คลังเก็บหมวดหมู่: กรรณิการ์ สายศรี

10 โรคร้ายที่เกิดจาก “ต่อมไร้ท่อ” ทำงานผิดปกติ

10 โรคร้ายที่เกิดจาก “ต่อมไร้ท่อ” ทำงานผิดปกติ

หลายคนอาจจะไม่ทราบ หรือไม่คุ้นเคยกับ “ต่อมไร้ท่อ” ว่ามันอยู่ในส่วนใดของร่างกาย ทำหน้าที่อะไร จริงๆ แล้วมีอวัยวะหลายส่วนที่อยู่ในเครือข่ายของต่อมไร้ท่อ ซึ่งหากเกิดความผิดปกติของส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็อาจกระทบกับการทำงานของอวัยวะส่วนนั้น หรืออาจจะกระทบไปทั้งร่างกายเลยก็เป็นได้

 ต่อมไร้ท่อ อยู่ที่ไหนของร่างกาย?

ต่อมไร้ท่อกระจายอยู่ไปทั่วร่างกาย ได้แก่ สมองส่วนไฮโปธาลามัส ต่อมไพเนียล ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราไทรอยด์/ต่อมเคียง ไทรอยด์ (ควบคุมการทำงานของแคลเซียม) ต่อมไทมัส (ดูแลระบบภูมิคุ้มกันโรค) ต่อมหมวกไต ตับอ่อน รังไข่ และอัณฑะ

 

 

ต่อมไร้ท่อ มีหน้าที่อะไร?

ต่อมไร้ท่อเหล่านี้จะทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างฮอร์โมนต่างๆ และควบคุมการทำงานทุกชนิดของร่างกาย  รวมไปถึงการสืบพันธุ์ ตั้งครรภ์ และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ด้วย

 

10 โรคร้ายที่เกิดจาก “ต่อมไร้ท่อ” ทำงานผิดปกติ

1. โรคเบาหวาน

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อของตับอ่อน

 

2. โรคพีซีโอเอส หรือกลุ่มอาการที่รังไข่มีถุงน้ำหลายใบ ประจำเดือนมาผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ หรือมากเกินไป

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อของรังไข่

 

3. ภาวะนกเขาไม่ขัน

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อในอัณฑะ

 

4. ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อในต่อมไทรอยด์

 

5. โรคอ้วน

– อาจเกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อในต่อมหมวกไต หรือต่อมใต้สมอง

 

6. โรคเนื้องอกในสมอง

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อในต่อมหมวกไต หรือต่อมไต้สมอง

 

7. โรคมะเร็งในตับอ่อน

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อในตับอ่อน

 

8. โรคออโต้อิมมูน หรือโรคภูมิต้านตัวเอง

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อในต่อมไทรอยด์

 

9. โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อในต่อมไทรอยด์

 

10. โรคเนื้องอกตับอ่อน

– เกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ต่อมไร้ท่อในตับอ่อน

ที่มา;http://health.sanook.com/3005/

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก จำเป็นแค่ไหน? ใครต้องฉีดบ้าง?

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก จำเป็นแค่ไหน? ใครต้องฉีดบ้าง?

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก จำเป็นแค่ไหน? ใครต้องฉีดบ้าง?

Sanook! (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านมในประชากรหญิงไทย โดยในแต่ละปีพบผู้ป่วยประมาณ 10,000 คน และเสียชีวิตถึง 5,000 รายต่อปี

สาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก

สาเหตุของโรคมาจากการติดเชื้อไวรัส Human Papilomavirus หรือเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) สายพันธุ์ 16 และ 18 ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเจริญผิดปกติ และเปลี่ยนเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ดังนั้นจึงมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV)  จากสองสายพันธุ์ 16 และ 18 ขึ้นมา

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) มี 2 ชนิด ได้แก่ Quadrivalent vaccine (ชนิดไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ 6, 11, 16 และ 18) และ Bivalent vaccine (ชนิดไวรัส 2 สายพันธุ์ คือ 16 และ 18) โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี ควรได้รับให้ครบก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และก่อนการติดเชื้อ สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อแล้ววัคซีนไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้

ทั้งนี้ การป้องกันการติดเชื้อจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ส่วนระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีนยังคงต้องติดตามผลต่อไป เนื่องจากวัคซีนยังไม่มีข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนยาวเกินกว่า 10 ปี

อาการข้างเคียงจากวัคซีนมะเร็งปากมดลูก

โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV) มีความปลอดภัยสูง จึงไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง แต่จะพบอาการปวด บวม แดง คัน บริเวณที่ฉีดวัคซีน ในบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ผื่นคันตามตัว และอาจมีไข้

ดังนั้น หลังจากฉีดวัคซีน ควรนอนพักเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที และไม่ควรขับรถหรือเดินทางกลับบ้านคนเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว แต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากวัคซีนไม่สามารถป้องการการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์

ที่มา;http://health.sanook.com/6865/

ไข่แดง กินมากไม่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

ไข่แดง กินมากไม่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

ไข่แดง กินมากไม่ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

อยากสุขภาพดี ต้องออกกำลังกาย!

ใครที่เป็นสายสุขภาพ หรือมีเพื่อนที่กำลังดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่กำลังลดน้ำหนัก อาจจะเคยเห็นเขี่ยเอาแดงออกจากไข่ขาวมาบ้าง หากถามคนๆ นั้น เขาอาจจะตอบกลับมาว่า “ไข่แดงคอเลสเตอรอลสูง ทำให้อ้วน” หรืออะไรทำนองนี้แน่นอน

แต่จริงๆ แล้ว ไข่แดง ไม่ดีต่อสุขภาพ ถึงขนาดต้องเขี่ยออกจริงๆ หรือ มาทำความเข้าใจกันค่ะ

 

ทำไมเราถึงถูกห้าม ไม่ให้ทานไข่แดง?

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยเก่าที่ระบุว่า คอเลสเตอรอล เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด จึงทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า การทานไขมันมากๆ ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด จนนำไปสู่โรคหัวใจ และหลอดเลือดในที่สุด ซึ่งอันที่จริงแล้วใช่ว่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ๆ สาเหตุเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดโรคนี้อีกมากมาย ทั้งการสูบบุหรี่ การทานอาหารประเภทไขมันเลว หรือไขมันอิ่มตัวเป็นประจำ พันธุกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สมาคมโรคหัวใจในอเมริกาเริ่มแนะนำให้เราบริโภคคอเลสเตอรอลต่อวันไม่เกิน 300 มิลลิกรัม หรือไข่แดง 1 ฟอง (220 มิลลิกรัม) นั่นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป งานวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น อาสาสมัครที่ทดลองโดยการรับประทานไข่แดง แล้วมาวัดค่าคอเลสเตอรอลในเลือด ปรากฎว่าไข่แดงไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของอาสาสมัคร หรือมีน้อยมาก จนระยะหลังเริ่มมีงานวิจัยทำนองนี้มากขึ้น

ท้ายที่สุดก็เริ่มตัดคำแนะนำเรื่องปริมาณคอเลสเตอรอลที่ควรทานต่อวันออกไป โดยให้ทานเหมือนอาหารทั่วไปๆ ได้เลย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลไม่สามารถหาหลักฐานที่บอกได้ว่าการกินคอเลสเตอรอลส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจ หรือทำให้อัตราการเสียชีวิตมากขึ้นแต่อย่างใด

 

แปลว่า เราทานคอเลสเตอรอลเท่าไรก็ได้?

จะคิดอย่างนี้ก็ไมถูกอีกอยู่ดีค่ะ เพราะไม่ใช่ว่าเราจะสามารถทานคอเลสเตอรอลได้อย่างไม่จำกัด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง มักมากับไขมันอิ่มตัวด้วย การทานไขมันอิ่มตัว หรือไขมันเลวมากเกินไป นอกจากจะอ้วนแล้ว โรคยังถามหาได้แน่ๆ จนในที่สุดก็เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ และหลอดเลือด และโรคอื่นๆ อย่างแท้จริง

boiled-eggistockphoto


ตกลง เราสามารถทานไข่แดงได้หรือไม่?

ไข่แดง มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูงกว่าไข่ขาวก็จริง แต่เราสามารถทานไข่แดงได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง แต่มีไขมันอิ่มตัวน้อย อย่างไรก็ตามแนะนำให้ทานไข่แดงร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ผักต่างๆ เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่สมดุลกันในแต่ละมื้อ หรือง่ายๆ ก็สามารถทานไข่ได้ทั้งฟอง โดยไม่ต้องเขี่ยไข่แดงออกอีกต่อไป

 

เราควรทานไข่กี่ฟองต่อวัน?

กรมอนามัย แนะนำปริมาณไข่ที่ควรทานต่อวัน โดยบางตามอายุดังนี้

1.เด็กทารกตั้งแต่อายุ 6 เดือน ทานไข่แดงต้มสุกได้ 1/2ฟอง ถึง 1 ฟอง

2.เด็กอายุ 7-12 เดือน สามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟอง

3.หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร สามารถบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง

4.กลุ่มเด็กวัย 1-5 ปีและเด็กวัยเรียน สามารถบริโภคไข่วันละ 1 ฟอง

5.กลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี สามารถบริโภคไข่ 1 ฟองต่อวัน

6.กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงสามารถบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ทั้งนี้ เราสามารถบริโภคได้มากกว่าตามปริมาณดังกล่าวได้ เพียงแต่ควบคุมปริมาณโปรตีน และคอเลสเตอรอลจากแหล่งอาหารอื่นๆ นอกจากไข่ให้มื้ออาหารในแต่ละวันมีความสมดุล และเหมาะสม

 

ไข่แดง มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

จากงานวิจัยในไทยระหว่างปี 2547-2550 ของ อ.นพ.กรภัทร มยุระสาคร หน่วยอณูเวชศาสตร์ สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า การให้อาสาสมัครทานไข่วันละ 1-2 ฟองทุกวัน เป็นเวลา 10-12 สัปดาห์ ปรากฏว่าระดับคอลเสเตอรอลที่ไม่ดีต่อร่างกายมีปริมาณลดลง ทั้งๆ ที่ทานไข่ทั้งฟองทุกวัน และยังมีระดับคอเลสเตอรอลที่ดีเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก “เลซิติน” ที่อยู่เฉพาะในไข่แดง ไม่มีในไข่ขาว

แต่ถึงแม้ว่าไข่แดงจะดีต่อสุขภาพมากไม่แพ้ไข่ขาว แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ทานแต่ไข่แดงเพียงอย่างเดียว หรือในปริมาณเยอะๆ อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นตลอดเวลาว่า ควรทานไข่แดงคู่กับอาหารอื่นๆ ให้ได้คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วน นี่จึงจะทำให้เราได้รับประโยชน์จากการทานไข่แดงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ที่มา :http://health.sanook.com/6661/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1395035340561281

แบตฯ แบบใหม่ จุไฟได้มากกว่าเดิม 3 เท่า ชาร์จเต็มภายในเวลาไม่กี่นาที ถูกคิดค้นโดยลุงวัย 94

แบตฯ แบบใหม่ จุไฟได้มากกว่าเดิม 3 เท่า ชาร์จเต็มภายในเวลาไม่กี่นาที ถูกคิดค้นโดยลุงวัย 94

ชายอายุ 94 ปี นาม John B. Goodenough ไม่ใช่บุคคล No name ในวงการแบตเตอรี่แต่อย่างใด เขาเป็นศาสตร์ตราจารย์ผู้ทรงเกียรติคุณ ประจำแผนกวิชาวิศวกรรมแห่งมหาวิทยาลัย Texas และผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ของเขาที่คนทั้งโลกต้องยอมคารวะคือ เขาเป็นผู้คิดค้นแบตเตอรี่แบบ lithium-ion (Li-ion) แบตเตอรี่ขนาดเล็กๆ จุพลังงานไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก ที่มีใช้กันอยู่ในเครื่องสมาร์ทโฟนของเรานั่นเอง ซึ่งถ้าคุณลุง John ไม่คิดค้นแบตเตอรี่แบบ Li-ion ก็สุดจะคาดเดาว่า เราจะมีสมาร์ทโฟนเครื่องเล็กๆ ใช้กันในทุกวันนี้หรือไม่

และในเวลานี้ คุณลุง John ได้ร่วมงานกับนักวิจัยนาม Maria Helena Braga เพื่อดูแลทีมนักวิจัยในโครงการประดิษฐ์คิดค้นแบตเตอรี่แบบก้อนแข็ง (Solid-state battery) รูปแบบใหม่ ที่ปลอดภัยกว่า และมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบตฯ Li-ion

แบตเตอรี่รูปแบบใหม่ ใช้สาร โซเดียม หรือลิเธียม ที่ถูกห่อหุ้มด้วยชั้นแก้วอิเล็กโทรไลต์ (อิเล็กโทรไลต์ คือสารที่สามารถนำไฟฟ้าได้เมื่ออยู่ในสภาวะของเหลว) คุณสมบัติอันน่าทึ่งของแบตเตอรี่แบบใหม่นี้คือ สามารถชาร์จพลังงานให้เต็มได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เทียบกับแบตฯ Li-ion ของสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่ใช้เวลาชาร์จเป็่นชั่วโมง และแบตเตอรี่แบบใหม่นี้ยังมีความทนทานต่ออุณหภูมิ สามารถใช้งานในสภาวะเยือกแข็ง หรือในสภาพอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี (-20 ถึง 60 องศาเซลเซียส) โดยการทดสอบในเบื้องต้น พบว่าแบตฯ แบบใหม่นี้ รองรับการชาร์จได้สูงถึง 1,200 รอบ สูงกว่าแบตฯ Li-ion และจุดเด่นของ แบตเตอรี่แบบใหม่นี้คือ ไม่มีส่วนประกอบที่อาจทำให้แบตเตอรี่ลุกไหม้ได้ ทำให้แบตฯ แบบใหม่ของลุง John โดดเด่นกว่าแบตฯ แบบ Li-ion อย่างชัดเจน ในเรื่องของความปลอดภัย

ลุง John กล่าวว่า “เทคโนโลยีแบบใหม่นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ด้วยแบตฯ รูปแบบใหม่ที่ราคาถูกลง ปลอดภัยกว่า แถมยังจุพลังไฟได้มากกว่าเดิม และเรื่องจำนวนรอบการชาร์จที่แบตฯ สามารถรองรับได้ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับการยอมรับมากขึ้น และเชื่อว่าการค้นพบใหม่ของเรา สามารถแก้ปัญหาของระบบแบตเตอรี่ในปัจจุบันได้”

โดยในช่วงเวลานี้ แบตเตอรี่รูปแบบใหม่อยู่ในขั้นตอนของห้องปฏิบัติการ และยังคงต้องมีการพัฒนาต่อไปจนกว่าจะถึงจุดที่เทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้อย่างจริงจัง จึงจะเริ่มมีการมองหาบริษัทเอกชนเพื่อการผลิตออกวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไปครับ

ที่มา : www.digitaltrends.com , th.wikipedia.org

 

LINE , Kaidee , Pantip , Wongnai และ Tencent ครองตำแหน่ง 5 อันดับนายจ้างในธุรกิจเทคฯ/ดิจิตอลที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุด

LINE , Kaidee , Pantip , Wongnai และ Tencent ครองตำแหน่ง 5 อันดับนายจ้างในธุรกิจเทคฯ/ดิจิตอลที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุด

นิด้า จัดอันดับนายจ้างในธุรกิจดิจิตอลที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุด จากการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 376 คน ร้อยละ 57.71 เป็นเพศชาย และร้อยละ 42.29 เป็นเพศหญิง ครอบคลุมทั้งกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา และพนักงานสายไอที-เทคโนโลยี โดยคำถามหลักคือ ให้กลุ่มตัวอย่างบรรยายลักษณะที่ทำงาน “ในฝัน” และระบุชื่อองค์กรด้านเทคโนโลยีที่อยากทำงานด้วย โดยบริษัทนั้นๆ ต้องมีทีมวิศวกรพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอยู่ในไทยด้วย

LINE , Kaidee , Pantip , Wongnai และ Tencent ครองตำแหน่ง 5 อันดับนายจ้างในธุรกิจเทคฯ/ดิจิตอลที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุด

ผลสำรวจเผยว่า LINE ประเทศไทย ได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วย Kaidee, Pantip, Wongnai และ Tencent (Thailand) (ชื่อเดิม  Sanook!) ตามลำดับ โดยทั้ง 5 บริษัทถือเป็นนายจ้างยอดนิยมจากบรรดาธุรกิจดิจิตอลที่อยู่ในการสำรวจจำนวน 17 แห่ง การสำรวจครั้งนี้ยังเปิดเผยด้วยว่าพนักงานอยากทำงานในองค์กรที่มีคุณสมบัติน่าสนใจ อาทิ มุมทำงานสงบๆ พร้อมโซฟาที่นั่งสบายๆ โซนบาร์สำหรับนั่งพักผ่อน และโซนบันเทิงให้เล่นผ่อนคลายกับเพื่อนร่วมงาน ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศในที่ทำงานมีผลต่อการดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพของบริษัทด้านเทคโนโลยี

LINE , Kaidee , Pantip , Wongnai และ Tencent ครองตำแหน่ง 5 อันดับนายจ้างในธุรกิจเทคฯ/ดิจิตอลที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุด

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ตั้งแต่ LINE เข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยปี 2557 เราตั้งเป้าที่จะเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่คนไทยอยากเข้าร่วมงานด้วย​ วันนี้เราดีใจที่ LINE สามารถเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่คนไทยอยากทำงานด้วยมากที่สุด เราเชื่อว่าการที่ LINE จะสรรสร้างนวัตกรรมและบริการต่างๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานดีขึ้นนั้นเกิดจากเราสร้างทีมที่มีความแข็งแกร่ง ทุ่มเท ผนวกความคิดสร้างสรรค์และเปิดกว้างกับไอเดียใหม่ๆ เพราะที่ LINE ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ เราเชื่อว่าวัฒนธรรมองค์กร สวัสดิการ และบรรยากาศในการทำงานที่ LINE จะสามารถดึงดูดคนที่มีศักยภาพและความสามารถเข้ามาร่วมงานกับเรา เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทยไปด้วยกัน”

นายทิวา ยอร์ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/เฮดโค้ช Kaidee กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมาก ที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนายจ้างธุรกิจเทคฯ ที่มีคนอยากทำงานด้วยมากที่สุด เพราะที่ Kaidee เรามุ่งมั่นที่จะสร้างทีมที่มีศักยภาพให้เทียบเท่ากับระดับโลก และเราเชื่อว่าเราสามารถทำได้ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราได้ลงทุนลงแรงอย่างมากในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อในการพัฒนาบุคคล สร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงาน และดึงดูดบุคลากรเทคฯ ที่มีความสามารถให้มาร่วมทีมเรา และสำหรับวงการเทคฯ เองแล้ว เราทุกคนควรจะร่วมมือกันในการผลักดันให้บุคลากรเทคฯ เติบโตขึ้นเพื่ออนาคตของวงการเทคฯ ของไทย”

นายอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี เว็บไซต์ Pantip.com กล่าวว่า “งานของเราคือการสร้างพื้นที่เพื่อให้ผู้คนได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เป้าหมายของเราคือการทำให้ทุกคำถามของคนไทย มีคำตอบที่น่าเชื่อถือ ทีมงานของเราทำงานอย่างหนักเพื่อให้ Pantip เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณค่าแก่สังคมไทย”

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Wongnai กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าที่หลายคนอยากมาทำงานกับ Wongnai เพราะเป็นผู้ใช้งานของเราเป็นประจำอยู่แล้ว และผลงานของเราก็สะท้อนตัวตนของพนักงาน Wongnai ได้ดีว่า เราคือกลุ่มคนที่สนุกกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเนื้อหาและบริการที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทย”

นายกฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของเราคือการสร้างความรู้ด้านเทคโนโลยีให้คนรุ่นใหม่ และทำให้วงการเทคโนโลยีเป็นตัวเลือกแรกๆ ของผู้จบใหม่ ด้วยประสบการณ์ที่เราทำเว็บไซต์ Sanook มาตั้งแต่ยุคแรกของอินเทอร์เน็ตไทย ทำให้เราเป็นพี่ใหญ่ของวงการ ซึ่งเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนวันนี้เราเดินมาไกล และมีผู้ร่วมอุตสาหกรรมกับเรามากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมสตาร์ทอัพ และ อุตสาหกรรมเพลง เป็นต้น ต้องขอบคุณทีมงานที่ช่วยกันสร้างนวัตกรรมและแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ พวกเราทำสิ่งที่เราเชื่อมั่น ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มอบประโยชน์ให้แก่ทั้งผู้ใช้งานและพาร์ทเนอร์ ตลอดจนสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ๆ ซึ่งผมเชื่อว่า สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และในฐานะที่เราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มา 18 ปี เรามีความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมขอเชิญชวนคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นทีมของเรา เพื่อที่ช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ต่อไป”

“สำหรับคนที่อยากหางานที่รักหรือร่วมงานกับบริษัทในฝัน องค์กรเหล่านี้คือตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุด เพราะมีสภาพแวดล้อมการทำงานตลอดจนวัฒนธรรมองค์กรที่ดีเลิศ” ศาสตราจารย์ ดร. กำพล ปัญญาโกเมศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวสรุป

หมายเหตุ: การจัดทำสำรวจครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559

ที่มา :https://news.thaiware.com/9730.html

IoT เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ที่คุณไม่มีวันหนีพ้น

IoT เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ที่คุณไม่มีวันหนีพ้น [Thaiware Infographic ฉบับที่ 42]

ในทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ต ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตเราแทบจะทุกๆ ทาง เริ่มจากเมื่อก่อน เราสัมผัสกับอินเทอร์เน็ตได้เพียงบนคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้ ทั้งมือถือ สมาร์ทโฟน ทีวี หรืออุปกรณ์ต่างๆ ก็สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้งานได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละ ที่เราเรียกมันว่า IoT

IoT หรือ Internet of Things มีนิยามง่ายๆ ก็คืออุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และสามารถทำงานร่วมกันได้ผ่านระบบเครือข่าย โดยอุปกรณ์ที่สังเกตได้ง่ายๆ ในปัจจุบันก็คือ Smart Home ทั้งหลาย ที่สามารถทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ได้ และเราสามารถสั่งการอุปกรณ์เหล่านี้ด้วยสมาร์ทโฟนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้อีกที

แต่จริงๆ แล้ว Internet of Things ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของเรามาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะใช้งานในภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมมากกว่า อย่างเช่น ป้ายมอนิเตอร์ดิสเพลย์ตามร้านค้า อุปกรณ์การแพทย์ กล้องวงจรปิด ระบบจอดรถ และอีกมากมาย ซึ่งใน Thaiware Infographic ฉบับที่ 43 นี้ เราจะพาทุกท่าน มารู้จักกับ Internet of Things ไปด้วยกัน ไปรับชมกันได้เลย

(คลิกที่นี่เพื่อรับชมภาพขนาดเต็ม)

9689_170227173833P3 (1)

ที่มา :http://news.thaiware.com/9689.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1366948166703332

เนบิวลารูปหัวใจ เจ้าของฉายา ราชินีแคสสิโอเปีย รับวันแห่งความรัก

เนบิวลารูปหัวใจ เจ้าของฉายา ราชินีแคสสิโอเปีย รับวันแห่งความรัก

เนบิวลาหัวใจ เนบิวลาเปล่งแสงต้อนรับวันวาเลนไทน์ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของพลาสมาไอออนของไฮโดรเจนและอิเล็กตรอน จนกลายมาเป็นราชินีประจำท้องฟ้า

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์ สมาคมดาราศาสตร์ไทย ได้ออกมาเผยภาพ เนบิวลารูปหัวใจ ซึ่งเป็นกลุ่มเมฆ หมอก แก๊ส และพลาสมาในอวกาศ ที่รวมกันเป็นรูปหัวใจ ซึ่งเนบิวลาหัวใจนี้ อยู่บริเวณแขนเพอร์เซอุสแห่งกาแล็กซีทางช้างเผือก มองเห็นได้ในกลุ่มดาวค้างคาว หรือกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย และได้รับฉายาว่า เป็นราชินีแคสสิโอเปีย

ทั้งนี้ เนบิวลารูปหัวใจ ถือเป็นเนบิวลาเปล่งแสง (Emission nebula) ที่เกิดจากการรวมตัวกันของพลาสมาไอออนของก๊าซไฮโดรเจน และอิเล็กตรอนอิสระ โดยที่เนบิวลารูปหัวใจ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 7,500 ปีแสง

สำหรับเส้นขอบสีแดงของเนบิวลารูปหัวใจและโครงร่างภายนอกนั้น เกิดจากการเปล่งแสงของมวลสารระหว่างดวงดาว สลับกับแถบฝุ่นควันมืด และรูปร่างของเนบิวลารูปหัวใจนี้ เกิดจากการพัดของลมสุริยะและการแผ่รังสีจากดาวยักษ์เพิ่งเกิดใหม่ในกระจุกดาว Melotte 15

ที่มา:https://hilight.kapook.com/view/149200

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1354789154585900

จีน กำลังจะกลายเป็นประเทศที่สร้างพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าร์เซลล์ ได้มากที่สุดในโลก!

จีน กำลังจะกลายเป็นประเทศที่สร้างพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าร์เซลล์ ได้มากที่สุดในโลก!

ภาพโดย Carlos Barria – Reuters

ไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่สร้างมลพิษมากที่สุดในโลก จีน กำลังจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วยการเป็นประเทศ ที่สร้างพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าร์เซลล์ได้มากที่สุดในโลก โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางหน่วยงานบริหารพลังงานแห่งชาติ ของจีน หรือ NEA (National Energy Administration) ได้ออกมาแถลงตัวเลขสำคัญ หลังจากที่ได้มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเท่าตัวในปีที่ผ่านมา ซึ่งแผงโซล่าร์เซลล์ทั้งหมด สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 77.42 กิกะวัตต์ (พันล้านวัตต์) ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่มากมหาศาลในการสร้างไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่ก็ยังนับว่าไม่สามารถชดเชยได้กับการที่จีน เป็นชาติที่สร้างมลภาวะอันดับ 1 ของโลก

และถึงแม้ 77.42 กิกะวัตต์ จะเป็นจำนวนมหาศาล แต่ก็คิดเป็นเพียง 1% ของการสร้างพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ แต่เรื่องนี้กำลังจะมีความก้าวหน้าไปอีกระดับ เมื่อประเทศจีนวางแนวทางเอาไว้ว่าจะใส่ใจในเรื่องการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น โดย NEA แถลงการณ์ว่า จีนมีแผนจะสร้างพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าร์เซลล์ให้ได้ 110 กิกะวัตต์ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า  ซึ่งจะช่วยให้สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในประเทศสูงถึง 20% ภายในปี 2030 โดยที่ในปัจจุบัน ประเทศจีนมีอัตราส่วนการใช้พลังงานทดแทนอยู่ที่ 11%

สภาพภูมิประเทศของจีนนั้นเหมาะมากสำหรับการทำโซล่าร์ฟาร์ม และในปีที่แล้ว ในจังหวัด Shandong, Xinjiang และ Henan มีการขยายพื้นที่ของโซล่าร์ฟาร์มเป็นจำนวนมาก ในขณะที่จังหวัด Xinjiang, Gansu และ Qinghai ได้ขยายพื้นที่โซล่าร์ฟาร์มจนถึงขีดสุดในช่วงปลายปี 2016

การถอยออกมาจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้จีนต้องลงทุนอย่างมหาศาลกับพลังงานสะอาด และจากการรายงานของสำนัก Reuters จีนต้องลงทุนถึง $364 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12.7 ล้านล้านบาท) ในทศวรรษนี้

ความพยายามของจีนในการหันมาใช้พลังงานสะอาด ได้สร้างแรงกดดันให้ประเทศอื่นๆ ได้ลงมือทำในสิ่งเดียวกัน และ Ireland เป็นประเทศแรกในโลก ที่สามารถงดการใช้พลังงานจากน้ำมันโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังมองหาวิธีการสร้างสรรค์ ในการเลือกใช้พลังงานจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน โดย Ireland ประสบความสำเร็จจากการนำพลังงานความร้อนจากใต้ผิวโลกมาใช้งาน (Geothermal energy)
ที่มา : www.digitaltrends.com

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1345585522172930

บรรดาแม่บ้านเตรียมเฮ! นักวิจัยสหรัฐฯ คิดค้นแอปเปิ้ลพันธุ์ใหม่ ปอกทิ้งไว้ยังไงก็ไม่คล้ำ!

บรรดาแม่บ้านเตรียมเฮ! นักวิจัยสหรัฐฯ คิดค้นแอปเปิ้ลพันธุ์ใหม่ ปอกทิ้งไว้ยังไงก็ไม่คล้ำ!

ด้วยรสชาติที่หวานอร่อยและคุณประโยชน์มากมาย จึงไม่แปลกที่แอปเปิ้ลจะเป็นผลไม้โปรดของใครหลายๆ คน แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบมันเลยคือเวลาที่เรากินมันไม่หมด อาจจะปอกไว้หรือกัดไปแค่คำสองคำ ไม่ถึงนาทีเนื้อสีขาวผ่องชวนน่าลิ้มลอง ก็จะค่อยๆ คล้ำขึ้นจนกลายเป็นสีน้ำตาลชวนสยองที่ทำให้คนบางคนหมดอารมณ์ที่จะกินมันอีกต่อไป ถึงแม้จะมีวิธีที่ช่วยชะลอให้เนื้อมันเปลี่ยนสีช้าลงสารพัด เช่น การเอาไปแช่น้ำเกลือ ทิ้งไว้ในน้ำตาล ล้างด้วยน้ำมะนาว หรือการเอาไปใส่กล่องสุญญากาศ แต่สุดท้ายสีของเนื้อแอปเปิ้ลก็จะถูกเปลี่ยนไปอยู่ดี

แต่แล้วก็มีนักวิจัยของบริษัท Okanagan Specialty Fruits สามารถตัดต่อดัดแปลงพันธุกรรมบังคับให้ยีนหยุดผลิตเอนไซม์ Polyphenol Oxidase หรือเรียกสั้นๆ ว่า PPO ที่พบได้ในผลไม้หลายชนิดได้สำเร็จ ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เนื้อของผลไม้เกิดการเปลี่ยนสีจากการทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนในอากาศ จนได้เป็นแอปเปิ้ลที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms – GMO) ชื่อพันธุ์ว่า Golden Delicious ให้เนื้อที่มีสีขาวนวลน่ากินแบบนี้ไปได้นานถึง 3 สัปดาห์! แม้ว่าจะผ่านการปอก หรือการกัดไปแล้วก็ตาม ฟังดูน่ากลัวใช่ไหมครับ จีเอ็มโอเอย พันธุกรรมเอย แต่ไม่ต้องกลัวหรอกครับ เพราะเจ้าแอปเปิ้ล GMO ตัวนี้เป็นนับเป็นผลไม้ดัดแปลงพันธุกรรมตัวแรกที่ถูกรับรองและได้รับตราอนุญาตจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture – USDA) เรียบร้อยแล้วว่าสามารถปลูกได้ กินได้ และปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แล้วไม่แน่ถ้าใครได้มีโอกาสไปอเมริกา ก็อาจจะมีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสของมัน เพราะมันกำลังจะถูกนำไปทดลองวางขายภายใต้แบรนด์ Arctic Apples ในรูปแบบเป็นชิ้นใส่ถุงซื้อกลับบ้าน ที่ซุปเปอร์มาเก็ตบางแห่งในแถบ มิดเวสต์อเมริกา ช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

แอปเปิ้ล Golden Delicious นับเป็นก้าวสำคัญ ในวงการอาหารและการเกษตรในสหรัฐฯ เลยก็ว่าได้ เป็นเหมือนก้าวแรกของผลผลิตที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมในการต่อสู้กับแบบแผนความคิดเดิมของคนอเมริกาที่ต่อต้านวัตถุดิบการเกษตรที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) และคิดว่ามันไม่ปลอดภัย ให้ถูกยอมรับเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้าหากลองย้อนมาดูที่ประเทศไทยบ้านเรา หนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเกษตรกรรมของโลก ที่ถึงแม้จะมีการเริ่มปลูกพืช GMO ในภาคอุตสาหกรรมแล้วบ้าง เช่น ฝ้าย ข้าวโพดอาหารสัตว์ ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังเป็นคำที่แลดูน่ากลัวต่อความรู้สึกของคนไทยอยู่ดี


วิดีโอประกอบจาก Youtube

ทีมา; http://news.thaiware.com/9486.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1334925096572306

 

ญี่ปุ่นทดลองติดตั้งกล่องชาร์จแบตฯ มือถือบนรถเมล์

กล่องชาร์จแบตฯ มือถือบนรถเมล์

รถเมล์ญี่ปุ่นเริ่มทดลองติดตั้งกล่องชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่แบตเตอรี่หมดระหว่างทาง

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 เว็บไซต์ rocketnews24 ได้รายงานว่า มีผู้โดยสารรถเมล์ของญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งพบกล่องสำหรับชาร์จแบตเตอรี่มือถือและอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ ถูกติดตั้งในรถเมล์สายหนึ่งของ Tokyo Bureau of Transportation โดยติดอยู่บริเวณใกล้กับปุ่ม Stop ใกล้ประตูรถ ซึ่งเป็นปุ่มสำหรับให้ผู้โดยสารกดหากต้องการลงป้ายหน้า และดูเหมือนว่าจะให้ผู้โดยสารจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่จากกล่องดังกล่าวได้ฟรีอีกด้วย

กล่องชาร์จแบตฯ มือถือบนรถเมล์

กล่องชาร์จแบตเตอรี่ดังกล่าวมีพอร์ตให้เสียบชาร์จมือถือได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 เครื่อง โดยใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าร่วมกับปุ่ม Stop ที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งการติดตั้งกล่องชาร์จดังกล่าวไว้ในรถเมล์น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารในยุคสมาร์ทโฟนได้พอสมควร อย่างไรก็ตามในขณะนี้กล่องชาร์จได้ถูกติดตั้งไว้บนรถเมล์เพียงสายเดียวเท่านั้น และกำลังอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูลการใช้สมาร์ทโฟนของผู้โดยสารในแต่ละสายว่ามีมากน้อยเท่าไร เพื่อเป็นการพิจารณาติดตั้งกล่องชาร์จไว้บนรถเมล์สายอื่น ๆ ในอนาคต

ที่มา:http://men.kapook.com/view164689.html