คลังเก็บหมวดหมู่: คณิณ อัครจิตธรรม

ใกล้ความเป็นจริง Bridgestone กับยางจักรยานที่ไม่มีวันแบน

ใกล้ความเป็นจริง Bridgestone กับยางจักรยานที่ไม่มีวันแบน

เราได้เคยนำเสนอข่าวเรื่อง ยางจักรยานที่ไม่มีวันแบน ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งกระแสตอบรับค่อนข้างดี มาคราวนี้ก็มีอีกหนึ่งคอนเซ็ปต์ของยางจักรยานแบบที่ไม่มีวันแบนมานำเสนอกัน โดยเป็นของแบรนด์ Bridgestone เจ้าแห่งการผลิตยางรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัย แต่ถ้าใครคร่ำหวอดอยู่ในวงการจักรยานก็จะรู้ดีว่า Bridgestone ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตรถจักรยานเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวจักรยานจะได้เห็นไอเดียสร้างสรรค์จากแบรนด์นี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหายางแตก หรือยางแบนเมื่อไปเกี่ยวเข้ากับตะปู หรือเศษแก้วที่หล่นเกลื่อนบนถนน เป็นเรื่องที่สร้างความปวดใจให้นักปั่นจักรยานมานักต่อนัก การคิดค้นยางจักรยานแบบที่ไม่มีวันแบน จึงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชาวจักรยานได้อย่างแท้จริง

ใกล้ความเป็นจริง Bridgestone กับยางจักรยานที่ไม่มีวันแบน

ย้อนกลับไปในปี 2011 ทาง Bridgestone ได้เคยนำเสนอแนวคิดของยางจักรยานแบบไม่ต้องสูบลม และไม่มีวันแบน หรือที่เรียกว่ายางแบบ Air Free ในงาน Tokyo Auto Show ซึ่งยางแบบนี้จะถูกออกแบบให้ภายในเป็นเนื้อตัน ไม่มียางใน และมาพร้อมก้านล้อแบบ Thermoplastic-resin ที่สามารถยืดหยุ่นรับแรงกระแทกได้ แต่ในเวลานั้นแนวคิดของยางจักรยานแบบ Air Free ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจริง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 6 ปี ทาง Bridgestone ก็ได้ทำให้แนวคิดดังกล่าวเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น ด้วยการสร้างยางตัวต้นแบบที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากๆ เลย

เจ้ายางจักรยานแบบไม่มีวันแบนนี้ นอกจากจะไม่ทำให้ชาวจักรยานต้องหงุดหงิดกับการเดินหาร้านปะยางแล้ว ก็ยังมีข้อดีให้ไม่ต้องพกที่สูบลมติดจักรยานเอาไว้ด้วย เรียกว่าชีวิตดีขึ้นเยอะเลย แต่ก็ต้องอดใจรอกันไปก่อนนะครับ เพราะช่วงเวลานี้ทาง Bridgestone เขากำลังทำการทดสอบเจ้ายางรูปแบบใหม่นี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกอย่างออกมาโอเค และไม่มีปัญหาในการใช้งาน คาดว่ากว่ายางจักรยานแบบไม่มีวันแบนของทาง Bridgestone จะออกวางจำหน่ายได้ ก็ต้องรอกันไปถึงปี 2019 นั่นเลย

ที่มา : https://news.thaiware.com/10204.html

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1436787756386039

SDA ประกาศมาตรฐานใหม่ UHS-III เพิ่มความเร็วโอนข้อมูลมากกว่า UHS-II ถึง 2 เท่า

SD Association (SDA) ประกาศมาตรฐานใหม่ UHS-III ที่ช่วยให้อัตราการส่งข้อมูลรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเป็น 2 เท่าเป็น 624 MB/s จากปกติ UHS-II มีมาตรฐานความเร็วในการส่งอยู่ที่ 312 MB/s เท่านั้น

SDA ประกาศมาตรฐานใหม่ UHS-III เพิ่มความเร็วโอนข้อมูลมากกว่า UHS-II ถึง 2 เท่า

สำหรับ UHS-III SD Card ถือว่าเป็นเทคโนโลยี SD Card ที่พัฒนามาเพื่อปูทางสำหรับ ยกระดับการใช้งานด้านการถ่ายภาพ และ วีดีโอ ที่มีความละเอียดสูงมากยิ่งขึ้น นั่นเพราะไม่ว่าจะเป็นภาพที่มีความละเอียดสูง, ภาพนิ่ง และภาพวีดีโอในรูปแบบ 360 องศา, ภาพจากโดรน หรือ ภาพวีดีโอ 3D, 4K และ 8K ก็สามารถใช้งานได้อย่างสบายๆ ไม่ติดขัดใดๆ

ซึ่งถ้าหากว่า UHS-III สามารถพิสูจน์ได้ว่า ความสามารถของมันมีความเร็วในการเขียนที่สูงจริง ทาง SDA จะจัดให้ UHS-III มีสัญลักษณ์ V60 หรือ เร็วกว่านั้นทันที ( V6, V10, V30 รองรับวิดีโอ HD ถึง 4K ส่วน V60 และ V90 รองรับได้ถึงวิดีโอ 8K)

แน่นอนว่า ในปัจจุบันได้มีหลายแบรนด์ที่พัฒนากล้องให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Fujifilm รุ่นล่าสุด, OLYMPUS E-M1 Mark II และ Panasonic GH5 เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิสูงนั้น อาจจะต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นเดียวกัน

ที่มา : https://news.thaiware.com/9693.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1380380102026805

แพทย์อินเดียพบแมลงสาบในศีรษะผู้ป่วย

หมออินเดีย  แมงสาบ ในศรีษะคน

แพทย์อินเดียพบแมลงสาบในศีรษะผู้ป่วย

สื่อนอกเผยคลิปเหตุชวนขนลุกเมื่อแมลงสาบตัวจิ๋วมุดจมูกหญิงชาวอินเดียไปติดอยู่บริเวณกะโหลกศีรษะนานเกือบครึ่งวันจนต้องเร่งให้แพทย์คีบออกมา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลของวิทยาลัยการแพทย์สแตนลีย์ในเมืองเชนไนของอินเดีย โดยในคลิปนั้นแพทย์กำลังพยายามดึงเอาแมลงสาบตัวเล็ก ๆ ออกจากบริเวณกะโหลกศีรษะของหญิงคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “เซลวี”

หญิงคนนี้เล่าว่า ขณะที่เธอกำลังนอนหลับ จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรขยับไปมาที่ตาของเธอจนมีอาการปวดแสบปวดร้อน ปรากฎว่าเมื่อไปหาหมอ เธอถึงกับตะลึง เมื่อสิ่งที่ดิ้นอยู่ในร่างกายของเธอเป็นเวลานานเกือบ 12 ชั่วโมงคือแมลงสาบ โดยคาดว่ามันคงจะเข้าไปทางรูจมูก จากนั้นก็มุดเข้าไปยังโพรงจมูกจนไปหยุดอยู่ที่ฐานกะโหลกศีรษะซึ่งอยู่ระหว่างดวงตาทั้ง 2 ข้าง ใกล้กับสมอง

คุณหมอเอ็ม เอ็น ชานการ์ หัวหน้าแผนกหู คอ จมูกของโรงพยาบาลบอกว่า เป็นหมอมา 30 ปีเพิ่งจะเจอเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก ส่วนการผ่าตัดใช้เวลา 45 นาที และตอนที่ดึงออกมา ปรากฎว่าแมลงสาบยังไม่ตายคุณหมอบอกด้วยว่า ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ แมลงสาบคงจะตาย จากนั้นคนไข้ก็จะติดเชื้อซึ่งอาจลามไปยังสมองได้

ที่มา;http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/739241

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1350534498344699

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เฝ้าระวังคุณภาพนมโรงเรียนทั่วประเทศ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เฝ้าระวังคุณภาพนมโรงเรียนทั่วประเทศ

 

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังคุณภาพนมโรงเรียนทั้งชนิดพาสเจอร์ไรส์และยูเอชทีทั่วประเทศ โดยตรวจวิเคราะห์ทางด้านโภชนาการและด้านจุลชีววิทยา เพื่อควบคุมคุณภาพและคุ้มครองผู้บริโภคให้เด็กนักเรียนไทยได้ดื่มนม ที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย

นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 14 ศูนย์ทั่วประเทศ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ ได้ร่วมกันเฝ้าระวังคุณภาพของนมโรงเรียนทั้งชนิดพาสเจอร์ไรส์และยูเอชที โดยตรวจวิเคราะห์ทั้งด้านโภชนาการ ได้แก่ เนื้อนมไม่รวมไขมัน ไขมัน และโปรตีน และด้านจุลชีววิทยา ได้แก่ จำนวนแบคทีเรียทั้งหมด จุลินทรีย์บ่งชี้สุขลักษณะการผลิต เช่น เชื้อโคลิฟอร์ม (Coliform) และเชื้ออีโคไล (E. coli) และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อบาซีลัส ซีเรียส (Bacillus cereus) เชื้อลิสทิเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes) เชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella spp.) และเชื้อสเเตปฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 350 (พ.ศ. 2556) เรื่องนมโค ซึ่งในช่วงปี 2555-2558 ได้ตรวจวิเคราะห์นมโรงเรียน จำนวน 1,750 ตัวอย่าง (ชนิดพาสเจอร์ไรส์ 1,190 และยูเอชที 560 ตัวอย่าง) ผลการตรวจ พบว่า ไม่ได้มาตรฐาน 436 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 24.9 ในจำนวนนี้เป็นนมชนิดพาสเจอร์ไรส์ 321 ตัวอย่าง และยูเอชที 115 ตัวอย่าง สาเหตุที่ไม่ได้มาตรฐานเนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์ด้านโภชนาการ 290 ตัวอย่าง ด้านจุลชีววิทยา 95 ตัวอย่าง และไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งด้านโภชนาการและจุลชีววิทยา 51 ตัวอย่าง ด้านโภชนาการส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเนื้อนมไม่รวมไขมันต่ำกว่ามาตรฐาน ทางด้านจุลชีววิทยาพบว่านมชนิดพาสเจอร์ไรส์ไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดสูงกว่ามาตรฐาน ร้อยละ 6.9 จุลินทรีย์ที่บ่งชี้สุขลักษณะการผลิตที่ไม่ดี ร้อยละ 3.1 และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 3.8 ขณะที่ชนิดยูเอชที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากพบแบคทีเรียทั้งหมดสูงกว่ามาตรฐาน ร้อยละ 2.9  เชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 0.9

จากข้อมูลการตรวจพบนมโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อร่วมมือกันวิเคราะห์หาสาเหตุปัญหาคุณภาพนมโรงเรียนและเร่งดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาอย่างจริงจัง สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคนมโรงเรียนว่ามีความปลอดภัย เด็กไทยมีโภชนาการที่ดีมีพัฒนาการที่สมวัยและไม่มีเด็กที่จะต้องได้รับผลกระทบจากนมที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

นายแพทย์อภิชัย กล่าวต่ออีกว่า ข้อแนะนำในการดื่มนมให้ได้ประโยชน์และปลอดภัย นมพาสเจอร์ไรส์ เป็นนมที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อน เพื่อทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคและลดปริมาณจุลินทรีย์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงต้องเก็บที่อุณหภูมิไม่เกิน 8 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 7-10 วัน และมีการควบคุมอุณหภูมิในการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม ตั้งแต่โรงงานผลิต ระหว่างการขนส่งนมไปยังโรงเรียน จนถึงการเก็บรักษาที่โรงเรียนก่อนแจกจ่ายให้นักเรียนดื่ม และก่อนดื่มควรสังเกตเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำนมมีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน และมีสี กลิ่น รสปกติ ส่วนนมยูเอชทีเป็นนมที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 133 องศาเซลเซียส เพื่อทำลายจุลินทรีย์ จึงสามารถ เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้องได้นาน 6-9 เดือน แต่ไม่ควรเก็บนมไว้ที่อุณหภูมิสูง และไม่วางกล่องนมให้ถูกแสงแดดโดยตรง ในการขนส่งและเก็บรักษา ควรบรรจุกล่องนมในลังกระดาษและไม่ซ้อนลังหลายชั้น เพราะกล่องนมอาจเสียหาย เกิดรอยรั่วซึม ทำให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปในกล่องนมทำให้นมเสียได้ และเมื่อเปิดกล่องแล้วดื่มไม่หมด ควรนำนมที่เหลือไปเก็บไว้ในตู้เย็นและดื่มให้หมดภายใน 3-5 วัน

ที่มา http://www.dmsc.moph.go.th/dmscnew/news_detail.php?cid=1&id=1472