คลังเก็บหมวดหมู่: อำพร สิริภูบาล

เจ๋ง! เสื้อยืดสามมิติมองทะลุถึงอวัยวะภายใน ช่วยเด็กเรียนรู้โครงสร้างร่างกายมนุษย์

5B080AFF-D379-4C7F-BF49-9269E7667C6F_cx0_cy18_cw0_w1023_r1_s

ดูภายนอกแล้ว เสื้อยืดสีน้ำเงินขาวที่เรียกว่า “Virtuali-Tee” อาจไม่ต่างจากเสื้อยืดทั่วไป ด้วยลวดลายคล้ายโครงกระดูกติดอยู่ด้านหน้า แต่เมื่อใช้เสื้อยืดนี้ร่วมกับแอพฯ ในสมาร์ทโฟน ก็จะกลายเป็นเสื้อยืดพิเศษที่สามารถมองเห็นทะลุถึงอวัยวะภายใน

บริษัท Curiscope คือผู้ผลิตเสื้อยืด “Virtuali-Tee” ขึ้นมา โดยมุ่งให้การศึกษาแก่เด็กๆ เกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ ซึ่งปกติแล้วอาจเป็นวิชาที่น่าเบื่อ

แต่ดูเหมือนการมีเสื้อยืดนี้ประกอบการสอน จะเรียกความสนใจของนักเรียนได้มากขึ้น

คุณ Ed Barton ซีอีโอของ Curiscope บอกว่า

“เราสามารถมองเห็นอวัยวะภายในผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ด้วยการใช้แอพฯ ในอุปกรณ์นั้นๆ และยังสามารถใช้ร่วมกับแว่นตา Virtual Reality (VR) ได้ด้วย เพื่อให้ดำดิ่งเข้าไปดูโครงสร้างอวัยวะในร่างกายได้แบบสามมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของหัวใจ หรือการไหลเวียนของเม็ดเลือด”

แน่นอนว่าภาพอวัยวะภายในที่เห็นผ่านแอพฯ ไม่ใช่อวัยวะภายในของคนๆ นั้นจริงๆ แต่เป็นภาพกราฟฟิกที่สรา้งมาให้ดูสมจริง และถูกโปรแกรมเข้าไปในเสื้อยืดตัวนี้

เสื้อยืด “Virtuali-Tee” มีขายแล้วในราคา $25 ส่วนแอพฯ “Virtuali-Tee” สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทางไอโฟนหรือโทรศัพท์แอนดรอยด์

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/see-through-tshirt/3779925.html

อเมริกามี “หุ่นยนต์” มากที่สุดในโลก คนอเมริกันกังวลกลัวถูกแย่งงาน!

89374452-78D5-453B-8EA8-08F2CFF03D7B_w1023_r1_s

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีจำนวนหุ่นยนต์มากที่สุดในโลก และมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนหุ่นยนต์อย่างรวดเร็ว

รายงานของศูนย์ Center for Economics & Business Research และ บริษัท Redwood Software ระบุว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพิ่มสู่ระดับเกือบ 9 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อสองปีก่อน

ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า การที่หุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้มากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าในที่สุดคนจะถูกเลิกจ้างงาน

โดยประเด็นเรื่องการจ้างงานถือเป็นเรื่องสำคัญของคนอเมริกัน พิจารณาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ผู้ทำวิจัยกล่าวว่าคนอาจกลัวและกังวลเรื่องนี้เกินไป เพราะอย่างในประเทศเยอรมนีที่มีการใช้หุ่นยนต์มาก ก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานมนุษย์

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/us-robots/3768436.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1386607031404112

 

นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน “มันฝรั่ง” สามารถปลูกบนดาวอังคารได้

2963D989-767F-4B33-B44B-AADFF9608912_cx0_cy8_cw0_w1023_r1_s

นักวิจัยที่ศูนย์มันฝรั่งระหว่างประเทศ และ University of Engineering and Technology ที่เมืองลิม่า เปรู ยืนยันว่ามันฝรั่งสามารถปลูกได้บนพื้นดินบนดาวอังคาร หากได้รับสารอาหารและน้ำที่เพียงพอ

นักวิจัยทดลองปลูกมันฝรั่งหลายพันธุ์ที่ทะเลทราย Pampas de La Joya ในเปรู ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีสภาพคล้ายกับดินบนดาวอังคาร และได้ปรับสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้คล้ายกับสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารมากที่สุด รวมทั้ง อุณหภูมิ ความกดอากาศ ระดับก๊าซอ็อกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์

โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การนาซ่าของสหรัฐฯ

ผลที่ได้นั้นน่าพอใจ โดยเฉพาะกับมันฝรั่งพันธุ์อึดที่มีความทนทานสูงต่อสภาพภูมิอากาศรุนแรงบนพื้นโลก

นั่นหมายความว่า ในอนาคตหากมีมนุษย์ขึ้นไปตั้งรกรากบนดาวอังคารจริงๆ อาหารยอดนิยมที่นั่นก็อาจไม่พ้น มั่นฝรั่งทอด หรือ French Fries เหมือนผู้คนบนโลกเช่นกัน

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/potatoes-mar/3758302.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1386247684773380

 

นักวิทย์ฯ บราซิลประสบความสำเร็จ ใช้แมลงสาบแทนแป้ง อบขนมปังกินได้

2_431

นักวิทยาศาสตร์อาหารบราซิลประสบความสำเร็จ เปลี่ยนแมลงสาบให้กลายเป็นแป้งใช้อบขนมปัง ชี้ให้โปรตีนมากกว่าแป้งจากข้าวสาลีถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แถมรสชาติไม่ต่างจากขนมปังปกติ

เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนอาหาร กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอีก 10 ปีข้างหน้า ด้านนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญหลายคน จึงมีความเชื่อว่า แมลงจะกลายเป็นแหล่งสารอาหารขนาดใหญ่สำหรับมนุษย์ในอนาคต ซึ่งตอนนี้เรามีเมนูที่ทำจากแมลงหลายชนิด และตามร้านอาหารก็เริ่มนำเมนูเหล่านี้ไปใส่ไว้ในรายการอาหารให้ลูกค้าสั่งทานแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังต้องการวิธีที่จะใช้แมลงเหล่านี้ทดแทนอาหารหลักในปัจจุบันอย่างเช่น ข้าวสาลี ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารชาวบราซิลจึงคิดค้นวิธีการดังกล่าวขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ ด้วยการเปลี่ยนแมลงสาบให้กลายเป็นแป้งและนำไปใช้อบเป็นขนมปัง !

จากรายงานที่เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซ็นทรัล นำมาเสนอเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 เผยว่า แอนเดรสซา ลูกัส และ ลอเรน เมเนกอน นักศึกษาวิศวกรรมอาหาร 2 ราย จากมหาวิทยาลัยสหพันธรัฐรีโอแกรนด์ ในประเทศบราซิล ได้พัฒนาสูตรการทำแป้งจากแมลงสาบ ที่มีส่วนประกอบเป็นโปรตีนมากกว่าแป้งจากข้าวสาลีปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และสามารถนำไปใช้ในการอบขนมปังหรืออาหารได้ทุกชนิด นอกจากนี้แมลงสาบยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด

แต่ก่อนที่หลาย ๆ คนจะรู้สึกรังเกียจ ขนลุก หรือคลื่นไส้ชวนอาเจียนไปมากกว่านี้ ทางทีมวิจัยได้เปิดเผยว่า แมลงสาบชนิดที่นำมาทำเป็นแป้งอบขนมปังนี้ ไม่ใช่ชนิดที่เราเห็นไต่กันตามในครัวบ้านเรือน แต่เป็นชนิดที่มีชื่อเรียกว่า Nauphoeta cinerea ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากการเพาะพันธุ์พิเศษ ที่มีการควบคุมสุขอนามัยในการผลิตตามมาตรฐานของสำนักงานเฝ้าระวังด้านอนามัยแห่งชาติบราซิล (ANVISA) เลี้ยงดูโดยให้อาหารเป็นผักและผลไม้เท่านั้น

1_567

ทีมวิจัยระบุว่า สาเหตุที่ต้องเลือกแมลงสาบก็เป็นเพราะว่า มันมีโปรตีนสูงมากเกือบถึง 70 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นมากถึง 8 ใน 9 ชนิด รวมไปถึงกรดไขมันคุณภาพสูง อาทิ โอเมก้า-3 และโอเมก้า-9 ซึ่งเราสามารถนำตัวมาใช้ได้ทั้งหมดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีเศษที่เหลืออยู่น้อยมาก ด้วยแหล่งโปรตีนที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ จะช่วยเพิ่มพูนสารอาหารให้กับมนุษย์ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคขาดสารอาหาร นอกจากนี้การบริโภคแมลงสาบจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงลบจากการทำปศุสัตว์ เนื่องจากการเพาะพันธุ์แมลงสาบนั้นใช้พื้นที่น้อย และสร้างมลพิษในปริมาณที่น้อยมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เพียงพอให้เป็นปัจจัยในการคิดค้นการวิจัยดังกล่าวขึ้นมา

อย่างไรก็ดี จากรายงานไม่ได้เปิดเผยถึงกระบวนการแน่ชัด ว่าทีมนักวิจัยเปลี่ยนแมลงสาบให้กลายเป็นแป้งได้อย่างไร ทั้งนี้คาดว่าน่าจะใช้วิธีการทำให้แมลงเหล่านี้แห้งแล้วนำไปบดละเอียดจนเหมือนแป้ง ก่อนจะนำไปผสมกับส่วมผสมอื่นเพื่อสามารถอบออกมาเป็นขนมปังได้ โดยจากผลการทดลองพบว่า ขนมปังที่อบออกมาหนึ่งชิ้นซึ่งมีแป้งจากแมลงสาบเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ สามารถเพิ่มโปรตีนได้มากกว่าขนมปังที่อบจากแป้งจากข้าวสาลีมากถึง 49.16 เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกคนที่ได้ลิ้มลองรสชาติของขนมปังจากแป้งแมลงสาบนั้น ล้วนรู้สึกเช่นเดียวกับกินขนมปังปกติ เนื่องจากใช้ส่วนผสมแป้งจากแมลงสาบเพียงนิดเดียว ประกอบกับมีส่วนผสมอื่น ๆ อาทิ ซีเรียลอบแท่ง หรือเค้ก ซึ่งทำให้ยากที่จะแยกรสชาติได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทีมนักวิจัยต่างก็ทราบดีว่า ผู้คนจะรู้สึกคลื่นไส้ไม่น้อย เมื่อกล่าวถึงแนวคิดการนำแมลงมาทำเป็นอาหารเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแมลงสาบ เมื่อครั้งที่ทำการทดลองนำตัวอย่างขนมปังไปให้คนลองชิม ทุกคนก็จะปฏิเสธเมื่อทราบว่าใช้แป้งจากแมลงสาบ แต่ก็หวังว่าเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนจะเริ่มเปลี่ยนความคิด ทั้งนี้นอกจากแมลงสาบแล้ว ทางทีมยังได้มีการวิจัยกับแมลงชนิดอื่นด้วย เช่น จิ้งหรีดและแมลงปีกแข็ง ซึ่งคาดว่าผู้คนน่าจะรู้สึกรังเกียจน้อยกว่าแมลงสาบ

ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของยูเอ็น ระบุว่า ในปี 2050 (พ.ศ. 2593) จะไม่มีพื้นที่ในการผลิตอาหารเพียงพอต่อประชากรโลก ในกรณีการเพาะพันธุ์แมลงเป็นอาหารนี้จะช่วยเรื่องพื้นที่ที่จำกัด อีกทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้ปริมาณน้ำน้อย และปล่อยปริมาณแก๊สเสียที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนน้อยกว่าการทำปศุสัตว์มาก นอกจากนี้ แมลงยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งตัว ต่างจากสัตว์ใหญ่ที่มนุษย์ไม่สามารถนำมาใช้บริโภคได้ทุกส่วน “แม้ว่าในวันนี้จะยังใช้ไม่ได้จริง แต่ในอนาคตเชื่อว่าแนวคิดนี้จะต้องถูกนำไปใช้อย่างแน่นอน” ทีมวิจัย กล่าว

ภาพจาก Andressa Lucas and Lauren Menegon

อ้างอิงจาก https://hilight.kapook.com/view/149883

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1374406395957509

 

นักวิจัยฟินเเลนด์สกัดสารอาหารธรรมชาติจาก ‘ใบไม้’ พัฒนาเป็น ‘โปรตีนเสริม’

56B3852C-75F8-40D7-A0C6-4A6909FCE96D_cx0_cy14_cw0_w1023_r1_s

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในประเทศฟินเเลนด์ ชี้ว่าใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง มีส่วนประกอบที่มีคุณค่าหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เม็ดสี คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและสารต่างๆ ที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดที่เป็นอันตราย

พวกเขากำลังพัฒนาวิธีใช้ประโยชน์จากคุณค่าของใบไม้ ด้วยการนำไปบรรจุลงในรีแอคเตอร์ ที่ช่วยเเยกสารส่วนประกอบต่างๆ ที่มีคุณประโยชน์ แล้วกำจัดส่วนที่เหลือทิ้งไป

Sami Alakurtti นักวิทยาศาสตร์แห่ง VTT Technical Research Center แห่งประเทศฟินเเลนด์ กล่าวว่า ทีมงานใส่ใบไม้ลงไปในรีเเอคเตอร์ และเติมสารทำละลายลงไป ตัวรีเเอคเตอร์ยังทำหน้าที่ช่วยผสมส่วนประกอบต่างเข้าด้วยกันไปในตัว

โครงการทดลองนำร่องนี้เน้นเเยกสารเม็ดสีธรรมชาติที่ทำให้ใบไม้และใบของพืชหลากหลายชนิดมีสีสันที่สวยงาม

Lisa Nohynek นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่ง VTT Technical Research Center แห่งประเทศฟินเเลนด์ กล่าวว่า ใบไม้เป็นเเหล่งของเม็ดสีธรรมชาติ ปัจจุบันมีการผลิตเม็ดสีเทียมขึ้นมาใช้ แต่ทีมงานคิดว่าการทดลองสกัดเม็ดสีจากใบไม้วิธีนี้ จะช่วยผลิตเม็ดสีธรรมชาติขึ้นมาทดแทนเม็ดสีเทียมได้

อย่างไรก็ดี การทดลองนี้ไม่ได้เป็นเเค่การสกัดเม็ดสีธรรมชาติเท่านั้น แต่เป็นการพยายามสกัดสารอาหารต่างๆ ที่มีคุณค่าจากภายในใบไม้ที่ร่วงจากต้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์

Anneli Ritala หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์แห่ง VTT Technical Research Center แห่งประเทศฟินเเลนด์ กล่าวว่า เนื่องจากสารส่วนประกอบในใบไม้ที่ร่วงจากต้นมีคุณค่าทางโภชนาการ ทีมงานต้องการนำผลการวิจัยนี้ไปใช้ในพัฒนาอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าทางโปรตีนสูง และโปรตีนเสริมสำหรับคน

ตลอดจนเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ยาจากสารธรรมชาติในอนาคต

(รายงานโดย Kevin Enochs / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/tech-leaf-biomass-tk/3723603.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1368911716506977

 

พบถ้ำลึกอุณหภูมิสูงในเม็กซิโก เป็นที่อยู่ของ ‘สิ่งมีชีวิตพันธุ์พิเศษ

C0CAA41E-177D-4516-963C-152038CF0D46_w250_r1_s

นักชีววิทยาพบถ้ำขนาดใหญ่ในเม็กซิโกซึ่งมีอุณหภูมิสูงด้านใน แต่มีความสวยงามจนถูกเปรียบว่าเป็นเหมือนสถานที่ในเทพนิยาย

แต่ที่สำคัญ ผู้วิจัยค้นพบผลึกคริสตอลในถ้ำแห่งนี้ที่เมือง Naica ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เกิดขึ้นมา 50,000 ปีก่อนติดอยู่ภายใน

Penelope Boston หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Astrobiology Institute ของหน่วยงานอวกาศสหรัฐฯ หรือ NASA เรียกสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเดียวกับเชื้อชนิดเล็กๆ นี้ว่า “Super Life”

เหตุผลที่ไมโครบ (microbe) ซึ่งถูกค้นพบครั้งนี้ถูกเรียกว่า Super Life ก็เพราะความสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง และอาศัยอยู่ได้ด้วยแร่ธาตุบางชนิดเท่านั้น เช่นแร่เหล็กและแมงกานีส

แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะได้รับการนำเสนอที่การประชุมวิชาการของสมาคม American Association for the Advancement of Science ที่นครบอสตัน แต่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

และยังไม่ได้มีการอ่านทบทวนโดยนักวิชาการนอกกลุ่มที่ทำวิจัย

Penelope Boston กล่าวว่า ทีมงานของเธอเตรียมทดสอบด้านพันธุกรรม ทั้งที่ห้องทดลองและที่สถานที่จริงเพิ่มเติมต่อไปจากนี้

ที่มา https://www.voathai.com/a/super-life-microbe/3731607.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1363390553725760

 

หลุมดำยังกลืนกินดวงดาวไม่หยุด ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

NjpUs24nCQKx5e1A7xSYoQzYGUBHuKYmcmWH72rZRIg

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมพ์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยถึงการตรวจพบหลุมดำดูดกลืนดวงดาวอย่างบ้าคลั่งทำสถิติเป็นประวัติการณ์ในช่วง 10 ปีนี้ และยังสวาปามอย่างไม่ยอมหยุดจนเปรียบเหมือนเทศกาลอาหารที่มีเหล่าดวงดาวเป็นเมนูจานเด็ดกำลังทยอยเข้าไปในปากของหลุมดำ และพบว่าขณะนี้กำลังมีการกลืนกลินอยู่ในกาแล็กซีขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากโลกของเรา 1,800 ล้านปีแสง

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์จับภาพการเคี้ยวระดับมหึมา ซึ่งทำให้มีการระเบิดของรังสีขณะดวงดาวถูกกลืนเข้าสู่หลุมดำที่มีอุณหภูมิสูงหลายล้านองศา ด้านนักดาราฟิสิกส์จากศูนย์ฮาร์วาร์ด สมิธโซเนียน ให้ความเห็นว่าส่วนใหญ่เรารับรู้เกี่ยวกับหลุมดำว่ามันจะเติบโตขึ้นขึ้นเรื่อยๆ แต่การพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากำลังมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา เหมือนดวงดาวที่หนักเป็นสองเท่าของดวงอาทิตย์กำลังถูกป้อนเข้าไปในหลุมดำ

ทั้งนี้ หลุมดำเป็นบริเวณในอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล สามารถดูดดึงดวงดาวที่โคจรอยู่ใกล้ๆให้ลงไปในหลุม และเต็มไปด้วยปริศนามากที่สุดสิ่งหนึ่งของจักรวาล ซึ่งเมื่อเดือน ก.ค.2548 ได้มีการสร้างภาพจำลองขึ้นโดยคาดว่าการดูดกลืนของหลุมดำจะลดลงในอีก 10 ปีข้างหน้า.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1354025984662217

 

เจ๋ง!เนเธอร์แลนด์ผุดเครื่องพิมพ์ไร้หมึก

0514f7

เนเธอร์แลนด์ ผุดเครื่องพิมพ์รูปแบบใหม่ไม่พึ่งการใช้หมึกแบบดั้งเดิม ที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

วันนี้(30ม.ค.60)เครื่องพิมพ์ระบบหมึกต้องหลบไป เมื่อเจอกับเครื่องปริ้นท์ “อิงค์-เลส” ระบบการพิมพ์เลเซอร์รูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาการใช้หมึกแบบดั้งเดิมอีกต่อไป โดยทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย “เดลฟ์” ในเนเธอร์แลนด์ ที่จะช่วยให้การพิมพ์ประหยัดและยั่งยืนกว่าเดิม

เทคโนโลยีนี้เหมาะสำหรับการพิมพ์หมึกสีดำ เพราะเป็นการลอกเลียนการพิมพ์เอกสารในสีดังกล่าวโดยปราศจากหมึกและโทนเนอร์ที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการพิมพ์เลเซอร์ทั่วไป

ก่อนหน้านี้เครื่องพิมพ์รูปแบบนี้จะต้องใช้กระดาษชนิดพิเศษที่เคลือบด้วยหมึกปรับอุณหภูมิเข้ามาช่วย ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิที่เพิ่มหรือลดลง แต่สำหรับเครื่องพิมพ์ “อิงค์-เลส” ไม่ต้องใช้กระดาษหรือหมึกชนิดพิเศษแม้แต่น้อย

เวนคาเทช ชานดราเซการ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง โทคาโน่ เครื่องพิมพ์ “อิงค์-เลส” บอกว่า เครื่องพิมพ์นี้จะตัดให้เหลือแค่ขั้นตอนของแสงเซอร์ที่ตกกระทบลงไปในกระดาษ เสมือนกับการทำให้กระดาษไหม้เมื่อใช้แว่นขยายรวมแสงที่เคยเห็นในการทดลองวิทยาศาสตร์ของเด็กๆ

โทคาโน่ เตรียมจดสิทธิบัตรและมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อนำไปขายเชิงพาณิชย์ภายในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเข้ามาพลิกโฉมการพิมพ์เพื่อการค้ารูปแบบเดิมได้ในอนาคต.

อ้างอิงจาก http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=127268&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1348489138549235

สู่โลกเสมือนจริง! เปิดตัว The MM One เก้าอี้ 360 องศา

เปิดตัวโปรเจค The MM One เก้าอี้ 360 องศา  สำหรับใช้งานร่วมกับแว่น VR โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้เล่นได้สัมผัสกับเทคโนโลยี Virtual Reality

Screenshot_20170213-074653

วันนี้(26ม.ค.60)เทคโนโลยี Virtual Reality หรือโลกเสมือนจริง ที่ปัจจุบันได้พัฒนาตัวแว่นตา VR แบบใหม่ ที่สามารถสร้างภาพ 3 มิติได้สมจริงกว่าก่อนมากอย่าง HTC Vive และ Oculus Rift เป็นต้น แต่แค่สวมแว่นอย่างเดียวมันยังไม่ได้อารมณ์ หลัง ๆ จึงมีการพัฒนาอุปกรณ์จำลองสถานการณ์ (Simulator) ทั้งหลายด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือ The MM One เก้าอี้ 360 องศาสำหรับคอ VR สายฮาร์ดคอร์ !!

The MM One เป็นเครื่อง Simulator หรือเก้าอี้ลอย มีฐานรองพื้นกว้างขนาด 2.6 เมตร x 1.9 เมตร ตัวเก้าอี้ยึดด้วยเครนยกขนาดใหญ่สามแกนหมุน สามารถยกลอยได้สูงถึง 3.8 เมตร และหมุนรอบได้ 360 องศา  การเคลื่อนที่จะเป็นไปตามโปรแกรมหรือเกมที่ตั้งค่าไว้ ซึ่งสามารถตั้งค่าได้อิสระ

ภายในเก้าอี้ก็ติดตั้งเซ็นเซอร์จับสัญญานการเคลื่อนไหวอย่าง Oculus Research ด้วย หรือก็คือใช้แว่น Oculus Rift เป็นตัวแสดงผล VR นั้นเอง  ด้านขวามือก็มีคันโยกบังคับเครื่องบินติดตั้งไว้ และรองรับจอยไร้สาย XBox 360 ด้วย ทั้งนี้ทางทีมผู้ผลิต ได้ปล่อยคลิปสาธิตการเล่นให้ดูด้วย โดยได้เอาเกมแนว Simulator มาเล่นในมุมมอง VR พร้อมกับเคลื่อนไหว 360 องศาผ่านตัวเครื่องไปด้วย

แต่ใครที่อยากได้คงต้องรออีกพักใหญ่ เนื่องจากตัวเก้าอี้ ยังอยู่ในช่วงพัฒนา โดยทางทีมงานก็กำลังรอให้คนมาสนับสนุนอยู่ด้วย ส่วนตัวเก้าอี้ยังไม่มีราคาแน่ชัด ทว่าทางทีมงานได้คำนวนงบสร้างรุ่นต้นแบบตัวนี้แล้ว ราคาก็อยู่ราว ๆ 50,000 เหรียญฯ หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท

อ้างอิงจาก http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126873&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1347331255331690

“ดักแด้ไหม”ต้าน”มะเร็งเต้านม”ได้

7id9fb5kjicg7dacdjahe7id9fb5kjicg7dacdjahe2

ซินโครตรอนพบ! สารสกัดโปรตีนจากดักแด้ไหม ยับยั้งมะเร็งเต้านมได้
รายงานข่าวจากซินโครตรอน แจ้งว่า  มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิง และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในลำดับต้นๆล่าสุด ดร.สุทธิดา ชูเกียรติศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) และ ดร.กาญจนา ธรรมนู นักวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จึงได้ร่วมมือกันใช้แสงซินโครตรอน ในเทคนิคกล้องจุลทรรศน์อินฟราเรด ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางชีวโมเลกุลในเซลล์มะเร็งเต้านมชนิด MCF7 (Human Breast Adenocarcinoma cell line) ที่ถูกยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านนางลาย (Mulberry silkworm, Bombyx mori) และดักแด้ไหมอีรี่ (Non-mulberry silkworm; Eri silkworm,Samia ricini)

ซึ่งพบว่าโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมดังกล่าว มีผลทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมตาย อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ยังอยู่ระหว่างการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่การวิจัยในขั้นตอนต่อไปในการหาความเป็นไปได้จากการนำโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมทั้ง 2 สายพันธุ์มาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมในอนาคต

หากหน่วยงานใดสนใจร่วมพัฒนาต่อยอดงานวิจัยนี้ สามารถติดต่อสอบถามนักวิจัยได้โดยตรง  เบอร์โทรศัพท์ 0-4421-7040 ต่อ 1251-2 โทรสาร 0-4421-7047 อีเมลล์: sasipun@slri.or.th, kultida@slri.or.th, pr@slri.or.th

อ้างอิงจาก http://www.komchadluek.net/news/edu-health/258097

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1336181509779998