คลังเก็บหมวดหมู่: อำพร สิริภูบาล

หลุมดำยังกลืนกินดวงดาวไม่หยุด ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

NjpUs24nCQKx5e1A7xSYoQzYGUBHuKYmcmWH72rZRIg

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมพ์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยถึงการตรวจพบหลุมดำดูดกลืนดวงดาวอย่างบ้าคลั่งทำสถิติเป็นประวัติการณ์ในช่วง 10 ปีนี้ และยังสวาปามอย่างไม่ยอมหยุดจนเปรียบเหมือนเทศกาลอาหารที่มีเหล่าดวงดาวเป็นเมนูจานเด็ดกำลังทยอยเข้าไปในปากของหลุมดำ และพบว่าขณะนี้กำลังมีการกลืนกลินอยู่ในกาแล็กซีขนาดเล็กที่อยู่ห่างจากโลกของเรา 1,800 ล้านปีแสง

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์จับภาพการเคี้ยวระดับมหึมา ซึ่งทำให้มีการระเบิดของรังสีขณะดวงดาวถูกกลืนเข้าสู่หลุมดำที่มีอุณหภูมิสูงหลายล้านองศา ด้านนักดาราฟิสิกส์จากศูนย์ฮาร์วาร์ด สมิธโซเนียน ให้ความเห็นว่าส่วนใหญ่เรารับรู้เกี่ยวกับหลุมดำว่ามันจะเติบโตขึ้นขึ้นเรื่อยๆ แต่การพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากำลังมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา เหมือนดวงดาวที่หนักเป็นสองเท่าของดวงอาทิตย์กำลังถูกป้อนเข้าไปในหลุมดำ

ทั้งนี้ หลุมดำเป็นบริเวณในอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล สามารถดูดดึงดวงดาวที่โคจรอยู่ใกล้ๆให้ลงไปในหลุม และเต็มไปด้วยปริศนามากที่สุดสิ่งหนึ่งของจักรวาล ซึ่งเมื่อเดือน ก.ค.2548 ได้มีการสร้างภาพจำลองขึ้นโดยคาดว่าการดูดกลืนของหลุมดำจะลดลงในอีก 10 ปีข้างหน้า.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1354025984662217

 

เจ๋ง!เนเธอร์แลนด์ผุดเครื่องพิมพ์ไร้หมึก

0514f7

เนเธอร์แลนด์ ผุดเครื่องพิมพ์รูปแบบใหม่ไม่พึ่งการใช้หมึกแบบดั้งเดิม ที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

วันนี้(30ม.ค.60)เครื่องพิมพ์ระบบหมึกต้องหลบไป เมื่อเจอกับเครื่องปริ้นท์ “อิงค์-เลส” ระบบการพิมพ์เลเซอร์รูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาการใช้หมึกแบบดั้งเดิมอีกต่อไป โดยทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย “เดลฟ์” ในเนเธอร์แลนด์ ที่จะช่วยให้การพิมพ์ประหยัดและยั่งยืนกว่าเดิม

เทคโนโลยีนี้เหมาะสำหรับการพิมพ์หมึกสีดำ เพราะเป็นการลอกเลียนการพิมพ์เอกสารในสีดังกล่าวโดยปราศจากหมึกและโทนเนอร์ที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการพิมพ์เลเซอร์ทั่วไป

ก่อนหน้านี้เครื่องพิมพ์รูปแบบนี้จะต้องใช้กระดาษชนิดพิเศษที่เคลือบด้วยหมึกปรับอุณหภูมิเข้ามาช่วย ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิที่เพิ่มหรือลดลง แต่สำหรับเครื่องพิมพ์ “อิงค์-เลส” ไม่ต้องใช้กระดาษหรือหมึกชนิดพิเศษแม้แต่น้อย

เวนคาเทช ชานดราเซการ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง โทคาโน่ เครื่องพิมพ์ “อิงค์-เลส” บอกว่า เครื่องพิมพ์นี้จะตัดให้เหลือแค่ขั้นตอนของแสงเซอร์ที่ตกกระทบลงไปในกระดาษ เสมือนกับการทำให้กระดาษไหม้เมื่อใช้แว่นขยายรวมแสงที่เคยเห็นในการทดลองวิทยาศาสตร์ของเด็กๆ

โทคาโน่ เตรียมจดสิทธิบัตรและมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อนำไปขายเชิงพาณิชย์ภายในระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเข้ามาพลิกโฉมการพิมพ์เพื่อการค้ารูปแบบเดิมได้ในอนาคต.

อ้างอิงจาก http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=127268&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1348489138549235

สู่โลกเสมือนจริง! เปิดตัว The MM One เก้าอี้ 360 องศา

เปิดตัวโปรเจค The MM One เก้าอี้ 360 องศา  สำหรับใช้งานร่วมกับแว่น VR โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้เล่นได้สัมผัสกับเทคโนโลยี Virtual Reality

Screenshot_20170213-074653

วันนี้(26ม.ค.60)เทคโนโลยี Virtual Reality หรือโลกเสมือนจริง ที่ปัจจุบันได้พัฒนาตัวแว่นตา VR แบบใหม่ ที่สามารถสร้างภาพ 3 มิติได้สมจริงกว่าก่อนมากอย่าง HTC Vive และ Oculus Rift เป็นต้น แต่แค่สวมแว่นอย่างเดียวมันยังไม่ได้อารมณ์ หลัง ๆ จึงมีการพัฒนาอุปกรณ์จำลองสถานการณ์ (Simulator) ทั้งหลายด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือ The MM One เก้าอี้ 360 องศาสำหรับคอ VR สายฮาร์ดคอร์ !!

The MM One เป็นเครื่อง Simulator หรือเก้าอี้ลอย มีฐานรองพื้นกว้างขนาด 2.6 เมตร x 1.9 เมตร ตัวเก้าอี้ยึดด้วยเครนยกขนาดใหญ่สามแกนหมุน สามารถยกลอยได้สูงถึง 3.8 เมตร และหมุนรอบได้ 360 องศา  การเคลื่อนที่จะเป็นไปตามโปรแกรมหรือเกมที่ตั้งค่าไว้ ซึ่งสามารถตั้งค่าได้อิสระ

ภายในเก้าอี้ก็ติดตั้งเซ็นเซอร์จับสัญญานการเคลื่อนไหวอย่าง Oculus Research ด้วย หรือก็คือใช้แว่น Oculus Rift เป็นตัวแสดงผล VR นั้นเอง  ด้านขวามือก็มีคันโยกบังคับเครื่องบินติดตั้งไว้ และรองรับจอยไร้สาย XBox 360 ด้วย ทั้งนี้ทางทีมผู้ผลิต ได้ปล่อยคลิปสาธิตการเล่นให้ดูด้วย โดยได้เอาเกมแนว Simulator มาเล่นในมุมมอง VR พร้อมกับเคลื่อนไหว 360 องศาผ่านตัวเครื่องไปด้วย

แต่ใครที่อยากได้คงต้องรออีกพักใหญ่ เนื่องจากตัวเก้าอี้ ยังอยู่ในช่วงพัฒนา โดยทางทีมงานก็กำลังรอให้คนมาสนับสนุนอยู่ด้วย ส่วนตัวเก้าอี้ยังไม่มีราคาแน่ชัด ทว่าทางทีมงานได้คำนวนงบสร้างรุ่นต้นแบบตัวนี้แล้ว ราคาก็อยู่ราว ๆ 50,000 เหรียญฯ หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท

อ้างอิงจาก http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126873&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1347331255331690

“ดักแด้ไหม”ต้าน”มะเร็งเต้านม”ได้

7id9fb5kjicg7dacdjahe7id9fb5kjicg7dacdjahe2

ซินโครตรอนพบ! สารสกัดโปรตีนจากดักแด้ไหม ยับยั้งมะเร็งเต้านมได้
รายงานข่าวจากซินโครตรอน แจ้งว่า  มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิง และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในลำดับต้นๆล่าสุด ดร.สุทธิดา ชูเกียรติศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) และ ดร.กาญจนา ธรรมนู นักวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จึงได้ร่วมมือกันใช้แสงซินโครตรอน ในเทคนิคกล้องจุลทรรศน์อินฟราเรด ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางชีวโมเลกุลในเซลล์มะเร็งเต้านมชนิด MCF7 (Human Breast Adenocarcinoma cell line) ที่ถูกยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านนางลาย (Mulberry silkworm, Bombyx mori) และดักแด้ไหมอีรี่ (Non-mulberry silkworm; Eri silkworm,Samia ricini)

ซึ่งพบว่าโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมดังกล่าว มีผลทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมตาย อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ยังอยู่ระหว่างการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่การวิจัยในขั้นตอนต่อไปในการหาความเป็นไปได้จากการนำโปรตีนสกัดจากดักแด้ไหมทั้ง 2 สายพันธุ์มาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมในอนาคต

หากหน่วยงานใดสนใจร่วมพัฒนาต่อยอดงานวิจัยนี้ สามารถติดต่อสอบถามนักวิจัยได้โดยตรง  เบอร์โทรศัพท์ 0-4421-7040 ต่อ 1251-2 โทรสาร 0-4421-7047 อีเมลล์: sasipun@slri.or.th, kultida@slri.or.th, pr@slri.or.th

อ้างอิงจาก http://www.komchadluek.net/news/edu-health/258097

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1336181509779998

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

md2

เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทาลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร. รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮรโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

md1

จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทาลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทาลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทาลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จmd3

ภาพจาก Harvard University

อ้างอิงจากhttp://hilight.kapook.com/view/148397

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1331232596941556

“เซลล์ที่ใช้ในการมองเห็นสี” ส่วนใหญ่จะเห็นเพียงสีดำหรือสีขาว

img

การศึกษาใหม่ค้นพบว่า การที่คนเรานั้นมองเห็นสีอาจจะมีความคล้ายกับการระบายสีลงไปในหนังสือที่เป็นสีขาวกับสีดำ การค้นพบในครั้งนี้หมายความว่า การเห็นสีอาจจะทำงานแตกต่างกันมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คิดเอาไว้

การมองเห็นด้วยตานั้นใช้ชนิดของเซลล์ที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก ในแต่ละชนิดจะทำการสะสมข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป นักวิทยาศาสตร์รู้มาเป็นกว่าทศวรรษแล้วว่า มีบางเซลล์ ซึ่งรู้จักกันในนามของ cones (โคนเซลล์) ทำหน้าที่ในการตรวจจับสี มันเป็นส่วนหนึ่งของเรติน่าที่อยู่ภายในด้านหลังของลูกตา

เซลล์โคนสามารถรับรู้ถึงสีแดง เขียว หรือแสงสีฟ้าได้ แต่ Ramkumar Sabesan ค้นพบว่า บางส่วนของมันรับรู้แสงสีขาวได้ และเฉพาะแสงสีขาวเท่านั้น นั่นเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก

Sabesan เป็นนักวิจัยทางด้านการมองเห็นที่ University of Washington เขาและทีมวิจัยของเขาที่ University of California ได้รายงานการค้นพบที่คาดไม่ถึงนี้ไว้ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Science Advances เมื่อวันที่ 14 กันยายน

ทีมวิจัยใช้กล้องจุลทรรศน์ความสามารถสูงในห้องทดลองเพื่อส่องเข้าไปในตาของผู้ชายสองคน พวกเขาสร้างแบบของโคนเซลล์กว่า 1000 เซลล์ในเรตินา แบบแผนนี้แสดงให้เห็นว่าตรงไหนเป็นสีแดง สีเขียว และสีฟ้า หลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ฉายจุดเล็ก ๆ ของแสงเลเซอร์ไปบนโคนเซลล์เดี่ยว ๆ ของสีเขียวหรือสีแดง และทำการสอบถามผู้ชายเหล่านั้นว่าเขาเห็นสีอะไร

พวกเขาได้เรียนรู้ว่า โคนเซลล์สีแดงและสีเขียวที่เรารู้จักกันนั้นแต่ละอันมีสองชนิด หนึ่งชนิดสามารถที่จะปล่อยแสงสีขาวออกมาได้ และอีกชนิดหนึ่งจะขึ้นอยู่กับสี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โคนเซลล์ที่อยู่ไกลจะรายงานถึงการเห็นแสงสีขาวมากกว่าที่จะเป็นแสงสีแดงหรือสีเขียว จากโคนเซลล์สีแดงจำนวน 167 เซลล์ที่ทำการทดสอบ มีสัญญาณแสงสีขาวอยู่ 119 เซลล์ และสัญญาณที่เห็นสีแดงอยู่ 48 เซลล์ สำหรับโคนเซลล์สีเขียวจำนวน 98 เซลล์ มีสัญญาณแสงสีขาวถึง 77 เซลล์ และสัญญาณสีเขียวอยู่ 21 เซลล์ มันมีโคนเซลล์สีฟ้าอยู่เรตินาเพียงเล็กน้อย ดังนั้นนักวิจัยจึงไม่ได้ทำการทดสอบมัน

มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่า มีโคนเซลล์เพียงเล็กน้อยที่ดูเหมือนจะทำหน้าที่ในการจับสี แม้ว่าเซลล์ทั้งหมดสามารถจะทำได้ Donald MacLeod กล่าว “มันดูเหมือนว่าจะมีการจัดเรียงที่ไม่มีประสิทธิภาพ” เขากล่าวเพิ่มเติม เขาเป็นนักวิจัยทางด้านการมองเห็นที่ University of California

เซลล์จำนวนมากที่จับแสงสีขาวสามารถทำการสร้างภาพสีขาวดำจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้ พวกเขาได้ให้กรอบซึ่งเป็นรายละเอียดของการมองเห็น เซลล์ที่รับสัญญาณสีเขียวและแดงนั้นทำการเติมเข้าไปในเส้นด้วยสีที่หนาและพร่ามัว “กระบวนการนี้ทำงานคล้ายกับการเติมสีเข้าไปในหนังสือระบายที่มีภาพร่างขาวดำ” Sabesan กล่าว

พวกมันทำงานได้อย่างไร

ในการที่จะทำให้ได้รูปแบบของเรตินาที่ชัดเจน นักวิจัยได้ทำการยืมเทคนิคที่นักบินอวกาศใช้ในการวางแบบสิ่งต่าง ๆ ในอวกาศ เพราะว่าตานั้นมีการเคลื่อนไปมาที่แน่นอน นักวิจัยยังต้องศึกษาถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของตาในผู้ชายอีกด้วย ด้วยวิธีแบบนี้เท่านั้นที่พวกเขาสามารถจะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่า โคนเซลล์ไหนที่ทำการเคลื่อนตัวไปในเสี้ยววินาทีเมื่อพวกเขาทำการระบุเป้าหมายด้วยแสงเลเซอร์

พวกเขาทำการกระตุ้นโคนเซลล์เดี่ยว ๆ กว่า 273 โคนเซลล์ทีละอัน ในดวงตาของอาสาสมัคร กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณสองปี

การค้นพบแนะว่า เรตินาทำในสิ่งที่เหนือกว่านักวิทยาศาสตร์ได้คิดกันเอาไว้ โคนเซลล์ถูกคิดว่าอ่านเพียงแสงสีแดง สีเขียวหรือสีฟ้าเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์คิดว่าสมองนั้นทำงานอย่างหนักในการรวมสัญญาณเหล่านี้ให้กลายเป็นรูปแบบของสีที่สมบูรณ์ซึ่งรวมไปถึงสีดำและสีขาวด้วย

แต่แทนที่ เรตินาจะทำงานมากกว่า เรตินาได้ส่งสัญญาณทั้งสีดำ สีขาว และข้อมูลสีไปยังสมอง สิ่งนี้ทำให้สมองนั้นทำงานได้ง่ายขึ้น ในขณะนี้ นักวิจัยกำลังพยายามทำความเข้าใจว่า โคนเซลล์รู้ได้อย่างไรว่าเป็นสัญญาณสีหรือการเกิดขึ้นของแสงสีขาว ชนิดของเซลล์ที่แตกต่างกันถูกจัดการอย่างไรในเรตินา ยกตัวอย่างเช่น โคนเซลล์สีแดงมีแนวโน้มมากกว่าที่จะรับสัญญาณแสงสีขาวเมื่อบริเวณรอบ ๆ นั้นถูกล้อมไปด้วยโคนเซลล์สีเขียว

ที่มา:

Journal: R. Sabesan et al. The elementary representation of spatial and color vision in the human retina. Science Advances. September 14, 2016, p. e1600797. doi: 10.1126/sciadv.1600797.

tags : การระบายสี การมองเห็น โคนเซลล์ ตา งานวิจัย

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/505895

นักปั่นต้องรู้!ความเร็วที่เหมาะเพื่อไม่สูดมลพิษเยอะเกินไป

c083b9883275b890406f902dc82126ce

การสูดเอามลภาวะทางอากาศเข้าไปเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับนักปั่นจักรยาน แล้วความเร็วที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้เราสูดมลพิษเหล่านี้น้อยที่สุดเป็นเท่าไหร่ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์มีคำตอบแล้ว

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ในแคนาดาแนะนำว่า เราควรจะปั่นด้วยความเร็วประมาณ 12 ถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่้วโมงบนท้องถนน ในขณะที่คนเดินถนนควรจะเดินด้วยความเร็วประมาณ 2-6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สูดมลภาวะทางอากาศน้อยที่สุด

“ยิ่งเคลื่อนที่เร็ว ยิ่งหายใจยาก และจะยิ่งสูดเอามลภาวะทางอากาศมากขึ้น นอกจากนี้ การจราจรที่ติดขัดบางช่วงยังทำให้แย่ลงไปอีก เราวิจัยกันว่าจุดที่ดีที่จุดคือจุดไหน” อเล็กซ์ บิกาซซี่ นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียเผย โดยผลงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ International Journal of Sustainable Transportation แล้ว

บิกาซซี่สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์จากข้อมูลที่รวบรวมมาจากประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา 10,000 คน แล้วคำนวณหาความเร็วที่เหมาะสมที่เรียกว่า ความเร็วที่จะได้รับสารพิษน้อยที่สุด โดยได้เปลี่ยนตัวแปรอายุและเพศ

สำหรับผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ความเร็วที่เหมาะสมที่จะรับมลพิษน้อยที่สุดอยู่ที่ 12.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนพื้นถนนราบ ส่วนผู้ชายในวัยเดียวกัน ความเร็วที่ดีอยู่ที่ 13.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนคนที่อายุระหว่าง 20-60 ปี ความเร็วที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 13 ถึง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วนผู้หญิงและผู้ชายที่เดินถนน อายุไม่เกิน 20 ปีควรเดินด้วยความเร็ว 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนคนที่อายุมากกว่านั้นควรจะเดินอย่างน้อยด้วยความเร็ว 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สูดอากาศเสียเข้าไปน้อยที่สุด นอกจากนี้ บิกาซซี่ยังได้คำนวณความเร็วที่เหมาะในสภาพถนนอื่น ๆ อีกด้วย

“หากคุณเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เหมาะนี้ เช่น ปั่นด้วยความเร็วเร็วกว่าความเร็วที่เหมาะประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คุณจะได้รับมลพิษทางอากาศสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ”

“ข่าวดีก็คือ ความเร็วที่เหมาะสมนี้ก็ใกล้เคียงกับความเร็วที่คนส่วนใหญ่ปั่นกันเป็นปกติอยู่แล้ว”

อ้างอิง: University of British Columbia. (2016, October 27). Optimal walking, cycling speeds to reduce air pollution inhalation. ScienceDaily. Retrieved October 31, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/10/161027123002.htm

งานวิจัย: Alexander Y. Bigazzi. Determination of active travel speed for minimum air pollution inhalation.International Journal of Sustainable Transportation, 2016; 00 DOI: 10.1080/15568318.2016.1238984

อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/vnews/505902