คลังเก็บหมวดหมู่: จันทร์จิรา ศรีพนม

นาซาพบกลุ่มดาวเคราะห์ขนาดใกล้โลก 7 ดวง

ฮือฮา! นาซาค้นพบระบบสุริยจักรวาลแห่งใหม่ มีดาวบริวาร 7 ดวง ขนาดใกล้เคียงโลก ลุ้นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

วันนี้ (23ก.พ.60) คณะนักวิจัยองค์การการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) เปิดแถลงถึงการค้นพบระบบสุริยจักรวาลแห่งใหม่ เป็นดาว 7 ดวงขนาดใกล้เคียงกับโลก โคจรรอบดาวดวงหนึ่ง ในจำนวนนี้ 3 ดวงอยู่ในสภาพแวดล้อมและระดับอุณหภูมิที่เป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่

การค้นพบครั้งนี้มาจากการศึกษาวิจัยด้วยกล้องโทรทรรศน์สำหรับสำรวจอวกาศตั้งอยู่ในประเทศชิลี พบกลุ่มดาวดังกล่าวอยู่ห่างออกไป 40 ปีแสงในกลุ่มดาวราศีกุมภ์ (constellation Aquarius) ดาวทั้งเจ็ดโคจรรอบดาวแคระดวงหนึ่งที่ชื่อว่า แทร็ปพิสต์-1 (Trappist-1) มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดี (จูปิเตอร์) และน่าลุ้นว่า 3 ดวงอยู่ในข่ายที่จะมีน้ำ และอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่

อโมรี ตริโอด์ นักวิจัยหัวหน้าทีมชาวเบลเยียมจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวว่า เราอยู่ในขั้นที่ลุ้นมากสำหรับการค้นหาว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่นหรือไม่ เพราะโอกาสของดาวที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกในกาแล็กซีทางช้างเผือกจำนวนมากจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่นั้นยากจะหยั่งรู้ได้ ผมคาดหวังว่าเราจะได้คำตอบในอีกสิบปีข้างหน้า

ขณะที่เอ็มมานูเอล เจฮิน นักวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยลีเอจ กล่าวเสริมว่า ในกาแล็กซีของเรามีดาวฤกษ์ราว 2 แสนล้านดวง ถ้าจะคำนวณจำนวนดาวที่มีขนาดเท่าๆ โลกแล้ว ต้องคูณ 10 เข้าไป ซึ่งมีมากมายทีเดียว

เมื่อช่วงต้นปีก่อน มิชาเอล กียง แห่งมหาวิทยาลัยลีเอจ และคณะ ค้นพบดวงดาวรอบดาวแทร็ปพิสต์ 3 ดวง แต่มาตอนนี้ผลการศึกษาค้นพบเพิ่มเป็น 7 ดวง ซึ่งจริงๆ แล้ว กียงคิดว่ามีมากกว่านั้น ระบบดาวกลุ่มนี้ชวนให้นึกถึงดาวพฤหัสฯ และเหล่าดวงจันทร์บริวาร ถ้าแทร็ปพิสต์เป็นดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์ วงโคจรของดาวทั้ง 7 ดวงนี้จะอยู่ในระยะโคจรของดาวพุธ ซึ่งโคจรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด

005.jpg

001.jpg

000.jpg

003.jpg

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=129738&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1360226057375543

 

เรื่องราวของ ‘ขุนนางจีน’ เมื่อ 400 ปีก่อน ที่พยายามขึ้นไปบนดวงจันทร์ จนถูกยกย่องว่าเป็น ‘นักบินอวกาศคนแรกของโลก’ เขามีวิธียังไง น่าสนใจมาก ดูๆ

“ว่านหู่” เป็นขุนนางในราชวงศ์หมิง ชื่อของว่านหู่เป็นที่รู้จักแก่ชาวตะวันตกอย่างกว้างขวางเพราะถูกบันทึกไว้ในหนังสือ Rockets and Jets ถูกตีพิมพ์ในปี 1945 โดย Herbert S. Zim นักเขียนชาวอเมริกัน เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์การใช้จรวดของมนุษย์ตั้งแต่โบราณ เรื่องราวเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 ว่านหู่ได้ทดลองที่จะสร้างยานพาหนะที่สามารถจะพาเขาบินไปถึงดวงจันทร์ โดยนำไม้ไผ่ขนาดใหญ่มาแทงให้ทะลุปล้องและนำดินปืนใส่เข้าไปให้แน่นเป็นจำนวนทั้งหมด 47 ลูก (นี่มันบั้งไฟชัดๆ) เมื่อได้จรวดแล้วก็นำไปติดเข้ากับเก้าอี้

1-89

หลังจากที่แต่งตัวอย่างหล่อเพื่อออกเดินทางไกลเรียบร้อย ว่านหู่ก็ให้ผู้ช่วยจุดไฟที่จรวดเพื่อจะออกเดินทาง ทว่าจรวดทั้ง 47 ลูกกลับไม่พุ่งขึ้นไปบนฟ้า แต่ดันระเบิดดัง “โบ้งงงง” (เสียงบึ้มก้องๆ) อยู่ที่พื้น ผลก็คือหายไปหมดทั้งเก้าอี้จรวดและว่านหู่ และตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีใครได้พบหน้าว่านหู่อีกเลย (น่าจะสร้างเครื่องวาร์ปแทนยานอวกาศนะแบบนี้)

16105568_107741619738075_8267339280095343186_n

ชื่อของ “ว่านหู่” จึงกลายเป็นตำนานของ (คนที่เกือบจะได้เป็น) นักบินอวกาศคนแรกของโลกที่ไปเหยียบดวงจันทร์ตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะทำไม่สำเร็จ ว่านหู่ก็ได้รับการยกย่องถึงขนาดที่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์แห่งหนึ่งที่มีรัศมี 21 กม. ตามชื่อของว่านหู่ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงนักบินอวกาศคนแรกของโลก

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

ที่มา : https://www.spokedark.tv/re/first-space-pilot-2/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1359154800816002

เปิดตัว 5 หุ่นยนต์ต้นแบบสุดล้ำอย่างกับ Skynet แห่งโลกจริง ไม่อยากคิดถ้ามันลุกฮือขึ้นมามนุษย์จะเอาอะไรไปสู้ ..เจ๋งขนาดไหน ชมคลิป

หลายคนน่าจะเคยได้ชมภาพยนตร์อย่าง Terminator หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ”คนเหล็ก” ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวจากอนาคต เมื่อมนุษย์ต้องทำศึกสงครามกับหุ่นยนต์ หลายปีก่อนเรื่องนี้คงเป็นได้เพียงจินตนาการจากในภาพยนตร์ชื่อดัง แต่ดูเหมือนเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

เมื่อบริษัทผู้ผลิตและออกแบบหุ่นยนต์อย่าง Boston Dynamics ได้เผยโฉม 5 หุ่นยนต์ต้นแบบ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา เรียกได้ว่ามนุษย์ทุกคนเห็นแล้วมีเสียว เพราะหุ่นยนตร์แต่ละแบบ สามารถทำงานได้อย่างน่าทึ่ง จนหลายคนยกให้เป็น Skynet แห่งโลกจริงกันเลยทีเดียว

LS3
มันได้รับการออกแบบให้เหมือนกับสัตว์ 4 ขา ทำหน้าที่เป็นกองกำลังลาดตระเวน กำหนดทิศทางเดินด้วยระบบGPS มันสามารถเดินทางได้ไกลถึง 30 กิโลเมตร นอกจากเดินในพื้นราบแล้ว ยังสามารถเดินขึ้นที่สูงชันอย่างภูเขาได้อย่างสบายๆ

Atlas

นี่คือหุ่นยนต์ที่มีงานออกแบบใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศแบบใดก็ตาม มันก็สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ อีกทั้งยังสามารถคิดประมวลคำสั่งได้ด้วยตนเอง เช่น การหยิบจับสิ่งของ เปิดประตู แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างการหกล้ม ตัวหุ่นยนตร์สามารถลุกขึ้นยืนได้เอง โดยปราศจากการช่วยเหลือจากมนุษย์ ด้วยระบบกลไกลไฮดรอลิกภายใน จึงทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

CHEETAH

หุ่นยนต์ที่จำลองงานออกแบบมาจากเสือชีต้าห์ มันสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 28 ไมล์ต่อชั่วโมง เป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับการบันทึกสถิติว่าวิ่งได้เร็วที่สุดในโลก

BigDog

อีกหนึ่งความแข็งแกร่งของหุ่นยนต์ลาดตระเวนสุดทรงพลัง มันสามารถเดินทางผ่านได้ทุกสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในหิมะ ที่ราบสูง หรือกระทั่งในแอ่งโคลน แม้มันจะมีน้ำหนักถึง 240 ปอนด์ แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 4 ไมล์ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

RHex

ที่สุดของความสะเทินน้ำสะเทินบก เห็นขนาดเล็กจิ๋วแบบนี้ แต่สามารถเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ ด้วยขาที่ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงโค้งงอเป็นพิเศษ มันจึงสามารถลุยโคลน ลุยน้ำ ข้ามสิ่งกีดขวางได้ทุกชนิด ทั้งก้อนหิน และกิ่งไม่ขนาดใหญ่ ปัจจุบันยังไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง ยังคงใช้การควบคุมผ่านรีโมทในรัศมีไม่เกิน 700 เมตร

ที่มา : https://www.spokedark.tv/posts/robot-revolution/

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1351455371585945

คุณสามารถติดตามรถยนต์ของคุณผ่านมือถือได้อย่างไร?

วิธีติดตามรูปแบบใหม่ที่สามารถเข้าถึงกันได้ทุกคน

 

คุณเคยกลับมาที่ลานจอดรถและทันใดนั้นก็ลืมไปอย่างกะทันหันว่าจอดรถไว้ตรงไหนหรือไม่?

ใช่ ใช่ เราทุกคนเข้าใจความรู้สึกของความมึนงงนั้นดี และมันก็ทำให้เราต้องเสียเวลาเดินวนหารถเสียนานเป็นชาติ

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการติดตามรถยนต์ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหูฉี่อย่าง GPS จากนั้นก็ต้องมาเสียเวลากับการมานั่งติดตั้งเอย รอมันทำงานเอย ดีไม่ดีเป็นเดือนกว่าจะเปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์และทำให้มันทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

แล้วถ้าหากว่ามันมีวิธีที่ง่ายกว่า เพียงแค่ใช้มือถือของคุณล่ะ? แค่เพียงเปิดแอปพลิเคชั่นขึ้นมา จากนั้นคุณก็สามารถรู้ตำแหน่งของรถอย่างแม่นยำได้ทันที ข่าวดีครับข่าวดี ขณะนี้เจ้าอุปกรณ์ขนาดจิ๋วที่สามารถติดตามรถผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือมีวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว

มันคืออะไร?

เจ้าอุปกรณ์ที่ผมกล่าวถึงก็คือTrackRมันคืออุปกรณ์ขนาดเล็กเท่ากับเหรียญแต่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต การเปิดตัวของมันถึงกับทำให้วงการเทคโนโลยีการติดตามสะเทือนเลยทีเดียว และเป็นโชคดีของคุณที่อุปกรณ์นี้ได้มีการวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว

TrackR มีสีสันต่างๆมากมายให้คุณได้เลือกใช้

แล้ว…มันใช้งานยังไงล่ะ?

ง่ายมาก!แค่ใช้เวลาไม่ถึง5นาที.คุณเพียงแค่เชื่อมต่อมันกับมือถือสมาร์ทโฟนของคุณ จากนั้นดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น เพียงแค่การติดตั้งง่ายๆ แบบนี้แหละ

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ให้คุณลองซ่อนมันไว้ในรถของคุณ พวงกุญแจ ในกระเป๋าเงิน หรืออะไรก็ได้ที่คุณต้องการทราบตำแหน่งของมัน

TrackR ที่ถูกติดไว้กับกุญแจรถ

หากคุณหารถไม่เจอ หรือสิ่งของที่ติดไว้กับแทร็กเกอร์ เพียงแค่เปิดแอพลิเคชั่นบนมือถือของคุณ จากนั้นจึงเลือก “ไอคอนอุปกรณ์หาย” และจากนั้นคุณก็จะเจอกับตำแหน่งล่าสุดของมัน

แท็บเลตที่ติดตั้งแอปพลิเคชั่นของ TrackR

ในคลิปต่อไปนี้คุณจะได้รับชมการใช้งาน TrackR

ฟังก์ชันเสริมอื่นๆ

คุณเป็นคนหนึ่งที่มักชอบลืมประเป๋าตัง? ลืมว่าวางกุญแจไว้ตรงไหน? หรือแม้กระทั่งต้องการป้องกันสัตว์เลี้ยงหนีออกไปเที่ยวไกลๆหรือไม่? ถ้าใช่แล้วล่ะก็ Trackr เป็นอุปกรณ์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของคุณได้อย่างดีเลยล่ะ เพียงแค่ติดมันกับสิ่งของที่คุณไม่อยากจะทำหายหรือลืมเอาไว้ เชื่อมต่อมันกับสมาร์ทโฟนของคุณ (พร้อมกับแอพลเคชั่นแทร็กเกอร์) ดังนั้นเมื่อคุณหาอุปกรณ์ของคุณไม่เจอ คุณก็จะพบกับตำแหน่งล่าสุดของมันในทันที

อ้างอิง : http://techiefans.com/trackrTH.html?

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1346891552042327

หุ่นยนต์แมลงปอ โดรนเฝ้าระวังฉบับจิ๋ว

หุ่นยนต์แมลงปอ โดรนเฝ้าระวังฉบับจิ๋ว
CAMBRIDGE, MASSACHUSETTS — นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนบรรดาแมลงบินได้ให้กลายมาเป็นโดรนเฝ้าระวัง

1486485562078

เทคโนโลยีนี้จะติดตั้งกระเป๋าเป้เล็ก ๆ ติดระบบพลังงานแสงอาทิตย์และระบบนำทาง ไปบนแมลงปอ และควบคุมแมลงโดยใช้ optogenetics เทคนิคทางชีวภาพที่ใช้แสงในการควบคุมเซลล์ประสาทภายในเส้นประสาท เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้กับแมลงอื่น ๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน อย่างเช่นผึ้ง

“ระบบนี้จะผลักดันขอบเขตของการเก็บเกี่ยวพลังงาน, ตรวจจับการเคลื่อนไหว อัลกอริทึม miniaturization และ optogenetics ให้มีขนาดเล็กพอที่จะติดบนแมลง” เจ วีลเลอร์ วิศวกรชีวการแพทย์จากสถาบันทางการแพทย์ Draper and Howard Hughes Medical Institute แถลง

นอกจากการแปลงแมลงปอให้เป็นระบบเฝ้าระวังฉบับจิ๋ว เทคนิคนี้ยังอาจนำไปใช้เพื่อผสมเกสร การจัดส่ง และการวินิจฉัยโรคที่มีความแม่นยำ
ขอบคุณ TomoNews Thailand

Credit:  https://www.youtube.com/watch?v=AMEF_1c-E5Y

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1348198455244970

เปิดตัว Aira แว่นตาสุดอัจฉริยะที่จะทำให้ผู้พิการตาบอด มีความรู้สึกคล้ายกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง มาดูกันว่ามันทำงานยังไง อย่างเจ๋ง มีคลิปให้ดูด้วยนะ

ปกติแล้วคนตาบอดสามารถเดินไปในทิศทางที่ต้องการด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคย หรือใช้ไม้นำทางเพื่อตรวจสอบสิ่งกีดขวางระหว่างเดินทาง แต่ปัญหาใหญ่ที่คนตาบอดต้องพบคือ พวกเค้าไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าบริเวณโดยรอบมีอะไรบ้าง หากไม่สอบถามกับผู้คนแถวนั้น แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อสวมใส่แว่นตา Aira แว่นตาอัจฉริยะที่จะทำให้คนตาบอด รับรู้ได้ถึงทิศทาง และสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อีกครั้ง

aira_glasses1-e1485949478757

Aira คือแว่นตาติดตั้งกล้องบันทึกภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ได้รับการบันทึกจะถูกส่งต่อไปถึงผู้ช่วยแบบ Real Time ผู้ใช้สามารถสอบถามข้อมูลกับผู้ช่วยได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการเดินทาง, เลือกซื้อสินค้า, ดูเมนูอาหาร หรือกระทั่งการข้ามถนน ผู้ช่วยจะให้ข้อมูลแบบเดียวกับอุปกรณ์นำทางบนรถยนต์ เช่น การบอกให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ระยะทางที่ต้องเดินไปข้างหน้า รอบข้างมีสิ่งกีดขวางอะไรบ้างที่ต้องระมัดระวัง

วิธีนี้จะช่วยให้คนตาบอดรู้สึกสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะผู้ช่วยจะคอยรายงานสิ่งที่เห็นตลอดเวลา ผู้ใช้จะมีความรู้สึกรับรู้เสมือนจริง ราวกับดวงตาสามารถมองเห็นได้อีกครั้ง ภายในแว่นตา Aira ติดตั้งไมโครโฟนสำหรับสนทนา และ GPS สำหรับบันทึกตำแหน่งที่อยู่ในปัจจุบัน

aira_glasses3

Aira วางจำหน่ายที่แรกแล้วในอเมริกา ด้วยราคาและแพ็คเกจที่ต่างกันออกไป ผู้ใช้สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม เช่นค่าบริการ $129/เดือน (ประมาณ 4,500 บาท) สามารถใช้แว่นตาพร้อมผู้ช่วยได้ 200 นาที และแพ็คเกจสูงสุด $199/เดือน (ประมาณ 7,000 บาท) ใช้แว่นตาพร้อมผู้ช่วยได้ 400 นาที

คลิปสาธิตการใช้งาน

ที่มา : https://www.spokedark.tv/posts/aira-glasses/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1344083572323125

ฮับเบิลพบดาวหางพุ่งใส่ดาวฤกษ์แม่

 1486140412360

ดาวเคราะห์ต่างระบบก็พบกันเยอะแล้ว ดาวหางต่างระบบก็พบมาแล้ว คราวนี้นักดาราศาสตร์ถึงกับพบดาวหางต่างระบบพุ่งชนดาวฤกษ์แม่เลย

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา องค์การนาซาแถลงว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้ค้นพบสิ่งที่ดูคล้ายกับดาวหางพุ่งเข้าชนดาวฤกษ์ที่ชื่อ เอชดี 172555 (HD 172555) ดาวฤกษ์ดวงนี้อยู่ห่างจากโลก 95 ปีแสงในกลุ่มดาวนกยูง เป็นดาวอายุน้อยมากเพียง 23 ล้านปี 

กล้องฮับเบิลไม่ได้มองเห็นดาวหางได้โดยตรงเนื่องจากดาวหางจางมาก นักดาราศาสตร์เพียงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นดาวหางจากหลักฐานเป็นแก๊สจำนวนมหาศาลที่อาจจะคายออกมาจากวัตถุจำพวกน้ำแข็ง

หากการสันนิษฐานของนักดาราศาสตร์ถูกต้อง ดาวเอชดี 172555 ก็จะเป็นระบบสุริยะต่างถิ่นแห่งที่สามที่พบว่ามีดาวหางพุ่งเข้าชนดาว ซึ่งระบบสุริยะทั้งสามระบบนี้ล้วนแต่เป็นระบบสุริยะวัยเยาว์อายุต่ำกว่า 40 ล้านปีทั้งสิ้น

ปกติดาวหางมีวงโคจรรอบดาวฤกษ์ ไม่พุ่งชนดาวฤกษ์ การที่เกิดดาวหางพุ่งชนดาวฤกษ์ แสดงว่าดาวหางนั้นต้องถูกรบกวนโดยแรงดึงดูดจากวัตถุขนาดใหญ่ในระบบจนทำให้เส้นทางการโคจรเบี่ยงเบนออกจากวงโคจรจนมาพุ่งชนดาวฤกษ์ วัตถุขนาดใหญ่ที่มารบกวนนั้นก็น่าจะเป็นดาวเคราะห์ยักษ์ ดังนั้นนักดาราศาสตร์เชื่อว่าในระบบสุริยะของดาวเอชดี 172555 นี้จะต้องมีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่แบบดาวพฤหัสบดีอยู่ด้วย 

กระบวนการเช่นนี้ก็เกิดขึ้นในระบบสุริยะของเราก็เช่นเดียวกัน ดาวพฤหัสบดีส่งแรงดึงดูดรบกวนให้ดาวหางเบี่ยงเบนเข้าหาดวงอาทิตย์ ปัจจุบันมีดาวหางจำนวนหนึ่งที่เรียกว่า ดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์ (sun-grazing comet) ดาวหางกลุ่มนี้บางครั้งก็พุ่งเข้าใส่ดวงอาทิตย์จนแตกสลายไป ซึ่งหอสังเกตการณ์โซโฮถ่ายภาพการพุ่งชนนี้ได้เสมอ 

“การได้เห็นดาวหางเฉียดดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเราและในระบบสุริยะต่างถิ่นอีกสามแห่ง อาจหมายความว่าดาวหางพุ่งชนดาวฤกษ์เป็นเรื่องปกติของระบบสุริยะอายุน้อย บางครั้งดาวหางก็พุ่งชนดาวเคราะห์ชั้นในพร้อมกับทิ้งน้ำจำนวนมหาศาลเอาไว้ สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นกับโลกในยุคเริ่มต้นเช่นกัน ดาวหางนี่เองที่อาจเป็นเป็นต้นกำเนิดน้ำบนโลก และอาจเป็นผู้นำสารอินทรีย์ที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตมายังโลกอีกด้วย” แครอล เกรดี จากศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ดอธิบาย

เกรดีมีแผนที่จะศึกษาระบบสุริยะเหล่านี้ต่อเพื่อค้นหาหลักฐานของออกซิเจนกับไฮโดรเจน ซึ่งจะช่วยยืนยันได้อีกขั้นหนึ่งว่าวัตถุที่แตกสลายและคายแก๊สออกมานั้นเป็นดาวหางจริงหรือไม่

ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/news/987/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1339870966077719

คอลัมน์ ด้วยสมองและสองมือ: มทร.ธัญบุรี คิดไกล…ที่พักฉุกเฉิน’ถอดประกอบได้


ประเทศไทยมีการพัฒนาที่พักอาศัยชั่วคราว เพื่อรับรองผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จึงผุดไอเดียด้านการออกแบบที่พักอาศัยชูแนวคิด “นวัตกรรมที่พักอาศัยฉุกเฉินสำเร็จรูปถอดประกอบได้” โดย ผศ.ดร.วชิระ แสงรัศมี อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และอาจารย์ประชุม คำพุฒ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกันสร้างสรรค์

——–
ผศ.ดร.วชิระ พูดถึงแนวคิดและแรงบันดาลใจการออกแบบที่พักฉุกเฉินนี้ มาจากบ้านท่อนซุงในอดีตที่นำท่อนไม้มาประกอบเป็นที่พักโดยเลือกใช้ท่อพีวีซี (PCV) ที่มีรูกลวงตรงกลาง มาทำเป็นแผ่นผนัง (ท่อนไม้เทียม) เพราะจากผลการศึกษาพบว่า คุณสมบัติของท่อพีวีซีสามารถใช้ประกอบเป็นแผ่นผนังที่มีน้ำหนักเบากว่าผนังอิฐมอญถึง 5 เท่าและมีค่าการต้านทานความร้อนสูงกว่า ค่าการรับแรงอัดเทียบเท่าอิฐมอญ รวมถึงมีน้ำหนักเบา ขนส่งและติดตั้งได้สะดวก เป็นวัสดุสามารถรีไซเคิลได้ จึงเลือกใช้ประโยชน์จากท่อพีวีซีมาประกอบเป็นแผ่นผนังสำเร็จรูป

——–
“รูปแบบและพื้นที่ใช้สอยของที่พักฉุกเฉินถอดประกอบได้นี้ ใช้ระบบประสานทางพิกัดหรือระบบโมดูลาร์ (Modular Coordination) เพื่อให้ง่ายต่อการขยายพื้นที่ การผลิต-ประกอบและรื้อถอน โครงสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูปต่าง ๆ ถูกยึดกันด้วยนอต โดยมีชุดชิ้นส่วนสำเร็จรูปหลัก คือ ชุดชิ้นส่วนด้านหน้าด้านข้าง และด้านหลัง ชุดชิ้นส่วนพื้น ชุดชิ้นส่วนฝ้าเพดานชุดชิ้นส่วนหลังคา และชุดชิ้นส่วนผนังสำเร็จรูปจากท่อพีวีซีสำคัญตรงที่…ที่พักฉุกเฉินสำเร็จรูปนี้ สามารถเพิ่มขยายตามจำนวนผู้พักอาศัยและปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้สอยและดัดแปลงได้หลากหลาย เช่น ใช้เป็นที่พักอาศัยหลับนอน ใช้เป็นห้องน้ำ ห้องสุขา ใช้เป็นศูนย์สถานพยาบาลเคลื่อนที่ ใช้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวในพื้นที่น้ำท่วม (เพิ่มฐานด้วยถังน้ำมัน) หรือใช้เป็นสำนักงานชั่วคราวได้”

——–
อย่างไรก็ตาม ที่พักฉุกเฉินสำเร็จรูปถอดประกอบได้ มีน้ำหนักประมาณ750 กิโลกรัมต่อหลัง สามารถประกอบติดตั้ง และรื้อถอนได้ด้วยแรงงานคนเสร็จได้ภายในหนึ่งวัน งบประมาณต่อหลังประมาณครึ่งแสน

——–
สุดยอดนวัตกรรมนี้ มีรางวัลผลงาน The 4th Top Ten Innovation Awards และรางวัลCDAST DESIGN AWARDS 2014 ระดับดี ผลงานสร้างสรรค์ดีเด่นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย การันตีและกำลังอยู่ในขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิบัตร
“…น้ำหนักเบา ขนส่งและติดตั้งได้สะดวกเป็นวัสดุสามารถรีไซเคิลได้…”

ที่มา : http://www.pr.rmutt.ac.th/news/6716

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1327372830660866

ไอบีเอ็มเผย 5 นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนชีวิตคนในอีก 5 ปีข้างหน้า

aHR0cDovL3A0LmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMjgzLzE0MTU2NDEvdGh1bS5qcGc=

ไอบีเอ็มเผย 5 นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนชีวิตคนในอีก 5 ปีข้างหน้า

ไอบีเอ็มเปิดเผยรายงาน “ไอบีเอ็ม ไฟว์ อิน ไฟว์” (#IBM5in5) ฉบับล่าสุด ที่แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมและความก้าวล้ำทางวิทยาศาสตร์ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการทำงานของคนในอีก 5 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย

1. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้เราสามารถทราบสุขภาพจิตของแต่ละคนได้จากรูปแบบถ้อยคำที่ใช้

1 (1)

ทุกวันนี้ ผู้ใหญ่หนึ่งใน 5 คนในสหรัฐอเมริกามีปัญหาด้านสุขภาพจิต ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสมอง (อาทิ โรคฮันติงตัน โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน) หรือจิตใจ (อาทิ โรคซึมเศร้า โรควิกลจริต) ในแต่ละปีประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชขั้นรุนแรงไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการผิดปกติทางจิตก็สูงกว่าค่ารักษาโรคเบาหวาน โรคความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ และโรคมะเร็งรวมกันเสียอีก เฉพาะในสหรัฐอเมริกา มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความผิดปกติทางจิตมีตัวเลขสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ใน 5 ปีข้างหน้า สิ่งที่เราพูดและเขียนจะกลายเป็นเครื่องบ่งชี้สุขภาพกายและจิตของเรา ระบบค็อกนิทิฟจะสามารถวิเคราะห์แพทเทิร์นในคำพูดและสิ่งที่เราเขียน พร้อมระบุถึงสัญญานของโรคทางจิตและสมองขั้นต้นเพื่อช่วยให้แพทย์และคนไข้สามารถคาดการณ์ สอดส่อง และตรวจสอบความคืบหน้าในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ของไอบีเอ็มได้เริ่มนำบันทึกคำพูดจากการสัมภาษณ์และการตรวจสภาพจิตเพื่อวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ประกอบร่วมกับเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง เพื่อหาแพทเทิร์นในคำพูดที่จะช่วยให้แพทย์สามารถคาดการณ์และเฝ้าระวังอาการโรคจิต โรคจิตเภท อาการคุ้มคลั่ง และโรคซึมเศร้าได้อย่างแม่นยำ โดยปัจจุบันสามารถทำนายความน่าจะเป็นของอาการทางจิตได้จากถ้อยคำเพียง 300 คำ

ในอนาคตเราจะสามารถนำเทคนิคคล้ายๆ กันนี้ไปใช้ช่วยผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคฮันติงตัน โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง หรือแม้แต่อาการผิดปกติทางพฤติกรรมอย่างออทิสติกหรือโรคสมาธิสั้นได้ โดยผลการวิเคราะห์แพทเทิร์นในคำพูดและสิ่งที่เราเขียน (อาทิ ความหมาย วากยสัมพันธ์ การออกเสียงสูงต่ำ) ด้วยระบบค็อกนิทิฟ ร่วมกับผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่และระบบภาพ (MRIs และ EEGs) จะให้ภาพรวมของสภาวะทางจิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อความเข้าใจและการรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2. เทคโนโลยีไฮเปอร์อิมเมจจิงและปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้เราเห็นในสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้

2 (1)
กว่า 99.9% ของความถี่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่างไรก็ดี ในช่วงกว่า 100 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามสร้างเครื่องมือที่จะช่วยแพร่กระจายและตรวจจับพลังงานที่อยู่ในระดับความถี่คลื่นต่างๆ และทุกวันนี้เราก็ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการถ่ายภาพทางการแพทย์ของร่างกาย ดูโพรงในฟัน ตรวจกระเป๋าที่สนามบิน หรือช่วยให้เครื่องบินลงจอดท่ามกลางหมอกจัด ปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้ยังค่อนข้างเฉพาะทางและมีราคาแพง และยังสามารถช่วยให้เราเห็นเฉพาะในบางช่วงความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น

ในอีก 5 ปี อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับภาพแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีไฮเปอร์อิมเมจจิงและปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นผ่านหลายช่วงความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ ช่วยให้คนขับและรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองสามารถเห็นภาพรวมของท้องถนนและการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีไฮเปอร์อิมเมจจิงที่ใช้คลื่นภาพระดับมิลลิเมตรร่วมกับกล้องและเซ็นเซอร์ต่างๆ จะช่วยให้รถสามารถมองเห็นภาพข้างหน้าได้แม้ฝนตกหรือหมอกลงจัด สามารถบอกขนาด ระยะห่าง หรือแยกแยะว่าวัตถุที่อยู่ตรงหน้าเป็นขยะหรือสัตว์

ที่สำคัญอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้จะอยู่ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และสามารถฝังลงไปในโทรศัพท์หรือพกพาติดตัวได้ เราจะสามารถถ่ายภาพอาหารเพื่อทราบคุณค่าทางโภชนาการหรือดูว่าอาหารมีความปลอดภัยหรือไม่ ยาปลอมหรือไม่ เช็คธนาคารปลอมหรือไม่ โดยปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไอบีเอ็มกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มไฮเปอร์อิมเมจจิงที่สามารถมองเห็นผ่านหลายช่วงความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อให้สามารถต่อยอดสร้างอุปกรณ์หรือแอพต่างๆ ได้ต่อไปในอนาคต

3. มาโครสโคปจะช่วยให้เราเข้าใจความซับซ้อนของโลกได้อย่างไม่จำกัด

3
ทุกวันนี้เราทุ่มเทเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาล แต่ข้อมูลส่วนใหญ่กลับไม่เป็นระบบ มีการคาดการณ์ว่านักวิทยาศาสตร์ข้อมูลต้องใช้เวลากว่า 80% ในการจัดการข้อมูลแทนที่จะเอาเวลามาวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น

อินเตอร์เน็ตอ็อฟธิงส์ยังกลายเป็นแหล่งใหม่ที่เชื่อมโยงข้อมูลมหาศาลจากอุปกรณ์กว่า 6 พันล้านชิ้น ตั้งแต่ตู้เย็น หลอดไฟ เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ โดรน กล้องถ่ายรูป ดาวเทียม ไปจนถึงกล้องโทรทัศน์ ก่อให้เกิดข้อมูลอีกหลายสิบเอ็กซะไบท์ต่อเดือน

ในอีก 5 ปีข้างหน้า สิ่งที่เรียกว่า “มาโครสโคป” นี้จะไม่ได้แค่ช่วยให้เราสามารถมองเห็นสิ่งเล็กๆ ได้เหมือนกล้องจุลทรรศน์หรือมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลออกไปได้เหมือนกล้องโทรทรรศน์ แต่จะเป็นซอฟต์แวร์และอัลกอริธึ่มแมชชีนเลิร์นนิ่งที่จะเข้ามาช่วยถอดรหัสข้อมูลมหาศาลที่ซับซ้อนของโลก และเมื่อผนวกรวมกับข้อมูลสภาพอากาศ สภาพดิน ระดับน้ำ และระบบชลประทาน จะช่วยให้เกษตรกรในอนาคตสามารถทราบว่าควรปลูกพืชชนิดใด ที่ไหน จะทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตสูงสุดโดยใช้น้ำน้อยที่สุด

ในปี พ.ศ. 2555 ศูนย์วิจัยไอบีเอ็มได้เริ่มทดลองคอนเซ็ปต์ดังกล่าวกับแกลโลไวน์เนอรี่แล้ว โดยการผนวกรวมข้อมูลด้านชลประทาน ดิน และสภาพอากาศ เข้ากับภาพถ่ายดาวเทียมและเซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์หารูปแบบของระบบน้ำที่ช่วยให้องุ่นให้ผลผลิตสูงสุดและมีคุณภาพดีที่สุด และในอนาคตเทคโนโลยีมาโครสโคปจะช่วยให้เราสามารถนำคอนเซ็ปต์นี้ไปใช้ได้อย่างแพร่หลายทั่วโลก

ในระดับที่เหนือขึ้นไป เทคโนโลยีมาโครสโคปยังจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลมหาศาลที่รวบรวมได้จากกล้องโทรทรรศน์เพื่อทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบหรือคาดการณ์การชนกันของดาวเคราะห์น้อยต่างๆ

4. ห้องแล็บที่ “อยู่ในชิพ” จะทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจจับร่องรอยเชื้อโรคในระดับนาโนสเกล

4
ในหลายกรณีที่ผ่านมา การตรวจพบโรคต่างๆ ได้ยิ่งเร็วถือว่ายิ่งดี เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะควบคุมหรือรักษาโรคนั้นๆ การสกัดของเหลวในร่างกาย อาทิ น้ำลาย น้ำตา เลือด ปัสสาวะ และเหงื่อออกมาวิเคราะห์ ช่วยให้เราสามารถทราบข้อมูลสุขภาพได้ อย่างไรก็ดี เทคนิคทางการแพทย์ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการวิเคราะห์สารที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์หลายพันเท่านี้

ใน 5 ปีข้างหน้า ห้องแล็บที่ถูกย่อส่วนให้อยู่ในชิพจะทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจสุขภาพนาโนเทคโนโลยี ทำหน้าที่ตรวจจับเงื่อนงำที่มองไม่เห็นที่อยู่ในของเหลวในร่างกายเรา และแจ้งให้เราทราบทันทีหากควรต้องพบแพทย์ เป้าหมายคือการทำห้องวิจัยชีวเคมีเต็มรูปแบบให้อยู่ในขนาดเท่าแผ่นชิพซิลิคอนหนึ่งแผ่น เพื่อใส่ไว้ในอุปกรณ์แบบพกพาต่างๆ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบตัวเองได้จากของเหลวจากร่างกายในปริมาณเพียงน้อยนิด ก่อนที่จะส่งข้อมูลผ่านคลาวด์ ร่วมกับข้อมูลจากอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตอ็อฟธิงส์อื่นๆ เช่น เครื่องตรวจคุณภาพการนอนหลับและสมาร์ทวอทช์ เพื่อให้ระบบปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์และตรวจหาสัญญาณของโรคต่างๆ

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์วิจัยไอบีเอ็มกำลังพัฒนาห้องแล็บที่อยู่ในชิพแบบนาโนเทคโนโลยี ที่สามารถแยกเซลล์ชีวภาพลงได้ถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นาโนเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ดีเอ็นเอ ไวรัส และเอ็กโซโซม สามารถผ่านเข้าไปได้

5. สมาร์ทเซ็นเซอร์จะสามารถตรวจจับมลพิษทางสิ่งแวดล้อมได้ในระดับความเร็วแสง

5 (1)
มลสารพิษส่วนใหญ่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตัวอย่างเช่นมีเทน ส่วนประกอบหลักของก๊าซธรรมชาติที่ถูกมองว่าเป็นพลังงานสะอาด แต่หากรั่วเข้าไปในอากาศจะทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกร้อนขึ้น ซึ่งถือเป็นสาเหตุหลักอันดับ 2 ของสภาวะโลกร้อนรองจากคาร์บอนไดอ็อกไซด์

ในอีก 5 ปี เทคโนโลยีตรวจจับแบบใหม่จะได้รับการติดตั้งใกล้บ่อแยกก๊าซธรรมชาติ รอบๆ หน่วยจัดเก็บ และตลอดแนวท่อก๊าซ เพื่อให้สามารถตรวจจับรอยรั่วที่มองไม่เห็นได้แบบเรียลไทม์ เครือข่ายของเซ็นเซอร์ไอโอทีจะเชื่อมต่อกับคลาวด์เพื่อสอดส่องความผิดปกติภายในเวลาไม่กี่นาทีแทนที่จะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ช่วยลดมลภาวะและเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไอบีเอ็มกำลังทำงานร่วมกับผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างเซาธ์เวสเทิร์นเอนเนอร์จีในการพัฒนาระบบสอดส่องก๊าซมีเทนอัจฉริยะแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีซิลิคอนโฟโตนิคส์ที่สามารถส่งข้อมูลผ่านแสง ช่วยให้สามารถประมวลผลได้ในระดับความเร็วแสง ชิพนี้สามารถฝังอยู่ในเซ็นเซอร์บนพื้น ภายในระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ หรือติดอยู่กับโดรน และเมื่อผนวกรวมกับข้อมูลลมและดาวเทียมแบบเรียลไทม์ รวมถึงข้อมูลย้อนหลังต่างๆ จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นโมเดลที่ซับซ้อนเพื่อตรวจจับจุดกำเนิดและปริมาณของมลสารพิษได้ทันทีที่เกิดขึ้น

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ไอบีเอ็ม ไฟว์ อิน ไฟว์” หรือรายงาน 5 นวัตกรรมที่จะส่งผลกับชีวิตของคนเราในอีก 5 ปีข้างหน้าครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของเทคโนโลยีอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) อินเทอร์เน็ตอ็อฟธิงส์ (Internet of Things) และนาโนเทคโนโลยี ในการช่วยมนุษย์แก้ไขปัญหาหรือสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกับปัจจัยสำคัญรอบตัวอย่างที่ไม่เคยทำได้ในอดีต ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกาย สิ่งแวดล้อม ตลอดจนกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ ซึ่งล้วนสร้างประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของเรา รวมไปถึงการยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น”

ที่มา : http://hitech.sanook.com/1415641/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1327376143993868

‘ควอนตัมดอท’ เทคโนโลยีการแพทย์แบบใหม่ใช้พัฒนายาปฏิชีวนะสำหรับเชื้อโรคดื้อยา

pk

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ ใช้ควอนตัมดอทพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่เพื่อรับมือกับซูเปอร์บักส์

ในห้องทดลองที่ล้ำสมัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโด้ คุณ Anushree Chatterjee สวมเเว่นตานิรภัยและถุงมือสีม่วง ขณะกำลังยื่นมือเข้าไปในกล่องควบคุมเชื้อโรคอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจดูจานเพาะเชื้อเเบคทีเรียที่เรียกว่า “ซูเปอร์บักส์” ที่ก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงจนบำบัดไม่ได้ผลด้วยยาฆ่าเชื้อโรคปกติทั่วไป

Anushree Chatterjee อธิบายว่าเชื้อเเบคทีเรียดื้อยารุนแรงเหล่านี้ ในบางกรณีดื้อต่อยาปฏิชีวนะมากกว่า 20 ชนิดด้วยกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนายาปฏิชีวนะเเบบทั่วไปที่มีส่วนประกอบจากตัวเชื้อโรค เพื่อนำมาใช้กำจัดการติดเชื้อเเบคทีเรีย

Prashant Nagpal สามีและผู้ร่วมงานของ Chatterjee กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์พัฒนายาปฏิชีวนะขึ้นมาไม่ทันเพื่อรับมือกับซุปเปอร์บักส์ เขาจึงคิดค้นระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในการพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่ๆ ได้เร็วกว่าเชื้อโรค หรืออาจจะเร็วเท่าๆ กับความสามารถในการปรับตัวของเชื้อโรค

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้นี้ ห้องทดลองของ Nagpal วิเคราะห์ดีเอ็นเอของซูเปอร์บักส์ หลังจากนั้นจะทำการพัฒนายาปฏิชีวนะขึ้นมารับมือโดยเฉพาะเจาะจงกับเชื้อโรคนั้นได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

เขาพัฒนายาปฏิชีวนะขึ้นอย่างรวดเร็วจากการใช้เทคโนโลยี “ควอนตัมดอท” ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์กึ่งตัวนำที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร

ควอนตัมดอทเเต่ละตัวที่ทีมนักวิจัยพัฒนาขึ้นนี้ มีขนาดเล็กกว่าเซลล์ในร่างกายคนเราถึง 20,000 เท่าตัว เมื่อนำควอนตัมดอทหลายล้านตัวมาผสมเข้าด้วยกันในน้ำ ฉายแสงอุลตราไวโอเล็ตลงไป ควอนตัมดอทที่มีขนาดต่างกันจะเรืองสีออกมาได้หลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีส้ม สีเหลืองและสีเขียว

Nagpal กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า เพื่อกำจัดซูเปอร์บักส์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เขาจะบรรจุควอนตัมดอทลงไปในหลอดเล็กๆ เท่ากับปลอกนิ้วมือที่ช่างเย็บผ้าใช้ และหากเชื้อเเบคทีเรียดื้อยาซูเปอร์บักส์ปรับตัว ทีมนักวิจัยจะปรับควอนตัมดอทตามไปด้วย ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคที่ปรับตัวอย่างได้ผล

เขากล่าวว่า สิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างหนึ่งของการบำบัดวิธีนี้ คือนักวิจัยสามารถปรับระดับความเเรงของควอนตัมดอทนี้ได้ ด้วยการดึงเอาอะตอมหนึ่งตัวออกจากควอนตัมดอท หรืออาจจะเติมอะตอมเข้าไปอีกหนึ่งตัว

และหากเชื้อเเบคทีเรียยังปรับตัวต่ออนุมูลอิสระเหล่านี้อีก ทีมนักวิจัยสามารถปรับควอนตัมดอทได้อีกหลายแบบ ตั้งเเต่การปรับส่วนประกอบ ขนาดหรือรูปทรงของควอนตัมดอท

เมื่อควอนตัมดอทนี้เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ควอนตัมดอทจะไม่ทำงานจนกระทั่งถูกกระทบด้วยเเสง นักวิจัยชี้ว่าแค่ให้ผู้ป่วยนั่งในห้องที่เปิดไฟสว่าง ก็เพียงพอเเล้วที่จะกระตุ้นให้ควอนตัมดอทเริ่มทำงานทั่วร่างกาย หรือกระตุ้นเป็นจุดๆ ตามเป้าหมายที่ต้องการก็ได้

Nagpal กล่าวว่า แพทย์สามารถให้การบำบัดแบบนี้ได้ในห้องที่ปิดไฟมืด และให้ลำแสงส่องไปใกล้กับที่ตั้งของตับ เพื่อบำบัดการอักเสบเฉพาะจุด ส่วนควอนตัมดอทที่อยู่ในจุดอื่นๆ ของร่างกายจะไม่ทำงานเพราะไม่ได้รับเเสงกระตุ้น

Nagpal กล่าวว่า เมื่อได้รับการกระตุ้นให้เริ่มทำงานด้วยเเสง ควอนตัมดอทในร่างกายคนป่วยจะส่งอนุมูลอิสระขนาดเท่ากับอะตอมที่ถูกออกแบบ และโปรแกรมให้กำจัดเชื้อเเบคทีเรียดื้อยาตัวใดตัวหนึ่งเป็นการเฉพาะ

นักวิจัยกล่าวว่า ควอนตัมดอทสร้างอาวุธขนาดเล็กหรืออนุมูลอิสระนี้ขึ้นจากออกซิเจนและน้ำ เพื่อจัดการกับเชื้อเเบคทีเรียโดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือคนป่วย

Chatterjee ได้ทดสอบคุณภาพของควอนตัมกับหนอน roundworms ที่มักจะตายเพราะติดเชื้อเเบคทีเรียและจากการทดลอง นักวิจัยพบว่าควอนตัมดอทที่ออกแบบขึ้น ฆ่าเชื้อโรคได้โดยไม่เป็นอันตรายแก่หนอน

Chatterjee กล่าวว่า ผลการทดลองบำบัดนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมาก เพราะชี้ว่าวิธีการบำบัดด้วยควอนตัมดอทนี้ ช่วยกำจัดส่วนใหญ่ของเชื้อโรคดื้อยารุนแรงเหล่านี้ได้

Chatterjee กับ Nagpal ทีมนักวิจัย กล่าวว่ายังต้องใช้เวลาทดสอบอีกหลายปี ก่อนที่ควอนตัมดอทจะปลอดภัยต่อคน แต่ผลการทดลองของทีมงานทั้งหมดที่ผ่านมาสร้างความหวังเเก่ทีมงานว่าในวันหนึ่งข้างหน้าว่า อนุมูลอิสระกึ่งตัวนำขนาดจิ๋วที่พวกเขาคิดค้นขึ้นจะช่วยแพทย์รับมือกับเชื้อโรคดื้อยารุนแรงหรือซูเปอร์บักส์ได้

ที่มา : http://www.voathai.com/a/quantom-dot-antibiotics-tk/3680827.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1322709231127226