คลังเก็บหมวดหมู่: โยธิการ์ เชื้อพงษ์พันธ์

6 วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น

6 วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ป้องกันภัยคุกคามจากโลกออนไลน์

สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับโลกออนไลน์มานานนับตั้งแต่ยุค 90s ที่อินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายก็คือ ไวรัสและมัลแวร์ ที่เป็นภัยคอยคุกคามคอมพิวเตอร์และข้อมูลภายในเครื่องของเหยื่อมาตลอดกว่า 20 ปี ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ก็อาจมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้วิธีการป้องกันไวรหัสและมัลแวร์อย่างถูกต้อง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอแนะนำ 6 วิธีการป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง กันไว้ดีกว่าแก้จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกันในภายหลังเนอะ

1. ควรอัพเดท Windows อย่างสม่ำเสมอ

หลายคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นต้องอัพเดท Windows ตลอดเวลาก็ได้ เพราะยังสามารถใช้งานได้ปกติดี อัพเดททำไมให้เสียเวลา แต่ความจริงแล้วไมโครซอฟท์มักจะออกอัพเดทเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ตัวใหม่ ๆ อุดช่องโหว่ต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากอัพเดทช้าก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น ในกรณีนี้รวมถึงการใช้ Windows เวอร์ชั่นที่ไม่เก่าเกินไปและเป็นเวอร์ชั่นที่ไมโครซอฟท์ยังให้การสนับสนุนอยู่ด้วย

2. โปรแกรมก็ควรอัพเดทสม่ำเสมอ

วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น

ไม่ใช่เฉพาะ Windows แต่โปรแกรมต่าง ๆ ภายในเครื่องก็ควรอัพเดทไปใช้เวอร์ชั่นใหม่ ๆเช่นกัน เพราะจะมีการแก้ไขบัคและอุดช่องโหว่ต่าง ๆ ซึ่งการใช้เวอร์ชั่นเก่า ๆ นั้นอาจมีช่องโหว่ให้สามารถถูกโจมตีจากแฮกเกอร์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์

3. ควรใช้ของถูกลิขสิทธิ์

ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือโปรแกรมต่าง ๆ ก็ควรใช้แบบถูกลิขสิทธิ์ เพราะการใช้ของเถื่อนนั้นนอกจากอาจไม่สามารถอัพเดทได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว อาจมีไวรัสและมัลแวร์แฝงตัวมากับโปรแกรมอีกด้วย

4. ติดตั้งโปรแกรม Antivirus

วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น

ใครว่า Antivirus นั้นไม่สำคัญ แต่ความจริงแล้วมันคือตัวป้องกันหลักที่จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ปลอดภัยจากไวรัสและมัลแวร์ได้เลยทีเดียว เพราะมันจะทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันจากไวรัสตลอดเวลา ซึ่งใครที่ไม่อยากเสียเงินซื้อก็มีแบบฟรีให้ใช้เช่นกัน และแน่นอนว่าจะต้องอัพเดท Antivius อย่างสม่ำเสมอด้วย

5. Back up ข้อมูลเก็บไว้

ถ้าหากในเครื่องมีไฟล์สำคัญอยู่ ก็ควร Back up หรือสำรองข้อมูลเอาไว้ ไม่ว่าจะเก็บไว้ใน External Hard Disk, Flash Drive หรือเก็บไว้บน Cloud Storage ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องสูยเสียไฟล์เหล่านี้ไปเมื่อคอมพิวเตอร์ถูกไวรัสหรือมัลแวร์ล้างข้อมูลหรือล็อกไฟล์เรียกค่าไถ่

6. ไม่เปิดไฟล์แปลกปลอม

วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ การเปิดอีเมล ดาวน์โหลดไฟล์ หรือคลิกลิงก์ที่ได้รับจากคนแปลกหน้าและไม่น่าไว้ว่างใจ เพราะนั่นคือช่องทางหลักที่แฮกเกอร์มักจะใช้ในการปล่อยไวรัสและมัลแวร์มาโจมตีคอมพิวเตอร์ของเหยื่อกันมากที่สุดนั่นเอง

ที่มา : https://men.kapook.com/view171505.html

Intel Core i9 จะมาแล้วเหรอ

Intel Core i9 จะมาแล้วเหรอ

มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาเป็นเวลานานแล้วว่าทาง Intel จะเปิดตัว CPU ตระกูล Core รูปแบบใหม่ที่ประสิทธิภาพแรงกว่าเดิม ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเลยทีเดียว

ข่าวล่ามาแรงจากเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ Anandtech มีการเผยภาพหลุด ของหน้าเอกสารสไลด์โชว์ที่เผยให้เห็นรายละเอียดอย่างคร่าวๆ ของ CPU ตัวท็อปรุ่นใหม่ในตระกูล Core ของ Intel ซึ่งหน่วยประมวลผลตัวใหม่นี้จะทำงานอยู่บนสถาปัตยกรรมแบบ LGA-2066

Intel Core i9 จะมาแล้วเหรอ

ตามภาพหลุดทางด้านบน เผยรายละเอียดของ CPU รุ่นใหม่ในตระกูล Core i9 ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 4 รุ่น เริ่มตั้งแต่รุ่น Core i9-7800X ไปจนถึง Core i9-7920X โดย CPU เหล่านี้มีจำนวนคอร์เป็นอย่างน้อย 6 คอร์ 12 เธรด และรุ่นสูงสุด มีจำนวนคอร์มากถึง 12 คอร์ 24 เธรดเลยทีเดียว รองรับเทคโนโลยีการเร่งความเร็ว Turbo Boost 2.0 และมีจำนวน PCIe lanes อยู่ในช่วง 28 ถึง 44 ช่องทาง และมีค่า TDP สูงสุดอยู่ที่ 140 วัตต์ ซึ่งเป็นสเปคที่ของ CPU ที่น่าทึ่งเลยทีเดียว

Intel Core i9 จะมาแล้วเหรอ

ตารางสรุปที่ได้จากการถอดข้อมูลสเปค CPU รุ่นใหม่ จากภาพหลุดทางด้านบน

ชัดเจนว่า CPU Core i9 วางเป้าหมายทางการตลาดไปยังกลุ่มผู้ใช้งานเครื่อง Desktop ที่ต้องการประสิทธิภาพในระดับสูงสุด ในส่วนของกำหนดการวางจำหน่าย น่าจะเริ่มต้นในราวๆ เดือนมิถุนายนที่ใกล้จะถึงนี้ แต่รุ่นสูงสุดอย่าง Core i9-7920X คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม และยังไม่มีข้อมูลเรื่องราคาของ CPU รุ่นใหม่เล็ดลอดออกมาแต่อย่างใด แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า ของดีๆ แบบนี้ต้องราคาแรงแน่นอน

ที่มา : https://news.thaiware.com/10358.html

 

ประโยชน์จากมังคุด ดีต่อด้านความงามจนสาวๆ ต้องทึ่ง !

ประโยชน์จากมังคุด ดีต่อด้านความงามจนสาวๆ ต้องทึ่ง !

ประโยชน์จากมังคุด ดีต่อด้านความงามจนสาวๆ ต้องทึ่ง !

มังคุด เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสารอาหารจำเป็น เป็นจำนวนมากนั่นเอง แถมเปลือกมังคุดก็สามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสียเรื้อรัง ตามตำราแพทย์แผนไทยได้อีกด้วย แต่รู้ไหมว่านอกจากประโยชน์ด้านสุขภาพแล้ว มังคุดก็ถือได้ว่าเป็นราชินีแห่งความงามเลยทีเดียว และนิยมนำไปสกัดเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางอีกด้วย เอาเป็นว่ามาดูกันดีกว่าว่ามังคุดสามารถเสริมความงามได้อย่างไรบ้าง

ชะลอและลดเลือนริ้วรอย

มังคุดมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยจัดการกับอนุมูลอิสระให้หมดไป และชะลอการเกิดริ้วรอย ที่จะทำให้ผิวมีความเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์กว่าวัย แถมยังช่วยชะลอความแก่ชราของเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวหน้าดูสดใสและมีสุขภาพผิวที่ดีอยู่เสมออีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่เริ่มรู้สึกว่ามีริ้วรอยบนใบหน้า มังคุดช่วยได้แน่นอน

ขจัดทุกปัญหาสิว

มังคุด มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว จึงสามารถป้องกันและช่วยให้สิวยุบเร็วได้ โดยเฉพาะสิวอักเสบหรือสิวหัวหนอง นอกจากนี้ก็สามารถลบเลือนรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นรอยแดง รอยดำ ที่รอยสิวที่เด่นชัดมากแค่ไหน มังคุดก็เอาอยู่

ปรับสีผิวให้ขาวกระจ่างใส

ด้วยคุณสมบัติในการลดปริมาณเม็ดสีที่ผิวหนัง จึงทำให้ผิวมีความขาวกระจ่างใสขึ้น และดูเนียนนุ่มน่าสัมผัส แถมในคนที่มีปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ มังคุดก็สามารถแก้ปัญหาให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถนำมาทำเป็นสูตรหน้าใสได้อย่างไม่มีพิษมีภัยเลยก็ว่าได้

กระชับรูขุมขน ให้ผิวเรียบเนียน

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวหน้าไม่เรียบเนียนและรูขุมขนกว้าง มังคุดก็สามารถบำรุงและกระชับรูขุมขนได้อย่างดีเยี่ยม โดยจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนให้หมดไป ส่งผลให้รูขุมขนดูกระชับขึ้นอย่างทันตา แถมผิวสวยจนแทบไม่ต้องใช้ครีมบำรุงเลยทีเดียว

แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน

ในคนที่มีปัญหาผิวแห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น การบำรุงผิวด้วยมังคุด จะสามารถฟื้นฟูสภาพผิวให้มีความเนียนนุ่มยิ่งขึ้น เนื่องจากมังคุดมีคุณสมบัติในการคงความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี ดังนั้นสำหรับใครที่มีปัญหาผิวแห้ง มังคุดก็เป็นตัวช่วยที่ดีไม่น้อยเหมือนกัน

จะเห็นได้ว่ามังคุดสามารถเสริมความงามและบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใสได้ดี แถมยังมีความอ่อนโยนต่อผิวอีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่อยากมีผิวสวยสุขภาพดี ห้ามพลาดประโยชน์ดีๆ จากมังคุดเด็ดขาด โดยอาจทานสดๆ เพื่อบำรุงผิวสวยจากภายในสู่ภายนอก หรือนำเปลือกมังคุดมาใช้ประโยชน์ด้วยการพอกหน้า แต้มสิว กลายเป็นสูตรหน้าใสจากธรรมชาติก็ได้เหมือนกัน

ที่มา ;http://women.sanook.com/59911/

พบบัคใน Control Center บน iOS 10 ที่ทำให้เครื่องค้างได้ในทันที

พบบัคใน Control Center บน iOS 10 ที่ทำให้เครื่องค้างได้ในทันที

การค้นพบบัคใน iOS เป็นเรื่องธรรมดาที่เจอกันทุกเวอร์ชั่น และล่าสุดก็มีคนค้นพบบัคอีกแล้ว ซึ่งคราวนี้เป็นบัคที่ทำให้ iPhone ของคุณค้างไปในทันที และทำอะไรไม่ได้ นอกจาก Restart เครื่องใหม่เท่านั้น

บัคดังกล่าวนี้เป็นบัคที่เกิดขึ้นกับ Control Center หากเราแตะไปที่เมนู Airdrop และ  Calculator พร้อมกัน จะทำให้เครื่องค้างทันที โดยบัคดังกล่าวนี้พบว่าเป็นใน iOS 10 เวอร์ชั่นปัจจุบัน รวมไปถึง iOS 10.3.2 Beta ด้วย

สำหรับการแก้ไขในตอนนี้ คือ เราต้องทำการปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ ด้วยการกดปุ่ม Power และปุ่ม Home ค้างไว้ (หากใช้ iPhone 7 ให้กดปุ่ม Power+ปุ่มลดเสียง) จนกว่าเครื่องจะดับ จากนั้นค่อยเปิดขึ้นมาใหม่อีกที

ที่มา : https://news.thaiware.com/10223.html

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1432079583523523

ผ้าพันแผลไฮเทค รายงานสภาพแผลให้หมอรู้ข้อมูลได้ตลอดเวลา ผ่านเทคโนโลยี 5G

10198_170424121620Dg

 

เทคโนโลยีในตลาดของวงการแพทย์ เป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก มีการคาดการณ์ว่า จะมียอดขายสูงกว่า $500,000,000,000 ภายในปี 2021

จึงไม่น่าแปลกใจที่มีนักวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ จะหันมาให้ความสนใจในเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ล่าสุดได้มีการพัฒนาผ้าพันแผลอัจฉริยะ (Smart bandages) โดยผ้าพันแผลชนิดใหม่นี้สามารถตรวจสอบสภาพการฟื้นฟูของแผลและส่งข้อมูลให้แพทย์ได้ตลอดเวลา ช่วยให้ผู้รับการรักษาได้รับการรักษาที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ภายในผ้าพันแผลอัจฉริยะจะมีเซ็นเซอร์ขนาดเล็กมากมาย ที่จะเก็บข้อมูลด้านการรักษาส่งไปยังสมาร์ทโฟนผ่านเครือข่าย 5G

เซ็นเซอร์ต่างๆ ในผ้าพันแผลจะถูกสร้างขึ้นด้วยนาโนเทคโนโลยี ส่วนตัวผ้าพันแผลจะใช้เทคโนโลยี 3D Print เพื่อลดต้นทุนด้านการผลิตไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งคาดว่าภายในระยะเวลา 12 เดือน จะเริ่มมีการทดสอบการใช้งานผ้าพันแผลนี้โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขด้วย

ผ้าพันแผลอัจฉริยะนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Swansea Bay City deal  ซึ่งมีจุดประสงค์ในการเปลี่ยนเมือง Welsh ให้เป็นศูนย์กลางของการทดสอบ 5G ถูกพัฒนาโดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Swansea สาขาวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Swansea University Institute of Life Science (ILS))

เทคโนโลยี 5G เป็นก้าวถัดไปของเครือข่ายโทรศัพท์ มีความเร็วในการทำงานที่สูงขึ้นในขณะที่ใช้ความถี่ต่ำกว่าเทคโนโลยีปัจจุบัน ถูกคาดการณ์ว่าจะเริ่มใช้งานกันอย่างแพร่หลายปีช่วงปี 2019 นักวิทยาศาสต์จึงใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ปีกว่าๆ นี้ ในการทดสอบและพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้พร้อมกับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน

ที่มา : https://news.thaiware.com/10198.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1425212437543571

Sony เปิดตัวกระดาษดิจิตอลรุ่นใหม่ น่าใช้ยิ่งขึ้น ราคาถูกกว่าเดิม

Sony เปิดตัวกระดาษดิจิตอลรุ่นใหม่ น่าใช้ยิ่งขึ้น ราคาถูกกว่าเดิม

หากยังจำกันได้ 3 ปีที่แล้ว Sony เปิดตัวกระดาษดิจิตอล Mobius ซึ่งตอนนั้นแม้ว่าฟีเจอร์จะน่าสนใจ แต่ด้วยราคาที่สูงถึง $1,000 (ประมาณ 34,620 บาท) บวกกับความสามารถที่เฉพาะทาง ทำให้มันไม่เป็นที่นิยมในท้องตลาดมากนัก แต่ดูเหมือนว่าทาง Sony ยังต้องการทำตลาดนี้ต่อไป ด้วยการเปิดตัว Digital Paper รุ่นใหม่ DPT-RP1 โดยกลับมาพร้อมกับการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ราคาวางจำหน่ายถูกลงกว่าเดิม แต่ก็ยังถือว่าแพงพอสมควรเลยครับ อยู่ที่ $700 (ประมาณ 24,250 บาท)

Sony เปิดตัวกระดาษดิจิตอลรุ่นใหม่ น่าใช้ยิ่งขึ้น ราคาถูกกว่าเดิม

Sony DPT-RP1 ยังคงมีขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว เท่าเดิม แต่ว่าความละเอียดได้ปรับให้สูงขึ้นจาก 1,200 x 1,600 เป็น 1,650 x 2,200 พิกเซล ตัวเครื่องมีความบางและเบายิ่งกว่าเดิม และรองรับ NFC ด้วย ด้านการใช้งานมันรองรับการอ่าน PDFs และทำงานร่วมกับแอพ Digital paper บนคอมพิวเตอร์ได้ เพื่อเปลี่ยนหน้าเว็บหรือเอกสารให้กลายเป็น PDFs ส่งเข้าไปอ่านใน  DPT-RP1 ได้โดยตรงแบบไร้สาย

โดยรวมๆ แล้ว คือว่าเป็นอุปกรณ์ที่แพงทีเดียว เมื่อมองในด้านความสามารถที่เอามาอ่านและแก้ไข PDF เท่านั้น แม้ว่าราคาจะลดลงต่ำกว่ารุ่นแรก แต่ก็ยังถือว่าราคาสูงเกินความสามารถไปพอสมควร อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าในอนาคตมันจะเป็นอุปกรณ์ที่มาแทนที่กระดาษจริงๆ ในปัจจุบันอย่างแน่นอน และราคาคงจะถูกลงกว่านี้

ใครที่สนใจ สินค้าตัวนี้จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น วันที่ 5 มิถุนายน ใครสนใจก็บินไปซื้อมาใช้กันได้

ที่มา : https://news.thaiware.com/10115.html

 

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก James Webb Space Telescope สร้างเสร็จแล้ว

James Webb Space Telescope สร้างเสร็จแล้ว

NASA ประกาศแล้ว กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope สร้างเสร็จ หลังใช้เวลามากกว่า 20 ปี โดยจะเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีประสิทธิภาพมากกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลถึง 100 เท่า และมีกำหนดการปล่อยออกสู่อวกาศในปี 2018

James Webb Space Telescope สร้างเสร็จแล้ว

คุณ Charles Bolden ผู้บริหารของ NASA ได้จัดงานแถลงข่าวขึ้นที่ Goddard Space Flight Center ณ รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope สร้างเสร็จแล้ว โดยมันมีประมาณสนามเทนนิส ประกอบด้วยกระจกเคลือบทองทำหน้าที่ในการสะท้อนแสงอินฟราเรดถึง 18 บาน ถือเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

แสดงการเทียบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจกปฐมภูมิของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ (ขวา) และกล้อง โทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (ซ้าย)
แสดงการเทียบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจกปฐมภูมิของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope (ขวา) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (ซ้าย)

ในตอนนี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb กำลังเข้าสู่การทดสอบเพื่อเตรียมการปล่อยออกสู่อวกาศ เช่น ทดสอบความสามารถในการทนต่อแรงสั่นสะเทือนและทนต่อเสียงเครื่องยนต์ที่จะเกิดขึ้นภายในจรวดขนส่ง โดยมีกำหนดการจะปล่อยออกสู่อวกาศในเดือนตุลาคมปี 2018 พร้อมกับจรวด Ariane 5

มันจะเดินทางออกไปห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร ในที่ซึ่งอุณภูมิต่ำถึงกว่า -230 องศาเซลเซียส จะทำหน้าที่ในการรับแสงอินฟราเรด ซึ่งมีความสามารถในการมองเห็นกาแลกซี่ที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ Big Bang มากกว่า 1.35 หมื่นล้านปีก่อน และมีภารกิจในการสำรวจอวกาศดังนี้

  1. ค้นหาแสงที่ส่องมาจากวัตถุในอากาศ เช่น ดวงดาวและกาแล็กซีอายุน้อย
  2. เพื่อทำการศึกษาการกำเนิดและวิวัฒนาการของกาแล็กซี
  3. เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการกำเนิดดาวฤกษ์และระบบดาวเคราะห์
  4. เพื่อศึกษาระบบของดาวเคราะห์และปัจจัยการกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์
james-webb-space-telescope-orbit
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope จะเดินทางออกไปห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร ที่จุด L2

มองย้อนเวลากลับไปด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope เป็นความร่วมมือจากนานาชาติทั้งองค์การอวกาศ NASA องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การอวกาศแคนาดา จะทำหน้าที่ต่อจากกล้องกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ บวกกับเส้นผ่านศูนย์กลางของกระจกที่มีขนาดใหญ่ถึง 6.5 เมตร ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นวัตถุในอวกาศไปได้ไกลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้จะมีแสงเพียงน้อยนิดก็ตาม

กระจกทั้ง 18 บานของ James Webb เป็นหัวใจสำคัญ กระจกแต่ละบานเป็นรูปทรงหกเหลี่ยมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.3 เมตร ทำขึ้นจากแบริลเลียมซึ่งผ่านกระบวนการขัดจนมีความเรียบสูงมาก (มีความขรุขระของผิวกระจกเฉลี่ยที่ 20 นาโนเมตร) มีน้ำหนักเบา  นอกจากนั้นกระจกแต่ละบานยังเคลือบด้วยทองคำ ซึ่งเป็นโลหะหนักที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรดได้ดี ใช้เทคนิคการเคลือบในสุญญากาศ และให้ความร้อนแก่ทองคำจนทองคำยึดติดกับผิวของกระจก จึงมีความบางกว่าเส้นผมของมนุษย์เป็น 1,000 เท่า

กระจกแบริลเลียมที่ถูกขัดจนเรียบ
กระจกแบริลเลียมที่ถูกขัดจนเรียบ
กระจกที่ถูกเคลือบด้วยทอง
กระจกที่ถูกเคลือบด้วยทอง

 
เบื้องหลังการเคลือบทอง

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope นี้ไวต่อการรับคลื่นในช่วงอินฟราเรดมาก อาจเกิดความร้อนสูง จึงต้องมีการออกแบบให้ป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โดยการวางแผ่นป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์ถึง 5 ชั้นไว้รอบกระจก เทียบเท่ากับการทา sunblock ที่ SPF 1 ล้าน ด้วยการป้องกันระดับนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิของอุปกรณ์ต่างๆ บนตัวกล้องได้ด้วย

แผ่นเมมเบรนป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์
แผ่นเมมเบรนป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์

เทคโนโลยีอื่นๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างหรือปฏิบัติหน้าที่พร้อมกับกล้องโทรทรรศน์อวกาศนี้ยังมีอีกมาก เช่น ห้องควบคุมความสะอาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ควบคุมฝุ่นละออง ความชื้น ความดัน และอุณหภูมิ เทคโนโลยีในการผลิตเช่น เครื่องจักรที่มีความละเอียดสูง รวมไปถึงกล้องถ่ายภาพที่เก็บข้อมมูลในช่วงความยาวคลื่นอินฟาเรด ระบบการส่งข้อมูลกลับมายังฐานปฏิบัติการภาคพื้น เป็นต้น

การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope
การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope
การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope
การก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับคลื่นอินฟราเรดกลาง (MIR)
ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับคลื่นอินฟราเรดกลาง (MIR)
เซนเซอร์ที่ไวต่อช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (NIRCam)
เซนเซอร์ที่ไวต่อช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (NIRCam)

ทำไม James Webb Space Telescope ต้องไวต่อคลื่นอินฟาเรด?

วัตถุในอากาศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb Space Telescope นั้นเป็นวัตถุท้องฟ้าที่มีอุณหภูมิต่ำ ถูกบดบังโดยฝุ่นแก๊สหนาทึบในอวกาศที่อยู่ไกลมาก การที่กล้องนี้ไวต่อคลื่นอินฟราเรดในช่วง 0.5 ไปจนถึง 28 ไมโครเมตรจะทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าช่วงแสงที่ตามนุษย์มองเห็น ที่สำคัญรังสีอินฟาเรดจะไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็ก สามารถเดินทางทะลุกลุ่มฝุ่นแก็สในอวกาศได้ดีกว่า นอกจากนี้กล้องถ่ายภาพอินฟาเรดกลางจะทำงานร่วมกับสเปกโตรมิเตอร์ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้าแล้วทำการวิเคราะห์ธาตุและโมเลกุลที่เป็นองค์ประกอบบริเวณผิวของวัตถุท้องฟ้านั้นๆ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เส้นสเปกตรัมที่ได้จากการถ่ายภาพอีกด้วย

ที่มา  https://soscity.co/news/physics/james-webb-space-telescope-completed

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1416298315101650/

แบบนี้ก็มีด้วย! เมื่อ Google และ Microsoft ชวนแฮกเกอร์ มาหากินแบบถูกกฎหมาย…

แบบนี้ก็มีด้วย! เมื่อ Google และ Microsoft ชวนแฮกเกอร์ มาหากินแบบถูกกฎหมาย...

ต้องบอกว่านี่เป็นข่าวดีสำหรับแฮกเกอร์ รวมถึงบรรดานักล่าบักบนระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ เลยทีเดียว เพราะทางบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ 2 รายอย่าง Google และ Microsoft ส่งคำเชิญไปยังบรรดาแฮกเกอร์ นักล่าบัก รวมถึงนักวิจัยทางด้านระบบความปลอดภัยข้อมูล ให้มาหากินในเชิงสร้างสรรค์ และถูกกฎหมาย ด้วยการเพิ่มเงินรางวัล แก่ผู้ที่แจ้งเบาะแส เกี่ยวกับจุดอ่อน หรือช่องโหว่ทางด้านความปลอดภัยที่มีอยู่ในระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ ของทาง Google และ Microsoft

แบบนี้ก็มีด้วย! เมื่อ Google และ Microsoft ชวนแฮกเกอร์ มาหากินแบบถูกกฎหมาย...

โดยทางฝั่งของ Microsoft เปิดโปรแรงด้วยการเพิ่มเงินรางวัลเป็นเท่าตัว จากเดิม $15,000 เป็น $30,000 (ประมาณ 1,057,500 บาท) ส่วนทางฝั่งของ Google ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพิ่มเงินรางวัลจากเดิม $20,000 เป็น $31,337 (ประมาณ 1,104,600 บาท) ซึ่งเป็นระดับรายได้ที่น่าพอใจเลยทีเดียว

โดยการท้าทายให้บรรดาแฮกเกอร์ รวมถึงนักวิจัยทางด้านความปลอดภัยไอที ออกตามล่าหาช่องโหว่ในระบบไอทีไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทไอทีชั้นนำของโลกอย่าง Apple , P*rnHub และ Netgear ได้เปิดแคมเปญ Bug Bounty Programs เพื่อให้บรรดานักเจาะระบบระดับมือพระกาฬทั้งหลาย ได้รายงานช่องโหว่ หรือบัก ที่พวกเขาพบเพื่อแลกกับเงินรางวัล ซึ่งเมื่อมองในทางกลับกัน ที่ทางบริษัทไอทีต้องออกมาทำอย่างนี้ ก็เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ทำให้ระบบไอทีของตัวเองแข็งแกร่งขึ้น และเป็นการจูงใจให้บรรดาแฮกเกอร์ ที่เคยใช้ช่องโหว่ที่เขาค้นพบ ไปเล่นงานคนอื่นเพื่อความสนุกสะใจ หรือเพื่อการขโมยข้อมูล เปลี่ยนมาเป็นการรายงานช่องโหว่ที่พบ เพื่อแลกกับเงินดีกว่า

และเมื่อมีนักเจาะระบบเข้ามาร่วมในโปรแกรมนี้มากขึ้น ทำให้การค้นหาบักหรือช่องโหว่กลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะช่องโหว่ที่ถูกตรวจพบได้ง่ายๆ ก็มักจะโดนคนที่ไวกว่าชิงตัดหน้าไปก่อน

และในช่วงเวลานี้ บริษัทไอทีชั้นนำต่างๆ ให้ความสำคัญกับการค้นหาช่องโหว่ประเภท Remote code execution (ช่องโหว่ประเภทที่แฮกเกอร์ สามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตรายต่อระบบได้จากระยะไกล ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ยากต่อการค้นหา) โดยใครที่รายงานการค้นพบช่องโหว่ประเภทนี้เข้ามา ทาง Google ยินดีจ่ายให้ถึง $31,337 (ประมาณ 1,104,600 บาท) และคนที่รายงานการพบบักเกี่ยวกับระบบไฟล์ หรือระบบฐานข้อมูล จะได้รับเงินรางวัล $13,337 (ประมาณ 470,000 บาท)

ใครที่อยากได้เงินล้าน ต้องหาช่องโหว่จากแอพฯ และบริการที่มีความอ่อนไหวของ Google ให้พบ อาทิ ช่องโหว่ในระบบ Google Search, Chrome Web Store, Accounts, Wallet, Inbox, Code Hosting, Google Play, App Engine รวมถึงบักของระบบซอฟต์แวร์ Chromium ด้วยนะ

แฮกเกอร์และนักเจาะระบบทั้งหลาย จะมัวรออะไรอยู่หล่ะครับ โอกาสทำเงินรออยู่ตรงหน้าแล้ว

ที่มา : https://news.thaiware.com/9774.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1385342051530610

 

แกร่งจนน่ากลัว… หุ่นยนต์ตัวใหม่ของ Boston Dynamic ที่ทำให้เรานึกถึงหนังหุ่นยนต์ครองโลก

1488845712862

สำหรับคนที่ชอบติดตามเทคโนโลยีทางด้านหุ่น ต้องเคยได้ยินชื่อของ Boston Dynamic อย่างแน่นอน ห้องแลปนี้เก่งในการออกแบบกลไลการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ที่น่าทึ่ง อาทิ หุ่นยนต์ที่เดิน 4 ขาได้เหมือนสุนัข หรือหุ่นยนต์ที่ห้อตะบึง 4 ขาได้อย่างวัวกระทิง แต่ทาง Boston Dynamic กลับตั้งชื่อให้กับหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายวัวกระทิงว่า WildCat หรือเจ้าแมวป่า

และคราวนี้ก็มาถึงหุ่นยนต์ที่เป็นข่าวของเราในครั้งนี้ ชื่อของมันคือ Handle ซึ่งดูจากชื่อแล้ว ทาง Boston Dynamic ตั้งใจสร้างมันขึ้นมา เพื่อรับใช้มนุษย์ในงานด้านต่างๆ อย่างเช่นการขนของย้ายของ หรือการเข้าไปในพื้นที่ที่เสี่ยงอันตราย และต้องบอกว่าเจ้า Handle นี้มีความเจ๋งกว่าหุ่นยนต์ทุกตัวที่ผ่านมาในหลายๆ เรื่อง มันมีขนาดความสูง 6.5 ฟุต (198 ซม.) และมันสามารถทรงตัวยืนบน 2 ขาได้เหมือนมนุษย์ แต่การเคลื่อนไหวจะไม่ใช่การเดิน แต่เป็นการวิ่งด้วย 2 ล้อเล็กๆ ที่ทำความเร็วไว้สูงถึง 9 mph (14.5 กม./ชม.) ซึ่งการออกแบบให้หุ่นยนต์สามารถยืนด้วย 2 ขาและวิ่งด้วยล้อ นับเป็นความชาญฉลาดในการออกแบบอย่างแท้จริง 

เจ้า Spot หุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายสุนัขของ Boston Dynamic

และเรื่องที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เจ้า Handle สามารถวิ่งพร้อมกับการกระโดดได้สูงถึง 4 ฟุต (121 ซม.) เลยทีเดียว ทำให้มันสามารถกระโดดหลบสิ่งกีดขวาง หรือกระโดดขึ้นไปยังสภาพภูมิประเทศที่สูงกว่าได้เลย และแขนทั้ง 2 ข้างของมัน ก็สามารถยกของที่มีน้ำหนักมากถึง 10 ปอนด์ (45 กก.) เรียกว่าเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ มีความแข็งแกร่งกว่ามนุษย์อยู่ไม่น้อยเลย

เมื่อได้ชมคลิปของเจ้า Handle แล้วก็อดทึ่งไม่ได้ว่า เทคโนโลยีด้านการสร้างหุ่นยนต์ไปไกลถึงขนาดนี้แล้วหรือ แต่อีกมุมหนึ่งเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ก็อดทำให้นึกถึงหนังที่มีพล็อตเรื่องแนวหุ่นยนต์ครองโลก อย่างเช่น iRobot ขึ้นมาเหมือนกัน

เจ้า WildCat หุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายวัวกระทิงของ Boston Dynamic

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/9721.html

สายเอ็กซ์ตรีมซูฮก! Snow BikeCross สุดยอดแห่งความมันส์ มีคลิป

สายเอ็กซ์ตรีมซูฮก! Snow BikeCross สุดยอดแห่งความมันส์ มีคลิป!

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ได้มีการจัดแข่งขันกีฬาขึ้นชื่อว่า X Games Aspen 2017 ซึ่งเหล่านักกีฬาสายหิมะระดับโลกได้มารวมตัวกันที่นี่ โดยปกติแล้วก็จะจัดให้มีการแข่งสกี และสโนว์บอร์ดกันขึ้น แต่ในปีนี้มีการแข่งขันกีฬาชนิดใหม่ขึ้น ซึ่งก็คือกีฬา Snow BikeCross และเป็นที่สนอกสนใจของเหล่านักกีฬาสายเอ็กซ์ตรีมไม่น้อยเลยทีเดียว

สายเอ็กซ์ตรีมซูฮก! Snow BikeCross สุดยอดแห่งความมันส์ มีคลิป!
สายเอ็กซ์ตรีมซูฮก! Snow BikeCross สุดยอดแห่งความมันส์ มีคลิป!
 กีฬาชนิดนี้ก็คือ Snow BikeCross หรือเรียกกันภาษาชาวบ้านเราก็ มอเตอร์ครอสตะลุยหิมะนั่นแหละ ใช่ครับ! คุณอ่านไม่ผิด มันคือมอเตอร์ครอสนี่แหละ เจ้ามอเตอร์ครอสหิมะนี้ถูกคิดค้นโดย บริษัท Timbersled โดยนำมอเตอร์ไซค์วิบากมาจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่ จากล้อก็เปลี่ยนเป็นสายพานสำหรับวิ่งบนหิมะ ส่วนของล้อหน้าจับตัวสกีเดี่ยวมาสวมลงไปแทน และทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ผลที่ได้คือ มันสามารถทำความเร็วได้อย่างเหลือเชื่อ

เจ้า Snow BikeCross มันสามารถวิ่งผ่านหิมะหนาๆ ได้อย่างสบาย และมีวงเลี้ยวที่แคบมากกว่าสโนว์โมบิล “มันเป็นการก้าวข้ามระหว่าง จักรยานหิมะ และ สโนว์โมบิล ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน Snow BikeCross ใน X Games เป็นครั้งแรก ผมว่ามันเป็นอะไรเจ๋งที่สุด ที่ผมเคยทำมา″ Darren Mees ผู้ซึ่งคลั่งไคล้การแข่งขัน X Games กล่าว

ที่มา : http://news.thaiware.com/9512.html