คลังเก็บหมวดหมู่: บุญญาพร เปรมานุพันธ์

“นกแอร์” แถลงโต้ ปมดราม่า ให้ภรรยารอง ผบช.ภาค 5ลงจากเครื่อง

“นกแอร์” แถลงโต้ ปมดราม่า ให้ภรรยารอง ผบช.ภาค 5ลงจากเครื่อง

“นกแอร์” แถลงโต้ ปมดราม่า ให้ภรรยารอง ผบช.ภาค 5ลงจากเครื่อง

จากกรณีเกิดกระแสดราม่าอย่างหนักในโลกออนไลน์ ถึงเหตุการณ์ก่อนขึ้นอากาศ! “นกเเอร์” ไล่ผู้โดยสารลง กัปตัน-เเอร์ไม่ฟังเหตุผลใดๆ ล่าสุดสายการบิน ได้ออกแถลงการณ์ กรณีเที่ยวบิน DD9202 ดอนเมือง-อุดรธานี ว่า มีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทางของผู้โดยสารหนึ่งท่าน

อ่านข่าว : ภรรยารอง ผบช.ภาค 5 ร่ำไห้ ถูกกัปตัน-แอร์ฯ ไล่ลงจากเครื่องบิน

กรุงเทพฯ (30 มี.ค. 2560) – ด้วยเที่ยวบินของสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD9202 กำหนดเวลาออกจากท่าอากาศยานดอนเมือง เวลา 10.00 น. และมีกำหนดถึงท่าอากาศยานอุดรธานี เวลา 11.15 น. มีผู้โดยสารทั้งหมด 149 คน มีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทางของคุณยศวดี ปานเหง้า หนึ่งในผู้โดยสารของเที่ยวบินนี้ เนื่องจากผู้โดยสารได้แจ้งลูกเรือในขณะที่เครื่องยังไม่ออกเดินทาง ว่าตนมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยลูกเรือได้ปฏิบัติตามหลักมาตรฐานความปลอดภัยในการขออนุญาตตรวจสอบเอกสารใบรับรองจากแพทย์ เพื่อยืนยันว่าผู้โดยสารสามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้อย่างปลอดภัย โดยกรณีนี้ผู้โดยสารไม่มีเอกสารดังกล่าวมายืนยัน พร้อมทั้งไม่ยินยอมที่จะลงนามรับรองการเดินทางของตนเอง

ทั้งนี้กัปตันผู้ควบคุมอากาศยาน ได้ตัดสินใจทำการยกเลิกการเดินทางของคุณยศวดี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร ในระหว่างการเดินทางเป็นสำคัญ

อ้างอิง:http://news.sanook.com/2192547/

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก
นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

   เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทัลลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร.รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

    จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทัลลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ
อ้างอิง:https://hilight.kapook.com/view/148397

ธรรมชาติมีส่วนทำให้น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกหายไป

               ธรรมชาติมีส่วนทำให้น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกหายไป

27

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเมืองซานตาบาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในมหาสมุทรอาร์กติกนั้น ทำให้น้ำแข็งหลอมละลายหายไป โดยเป็นผลมาจากธรรมชาติในสัดส่วนประมาณ 30-50% โดยได้บันทึกการเปลี่ยนแปลงของทะเลน้ำแข็งมาตั้งแต่เดือนกันยายนพ.ศ.2522 พบว่าน้ำแข็งในทะเลได้หดตัวลงอย่างต่อเนื่องและแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายนปี 2555

ถึงแม้การวิจัยจะบ่งชี้ว่าธรรมชาติคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ปริมาณน้ำแข็งลดจำนวนลง แต่ในระยะยาวการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการหายไปของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากเงื้อมมือธรรมชาติหรือมนุษย์ รวมถึงการเปิดพื้นที่เพื่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ล้วนทำลายล้างวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง ก่อเกิดอันตรายต่อสัตว์ป่า เช่น หมีขั้วโลก แมวน้ำ

ทั้งนี้ คณะกรรมการนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติได้รายงานเพิ่มเติมว่าจำนวนน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกอาจหายไปในช่วงกลางศตวรรษนี้หากยังปล่อยให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น

 อ้างอิง:http://news.tlcthai.com/news-interest/830285.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1397262837005198

10 ดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาลเท่าที่เคยค้นพบ

ดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  nasa.gov

ในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้แห่งนี้ มีดวงดาวมากมายมหาศาลที่มนุษย์อาจไม่มีวันได้ค้นพบ พอ ๆ กับที่ไม่อาจค้นหาคำตอบว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่แค่ไหนได้เลย แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น นักดาราศาสตร์ก็ไม่เคยหยุดการเรียนรู้ พวกเขาคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีด้านดาราศาสตร์ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อศึกษาดวงดาวต่าง ๆ ให้มากที่สุด และยิ่งค้นพบมากเท่าไหร่ คนเราก็ยิ่งพบว่าโลกของเรานั้นเป็นเพียงฝุ่นละอองเล็ก ๆ ในห้วงอวกาศเท่านั้น แต่พอพูดอย่างนี้แล้วเชื่อว่าหลายคนอาจจะมองไม่ออกว่า โลกของเรานั้นเปรียบเป็นฝุ่นละอองในห้วงจักรวาลอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่นักดาราศาสตร์เคยพบมาฝากกัน ไปดูกันเลยดีกว่าว่าดาวดวงใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ค้นพบตอนนี้นั้น มีขนาดใหญ่กว่าโลกกว่าดวงอาทิตย์มากแค่ไหนกันเชียว

1. NML Cygni

NML Cygni หรือ V1489 Cygni ดาวสีแดงขนาดมหึมาคือดาวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ถูกค้นพบในขณะนี้ โดยขนาดของมันนั้นใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ที่เรารู้จักกันดีถึง 1,650 เท่า ในขณะที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2.3 พันล้านกิโลเมตร ถ้าเราเอามันไปวางไว้ในระบบสุริยะแทนดวงอาทิตย์ล่ะก็ ขอบเขตของมันจะกว้างไกลพ้นดาวพฤหัส และไปอยู่ระหว่างการโคจรของดาวพฤหัสและดาวพุธเลยด้วยซ้ำ

2. WOH G64

ดาวที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งอยู่ในเมฆแมเจลแลนใหญ่ ดาราจักรบริวารของทางช้างเผือกนี้ มีขนาดกลางใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง 1,540 เท่าเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี การจะคาดคะเนขนาดเป็นเรื่องเป็นราวยังไม่สามารถทำได้สำหรับดาวดวงนี้ จากความห่างไกลทำให้เรามองเห็นมันไม่ชัดเจน มันจึงยังคงอยู่ในอันดับ 2

3. VX Sagittarii

มันอยู่ก้ำกึ่งระหว่างดาวประเภท Supergiant และ Hypergiant ด้วยขนาดมากกว่าดวงอาทิตย์ 1,520 เท่า แต่ด้วยความที่ดาวในกลุ่มดาวราศีธนูนี้มีรูปร่างไม่แน่นอน จึงไม่สามารถวัดขนาดที่ชัดเจนได้เช่นกัน แต่แค่เส้นผ่านศูนย์กลางที่ยาวขนาดนี้ ก็มากพอที่จะทำให้มันใหญ่จนอยู่ในอันดับ 3 แล้วล่ะ

4. KW Sagittarii

ด้วยความที่มันมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง 1,460 เท่า ทำให้มันเป็นหนึ่งในดวงดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ถูกค้นพบมา ในขณะที่ดาวซึ่งอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์ถึง 10,000 ปีแสง บริเวณกลุ่มดาวราศีธนูนี้ มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 360,000 เท่าอีกด้วย

5. KY Cygni

คาดกันว่าดาวในกลุ่มดาวหงส์นี้จะมีขนาดมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 1,420 เท่าขึ้นไป และไม่ใช่เพียงแค่เป็นหนึ่งในดาวที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้น มันยังเป็นหนึ่งในดวงดาวที่ส่องสว่างมากที่สุดอีกต่างหาก ด้วยความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 300,000 เท่า โดยดาวดวงนี้มีระยะห่างจากโลกราว 5,000 ปีแสง

6. Westerlund 1

หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า Wd1 คือกลุ่มดาวอยู่ที่ทางช้างเผือก ห่างจากพื้นโลกราว 16,000 ปีแสง และมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ราว 1,951-2,544 เท่า อันที่จริงมันคือดาวที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในกาแล็กซี่เลยด้วยซ้ำ และถูกค้นพบมาตั้งแต่ปี 1961 โดย เบนจต์ เวสเทอร์ลัน แต่พลังงานที่ถูกปล่อยออกมาทำให้รูปร่างของมันไม่แน่นอน ยากจะทำการศึกษาอย่างจริงจังได้ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันจะกลายเป็นกระจุกดาวทรงกลม (Globular Cluster) ดาวฤกษ์ที่อยู่รวมกันได้ด้วยแรงโน้มถ่วงในอนาคต

7. VY Canis Majoris

VY Canis Majoris เป็นดาวที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง 2,000 เท่า มีอุณหภูมิ 3,200 องศาเซลเซียส และสว่างกว่าดวงอาทิตย์ถึง 5 แสนเท่า หากพูดถึงตรงนี้คุณยังนึกภาพไม่ออกว่ามันใหญ่แค่ไหน ก็ลองคิดดูง่าย ๆ ว่าถ้ามันถูกสลับมาใช้แทนดวงอาทิตย์ล่ะก็ ขนาดของมันคงลามไปถึงตำแหน่งของดาวเสาร์เลยทีเดียว

8. VV Cephei A

ดาวที่อยู่ไกลออกไปถึง 5,000 ปีแสงนี้ คือหนึ่งในดาวที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาวเซเฟอุส โดยมันยังไม่ใหญ่และสว่างมากพอจะจัดอยู่ในพวก Hypergiant ได้ แต่เป็นพวก Supergiant เสียมากกว่า ซึ่งมันมีรัศมีราว 1,050-1,900 และเป็นดาวในกลุ่ม VV Cephei ซึ่งมีความสว่างและรูปร่างไม่คงที่ จึงยากจะวัดขนาดได้

9. Mu Cephei

อีกดวงที่พบว่าอยู่ในกลุ่มดาวเซเฟอุสและมีขนาดใหญ่จนน่าทึ่ง ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่าแล้ว มันอาจเป็นดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยดวงอาทิตย์ไม่สามารถเอามาเทียบกับมันได้เลยด้วยซ้ำ เพราะมันเปล่งแสงสว่างกว่าดวงอาทิตย์เป็น 100,000 เท่า ต้องใช้พระอาทิตย์เป็นพัน ๆ ดวงถึงจะมาเทียบขนาดของมันได้ แต่เพราะรูปร่าง อุณหภูมิของมันไม่คงที่ เลยยากที่จะวัดได้ นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่ามันใกล้จะดับสูญลงแล้วด้วย

10. Pistol Star

ตอนที่ค้นพบดวงดาวดวงนี้ครั้งแรกเมื่อปี 1991 ผู้คนต่างเชื่อว่ามันเป็นดาวที่ใหญ่ที่สุด จนกระทั่งการปรากฏตัวของ R136a1 โดยดาวที่อยู่ห่างจากพื้นโลกถึง 25,000 ปีแสงนี้ คาดว่ามีความหนาแน่นเหนือกว่าดวงอาทิตย์ 80-150 เท่า สว่างกว่า 10 ล้านเท่า มิหนำซ้ำเส้นผ่านศูนย์กลางของมันยังยาวกว่าวงจรที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เสียอีก

อ้างอิง:https://men.kapook.com/view67501.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1383953581669457

 

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของจีน ขึ้นแท่นเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกไปแล้ว

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของจีน ขึ้นแท่นเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกไปแล้ว

นักวิทยาศาสตร์จีนติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ Sunway TaihuLight ที่ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในเมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู

คอมพิวเตอร์เครื่องนี้สามารถคำนวณสูงสุดได้ถึง 93 ล้านเพตาฟลอบ ซึ่งก็คือสามารถทำการคำนวณได้ 93,000 ล้านล้านครั้งในเวลาเพียงแค่วินาทีเดียว

จากรายงาน เครื่องคอมพิวเตอร์นี้จัดว่าเร็วกว่าเครื่องเทียนเหอ-2 ของจีน ที่เคยเป็นแชมป์เก่ามาก่อน ถึง 2 เท่า และยังมีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 3 เท่าอีกด้วย โดยเครื่องคอมพิวเตอร์นี้จะถูกใช้ในการคำนวณเพื่อการผลิตชั้นสูง การพยากรณ์อากาศ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่

คอมพิวเตอร์เครื่องนี้มีคอร์สำหรับคำนวณถึง 10.5 ล้านคอร์ และมีหน่วยประมวลผล (โนด) ถึง 40,960 โนด ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการลินุกซ์

นอกจากนี้ นับเป็นครั้งแรกที่จีนมีจำนวนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ติดอันดับใน 500 เครื่องที่เร็วที่สุดในโลก มากกว่าที่สหรัฐอเมริกามี โดยมีอยู่ 167 เครื่อง ขณะที่สหรัฐอเมริกามีอยู่ 165 เครื่อง

“มองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน จีนติดอันดับแค่ 28 เครื่อง และไม่มีอันไหนเลยที่อยู่ใน 30 อันดับแรก ทุกวันนี้ จีนมาไกลและเร็วมากในโลกของประวัติศาสตร์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์” เว็บไซต์ Top500 แถลง

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกามีเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์อยู่ 4 เครื่องที่ติด 10 อันดับแรก และจีนมีเพียงแค่ 2 เครื่องเท่านั้นในตอนนี้ (อันดับ 1 และอันดับ 2) สำหรับเครื่องอื่น ๆ นั้น อยู่ในญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และซาอุดิอารเบีย

“สำหรับนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์นั้น กาจเขียนโปรแกรมที่จะใช้จำนวนคอร์ในคอมพิวเตอร์มาก ๆ เป็นเรื่องยาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมซูเปอร์คอมพิวเตอร์จึงถูกนำไปใช้งานได้อย่างจำกัด คุณจำเป็นจะต้องมีความเชี่วชาญด้านการเขียนโปรแกรมเฉพาะด้านจึงจะใช้ประโยชน์จากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ได้” ศาสตราจารย์ เลส คารร์ แห่งมหาวิทยาลัยเซาธ์แฮมป์ตัน ให้ความเห็น

“เปรียบเหมือนกับรถแข่งเวิร์ลด์กังปรีซ์ ถึงจะเป็นรถแข่งความเร็วสูง แต่ก็คงไม่เหมาะที่จะใช้เดินทางจากลอนดอนไปเอดินเบิร์ก”

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1384776778253804

 

เครื่องพิมพ์แบบสามมิติเป็นหนทางที่ดีสำหรับการสร้างแม่เหล็ก

แม่เหล็กกำลังสูงนั้นอยู่รอบๆตัวเรา พวกมันสามารถถูกพบได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ลำโพงไปจนกระทั่งฮาร์ดไดรฟ์ในคอมพิวเตอร์ พวกมันยังเป็นกุญแจสำคัญของหลายๆมอเตอร์ที่ช่วยให้ลิฟท์หรือรถยนต์ทำงานได้ และพวกมันมีความต้องการที่สูงมากในเกือบทุกๆที่ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรพยายามหาทางที่จะพัฒนาพวกมัน และในตอนนี้ กลุ่มของนักวิจัยได้ค้นพบหนทางใหม่ พวกเขาสร้างพวกมันขึ้นจากการพิมพ์แบบสามมิติ

อุปกรณ์แม่เหล็กเหล่านี้ไม่เหมือนกับแม่เหล็กที่พวกเราใช้ติดหน้าตู้เย็น แม่เหล็กเหล่านี้ทำจากวัตถุ rare earth ซึ่งเป็นกลุ่มของธาตุโลหะที่มีแนวโน้มหาได้ยากและยากต่อการทำเหมืองในปริมาณมาก จึงทำให้มีมูลค่าที่สูงมาก ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์อยากที่จะหาวิธีการใช้งานธาตุในกลุ่มนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Parans Paranthaman เป็นนักวัสดุศาสตร์จาก Oak Ridge National Laboratory ใน Tennessee กลุ่มของเขาทำการค้นหาหนทางเพื่อจะสร้างแม่เหล็กที่มีพลังงานสูงในรูปแบบหรือขนาดใดๆก็ตาม นักวิจัยเหล่านี้ใช้การผลิตแบบพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการพิมพ์แบบสามมิติที่เครื่องมือสามารถทำการพิมพ์วัสุดของแข็งโดยการสร้างตัวมันเองเป็นชั้นๆ จากล่างขึ้นบน

อุปกรณ์ชนิดใหม่นี้บ่อยครั้งต้องการรูปแบบของแม่เหล็กที่สั่งทำจำเพาะ หนึ่งในข้อดีของการพิมพ์แบบสามมิติคือมันทำให้พวกเราออกแบบรูปแบบของแม่เหล็กได้ตามที่เราต้องการ

“ด้วยการผลิตรูปแบบนี้ทำให้คุณสามารถสร้างแม่เหล็กเหล่านี้ได้ในรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นมากกว่าเครื่องมือแบบปกติทั่วไป” Randy Bowman กล่าว เขาทำการศึกษาแม่เหล็กที่ NASA’s Glenn Research Center ใน Cleveland, Ohio และเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาในครั้งนี้

Paranthaman และทีมวิจัยของเขาทำการพิมพ์แม่เหล็กที่เชื่อมต่อกัน นั่นหมายถึงพวกเขาบรรจุผงแม่เหล็กลงไปด้วยกันกับพอลิเมอร์ การรวมวัสดุที่เป็นแม่เหล็กลงไปบางส่วนในพอลิเมอร์นั้นหมายถึงแม่เหล็กที่เชื่อมต่อกันนั้นจะไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆเหมือนกับแม่เหล็กเดี่ยวๆ

แม่เหล็กที่เชื่อมกันนั้นโดยปกติจะถูกทำขึ้นมากจากเทคนิคที่เรียกว่าการขึ้นรูปแบบอัดฉีด กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับความร้อนที่ทำให้วัสดุแม่เหล็กนั้นหลอมจนกลายเป็นของเหลวหลังจากนั้นจะใช้แรงอัดให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ เมื่อของเหลวถูกทำให้เย็นตัวลง มันจะแข็งตัวและอยู่ในรูปแบบที่ต้องการ การขึ้นรูปแบบอัดฉีดมีประโยชน์อย่างมากต่อการขึ้นรูปแม่เหล็กจำนวนมากที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนกัน แต่มันไม่เหมาะกับการผลิตแม่เหล็กที่มีปริมาณน้อย นั่นเป็นเพราะว่ามันต้องใช้เวลา เงิน และวัสดุในการสร้างแบบ ก่อนที่แม่เหล็กชิ้นแรกจะถูกทำขึ้น การสร้างแบบสำหรับการทำการอัดฉีดขึ้นรูปนั้นมีราคาที่สูงมากเทียบได้กับการทำเครื่องถ่ายเอกสารหนึ่งเครื่องเพื่อทำการคัดลอกกระดาษหนึ่งแผ่น

“แม่เหล็กถาวรยังสามารถที่จะทำได้โดยผ่านกระบวนการ sintering อนุภาคของโลหะจะถูกทำให้ร้อนขึ้นและบีบอัดเข้าด้วยกันจนกระทั่งพวกมันรวมติดกัน ซึ่งกระบวนการนี้จะมีการตัดแต่งให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ” Paranthaman กล่าวว่า “กระบวนการ sintering ก่อให้เกิดของเสียได้มากถึงครึ่งหนึ่งของวัตถุดิบ”

อย่างไรก็ตามการพิมพ์แบบสามมิตินั้นเหมาะกับการผลิตในขนาดเล็ก กระบวนการนี้ทำให้ผู้ผลิตสามารถพิมพ์แม่เหล็กและทำการทดสอบพวกมันได้ การทดสอบเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาหาได้ว่ารูปแบบที่ดีที่สุดของแม่เหล็กก่อนที่จะทำการสร้างแบบเพื่อลดปัญหาต่างๆเป็นอย่างไร การพิมพ์แบบสามมิติยังมีประโยชน์ต่อบริษัทที่ต้องการสร้างแม่เหล็กในจำนวนน้อยๆเท่านั้นอีกด้วย และเนื่องจากการพิมพ์แบบสามมิตินั้นสามารถสร้างวัสดุที่มีรูปแบบนั้นๆได้โดยตรง การสูญเสียวัตถุดิบจะมีน้อยมาก

ในการที่จะสร้างกระบวนการผลิตแบบพิมพ์สามมิติ Paranthaman และทีมวิจัยของเขาใช้เวลากว่าสองปีในการทดสอบ ในตอนนี้พวกเขาได้ทำการสร้างรูปแบบของการขึ้นรูปแม่เหล็กขึ้น

กระบวนการสร้างแม่เหล็กของพวกเขาเริ่มจากเม็ดแม่เหล็ก สิ่งนี้ประกอบไปด้วยธาตุ ไอรอน โบรอน และนีโอไดเมี่ยม ในรูปแบบผง นีโอไดเมี่ยมเป็นเหล็กที่มีความนุ่ม มันเป็นส่วนหนึ่งของธาตุกลุ่ม rare earth และในเม็ดเหล่านี้ยังมีไนลอนอยู่ด้วย ในระหว่างที่ทำการพิมพ์ เครื่องมือจะทำการให้ความร้อนเม็ดแม่เหล็กเหล่านี้ ซึ่งมันจะหลอมกลายเป็นของเหลว ของเหลวจะเคลื่อนผ่านหัวรูเข็มที่เรียกว่าตัวอัดฉีด มันจะเคลื่อนตัวทั้งไปข้างหน้าถอยหลัง และด้านซ้ายด้านขวา หัวรูเข็มจะทำการปล่อยของเหลวออกมาในแต่ละชั้นเพื่อทำการสร้างรูปแบบที่ถูกต้อง

สิ่งท้าทายสำหรับการพิมพ์แม่เหล็กนั้นยังมีอยู่ สิ่งท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคืออุณหภูมิ ที่อุณหภูมิสูงเมื่อมอเตอร์ทำงานอยู่นั้น สนามแม่เหล็กจะเริ่มอ่อนลง ดังนั้นเป้าหมายของเขาคือการออกแบบแม่เหล็กที่มีประสิทธิภาพสูงที่ทำงานได้แม้ว่าจะอยู่ในอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็ตาม

อ้างอิ่ง:http://www.vcharkarn.com/vnews/506017

ดาวศุกร์จะสว่างที่สุดในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560

ดาวศุกร์จะสว่างที่สุดในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560

14 กุมภาพันธ์ 2560

หัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตกในช่วงนี้ ท้องฟ้าทางทิศตะวันตกจะมีดาวสว่างมากปรากฏเด่นอยู่บนท้องฟ้า นั่นคือ ดาวศุกร์(Venus)

topics02-1-s

 

ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ดาวศุกร์จะสว่างมากที่สุดที่อันดับความสว่าง(แมกนิจูด) -4.6 ในช่วงหัวค่ำ

หากส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ ในวันนั้นเราสามารถเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์นั่นเอง

 

topics02-2-s

 

ขณะที่ดาวศุกร์อยู่ด้านหลังดวงอาทิตย์ แม้มันจะปรากฏเกือบเต็มดวง แต่มันก็อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากทำให้ผู้สังเกตบนโลกเห็นว่ามันมีขนาดเล็กและส่งผลให้มันสว่างน้อย เมื่อเวลาผ่านไปดาวศุกร์จะโคจรเข้ามาใกล้โลกมากถึงทำให้เราสังเกตเห็นดาวศุกร์มีลักษณะเป็นเสี้ยว แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นทำให้มันมีความสว่างปรากฏมากที่สุด (greatest brilliancy) แต่เมื่อมันเข้ามาใกล้โลกมากเกินกว่านั้น พื้นที่สะท้อนแสงจากดาวศุกร์จะลดลงทำให้ความสว่างลดลงตามไปด้วย เฟสของดาวศุกร์จะปรากฏเป็นคาบทุกๆ 1 ปี 7เดือน

topics02-3-s

เส้นสีฟ้าในกราฟคือ ระยะห่างจากโลกถึงดาวศุกร์ ส่วนเส้นสีเหลืองคือความสว่าง(แมกนิจูด)ของดาวศุกร์ที่ผู้สังเกตบนโลกมองเห็น

 

ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดอีกครั้งในวันที่ 30 เมษายน 2560 แต่จะปรากฏในทิศตะวันออกช่วงย่ำรุ่ง แต่ด้วยความสว่างปรากฏที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย

 

อ้างอิงhttp://www.nao.ac.jp/en/astro/sky/2017/02-topics02.html

ยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์แล้ว

ยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์แล้ว

18 มกราคม 2017

ในขณะนี้ยานอวกาศวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์ (interstellar medium )แล้วโดยสสารระหว่างดาวฤกษ์นั้นมีองค์ประกอบหลักเป็นแก๊สซึ่งมีความหนาแน่นต่ำมาก เพียง 1อะตอมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น

as20170118_1_01

ความหนาแน่นที่ต่ำนี้เองทำให้การศึกษาสสารระหว่างดาวฤกษ์เป็นเรื่องยากมาก

ล่าสุดในเดือนมกราคม 2017 นักดาราศาสตร์สามารถทำการศึกษาจนพบว่ายานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่พื้นที่ระหว่างดาวฤกษ์แล้วโดยยานวอยเอเจอร์ 1 เดินทางออกจากระบบสุริยะตั้งแต่ปี 2012 แล้ว ส่วนยานวอยเอเจอร์ 2 ในปัจจุบันยังอยู่ในเฮลิโอพอส (heliopause) ซึ่งเป็นบริเวณที่ลมสุริยะหมดอิทธิพลพอดีเนื่องจากปะทะกับลมดาวฤกษ์ที่มาจากดาวฤกษ์อื่นๆในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา

ที่น่าเหลือเชื่อคือ ยานวอยเอเจอร์ 1 และ2 ถูกส่งออกสู่อวกาศกลางปี 1977  แต่ทั้งสองยังทำงานอยู่จนทุกวันนี้

นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่โคจรอยู่รอบโลกยังมองไปยังดาวฤกษ์สี่ดวงที่อยู่เบื้องหลังยานอวกาศทั้งสองลำนี้ดังแสดงในภาพ จากนั้นทำการวัดว่าสสารรอบๆยานทั้งสองลำนี้ดูดกลืนแสงจากดาวฤกษ์ไปแค่ไหนทำให้นักดาราศาสตร์สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสสารบริเวณยานทั้งสองลำมีสภาพเป็นอย่างไร และตรวจจับความหนาแน่นได้ด้วยการวัดปริมาณอะตอมคาร์บอน เพราะปริมาณคาร์บอนบ่งบอกถึงอัตราการชนของโมเลกุลแก๊สเล็กๆที่เกิดขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับความหนาแน่นนั่นเอง

นักดาราศาสตร์พบว่าสสารรอบๆยานอวกาศทั้งสองลำมีความแตกต่างกันในแง่องค์ประกอบซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าสสารระหว่างดาวฤกษ์มีการเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน

นักดาราศาสตร์คาดหวังว่ายานอวกาศทั้งสองลำจะทำงานได้อีก 5 หรือ 10ปีนับจากนี้

ปลายทางของยานอวกาศทั้งสองลำคือ อีก 40,000 ปี ยานวอยเอเจอร์ 1 จะเดินทางไปยังดาวฤกษ์ Gliese 445 (ที่ระยะห่าง 1.6 ปีแสง) ส่วนยานวอยเอเจอร์ 2 จะไปใกล้ดาวฤกษ์ Ross 248 (ที่ระยะห่าง1.7ปีแสง)

 

อ้างอิงhttp://www.skyandtelescope.com/astronomy-news/voyagers-flying-through-galactic-clouds-1101201623/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1355898454474970

เปิดฤดูกาลล่าทางช้างเผือก ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ก.พ.-เม.ย. นี้

เปิดฤดูกาลล่าทางช้างเผือก ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ก.พ.-เม.ย. นี้

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก สามารถเห็นได้ชัดเจนทั่วประเทศ ในช่วงเช้ามืดตั้งแต่เดือนต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า ช่วงเช้าตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะเห็นแนวใจกลางทางช้างเผือกเด่นชัดบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์สว่างบริเวณด้านซ้ายของใจกลางทางช้างเผือกอีกด้วย

 

ทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนจะสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยแนวใจกลางทางช้างเผือกจะปรากฏอยู่สูงจากขอบฟ้ามากขึ้น และจะค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางเป็นแนวพาดบริเวณกลางฟ้าเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเมษายน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่สามารถชื่นชมความสวยงามทางช้างเผือกได้ยาวนานขึ้น

ด้าน นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า ใจกลางทางช้างเผือกคือส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือก ประกอบด้วยวัตถุท้องฟ้ามากมาย เช่น ดาวฤกษ์ กระจุกดาว รวมทั้งเนบิวลา ทางช้างเผือกเป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อมองจากโลก สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นแถบสว่างพาดเป็นแนวยาวกลางฟ้า ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้

อย่างไรก็ตามทางช้างเผือกสามารถสังเกตเห็นได้เกือบตลอดทั้งปี หากท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีทัศนวิสัยของท้องฟ้าดี ก็จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้อย่างชัดเจน

อ้างอิง:https://hilight.kapook.com/view/148622

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1340751195989696

โทรศัพท์มือถือ”งอได้” เรื่องจริงอิงวิทยาศาสตร์ พบกันปี 2013

โทรศัพท์มือถือ”งอได้” เรื่องจริงอิงวิทยาศาสตร์ พบกันปี 2013

โทรศัพท์มือถือ"งอได้" เรื่องจริงอิงวิทยาศาสตร์ พบกันปี 2013จะเป็นอย่างไร หากโทรศัพท์ของคุณ สามารถม้วนได้ ทำตกได้ หรือเผลอเหยียบได้ โดยไม่เกิดความเสียหายแม้แต่นิดเดียว ขณะที่นักวิจัยกำลังคิดค้นโทรศัพท์ต้นแบบ ท่ามกลางข่าวลือว่ามันอาจเผยโฉมให้เราได้เห็นภายในปีหน้านี้

ซัมซุงได้เริ่มพัฒนาสมาร์ทโฟน โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า flexible OLED (Organic Light Emitting Diode) และมั่นใจว่ามันจะเป็นโทรศัพท์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก

โฆษกซัมซุงเผยว่า หน้าจอของโทรศัพท์รุ่นนี้ สามารถงอได้ ม้วนได้ และที่สำคัญ “ใช้ได้จริง” รวมถึงยังรับประกันความทนทานของวัสดุที่นำมาผลิต ซึ่งเป็นพลาสติกที่มีความบางกว่า เบากว่า และยืดหยุ่นกว่าเทคโนโลยีแอลซีดีที่ใช้ในปัจจุบัน

คอนเซ็ปต์การสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความยืดหยุ่น มีการริเริ่มตั้งแต่ในช่วงยุค 1960 เมื่อมีการสร้างแผงโซลาร์เซลล์ขึ้น เมื่อปี 2005 ฟิลิปส์ได้สาธิตการทำงานของหน้าจอต้นแบบที่สามารถม้วนได้ แต่ไม่ได้เป็นสิ่งโดดเด่นมากนัก กระทั่งปัจจุบันที่เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มกลับมาสู่กระแสอีกครั้ง

อุปกรณ์คินเดิลของอเมซอนรุ่นแรก ใช้หน้าจอที่ยืดหยุ่นได้ แต่ปัญหาเดียวของมันก็คืออุปกรณ์ต่างๆที่อยู่เบื้องหลังหน้าจอ จำเป็นต้องมีกลไกชิ้นส่วนสำหรับช่วยยึด และเช่นเดียวกับอุปกรณ์อี-รีดเดอร์อื่นๆที่ผลิตตามมา ซึ่งใช้นวัตกรรม “E Ink” (electrophoretic ink) ที่พัฒนาโดยบริษัท E Ink จากสหรัฐฯ ซึ่งจะมีหน้าจอขาว-ดำ และทำงานโดยการสะท้อนแสงธรรมชาติ แทนที่จะผลิตด้วยตนเอง ทำให้เกิดภาพคล้ายกับการอ่านหนังสือในกระดาษจริง

Sri Peruvemba ผู้บริหาร E Ink เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีเช่นนี้ราว 30 ล้านเครื่อง เครื่องที่เก่าที่สุดที่ยังใช้การได้ผลิตตั้งแต่ปี 2006 เขากล่าวว่า E Ink เหมาะกับโทรศัพท์ธรรมดา, นาฬิกาข้อมือ, สมาร์ทเครดิต การ์ด, ป้ายสัญลักษณ์ และอื่นๆ

ส่วนสาเหตุที่มันยังไม่ถูกนำมาพัฒนามาใช้ในโทรศัพท์มือถือแบบยืดหยุ่นก็เพราะมันมีต้นทุนค่อนข้างสูง เนื่องจากการผลิตอุปกรณ์ที่มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูณณ์นั้น ทั้งส่วนระนาบฟรอนทัลและแบคฟรอนทัลจะต้องมีความยืดหยุ่นเสมอกัน เช่นเดียวกับแบตเตอรี ฝาเครื่อง รวมถึงหน้าจอสัมผัส และอุปกรณ์อื่นๆ

ด้านบริษัทแอลจี ดิสเพลย์จากเกาหลีใต้ ได้เริ่มผลิตอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีหน้าจอยืดหยุ่นได้แบบ E Ink บ้างแล้ว โดยโฆษกแอลจีเผยว่า เทคโนโลยีแบบนี้จะทำให้โทรศัพท์มีความทนทานเป็นพิเศษ เนื่องจากอุบัติเหตุจากการทำโทรศัพท์ตกเป็นเรื่องที่เกิดได้เสมอ รูปร่างที่บางและน้ำหนักที่เบาของมันจะก่อให้เกิดการพัฒนาการออกแบบโทรศัพท์ในอนาคต

ด้าน ศ.แอนเดรีย เฟอร์รารี จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ กำลังพัฒนาหน้าจอยืดหยุ่นได้สำหรับอนาคต โดยใช้กราฟีน ซึ่งมีการผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2004 โดยอังเดร เกอิม และคอนสแตนติน โนโวเซลอฟ สองนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์

ในแวดวงวิทยาศาสตร์ขนานนามกราฟีน ว่าเป็น “วัสดุมหัศจรรย์” หรืออัญรูป(allotrope) ที่เป็นรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนเช่นเดียวกันกับเพชรและกราไฟต์ แต่ กราฟีนนั้นจะประกอบขึ้นด้วยอะตอมของคาร์บอนที่เกาะกันเป็นรูปหกเหลี่ยม ซึ่ง กาะอยู่บนระนาบเดียวกันไปเรื่อยๆ จนมีลักษณะเป็นแผ่นที่มีความกว้างและความ ยาวคล้ายกับแผงลวดตาข่ายที่ใช้ทำกรงสัตว์ ซึ่งถึงแม้ว่ากราฟีนจะมีความแกร่งกว่าเพชรก็ตาม แต่มันก็สามรถม้วนหรือพับได้ด้วย

นักวิจัยเชื่อว่า ในอนาคตกราฟีนอาจนำมาใช้ทดแทนซิลิโคนได้ ที่อาจปฏิวัติวงการอิเล็กทรอนิกส์ครั้งใหญ่ในอนาคต

ศ.เฟอร์รารี เปิดเผยว่า เขาและคณะกำลังร่วมกันพัฒนาวัสดุทำหรับผลิตเป็นหน้าจอที่มีความโปร่งแสงและยืดยุ่นได้ ซึ่งสามารถนำไปผลิตเป็นโทรศัพท์ แทบเล็ต โทรทัศน์ และแผงโซลาร์เซลที่มีความยืดหยุ่นได้ โดยปัจจุบันเขาทำงานร่วมกับโนเกีย อดีตเบอร์หนึ่งผู้ผลิตมือถือของโลกเพื่อผลิตวัสดุต้นแบบ และเสริมว่า ซัมซุงมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีด้านนี้มาก

เขากล่าวว่า กราฟีนจะช่วยเสริมและสนับสนุนให้การทำงานของโทรศัพท์ยืดหยุ่นที่ใช้เทคโนโลยี OLED มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากในทางทฤษฎีแล้ว แม้แต่แบคเคอรีของโทรศัพท์รุ่นนี้ก็สามารถผลิตจากกราฟีนได้เช่นกัน

อ้างอิง:http://hitech.sanook.com/1123494/