว่าดวงอาทิตย์ 80-150 เท่า สว่างกว่า 10 ล้านเท่า มิหนำซ้ำเส้นผ่านศูนย์กลางของมันยังยาวกว่าวงจรที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เสียอีก

อ้างอิง:https://men.kapook.com/view67501.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1383953581669457

 

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของจีน ขึ้นแท่นเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกไปแล้ว

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของจีน ขึ้นแท่นเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกไปแล้ว

นักวิทยาศาสตร์จีนติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ Sunway TaihuLight ที่ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในเมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู

คอมพิวเตอร์เครื่องนี้สามารถคำนวณสูงสุดได้ถึง 93 ล้านเพตาฟลอบ ซึ่งก็คือสามารถทำการคำนวณได้ 93,000 ล้านล้านครั้งในเวลาเพียงแค่วินาทีเดียว

จากรายงาน เครื่องคอมพิวเตอร์นี้จัดว่าเร็วกว่าเครื่องเทียนเหอ-2 ของจีน ที่เคยเป็นแชมป์เก่ามาก่อน ถึง 2 เท่า และยังมีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 3 เท่าอีกด้วย โดยเครื่องคอมพิวเตอร์นี้จะถูกใช้ในการคำนวณเพื่อการผลิตชั้นสูง การพยากรณ์อากาศ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่

คอมพิวเตอร์เครื่องนี้มีคอร์สำหรับคำนวณถึง 10.5 ล้านคอร์ และมีหน่วยประมวลผล (โนด) ถึง 40,960 โนด ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการลินุกซ์

นอกจากนี้ นับเป็นครั้งแรกที่จีนมีจำนวนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ติดอันดับใน 500 เครื่องที่เร็วที่สุดในโลก มากกว่าที่สหรัฐอเมริกามี โดยมีอยู่ 167 เครื่อง ขณะที่สหรัฐอเมริกามีอยู่ 165 เครื่อง

“มองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน จีนติดอันดับแค่ 28 เครื่อง และไม่มีอันไหนเลยที่อยู่ใน 30 อันดับแรก ทุกวันนี้ จีนมาไกลและเร็วมากในโลกของประวัติศาสตร์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์” เว็บไซต์ Top500 แถลง

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกามีเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์อยู่ 4 เครื่องที่ติด 10 อันดับแรก และจีนมีเพียงแค่ 2 เครื่องเท่านั้นในตอนนี้ (อันดับ 1 และอันดับ 2) สำหรับเครื่องอื่น ๆ นั้น อยู่ในญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และซาอุดิอารเบีย

“สำหรับนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์นั้น กาจเขียนโปรแกรมที่จะใช้จำนวนคอร์ในคอมพิวเตอร์มาก ๆ เป็นเรื่องยาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมซูเปอร์คอมพิวเตอร์จึงถูกนำไปใช้งานได้อย่างจำกัด คุณจำเป็นจะต้องมีความเชี่วชาญด้านการเขียนโปรแกรมเฉพาะด้านจึงจะใช้ประโยชน์จากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ได้” ศาสตราจารย์ เลส คารร์ แห่งมหาวิทยาลัยเซาธ์แฮมป์ตัน ให้ความเห็น

“เปรียบเหมือนกับรถแข่งเวิร์ลด์กังปรีซ์ ถึงจะเป็นรถแข่งความเร็วสูง แต่ก็คงไม่เหมาะที่จะใช้เดินทางจากลอนดอนไปเอดินเบิร์ก”

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1384776778253804

 

เครื่องพิมพ์แบบสามมิติเป็นหนทางที่ดีสำหรับการสร้างแม่เหล็ก

แม่เหล็กกำลังสูงนั้นอยู่รอบๆตัวเรา พวกมันสามารถถูกพบได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ลำโพงไปจนกระทั่งฮาร์ดไดรฟ์ในคอมพิวเตอร์ พวกมันยังเป็นกุญแจสำคัญของหลายๆมอเตอร์ที่ช่วยให้ลิฟท์หรือรถยนต์ทำงานได้ และพวกมันมีความต้องการที่สูงมากในเกือบทุกๆที่ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรพยายามหาทางที่จะพัฒนาพวกมัน และในตอนนี้ กลุ่มของนักวิจัยได้ค้นพบหนทางใหม่ พวกเขาสร้างพวกมันขึ้นจากการพิมพ์แบบสามมิติ

อุปกรณ์แม่เหล็กเหล่านี้ไม่เหมือนกับแม่เหล็กที่พวกเราใช้ติดหน้าตู้เย็น แม่เหล็กเหล่านี้ทำจากวัตถุ rare earth ซึ่งเป็นกลุ่มของธาตุโลหะที่มีแนวโน้มหาได้ยากและยากต่อการทำเหมืองในปริมาณมาก จึงทำให้มีมูลค่าที่สูงมาก ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์อยากที่จะหาวิธีการใช้งานธาตุในกลุ่มนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Parans Paranthaman เป็นนักวัสดุศาสตร์จาก Oak Ridge National Laboratory ใน Tennessee กลุ่มของเขาทำการค้นหาหนทางเพื่อจะสร้างแม่เหล็กที่มีพลังงานสูงในรูปแบบหรือขนาดใดๆก็ตาม นักวิจัยเหล่านี้ใช้การผลิตแบบพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการพิมพ์แบบสามมิติที่เครื่องมือสามารถทำการพิมพ์วัสุดของแข็งโดยการสร้างตัวมันเองเป็นชั้นๆ จากล่างขึ้นบน

อุปกรณ์ชนิดใหม่นี้บ่อยครั้งต้องการรูปแบบของแม่เหล็กที่สั่งทำจำเพาะ หนึ่งในข้อดีของการพิมพ์แบบสามมิติคือมันทำให้พวกเราออกแบบรูปแบบของแม่เหล็กได้ตามที่เราต้องการ

“ด้วยการผลิตรูปแบบนี้ทำให้คุณสามารถสร้างแม่เหล็กเหล่านี้ได้ในรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นมากกว่าเครื่องมือแบบปกติทั่วไป” Randy Bowman กล่าว เขาทำการศึกษาแม่เหล็กที่ NASA’s Glenn Research Center ใน Cleveland, Ohio และเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาในครั้งนี้

Paranthaman และทีมวิจัยของเขาทำการพิมพ์แม่เหล็กที่เชื่อมต่อกัน นั่นหมายถึงพวกเขาบรรจุผงแม่เหล็กลงไปด้วยกันกับพอลิเมอร์ การรวมวัสดุที่เป็นแม่เหล็กลงไปบางส่วนในพอลิเมอร์นั้นหมายถึงแม่เหล็กที่เชื่อมต่อกันนั้นจะไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆเหมือนกับแม่เหล็กเดี่ยวๆ

แม่เหล็กที่เชื่อมกันนั้นโดยปกติจะถูกทำขึ้นมากจากเทคนิคที่เรียกว่าการขึ้นรูปแบบอัดฉีด กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับความร้อนที่ทำให้วัสดุแม่เหล็กนั้นหลอมจนกลายเป็นของเหลวหลังจากนั้นจะใช้แรงอัดให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ เมื่อของเหลวถูกทำให้เย็นตัวลง มันจะแข็งตัวและอยู่ในรูปแบบที่ต้องการ การขึ้นรูปแบบอัดฉีดมีประโยชน์อย่างมากต่อการขึ้นรูปแม่เหล็กจำนวนมากที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนกัน แต่มันไม่เหมาะกับการผลิตแม่เหล็กที่มีปริมาณน้อย นั่นเป็นเพราะว่ามันต้องใช้เวลา เงิน และวัสดุในการสร้างแบบ ก่อนที่แม่เหล็กชิ้นแรกจะถูกทำขึ้น การสร้างแบบสำหรับการทำการอัดฉีดขึ้นรูปนั้นมีราคาที่สูงมากเทียบได้กับการทำเครื่องถ่ายเอกสารหนึ่งเครื่องเพื่อทำการคัดลอกกระดาษหนึ่งแผ่น

“แม่เหล็กถาวรยังสามารถที่จะทำได้โดยผ่านกระบวนการ sintering อนุภาคของโลหะจะถูกทำให้ร้อนขึ้นและบีบอัดเข้าด้วยกันจนกระทั่งพวกมันรวมติดกัน ซึ่งกระบวนการนี้จะมีการตัดแต่งให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ” Paranthaman กล่าวว่า “กระบวนการ sintering ก่อให้เกิดของเสียได้มากถึงครึ่งหนึ่งของวัตถุดิบ”

อย่างไรก็ตามการพิมพ์แบบสามมิตินั้นเหมาะกับการผลิตในขนาดเล็ก กระบวนการนี้ทำให้ผู้ผลิตสามารถพิมพ์แม่เหล็กและทำการทดสอบพวกมันได้ การทดสอบเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาหาได้ว่ารูปแบบที่ดีที่สุดของแม่เหล็กก่อนที่จะทำการสร้างแบบเพื่อลดปัญหาต่างๆเป็นอย่างไร การพิมพ์แบบสามมิติยังมีประโยชน์ต่อบริษัทที่ต้องการสร้างแม่เหล็กในจำนวนน้อยๆเท่านั้นอีกด้วย และเนื่องจากการพิมพ์แบบสามมิตินั้นสามารถสร้างวัสดุที่มีรูปแบบนั้นๆได้โดยตรง การสูญเสียวัตถุดิบจะมีน้อยมาก

ในการที่จะสร้างกระบวนการผลิตแบบพิมพ์สามมิติ Paranthaman และทีมวิจัยของเขาใช้เวลากว่าสองปีในการทดสอบ ในตอนนี้พวกเขาได้ทำการสร้างรูปแบบของการขึ้นรูปแม่เหล็กขึ้น

กระบวนการสร้างแม่เหล็กของพวกเขาเริ่มจากเม็ดแม่เหล็ก สิ่งนี้ประกอบไปด้วยธาตุ ไอรอน โบรอน และนีโอไดเมี่ยม ในรูปแบบผง นีโอไดเมี่ยมเป็นเหล็กที่มีความนุ่ม มันเป็นส่วนหนึ่งของธาตุกลุ่ม rare earth และในเม็ดเหล่านี้ยังมีไนลอนอยู่ด้วย ในระหว่างที่ทำการพิมพ์ เครื่องมือจะทำการให้ความร้อนเม็ดแม่เหล็กเหล่านี้ ซึ่งมันจะหลอมกลายเป็นของเหลว ของเหลวจะเคลื่อนผ่านหัวรูเข็มที่เรียกว่าตัวอัดฉีด มันจะเคลื่อนตัวทั้งไปข้างหน้าถอยหลัง และด้านซ้ายด้านขวา หัวรูเข็มจะทำการปล่อยของเหลวออกมาในแต่ละชั้นเพื่อทำการสร้างรูปแบบที่ถูกต้อง

สิ่งท้าทายสำหรับการพิมพ์แม่เหล็กนั้นยังมีอยู่ สิ่งท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคืออุณหภูมิ ที่อุณหภูมิสูงเมื่อมอเตอร์ทำงานอยู่นั้น สนามแม่เหล็กจะเริ่มอ่อนลง ดังนั้นเป้าหมายของเขาคือการออกแบบแม่เหล็กที่มีประสิทธิภาพสูงที่ทำงานได้แม้ว่าจะอยู่ในอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็ตาม

อ้างอิ่ง:http://www.vcharkarn.com/vnews/506017

ดาวศุกร์จะสว่างที่สุดในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560

ดาวศุกร์จะสว่างที่สุดในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560

14 กุมภาพันธ์ 2560

หัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตกในช่วงนี้ ท้องฟ้าทางทิศตะวันตกจะมีดาวสว่างมากปรากฏเด่นอยู่บนท้องฟ้า นั่นคือ ดาวศุกร์(Venus)

topics02-1-s

 

ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ดาวศุกร์จะสว่างมากที่สุดที่อันดับความสว่าง(แมกนิจูด) -4.6 ในช่วงหัวค่ำ

หากส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ ในวันนั้นเราสามารถเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์นั่นเอง

 

topics02-2-s

 

ขณะที่ดาวศุกร์อยู่ด้านหลังดวงอาทิตย์ แม้มันจะปรากฏเกือบเต็มดวง แต่มันก็อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากทำให้ผู้สังเกตบนโลกเห็นว่ามันมีขนาดเล็กและส่งผลให้มันสว่างน้อย เมื่อเวลาผ่านไปดาวศุกร์จะโคจรเข้ามาใกล้โลกมากถึงทำให้เราสังเกตเห็นดาวศุกร์มีลักษณะเป็นเสี้ยว แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นทำให้มันมีความสว่างปรากฏมากที่สุด (greatest brilliancy) แต่เมื่อมันเข้ามาใกล้โลกมากเกินกว่านั้น พื้นที่สะท้อนแสงจากดาวศุกร์จะลดลงทำให้ความสว่างลดลงตามไปด้วย เฟสของดาวศุกร์จะปรากฏเป็นคาบทุกๆ 1 ปี 7เดือน

topics02-3-s

เส้นสีฟ้าในกราฟคือ ระยะห่างจากโลกถึงดาวศุกร์ ส่วนเส้นสีเหลืองคือความสว่าง(แมกนิจูด)ของดาวศุกร์ที่ผู้สังเกตบนโลกมองเห็น

 

ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดอีกครั้งในวันที่ 30 เมษายน 2560 แต่จะปรากฏในทิศตะวันออกช่วงย่ำรุ่ง แต่ด้วยความสว่างปรากฏที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

 

อ้างอิงhttp://www.nao.ac.jp/en/astro/sky/2017/02-topics02.html

ยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์แล้ว

ยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์แล้ว

18 มกราคม 2017

ในขณะนี้ยานอวกาศวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์ (interstellar medium )แล้วโดยสสารระหว่างดาวฤกษ์นั้นมีองค์ประกอบหลักเป็นแก๊สซึ่งมีความหนาแน่นต่ำมาก เพียง 1อะตอมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น

as20170118_1_01

ความหนาแน่นที่ต่ำนี้เองทำให้การศึกษาสสารระหว่างดาวฤกษ์เป็นเรื่องยากมาก

ล่าสุดในเดือนมกราคม 2017 นักดาราศาสตร์สามารถทำการศึกษาจนพบว่ายานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่พื้นที่ระหว่างดาวฤกษ์แล้วโดยยานวอยเอเจอร์ 1 เดินทางออกจากระบบสุริยะตั้งแต่ปี 2012 แล้ว ส่วนยานวอยเอเจอร์ 2 ในปัจจุบันยังอยู่ในเฮลิโอพอส (heliopause) ซึ่งเป็นบริเวณที่ลมสุริยะหมดอิทธิพลพอดีเนื่องจากปะทะกับลมดาวฤกษ์ที่มาจากดาวฤกษ์อื่นๆในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา

ที่น่าเหลือเชื่อคือ ยานวอยเอเจอร์ 1 และ2 ถูกส่งออกสู่อวกาศกลางปี 1977  แต่ทั้งสองยังทำงานอยู่จนทุกวันนี้

นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่โคจรอยู่รอบโลกยังมองไปยังดาวฤกษ์สี่ดวงที่อยู่เบื้องหลังยานอวกาศทั้งสองลำนี้ดังแสดงในภาพ จากนั้นทำการวัดว่าสสารรอบๆยานทั้งสองลำนี้ดูดกลืนแสงจากดาวฤกษ์ไปแค่ไหนทำให้นักดาราศาสตร์สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสสารบริเวณยานทั้งสองลำมีสภาพเป็นอย่างไร และตรวจจับความหนาแน่นได้ด้วยการวัดปริมาณอะตอมคาร์บอน เพราะปริมาณคาร์บอนบ่งบอกถึงอัตราการชนของโมเลกุลแก๊สเล็กๆที่เกิดขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับความหนาแน่นนั่นเอง

นักดาราศาสตร์พบว่าสสารรอบๆยานอวกาศทั้งสองลำมีความแตกต่างกันในแง่องค์ประกอบซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าสสารระหว่างดาวฤกษ์มีการเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน

นักดาราศาสตร์คาดหวังว่ายานอวกาศทั้งสองลำจะทำงานได้อีก 5 หรือ 10ปีนับจากนี้

ปลายทางของยานอวกาศทั้งสองลำคือ อีก 40,000 ปี ยานวอยเอเจอร์ 1 จะเดินทางไปยังดาวฤกษ์ Gliese 445 (ที่ระยะห่าง 1.6 ปีแสง) ส่วนยานวอยเอเจอร์ 2 จะไปใกล้ดาวฤกษ์ Ross 248 (ที่ระยะห่าง1.7ปีแสง)

 

อ้างอิงhttp://www.skyandtelescope.com/astronomy-news/voyagers-flying-through-galactic-clouds-1101201623/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1355898454474970

เปิดฤดูกาลล่าทางช้างเผือก ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ก.พ.-เม.ย. นี้

เปิดฤดูกาลล่าทางช้างเผือก ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ก.พ.-เม.ย. นี้

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก สามารถเห็นได้ชัดเจนทั่วประเทศ ในช่วงเช้ามืดตั้งแต่เดือนต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า ช่วงเช้าตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะเห็นแนวใจกลางทางช้างเผือกเด่นชัดบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์สว่างบริเวณด้านซ้ายของใจกลางทางช้างเผือกอีกด้วย

 

ทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนจะสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยแนวใจกลางทางช้างเผือกจะปรากฏอยู่สูงจากขอบฟ้ามากขึ้น และจะค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางเป็นแนวพาดบริเวณกลางฟ้าเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเมษายน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่สามารถชื่นชมความสวยงามทางช้างเผือกได้ยาวนานขึ้น

ด้าน นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า ใจกลางทางช้างเผือกคือส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือก ประกอบด้วยวัตถุท้องฟ้ามากมาย เช่น ดาวฤกษ์ กระจุกดาว รวมทั้งเนบิวลา ทางช้างเผือกเป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อมองจากโลก สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นแถบสว่างพาดเป็นแนวยาวกลางฟ้า ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้

อย่างไรก็ตามทางช้างเผือกสามารถสังเกตเห็นได้เกือบตลอดทั้งปี หากท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีทัศนวิสัยของท้องฟ้าดี ก็จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้อย่างชัดเจน

อ้างอิง:https://hilight.kapook.com/view/148622

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1340751195989696

โทรศัพท์มือถือ”งอได้” เรื่องจริงอิงวิทยาศาสตร์ พบกันปี 2013

โทรศัพท์มือถือ”งอได้” เรื่องจริงอิงวิทยาศาสตร์ พบกันปี 2013

โทรศัพท์มือถือ"งอได้" เรื่องจริงอิงวิทยาศาสตร์ พบกันปี 2013จะเป็นอย่างไร หากโทรศัพท์ของคุณ สามารถม้วนได้ ทำตกได้ หรือเผลอเหยียบได้ โดยไม่เกิดความเสียหายแม้แต่นิดเดียว ขณะที่นักวิจัยกำลังคิดค้นโทรศัพท์ต้นแบบ ท่ามกลางข่าวลือว่ามันอาจเผยโฉมให้เราได้เห็นภายในปีหน้านี้

ซัมซุงได้เริ่มพัฒนาสมาร์ทโฟน โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า flexible OLED (Organic Light Emitting Diode) และมั่นใจว่ามันจะเป็นโทรศัพท์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก

โฆษกซัมซุงเผยว่า หน้าจอของโทรศัพท์รุ่นนี้ สามารถงอได้ ม้วนได้ และที่สำคัญ “ใช้ได้จริง” รวมถึงยังรับประกันความทนทานของวัสดุที่นำมาผลิต ซึ่งเป็นพลาสติกที่มีความบางกว่า เบากว่า และยืดหยุ่นกว่าเทคโนโลยีแอลซีดีที่ใช้ในปัจจุบัน

คอนเซ็ปต์การสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความยืดหยุ่น มีการริเริ่มตั้งแต่ในช่วงยุค 1960 เมื่อมีการสร้างแผงโซลาร์เซลล์ขึ้น เมื่อปี 2005 ฟิลิปส์ได้สาธิตการทำงานของหน้าจอต้นแบบที่สามารถม้วนได้ แต่ไม่ได้เป็นสิ่งโดดเด่นมากนัก กระทั่งปัจจุบันที่เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มกลับมาสู่กระแสอีกครั้ง

อุปกรณ์คินเดิลของอเมซอนรุ่นแรก ใช้หน้าจอที่ยืดหยุ่นได้ แต่ปัญหาเดียวของมันก็คืออุปกรณ์ต่างๆที่อยู่เบื้องหลังหน้าจอ จำเป็นต้องมีกลไกชิ้นส่วนสำหรับช่วยยึด และเช่นเดียวกับอุปกรณ์อี-รีดเดอร์อื่นๆที่ผลิตตามมา ซึ่งใช้นวัตกรรม “E Ink” (electrophoretic ink) ที่พัฒนาโดยบริษัท E Ink จากสหรัฐฯ ซึ่งจะมีหน้าจอขาว-ดำ และทำงานโดยการสะท้อนแสงธรรมชาติ แทนที่จะผลิตด้วยตนเอง ทำให้เกิดภาพคล้ายกับการอ่านหนังสือในกระดาษจริง

Sri Peruvemba ผู้บริหาร E Ink เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีเช่นนี้ราว 30 ล้านเครื่อง เครื่องที่เก่าที่สุดที่ยังใช้การได้ผลิตตั้งแต่ปี 2006 เขากล่าวว่า E Ink เหมาะกับโทรศัพท์ธรรมดา, นาฬิกาข้อมือ, สมาร์ทเครดิต การ์ด, ป้ายสัญลักษณ์ และอื่นๆ

ส่วนสาเหตุที่มันยังไม่ถูกนำมาพัฒนามาใช้ในโทรศัพท์มือถือแบบยืดหยุ่นก็เพราะมันมีต้นทุนค่อนข้างสูง เนื่องจากการผลิตอุปกรณ์ที่มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูณณ์นั้น ทั้งส่วนระนาบฟรอนทัลและแบคฟรอนทัลจะต้องมีความยืดหยุ่นเสมอกัน เช่นเดียวกับแบตเตอรี ฝาเครื่อง รวมถึงหน้าจอสัมผัส และอุปกรณ์อื่นๆ

ด้านบริษัทแอลจี ดิสเพลย์จากเกาหลีใต้ ได้เริ่มผลิตอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีหน้าจอยืดหยุ่นได้แบบ E Ink บ้างแล้ว โดยโฆษกแอลจีเผยว่า เทคโนโลยีแบบนี้จะทำให้โทรศัพท์มีความทนทานเป็นพิเศษ เนื่องจากอุบัติเหตุจากการทำโทรศัพท์ตกเป็นเรื่องที่เกิดได้เสมอ รูปร่างที่บางและน้ำหนักที่เบาของมันจะก่อให้เกิดการพัฒนาการออกแบบโทรศัพท์ในอนาคต

ด้าน ศ.แอนเดรีย เฟอร์รารี จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ กำลังพัฒนาหน้าจอยืดหยุ่นได้สำหรับอนาคต โดยใช้กราฟีน ซึ่งมีการผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2004 โดยอังเดร เกอิม และคอนสแตนติน โนโวเซลอฟ สองนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์

ในแวดวงวิทยาศาสตร์ขนานนามกราฟีน ว่าเป็น “วัสดุมหัศจรรย์” หรืออัญรูป(allotrope) ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนเช่นเดียวกันกับเพชรและกราไฟต์ แต่ กราฟีนนั้นจะประกอบขึ้นด้วยอะตอมของคาร์บอนที่เกาะกันเป็นรูปหกเหลี่ยม ซึ่ง กาะอยู่บนระนาบเดียวกันไปเรื่อยๆ จนมีลักษณะเป็นแผ่นที่มีความกว้างและความ ยาวคล้ายกับแผงลวดตาข่ายที่ใช้ทำกรงสัตว์ ซึ่งถึงแม้ว่ากราฟีนจะมีความแกร่งกว่าเพชรก็ตาม แต่มันก็สามรถม้วนหรือพับได้ด้วย

นักวิจัยเชื่อว่า ในอนาคตกราฟีนอาจนำมาใช้ทดแทนซิลิโคนได้ ที่อาจปฏิวัติวงการอิเล็กทรอนิกส์ครั้งใหญ่ในอนาคต

ศ.เฟอร์รารี เปิดเผยว่า เขาและคณะกำลังร่วมกันพัฒนาวัสดุทำหรับผลิตเป็นหน้าจอที่มีความโปร่งแสงและยืดยุ่นได้ ซึ่งสามารถนำไปผลิตเป็นโทรศัพท์ แทบเล็ต โทรทัศน์ และแผงโซลาร์เซลที่มีความยืดหยุ่นได้ โดยปัจจุบันเขาทำงานร่วมกับโนเกีย อดีตเบอร์หนึ่งผู้ผลิตมือถือของโลกเพื่อผลิตวัสดุต้นแบบ และเสริมว่า ซัมซุงมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีด้านนี้มาก

เขากล่าวว่า กราฟีนจะช่วยเสริมและสนับสนุนให้การทำงานของโทรศัพท์ยืดหยุ่นที่ใช้เทคโนโลยี OLED มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากในทางทฤษฎีแล้ว แม้แต่แบคเคอรีของโทรศัพท์รุ่นนี้ก็สามารถผลิตจากกราฟีนได้เช่นกัน

อ้างอิง:http://hitech.sanook.com/1123494/

นักวิทยาศาสตร์ พัฒนา″ไอศกรีมละลายช้า″

นักวิทยาศาสตร์ พัฒนา″ไอศกรีมละลายช้า″

ผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีม บางครั้งอาจรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างที่ไม่สามารถใช้เวลาละเลียดของหวานที่โปรดปรานชนิดละเมียดละไมได้นานพอ เพราะละลายเร็วจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนๆ ในบ้านเรา แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป ถ้าผู้ผลิตไอศกรีมทั้งหลายหันมาเพิ่มส่วนผสมอีกอย่างที่ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเอดินบะระ และมหาวิทยาลัยดันดี ในสหราชอาณาจักร คิดค้นขึ้น เพื่อทำให้ไอศกรีมละลายช้ากว่าไอศกรีมทั่วๆ ไป

เคล็ดลับของการละลายช้าดังกล่าวก็คือ โปรตีนชนิดหนึ่งเรียกว่า “บีเอสไอเอ” (BsIA) ที่ปกติแล้วพบในกลุ่มแบคทีเรียที่มีโครงสร้างซึ่งเรียกว่า “ไบโอฟิล์ม” ซึ่งเกิดจากโมเลกุลภายในเซลล์ของแบคทีเรีย ซึ่งทีมวิจัยพบว่าสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในไอศกรีมเพื่อสร้างฟิล์มบางๆ ขึ้นบริเวณพื้นผิวของไอศกรีมที่ช่วยในการสร้างความเสถียรให้กับสารสองอย่างซึ่งปกติไม่สามารถรวมตัวเข้ากันได้ เช่น น้ำกับน้ำมันให้ผสมรวมอยู่ด้วยกันได้ ด้วยความสามารถในการสร้างพันธะพิเศษของโปรตีนชนิดนี้ที่ทำให้โมเลกุล อีมัลซิเฟอร์ หรือโมเลกุลที่เกิดขึ้นจากการผสมน้ำกับน้ำมันเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดไอศกรีม ในเวลาเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้น้ำและฟองอากาศ แยกตัวออกมาจากเนื้อไอศกรีม ซึ่งเป็นกระบวนการทำให้มันละลายช้าลงมากนั่นเอง

เคท แม็คฟี ศาสตราจารย์ด้านชีวฟิสิกส์ ของมหาวิทยาลัยเอดินบะระ หนึ่งในทีมวิจัยชี้ว่า นอกจากจะทำให้ไอศกรีมละลายช้าแล้ว โปรตีนชนิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อีกหลากหลาย เช่น ทำให้มูสและซูเฟร่คงสภาพอยู่นานๆ เป็นต้น

อ้างอิง:http://campus.sanook.com/1379409/

ประมวลเหตุการณ์ดาราศาสตร์ในรอบปี 2559

 

 ประมวลเหตุการณ์ดาราศาสตร์ในรอบปี 2559

ประมวลเหตุการณ์ดาราศาสตร์ในรอบปี 2559

ในรอบปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นทางดาราศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย วันนี้ จะพาไปย้อนดูเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เห็นได้ทั่วโลก สะท้อนถึงความก้าวหน้าของมนุษยชาติ กับการส่งยานอวกาศไปถึงขอบสุริยะ และความพร้อมของเมืองไทยก้าวสู่เวทีดาราศาสตร์ระดับโลก

วันนี้ (29 ธ.ค.2559) ไทยพีบีเอสรวบรวมเหตุการณ์ดาราศาสตร์ในรอบปี 2559 ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นมากมาย โดยจะพาไปย้อนดูเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เห็นได้ทั่วโลก สะท้อนถึงความก้าวหน้าของมนุษยชาติ กับการส่งยานอวกาศไปถึงขอบสุริยะ และความพร้อมของเมืองไทยก้าวสู่เวทีดาราศาสตร์ระดับโลก เริ่มจากต้นปีที่ผ่านมา 9 มีนาคม 2559 เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงเคลื่อนผ่านมหาสมุทรอินเดีย สู่มหาสมุทรแปซิฟิก หลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย ทั้งเกาะสุมาตรา เกาะกาลิมันตัน เกาะสุลาเวสี และหมู่เกาะโมลุกกะ ที่แนวคราสพาดผ่านช่วงที่เป็นแผ่นดิน 3 นาที และในช่วงนั้น ประเทศไทยมองเห็นสุริยุปราคาบางส่วน แม้ไทยจะไม่เห็นเต็มดวง แต่ที่มองเห็นมากสุดถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และจะเกิดเต็มดวงที่ไทยอีกครั้ง พาดผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 11 เมษายน 2613 หรืออีกกว่า 50 ปีข้างหน้า

 

31 พฤษภาคม ดาวอังคารโคจรใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ระยะห่างประมาณ 75 ล้านกิโลเมตร ดาวอังคารจะมาใกล้โลก ทุกๆ 2 ปี เป็นช่วงที่ดาวอังคารอยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์มากที่สุด ผู้สังเกตการณ์บนโลกจะเห็นดางอังคารสว่างมากกว่าปกติ และถ้าหากใช้กล้องโทรทรรศน์จะพอสังเกตพื้นผิวอันขรุขระของดาวอังคารได้ โดยเฉพาะขั้วน้ำแข็ง และจะใกล้โลกครั้งต่อไป วันที่ 31 กรกฎาคม 2561

4 กรกฎาคม ของสหรัฐอเมริกา หรือ 5 กรกฎาคม ตามเวลาในไทย เป็นวันประวัติศาสตร์ที่โลกจารึกอีกครั้ง เมื่อยานอวกาศจูโน ของนาซา เดินทางไปสำรวจและเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดี ดาวเคาะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ หลังจากที่เดินทางรอนแรมนานถึง 5 ปี ระยะทางกว่า 2,766 ล้านกิโลเมตร ภารกิจครั้งนี้ใช้เครื่องมือ 8 ตัว เก็บข้อมูลของดาว เพื่อศึกษาองค์ประกอบ แรงโน้มถ่วง ของดาวก๊าซขนาดใหญ่ อันจะนำมาซึ่งคำตอบของการกำเนิดดาวเคราะห์ในระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม

14 พฤศจิกายน วันลอยกระทงของไทย เกิดปรากฏการณ์ Super Full Moon ดวงจันทร์โคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปี ระยะทางกว่า 356,000 กิโลเมตร เห็นดวงจันทร์โตกว่าปกติ 14 เปอร์เซ็นต์ และสว่างกว่าเดิม 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีปรากฏการร์มินิมูน ดวงจันทร์ห่างจากโลกในรอบปี ที่ระยะห่างกว่า 406,000 กิโลเมตร จะเกิดอีกครั้ง 22 เมษายน ปี 2560 และฝนดาวตกที่มาประจำแต่ละช่วงเวลาในรอบปี ที่ทำให้ผู้สังเกตการณ์เห็นความงดงามบนท้องฟ้า

นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังเดินหน้าสร้างหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ เป็นศูนย์รวบรวม ค้นคว้า วิจัยข้อมูลทางดาราศาสตร์ และเปิดให้ประชาชนทั่วไป ร่วมสังเกตการณ์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาบุคลากรด้านดาราศาสตร์ ผู้มีบทบาทสำคัญวางรากฐานองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์นี้ คือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระราชหฤทัยในดาราศาสตร์ และมีพระราชปรารภอยากให้ประเทศไทยของเรามี “หอดูดาว” และสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงสืบสานพระราชปณิธาน

 

นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญอย่างยิ่ง ผลักดันให้เกิดการจัดตั้งหน่วยงานดาราศาสตร์ของชาติในนาม “สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ” ดาราศาสตร์ที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมาแต่เยาว์วัย บัดนี้หยั่งรากบนแผ่นดินไทยอย่างมั่นคง งอกงามแล้ว วางรากฐานองค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค สู่เวทีดาราศาสตร์ระดับโลก

http://news.thaipbs.or.th/content/259105

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1318339874897495