คลังเก็บหมวดหมู่: เกศินี สว่างสุวรรณ์

Home HOT HITS ยุคใหม่ของ Windows เป็นมิตรกับ iOS และ Android

เป็นที่ทราบดีว่า Microsoft มีช่วงเวลาที่ไม่ดีนักในตลาดสมาร์ทโฟน เมื่อ Windows Phone กลายเป็นผู้พ่ายแพ้และอาจต้องถอยร่น ค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลา แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทิศทางใหม่ของ Microsoft ที่มีต่อ Windows ไม่ใช่การดิ้นรนพัฒนาระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนเพื่อสู้รบกับ iOS และ Android แต่เป็นการผูกมิตรกับทั้งสองระบบปฏิบัติการ เชื่องโยงการทำงานร่วมกันเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับบริการที่ดีที่สุดจาก Microsoft

IMG_3315

แนวคิดของ Satya Nadella ซีอีโอ Microsoft ประกาศผ่านงาน Build 2017 งานประชุมนักพัฒนาประจำปี คาดการณ์ถึงการใช้งานอุปกรณ์ในตัวบุคคลที่เฉลี่ยแล้วอาจใช้งานมากถึง 6 อุปกรณ์ ซึ่ง Microsoft ยอมรับว่าน้อยคนที่จะใช้ Windows ดังนั้นทิศทางหลังจากนี้จะเป็นการสนับสนุนประสบการณ์ด้วยบริการต่างๆ ในอุปกรณ์ iOS และ Android ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การประกาศอัพเดทครั้งใหญ่ Windows 10 รอบถัดไป ภายใต้ชื่ออัพเดทเดิม “Creators Update” ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (Fall) หรือตั้งแต่เดือนกันยายนปีนี้เป็นต้นไป ตอกย้ำแนวคิดของซีอีโอ Microsoft ด้วยการแนะนำฟีเจอร์ใหม่ที่สามารถเชื่อมโยง Windows เข้ากับ iOS และ Android ได้ ซึ่ง Microsoft ยอมรับอีกเช่นกันว่าการดำเนินแนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจาก macOS ของ Apple แต่สิ่งที่ Microsoft กำลังพยายามในตอนนี้ไม่ได้ต้องการล็อคหรือควบคุมผู้ใช้ให้ได้ประโยชน์ภายใต้ ecosystem ของตัวเอง ซึ่งแตกต่างไปจาก Apple

ฟีเจอร์ “Timeline” คุณลักษณะใหม่ใน Windows 10 “Creators Update” ตัวช่วยใหม่ที่ให้ผู้ใช้สามารถทำงานใน Windows และไปทำงานต่อในอุปกรณ์เคลื่อนที่อื่นๆ ได้แบบต่อเนื่อง หากขยายความให้มากขึ้นฟีเจอร์ Timeline จะจดจำไฟล์, แอพพลิเคชั่น รวมไปถึงเว็บไซต์ต่างๆ ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้บน Windows ทำให้เราสามารถเปิดใช้งานต่างๆ ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ได้บน iOS และ Android

IMG_3316

Timeline ฟีเจอร์ล่าสุดใน Windows 10 “Creators Update”

“Pick Up Where You Left Off” เป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะใหม่ที่ไม่ว่าผู้ใช้จะทำงานใดบนคอมพิวเตอร์พีซีที่เป็น Windows เช่น การแก้ไขเอกสาร Word ระบบจะจดจำการแก้ไขเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสานต่อการทำงานได้บนอุปกรณ์พกพา คล้ายกับฟีเจอร์ Handoff ของ Apple นอกจากนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Cortana ได้ด้วย

“Cloud-powered Clipboard” อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคัดลอกคอนเทนต์ต่างๆ จากบน Windows และนำไปวางลงใน iPhone และสมาร์ทโฟน Android ได้

IMG_3317

“Cloud-powered Clipboard” อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ใน Windows 10 “Creators Update”

“OneDrive files on demand” บริการของ Microsoft ที่ได้รับอัพเกรดเพิ่มขึ้น สามารถเลือกไฟล์ที่ต้องการทีละไฟล์ได้ แทนที่การซิงค์หรือดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมดในคราวเดียว

วิวัฒนาการของการออกแบบ สู่ “Fluent Design System” เป็นการก้าวข้าม MetroUI เดิมที่ Microsoft ใช้งานกับ Windows มาหลายปี เป็นการออกแบบ UI ที่เน้นความเรียบง่าย ยืดหยุ่น มีโทนแสงและเงามากขึ้น มีมิติของความตื้นลึก สีสันที่หลากหลายสะท้อนอารมณ์ที่แตกต่างของผู้ใช้ และขอบเขตของการสร้างสรรค์จินตนาการแบบไร้ขีดจำกัด

IMG_3318

แนวคิดทั้งหมดเป็นการเดิมพันของ Microsoft ที่กำลังขยับขยายแพลตฟอร์มของตัวเองไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่จำกัดแค่เพียง Windows เป็นการสร้างประสบการณ์ Windows ที่นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์พีซีและโน้ตบุ๊ค สามารถเชื่อมโยงการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อให้แพลตฟอร์ม Windows กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดไม่ว่าผู้ใช้จะเลือกระบบปฏิบัติการใดก็ตาม

ทั้งนี้ ความฝันของ Microsoft ครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจหรือไม่ นับจากนี้ คือ การเริ่มต้นอีกครั้งสู่ยุคใหม่ เป็นมิตรกับ iOS และ Android

ที่มา http://www.aripfan.com/new-era-windows-to-ios-and-android-friendly/

 

 

7 วิธีรับมือและบรรเทา Ransomware มัลแวร์เรียกค่าไถ่

Ransomware หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ที่กลับมาสร้างความผวาให้กับเหล่าผู้ใช้กันอีกครั้ง จากครั้งที่แล้วก็มี CryptoLocker ล่าสุดคือ “WannaCrypt” หรือ “WannaCry” มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่อันตรายกว่าเก่า ระบาดหนักยิ่งกว่า ดังนั้นทางทีมงานขอนำ 7 วิธีรับมือและแก้ไข (แบบบรรเทา) ที่เคยเขียนไว้นานแล้ว กลับมารีรันกันอีกครั้ง

IMG_3306

มันยังระบาดไม่เลิก !! วินาทีนี้ คงไม่มีภัยอันตรายบนโลกอินเทอร์เน็ตใดๆที่ร้ายแรงไปกว่าเจ้านี้แล้วคือ “มัลแวร์เรียกค่าไถ่” หรือที่หลายๆคนมักจะเรียกกันว่า “ไวรัสเรียกค่าไถ่” นั้นเอง ที่ระบาดกันมานานจนปัจจุบันก็ยังอยู่ สำหรับเจ้ามัลแวร์ตัวนี้ จัดเป็น Ransomware ประเภทหนึ่ง ที่จะหลอกให้ผู้ใช้ เผลอโหลดไฟล์ติดตั้งตัวหนึ่ง (.exe) เข้าไปแบบไม่รู้ตัว หลังจากนั้น มันก็จะทำการเปลี่ยนการตั้งค่าบางอย่างภายในคอมพ์ของเรา ในที่นี้คือ การฝังรหัสไฟล์ข้อมูลต่างๆภายในเครื่อง ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงหรือเรียกใช้ไฟล์ข้อมูลเหล่านั้นได้เลย ถ้าอยากได้รหัส ก็ต้องจ่ายเงินให้มัน โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะให้รหัสเราไหม ดังนั้นมันจึงถูกจัดว่าเป็น มัลแวร์ที่อันตรายที่สุดแล้ว ณ ตอนนี้

รู้จักกับ WannaCrypt

IMG_3307

ก่อนหน้านู้น หลายคนคงแทบกรี๊ดมาแล้วกับเจ้า CryptoLocker มาตอนนี้คือ WannaCrypt (อีกหลาย ๆ ชื่อก็ WannaCry, WanaCrypt0r, Wana Decrypt0r 2.0) มัลแวร์หรือ Ransomware ชนิดหนึ่ง ที่ถูกพัฒนาโดยเครื่องมืออันทรงพลังจาก NSA (สำนักงานความมั่นคงแห่งสหรัฐ) ที่เรียกว่า “EternalBlue” ซึ่งเครื่องมือนี้ ก็ถูกขโมยโดยกลุ่มแครกเกอร์ The Shadow Broker ที่หลังขโมยเสร็จ ก็นำมาแจกจ่ายแก่สาธารณะ จนมีแครกเกอร์ (แฮกเกอร์ฝ่ายไม่ดี) กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้เอาเครื่องมือนี้ไปพัฒนาเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ชื่อ WannaCrypt นี้เอง เพียงไม่นานมัลแวร์ตัวนี้ก็ระบาดหนักไปทั่วโลก แม้ทาง Microsoft จะออกตัวอัพเดตป้องกันก่อนหน้า (หลังรู้ว่า NSA งานเข้า) แล้ว แต่ก็ยังมีผู้ใช้ ที่ไม่รู้ว่าใช้ Windows เถื่อน หรือไม่ได้อัพเดตระบบ ถูกมัลแวร์นี้เล่นงานเข้าจนได้

พฤติกรรมของมัลแวร์ตัวนี้ มันจะล่อลวงให้เราดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งของมัน ซึ่งมักจะแนบมากับ E-mail หรือตามเว็บดาวน์โหลดไฟล์ที่แฝงโฆษณาเยอะ ๆ เมื่อเราเผลอคลิกติดตั้งเข้าไป เราก็จะถูกมัลแวร์ตัวนี้ฝังลงในเครื่องคอมพ์ของเราทันที หลังจากนี้ทุกไฟล์ในเครื่องที่มีนามสกุลไฟล์ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ก็จะถูกเข้ารหัสทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ (ไฟล์ที่โดนจะมีนามสกุลไฟล์เป็น .WNCRY) จากนั้นก็จะขึ้นหน้าต่างประมาณว่า “ไฟล์ของคุณถูกเข้ารหัส ถ้าอยากได้ไฟล์คืน โปรดโอนเงินมาให้เรา” (สูตรเดียวกับ CryptoLocker เป๊ะ ๆ) เท่ากับว่า ไฟล์ข้อมูลของเราโดนจับเป็นตัวประกันเรียบร้อย การชำระเงินจะเป็นแบบ Bitcoin ซึ่งจะมีราคาแพงถึง 300 – 600 เหรียญฯ หรือหมื่นกว่าบาทกันเลย ต่อไปมาดูวิธีป้องกันและบรรเทาหลังโดนมัลแวร์ตัวนี้กันครับ

1.Backup ข้อมูลสำคัญๆ

IMG_3308
เป็นพื้นฐานไปแล้ว สำหรับคนในยุคนี้ ที่ต้องหมั่นสำรองข้อมูลไว้ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่เฉพาะองค์กรใหญ่ๆแล้วที่จะเล่นงาน คนทั่วไปก็มีโอกาสโดนได้เช่นกัน ดังนั้น เราควรจะมีกิจวัตรใหม่คือ การสำรองข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้เสมอ แล้วเราจะสำรองข้อมูลยังไงบ้างล่ะ ผมขอเสนอ “The 3-2-1 Backup Rule” หรือ กฎ 3-2-1 หมายถึง การเก็บสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 3 ชุด สองชุดแรก คือ เก็บไว้บนสื่อบันทึก 2 ชุดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะใช้การสำรองข้อมูลจากในคอมพิวเตอร์เป็นหลักคือ การใช้ฟีเจอร์ Windows Backup and Restore ที่จะมีอยู่ในระบบปฏิบัติการรุ่นปัจจุบันทั้ง Win 7 และ Win 8 หรือไม่ก็การสำรองข้อมูลด้วยใช้ Raid 1 ที่จะต้องการใช้ ฮาร์ดดิส 2 ตัวขึ้นไป และสุดท้าย การสำรองข้อมูลไว้บน Cloud Store เป็นต้น ชุดสุดท้ายคือ การเก็บไฟล์ Backup ไว้ในอุปกรณ์ภายนอก ที่ไม่ต้องเสียบคาเครื่องอย่าง Extranal Harddisk ซึ่งเป็นแหล่งบันทึกข้อมูลสุดท้าย หากเกิดกรณีไม่คาดฝัน ตัวสื่อบันทึกชนิดนี้ คือความหวังสุดท้าย

2.เลี่ยงการเปิด E-Mail แปลกๆ

IMG_3309

สำหรับใครที่ตอนนี้ มีความจำเป็นจะต้องใช้งาน E-mail ในการติดต่อหรือทำงานอยู่เป็นประจำ ก็อาจมีแววที่จะถูกโจมตีจากมัลแวร์ตัวนี้ได้ด้วย ต้องบอกเลยว่า แหล่งแพร่กระจายหลักของมัลแวร์ชนิดนี้ อันดับต้น ๆ เลยคือ การหลอกให้คลิกไฟล์แนบจากใน E-mail นั้นเอง วิธีป้องกันคือ หากเจอเมลที่น่าสงสัย ตรวจสอบแหล่งที่มาของเมลก่อนเป็นอันดับแรก โดยดูจากชื่อผู้ส่ง และ เนื้อหาภายใน ให้ดูว่า มันเกี่ยวข้องกับงานที่เราทำอยู่หรือไม่ ที่นี้ มันจะแบ่งเป็นสองประเภทคือ มาในรูปแบบไฟล์ที่มีการอัด Zip เอาไว้ อันนี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณพอสมควร ให้ดูรายละเอียดของเมลก่อนเลยว่า มันน่าสงสัยไหม สมมุติว่า ถ้าเป็นเมลประเภทงานธุรกรรม การเงิน หรือ อะไรที่มันดูสำคัญ “พวกนี้ต้องมีเบอร์โทรติดต่อกลับได้” หากมันสำคัญจริง เราจะได้โทรไปขอคำยืนยันได้ว่า นี้เป็นเมลงานของจริง อย่างที่สองคือ มีการแนบลิงค์ URL มาให้ด้วย อันนี้ง่ายๆ ก่อนคลิกไปที่ลิงค์ ให้เอาเมาส์ไปชี้ (อย่าเพิ่งคลิกเด็ดขาด) ค้างไว้ แล้วสังเกตรายละเอียดของ URL ที่จะแสดงอยู่บริเวณด้านมุมซ้ายล่างว่า มันนำเราไปที่ไหน หากเป็นเว็บแปลกๆ ให้เลี่ยงไว้เลย หากมีคำว่า .exe ตามท้าย อันนี้ลบทิ้งเลยครับ อย่าเหลือไว้ให้เสี่ยงจะดีกว่า

3.ใส่บุ๊คมาร์คสำหรับเว็บไซต์ที่เราชื่นชอบ

IMG_3310

มัลแวร์เรียกค่าไถ่นั้นมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดมีผู้สร้างบางคน ยอมไปซื้อแบนเนอร์โฆษณา เพื่อกระจายมัลแวร์ตัวนี้โดยเฉพาะกันเลย สำหรับข้อแนะนำนี้ ก็มีเป็นนัยๆว่า อย่าไปเข้าพวกเว็บไซต์แปลกๆที่เราไม่รู้จัก โดยเฉพาะเว็บไซต์โหลดไฟล์ของสากล ที่มักจะเต็มไปด้วยมัลแวร์หลากชนิด อย่างบางเว็บแค่เข้าไปดู มันก็จะโหลดไฟล์ .exe ลงเครื่องเราอัตโนมัติทันที อย่าไปคลิกติดตั้งเป็นอันขาด พวกนี้คือมัลแวร์แทบทั้งสิ้น ฉะนั้น หากเรามีเว็บไหนที่เข้าเป็นประจำและเชื่อถือได้ ให้เราจับยัดใส่ไว้ใน “ปุ๊คมาร์ด”เอาไว้เลย และหลังจากนี้เวลาจะเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ให้เข้าผ่านทางบุ๊คมาร์คเท่านั้น จะได้เป็นการหลีกเลี่ยงถูกหลอกให้คลิก URL อันตรายจากผู้สร้างโหลดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ได้ในระดับหนึ่ง หวังว่า เราคงไม่ขยันไล่ตะเวนโหลดไฟล์ต่างๆอย่างเมามัน จะเผลอไปโดนมัลแวร์เล่นงานเข้าให้นะครับ

4.กำหนด Read Only ให้กับไฟล์ที่สำคัญ

IMG_3311

ขอพูดถึงรูปแบบการทำงานของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ซักนิด หลังจากที่มันสแกนเจอไฟล์ที่ต้องการแล้ว มันก็จะทำการแก้ไขไฟล์ข้อมูลของเรา (อธิบายแบบบ้านๆ) และยัดรหัสใส่เข้าไป ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ของเราได้นั้นเอง ดังนั้น วิธีป้องกันเบื้องต้น ให้เรามองหาไฟล์ข้อมูลที่สำคัญๆ โดยเฉพาะพวกไฟล์เอกสารที่มักจะเป็นเป้าหมายหลักที่จะโดนก่อนใครเพื่อน ตัวไหนสำคัญ(ต่อชีวิต) ให้จับเปลื่ยนเป็น “Read Only” ซะให้หมด วิธีคือ ให้คลิกขวาที่ไฟล์ หรือ โฟลเดอร์ แล้วให้เลือกไปที่ Porperties ที่อยู่ข้างล่างสุด จากนั้นให้ติ๊กถูกที่ช่อง Read Only แล้วกดโอเค เท่านี้ไฟล์ข้อมูลนั้น ก็จะถูกทำให้ อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งพอจะช่วยให้รอดต่อการถูกจับเป็นตัวประกันได้นั้นเองครับ ทั้งนี้หากมีการแชร์ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบเครือข่าย ควรมีการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ไว้ก็ดีเหมือนกัน อาจจะยุ่งยากไปนิด แต่ก็ดีกว่าถูกเล่นงานไปทั้งยวง

5.เช็ค DNS ว่าตรงกับ ISP ที่เราใช้อยู่ไหม

IMG_3312

ในบางครั้ง เจ้ามัลแวร์ตัวนี้ อาจจะมาในรูปแบบใหม่ นั้นคือการโจมตีเจาะช่องโหว่ของเว็บบราวเซอร์ ด้วยการเปลื่ยน DNS ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของเรา (ISP) ไปเป็นอย่างอื่นได้ด้วย โดยมันสามารถหลอกให้เราเปิดเว็บไซต์ที่หน้าตาอาจจะเหมือนเว็บ Google หรือเว็บที่ต้องมีการใช้ Username กับ Password ในการเข้าสู่ระบบ ที่หากเราพิมพ์ไปปุ๊บ โจรรู้ปั๊บ งานเข้าทันใด ทีนี้หากเป็นกรณีของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หลังจากที่มันแอบเจาะ DNS ของเราแล้ว มันจะสามารถแอบยัด URL ที่เป็นลิงค์โหลด โดยอาจจะเป็น Pop-Up ที่อยู่ๆก็เด้งขึ้นมาก็ได้ เมื่อเราเผลอไปกด และโหลดไฟล์จาก URL มรณะเรียบร้อย ก็บรรลัยครับงานนี้ ดังนั้นเราจึงควรมีการไปเช็ค DNS ว่า มันตรงกับ ISP ของเราไหม อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเจาะ DNS จะทำได้ง่ายขนาดนั้น ยิ่งถ้าเป็นการเจาะ DNS ที่เป็นของ IPS ตรงๆ ยิ่งยากครับ เว้นแต่ว่า คนที่มันจะเจาะเข้ามา มันมีความพยายามสูงจริงๆ แต่ยังไงเราก็ควรเข้าไปเช็คดูจะดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้

6.อัพเดตโปรแกรมด้านความปลอดภัย

IMG_3313

หากใครมีโปรแกรมด้านความปลอดภัย (หรือที่นิยมเรียกกันว่า Anti Virus) อาทิ Kaspersky, MalwareBytes, Norton, AVG ฯลฯ ติดตั้งเอาไว้ ก็ให้รีบไปอัพเดตตัวโปรแกรมไว้ก่อนเลย หลังอัพเดตแล้ว ก็กด Full Scan ไว้ซักหน่อยก็ดีเหมือนกัน

7.อัพเดต Windows Defender

IMG_3314

ข้อสุดท้ายนี้ ถือได้ว่าเป็นวิธีที่สุดแสนสามัญแล้วคือ การหมั่นอัพเดต Windows Defender ที่จะช่วยเพิ่มการปกป้องได้ ซึ่งตอนนี้ใครยังงง ๆ อยู่ “จงรีบไปอัพเดตมันบัดเดี๋ยวนี้เลยครับ” พร้อมกดอัพเดต Windows ด้วย ช่วงนี้คงต้องกดอัพเดตบ่อย ๆ เพราะตัวมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ระบาดอยู่นี้ มีการพัฒนาตัวเองด้วย ทำให้วิธีป้องกันแบบเก่าใช้งานไม่ได้ เราก็ต้องคอยอัพเดตวิธีป้องกันใหม่ ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอนั้นเอง

วิธีบรรเทาหลังโดนเรียกค่าไถ่เข้าแล้ว

อย่างแรกเลย เมื่อโดนเข้าให้แล้ว เราไม่ต้องไปจ่ายเงินให้โจรนะครับ แม้ว่าเราอาจจะได้ไฟล์คืน แต่ก็เท่ากับว่า เราไปสนับสนุนมันทางอ้อม ฉะนั้นไม่แนะนำ ต่อไปให้สุดหายใจเข้าลึกๆ จัดการกำจัดมัลแวร์ด้วยโปรแกรมฆ่าไวรัสของเราให้เรียบร้อยก่อนเป็นอันดับแรก (หรือใช้ Malwarebytes) จากนั้นก็เผื่อใจไว้ซัก 50 เปอร์เซ็นว่า “มีโอกาสไม่สำเร็จ” แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำดูเลย วิธีก็ดังนี้

1.ใช้ System Restore กู้ข้อมูลไฟล์ ที่ก่อนจะโดนเล่นงานคืนได้ แต่วิธีนี้ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป เพราะมัลแวร์ประเภทนี้ หลัง ๆ เก่งขึ้น มาสามารถไล่ลบ system recovery point ของระบบได้ด้วย ทำให้ฟีเจอร์นี้กลายเป็นหมั๋นทันใด

2.ติดต่อขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยญชาญ หากติดเข้าไปแล้ว อย่างแรกควรปิดอินเทอร์เน็ตก่อน จากนั้นก็ดึงอุปกรณ์เก็บข้อมูลให้ไว เสร็จแล้วให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทางเทคนิด เช่น Thaicert หรือ i-secure เพื่อความขอความช่วยเหลือหรือขอคำปรึกษาเบื้องต้น

3. Format ล้างเครื่องแบบเต็มสูบ ถือเป็นวิธีสุดท้ายจริง ๆ หากที่ว่ามาทั้งหมดไม่ได้ผล หรือได้ผลบ้าง แต่บางส่วนช่วยไม่ทัน และเหลือค้างไว้ ให้เอาไฟล์ที่กู้ได้ มาเก็บไว้ในสื่อบันทึกข้อมูลอื่นก่อน จากนั้นก็จัดการล้างคอมพิวเตอร์แบบเต็มสูบ แล้วค่อยย้ายลงไปใหม่ตามท้าย

สำหรับวิธีแก้ไขที่ว่ามาทั้งหมดนี้ อาจช่วยได้ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็น เพราะมัลแวร์ หรือ Ransomware ประเภทนี้ ถือเป็นภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ที่อันตรายมาก ๆ ตัวหนึ่ง เพราะมันมีแครกเกอร์หลายกลุ่ม เอามันมาพัฒนาต่อ จนมันมีความฉลาดล้ำ สามารถรับมือกับการแก้ไขได้แทบทุกรูปแบบแล้ว ดังนั้น ใครที่ยังไม่ติดมัลแวร์ชนิดนี้ ก็ให้อ่านวิธีป้องกันให้ดี ๆ เลย ซึ่งถือเป็นการรับมือที่ดีที่สุดในตอนนี้

ที่มา http://www.aripfan.com/how-to-protect-ransomware/

 

 

7-11 ยุคใหม่ ไม่มีพนักงาน เงินสดไม่ใช้ บัตรไม่ต้อง ใช้ฝ่ามืออย่างเดียว

ที่ประเทศเกาหลีใต้ นำร่องเปิด 7-11 โฉมใหม่ ที่ไม่ต้องมีพนักงาน ไม่ต้องใช้เงินสด, บัตร หรือแม้กระทั่ง E-Payment เพื่อชำระเงิน ใช้แค่ฝ่ามือเท่านั้น

IMG_3303

 

ร้านสะดวกซื้อโฉมใหม่นี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง Lotte Card, Lotte Data Communication และ 7-11 เปิดให้บริการ 7-11 ในแบบ “Smart Convenience Store” แห่งแรกภายใน Lotte World Tower ประเทศเกาหลีใต้ โดยภายในร้านมีระบบการชำระเงินแบบใหม่ด้วย “BioPay” เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์สำหรับตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ ช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้ด้วยฝ่ามือ เรียกว่า “HandPay” โดยไม่ต้องพึ่งเงินสด, บัตรเครดิต หรือระบบ E-Payment ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งการใช้ฝ่ามือสำหรับการชำระค่าสินค้าและบริการลูกค้าจำเป็นต้องลงทะเบียนเชื่อมโยงข้อมูลกับ Lotte Card เพื่อใช้ในการระบุตัวตนเมื่อเข้ามาภายใน 7-11 ไปจนถึงการชำระค่าสินค้าและบริการ

IMG_3304

เทคโนโลยีอื่นๆ ภายในร้านยังประกอบไปด้วย เครื่องสแกนสินค้าแบบ 360 องศา เพื่อระบุราคา, เซนเซอร์สำหรับเปิดตู้แช่อัตโนมัติเมื่อลูกค้าอยู่ใกล้, มีเทคโนโลยีสแกนหลอดเลือดในกรณีจำหน่ายบุหรี่ เพื่อเป็นการป้องกันเยาวชนที่จะเข้ามาซื้อบุหรี่ และ Smart CCTV ที่ช่วยป้องกันความปลอดภัยระดับพิเศษ

สำหรับเทคโนโลยีภายใน 7-11 โฉมใหม่ ดำเนินการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่ง Jung Seung-in ประธานของ Korea Seven เปิดเผยว่า 7-Eleven Signature นับเป็นร้านสะดวกซื้อระดับพรีเมียมที่ใช้ระบบไอทีอันทันสมัย เป็นตอบโจทย์ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และจะเป็นสัญลักษณ์ด้านนวัตกรรมการจำหน่ายสินค้าของเกาหลีใต้

ที่มา http://www.aripfan.com/7-eleven-signature-korea/

 

C-1 มอเตอร์ไซค์ที่จะโดนชนยังไง ก็ไม่มีวันล้มแน่นอน

ลองดูวิดีโอนี้ใน YouTube:

IMG_3297IMG_3298

หากพูดถึงการขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่า “มอเตอร์ไซค์” นั้น ถือเป็นยานพาหนะที่ใครหลาย ๆ คนค่อนข้างจะเป็นกังวลในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอย่างมาก เพราะบ่อยครั้งเลยทีเดียว ที่เรา ๆ มักจะได้อ่านข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นว่าเล่น

มา ณ วันนี้ สิ่งที่หลาย ๆ คนเป็นกังวลนั้น กำลังจะหายไปโดยสิ้นเชิง เพราะมีทีมงานหัวคิดดี ใส่ใจกับเรื่องสำคัญเรื่องนี้ และได้คิดค้นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นยนตรกรรมใหม่ของโลกให้รู้จักกันแล้ว ขอแนะนำคุณผู้อ่านทุกท่านให้รู้จัก “C-1″ มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ว่าจะโดนชนยังไง ก็ไม่มีวันล้มแน่นอน!!

ลักษณะการทำงานและกลไกหลัก ๆ ของ C-1 คือการนำระบบ Gyroscopic stabilising system หรือระบบรักษาความทรงตัว มาใช้เป็นจุดเด่นหลัก ๆ ของมอเตอร์ไซค์คันนี้ ซึ่งไม่ว่าจะจะโดนชนด้วยความแรงมากน้อยขนาดไหน C-1 ก็จะมีการตั้งสมดุลใหม่ แบบไม่มีวันล้มแน่นอน แม้แต่จอดนิ่งเฉย ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมีขาตั้งเหมือนมอเตอร์ไซค์คันอื่น ๆ ทั่วไปแต่อย่างใด

IMG_3299

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือในส่วนของห้องโดยสาร ที่มีการเอาแนวคิดของความเป็นรถยนต์มารวมไว้ใน C-1 ด้วย ซึ่งนี่เองก็จะเป็นรถยนต์ในเวอร์ชั่น 2 ล้อที่สามารถเปิดแอร์ได้ หลบแดดหลบฝนได้อย่างสบายใจ แถมมีแอร์แบ็คกันกระแทกให้อีกด้วย

สำหรับ C-1 ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวความคิดหรือรถต้นแบบเท่านั้น หากแต่มีการผลิตขึ้นมาจริง ๆ แล้วสามารถใช้งานได้จริง ๆ ด้วย โดยงานนี้ต้องขอปรบมือให้กับไอเดียดี ๆ และความสามารถของทีมงาน Lit Motors ในฐานะเจ้าของไอเดีย C-1 คันนี้ที่ทำให้เห็นความก้าวล้ำทางยนตรกรรมแบบนี้

ทั้งนี้ทั้งนั้น มีการตั้งราคาของ C-1 ไว้ที่ 15,000 ปอนด์ หรือราว ๆ 750,000 บาท แต่ไม่แน่ว่าหากได้ความสนใจมากขึ้นจริง ๆ อาจจะมีการผลิตในเชิงพาณิชย์ด้วยราคาที่ลดลงอยู่ที่ประมาณ 360,000 – 480,000 บาทก็เป็นได้

IMG_3300 IMG_3301 IMG_3302

 

ที่มา https://men.kapook.com/view41649.html

สุดล้ำ! อลังการงานออกแบบ สร้างตึกเหนือฟ้าห้อยหัวจากดาวเคราะห์!

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 บริษัท Clouds Architecture Office ของนิวยอร์กได้นำเสนอตึกระฟ้าในแนวแปลกใหม่ชื่อว่า Analemma Tower โดยจะแขวนไว้จากสายเคเบิลยึดติดกับดาวเคราะห์น้อย เนื่องจากหอคอยจะต้องไม่แตะพื้น ซึ่งนักออกแบบบอกว่ามันจะเลี่ยงข้อจำกัดความสูงได้IMG_9763

 

นักออกแบบบริษัทคลาวด์ระบุว่า การสร้างตึกที่ห้อยลงมาจากฟากฟ้า นับเป็นการสร้างมิติใหม่สำหรับการสร้างตึกสูง พร้อมชี้ว่าในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้พิสูจน์แล้วว่ามนุษย์มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการเพิ่มพื้นที่IMG_9764

 

Analemma Tower ซึ่งอาจเป็นไปได้สูงที่จะสร้างขึ้นในดูไบ โดยตึกนี้จะห้อยลงมาจากดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบระดับพื้นดินประมาณ 50,000 กิโลเมตร สำนักงานจะอยู่ในอาคารที่ต่ำกว่าสองในสามของอาคารในขณะที่ห้องพักอาศัยจะอยู่ที่ชั้นบน

IMG_9765

 

เนื่องจากหอคอยไม่สามารถสัมผัสกับพื้นได้ บริษัท จึงมองว่าการออกแบบเป็นวิธีการหลีกเลี่ยงอุทกภัยแผ่นดินไหวและสึนามิ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันการก่อสร้างของหอคอยไม่สามารถทำได้ “ฉันอยากจะเห็นมันสร้างขึ้น แต่ฉันไม่คิดว่าฉันจะมีชีวิตอยู่เมื่อมันเกิดขึ้น” Rudakevych กล่าว

IMG_9766

 

“ในฐานะสถาปนิกเราได้รับการฝึกฝนให้จินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตัวอย่างเช่นเมื่อเราออกแบบบ้านเรากำลังวาดและแสดงสิ่งที่ไม่มีอยู่จนกว่าจะสร้าง” Rudakevych กล่าวเพิ่ม

IMG_9767

ที่มาhttps://siamstations.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3-%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1399778430086972

นอนตายตาหลับแล้ว! ทีมนักวิจัยญี่ปุ่นพบข้อมูลส่วนประกอบแกนโลก ที่ใช้อธิบายว่าโลกของเราทำมาจากอะไร!?

อย่างที่ทราบกันดีว่าแกนชั้นในของโลกเป็นเหล็กร้อยละ 85 นิกเกิล 10 แต่ที่เหลือร้อยละ 5 ยังคงเป็นปริศนา เมื่อไม่นานมานี้ ทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นเผยว่าส่วนประกอบที่หายไปคือซิลิกอน ธาตุกึ่งโลหะเป็นผลึกสีเทามันวาว ที่มีโครงสร้างคล้ายเพชร

Earth core structure

ทีมนักวิจัยของญี่ปุ่นได้นำเสนอผลงานของพวกเขาในการประชุมของสหภาพธรณีฟิสิกส์ในเมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐฯ โดยเผยว่า แกนโลกอยู่ใต้ผิวโลกราว 1,200 กิโลเมตร และกินเนื้อที่ทั้งหมด 3,000 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม แกนโลกนั้นอยู่ลึกเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะส่งเครื่องมือหรือทีมงานลงไปสำรวจ ดังนั้นพวกเขาจึงใช้วิธีการเปรียบเทียบข้อมูลจากเหมืองแร่ที่ลึกที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา คือ 4 กิโลเมตร

นักวิจัยเชื่อว่า ซิลิกอน คือองค์ประกอบที่หายไป โดยระบุว่าซิลิกอนเป็นธาตุกึ่งโลหะที่มีน้ำหนักเบา แต่มีมีคุณสมบัติคล้ายคลึงโลหะ รวมถึงสามารถทนความร้อนได้ดี ก่อนหน้านั้นนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ จากประเทศญี่ปุ่นมีแนวคิดที่จะขุดเจาะเข้าไปยังแกนโลกขึ้นมาจริง ๆ ก่อนเปลี่ยนใจสร้างแบบจำลองแกนโลกในห้องปฏิบัติการ โดยการนำซิลิกอนเข้าไปในแบบจำลองแกนโลก แล้วจำลองเหตุการณ์ให้อยู่ในสภาวะที่กดดันและอุณหภูมิที่สูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากคลื่นแผ่นดินไหวที่ออกมาจากแกนของโลก ซึ่งซิลิกอนสามารถทนความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม

เรียกได้ว่านี่คือการค้นพบครั้งสำคัญของนักวิจัยจากญี่ปุ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ได้มาเพื่อใช้อธิบายว่าโลกของเรานั้นมีส่วนประกอบและทำมาจากอะไรในอนาคต

ที่มา  https://www.spokedark.tv/re/earth-core-structure-2/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1351814574883358

 

เปิดตัวให้เห็นกันแบบเต็มๆแล้วกับ Yamaha YZF-R15 2017 แบบนี้สิจัดเต็ม

เปิดตัวให้เห็นกันแบบเต็มๆแล้วกับ Yamaha YZF-R15 2017 แบบนี้สิจัดเต็ม

 เป็นกระแสมานานพอสมควรแล้วกับรถใหม่จากทาง Yamaha ในรุ่น YZF-R15 2017 และแล้วตอนนี้ก็ได้เห็นภาพเต็มๆกันสักที และแน่นอนว่าการมาครั้งนี้ของ YZF-R15 2017 ให้ออฟชั่นที่จัดเต็มแน่นอน โดยที่เครื่องยนต์ เป็นขนาด 155 ซีซี 1 สูบ 4 จังหวะ SOHC จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เด็ดๆเลยก็คือ YZF-R15 2017 ได้มีการยัดเอาระบบ VVA เข้ามาในเครื่องยนต์ตัวนี้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะได้อัตราเร่งและกำลังของเครื่องยนต์ที่ดีในทุกย่านความเร็วนั่นเอง  โดยได้ระบุไว้ว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ให้แรงม้าที่ 19 HP

สิ่งที่ถูกใจหลายๆคนในรถ YZF-R15 2017 รุ่นนี้ก็คือ โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ Upside down ที่หลายๆคนรอให้มาสิงอยู่ในรถสปอร์ตพิกัด 150 ซีซี สักที สวิงอาร์มหลังใหม่แบบ Monoshock อีกทั้งแผงคอสุดเฉี่ยวพร้อมด้วยแฮนด์จับใต้แผงคอให้อารมณ์สปอร์ตมาเต็ม ผนวกกับการนำเอาระบบ Assist & Slipper Clucths เข้ามาไว้ในตัวรถด้วยเพื่อช่วยการเกิดอาการท้ายปัดหรืออาการล้อล็อคในยามที่เปลี่ยนเกียร์นั่นเอง

ในด้านการออกแบบให้อารมณ์ในแบบ R-Series มาเต็มเพราะได้แนวการออกแบบมาจาก R1 ผสมกับ R6 ซึ่งได้อารมร์ของความสปอร์ตมาเต็มพิกัด ในส่วนของเรือนไมล์เองก็มาแบบ Full LCD พร้อมชิฟไลท์และบอกตำแหน่งเกียร์ที่ดูไฮเทคและทันสมัย และในส่วนของระบบไฟต่างๆของ YZF-R15 2017 ก็เป็นแบบ LED ในส่วนของล้อและยางนั้นเป็นขอบ 17 นิ้วโดยล้อหน้ามีขนาด 100 / 80-17 ในส่วนล้อหลังขนาด 140 / 70-17 ซึ่งใหญ่กว่าในโฉมเดิม แบบนี้ถูกใจคนที่ขอบแบนโค้งแน่นอนเพราะจะทำให้มั่นใจสุดๆในการเข้าโค้ง

 

อ้างอิง:คลิกที่นี่

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1340760975988718

Bixi อุปกรณ์อัจฉริยะ ควบคุมสิ่งของได้ด้วยภาษามือ

 

 

1

 

Bixi อุปกรณ์อัจฉริยะ ควบคุมสั่งการสิ่งของต่าง ๆ ได้ด้วยภาษามือ ไม่ต้องใช้มือสัมผัส เพียงแค่โบกมือเท่านั้น

Bixi อุปกรณ์อัจฉริยะที่จะให้ผู้ใช้สามารถควบคุมสั่งการสิ่งของต่าง ๆ ได้ด้วยภาษามือ โดย Bixi จะมีลูกษณะเป็นแผ่นวงกลมพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ขนาดเล็กพกพาสะดวก เมื่อต้องการใช้งานก็เพียงแค่หยิบออกมาวาง เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ต้องการผ่าน Bluetooth แล้วใช้ภาษามือเช่นโบกมือเพื่อสั่งให้ทำงานตามที่ต้องการ ซึ่งข้อดีของมันก็คือสามารถสั่งการได้โดยที่มือไม่ต้องสับผัสเลย เหมาะแก่การใช้งานขณะมือไม่ว่างหรือมือเปื้อน เช่น สั่งเพิ่มลดเสียงแท็บเล็ตขณะทำอาหาร สั่งให้ทีวีเปิดรายการต่าง ๆ ขณะกินขนม ฯลฯ

2

 

3

 

4

 

5

 

6

 

7

 

Bixi สามารถเชื่อมต่อได้หลายอุปกรณ์พร้อมกัน เมื่อต้องการสลับการใช้งานของแต่ละอุปกรณ์ก็เพียงแค่โบกมือเท่านั้น โดย Bixi จะมาพร้อมกับแอพพลิเคชั่นสำหรับตั้งค่าการใช้งานต่าง ๆ ได้บนสมาร์ทโฟน สำหรับผู้ที่สนใจคาดว่า Bixi น่าจะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2560 ที่ราคาเริ่มต้น $79 หรือประมาณ 2,800 บาท หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์Kickstarter

ที่มา http://men.kapook.com/view159698.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1337405989657550

รำลึกพ่อหลวง ผ่านเทคโนโลยี “AR” สุดซึ้งกินใจ

“Thairath AR” แอปพลิเคชัน ไทยรัฐจัดทำหนังสือพิมพ์ผนวกกับเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) แบบเต็มรูปแบบและเต็มฉบับ เพื่อให้คุณได้รับรู้ประสบการณ์การรับรู้ประสบการณ์การรับชม แสง สี เสียง และสื่อประสม ในรูปแบบ คลิปวิดีโอภาพแกลอรี่ และ Immersive Graphic ที่สวยงามไปพร้อมๆ กับการอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายได้อย่างเต็มอิ่มในหนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

thairath-ar-100day

ฟังก์ชั่นหลักๆ ของแอปพลิเคชัน Thairath AR คือ
1. การแสดงผลเนื้อหากราฟิก 3 มิติเสมือนจริง แสง สี เสียง วีดีโอ และภาพแกลอรี่

2. คุณสามารถเลือกการแสดงผลเนื้อหาได้ทั้งแบบระดับคุณภาพสูง และแบบคุณภาพปกติ

3. แอปพลิเคชันจะสั่งงานให้กล้องในโทรศัพท์มือถือทำงานจับสัญญลักษณ์เพื่อแสดงผลกราฟิกต่างๆ

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเต็มอิ่มไปกับประสบการณ์สุดประทับใจได้แล้ว
1111111111111111

วิธีการดาวน์โหลด 1. กดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสำหรับ iOS กดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสำหรับ Android หรือให้ค้นหาคำว่า “THAIRATH AR” ใน App Store สำหรับระบบปฎิบัติการ Android เมื่อพบให้ดาวน์โหลดและติดตั้งตามขั้นตอน *แอปพลิเคชัน THAIRATH AR รองรับการใช้งานผ่านระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชั่น 8 ขึ้นไป และระบบปฏิบัติ การ Android เวอร์ชั่น 5.0 ขึ้นไป RAM ขั้นต่ำ 1 GB

thairath-ar-1

2. เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ให้เปิดแอปพลิเคชัน THAIRATH AR เพื่อเริ่มใช้งาน โดยในการใช้งานครั้งแรกจะปรากฏข้อความให้เลือกความละเอียดของเนื้อหาคุณภาพสูง และ คุณภาพปกติ

thairath-ar-2

3. สามารถเลือกความละเอียดได้ตามความเหมาะสมกับพื้นที่ความจุของโทรศัพท์หรือแท็บเลตของท่าน ทั้งนี้ ควรเปิดใช้สัญญาณ WIFI ในขั้นตอนนี้ เนื่องจากมีปริมาณข้อมูลที่ต้องดาวน์โหลดจำนวนมาก * ควรมีพื้นที่ว่าง 1 GB สำหรับคุณภาพปกติ และ 1.5 GB สำหรับคุณภาพสูง

thairath-ar-3

4. เมื่อดาวน์โหลดเสร็จสิ้น ให้กดเลือก “เริ่มต้นใช้งาน” ที่ด้านล่าง จะพบหน้าจอที่พร้อมสำหรับการใช้งานจากนั้นให้ท่านสังเกตุสัญลักษณ์รูปโทรศัพท์มือถือ ที่ปรากฏอยู่ที่มุมด้านล่างของรูปต่างๆ บนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับพิเศษ เมื่อท่านนำโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเลตเลตที่ เปิดหน้าจอพร้อมใช้งาน ไปส่องรูปดังกล่าว จะพบกับแกลอรีรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว หรือกราฟิกต่างๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

thairath-ar-4

5. สำหรับท่านที่ติดตั้งแอปพลิเคชันเรียบร้อยแล้วสามารถนำไปส่องโลโก้ไทยรัฐบนหนังสือพิมพ์ฉบับใดก็ได้ จะปรากฏภาพกราฟิกให้ท่านได้ทดลองใช้ ก่อนใช้งานกับหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2560

thairath-ar-5

ที่มา http://www.thairath.co.th/thairathar

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1325218814209601

 

เปิดตัวเทคโนโลยี ‘โดรน’ ไร้คนขับ เพิ่มมิติการรักษาความปลอดภัยแทนมนุษย์

t4_drones

บริษัทนวัตกรรมจากอิสราเอลเปิดตัวเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยแบบใหม่ที่ใช้อากาศยานไร้คนขับหรือโดรน บินตรวจตราและสอดส่องทางอากาศ โดยเชื่อว่าจะเสริมศักยภาพการรักษาความปลอดภัยได้รวดเร็วกว่ามนุษย์

เทคโนโลยีแบบใหม่ที่ใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน บินตรวจตรารักษาความปลอดภัยจากมุมสูงตลอดเวลา อาจจะกลายเป็นโจทย์ใหม่ ที่มีแนวโน้มนำไปสู่การเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการรักษาความปลอดภัยในอนาคตไปโดยสิ้นเชิง

และอากาศยาน ‘โดรน’ ที่มีชื่อเรียกว่า Percepto คือคำตอบของการรักษาความปลอดภัยแบบใหม่นี้

Ariel Avitan ผู้บริหารบริษัทผลิตอากาศยานโดรนรักษาความปลอดภัยจากอิสราเอล บอกว่า หลักการทำงานของโดรน เพอร์เซ็บโท (Percepto) มีหน้าที่สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยใน 3 ระดับ

ขั้นแรกคือ ศักยภาพในการตรวจจับบุคคล หรือรถยนต์ ที่เข้ามาในพื้นที่ ในระดับที่สามารถระบุตัวบุคคลและยานพาหนะผ่านระบบคอมพิวเตอร์ว่าเป็นภัยคุกคามหรือไม่

ขั้นที่สองคือ การส่งสัญญาณเตือนหากมีสิ่งผิดปกติ หรือมีผู้ต้องสงสัยเข้ามาใกล้เขตทำการ รวมทั้งสามารถสั่งให้บินติดตามผู้ต้องสงสัย จนกว่าจะสามารถส่งกำลังเสริมไปจัดการได้

ผู้บริหารบริษัทผลิต โดรน Percepto บอกด้วยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับรูปภาพบุคคล นับหมื่นๆ รูป รวมทั้งลักษณะของมนุษย์ในแบบต่างๆ ทั้งขนาดและรูปร่าง จะได้รับการป้อนเข้าสู่ระบบการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้โดรนสามารถพิจารณาแยกแยะ และพิจารณาว่าลักษณะการกระทำแบบไหนที่ถือเป็นอันตราย

Ofir Bar Levev ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยจาก Tyco Innovation บอกว่า เป้าหมายของการใช้โดรนนั้น มีหัวใจอยู่ที่การส่งข้อมูลหรือเตือนสิ่งผิกปกติที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ทราบอย่างทันท่วงที

เขาบอกว่าโดรนจะสามารถเติมเต็มระบบการรักษาความปลอดภัยได้มากกว่าการใช้กล้องวงจรปิดที่เห็นกันอยู่ทั่วไป ขณะเดียวกันยังช่วยลดจำนวนคนในการเปลี่ยนกะ หรือการส่งเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนตรวจตราในพื้นที่

นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่า การใช้อุปกรณ์อัจฉริยะจับตาอยู่ตลอดเวลา จะช่วยตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้าได้รวดเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า โดรนชนิดนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการตรวจตราและรักษาความปลอดภัยในเขตพื้นที่กว้างใหญ่ เช่น ทุ่งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ ท่อส่งน้ำมัน เป็นต้น

แต่อากาศยานชนิดนี้ยังคงต้องรอการรับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินก่อน ถึงจะสามารถส่งออกปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย และตรวจจับสายลับที่อาจแทรกซึมเข้ามาได้

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1324089920989157