คลังเก็บหมวดหมู่: นิรัตน์ มัชมณฑล

นักธรณีวิทยาพบหลักฐานยืนยันโลกมีทวีปแห่งที่8

นักธรณีวิทยาพบหลักฐานยืนยัน โลกมีทวีปแห่งที่8 ซ่อนอยู่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกใกล้ประเทศนิวซีแลนด์ เรียกกันว่า ซีแลนเดีย

1487636500731

วันนี้(18ก.พ.60)ในรายงานซึ่งเผยแพร่ในวารสารสมาคมธรณีวิทยาแห่งอเมริกา ระบุว่า คณะนักธรณีวิทยาได้ค้นพบหลักฐาน ที่ยืนยันว่า โลกมีอีกหนึ่งทวีป ซึ่งนับเป็นทวีปที่ 8 เรียกกันว่า ซีแลนเดีย มีขนาดใหญ่ 2 ใน 3 ของทวีปออสเตรเลีย และแฝงตัวอยู่ใต้ระลอกคลื่นของมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงใต้

นายรูเพิร์ต ซูเทอร์แลนด์ ศาสตราจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ระบุวานนี้ว่า ทวีปซีแลนเดีย ซึ่งมีขนาดกว้าง 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร ดำรงอยู่มานานหลายร้อยล้านปีแล้ว แต่เพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เนื่องจากพื้นที่ราวร้อยละ 94 ของทวีปจมอยู่ใต้มหาสมุทร โผล่ให้เห็นก็แต่เส่วนที่สูงสุดของทวีป ซึ่งก็คือหมู่เกาะนิวซีแลนด์ และหมู่เกาะนิวแคลิโดเนีย นั่นเอง

รายงานการค้นพบฉบับนี้มีชื่อว่า ซีแลนเดีย : ทวีป ที่หลบซ่อนของโลก โดยรายงานได้แสดงข้อมูลหลักฐานจากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งได้พิสูจน์สิ่งที่สงสัยกันมานาน นาย มอร์ติเมอร์ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ จีเอ็นเอส ของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้เขียนรายงานระบุว่า นักธรณีวิทยาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่แล้ว ได้พบหินแกรนิตจากหมู่เกาะในเขต ซับ-แอนตาร์กติก ใกล้กับนิวซีแลนด์ และพบหินแปรบนเกาะนิวแคลิโดเนีย โดยหินเหล่านี้มีลักษณะทางธรณีวิทยา ที่บ่งชี้ว่า เกิดจากการเรียงตัวของทวีป

กระทั่งราว 67 ปีที่ผ่านมา นักธรณีฟิสิกส์ ได้ระบุว่า เปลือกโลกในบริเวณที่พบหินเหล่านี้มีความหนามากกว่าเปลือกโลกบริเวณก้นมหาสมุทรแถบใกล้เคียง ต่อมาในปี 2538 นาย บรูซ ลูเยนดิก นักธรณีฟิสิก์ เป็นผู้ใช้คำว่า ซีแลนเดีย เป็นชื่อเรียกแผ่นดินกว้างใหญ่ ที่เขาและคนอื่นๆ สงสัยว่า อาจประกอบด้วยคุณสมบัติของการเป็นทวีปอีกแห่งหนึ่งของโลก

หากการค้นพบหลักฐานในรายงานฉบับนี้ได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ นักเขียนแผนที่ก็อาจต้องเพิ่มทวีปแห่งที่ 8 เข้าไว้ในแผนที่และสมุดแผนที่โลกในอนาคตก็เป็นได้ ในปัจจุบันมีการระบุว่า โลกเรามีทั้งหมด 7 ทวีป ได้แก่เอเชีย,แอฟริกา,อเมริกาเหนือ,อเมริกาใต้,ยุโรป,ออสเตรเลียและแอนตาร์กติก โดยเชื่อกันว่า ซีแลนเดียได้แยกตัวออกจากทวีปออสเตรเลียเมื่อประมาณ 80 ล้านปีก่อน และจมอยู่ใต้ท้องทะเลมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=129258&t=news

ฝันเป็นจริง!ห้างญี่ปุ่นผุด “ประตูวิเศษ โดเรมอน”

ห้างดังญี่ปุ่นสานฝันแฟนการ์ตูนโดราเอมอนผุด “ประตูวิเศษ”ไปได้ทุกที่ โดยผสานกับเทคโนโลยีกับVR 

1487636875945

วันนี้(15ก.พ.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปีนี้ถือเป็นปีพิเศษที่โดราเมอนเวอร์ชั่นภาพยนตร์ “Doraemon”มีอายุครบรอบ 37 ปี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง รวมถึงโปรโมตภาพยตร์ภาคใหม่ โนบิตะผจญภัยขั้วโลกใต้ ทางห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง Tokyo Solamachi จึงได้จัดกิจกรรมพิเศษให้คุณได้ทดลองใช้ประตูไปที่ไหนก็ได้ในโลกเสมือนจริง ภายใต้โปรเจกต์ชื่อว่า Project I Can ที่ทาง Bandai Namco พัฒนาขึ้นมาด้วยการใช้เทคโนโลยี VR มาสร้างจินตนาการให้เป็นจริง

โดยเราจะต้องสวมแว่นตาและคอมพิวเตอร์สะพายหลัง ส่วนรอบห้องจะใช้เซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวของคุณได้ทั้งตัว เมื่อเราสวมแว่น สิ่งแรกที่จะเห็นก็คือประตูวิเศษตั้งอยู่กลางห้องของโนบิตะ

จากนั้นโดราเอมอนจะโผล่จากลิ้นชักขึ้นมาทักทาย พอคุณเปิดประตูก็จะพาไปที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขั้วโลกใต้หรือบนหลังคารถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ เรียกว่าให้ความรู้สึกเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของโดราเอมอน

สำหรับคนที่สนใจอยากเล่น สามารถเดินทางไปได้ที่ชั้น 3 ของ Tokyo Skytree ที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น โดยจะเปิดให้บริการวันแรก 20 ก.พ.จนถึง 14 เม.ย.นี้เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 11.00-20.45 น. หนึ่งรอบจะเข้าได้ครั้งละสองคนใช้เวลาเล่นประมาณ10นาที ใครพลาดแล้วพลาดเลยนะ อ่ออันนี้สำคัญ ก่อนเล่นจะต้องทำการจองคิวผ่านเว็บไซต์ล่วงหน้าด้วยนะ ไม่ใช่ไปถึงแล้วเล่นได้เลย จองก่อนได้นานสุด 30 วัน อันนี้ก็ต้องวางแผนกันดีๆ

ข้อจำกัดก็คือ ผู้เล่นต้องมีอายุ 13 ปีขึ้นไป รวมถึงใครมีโรคประจำตัวอันนี้ก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วยนะว่า เล่นได้รึเปล่า ใครเล่นไม่ได้ด้านล่างตรงลานน้ำแข็งเค้าก็ตกแต่งด้วยธีมโดราเอมอนเอาไว้ให้ถ่ายรูปมาอวดเพื่อนแทน จะได้มาไม่เสียเที่ยว

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=128938&t=news

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1356688744395941

ผู้ก่อตั้งหัวเว่ยเข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ

ผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ ที่ทำเนียบฯระบุพร้อมขยายและให้ความร่วมมือธุรกิจและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในไทย

วันนี้(15ก.พ.60)นายเหริน เจิ้งเฟย (Mr. Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด (Huawei Technologies Co., Ltd.) เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้นายกฯได้กล่าวต้อนรับและชื่นชมบริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมและอุปกรณ์เครือข่ายชั้นนำของจีนและของโลก โดยปัจจุบันหัวเว่ยเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในไทย การเดินทางมาเยือนไทยครั้งนี้ของผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นบริษัทฯที่จะขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับไทย

นายกฯยังกล่าวขอบคุณบริษัทฯที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและวิชาการต่างๆ กับสถาบันการศึกษาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมหวังว่าบริษัทฯ จะยังคงส่งเสริมและผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยและสนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งขยายการลงทุนในไทยให้มากขึ้น

ผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด กล่าวแสดงความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้พบนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พร้อมกล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีว่าเป็นผู้นำที่บริหารงานด้วยความรวดเร็ว ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยมีความสงบสุข ซึ่งเอื้อให้เกิดบรรยากาศที่ดีต่อการลงทุนในประเทศ บริษัทฯมีความยินดีและตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในอนาคต

นายกฯและผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มีโอกาสพบปะกับประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของจีนในหลายโอกาส ซึ่งไทยและจีนเปรียบเสมือนญาติพี่น้องกัน หากมีเรื่องใดที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันไทยก็พร้อมสนับสนุนอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ สำนักงานใหญ่หัวเว่ยที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง มีความสำคัญต่อไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นประตูหลักที่เชื่อมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย-จีน และมีการประชุมคณะทำงานไทย- กวางตุ้ง เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างกัน หากบริษัทฯประสงค์ขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับไทยก็สามารถประสานกับคณะทำงานดังกล่าวได้ ด้านผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด เชื่อมั่นว่า สิ่งที่จีนได้ร่วมมือกับไทยจะสร้างผลประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ทำให้เจริญเติบโตไปพร้อมกัน บริษัทฯยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

5651120293113.jpg

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=128944&t=news

“Ruggie”นาฬิกาปลุกคนขี้เซาต้องยืนเหยียบปิดเสียง

ใครที่ตื่นยากตื่นเย็น เรียกว่านาฬิกาปลุกแบบธรรมดาเอาไม่อยู่ คุณต้องเปลี่ยนมาใช้ Reggie ที่ต้องลุกขึ้นมายืนเหยียบ ถึงปิดเสียงนาฬิกาปลุกได้

วันนี้(14ก.พ.60)เวลาเช้าตอนที่นาฬิกาปลุกส่งเสียงเตือน หลายคนมักจะกดปิดหรือกด Snooze เพื่อนอนต่อ สุดท้ายก็นอนตื่นสายอยู่ดี ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อผู้ผลิตหัวใสผุดนาฬิกาปลุก “Ruggie” ที่ต้องลุกขึ้นมายืนเหยียบ  เพื่อปิดเสียงปลุกที่น่ารำคาญ แถมไม่ใช่ยืนปุ๊บปั๊บเสียงจะหายไปเลย แต่ต้องยืนค้างไว้เป็นเวลา 30 วินาทีต่อเนื่อง เสียงปลุกถึงจะหยุด ซึ่งก็เพียงพอที่คุณจะรู้สึกหายง่วง อันนี้คิดมาแล้วเผื่อคนโกง

ตัววัสดุภายนอกที่ใช้ผลิตก็คือ พรมสามารถใช้เช็ดเท้าได้จริงๆ มีความอ่อนนุ่ม เพราะมีการฝังโฟมคืนรูปกลับสู่สภาพเดิมได้อยู่ข้างใต้ผ้า  ส่วนมุมซ้ายบนจะมีจอ LED สำหรับบอกเวลา

เสียงปลุกก็มีความดังตั้งแต่ 90-120 เดซิเบลเรียกว่าเพียงพอต่อการทำให้คุณตื่นได้ ถ้าใครไม่ชอบเสียงปลุกที่มีให้ ก็สามารถโหลดไฟล์ MP3 ติดตั้งเข้าไปได้ เลือกเพลงแบบที่ชอบได้เลย สำหรับคนที่สนใจ สนนราคาขายอยู่ที่ $99 หรือประมาณ 3,500 บาท

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=128771&t=news

สหรัฐฯออกแบบ“โดรนค้างคาว”บินไม่ใช้ใบพัด

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ คิดค้นออกแบบการสร้างโดรน ซึ่งเลียนแบบการบินของค้างคาว โดยไม่ต้องใช้ใบพัด

วันนี้(4ก.พ.60)บางครั้งวิทยาศาสตร์ ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ก็ค้นหาได้จากธรรมชาติรอบตัวเรานี้เอง ดังเช่นการคิดค้นออกแบบอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ของคณะวิศวกร ประจำสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือ คาลเทค และมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา แชมเปญ หรือ ยูไอยูซี  โดยโดรน ที่พวกเขาออกแบบขึ้นนี้อาศัยหลักการบินของค้างคาว และตั้งชื่อโดรนแบบใหม่ว่า แบ็ต บ็อต ( Bat Bot)

แบ็ต บ็อต เป็นหุ่นยนต์โดรน ซึ่งเกิดจากความคิดของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซูน โจ ชุง แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย เขาระบุว่า เขาต้องการค้นหาวิธีการใหม่ ที่จะทำให้โดรนขึ้นบินได้ นอกเหนือจากการบินด้วยใบพัดอย่างที่โดรนส่วนใหญ่ใช้กัน ซึ่งทำให้มีเสียงดังมาก และบางครั้งก็ไม่ปลอดภัย  แบ็ตบ็อต ไม่มีใบพัด โดยหุ่นยนต์โดรนนี้ประกอบขึ้น จากโครงเส้นใยคาร์บอน หุ้มด้วยเยื่อหุ้มทำจากซิลิคอน ซึ่งมีความบางเฉียบ

นอกจากนั้น ชุงและคณะ ได้เลียนแบบการขยับปีกของค้างคาว เพื่อพยุงให้แบ็ตบ็อตบินอยู่กลางอากาศได้ โดยปีกของค้างคาวมีข้อต่อทั้งหมด 40 อัน แต่ชุงและคณะได้สร้างจำลองข้อต่อปีกค้างคาวเพียง 9 อัน โดยอาศัยเทคนิคการพิมพ์ 3 มิติเข้าช่วย  ข้อต่อ 4 อันจะอยู่นิ่ง ๆ  ส่วนอีก 5 อัน ควบคุมด้วยเครื่องยนต์ ทำให้โดรนสามารถหมุน และบิดตัวได้เหมือนค้างคาว
ชุงและคณะหวังว่า ในอนาคตเทคโนโลยีของแบ็ตบ็อตอาจนำไปสู่การคิดค้นและพัฒนาโดรน ที่สามารถบินได้ในสภาพแวดล้อม ที่ยากลำบาก ซึ่งโดรน ที่มีวิธีการบินแบบเดิม อาจไม่สามารถปฏิบัติการได้

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=127848&t=news

หนุ่มวิศวะสร้างเครื่องช่วยฟังให้อาม่าราคาไม่ถึงพัน

แห่ชื่นชมหนุ่มวิศวะประดิษฐ์เครื่องช่วยฟัง “ HSJ รุ่น Beta ”สำหรับผู้สูงอายุ ราคาไม่ถึง1 พันบาท ใช้งานง่ายแบตฯยาวนาน

1486484914889

วันนี้(4ก.พ.60)เป็นสิ่งประดิษฐ์ฝีมือคนไทยที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้สูงอายุอย่างแท้จริง สำหรับเครื่องช่วยฟังสำหรับผู้สูงอายุ ที่โลกออนไลน์มีการแชร์เรื่องราวของ นายโอบนิธิ กรัณฑรัตน นักศึกษาปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาภาควิชาอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้โพสต์ภาพและข้อความเฟซบุ๊ก Onnithi Karantarat เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา

โดยระบุว่า ได้ใช้ความรู้ประดิษฐ์เครื่องช่วยฟัง HSJ รุ่น Beta เครื่องช่วยฟังราคาประหยัด ราคาไม่ถึง 1,000 บาท หลังจากอาม่ามีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนถ่านกระดุมขนาดเล็กของเครื่องช่วยฟังที่เคยใช้ และถ่านหมดเร็ว จึงปรับมาใช้แบตเตอรี่ Li-Ion (ลิเธียมไอออน) ใช้งานได้ง่าย สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ รวมทั้งยังมีไฟ LED สีแดง ช่วยแสดงผลขณะใช้งาน ทำให้อาม่าไม่ลืมปิดเครื่อง

จากการทดสอบ ตัวอาม่าเองพูดเสียงเบาลง และลูกหลานไม่ต้องตะโกนเสียงดังมาก อาม่าก็ได้ยิน ตอนนี้เครื่องช่วยฟังนี้ยังมีขนาดใหญ่อยู่ จะพัฒนาในเวอร์ชั่นต่อไปครับ ป.ล. HSJ มาจากชื่ออาม่า เห่ ซุยจึง ” ซึ่งเรื่องนี้มีชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมพร้อมกับแชร์ต่อออกไป เนื่องจากเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=127824&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1345593078838841

LINE มาแปลกคนใช้ลดลงแต่ทำเงินได้มากขึ้น

LINE เแพลตฟอร์มแชทยอดนิยมในเอเชียมีจำนวนผู้ใช้ลดลง แต่รายได้ที่เข้ามากลับเพิ่มมากขึ้นพุ่งสูงถึง9พันล้านเหรียญสหรัฐ

วันนี้(30ม.ค.60)ในแต่ละปีมักจะมีการเปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้ใช้ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์คของแบรนด์แต่ละราย ซึ่งปีที่ผ่านมาทั้ง Facebook และ WhatsApp ต่างรายงานตัวเลขจำนวนผู้ใช้ที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางด้าน LINE แพลตฟอร์มแชทยอดนิยมในเอเชียกลับมีจำนวนลดลง แต่รายได้ที่เข้ามากลับเพิ่มมากขึ้น

แพลตฟอร์มแชทยอดนิยมรายงานตัวเลขของผู้ใช้ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ปี 2016 ปรากฏว่ามีจำนวนลงลงจากเดิม 220 ล้านยูสเซอร์ เหลือ 217 ล้านยูสเซอร์ ลดลงถึง 3 ล้านยูสเซอร์ ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเวลาหลัง6 เดือนที่ LINE ออก IPO ที่ New York Stock Exchange  ณ ขณะนั้นมูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง9พันล้านเหรียญสหรัฐ

จากการประเมินในปัจจุบันลดลงเหลือ8พันล้านเหรียญสหรัฐปัจจุบันต้องยอมรับว่าฐานผู้ใช้ LINE ยังเกาะกลุ่มอยู่ในสี่ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และอินโดนิเซีย แต่อัตราการใช้งานในสี่ประเทศเหล่านี้ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมมีอัตราส่วน 67.3% ในปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 77% ในปีนี้

ซึ่งการใช้งาน LINE หากนับเพียงผู้ใช้ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาการใช้งาน LINE ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังกระจายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ LINE ยังมีบริการในด้านการทำธุรกิจที่เรียกว่า LINE@ เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ นับเป็นช่องทางที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับ LINE ร่วมกับบริการอื่นๆ

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=127284&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1334957989902350

นักวิทย์เตรียมวัดความสูงยอดเอเวอเรสต์ใหม่

นักวิทยาศาสตร์อินเดียเตรียมส่งทีมสำรวจ วัดระดับความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นจุดสูงที่สุดของพื้นโลกใหม่ 

วันนี้ (25ม.ค.60) พล.อ.สวาร์นา ซุบบา ราโอ นักสำรวจชั้นนำของอินเดีย กล่าวว่า เตรียมจัดส่งทีมสำรวจคณะนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านเนปาล เพื่อทำการตรวจวัดยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยหวังว่าจะทำให้ยุติการถกเถียง เกี่ยวกับความสูงที่แท้จริงของยอดเขาที่อยู่บนเทือกเขาหิมาลัย

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวรุนแรงวัดได้ 7.8 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ลึกใต้ดินเพียง 11 กม. เขย่าประเทศเนปาลเมื่อวันที่ 25 เม.ย.และ 7.3 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2558 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 8,700 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 22,200 คน และทำให้ภูมิทัศน์ทั่วเนปาลเปลี่ยนแปลงไป

ข้อมูลจากดาวเทียมขณะนั้นบ่งชี้ว่า แรงสะเทือนของแผ่นดินไหว ทำให้ระดับความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ลดลง จากความสูงอย่างเป็นทางการที่ 8,848 เมตร (29,029 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ประมาณไม่กี่มิลลิเมตรถึง 1 นิ้ว แต่ความสงสัยที่ยังค้างคาตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ผานมาในชุมชนนักวิทยาศาตร์ ทำให้เกิดการสำรวจครั้งใหม่ เพื่อตรวจวัด โดยคณะนักวิทยาศตร์จะเริ่มออกเดินทางภายใน 2 เดือน และการตรวจวัดคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน บวกกับอีก 2 สัปดาห์ สำหรับการวิเคราห์ข้อมูล ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่อินเดีย เปิดเผยว่า ทีมสำรวจ 5 คนจะออกเดินทางช่วงสิ้นสุดฤดูหนาวส และจะตรวจวัดโดยใช้อุปกรณ์บนพื้นดิน เพื่อให้ได้ผลที่เที่ยงตรง

อย่างไรก็ตาม แผ่นดินไหวในเนปาลเมื่อปี 2558 นับเป็นภัยพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศในรอบ 80 ปี และเชื่อกันว่ามันทำให้แผ่นเปลือกโลก ใต้เมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ ขยับเขยื้อนไปทางทิศใต้หลายเมตร

1485821731686

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126751&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1338163686248447

ม.โคลอมเบียผุดเครื่องพิมพ์ 3 มิติ พิมพ์อาหารกินได้จริง

ทีมวิศวกรของมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย ที่ได้ร่วมมือกับเชฟประกอบอาหาร ปฏิวัติการทำอาหารด้วยการคิดค้นอาหารดิจิตอลที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์สามมิติ 

วันนี้ ( 23ม.ค.60 ) นับเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการทำครัวครั้งสำคัญ เมื่อทีมวิศวกรของมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย ร่วมมือกับเชฟประกอบอาหาร ปฏิวัติการทำอาหารรูปแบบใหม่ ด้วยการคิดค้นอาหารดิจิตอลที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์สามมิติขึ้น

ฮ็อด ลิปสัน ศาสตราจารย์ด้านการออกแบบหุ่นยนต์ จากห้องปฏิบัติการสร้างสรรค์เครื่องยนต์จากมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย เป็นหัวหน้าทีมวิจัยโครงการนี้ โดยเขาต้องการสร้างเครื่องพิมพ์อาหารสามมิติสำหรับประกอบอาหารที่บ้าน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการปรุงอาหารรูปแบบใหม่ โดยเครื่องพิมพ์สามมิติจะมีระบุถึงสารอาหาร และระบบดูแลสุขภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มความสนุกในการทำอาหาร และการผลิตอาหารด้วยตนเองแบบเต็มรูปแบบในอนาคต

ฮ็อด ลิปสัน มองว่าบุคคลทั่วไปมีความเห็นตอบรับกับเทคโนโลยีทำครัวผ่านเครื่องพิมพ์ 3 มิติแตกต่างกันตามช่วงวัย โดยบางส่วนมองว่าเป็นความคิดที่แย่ เพราะชื่นชอบการทำครัวด้วยวิธีแบบเดิมๆมากกว่า ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่มองว่าการทำครัวด้วยซอฟแวร์เป็นเรื่องปกติ

สำหรับคนที่แพ้อาหาร และคนที่ตระหนักเรื่องสุขภาพ อาจเป็นกลุ่มผู้ใช้งานเครื่องพิมพ์สามมิติในอนาคต โดยพวกเขาสามารถซื้อช่องใส่วัตถุดิบของตนเอง และพิมพ์อาหารที่พวกเขาต้องการ อย่างขนมปังพลังงานต่ำ หรือเค้กไร้น้ำตาลได้

อย่างไรก็ตาม ฮ็อด ลิปสัน เชื่อว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้ผู้คนสามารถออกแบบ หรือส่งต่อไอเดียเกี่ยวกับอาหารไปได้ทั่วโลก ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงอาหารประเภทใหม่ๆ ที่ไม่สามารถทำหรือหาซื้อได้ด้วยตนเอง และอาจเชื่อมโยงสูตรอาหารเข้ากับข้อมูลสุขภาพ ยารักษาโรค ข้อมูลชีวภาพ และข้อมูลทางพันธุกรรมเฉพาะบุคคล ในวิธีที่เราไม่สามารถทำได้ในทุกวันนี้

snapCAVGXT8O.jpg

snapCAVMCWFO.jpg

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126479&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1329817830416366

 

รู้จัก “Donaldtrumpi” ผีเสื้อกลางคืนพันธุ์ใหม่ตั้งชื่อตามประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ

trump moth

“Neopalpa Donaldtrumpi” คือผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กจิ๋วพันธุ์ใหม่ ที่ได้รับการตั้งชื่อตามประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์”

ผีเสื้อกลางคืนพันธุ์นี้ถูกค้นพบโดยนักชีววิทยาชาวแคนาดา Vazrick Nazari โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในตระกูลผีเสื้อกลางคืน Twirler Moth ที่มักจะชอบบินเป็นวงกลมเมื่อถูกรบกวน คาดว่ามีผีเสื้อกลางคืนในตระกูลนี้ราว 10,000 สายพันธุ์ทั่วโลก

“Neopalpa Donaldtrumpi” มีถิ่นที่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียไปจนถึงจังหวัดบาฮาในเม็กซิโก ซึ่งหมายความว่าหาก โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างกำแพงกั้นตามแนวชายแดนสหรัฐฯ – เม็กซิโก ดังที่เขากล่าวไว้ตอนหาเสียงจริง ถิ่นที่อยู่ของผีเสื้อพันธุ์นี้ก็จะถูกกั้นกลางไปด้วยกำแพงนั้นด้วย

นักชีววิทยา Nazari ระบุว่า ผีเสื้อกลางคืนพันธุ์นี้มีขนบนหัวเป็นสีขาวอมเหลือง คล้ายกับสีทรงผมที่เป็นเอกลักษณ์ของ โดนัลดื ทรัมป์ และยังมีลำตัวเป็นสีขาว และปีกสีน้ำตาล

อย่างไรก็ตาม “Neopalpa Donaldtrumpi” ไม่ใช่สัตว์พันธุ์แรกที่ถูกตั้งชื่อตาม โดนัลด์ ทรัมป์ เพราะเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หนอนผีเสื้อพันธุ์หนึ่งที่พบในแถบลุ่มน้ำแอมะซอน ก็ถูกตั้งชื่อว่า “Trumpapillar” เนื่องจากลักษณะขนยาวเต็มตัวที่มีสีเหลืองผสมขาวของมัน

ก่อนหน้านี้ ชื่อของประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ก็เคยถูกนำไปตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ มาแล้วถึง 9 ชนิด รวมทั้ง ปรสิต “Baracktrema Obamai” และชื่อของแมงมุมพันธุ์หนึ่ง และปะการังที่พบในฮาวาย

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การตั้งชื่อสัตว์สายพันธุ์ใหม่ตามชื่อของผู้นำประเทศหรือคนที่มีชื่อเสียงนั้น สามารถช่วยสร้างความตระหนักในหมู่สาธารณชนต่อสัตว์พันธุ์นั้น และความอุดมสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมโดยรวม รวมทั้งภัยคุกคามที่สัตว์พันธุ์นั้นกำลังเผชิญ

ที่มา : http://www.voathai.com/a/trump-new-moth/3685175.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1328389040559245