คลังเก็บหมวดหมู่: โยธิการ์ เชื้อพงษ์พันธ์

ผ้าพันแผลไฮเทค รายงานสภาพแผลให้หมอรู้ข้อมูลได้ตลอดเวลา ผ่านเทคโนโลยี 5G

ผ้าพันแผลไฮเทค รายงานสภาพแผลให้หมอรู้ข้อมูลได้ตลอดเวลา ผ่านเทคโนโลยี 5G

เทคโนโลยีในตลาดของวงการแพทย์ เป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก มีการคาดการณ์ว่า จะมียอดขายสูงกว่า $500,000,000,000 ภายในปี 2021

จึงไม่น่าแปลกใจที่มีนักวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ จะหันมาให้ความสนใจในเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ล่าสุดได้มีการพัฒนาผ้าพันแผลอัจฉริยะ (Smart bandages) โดยผ้าพันแผลชนิดใหม่นี้สามารถตรวจสอบสภาพการฟื้นฟูของแผลและส่งข้อมูลให้แพทย์ได้ตลอดเวลา ช่วยให้ผู้รับการรักษาได้รับการรักษาที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ภายในผ้าพันแผลอัจฉริยะจะมีเซ็นเซอร์ขนาดเล็กมากมาย ที่จะเก็บข้อมูลด้านการรักษาส่งไปยังสมาร์ทโฟนผ่านเครือข่าย 5G

เซ็นเซอร์ต่างๆ ในผ้าพันแผลจะถูกสร้างขึ้นด้วยนาโนเทคโนโลยี ส่วนตัวผ้าพันแผลจะใช้เทคโนโลยี 3D Print เพื่อลดต้นทุนด้านการผลิตไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งคาดว่าภายในระยะเวลา 12 เดือน จะเริ่มมีการทดสอบการใช้งานผ้าพันแผลนี้โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย

ผ้าพันแผลอัจฉริยะนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Swansea Bay City deal  ซึ่งมีจุดประสงค์ในการเปลี่ยนเมือง Welsh ให้เป็นศูนย์กลางของการทดสอบ 5G ถูกพัฒนาโดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Swansea สาขาวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Swansea University Institute of Life Science (ILS))

เทคโนโลยี 5G เป็นก้าวถัดไปของเครือข่ายโทรศัพท์ มีความเร็วในการทำงานที่สูงขึ้นในขณะที่ใช้ความถี่ต่ำกว่าเทคโนโลยีปัจจุบัน ถูกคาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้งานกันอย่างแพร่หลายปีช่วงปี 2019 นักวิทยาศาสต์จึงใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ปีกว่าๆ นี้ ในการทดสอบและพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้พร้อมกับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน

ที่มา : https://news.thaiware.com/10198.html

Sony เปิดตัวกระดาษดิจิตอลรุ่นใหม่ น่าใช้ยิ่งขึ้น ราคาถูกกว่าเดิม

Sony เปิดตัวกระดาษดิจิตอลรุ่นใหม่ น่าใช้ยิ่งขึ้น ราคาถูกกว่าเดิม

หากยังจำกันได้ 3 ปีที่แล้ว Sony เปิดตัวกระดาษดิจิตอล Mobius ซึ่งตอนนั้นแม้ว่าฟีเจอร์จะน่าสนใจ แต่ด้วยราคาที่สูงถึง $1,000 (ประมาณ 34,620 บาท) บวกกับความสามารถที่เฉพาะทาง ทำให้มันไม่เป็นที่นิยมในท้องตลาดมากนัก แต่ดูเหมือนว่าทาง Sony ยังต้องการทำตลาดนี้ต่อไป ด้วยการเปิดตัว Digital Paper รุ่นใหม่ DPT-RP1 โดยกลับมาพร้อมกับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ราคาวางจำหน่ายถูกลงกว่าเดิม แต่ก็ยังถือว่าแพงพอสมควรเลยครับ อยู่ที่ $700 (ประมาณ 24,250 บาท)

Sony เปิดตัวกระดาษดิจิตอลรุ่นใหม่ น่าใช้ยิ่งขึ้น ราคาถูกกว่าเดิม

Sony DPT-RP1 ยังคงมีขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว เท่าเดิม แต่ว่าความละเอียดได้ปรับให้สูงขึ้นจาก 1,200 x 1,600 เป็น 1,650 x 2,200 พิกเซล ตัวเครื่องมีความบางและเบายิ่งกว่าเดิม และรองรับ NFC ด้วย ด้านการใช้งานมันรองรับการอ่าน PDFs และทำงานร่วมกับแอพ Digital paper บนคอมพิวเตอร์ได้ เพื่อเปลี่ยนหน้าเว็บหรือเอกสารให้กลายเป็น PDFs ส่งเข้าไปอ่านใน  DPT-RP1 ได้โดยตรงแบบไร้สาย

โดยรวมๆ แล้ว คือว่าเป็นอุปกรณ์ที่แพงทีเดียว เมื่อมองในด้านความสามารถที่เอามาอ่านและแก้ไข PDF เท่านั้น แม้ว่าราคาจะลดลงต่ำกว่ารุ่นแรก แต่ก็ยังถือว่าราคาสูงเกินความสามารถไปพอสมควร อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าในอนาคตมันจะเป็นอุปกรณ์ที่มาแทนที่กระดาษจริงๆ ในปัจจุบันอย่างแน่นอน และราคาคงจะถูกลงกว่านี้

ใครที่สนใจ สินค้าตัวนี้จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น วันที่ 5 มิถุนายน ใครสนใจก็บินไปซื้อมาใช้กันได้

ที่มา : https://news.thaiware.com/10115.html

 

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก James Webb Space Telescope สร้างเสร็จแล้ว

James Webb Space Telescope สร้างเสร็จแล้ว

NASA ประกาศแล้ว กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope สร้างเสร็จ หลังใช้เวลามากกว่า 20 ปี โดยจะเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีประสิทธิภาพมากกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลถึง 100 เท่า และมีกำหนดการปล่อยออกสู่อวกาศในปี 2018

James Webb Space Telescope สร้างเสร็จแล้ว

คุณ Charles Bolden ผู้บริหารของ NASA ได้จัดงานแถลงข่าวขึ้นที่ Goddard Space Flight Center ณ รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope สร้างเสร็จแล้ว โดยมันมีประมาณสนามเทนนิส ประกอบด้วยกระจกเคลือบทองทำหน้าที่ในการสะท้อนแสงอินฟราเรดถึง 18 บาน ถือเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

แสดงการเทียบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจกปฐมภูมิของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ (ขวา) และกล้อง โทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (ซ้าย)
แสดงการเทียบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจกปฐมภูมิของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope (ขวา) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (ซ้าย)

ในตอนนี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb กำลังเข้าสู่การทดสอบเพื่อเตรียมการปล่อยออกสู่อวกาศ เช่น ทดสอบความสามารถในการทนต่อแรงสั่นสะเทือนและทนต่อเสียงเครื่องยนต์ที่จะเกิดขึ้นภายในจรวดขนส่ง โดยมีกำหนดการจะปล่อยออกสู่อวกาศในเดือนตุลาคมปี 2018 พร้อมกับจรวด Ariane 5

มันจะเดินทางออกไปห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร ในที่ซึ่งอุณภูมิต่ำถึงกว่า -230 องศาเซลเซียส จะทำหน้าที่ในการรับแสงอินฟราเรด ซึ่งมีความสามารถในการมองเห็นกาแลกซี่ที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ Big Bang มากกว่า 1.35 หมื่นล้านปีก่อน และมีภารกิจในการสำรวจอวกาศดังนี้

  1. ค้นหาแสงที่ส่องมาจากวัตถุในอากาศ เช่น ดวงดาวและกาแล็กซีอายุน้อย
  2. เพื่อทำการศึกษาการกำเนิดและวิวัฒนาการของกาแล็กซี
  3. เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการกำเนิดดาวฤกษ์และระบบดาวเคราะห์
  4. เพื่อศึกษาระบบของดาวเคราะห์และปัจจัยการกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์
james-webb-space-telescope-orbit
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope จะเดินทางออกไปห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร ที่จุด L2

มองย้อนเวลากลับไปด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope เป็นความร่วมมือจากนานาชาติทั้งองค์การอวกาศ NASA องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศแคนาดา จะทำหน้าที่ต่อจากกล้องกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ บวกกับเส้นผ่านศูนย์กลางของกระจกที่มีขนาดใหญ่ถึง 6.5 เมตร ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นวัตถุในอวกาศไปได้ไกลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้จะมีแสงเพียงน้อยนิดก็ตาม

กระจกทั้ง 18 บานของ James Webb เป็นหัวใจสำคัญ กระจกแต่ละบานเป็นรูปทรงหกเหลี่ยมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.3 เมตร ทำขึ้นจากแบริลเลียมซึ่งผ่านกระบวนการขัดจนมีความเรียบสูงมาก (มีความขรุขระของผิวกระจกเฉลี่ยที่ 20 นาโนเมตร) มีน้ำหนักเบา  นอกจากนั้นกระจกแต่ละบานยังเคลือบด้วยทองคำ ซึ่งเป็นโลหะหนักที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรดได้ดี ใช้เทคนิคการเคลือบในสุญญากาศ และให้ความร้อนแก่ทองคำจนทองคำยึดติดกับผิวของกระจก จึงมีความบางกว่าเส้นผมของมนุษย์เป็น 1,000 เท่า

กระจกแบริลเลียมที่ถูกขัดจนเรียบ
กระจกแบริลเลียมที่ถูกขัดจนเรียบ
กระจกที่ถูกเคลือบด้วยทอง
กระจกที่ถูกเคลือบด้วยทอง

 
เบื้องหลังการเคลือบทอง

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope นี้ไวต่อการรับคลื่นในช่วงอินฟราเรดมาก อาจเกิดความร้อนสูง จึงต้องมีการออกแบบให้ป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โดยการวางแผ่นป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์ถึง 5 ชั้นไว้รอบกระจก เทียบเท่ากับการทา sunblock ที่ SPF 1 ล้าน ด้วยการป้องกันระดับนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิของอุปกรณ์ต่างๆ บนตัวกล้องได้ด้วย

แผ่นเมมเบรนป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์
แผ่นเมมเบรนป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์

เทคโนโลยีอื่นๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างหรือปฏิบัติหน้าที่พร้อมกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศนี้ยังมีอีกมาก เช่น ห้องควบคุมความสะอาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ควบคุมฝุ่นละออง ความชื้น ความดัน และอุณหภูมิ เทคโนโลยีในการผลิตเช่น เครื่องจักรที่มีความละเอียดสูง รวมไปถึงกล้องถ่ายภาพที่เก็บข้อมมูลในช่วงความยาวคลื่นอินฟาเรด ระบบการส่งข้อมูลกลับมายังฐานปฏิบัติการภาคพื้น เป็นต้น

การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope
การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope
การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope
การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับคลื่นอินฟราเรดกลาง (MIR)
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับคลื่นอินฟราเรดกลาง (MIR)
เซนเซอร์ที่ไวต่อช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (NIRCam)
เซนเซอร์ที่ไวต่อช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (NIRCam)

ทำไม James Webb Space Telescope ต้องไวต่อคลื่นอินฟาเรด?

วัตถุในอากาศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope นั้นเป็นวัตถุท้องฟ้าที่มีอุณหภูมิต่ำ ถูกบดบังโดยฝุ่นแก๊สหนาทึบในอวกาศที่อยู่ไกลมาก การที่กล้องนี้ไวต่อคลื่นอินฟราเรดในช่วง 0.5 ไปจนถึง 28 ไมโครเมตรจะทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าช่วงแสงที่ตามนุษย์มองเห็น ที่สำคัญรังสีอินฟาเรดจะไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็ก สามารถเดินทางทะลุกลุ่มฝุ่นแก็สในอวกาศได้ดีกว่า นอกจากนี้กล้องถ่ายภาพอินฟาเรดกลางจะทำงานร่วมกับสเปกโตรมิเตอร์ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้าแล้วทำการวิเคราะห์ธาตุและโมเลกุลที่เป็นองค์ประกอบบริเวณผิวของวัตถุท้องฟ้านั้นๆ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เส้นสเปกตรัมที่ได้จากการถ่ายภาพอีกด้วย

ที่มา  https://soscity.co/news/physics/james-webb-space-telescope-completed

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1416298315101650/

แบบนี้ก็มีด้วย! เมื่อ Google และ Microsoft ชวนแฮกเกอร์ มาหากินแบบถูกกฎหมาย…

แบบนี้ก็มีด้วย! เมื่อ Google และ Microsoft ชวนแฮกเกอร์ มาหากินแบบถูกกฎหมาย...

ต้องบอกว่านี่เป็นข่าวดีสำหรับแฮกเกอร์ รวมถึงบรรดานักล่าบักบนระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ เลยทีเดียว เพราะทางบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ 2 รายอย่าง Google และ Microsoft ส่งคำเชิญไปยังบรรดาแฮกเกอร์ นักล่าบัก รวมถึงนักวิจัยทางด้านระบบความปลอดภัยข้อมูล ให้มาหากินในเชิงสร้างสรรค์ และถูกกฎหมาย ด้วยการเพิ่มเงินรางวัล แก่ผู้ที่แจ้งเบาะแส เกี่ยวกับจุดอ่อน หรือช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยที่มีอยู่ในระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ ของทาง Google และ Microsoft

แบบนี้ก็มีด้วย! เมื่อ Google และ Microsoft ชวนแฮกเกอร์ มาหากินแบบถูกกฎหมาย...

โดยทางฝั่งของ Microsoft เปิดโปรแรงด้วยการเพิ่มเงินรางวัลเป็นเท่าตัว จากเดิม $15,000 เป็น $30,000 (ประมาณ 1,057,500 บาท) ส่วนทางฝั่งของ Google ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพิ่มเงินรางวัลจากเดิม $20,000 เป็น $31,337 (ประมาณ 1,104,600 บาท) ซึ่งเป็นระดับรายได้ที่น่าพอใจเลยทีเดียว

โดยการท้าทายให้บรรดาแฮกเกอร์ รวมถึงนักวิจัยทางด้านความปลอดภัยไอที ออกตามล่าหาช่องโหว่ในระบบไอทีไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทไอทีชั้นนำของโลกอย่าง Apple , P*rnHub และ Netgear ได้เปิดแคมเปญ Bug Bounty Programs เพื่อให้บรรดานักเจาะระบบระดับมือพระกาฬทั้งหลาย ได้รายงานช่องโหว่ หรือบัก ที่พวกเขาพบเพื่อแลกกับเงินรางวัล ซึ่งเมื่อมองในทางกลับกัน ที่ทางบริษัทไอทีต้องออกมาทำอย่างนี้ ก็เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ทำให้ระบบไอทีของตัวเองแข็งแกร่งขึ้น และเป็นการจูงใจให้บรรดาแฮกเกอร์ ที่เคยใช้ช่องโหว่ที่เขาค้นพบ ไปเล่นงานคนอื่นเพื่อความสนุกสะใจ หรือเพื่อการขโมยข้อมูล เปลี่ยนมาเป็นการรายงานช่องโหว่ที่พบ เพื่อแลกกับเงินดีกว่า

และเมื่อมีนักเจาะระบบเข้ามาร่วมในโปรแกรมนี้มากขึ้น ทำให้การค้นหาบักหรือช่องโหว่กลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะช่องโหว่ที่ถูกตรวจพบได้ง่ายๆ ก็มักจะโดนคนที่ไวกว่าชิงตัดหน้าไปก่อน

และในช่วงเวลานี้ บริษัทไอทีชั้นนำต่างๆ ให้ความสำคัญกับการค้นหาช่องโหว่ประเภท Remote code execution (ช่องโหว่ประเภทที่แฮกเกอร์ สามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตรายต่อระบบได้จากระยะไกล ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ยากต่อการค้นหา) โดยใครที่รายงานการค้นพบช่องโหว่ประเภทนี้เข้ามา ทาง Google ยินดีจ่ายให้ถึง $31,337 (ประมาณ 1,104,600 บาท) และคนที่รายงานการพบบักเกี่ยวกับระบบไฟล์ หรือระบบฐานข้อมูล จะได้รับเงินรางวัล $13,337 (ประมาณ 470,000 บาท)

ใครที่อยากได้เงินล้าน ต้องหาช่องโหว่จากแอพฯ และบริการที่มีความอ่อนไหวของ Google ให้พบ อาทิ ช่องโหว่ในระบบ Google Search, Chrome Web Store, Accounts, Wallet, Inbox, Code Hosting, Google Play, App Engine รวมถึงบักของระบบซอฟต์แวร์ Chromium ด้วยนะ

แฮกเกอร์และนักเจาะระบบทั้งหลาย จะมัวรออะไรอยู่หล่ะครับ โอกาสทำเงินรออยู่ตรงหน้าแล้ว

ที่มา : https://news.thaiware.com/9774.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1385342051530610

 

แกร่งจนน่ากลัว… หุ่นยนต์ตัวใหม่ของ Boston Dynamic ที่ทำให้เรานึกถึงหนังหุ่นยนต์ครองโลก

1488845712862

สำหรับคนที่ชอบติดตามเทคโนโลยีทางด้านหุ่น ต้องเคยได้ยินชื่อของ Boston Dynamic อย่างแน่นอน ห้องแลปนี้เก่งในการออกแบบกลไลการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ที่น่าทึ่ง อาทิ หุ่นยนต์ที่เดิน 4 ขาได้เหมือนสุนัข หรือหุ่นยนต์ที่ห้อตะบึง 4 ขาได้อย่างวัวกระทิง แต่ทาง Boston Dynamic กลับตั้งชื่อให้กับหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายวัวกระทิงว่า WildCat หรือเจ้าแมวป่า

และคราวนี้ก็มาถึงหุ่นยนต์ที่เป็นข่าวของเราในครั้งนี้ ชื่อของมันคือ Handle ซึ่งดูจากชื่อแล้ว ทาง Boston Dynamic ตั้งใจสร้างมันขึ้นมา เพื่อรับใช้มนุษย์ในงานด้านต่างๆ อย่างเช่นการขนของย้ายของ หรือการเข้าไปในพื้นที่ที่เสี่ยงอันตราย และต้องบอกว่าเจ้า Handle นี้มีความเจ๋งกว่าหุ่นยนต์ทุกตัวที่ผ่านมาในหลายๆ เรื่อง มันมีขนาดความสูง 6.5 ฟุต (198 ซม.) และมันสามารถทรงตัวยืนบน 2 ขาได้เหมือนมนุษย์ แต่การเคลื่อนไหวจะไม่ใช่การเดิน แต่เป็นการวิ่งด้วย 2 ล้อเล็กๆ ที่ทำความเร็วไว้สูงถึง 9 mph (14.5 กม./ชม.) ซึ่งการออกแบบให้หุ่นยนต์สามารถยืนด้วย 2 ขาและวิ่งด้วยล้อ นับเป็นความชาญฉลาดในการออกแบบอย่างแท้จริง 

เจ้า Spot หุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายสุนัขของ Boston Dynamic

และเรื่องที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เจ้า Handle สามารถวิ่งพร้อมกับการกระโดดได้สูงถึง 4 ฟุต (121 ซม.) เลยทีเดียว ทำให้มันสามารถกระโดดหลบสิ่งกีดขวาง หรือกระโดดขึ้นไปยังสภาพภูมิประเทศที่สูงกว่าได้เลย และแขนทั้ง 2 ข้างของมัน ก็สามารถยกของที่มีน้ำหนักมากถึง 10 ปอนด์ (45 กก.) เรียกว่าเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ มีความแข็งแกร่งกว่ามนุษย์อยู่ไม่น้อยเลย

เมื่อได้ชมคลิปของเจ้า Handle แล้วก็อดทึ่งไม่ได้ว่า เทคโนโลยีด้านการสร้างหุ่นยนต์ไปไกลถึงขนาดนี้แล้วหรือ แต่อีกมุมหนึ่งเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ก็อดทำให้นึกถึงหนังที่มีพล็อตเรื่องแนวหุ่นยนต์ครองโลก อย่างเช่น iRobot ขึ้นมาเหมือนกัน

เจ้า WildCat หุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายวัวกระทิงของ Boston Dynamic

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/9721.html

สายเอ็กซ์ตรีมซูฮก! Snow BikeCross สุดยอดแห่งความมันส์ มีคลิป

สายเอ็กซ์ตรีมซูฮก! Snow BikeCross สุดยอดแห่งความมันส์ มีคลิป!

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ได้มีการจัดแข่งขันกีฬาขึ้นชื่อว่า X Games Aspen 2017 ซึ่งเหล่านักกีฬาสายหิมะระดับโลกได้มารวมตัวกันที่นี่ โดยปกติแล้วก็จะจัดให้มีการแข่งสกี และสโนว์บอร์ดกันขึ้น แต่ในปีนี้มีการแข่งขันกีฬาชนิดใหม่ขึ้น ซึ่งก็คือกีฬา Snow BikeCross และเป็นที่สนอกสนใจของเหล่านักกีฬาสายเอ็กซ์ตรีมไม่น้อยเลยทีเดียว

สายเอ็กซ์ตรีมซูฮก! Snow BikeCross สุดยอดแห่งความมันส์ มีคลิป!
สายเอ็กซ์ตรีมซูฮก! Snow BikeCross สุดยอดแห่งความมันส์ มีคลิป!
 กีฬาชนิดนี้ก็คือ Snow BikeCross หรือเรียกกันภาษาชาวบ้านเราก็ มอเตอร์ครอสตะลุยหิมะนั่นแหละ ใช่ครับ! คุณอ่านไม่ผิด มันคือมอเตอร์ครอสนี่แหละ เจ้ามอเตอร์ครอสหิมะนี้ถูกคิดค้นโดย บริษัท Timbersled โดยนำมอเตอร์ไซค์วิบากมาจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่ จากล้อก็เปลี่ยนเป็นสายพานสำหรับวิ่งบนหิมะ ส่วนของล้อหน้าจับตัวสกีเดี่ยวมาสวมลงไปแทน และทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ผลที่ได้คือ มันสามารถทำความเร็วได้อย่างเหลือเชื่อ

เจ้า Snow BikeCross มันสามารถวิ่งผ่านหิมะหนาๆ ได้อย่างสบาย และมีวงเลี้ยวที่แคบมากกว่าสโนว์โมบิล “มันเป็นการก้าวข้ามระหว่าง จักรยานหิมะ และ สโนว์โมบิล ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน Snow BikeCross ใน X Games เป็นครั้งแรก ผมว่ามันเป็นอะไรเจ๋งที่สุด ที่ผมเคยทำมา″ Darren Mees ผู้ซึ่งคลั่งไคล้การแข่งขัน X Games กล่าว

ที่มา : http://news.thaiware.com/9512.html

โอ้ว้าว! นีมันมินิโดรน ที่สร้างง่ายๆ ด้วยตัวต่อ Lego แถมยังราคาไม่แรง

โอ้ว้าว! นีมันมินิโดรน ที่สร้างง่ายๆ ด้วยตัวต่อ Lego แถมยังราคาไม่แรง

ตัวต่อ Lego เชื่อว่าเป็นของเล่นสร้างสรรค์จินตนาการ ที่ทุกคนน่าจะรู้จัก หรือเคยได้สัมผัสมาแล้ว และในตอนนี้ ทาง Kitables จะทำให้ตัวต่อ Lego ทำอะไรได้มากกว่าที่เคย ในรูปแบบของโดรนตัวจิ๋ว ที่สร้างจากตัวต่อ Lego พร้อมชุดมอเตอร์, ใบพัด, แบตเตอรี่ และแผงควบคุม เจ้าโดรนตัวจิ๋วนี้สามารถบินได้จริง ผ่านการควบคุมด้วยตัวคอนโทรลเลอร์ที่มีลักษณะคล้ายจอยเกมส์ และดูแล้วน่าจะเหมาะ สำหรับการบินเล่นในบ้าน มากกว่าการออกไปบินเล่นแบบ Outdoor

การประกอบชิ้นส่วนนั้นก็ง่ายดาย ด้วยการต่อ Lego เพียงไม่กี่ชิ้น และมีการเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์หัวแร้งบัดกรีอีกนิดหน่อย เด็กๆ สามารถประกอบเจ้าโดรนจิ๋วนี้ได้ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เพียงเล็กน้อย

ตอนนี้เจ้าโดรนจิ๋วของ Kitables เปิดให้ Pre-order ผ่านเว็บ Kickstarter จะเริ่มมีการจัดส่งสินค้าในเดือนเมษายน 2017 ครับ

ที่มา : http://news.thaiware.com/9484.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1334781056586710

 

พัฒนาไปอีกขั้น! Samsung และ LG จ่อเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับได้ในปลายปีนี้

พัฒนาไปอีกขั้น! Samsung และ LG จ่อเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับได้ในปลายปีนี้

อีกไม่นานนี้ เราเตรียมตัวเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนที่สามารถพับจอกันได้เลย ว้าว! ดูมันน่าใช้มากเลยใช่ไหมล่ะ มันพับเก็บได้เหมือนกระเป๋าสตางค์ เจ๋งจริงๆ

จากข่าวที่ Samsung และ LG มีแผนจ่อเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอบิดงอได้ในปลายปีนี้ และทาง Samsung ก็จะเริ่มทำสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้ ที่สามารถแปลงร่างเป็นแท็บเล็ตจอ 7 นิ้ว โดยคลี่หน้าจอออกมา ก็กลายเป็นแท็บเล็ตจอใหญ่จุใจ สมาร์ทโฟนจอพับได้ของ Samsung นี้ จะผลิตในช่วงไตรมาสที่สาม จำนวน 1 แสนเครื่อง ก่อนหน้านี้ ทางบริษัทได้มีการพัฒนามือถือจอพับได้ให้เห็นแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับบริษัทแต่อย่างใดที่จะผลิตออกมาจำหน่าย และในปีที่ผ่านมา LG ก็ได้ออกมาโชว์หน้าจอ LED แบบม้วนได้ในงาน CES และ Lenovo ก็ได้โชว์สมาร์ทโฟนหน้าจอบิดงอได้ สำหรับสวมใส่ข้อมือเช่นกัน

และทาง LG ก็มีรายงานออกมาว่า กำลังมีแผนที่จะปล่อยออกมาสัก 1 แสนเครื่อง ในไตรมาสที่ 4 แต่อาจจะไม่ได้ผลิตเป็นอุปกรณ์แบรนด์ของตัวเอง น่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนจอพับได้ให้กับทาง Huawei และ Apple แทน อีกไม่นาน เราก็จะได้เห็นแกดเจ็ตหน้าจอพับได้ในตลาด ดังนั้นใครที่สนใจก็ต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

ที่มา : http://news.thaiware.com/9372.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1331128176951998

ไม่น้อยหน้าบรรพชน! นักวิทย์จีน ผลิตกระดาษตกน้ำไม่เปียก ตกไฟไม่ไหม้

ไม่น้อยหน้าบรรพชน! นักวิทย์จีน ผลิตกระดาษตกน้ำไม่เปียก ตกไฟไม่ไหม้

การทดลองทางวิทยาศาสตร์ จุดไฟเผากระดาษธรรมดา (A) กับกระดาษที่ผลิตด้วยสารไฮดรอกซีแอปาไทต์ (B) (ภาพไชน่าเดลี)

ไชน่าเดลีรายงาน (6 ม.ค.) ว่าคณะนักวิจัยจากสถาบันเซรามิกเซี่ยงไฮ้ หน่วยงานของสภาบัณฑิตจีน ได้พัฒนากระดาษทนน้ำทนไฟสำเร็จ

จู หยิงเจี่ย นักวิจัยของสถาบันฯ กล่าวว่า คณะวิจัยของตนได้พัฒนากระบวนการผลิตกระดาษด้วยวัสดุ ไฮดรอกซีแอปาไทต์ (Hydroxyapatite) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ผลิตทดแทนกระดูกในวงการแพทย์

การคิดค้นครั้งนี้ มีการตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมเคมีอเมริกัน American Chemical Society โดยคุณสมบัติของกระดาษชนิดนี้ทนไฟ และทนน้ำ

จู กล่าวว่า “กระดาษเป็นวัสดุที่ผลิตจากพืช ซึ่งไม่กันน้ำ และติดไฟด้วย ขณะที่การวิจัยพัฒนากระดาษที่ผ่านๆ มา มักจะไม่ได้คุณสมบัติที่ทั้งกันน้ำและ ไม่ติดไฟ”

ในปี 2013 คณะวิจัยจึงได้ค้นคว้าพัฒนากระดาษชนิดใหม่นี้โดยบังเอิญ ขณะเตรียมแยกสารไฮดรอกซีแอปาไทต์ในน้ำเพื่อผลิตฉนวนฯ แต่แทนที่สารจะร่อนเป็นผง กลับจับตัวเป็นแผ่นฟิล์มบนกระดาษ

การค้นพบครั้งนี้ ทำให้จู่ หยิงเจี่ย เกิดความคิดในการทดลองพัฒนาวัสดุเพื่อปรับปรุงคุณภาพกระดาษ

“การผลิตกระดาษต้องทำลายป่าจำนวนมาก ไฮดรอกซีแอปาไทต์ จึงเป็นทางเลือกสำหรับวัสดุที่จะใช้แทนกระดาษในอนาคต” จู กล่าวฯ

ทั้งนี้ กระดาษนับเป็นสิ่งประดิษฐ์สำคัญโดยจีนเป็นผู้คิดค้น มาแต่สมัยโบราณ แสดงถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนในอดีต โดยไช่หลุน ขุนนางของราชสำนักซีฮั่น เป็นผู้คิดค้นกรรมวิธีผลิตกระดาษขึ้นใช้เป็นจำนวนมากๆได้สำเร็จ ในปี ค.ศ. 105 ด้วยการนำเปลือกไม้ เศษผ้า และตาข่ายดักปลามาบดผสมกันจนป่น จากนั้นก็นำมาตากแห้งจนกลายเป็นแผ่น กระดาษชนิดนี้จึงมีชื่อว่า “กระดาษไช่หลุน” นับเป็นการประดิษฐ์ของชาวจีนที่ปฏิวัติโลกสู่ความเจริญก้าวหน้าและใช้รวบรวมสั่งสมความรู้ที่สามารถถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อมา

ที่มา : http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9600000002398

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1319623721435777

​หุ่นยนต์อัตโนมัติแบบนิ่มตัวแรกของโลก

 

​หุ่นยนต์อัตโนมัติแบบนิ่มตัวแรกของโลก

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอหุ่นยนต์ที่เรียกว่า “หุ่นยนต์นิ่ม” อย่างแท้จริงตัวแรก โดยจุดเด่นอยู่ที่การทำงานอัตโนมัติ ไร้สายควบคุม แถมยังไร้วงจรอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย

หุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อว่า “ออกโตบอต” (octobot) ถือว่าเป็นหุ่นยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่ที่เกิดจากผลงานการสร้างสรรค์ของนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องพิมพ์สามมิติ วิศวกรรมเครื่องกลและระบบของไหลระดับไมโคร โดยงานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature แล้ว

“หุ่นยนต์นิ่ม” ถือว่าเป็นแนวคิดการสร้างหุ่นยนต์รูปแบบใหม่ให้ได้หุ่นยนต์ที่อ่อน แนวคิดนี้อาจจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรได้ แต่ที่ผ่านมา นักวิจัยยังไม่สามารถสร้างหุ่นยนต์ที่เป็น “หุ่นยนต์นิ่ม” ได้จริงๆ เพราะยังถือว่าวงจรไฟฟ้าและวงจรควบคุม เช่น แบตเตอรี่ แผงวงจร ติดอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นของแข็ง หรือแม้แต่หุ่นยนต์แบบอ่อนที่มีออกมาก็มักจะมีสายโยงเชื่อมเข้ากับวงจรไฟฟ้าที่แข็งส่วนอื่น ๆ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นำโดย โรเบิร์ต วู้ด จึงได้รวบรวมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมที่ออกแบบมาจากชีววิทยา มาเพื่อสร้างหุ่นยนต์แบบใหม่นี้

“วิสัยทัศน์ระยะยาวของงานวิจัยสาขาหุ่นยนต์นิ่มนี้คือการสร้างหุ่นยนต์ที่อ่อนทั้งตัว แต่ว่าการที่จะแทนที่ส่วนประกอบที่แข็งอย่างเช่นแบตเตอรี่และวงจรอิเล็กทรอนิกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันยิ่งเป็นเรื่องยาก” วู้ดอธิบาย

“งานวิจัยของเราบอกว่า เราสามารถผลิตองค์ประกอบพื้นฐานออกมาได้อย่างง่าย จากนั้นก็ประกอบขึ้นมาเป็นหุ่นยนต์นิ่มได้ ซึ่งหุ่นยนต์แบบนี้จะกลายเป็นรากฐานในการสร้างระบบที่ซับซ้อนต่อไปได้”

“เราใช้วิธีการประกอบแบบไฮบริด เริ่มจากการพิมพ์ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อสร้างขึ้นมาเป็นร่างกาย เป็นที่เก็บของเหลว เก็บพลังงานของหุ่นยนต์ ออกโตบอทเป็นหุ่นยนต์เราทำออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อบ่งบอกว่าวิธีการออกแบบ การประกอบของเราเพื่อใส่ความอัตโนมัติเข้าไปนั้น เป็นไปได้จริง”

ทั้งนี้ ตัวหมึกนั้นเป็นแรงบันดาลใจสำหรับงานวิจัยออกแบบซอฟต์โรบอทมานานแล้ว โดยสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีทั้งความแข็งแรงและความคล่องแคล่ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีโครงสร้างกระดูกอยู่ภายในเลย

ส่วนออกโตบอทของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนี้ใช้กำลังอัดของอากาศเป็นหลัก โดยได้รับพลังงานจากแก๊สที่มีความดัน ปฏิกิริยาภายในหุ่นยนต์จะเปลี่ยนของเหลว (hydrogen peroxide) ไปเป็นแก๊สที่มีปริมาณมากขึ้น และแก๊สก็จะไหลไปที่แขนของออกโตบอท ทำให้พองคล้ายกับหุ่นยนต์

“แหล่งพลังงานของซอฟต์โรบอทส่วนใหญ่มักทำมาจากส่วนประกอบที่แข็ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับ hydrogen peroxide นั้นคือว่า ปฏิกิริยาง่ายๆระหว่างสารเคมีกับตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งก็คือ แพลตินัม ทำให้เราแทนที่แหล่งพลังงานที่เป็นของแข็งได้ในที่สุด”

ในการควบคุมปฏิกิริยานั้น ทีมวิจัยใช้วงจรตรรกะที่ทำจากการไหลของของเหลวระดับไมโคร วงจรนี้จะควบคุมว่าเมื่อไหร่ hydrogen peroxide จะย่อยสลายไปเป็นแก๊สในออกโตบอท

“ระบบทั้งหมดจึงถือว่าประกอบง่ายมาก ใช้วิธีการประกอบแบบ การพิมพ์หิน การปั้น และการพิมพ์แบบสามมิติ ซึ่งเราสามารถประกอบได้อย่างรวดเร็ว” ไรอัน ทรูบี้ นักวิจัยร่วมเผย

ซึ่งความง่ายในขั้นแรกนี้จะช่วยปูทางไปสู่การออกแบบระบบที่ซับซ้อนในขั้นต่อไป และทีมวิจัยที่ฮาร์วาร์ดก็หวังว่าต่อไป ออกโตบอทจะสามารถคลาน ว่ายน้ำ และมีอันตรกิริยากับสิ่งแวดล้อมได้

“งานวิจัยนี้เป็นการพิสูจน์แนวคิด เราหวังว่าวิธีการสร้างเป็นซอฟต์โรบอทของเราจะช่วยจุดประกายนักวิจัยหุ่นยนต์ นักวิทยาศาสตร์วัสดุ และนักวิจัยระดับแนวหน้าได้”

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/505616