คลังเก็บหมวดหมู่: กรรณิการ์ สายศรี

เนบิวลารูปหัวใจ เจ้าของฉายา ราชินีแคสสิโอเปีย รับวันแห่งความรัก

เนบิวลารูปหัวใจ เจ้าของฉายา ราชินีแคสสิโอเปีย รับวันแห่งความรัก

เนบิวลาหัวใจ เนบิวลาเปล่งแสงต้อนรับวันวาเลนไทน์ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของพลาสมาไอออนของไฮโดรเจนและอิเล็กตรอน จนกลายมาเป็นราชินีประจำท้องฟ้า

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 เว็บไซต์ สมาคมดาราศาสตร์ไทย ได้ออกมาเผยภาพ เนบิวลารูปหัวใจ ซึ่งเป็นกลุ่มเมฆ หมอก แก๊ส และพลาสมาในอวกาศ ที่รวมกันเป็นรูปหัวใจ ซึ่งเนบิวลาหัวใจนี้ อยู่บริเวณแขนเพอร์เซอุสแห่งกาแล็กซีทางช้างเผือก มองเห็นได้ในกลุ่มดาวค้างคาว หรือกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย และได้รับฉายาว่า เป็นราชินีแคสสิโอเปีย

ทั้งนี้ เนบิวลารูปหัวใจ ถือเป็นเนบิวลาเปล่งแสง (Emission nebula) ที่เกิดจากการรวมตัวกันของพลาสมาไอออนของก๊าซไฮโดรเจน และอิเล็กตรอนอิสระ โดยที่เนบิวลารูปหัวใจ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 7,500 ปีแสง

สำหรับเส้นขอบสีแดงของเนบิวลารูปหัวใจและโครงร่างภายนอกนั้น เกิดจากการเปล่งแสงของมวลสารระหว่างดวงดาว สลับกับแถบฝุ่นควันมืด และรูปร่างของเนบิวลารูปหัวใจนี้ เกิดจากการพัดของลมสุริยะและการแผ่รังสีจากดาวยักษ์เพิ่งเกิดใหม่ในกระจุกดาว Melotte 15

ที่มา:https://hilight.kapook.com/view/149200

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1354789154585900

จีน กำลังจะกลายเป็นประเทศที่สร้างพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าร์เซลล์ ได้มากที่สุดในโลก!

จีน กำลังจะกลายเป็นประเทศที่สร้างพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าร์เซลล์ ได้มากที่สุดในโลก!

ภาพโดย Carlos Barria – Reuters

ไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่สร้างมลพิษมากที่สุดในโลก จีน กำลังจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วยการเป็นประเทศ ที่สร้างพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าร์เซลล์ได้มากที่สุดในโลก โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางหน่วยงานบริหารพลังงานแห่งชาติ ของจีน หรือ NEA (National Energy Administration) ได้ออกมาแถลงตัวเลขสำคัญ หลังจากที่ได้มีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเท่าตัวในปีที่ผ่านมา ซึ่งแผงโซล่าร์เซลล์ทั้งหมด สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 77.42 กิกะวัตต์ (พันล้านวัตต์) ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่มากมหาศาลในการสร้างไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด แต่ก็ยังนับว่าไม่สามารถชดเชยได้กับการที่จีน เป็นชาติที่สร้างมลภาวะอันดับ 1 ของโลก

และถึงแม้ 77.42 กิกะวัตต์ จะเป็นจำนวนมหาศาล แต่ก็คิดเป็นเพียง 1% ของการสร้างพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ แต่เรื่องนี้กำลังจะมีความก้าวหน้าไปอีกระดับ เมื่อประเทศจีนวางแนวทางเอาไว้ว่าจะใส่ใจในเรื่องการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น โดย NEA แถลงการณ์ว่า จีนมีแผนจะสร้างพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าร์เซลล์ให้ได้ 110 กิกะวัตต์ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า  ซึ่งจะช่วยให้สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในประเทศสูงถึง 20% ภายในปี 2030 โดยที่ในปัจจุบัน ประเทศจีนมีอัตราส่วนการใช้พลังงานทดแทนอยู่ที่ 11%

สภาพภูมิประเทศของจีนนั้นเหมาะมากสำหรับการทำโซล่าร์ฟาร์ม และในปีที่แล้ว ในจังหวัด Shandong, Xinjiang และ Henan มีการขยายพื้นที่ของโซล่าร์ฟาร์มเป็นจำนวนมาก ในขณะที่จังหวัด Xinjiang, Gansu และ Qinghai ได้ขยายพื้นที่โซล่าร์ฟาร์มจนถึงขีดสุดในช่วงปลายปี 2016

การถอยออกมาจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้จีนต้องลงทุนอย่างมหาศาลกับพลังงานสะอาด และจากการรายงานของสำนัก Reuters จีนต้องลงทุนถึง $364 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12.7 ล้านล้านบาท) ในทศวรรษนี้

ความพยายามของจีนในการหันมาใช้พลังงานสะอาด ได้สร้างแรงกดดันให้ประเทศอื่นๆ ได้ลงมือทำในสิ่งเดียวกัน และ Ireland เป็นประเทศแรกในโลก ที่สามารถงดการใช้พลังงานจากน้ำมันโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังมองหาวิธีการสร้างสรรค์ ในการเลือกใช้พลังงานจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน โดย Ireland ประสบความสำเร็จจากการนำพลังงานความร้อนจากใต้ผิวโลกมาใช้งาน (Geothermal energy)
ที่มา : www.digitaltrends.com

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1345585522172930

บรรดาแม่บ้านเตรียมเฮ! นักวิจัยสหรัฐฯ คิดค้นแอปเปิ้ลพันธุ์ใหม่ ปอกทิ้งไว้ยังไงก็ไม่คล้ำ!

บรรดาแม่บ้านเตรียมเฮ! นักวิจัยสหรัฐฯ คิดค้นแอปเปิ้ลพันธุ์ใหม่ ปอกทิ้งไว้ยังไงก็ไม่คล้ำ!

ด้วยรสชาติที่หวานอร่อยและคุณประโยชน์มากมาย จึงไม่แปลกที่แอปเปิ้ลจะเป็นผลไม้โปรดของใครหลายๆ คน แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบมันเลยคือเวลาที่เรากินมันไม่หมด อาจจะปอกไว้หรือกัดไปแค่คำสองคำ ไม่ถึงนาทีเนื้อสีขาวผ่องชวนน่าลิ้มลอง ก็จะค่อยๆ คล้ำขึ้นจนกลายเป็นสีน้ำตาลชวนสยองที่ทำให้คนบางคนหมดอารมณ์ที่จะกินมันอีกต่อไป ถึงแม้จะมีวิธีที่ช่วยชะลอให้เนื้อมันเปลี่ยนสีช้าลงสารพัด เช่น การเอาไปแช่น้ำเกลือ ทิ้งไว้ในน้ำตาล ล้างด้วยน้ำมะนาว หรือการเอาไปใส่กล่องสุญญากาศ แต่สุดท้ายสีของเนื้อแอปเปิ้ลก็จะถูกเปลี่ยนไปอยู่ดี

แต่แล้วก็มีนักวิจัยของบริษัท Okanagan Specialty Fruits สามารถตัดต่อดัดแปลงพันธุกรรมบังคับให้ยีนหยุดผลิตเอนไซม์ Polyphenol Oxidase หรือเรียกสั้นๆ ว่า PPO ที่พบได้ในผลไม้หลายชนิดได้สำเร็จ ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เนื้อของผลไม้เกิดการเปลี่ยนสีจากการทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนในอากาศ จนได้เป็นแอปเปิ้ลที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms – GMO) ชื่อพันธุ์ว่า Golden Delicious ให้เนื้อที่มีสีขาวนวลน่ากินแบบนี้ไปได้นานถึง 3 สัปดาห์! แม้ว่าจะผ่านการปอก หรือการกัดไปแล้วก็ตาม ฟังดูน่ากลัวใช่ไหมครับ จีเอ็มโอเอย พันธุกรรมเอย แต่ไม่ต้องกลัวหรอกครับ เพราะเจ้าแอปเปิ้ล GMO ตัวนี้เป็นนับเป็นผลไม้ดัดแปลงพันธุกรรมตัวแรกที่ถูกรับรองและได้รับตราอนุญาตจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture – USDA) เรียบร้อยแล้วว่าสามารถปลูกได้ กินได้ และปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แล้วไม่แน่ถ้าใครได้มีโอกาสไปอเมริกา ก็อาจจะมีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสของมัน เพราะมันกำลังจะถูกนำไปทดลองวางขายภายใต้แบรนด์ Arctic Apples ในรูปแบบเป็นชิ้นใส่ถุงซื้อกลับบ้าน ที่ซุปเปอร์มาเก็ตบางแห่งในแถบ มิดเวสต์อเมริกา ช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

แอปเปิ้ล Golden Delicious นับเป็นก้าวสำคัญ ในวงการอาหารและการเกษตรในสหรัฐฯ เลยก็ว่าได้ เป็นเหมือนก้าวแรกของผลผลิตที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมในการต่อสู้กับแบบแผนความคิดเดิมของคนอเมริกาที่ต่อต้านวัตถุดิบการเกษตรที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) และคิดว่ามันไม่ปลอดภัย ให้ถูกยอมรับเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้าหากลองย้อนมาดูที่ประเทศไทยบ้านเรา หนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเกษตรกรรมของโลก ที่ถึงแม้จะมีการเริ่มปลูกพืช GMO ในภาคอุตสาหกรรมแล้วบ้าง เช่น ฝ้าย ข้าวโพดอาหารสัตว์ ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังเป็นคำที่แลดูน่ากลัวต่อความรู้สึกของคนไทยอยู่ดี


วิดีโอประกอบจาก Youtube

ทีมา; http://news.thaiware.com/9486.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1334925096572306

 

ญี่ปุ่นทดลองติดตั้งกล่องชาร์จแบตฯ มือถือบนรถเมล์

กล่องชาร์จแบตฯ มือถือบนรถเมล์

รถเมล์ญี่ปุ่นเริ่มทดลองติดตั้งกล่องชาร์จแบตเตอรี่มือถือ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่แบตเตอรี่หมดระหว่างทาง

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 เว็บไซต์ rocketnews24 ได้รายงานว่า มีผู้โดยสารรถเมล์ของญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งพบกล่องสำหรับชาร์จแบตเตอรี่มือถือและอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ ถูกติดตั้งในรถเมล์สายหนึ่งของ Tokyo Bureau of Transportation โดยติดอยู่บริเวณใกล้กับปุ่ม Stop ใกล้ประตูรถ ซึ่งเป็นปุ่มสำหรับให้ผู้โดยสารกดหากต้องการลงป้ายหน้า และดูเหมือนว่าจะให้ผู้โดยสารจะสามารถชาร์จแบตเตอรี่จากกล่องดังกล่าวได้ฟรีอีกด้วย

กล่องชาร์จแบตฯ มือถือบนรถเมล์

กล่องชาร์จแบตเตอรี่ดังกล่าวมีพอร์ตให้เสียบชาร์จมือถือได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 เครื่อง โดยใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าร่วมกับปุ่ม Stop ที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งการติดตั้งกล่องชาร์จดังกล่าวไว้ในรถเมล์น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารในยุคสมาร์ทโฟนได้พอสมควร อย่างไรก็ตามในขณะนี้กล่องชาร์จได้ถูกติดตั้งไว้บนรถเมล์เพียงสายเดียวเท่านั้น และกำลังอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูลการใช้สมาร์ทโฟนของผู้โดยสารในแต่ละสายว่ามีมากน้อยเท่าไร เพื่อเป็นการพิจารณาติดตั้งกล่องชาร์จไว้บนรถเมล์สายอื่น ๆ ในอนาคต

ที่มา:http://men.kapook.com/view164689.html

“หวีอัจฉริยะ” ประเมินสุขภาพผม-แนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผมได้

“หวีอัจฉริยะ” ประเมินสุขภาพผม-แนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผมได้

นับเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของสาวๆ สำหรับหวีอัจฉริยะ “เคเรสตาส แฮร์ โค๊ช พาวเวอร์บาย วิทธิงส์” ที่เพิ่งเปิดตัว และคว้ารางวัลนวัตกรรมระดับอินเตอร์จากงาน CES 2017 เพราะนอกจากประเมินสุขภาพผมแล้ว ยังแนะนำผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผมได้อีกด้วย

เคเรสตาส แฮร์ โค๊ช พาวเวอร์บาย วิทธิงส์ (Kérastase Hair Coach Powered by Withings) เป็นหวีอัจฉริยะที่คิดค้นโดยศูนย์วิจัยและนวัตกรรมลอรีอัลร่วมกับวิทธิงส์ และเพิ่งคว้ารางวัล International CES Innovation Award ในงาน CES 2017

สำหรับการทำงานของ หวีอัจฉริยะ เคเรสตาส แฮร์ โค๊ช พาวเวอร์บาย วิทธิงส์ นั้นใช้เซ็นเซอร์ชั้นสูงในการวิเคราะห์ระดับคุณภาพเส้นผม รูปแบบการหวีผม และตรวจสอบผลการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมต่างๆ โดยทำงานคู่กับสมาร์ทโฟนเพื่ออ่านข้อมูล และช่วยแนะนำวิธีการหวีผมและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพเส้นผม

 

ภายในหวีมีไมโครโฟนในการรับฟังเสียงของรูปแบบการหวีผม และตรวจจับความยุ่ง ความแห้ง ผมแตกปลาย และ ผมเสีย มีโหลดเซลรับน้ำหนัก 3 แกน (3-axis load cells) ที่ตรวจจับน้ำหนักการหวีผมและแรงกดที่หนังศีรษะ มีเซ็นเซอร์วัดความเร่งและเซนเซอร์วัดการหมุนไจรสโคป (gyroscope) ที่ช่วยวิเคราะห์รูปแบบการหวี จำนวนครั้งของการหวี และสามารถสั่นเตือนในกรณีที่มีการหวีผมที่รุนแรงเกินไป และมีเซ็นเซอร์วัดค่าที่ตรวจจับว่ากำลังหวีในระหว่างผมเปียกหรือผมแห้งเพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล

ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จะส่งผ่านทางสัญญาณไว-ไฟและบลูทูธโดยอัตโนมัติไปที่แอปพลิเคชันของสมาร์ทโฟน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสภาวะอากาศ เช่น ความชื้น อุณหภูมิ ระดับยูวี และ แรงลม ซึ่งต่างมีผลต่อคุณภาพและการดูแลเส้นผม

“การคิดค้นเทคโนโลยีเพื่ออัพเกรดหวีแปรงเช่นนี้นับเป็นการปฎิวัติวงการความงาม ที่จะมีผลต่อปรับเปลี่ยนการดูแลความงามและสมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างสิ้นเชิง” กุอีฟ บาลูช รองประธาน ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมลอรีอัลกล่าว

ทั้งนี้ หวีอัจฉริยะ เคเรสตาส แฮร์ โค๊ช พาวเวอร์บาย วิทธิงส์ จะเริ่มวางจำหน่ายในกลางปี 2017 นี้ ในราคาต่ำกว่า 200 เหรียญสหรัฐ ที่ร้านซาลอนเคเรสตาส และทางเว็บไซต์เคเรสตาสและวิทธิงส์

ที่มา: http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9600000003692

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1319955404735942

แอพแรกที่คุณเลือก นักวิทย์เผยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่น ก่อคลื่นสะเทือนถึงอวกาศ

แผ่นดินไหว ครั้งใหญ่ที่ ญี่ปุ่น ก่อคลื่นสะเทือนถึงอวกาศ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

นักวิทยาศาสตร์เผย ดาวเทียมโกเช่ จากองค์กรอวกาศของยุโรป สามารถตรวจจับคลื่นเสียงที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 2011 ได้เป็นครั้งแรก

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมาว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 9 ริกเตอร์ ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2011 ได้ก่อให้เกิดคลื่นความถี่ต่ำที่ได้ได้ยินไปถึงอวกาศ โดยคลื่นความถี่ดังกล่าว ถูกบันทึกไว้ได้โดยดาวเทียมโกเช่ (Goce : The Gravity Ocean Circulation Explorer) ขององค์กรอวกาศของยุโรป (ESA)

โดยการค้นพบในครั้งนี้ถูกเปิดเผยโดย ราเฟล การ์เซีย นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจันดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ ในฝรั่งเศส เขาได้อธิบายว่า แผ่นดินไหวนั้นนอกจากจะก่อให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ภายในโลกแล้ว ยังก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนบนพื้นผิวโลกคล้ายกับแรงสั่นบนหน้ากลอง ซึ่งจะก่อให้เกิดคลื่นความถี่ต่ำที่เดินทางในแนวดิ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอย่างรวดเร็ว ในความเร็วไม่ต่ำกว่า 130 เมตรต่อวินาที จนดาวเทียมโกเช่ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการตรวจจับคลื่นสัญญาณ สามารถตรวจจับและบันทึกคลื่นความถี่นั้นไว้ได้

ทั้งนี้ ดาวเทียมโกเช่ สามารถบันทึกสัญญาณจากแผ่นดินไหวครั้งแรกได้ในตอนที่โคจรผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก หลังจากเกิดแผ่นดินไหว 30 นาที และบันทึกได้อีกครั้งตอน 25 นาทีหลังจากนั้น ในตอนที่เคลื่อนที่ผ่านยุโรป

และนี่นับเป็นครั้งแรกที่ดาวเทียมสามารถตรวจจับและบันทึกคลื่นสัญญาณจากการเกิดแผ่นดินไหวบนพื้นโลกได้ ซึ่ง ราเฟล ก็ได้เผยว่า เหล่านักวิทยาศาสตร์ด้านแผ่นดินไหววิทยา ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากในการค้นพบครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาพวกเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับโลก โดยที่ไม่มีเครื่องมือทางอวกาศมาช่วยในการศึกษาในการเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวบนโลกโดยตรง แต่ด้วยเครื่องมือใหม่นี้จะทำให้นักวิทยาศาสตร์หันไปมองวิธีการทางอวกาศเพื่อศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับใต้พื้นโลกได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจจับแผ่นดินไหวหลักของญี่ปุ่น กล่าวว่า มันเป็นเรื่องผิดปกติที่จะใช้ดาวเทียมเพื่อการวิเคราะห์เกี่ยวกับแผ่นดินไหว โดยทั่วไปแล้วแผ่นดินไหวนั้นจะถูกเฝ้าสังเกตและตรวจจับโดยเครื่องมือวัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวจากภาคพื้นดิน ซึ่งดาวเทียมนั้นไม่สามารถใช้ตรวจจับแผ่นดินไหวในตอนที่พวกมันเกิดขึ้นได้ แต่ถึงอย่างนั้น หน่วยงานของพวกเขาก็มีความยินดีถ้าดาวเทียมจะเข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษาด้านแผ่นดินไหวได้

ที่มา http://hilight.kapook.com/view/83211

วิทยาศาสตร์ฯ มธ. คว้ารางวัลยอดเยี่ยม โครงการ U-Project ปี 3

 

กรุงเทพฯ 6 มิถุนายน 2559นายณัฐพล จันทร์แก้ว อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชนบท คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) (กลาง) พร้อมด้วยนักศึกษาจากภาควิชาเทคโนโลยีชนบท คว้ารางวัลยอดเยี่ยม พร้อมรับทุนการศึกษา 50,000 บาท ในโครงการกระทิงแดง U-Project ปี 3 ด้วยผลงาน “เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์สนับสนุนการแปรรูปถั่วดาวอินคา″ การส่งเสริมการปลูกถั่วดาวอินคาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านห้วยเลา ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด เขตบางบอน กรุงเทพฯ

ที่มา http://campus.sanook.com/1381797/

3 นักวิทย์ญี่ปุ่นเจ๋ง คว้าโนเบลฟิสิกส์ “ผลิต”หลอดแอลอีดีสีน้ำเงิน”นำไปสู่การผลิต”หลอดไฟปัจจุบัน”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการตัดสิน ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน มีมติเห็นชอบตรงกันในการมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ให้กับ 3 นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นผู้คิดค้น “ไดโอตเปล่งแสง” หรือหลอดไฟแอลอีดีสีน้ำเงินขึ้นมาได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คนประกอบด้วย ศาสตราจารย์ อิซามุ อาคาซากิ, ศาสตราจารย์ ฮิโรชิ อามาโนะ และศาสตราจารย์ ชูจิ นากามูระ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการประกาศรายชื่อผู้คว้ารางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ไปครอง

โดยนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คน สามารถผลิตหลอดไฟแอลอีดีสีน้ำเงินขึ้นมาได้ในช่วงปีศตวรรษที่ 1990 ขณะที่หลอดไฟสีแดงและสีเขียวนั้นถูกผลิตขึ้นมาอยู่ก่อนแล้ว จึงนับว่าเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในการผลิตหลอดไฟสีน้ำเงินขึ้นมา โดยเมื่อนำแสงสีน้ำเงินมารวมกับแสงสีแดงและสีเขียว ได้นำไปสู่การประดิษฐ์หลอดไฟสีขาวที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อาทิ หน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอสมาร์ทโฟน ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ทั้งนี้ ประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศทั่วโลกต่างแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแอลอีดีแทนที่การใช้หลอดไฟแบบร้อนธรรมดา (อินแคนเดสเซนต์) และหลอดฟลูออเรสเซนต์ เนื่องจากหลอดแอลอีดีนั้นสามารถให้พลังงานและมีอายุการใช้งานที่นานกว่าหลอดไฟชนิดอื่น รวมถึงยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ที่มา:http://campus.sanook.com/1374177/