คลังเก็บหมวดหมู่: จันทร์จิรา ศรีพนม

นี่คือเครื่องต้นแบบยานรบพิฆาต “Horten Ho 229” ของนาซีที่พัฒนาไม่เสร็จ เทคโนโลยีล้ำอนาคตที่เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้ง 2 มาดูความเร็วของมันกัน

Horten Ho 229 น่าจะถูกเรียกว่าเป็น “ปีกบิน” มากเครื่องบินเพราะดีไซน์ของมันที่ออกแบบมาให้ฉีกไปกว่าเครื่องบินรุ่นใดๆ ในขณะนั้น โดยเป็นผลงานการออกแบบของพี่น้องตระกูล Horten โดยนำต้นแบบมาจากเครื่องร่อนที่ทั้งคู่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้วยแนวคิดที่ว่าตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปให้เหลือแต่ปีกเพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาที่สุด และทำการพัฒนาโดย Gothaer Waggonfabrik ในตอนแรกนั้นได้สร้างต้นแบบมาทั้งหมด 5 ลำในปี 1944 และพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปี 1945 เครื่องทดสอบแบบเต็มรูปแบบที่ถูกเรียกว่า V2 ลำแรกจึงได้ออกทดสอบบิน

WARTHUNDER.WIKIA.COM

Horten Ho 229 V2 ใช้เครื่องยนต์ Junkers Jumo 004B Turbojets 2 เครื่อง โครงสร้างของลำตัวทำมาจากเหล็กและส่วนที่เป็นปีกทำมาจากไม้ หุ้มโครงสองชั้นโดยชั้นในใช้เหล็กและชั้นนอกก็ใช้วัสดุผสมกันระหว่างยาง ไม้อัด และถ่าน การทดสอบของ Horten Ho 229 V2 นั้นผลการทดสอบออกมาเป็นที่น่าพอใจสามารถทำความเร็วได้ถึง 977 กม./ชม. แต่ติดปัญหาตรงเครื่องยนต์ที่ไม่เสถียร ในการบินทดสอบครั้งที่ 2 ได้เกิดอุบัติเหตุเครื่องยนต์ลุกไหม้อย่างไม่ทราบสาเหตุทำให้เครื่องตกนักบินอาการสาหัสและเสียชีวิตในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา

WIKIPEDIA PD

อย่างไรก็ตามทางทีมผู้พัฒนาได้นำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงจนเป็นรุ่น V3 แต่ทว่า Horten Ho 229 V3 ไม่ได้ออกบินทดสอบอีกเลยเพราะเยอรมันยอมแพ้ในสงครามและเครื่องต้นแบบก็ได้ถูกอเมริกานำกลับบ้านเพื่อไปวิจัยต่อ ซึ่งว่ากันว่าถ้า Horten Ho 229 พัฒนาเสร็จเร็วก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดอาจจะทำให้เกมพลิกเป็นฝ่ายเยอรมันได้เปรียบก็เป็นได้

ที่มา : https://www.spokedark.tv/posts/horten-ho-229/

‘ความเครียดสูง’ เพราะเสพติดเทคโนโลยีสมัยใหม่ นักวิจัยแนะนำให้ใช้ ‘ดิจิตัล ดีท็อกซ์’ !

ปัจจุบัน เกือบ 90% ของคนอเมริกัน ต้องคอยเช็คข้อความในโทรศัพท์มือถือ สื่อสังคมออนไลน์ หรืออีเมล์ บ่อยๆ หรือเป็นประจำ ซึ่งรายงานของ American Psychological Association (APA) ระบุว่า อาการเสพติดเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังทำให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้น

ผลวิจัยของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน หรือ American Psychological Association ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 18 ปี จำนวน 3,511 คน ระหว่างเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เช็คข้อความในโทรศัพท์มือถือ สื่อสังคมออนไลน์ หรืออีเมล์ บ่อยๆ มักมีอาการเครียดมากกว่าผู้ที่เช็คข้อความเหล่านั้นน้อยกว่า

การวิจัยที่ว่านี้ทดสอบด้วยการให้กลุ่มตัวอย่างแต่ละคนที่ระบุว่ามีอัตราการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในระดับที่แตกต่างกัน ตอบแบบสอบถามโดยให้คะแนน 1 – 10 สำหรับระดับความเครียดที่ตนรู้สึก โดย 1 คือเครียดน้อยที่สุด และ 10 คือเครียดมากที่สุด จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผล

ผลวิจัยพบว่าผู้ที่เช็คข้อความในโทรศัพท์มือถือ สื่อสังคมออนไลน์ หรืออีเมล์ บ่อยๆ มีระดับความเครียดเฉลี่ยที่ 5.3 ขณะที่ผู้ที่เช็คข้อความเหล่านั้นน้อยกว่า มีระดับความเครียดเฉลี่ยที่ 4.4

ส่วนคนอเมริกันวัยทำงานที่เช็คข้อความในสื่อหรือเทคโนโลยีนั้นบ่อยๆ มีระดับความเครียดเฉลี่ยสูงกว่า คือ 6.0

คุณ Lynn Bufka รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนโยบายของ American Psychological Association กล่าวว่า “เทคโนโลยีมือถือและสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปมาก รวมถึงวิธีการสื่อสารด้วย ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มีประโยชน์ด้านการสื่อสารและหาข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจก่อผลเสียทั้งกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้เช่นกัน”

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองคือกลุ่มที่มีความเครียดสูงที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ต้องคอยตรวจสอบพฤติกรรมการใช้เครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ของบุตรหลาน โดยมีผู้ปกครองถึง 94% ที่ยอมรับว่าตนพยายามจำกัดการใช้เทคโนโลยีของลูกๆ และ 58% บอกว่ารู้สึกเครียดที่เด็กๆ ติดอุปกรณ์มือถือหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่มากเกินไป และกังวลว่าสื่อสังคมออนไลน์จะมีผลต่อพฤติกรรมและความคิดของลูก

นอกจากนี้ มีผู้ปกครอง 45% ที่มองว่าเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ทำให้ครอบครัวขาดปฏิสัมพันธ์เหมือนที่เคยเป็นมา

อีกประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจครั้งนี้คือ มีคนอเมริกันถึง 65% ที่เห็นด้วยว่า การระงับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือที่เรียกว่า “Digital Detox” จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตได้

โดยคุณ Lynn Bufka แนะนำว่า “การพักเบรคหรือ Digital Detox คือหนทางที่ดีที่สุดในการช่วยลดความเครียดที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นอกจากนี้ พ่อแม่ที่หยุดใช้เครื่องมือสื่อสารยุคใหม่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ยังช่วยสร้างตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ด้วย”

อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่ามีเพียง 28% เท่านั้น ที่บอกว่าเคยพักเบรคจากเทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างจริงๆ จังๆ

ที่มา  http://www.voathai.com/a/tech-stress-digital-detox/3737929.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1388871477844334

 

ผลการศึกษาชี้การใช้ ‘สื่อสังคมออนไลน์’ มากเกินไปทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคมเพิ่มขึ้น

Phone User Social Media Texting Telegram

ทีมนักวิจัยอเมริกันได้ศึกษานิสัยการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนอเมริกันวัยผู้ใหญ่อายุ 19-32 ปี จำนวน 1,787 คน โดยตั้งคำถามว่าพวกเขาใช้สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยม 11 สื่ออย่างไรบ้าง?

สื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้รวมถึง เฟสบุ้ค ยูทูบ อินสตาเเกรม สเเน็ปแชท ทวิตเตอร์ เเละลิงค์อิน

หลังจากควบคุมปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะประชากรหลายอย่างแล้ว ทีมนักวิจัยพบว่าคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากกว่าสองชั่วโมงต่อวัน รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวทางสังคมมากกว่าคนที่ใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงต่อวัน

คนที่เข้าไปดูสื่อสังคมออนไลน์สื่อต่างๆ สัปดาห์ละ 58 ครั้งหรือมากกว่านั้น รู้สึกว่าตนโดดเดี่ยวทางสังคมมากขึ้นถึงราวสามเท่าตัว เมื่อเทียบกับคนที่เข้าไปใช้สื่อสังคมออนไลน์น้อยกว่าเก้าครั้งต่อสัปดาห์

ในรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Preventative Medicine ทีมนักวิจัยจากภาควิชาการเเพทย์ มหาวิทยาลัย Pittsburgh กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคมมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสุงขึ้น

Dr. Brian A. Primack ผู้อำนวยการเเห่งศูนย์เพื่อการวิจัยเกี่ยวกับสื่อมวลชน เทคโนโลยีและสุขภาพ มหาวิทยาลัย Pittsburgh กล่าวว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษา เพราะปัญหาสุขภาพจิตและความโดดเดี่ยวทางสังคม อยู่ในขั้นที่กำลังระบาดหนักอย่างรวดเร็วในคนวัยหนุ่มสาวในอเมริกา

Dr. Primack กล่าวอีกว่า คนเราเป็นมนุษย์สังคมโดยธรรมชาติแต่วิถีชีวิตสมัยใหม่กลับทำให้คนปลีกตัวออกจากกันมากขึ้นเเทนที่จะดึงคนเข้าหากัน และในขณะที่สื่อสังคมออนไลน์อาจจะดูเหมือนว่าเป็นตัวสร้างโอกาสในการลดความโดดเดี่ยวทางสังคมลง ผลการศึกษานี้กลับพบว่าสื่อสังคมออนไลน์ไม่น่าจะเป็นทางออกที่คนมองหา

ด้าน Dr. Elizabeth Miller ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Pittsburgh กล่าวว่า ทีมนักวิจัยยังไม่รู้ว่าอะไรมาก่อนกันระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรือความรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวทางสังคม

Dr. Miller กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าคนหนุ่มสาวที่รู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคมเป็นทุนเดิมอยู่เเล้วหันไปใช้สื่อสังคมออนไลน์ หรืออาจเป็นไปได้เช่นกันที่การใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นของคนหนุ่มสาวเหล่านี้กลายเป็นต้นเหตุให้รู้สึกโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

แต่ถึงเเม้ว่าความโดดเดี่ยวทางสังคมจะเกิดขึ้นก่อน การใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคมลง

ทีมนักวิจัยชี้ว่า สื่อสังคมออนไลน์อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม เพราะไปทดแทนความสัมพันธ์ทางสังคมเเบบดั้งเดิม ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนหลังจากเห็นรูปถ่ายที่เพื่อนๆ กำลังสนุกสนานในงานสังคมที่ตนเองไม่ได้รับเชิญ

หรือสื่อสังคมออนไลน์อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าคนอื่นมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า

ท้ายสุด Dr. Primack แห่งมหาวิทยาลัย Pittsburgh กล่าวว่า ผลการศึกษานี้เป็นเพียงเครื่องช่วยเตือนเราว่า ในภาพรวมเเล้ว การใช้สื่อสังคมออนไลน์มีเเนวโน้มที่ก่อให้เกิดความโดดเดี่ยวทางสังคมเพิ่มขึ้น และไม่ช่วยความโดดเดี่ยวทางสังคมลงแต่อย่างใด

(รายงานโดย VOA News / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

ที่มา http://www.voathai.com/a/social-isolation-tk/3762822.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1380819755316173

Oon IT Valley ชุมชมไอทีแห่งล้านนา เสริมศักยภาพ SMEs StartUp และเกษตรกร ต่อยอดสู่ Smart City

หากใครที่รู้สึกว่าไอทีเป็นเรื่องไกลตัวคงต้องคิดใหม่ เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงในวงการอุตสาหกรรมทุกแขนง ไม่เว้นแม้กระทั่งด้านเกษตรกรรม ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทย Oon IT Valley ถือเป็นชุมชนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการผสมผสานเรื่องของไอทีเข้ากับวิถีชีวิตในแบบล้านนา เป็นแหล่งบ่มเพาะ สร้างสรรค์นวัตกรรมและพัฒนาให้กับ SMEs, StartUp, และเกษตรกร ให้มีความรู้ สามารถนำเทคโนโลยีเข้าไปส่งเสริมการทำเกษตรกรรม เพื่อก่อให้เกิดรายได้ที่มากขึ้นและยั่งยืน

เมื่อพูดถึง Oon IT Valley คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นชื่อกันเท่าไหร่ ซึ่งต้องขอเล่าเป็นเกร็ดความรู้กันเล็กน้อย Oon IT Valley เป็นโครงการที่ตั้งอยู่ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นโครงการเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 59 ก่อตั้งโดย คุณวิโรจน์  เย็นสวัสดิ์ ผู้บริหารจากบริษัท โปรซอฟท์ ภายใต้แนวคิด “ร่วมแรงและแบ่งปัน” มีเป้าหมายในการสร้างงานด้านไอทีให้กับชุมชน เพิ่มขีดความสามารถเพื่อการเแข่งขันให้กับ SMEs, StartUp, และเกษตรกร ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, มหาวิทยาลัยในพื้นที่, หน่วยงานของเอกชน ในการผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศักยภาพให้สามารถแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

คุณวิโรจน์ เย็นสวัสดิ์ ผู้บริหารจากบริษัท โปรซอฟท์ ผู้ก่อตั้ง Oon IT Valley

ภายในพื้นที่ Oon IT Valley มีการจัดสร้าง Innovation Center ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง จะแล้วเสร็จประมาณวันที่ 30 เมษายน ก่อจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ภายใต้พื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร จะเป็นพื้นที่ที่ให้กับบริษัท Tech StartUp ในการดำเนินงานสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยในระยะเริ่มแรกจะมี Tech StartUp เข้ามาร่วมปักหลักที่ Innovation Center จำนวน 12 บริษัท ซึ่งประเภทของบริษัท Tech StartUp ได้แก่ บริษัทด้านการพัฒนาเทคโนโลยี IoT, Smart Farm, GPS Tracking และพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นต้น

หัวใจสำคัญของ Innovation Center  คือ พื้นที่แห่งการสร้างโอกาส สร้างคนและสร้างงานให้เกิดขึ้นกับคนต่างจังหวัดให้เข้าถึงแหล่งงานที่มีคุณภาพ ซึ่งงานประเภท BPO (Business Process Outsourcing) จะช่วยลดความเลื่อมล้ำทางสังคม ทุกคนสามารถทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตได้จากทุกที่ โดยกลุ่มงานที่ทาง Oon IT Valley ได้เตรียมไว้รองรับคนต่างจังหวัด ประกอบไปด้วย

– งานวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์

– E-Commerce

– E-Marketing

– IT Outsourcing

– Call Center

Oon IT Valley เปรียบเสมือนชุมชนไอทีแห่งการแบ่งปันเพื่อ SMEs ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัท โปรซอฟท์ ในการแบ่งปันซอฟต์แวร์ทางด้านบัญชีมาให้บริษัท Tech StartUp ได้ใช้งานฟรี เป็นเวลา 2 ปี หรือจนกว่าจะสามารถตั้งตัวได้ ขณะเดียวกันภายในพื้นที่ Oon IT Valley ยังมีส่วนที่เรียกว่า “Dutch Farm” แหล่งท่องเที่ยวที่สามารถให้คนทั่วไปได้ใกล้ชิดกับสัตว์นานาชนิด มีระบบ iBeacons เทคโนโลยีการบอกตำแหน่งและส่งข้อมูลโดยตรงไปยังสมาร์ทโฟน เพื่อสื่อสารให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมไปถึงเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าเกษตรอินทรีแปรรูปของเกษตรกรได้เข้าขายสินค้าของตนเองได้ฟรี โดยไม่คิดค่าเช่า แต่ทาง Oon IT Valley จะเป็นผู้ควบคุม ให้ความรู้ในเรื่องของการนำระบบไอทีต่างๆ ไปใช้ให้ในการบริหารจัดหารสินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร

ส่วนแสดงสัตว์นานาชนิดภายใน Dutch Farm

นอกจากเรื่องของไอทีแล้ว ภายใน Oon IT Valley ยังมีส่วนที่เรียกว่า “Oon Academy” ศูนย์ฝึกฟุตบอลสำหรับเยาวชน เสริมสร้างทักษะการเล่นฟุตบอลตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ปลูกฝังประสบการณ์ภายใต้การใช้ชีวิตและการอยู่ร่วมกับสังคม

สุดท้ายเป็นเรื่องของโรงแรมที่พัก ซึ่งเป้าหมายของการก่อสร้างโรงแรมใน Oon IT Valley  ไม่ได้มองเรื่องของธุรกิจเป็นสำคัญ แต่มีจุดประสงค์ คือ การเป็นแหล่งพบปะของคนไอทีได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับคนต่างจังหวัด

ในด้านของความร่วมมือทาง Oon IT Valley ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดำเนินโครงการ “Smart Farm” เป็นการพัฒนาทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อเสริมศักยภาพให้กับอาชีพของเกษตรกรรายย่อย เป็นเครื่องมือที่มีราคาถูก เกษตรกรสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่าย โดยภายใน Oon IT Valley มีนาข้าวทดลองที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาส่วนช่วยในการเพาะปลูก เช่น เซนเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศ ที่สามารถให้ข้อมูลของสภาพแสงแดด, ความเร็วลม, ความกดอากาศและความชื้นของอากาศ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้กำลังมีวางแผนพัฒนาเซนเซอร์ตัวใหม่เพื่อเข้ามาใช้ในการปลูกข้าวแบบน้ำน้อย เป็นการปลูกข้าวในลักษณะเปียกสลับแห้ง ที่จะช่วยประหยัดการใช้น้ำในนาข้าวได้ถึง 70% สามารถเพิ่มผลผลิต 30% ประหยัดเวลาได้มากขึ้น และลดการเกิดโรคในนาข้าว โดยเซนเซอร์ต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้คิดค้นขึ้นจะสามารถรายงานข้อมูลมายังแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนและซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ได้ ผ่านการเชื่อมต่อด้วยระบบ 3G / 4G ได้แบบเรียลไทม์

นาข้าวทดลองภายใน Oon IT Valley
เซนเซอร์ตรวจวันสภาพอากาศภายในนาข้าวทดลอง
แผงโซลาร์เซลล์ภายในนาข้าวทดลอง

เมื่อเซนเซอร์ต่างๆ ทำการเก็บข้อมูล ผลลัพธ์จะถูกส่งมายังซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชัน เพื่อรายงานความเป็นไปที่เกิดขึ้นในนาข้าวแบบเรียลไทม์

ทั้งนี้จากโครงการทั้งหมดภายใน Oon IT Valley ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานของภาครัฐ อย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, หน่วยงานเอกชน บริษัท โปรซอฟท์, มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs, StartUp, และเกษตรกร ให้มีความรู้ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อยกระดับสินค้าและบริการให้มีขีดความสามารถของการแข่งขันภายใต้สภาวะที่มีการแข่งขันสูง สามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน เป็นรากฐานที่จะต่อยอดสู่ความเป็น Smart City ของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา : http://www.aripfan.com/oon-it-valley-at-chiang-mai/

 

จีนเปิดตัว“Sonic Sweetener” คลื่นเสียงเพิ่มรสหวาน

 1488373447693

 

จีนเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ “Sonic Sweetener”เทคโนโลยีคลื่นเสียงเพิ่มรสหวาน สุดล้ำ สามารถช่วยลดการบริโภคน้ำตาลได้

วันนี้(24ก.พ.60)ประเทศจีนได้คิดค้น Sonic Sweetener เทคโนโลยีคลื่นเสียงเพิ่มรสหวาน เพื่อช่วยให้การบริโภคน้ำตาลลดลง ซึ่งเทคโนโลยี Sonic Sweetener เป็นอุปกรณ์ฟังเพลงที่มีรูปร่างเหมือนแก้วน้ำสามารถใส่เครื่องดื่มต่างๆ ได้

ทั้งนี้ Sonic Sweetener ตัวนี้จะใช้คลื่นเสียงเพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกหรือได้สัมผัสกับรสหวาน โดยที่ไม่จำเป็นต้องบริโภคน้ำตาล หลังจากที่ได้ทดลองพบว่ามีคนจำนวน 63% ที่ได้ทดสอบแล้วบอกว่ารู้สึกถึงรสหวานมากขึ้นจริง ทั้งนี้นอกจากเครื่องดื่มแล้วก็ยังสามารถเพิ่มรสหวานให้กับอาหารอื่นๆอีกด้วยเช่นเดียวกัน

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=129913&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1366040173460798

น่าลอง!ยาเปลี่ยนสีผมตามอุณหภูมิที่แตกต่างกัน

สาวคนดังวงการแฟชั่นผุดไอเดียเจ๋งผลิตยาเปลี่ยนสีผมได้เองแบบทันใจตามอุณหภูมิที่แตกต่างกัน  คาดวางขายเร็วๆนี้

1488374769323

วันนี้(23ก.พ.60)“Lauren Bowker” เจ้าของบริษัท “The Unseen” ซึ่งมีฉายในวงการแฟชั่นว่านักเล่นแร่แปรธาตุ ผุดยาเปลี่ยนสีผมที่สามารถทำให้ผมคุณเปลี่ยนสีได้เองเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม เปลี่ยนจากสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่งได้ทันใจ แนวคิดดังกล่าว มาจากหนังเรื่อง “The Craft” ซึ่งมีฉากที่นางเอกแปรงผมของตัวเองแล้วสีผมเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเป็นสีบลอนด์สวย เธอจึงปิ๊งไอเดียและประดิษฐ์มันออกมาเป็นยาย้อมสีผมซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ผมเปลี่ยนสีได้ทันทีเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน

อย่างเช่นในวิดีโอสาธิต นางแบบผลิตภัณฑ์เริ่มต้นมีผมสีดำสนิท แต่เมื่ออุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงสีผมก็เปลี่ยนจากดำเป็นแดงเข้มขลิบส้มทันที นอกจากเธอยังโฆษณาว่าทางบริษัทได้ผลิตสีสันอื่นๆให้เลือกอีกด้วย

เธอเผยว่ายาย้อมผมแบบเปลี่ยนสีได้เองนั้นยังอยู่ในขั้นพัฒนาและยังคงมีสารเคมีเจือปนอยู่มาก แต่เธอและทีมงานพร้อมปรับปรุงให้มีความปลอดภัยต่อเส้นผมมากขึ้น และไม่นานจะพร้อมวางขายเพื่อเขย่าวงการแฟชั่นอย่างแน่นอน

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=129760&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1366880873376728

นาซาพบกลุ่มดาวเคราะห์ขนาดใกล้โลก 7 ดวง

ฮือฮา! นาซาค้นพบระบบสุริยจักรวาลแห่งใหม่ มีดาวบริวาร 7 ดวง ขนาดใกล้เคียงโลก ลุ้นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

วันนี้ (23ก.พ.60) คณะนักวิจัยองค์การการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) เปิดแถลงถึงการค้นพบระบบสุริยจักรวาลแห่งใหม่ เป็นดาว 7 ดวงขนาดใกล้เคียงกับโลก โคจรรอบดาวดวงหนึ่ง ในจำนวนนี้ 3 ดวงอยู่ในสภาพแวดล้อมและระดับอุณหภูมิที่เป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่

การค้นพบครั้งนี้มาจากการศึกษาวิจัยด้วยกล้องโทรทรรศน์สำหรับสำรวจอวกาศตั้งอยู่ในประเทศชิลี พบกลุ่มดาวดังกล่าวอยู่ห่างออกไป 40 ปีแสงในกลุ่มดาวราศีกุมภ์ (constellation Aquarius) ดาวทั้งเจ็ดโคจรรอบดาวแคระดวงหนึ่งที่ชื่อว่า แทร็ปพิสต์-1 (Trappist-1) มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดี (จูปิเตอร์) และน่าลุ้นว่า 3 ดวงอยู่ในข่ายที่จะมีน้ำ และอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่

อโมรี ตริโอด์ นักวิจัยหัวหน้าทีมชาวเบลเยียมจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวว่า เราอยู่ในขั้นที่ลุ้นมากสำหรับการค้นหาว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่นหรือไม่ เพราะโอกาสของดาวที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกในกาแล็กซีทางช้างเผือกจำนวนมากจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่นั้นยากจะหยั่งรู้ได้ ผมคาดหวังว่าเราจะได้คำตอบในอีกสิบปีข้างหน้า

ขณะที่เอ็มมานูเอล เจฮิน นักวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยลีเอจ กล่าวเสริมว่า ในกาแล็กซีของเรามีดาวฤกษ์ราว 2 แสนล้านดวง ถ้าจะคำนวณจำนวนดาวที่มีขนาดเท่าๆ โลกแล้ว ต้องคูณ 10 เข้าไป ซึ่งมีมากมายทีเดียว

เมื่อช่วงต้นปีก่อน มิชาเอล กียง แห่งมหาวิทยาลัยลีเอจ และคณะ ค้นพบดวงดาวรอบดาวแทร็ปพิสต์ 3 ดวง แต่มาตอนนี้ผลการศึกษาค้นพบเพิ่มเป็น 7 ดวง ซึ่งจริงๆ แล้ว กียงคิดว่ามีมากกว่านั้น ระบบดาวกลุ่มนี้ชวนให้นึกถึงดาวพฤหัสฯ และเหล่าดวงจันทร์บริวาร ถ้าแทร็ปพิสต์เป็นดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์ วงโคจรของดาวทั้ง 7 ดวงนี้จะอยู่ในระยะโคจรของดาวพุธ ซึ่งโคจรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด

005.jpg

001.jpg

000.jpg

003.jpg

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=129738&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1360226057375543

 

เรื่องราวของ ‘ขุนนางจีน’ เมื่อ 400 ปีก่อน ที่พยายามขึ้นไปบนดวงจันทร์ จนถูกยกย่องว่าเป็น ‘นักบินอวกาศคนแรกของโลก’ เขามีวิธียังไง น่าสนใจมาก ดูๆ

“ว่านหู่” เป็นขุนนางในราชวงศ์หมิง ชื่อของว่านหู่เป็นที่รู้จักแก่ชาวตะวันตกอย่างกว้างขวางเพราะถูกบันทึกไว้ในหนังสือ Rockets and Jets ถูกตีพิมพ์ในปี 1945 โดย Herbert S. Zim นักเขียนชาวอเมริกัน เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์การใช้จรวดของมนุษย์ตั้งแต่โบราณ เรื่องราวเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 ว่านหู่ได้ทดลองที่จะสร้างยานพาหนะที่สามารถจะพาเขาบินไปถึงดวงจันทร์ โดยนำไม้ไผ่ขนาดใหญ่มาแทงให้ทะลุปล้องและนำดินปืนใส่เข้าไปให้แน่นเป็นจำนวนทั้งหมด 47 ลูก (นี่มันบั้งไฟชัดๆ) เมื่อได้จรวดแล้วก็นำไปติดเข้ากับเก้าอี้

1-89

หลังจากที่แต่งตัวอย่างหล่อเพื่อออกเดินทางไกลเรียบร้อย ว่านหู่ก็ให้ผู้ช่วยจุดไฟที่จรวดเพื่อจะออกเดินทาง ทว่าจรวดทั้ง 47 ลูกกลับไม่พุ่งขึ้นไปบนฟ้า แต่ดันระเบิดดัง “โบ้งงงง” (เสียงบึ้มก้องๆ) อยู่ที่พื้น ผลก็คือหายไปหมดทั้งเก้าอี้จรวดและว่านหู่ และตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีใครได้พบหน้าว่านหู่อีกเลย (น่าจะสร้างเครื่องวาร์ปแทนยานอวกาศนะแบบนี้)

16105568_107741619738075_8267339280095343186_n

ชื่อของ “ว่านหู่” จึงกลายเป็นตำนานของ (คนที่เกือบจะได้เป็น) นักบินอวกาศคนแรกของโลกที่ไปเหยียบดวงจันทร์ตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะทำไม่สำเร็จ ว่านหู่ก็ได้รับการยกย่องถึงขนาดที่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลตั้งชื่อหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์แห่งหนึ่งที่มีรัศมี 21 กม. ตามชื่อของว่านหู่ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงนักบินอวกาศคนแรกของโลก

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

ที่มา : https://www.spokedark.tv/re/first-space-pilot-2/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1359154800816002

เปิดตัว 5 หุ่นยนต์ต้นแบบสุดล้ำอย่างกับ Skynet แห่งโลกจริง ไม่อยากคิดถ้ามันลุกฮือขึ้นมามนุษย์จะเอาอะไรไปสู้ ..เจ๋งขนาดไหน ชมคลิป

หลายคนน่าจะเคยได้ชมภาพยนตร์อย่าง Terminator หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ”คนเหล็ก” ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวจากอนาคต เมื่อมนุษย์ต้องทำศึกสงครามกับหุ่นยนต์ หลายปีก่อนเรื่องนี้คงเป็นได้เพียงจินตนาการจากในภาพยนตร์ชื่อดัง แต่ดูเหมือนเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

เมื่อบริษัทผู้ผลิตและออกแบบหุ่นยนต์อย่าง Boston Dynamics ได้เผยโฉม 5 หุ่นยนต์ต้นแบบ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา เรียกได้ว่ามนุษย์ทุกคนเห็นแล้วมีเสียว เพราะหุ่นยนตร์แต่ละแบบ สามารถทำงานได้อย่างน่าทึ่ง จนหลายคนยกให้เป็น Skynet แห่งโลกจริงกันเลยทีเดียว

LS3
มันได้รับการออกแบบให้เหมือนกับสัตว์ 4 ขา ทำหน้าที่เป็นกองกำลังลาดตระเวน กำหนดทิศทางเดินด้วยระบบGPS มันสามารถเดินทางได้ไกลถึง 30 กิโลเมตร นอกจากเดินในพื้นราบแล้ว ยังสามารถเดินขึ้นที่สูงชันอย่างภูเขาได้อย่างสบายๆ

Atlas

นี่คือหุ่นยนต์ที่มีงานออกแบบใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศแบบใดก็ตาม มันก็สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ อีกทั้งยังสามารถคิดประมวลคำสั่งได้ด้วยตนเอง เช่น การหยิบจับสิ่งของ เปิดประตู แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างการหกล้ม ตัวหุ่นยนตร์สามารถลุกขึ้นยืนได้เอง โดยปราศจากการช่วยเหลือจากมนุษย์ ด้วยระบบกลไกลไฮดรอลิกภายใน จึงทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

CHEETAH

หุ่นยนต์ที่จำลองงานออกแบบมาจากเสือชีต้าห์ มันสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 28 ไมล์ต่อชั่วโมง เป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับการบันทึกสถิติว่าวิ่งได้เร็วที่สุดในโลก

BigDog

อีกหนึ่งความแข็งแกร่งของหุ่นยนต์ลาดตระเวนสุดทรงพลัง มันสามารถเดินทางผ่านได้ทุกสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในหิมะ ที่ราบสูง หรือกระทั่งในแอ่งโคลน แม้มันจะมีน้ำหนักถึง 240 ปอนด์ แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 4 ไมล์ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

RHex

ที่สุดของความสะเทินน้ำสะเทินบก เห็นขนาดเล็กจิ๋วแบบนี้ แต่สามารถเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ ด้วยขาที่ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงโค้งงอเป็นพิเศษ มันจึงสามารถลุยโคลน ลุยน้ำ ข้ามสิ่งกีดขวางได้ทุกชนิด ทั้งก้อนหิน และกิ่งไม่ขนาดใหญ่ ปัจจุบันยังไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง ยังคงใช้การควบคุมผ่านรีโมทในรัศมีไม่เกิน 700 เมตร

ที่มา : https://www.spokedark.tv/posts/robot-revolution/

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1351455371585945

คุณสามารถติดตามรถยนต์ของคุณผ่านมือถือได้อย่างไร?

วิธีติดตามรูปแบบใหม่ที่สามารถเข้าถึงกันได้ทุกคน

 

คุณเคยกลับมาที่ลานจอดรถและทันใดนั้นก็ลืมไปอย่างกะทันหันว่าจอดรถไว้ตรงไหนหรือไม่?

ใช่ ใช่ เราทุกคนเข้าใจความรู้สึกของความมึนงงนั้นดี และมันก็ทำให้เราต้องเสียเวลาเดินวนหารถเสียนานเป็นชาติ

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการติดตามรถยนต์ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงหูฉี่อย่าง GPS จากนั้นก็ต้องมาเสียเวลากับการมานั่งติดตั้งเอย รอมันทำงานเอย ดีไม่ดีเป็นเดือนกว่าจะเปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์และทำให้มันทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

แล้วถ้าหากว่ามันมีวิธีที่ง่ายกว่า เพียงแค่ใช้มือถือของคุณล่ะ? แค่เพียงเปิดแอปพลิเคชั่นขึ้นมา จากนั้นคุณก็สามารถรู้ตำแหน่งของรถอย่างแม่นยำได้ทันที ข่าวดีครับข่าวดี ขณะนี้เจ้าอุปกรณ์ขนาดจิ๋วที่สามารถติดตามรถผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือมีวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว

มันคืออะไร?

เจ้าอุปกรณ์ที่ผมกล่าวถึงก็คือTrackRมันคืออุปกรณ์ขนาดเล็กเท่ากับเหรียญแต่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต การเปิดตัวของมันถึงกับทำให้วงการเทคโนโลยีการติดตามสะเทือนเลยทีเดียว และเป็นโชคดีของคุณที่อุปกรณ์นี้ได้มีการวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว

TrackR มีสีสันต่างๆมากมายให้คุณได้เลือกใช้

แล้ว…มันใช้งานยังไงล่ะ?

ง่ายมาก!แค่ใช้เวลาไม่ถึง5นาที.คุณเพียงแค่เชื่อมต่อมันกับมือถือสมาร์ทโฟนของคุณ จากนั้นดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น เพียงแค่การติดตั้งง่ายๆ แบบนี้แหละ

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ให้คุณลองซ่อนมันไว้ในรถของคุณ พวงกุญแจ ในกระเป๋าเงิน หรืออะไรก็ได้ที่คุณต้องการทราบตำแหน่งของมัน

TrackR ที่ถูกติดไว้กับกุญแจรถ

หากคุณหารถไม่เจอ หรือสิ่งของที่ติดไว้กับแทร็กเกอร์ เพียงแค่เปิดแอพลิเคชั่นบนมือถือของคุณ จากนั้นจึงเลือก “ไอคอนอุปกรณ์หาย” และจากนั้นคุณก็จะเจอกับตำแหน่งล่าสุดของมัน

แท็บเลตที่ติดตั้งแอปพลิเคชั่นของ TrackR

ในคลิปต่อไปนี้คุณจะได้รับชมการใช้งาน TrackR

ฟังก์ชันเสริมอื่นๆ

คุณเป็นคนหนึ่งที่มักชอบลืมประเป๋าตัง? ลืมว่าวางกุญแจไว้ตรงไหน? หรือแม้กระทั่งต้องการป้องกันสัตว์เลี้ยงหนีออกไปเที่ยวไกลๆหรือไม่? ถ้าใช่แล้วล่ะก็ Trackr เป็นอุปกรณ์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของคุณได้อย่างดีเลยล่ะ เพียงแค่ติดมันกับสิ่งของที่คุณไม่อยากจะทำหายหรือลืมเอาไว้ เชื่อมต่อมันกับสมาร์ทโฟนของคุณ (พร้อมกับแอพลเคชั่นแทร็กเกอร์) ดังนั้นเมื่อคุณหาอุปกรณ์ของคุณไม่เจอ คุณก็จะพบกับตำแหน่งล่าสุดของมันในทันที

อ้างอิง : http://techiefans.com/trackrTH.html?

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1346891552042327