คลังเก็บหมวดหมู่: อำพร สิริภูบาล

รู้จัก ‘กุ้งก้ามยักษ์สีชมพู′ ผู้มีเสียงเป็นอาวุธ! ได้ชื่อตามวงร็อคระดับตำนาน “Pink Floyd”

 

7934724E-E798-40CE-B485-2F8EFB431B44_cx0_cy10_cw0_w1023_r1_s

ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ ได้แรงบันดาลใจของวงร็อคระดับตำนาน “Pink Floyd” ในการตั้งชื่อกุ้งก้ามยักษ์สีชมพู

นั่นเป็นที่มาของกุ้งที่ได้รับชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “synalpheus pinkfloydi” ซึ่งมีก้ามใหญ่ขนาดพิเศษที่มีสีชมพู

นอกจากสีของก้ามที่ทำให้นึกถึงวง Pink Floyd แล้ว กุ้ง synalpheus pinkfloydi ยังสามารถส่งเสียงดัง เพื่อทำให้เหยื่อตกใจจนหยุดนิ่งทำอะไรไม่ถูก และพวกมันสามารถจับเหยื่อกินได้ง่ายนั่นเอง

Sammy de Grave ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ผู้ตั้งชื่อกุ้งพันธุ์นี้ บอกด้วยว่าตนเองชื่นชอบวง Pink Floyd มานานเกือบ 40 ปี

ความดังของเสียงที่กุ้งพันธุ์นี้ส่งไปที่เหยื่ออาจสูงถึงระดับ 210 เดซิเบล ซึ่งเป็นเสียงที่ดังที่สุดเสียงหนึ่งในทะเล และอาจทำให้เหยื่อถึงขั้นตายได้

วิธีที่กุ้งชนิดนี้ทำให้เกิดเสียงสยบเหยื่อมาจากการขบก้ามจนเกิดฟองอากาศความร้อนสูง ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างเสียงที่ดังกึกก้องท้องทะเล

ผู้ที่สนใจอ่านเรื่องราวของกุ้ง “Pink Floyd” นี้สามารถติดตามได้จากนิตยสาร Zootaza

(รายงานโดย ห้องข่าววีโอเอ / รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียง)

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/pink-shrimp-ro/3808258.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1413930398671775

“อีลอน มัสก์” เผยแผนพัฒนาระบบประสาทเชื่อมคอมพิวเตอร์ “Neuralink” สร้างสมองกลสุดยอดอัจฉริยะ!

5CE199E1-92FC-46FA-AFD3-75D487A28765_cx0_cy6_cw0_w1023_r1_s

มหาเศรษฐี Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัท SpaceX และบริษัทรถยนต์ Tesla มักจะมีแนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้ฮือฮากันเสมอ

และเมื่อไม่นานนี้ นักพัฒนาเทคโนโลยีผู้นี้ได้ประกาศโครงการลงทุนครั้งใหม่เรียกว่า “Neuralink” ซึ่งจะมุ่งเน้นที่การพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์กับสมองของคนเรา เพื่อสร้าง “Super-intelligent Computer” ในอนาคต

ที่ผ่านมามหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี Elon Musk คือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีผู้หนึ่งที่ออกมาพูดถึงภัยคุกคามจากระบบปัญญาประดิษฐ์ที่อาจฉลาดเกินมนุษย์ จนถึงขั้นเป็นผู้ควบคุมหรือทำลายล้างมนุษยชาติได้

แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Wall Street Journal รายงานว่า เวลานี้ Elon Musk มีแผนพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกถ่ายสมองแบบใหม่เพื่อช่วยรักษาอาการผิดปกติต่อระบบประสาทของมนุษย์ ภายใต้ชื่อ “Neuralink”

และในอนาคตอาจพัฒนาไปจนถึงขั้นเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างสมองกลสุดยอดอัจฉริยะ หรือ “Super-intelligent Computer” ก็เป็นได้

การปลูกถ่ายอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ เครื่องส่งกระแสไฟฟ้า หรือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เข้าไปในสมองของมนุษย์เพื่อช่วยในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคพาร์คินสัน โรคลมชัก หรืออาการเจ็บปวดเรื้อรัง ได้ถูกนำมาใช้หลายปีมาแล้ว

และเมื่อปีที่แล้ว นักวิจัยสามารถคิดค้นวิธีให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตสามารถส่งสัญญาณจากสมองของพวกเขาผ่านชิพคอมพิวเตอร์ เพื่อขยับแขนกลได้อย่างประสบผลสำเร็จ

แต่ดูเหมือนจินตนาการของ Elon Musk ไปไกลกว่านั้น เพราะเขาต้องการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ดังกล่าว ในการเพิ่มศักยภาพการทำงานของสมองในส่วนของการรับรู้ ความคิดและสติปัญญา เพื่อให้สมองของมนุษย์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อย่างสมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า “Advanced neural interfaces” หรือการปฏิสัมพันธ์ของระบบประสาทขั้นสูงกับคอมพิวเตอร์

นอกจาก Musk แล้ว นักพัฒนาเทคโนโลยีอีกผู้หนึ่งคือ Bryon Johnson ผู้ก่อตั้ง PayPal ก็กำลังพัฒนานวัตกรรมแบบเดียวกันนี้ผ่านบริษัท Kernel ที่เขาก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทต่างเชื่อว่า ในที่สุดแล้วเทคโนโลยีแบบที่ทั้งสองบริษัทนี้พัฒนาอยู่จะมาถึงอย่างแน่นอน แต่อาจต้องใช้เวลานับทศวรรษ ไม่ใช่แค่ 4-5 ปีอย่างที่ Elon Musk ตั้งเป้าไว้ เพราะยังมีอุปสรรคอีกหลายอย่างที่ต้องแก้ไขจัดการ

ขณะที่คุณ Amy Webb ซีอีโอของสถาบัน Future Today ชี้ว่า การประกาศโครงการ “Neuralink” ครั้งนี้ คือส่วนหนึ่งของการวิจัยเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรกลหรือหุ่นยนต์ ที่เริ่มต้นมากว่า 10 ปีก่อนตามมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้ยังเตือนด้วยว่า กระแสความตื่นตัวในเรื่อง “Super-intelligent Computer” ที่เกิดจากการประกาศโครงการ “Neuralink” อาจนำไปสู่ “ภาวะจำศีลของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์” อีกครั้งหนึ่ง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงสงครามเย็น เมื่อการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงหลังเกิดความล้มเหลวในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วในตอนเปิดตัว

คุณ Amy Webb สรุปว่า “เป็นเรื่องดีที่จะพูดถึงศักยภาพใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยี แต่ปัญหาคือหากโครงการที่พูดไว้อย่างใหญ่โตนั้นเกิดไม่สามารถทำได้ขึ้นมา ก็อาจเกิดผลต่อเนื่องไปถึงโครงการพัฒนานวัตกรรมอื่นๆ เช่น เงินทุนที่ลดลงเพราะกระแสที่เริ่มจืดจาง”

(ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียงรายงานจาก AP และ WSJ)

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/elon-musk-neuralink/3794428.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1404807806250701

 

คลื่นวิทยุต่างดาว!? นักวิทยาศาสตร์พบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประหลาด เชื่ออาจมาจาก “มนุษย์ต่างดาว” กาแลคซี่ไกลโพ้น

07D924C4-0568-44DB-9E51-160B66072A06_cx17_cy0_cw66_w1023_r1_s

นักวิจัยที่ศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาร์วาร์ด – สมิธโซเนี่ยน เปิดเผยว่าพบคลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้าความแรงสูงในช่วงสั้นๆ เพียงเเค่หนึ่งในพันส่วนของวินาทีเท่านั้น แต่มีความเเรงสูงมาก โดยยังไม่รู้ว่ามาจากแหล่งกำเนิด

ในรายงานชิ้นล่าสุด ทีมนักวิจัยสงสัยว่าคลื่นที่พบนี้เป็นคลื่นวิทยุที่เล็ดลอดออกมาจากเครื่องส่งสัญญาณขนาดเท่าโลก ที่มนุษย์ต่างดาวใช้ขับเคลื่อนยานอวกาศ โดยน่าจะมาจากเเหล่งต้นกำเนิดที่อยู่ไกลโพ้น

Avi Loeb นักทฤษฎีแห่งศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์แห่งฮาร์วาร์ด – สมิธโซเนี่ยน กล่าวว่าคลื่นวิทยุที่มีความเร็วสูงที่แผ่กระจายออกมานี้มีความสว่างมาก เเม้จะแผ่ออกมาเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น และมีต้นกำเนิดที่อยู่ไกลจากโลกมากก็ตาม

เขากล่าวว่า ทีมนักวิจัยยังไม่สามารถระบุต้นกำเนิดของคลื่นวิทยุนี้ได้อย่างมั่นใจ จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมีการคาดเดาและการตรวจสอบตามมา

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามีการตรวจพบคลื่นเเม่เหล็กดังกล่าวเป็นครั้งเเรกในปี ค.ศ. 2007 หรือราว 10 ปีที่แล้ว และมาจนถึงขณะนี้ มีการตรวจพบคลื่นเเม่เหล็กนี้ได้อีกมากกว่ายี่สิบครั้ง โดยใช้กล้องส่องดูดาวระบบคลื่นวิทยุขนาดใหญ่หลายตัว

และนักวิจัยเชื่อว่าคลื่นเเม่เหล็กที่ตรวจพบได้เหล่านี้น่าจะมาจากกาเเล็คซี่หลายกาเเล็คซี่ที่อยู่ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง

ในการศึกษาวิจัยนี้ ทีมนักวิจัยได้พยายามประเมินดูความเป็นไปได้ในการสร้างเครื่องส่งสัญญาณขนาดใหญ่ พวกเขาบอกว่าเเม้ว่าการสร้างเครื่องส่งสัญญาณขนาดใหญ่ที่ว่านี้อาจจะเกินความสามารถทางเทคโนโลยีของมนุษย์ในปัจจุบัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ หากดูตามกฏของฟิสิกส์

ทีมนักวิจัยยังได้ทำการศึกษาดูด้วยว่าการสร้างเครื่องส่งสัญญาณเเม่เหล็กขนาดใหญ่ดังกล่าวเป็นไปได้หรือไม่ในมุมมองด้านวิศวกรรม โดยเน้นศึกษาเป็นการเฉพาะว่าทำไมสิ่งที่จำเป็นต้องใช้พลังงานปริมาณมหาศาลนี้จึงไม่หลอมละลาย

พวกเขาสรุปว่าเป็นไปได้ว่า อาจจะเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่กว่าโลกสองเท่าตัว เเละมีความเย็นเหมือนน้ำเพื่อให้ทนทานต่อความร้อน

ทีมนักวิจัยตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่า เครื่องส่งคลื่นวิทยุขนาดมหึมา อาจใช้ในการขับเคลื่อนยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวที่อยู่ในกาเเล็คซี่ที่ไกลโพ้นจากโลก เครื่องส่งคลื่นเเม่เหล็กมีความเเรงมากจนสามารถขับเคลื่อนยานอวกาศที่มีน้ำหนักหนึ่งล้านตัน ซึ่งเทียบได้กับเรือสำราญขนาดใหญ่บนโลกจำนวน 20 ลำรวมกัน

Manasvi Lingam ผู้เชี่ยวชาญแห่งสถาบันดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์แห่งฮาร์วาร์ด – สมิธโซเนี่ยน กล่าวว่า ยานขนาดใหญ่นี้ใหญ่มากจนสามารถบรรทุกผู้โดยสารที่มีชีวิตเพื่อเดินทางระหว่างดวงดาวหรือเเม้เเต่ระหว่างกาเเล็คซี่ได้

เขากล่าวว่าเพื่อขับเคลื่อนยานขนาดใหญ่นี้ในการเดินทางระหว่างดวงดาวหรือข้ามกาเเล็คซี่ จะต้องมีการบังคับให้คลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเเรงสูงนี้ตกลงที่ตัวยานอวกาศขนาดใหญ่อยู่ตลอดเวลา

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า คลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้าความเเรงสูงส่องถึงโลกเราในช่วงสั้นๆ เป็นครั้งคราว ก็เพราะดาวเคราะห์ที่เป็นเเหล่งกำเนิดของคลื่นวิทยุดังกล่าว ดวงดาวและกาแล็คซี่ต่างเคลื่อนที่ตลอดเวลาเหมือนกับโลกเรา ทำให้คลื่นของสัญญาณเเม่เหล็กไฟฟ้านี้กวาดไปทั่วท้องฟ้า และส่องมาในทิศทางของโลกเราเพียงชั่วครู่เท่านั้น
(รายงานโดย VOA News / เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว)

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/alien-radio-tk/3773299.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1400262906705191

เจ๋ง! เสื้อยืดสามมิติมองทะลุถึงอวัยวะภายใน ช่วยเด็กเรียนรู้โครงสร้างร่างกายมนุษย์

5B080AFF-D379-4C7F-BF49-9269E7667C6F_cx0_cy18_cw0_w1023_r1_s

ดูภายนอกแล้ว เสื้อยืดสีน้ำเงินขาวที่เรียกว่า “Virtuali-Tee” อาจไม่ต่างจากเสื้อยืดทั่วไป ด้วยลวดลายคล้ายโครงกระดูกติดอยู่ด้านหน้า แต่เมื่อใช้เสื้อยืดนี้ร่วมกับแอพฯ ในสมาร์ทโฟน ก็จะกลายเป็นเสื้อยืดพิเศษที่สามารถมองเห็นทะลุถึงอวัยวะภายใน

บริษัท Curiscope คือผู้ผลิตเสื้อยืด “Virtuali-Tee” ขึ้นมา โดยมุ่งให้การศึกษาแก่เด็กๆ เกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ ซึ่งปกติแล้วอาจเป็นวิชาที่น่าเบื่อ

แต่ดูเหมือนการมีเสื้อยืดนี้ประกอบการสอน จะเรียกความสนใจของนักเรียนได้มากขึ้น

คุณ Ed Barton ซีอีโอของ Curiscope บอกว่า

“เราสามารถมองเห็นอวัยวะภายในผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ด้วยการใช้แอพฯ ในอุปกรณ์นั้นๆ และยังสามารถใช้ร่วมกับแว่นตา Virtual Reality (VR) ได้ด้วย เพื่อให้ดำดิ่งเข้าไปดูโครงสร้างอวัยวะในร่างกายได้แบบสามมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของหัวใจ หรือการไหลเวียนของเม็ดเลือด”

แน่นอนว่าภาพอวัยวะภายในที่เห็นผ่านแอพฯ ไม่ใช่อวัยวะภายในของคนๆ นั้นจริงๆ แต่เป็นภาพกราฟฟิกที่สรา้งมาให้ดูสมจริง และถูกโปรแกรมเข้าไปในเสื้อยืดตัวนี้

เสื้อยืด “Virtuali-Tee” มีขายแล้วในราคา $25 ส่วนแอพฯ “Virtuali-Tee” สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทางไอโฟนหรือโทรศัพท์แอนดรอยด์

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/see-through-tshirt/3779925.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1394580703940078

อเมริกามี “หุ่นยนต์” มากที่สุดในโลก คนอเมริกันกังวลกลัวถูกแย่งงาน!

89374452-78D5-453B-8EA8-08F2CFF03D7B_w1023_r1_s

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีจำนวนหุ่นยนต์มากที่สุดในโลก และมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนหุ่นยนต์อย่างรวดเร็ว

รายงานของศูนย์ Center for Economics & Business Research และ บริษัท Redwood Software ระบุว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพิ่มสู่ระดับเกือบ 9 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อสองปีก่อน

ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า การที่หุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้มากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าในที่สุดคนจะถูกเลิกจ้างงาน

โดยประเด็นเรื่องการจ้างงานถือเป็นเรื่องสำคัญของคนอเมริกัน พิจารณาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ผู้ทำวิจัยกล่าวว่าคนอาจกลัวและกังวลเรื่องนี้เกินไป เพราะอย่างในประเทศเยอรมนีที่มีการใช้หุ่นยนต์มาก ก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานมนุษย์

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/us-robots/3768436.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1386607031404112

 

นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน “มันฝรั่ง” สามารถปลูกบนดาวอังคารได้

2963D989-767F-4B33-B44B-AADFF9608912_cx0_cy8_cw0_w1023_r1_s

นักวิจัยที่ศูนย์มันฝรั่งระหว่างประเทศ และ University of Engineering and Technology ที่เมืองลิม่า เปรู ยืนยันว่ามันฝรั่งสามารถปลูกได้บนพื้นดินบนดาวอังคาร หากได้รับสารอาหารและน้ำที่เพียงพอ

นักวิจัยทดลองปลูกมันฝรั่งหลายพันธุ์ที่ทะเลทราย Pampas de La Joya ในเปรู ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีสภาพคล้ายกับดินบนดาวอังคาร และได้ปรับสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้คล้ายกับสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารมากที่สุด รวมทั้ง อุณหภูมิ ความกดอากาศ ระดับก๊าซอ็อกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์

โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การนาซ่าของสหรัฐฯ

ผลที่ได้นั้นน่าพอใจ โดยเฉพาะกับมันฝรั่งพันธุ์อึดที่มีความทนทานสูงต่อสภาพภูมิอากาศรุนแรงบนพื้นโลก

นั่นหมายความว่า ในอนาคตหากมีมนุษย์ขึ้นไปตั้งรกรากบนดาวอังคารจริงๆ อาหารยอดนิยมที่นั่นก็อาจไม่พ้น มั่นฝรั่งทอด หรือ French Fries เหมือนผู้คนบนโลกเช่นกัน

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/potatoes-mar/3758302.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1386247684773380

 

นักวิทย์ฯ บราซิลประสบความสำเร็จ ใช้แมลงสาบแทนแป้ง อบขนมปังกินได้

2_431

นักวิทยาศาสตร์อาหารบราซิลประสบความสำเร็จ เปลี่ยนแมลงสาบให้กลายเป็นแป้งใช้อบขนมปัง ชี้ให้โปรตีนมากกว่าแป้งจากข้าวสาลีถึง 40 เปอร์เซ็นต์ แถมรสชาติไม่ต่างจากขนมปังปกติ

เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนอาหาร กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอีก 10 ปีข้างหน้า ด้านนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญหลายคน จึงมีความเชื่อว่า แมลงจะกลายเป็นแหล่งสารอาหารขนาดใหญ่สำหรับมนุษย์ในอนาคต ซึ่งตอนนี้เรามีเมนูที่ทำจากแมลงหลายชนิด และตามร้านอาหารก็เริ่มนำเมนูเหล่านี้ไปใส่ไว้ในรายการอาหารให้ลูกค้าสั่งทานแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังต้องการวิธีที่จะใช้แมลงเหล่านี้ทดแทนอาหารหลักในปัจจุบันอย่างเช่น ข้าวสาลี ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารชาวบราซิลจึงคิดค้นวิธีการดังกล่าวขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ ด้วยการเปลี่ยนแมลงสาบให้กลายเป็นแป้งและนำไปใช้อบเป็นขนมปัง !

จากรายงานที่เว็บไซต์อ็อดดิตี้เซ็นทรัล นำมาเสนอเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2560 เผยว่า แอนเดรสซา ลูกัส และ ลอเรน เมเนกอน นักศึกษาวิศวกรรมอาหาร 2 ราย จากมหาวิทยาลัยสหพันธรัฐรีโอแกรนด์ ในประเทศบราซิล ได้พัฒนาสูตรการทำแป้งจากแมลงสาบ ที่มีส่วนประกอบเป็นโปรตีนมากกว่าแป้งจากข้าวสาลีปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และสามารถนำไปใช้ในการอบขนมปังหรืออาหารได้ทุกชนิด นอกจากนี้แมลงสาบยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด

แต่ก่อนที่หลาย ๆ คนจะรู้สึกรังเกียจ ขนลุก หรือคลื่นไส้ชวนอาเจียนไปมากกว่านี้ ทางทีมวิจัยได้เปิดเผยว่า แมลงสาบชนิดที่นำมาทำเป็นแป้งอบขนมปังนี้ ไม่ใช่ชนิดที่เราเห็นไต่กันตามในครัวบ้านเรือน แต่เป็นชนิดที่มีชื่อเรียกว่า Nauphoeta cinerea ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากการเพาะพันธุ์พิเศษ ที่มีการควบคุมสุขอนามัยในการผลิตตามมาตรฐานของสำนักงานเฝ้าระวังด้านอนามัยแห่งชาติบราซิล (ANVISA) เลี้ยงดูโดยให้อาหารเป็นผักและผลไม้เท่านั้น

1_567

ทีมวิจัยระบุว่า สาเหตุที่ต้องเลือกแมลงสาบก็เป็นเพราะว่า มันมีโปรตีนสูงมากเกือบถึง 70 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นมากถึง 8 ใน 9 ชนิด รวมไปถึงกรดไขมันคุณภาพสูง อาทิ โอเมก้า-3 และโอเมก้า-9 ซึ่งเราสามารถนำตัวมาใช้ได้ทั้งหมดเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ มีเศษที่เหลืออยู่น้อยมาก ด้วยแหล่งโปรตีนที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ จะช่วยเพิ่มพูนสารอาหารให้กับมนุษย์ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคขาดสารอาหาร นอกจากนี้การบริโภคแมลงสาบจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงลบจากการทำปศุสัตว์ เนื่องจากการเพาะพันธุ์แมลงสาบนั้นใช้พื้นที่น้อย และสร้างมลพิษในปริมาณที่น้อยมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เพียงพอให้เป็นปัจจัยในการคิดค้นการวิจัยดังกล่าวขึ้นมา

อย่างไรก็ดี จากรายงานไม่ได้เปิดเผยถึงกระบวนการแน่ชัด ว่าทีมนักวิจัยเปลี่ยนแมลงสาบให้กลายเป็นแป้งได้อย่างไร ทั้งนี้คาดว่าน่าจะใช้วิธีการทำให้แมลงเหล่านี้แห้งแล้วนำไปบดละเอียดจนเหมือนแป้ง ก่อนจะนำไปผสมกับส่วมผสมอื่นเพื่อสามารถอบออกมาเป็นขนมปังได้ โดยจากผลการทดลองพบว่า ขนมปังที่อบออกมาหนึ่งชิ้นซึ่งมีแป้งจากแมลงสาบเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ สามารถเพิ่มโปรตีนได้มากกว่าขนมปังที่อบจากแป้งจากข้าวสาลีมากถึง 49.16 เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกคนที่ได้ลิ้มลองรสชาติของขนมปังจากแป้งแมลงสาบนั้น ล้วนรู้สึกเช่นเดียวกับกินขนมปังปกติ เนื่องจากใช้ส่วนผสมแป้งจากแมลงสาบเพียงนิดเดียว ประกอบกับมีส่วนผสมอื่น ๆ อาทิ ซีเรียลอบแท่ง หรือเค้ก ซึ่งทำให้ยากที่จะแยกรสชาติได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทีมนักวิจัยต่างก็ทราบดีว่า ผู้คนจะรู้สึกคลื่นไส้ไม่น้อย เมื่อกล่าวถึงแนวคิดการนำแมลงมาทำเป็นอาหารเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแมลงสาบ เมื่อครั้งที่ทำการทดลองนำตัวอย่างขนมปังไปให้คนลองชิม ทุกคนก็จะปฏิเสธเมื่อทราบว่าใช้แป้งจากแมลงสาบ แต่ก็หวังว่าเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนจะเริ่มเปลี่ยนความคิด ทั้งนี้นอกจากแมลงสาบแล้ว ทางทีมยังได้มีการวิจัยกับแมลงชนิดอื่นด้วย เช่น จิ้งหรีดและแมลงปีกแข็ง ซึ่งคาดว่าผู้คนน่าจะรู้สึกรังเกียจน้อยกว่าแมลงสาบ

ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของยูเอ็น ระบุว่า ในปี 2050 (พ.ศ. 2593) จะไม่มีพื้นที่ในการผลิตอาหารเพียงพอต่อประชากรโลก ในกรณีการเพาะพันธุ์แมลงเป็นอาหารนี้จะช่วยเรื่องพื้นที่ที่จำกัด อีกทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้ปริมาณน้ำน้อย และปล่อยปริมาณแก๊สเสียที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนน้อยกว่าการทำปศุสัตว์มาก นอกจากนี้ แมลงยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งตัว ต่างจากสัตว์ใหญ่ที่มนุษย์ไม่สามารถนำมาใช้บริโภคได้ทุกส่วน “แม้ว่าในวันนี้จะยังใช้ไม่ได้จริง แต่ในอนาคตเชื่อว่าแนวคิดนี้จะต้องถูกนำไปใช้อย่างแน่นอน” ทีมวิจัย กล่าว

ภาพจาก Andressa Lucas and Lauren Menegon

อ้างอิงจาก https://hilight.kapook.com/view/149883

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1374406395957509

 

นักวิจัยฟินเเลนด์สกัดสารอาหารธรรมชาติจาก ‘ใบไม้’ พัฒนาเป็น ‘โปรตีนเสริม’

56B3852C-75F8-40D7-A0C6-4A6909FCE96D_cx0_cy14_cw0_w1023_r1_s

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในประเทศฟินเเลนด์ ชี้ว่าใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง มีส่วนประกอบที่มีคุณค่าหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เม็ดสี คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและสารต่างๆ ที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดที่เป็นอันตราย

พวกเขากำลังพัฒนาวิธีใช้ประโยชน์จากคุณค่าของใบไม้ ด้วยการนำไปบรรจุลงในรีแอคเตอร์ ที่ช่วยเเยกสารส่วนประกอบต่างๆ ที่มีคุณประโยชน์ แล้วกำจัดส่วนที่เหลือทิ้งไป

Sami Alakurtti นักวิทยาศาสตร์แห่ง VTT Technical Research Center แห่งประเทศฟินเเลนด์ กล่าวว่า ทีมงานใส่ใบไม้ลงไปในรีเเอคเตอร์ และเติมสารทำละลายลงไป ตัวรีเเอคเตอร์ยังทำหน้าที่ช่วยผสมส่วนประกอบต่างเข้าด้วยกันไปในตัว

โครงการทดลองนำร่องนี้เน้นเเยกสารเม็ดสีธรรมชาติที่ทำให้ใบไม้และใบของพืชหลากหลายชนิดมีสีสันที่สวยงาม

Lisa Nohynek นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่ง VTT Technical Research Center แห่งประเทศฟินเเลนด์ กล่าวว่า ใบไม้เป็นเเหล่งของเม็ดสีธรรมชาติ ปัจจุบันมีการผลิตเม็ดสีเทียมขึ้นมาใช้ แต่ทีมงานคิดว่าการทดลองสกัดเม็ดสีจากใบไม้วิธีนี้ จะช่วยผลิตเม็ดสีธรรมชาติขึ้นมาทดแทนเม็ดสีเทียมได้

อย่างไรก็ดี การทดลองนี้ไม่ได้เป็นเเค่การสกัดเม็ดสีธรรมชาติเท่านั้น แต่เป็นการพยายามสกัดสารอาหารต่างๆ ที่มีคุณค่าจากภายในใบไม้ที่ร่วงจากต้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์

Anneli Ritala หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์แห่ง VTT Technical Research Center แห่งประเทศฟินเเลนด์ กล่าวว่า เนื่องจากสารส่วนประกอบในใบไม้ที่ร่วงจากต้นมีคุณค่าทางโภชนาการ ทีมงานต้องการนำผลการวิจัยนี้ไปใช้ในพัฒนาอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าทางโปรตีนสูง และโปรตีนเสริมสำหรับคน

ตลอดจนเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ยาจากสารธรรมชาติในอนาคต

(รายงานโดย Kevin Enochs / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/tech-leaf-biomass-tk/3723603.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1368911716506977

 

พบถ้ำลึกอุณหภูมิสูงในเม็กซิโก เป็นที่อยู่ของ ‘สิ่งมีชีวิตพันธุ์พิเศษ

C0CAA41E-177D-4516-963C-152038CF0D46_w250_r1_s

นักชีววิทยาพบถ้ำขนาดใหญ่ในเม็กซิโกซึ่งมีอุณหภูมิสูงด้านใน แต่มีความสวยงามจนถูกเปรียบว่าเป็นเหมือนสถานที่ในเทพนิยาย

แต่ที่สำคัญ ผู้วิจัยค้นพบผลึกคริสตอลในถ้ำแห่งนี้ที่เมือง Naica ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เกิดขึ้นมา 50,000 ปีก่อนติดอยู่ภายใน

Penelope Boston หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Astrobiology Institute ของหน่วยงานอวกาศสหรัฐฯ หรือ NASA เรียกสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเดียวกับเชื้อชนิดเล็กๆ นี้ว่า “Super Life”

เหตุผลที่ไมโครบ (microbe) ซึ่งถูกค้นพบครั้งนี้ถูกเรียกว่า Super Life ก็เพราะความสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง และอาศัยอยู่ได้ด้วยแร่ธาตุบางชนิดเท่านั้น เช่นแร่เหล็กและแมงกานีส

แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะได้รับการนำเสนอที่การประชุมวิชาการของสมาคม American Association for the Advancement of Science ที่นครบอสตัน แต่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

และยังไม่ได้มีการอ่านทบทวนโดยนักวิชาการนอกกลุ่มที่ทำวิจัย

Penelope Boston กล่าวว่า ทีมงานของเธอเตรียมทดสอบด้านพันธุกรรม ทั้งที่ห้องทดลองและที่สถานที่จริงเพิ่มเติมต่อไปจากนี้

ที่มา https://www.voathai.com/a/super-life-microbe/3731607.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1363390553725760

 

หลุมดำยังกลืนกินดวงดาวไม่หยุด ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

NjpUs24nCQKx5e1A7xSYoQzYGUBHuKYmcmWH72rZRIg

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมพ์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยถึงการตรวจพบหลุมดำดูดกลืนดวงดาวอย่างบ้าคลั่งทำสถิติเป็นประวัติการณ์ในช่วง 10 ปีนี้ และยังสวาปามอย่างไม่ยอมหยุดจนเปรียบเหมือนเทศกาลอาหารที่มีเหล่าดวงดาวเป็นเมนูจานเด็ดกำลังทยอยเข้าไปในปากของหลุมดำ และพบว่าขณะนี้กำลังมีการกลืนกลินอยู่ในกาแล็กซีขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากโลกของเรา 1,800 ล้านปีแสง

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์จับภาพการเคี้ยวระดับมหึมา ซึ่งทำให้มีการระเบิดของรังสีขณะดวงดาวถูกกลืนเข้าสู่หลุมดำที่มีอุณหภูมิสูงหลายล้านองศา ด้านนักดาราฟิสิกส์จากศูนย์ฮาร์วาร์ด สมิธโซเนียน ให้ความเห็นว่าส่วนใหญ่เรารับรู้เกี่ยวกับหลุมดำว่ามันจะเติบโตขึ้นขึ้นเรื่อยๆ แต่การพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากำลังมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา เหมือนดวงดาวที่หนักเป็นสองเท่าของดวงอาทิตย์กำลังถูกป้อนเข้าไปในหลุมดำ

ทั้งนี้ หลุมดำเป็นบริเวณในอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล สามารถดูดดึงดวงดาวที่โคจรอยู่ใกล้ๆให้ลงไปในหลุม และเต็มไปด้วยปริศนามากที่สุดสิ่งหนึ่งของจักรวาล ซึ่งเมื่อเดือน ก.ค.2548 ได้มีการสร้างภาพจำลองขึ้นโดยคาดว่าการดูดกลืนของหลุมดำจะลดลงในอีก 10 ปีข้างหน้า.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1354025984662217