คลังเก็บหมวดหมู่: สิระ สันต์เสริมสุข

เปิดตัว หุ่นยนต์เมโทรชาช่วยระบบขนส่งใต้ดินมอสกอฟสกี เมโทรโปลิเตน

โฆษกระบบขนส่งใต้ดินมอสกอฟสกี เมโทรโปลิเตน ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่าความสำเร็จของโครงการนำร่องทดลองใช้งาน “เมโทรชา” หุ่นยนต์โพรโมบอตที่พัฒนาโดยทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซีย ตามสถานีหลักของระบบรถไฟใต้ดินมอสโกในช่วงเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ที่ผ่านมา

ทำให้บริษัทตัดสินใจเพิ่มการให้บริการของเมโทรชาในเทศกาลสำคัญอื่นๆ เช่นเดียวกับวันหยุดต่างๆ ตลอดทั้งปีนี้ และคาดว่าหุ่นยนต์เมโทรชาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการของ มอสกอฟสกี เมโทรโปลิเตน ในอนาคตอันใกล้

หุ่นยนต์เมโทรชามาพร้อมทักษะครบครันเหมาะกับหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่สื่อสารบทสนทนาพื้นฐานกับผู้ใช้บริการรถไฟใต้ดิน เล่าเรื่องตลกลดบรรยากาศตึงเครียด สร้างสีสันด้วยการกะพริบดวงตา และเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจ ถ่ายและปรินต์รูป แถมยังมีปัญญาประดิษฐ์ ทำให้เมโทรชาจดจำใบหน้าของผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ ที่เคยพบเจอมาก่อน

รวมถึงมีระบบนำทาง และหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ช่วยให้การเคลื่อนไหวมีประสิทธิภาพ และเข้าถึงผู้ใช้บริการระบบรถไฟใต้ดินได้อย่างทั่วถึงนั่นเอง

ที่มา https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_255371

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1429606187104196

Pokémon Yellow สามารถเล่นได้บน Apple Watch แล้ว

9883_170320124454M4

ในที่สุดก็มีคนพัฒนาอีมูเลเตอร์ Game Boy สำหรับ Apple Watch ออกมาแล้วนะครับ ซึ่งทางผู้พัฒนาได้ทดสอบด้วยการเล่นเกมส์ Pokemon Yellow ผลลัพธ์ดูดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

Pokémon Yellow สามารถเล่นได้บน Apple Watch แล้ว

Gabriel O’Flaherty-Chan นักพัฒนาแอพฯ ฝั่ง iOS ได้เริ่มต้นสร้างอีมูเลเตอร์ Game Boy สำหรับ Apple Watch ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่เขารู้สึกว่างไม่มีเกมส์อะไรให้เล่น เขาจึงตัดสินใจที่จะหาทางนำเกมส์ที่เขาโปรดปรานในอดีตมาเล่นผ่านอีมูเลเตอร์บน Apple Wach ซะเลย

และในตอนนี้เขาก็ได้ปล่อยออกมาให้ใช้งานกันแล้วใน Github โดยเขาตั้งชื่อแอพฯ ว่า Giovanni ซึ่งหากคุณเคยเล่นเกมส์ Pokemon มาก่อน อาจจะจำชื่อนี้ได้ เพราะมันคือชื่อของหัวหน้าแกงค์ Rocket นั่นเอง

Pokémon Yellow สามารถเล่นได้บน Apple Watch แล้ว
Pokémon Yellow สามารถเล่นได้บน Apple Watch แล้ว

O’Flaherty-Chan ได้เผยว่า “สิ่งที่ท้าทายที่สุด คือ การหาจุดที่ลงตัวระหว่างความเร็วในการทำงานกับเฟรมเรท ในขณะนี้แอพฯ Giovanni ยังมีความช้าและอาการค้างอยู่บ้าง แต่มันก็แสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะดีกว่าเดิมในอนาคต”

ที่มา https://news.thaiware.com/9883.html

 

เจ๋ง! นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวัคซีนที่สามารถรักษามะเร็งอะไรก็ได้!!

มะเร็งกลายเป็นโรคร้ายแรงที่ปัจจุบันมีผู้ค้นมากมายกำลังต่อสู้กับโรคนี้อยู่ ลองคิดดูสิครับว่ามันจะเจ๋งแค่ไหนหากมีวัคซีนที่รักษามะเร็งอะไรก็ได้ และความฝันนี้กำลังจะเป็นจริงแล้วล่ะครับ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Johannes Gutenberg ในประเทศเยอรมันได้ทดสอบกับหนูสองตัวแล้วจึงได้ผลการทดลองที่น่าสนใจออกมา วัคซีนที่ทดสอบออกมานั้นจะแตกต่างกับวัคซีนตัวอื่นๆ

มะเร็งคือเซลล์ที่มีหน้าตาและแสดงออกเหมือนเซลล์อื่นๆ ทั่วไป ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่เข้าไปโจมตีหรือทำลายเซลล์มะเร็ง นักวิจัยเผยว่าวัคซีนที่ช่วยทำให้ร่างกายฆ่าเซลล์มะเร็งได้นั้นอาศัยวิธีการถอดรหัส RNA ออกมาจากเซลล์มะเร็งซึ่งตอนนี้ทำได้แทบจะทุกเซลล์มะเร็งแล้ว การใช้วัคซีนที่มีความเจาะจงจะไปหลอกระบบภูมิคุ้มกันและเข้าโจมตีเซลล์มะเร็งนั้นๆ ครับ

ในการที่จะใส่เข้าไปในคนไข้นั้น นักวิจัยได้เคลือบสาร RNA ของเซลล์มะเร็งไว้ที่เยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งมีประจุเป็นลบเล็กน้อยซึ่งจะทำให้มันสามารถไปทุกที่ในร่างกายไม่ว่าจะเป็นม้าม ต่อมน้ำเหลือง และไขกระดูก เมื่อ T Cell ตรวจจับวัคซีนและข้อมูล RNA ได้แล้วมันก็จะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ทันทีครับ

การทดสอบในหนูพบว่ามันสามารถต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดีเลยครับ การทดสอบกับผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีเนื้องอกและผลที่ได้ออกมาคือวัคซีนนั้นดีกว่าทำคีโมด้วย การทดสอบกับคนจำนวนที่ใหญ่ขึ้นจะทำในเร็วๆ นี้ แต่ต้องรอก่อน 12 เดือนเพื่อติดตามผลของผู้ป่วยกลุ่มแรกก่อน

ที่มา https://www.beartai.com/article/tech-article/103170

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1401632983234850

 

Huawei Watch 2 พัฒนาการของ Smart Watch ที่ลุยได้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

Huawei Watch 2 พัฒนาการของ Smart Watch ที่ลุยได้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นอกจาก Huawei P10 และ P10 Plus ที่เปิดตัวภายในงานเมื่อคืนแล้ว ยังมี ที่เปิดตัวในงาน MWC 2017 เช่นเดียวกัน โดยจัดหนักจัดเต็มเกี่ยวกับสเปคและระบบปฏิบัติการใหม่ที่น่าสนใจ

 

โดย Huawei Watch 2 จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นคือ Sport และ Classic ซึ่งจะมีความแตกต่างกันที่รุ่นธรรมดาจะใช้บอดี้เป็นแบบพลาสติกและมีสายเรซินที่เรียกได้ว่ายืดหยุ่น พร้อมปุ่มกดที่เป็นแบบลุยได้ และสามารถกันน้ำในระดับ IP68

 

แต่สำหรับรุ่น Classic จะมีความแตกต่างที่ ใช้สแตนเลส เป็นวัสดุประกอบตัวเรือน พร้อมกับสี Titanium Grey ทำให้ดูมีความแตกต่าง ส่วน Porsche Design จะใกล้กับ Classic มากกว่า

 

ภายในใช้ Android Wear 2.0 พร้อมกับติดตั้ง GPS, พร้อมระบบ Heart Rate Sensor สามารถวัดชีพจรและทำงานร่วมกับ VO2Max ได้ และมี NFC สามารถจ่ายเงินผ่าน Android Pay ได้ แต่ในรุ่น LTE สามารถใส่ซิมการ์ดได้และโทรออกโดยรองรับระบบ VoLTE ให้เสียงคมชัด พร้อมกับรองรับ WiFi 802.11 b/g/n ให้แบตเตอรี่ขนาด 420 mAh สามารถใช้ได้นานสุด 2 วัน แต่ถ้าให้ GPS ทำงานด้วยจะใช้งานได้แค่ 10 ชั่วโมง

 

ราคานั้น Huawei Watch ตั้งไว้เริ่มต้นที่รุ่น Bluetooth ที่ 329 ยูโร หรือ 12,000 บาท รุ่น 4G ที่ 379 ยูโร หรือประมาณ 14,000 บาท คาดว่าจะเข้าจำหน่ายในประเทศไทยช่วงเดือน เมษายน พร้อมกับ Huawei P10

พรีวิว เจอกันไม่นานเกินรอ

อ้างอิง    http://hitech.sanook.com/1417593/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1382031208528361

Smart contact lens: ทางเลือกใหม่ในการประเมินการดำเนินไปของโรคต้อหิน

โรคของตาและการมองเห็นมีหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเยื่อบุตาอักเสบ กระจกตาเสื่อม โรควุ้นตาเสื่อม โรคต้อ ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการมองเห็น และในหลายๆ กรณีอาจถึงขั้นตาบอดได้เลยทีเดียว

ต้อหิน (Glaucoma) เป็นภาวะที่มีแรงดันในลูกตาสูง (intra ocular pressure: IOP) ทำให้เกิดความเสื่อมของเส้นประสาทตา และสูญเสียการมองเห็น จนถึงขั้นตอนตาบอดในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที โดยผู้ป่วยโรคต้อหินนั้นจะเริ่มมองเห็นภาพที่มีความคมชัดลดลงโดยเริ่มจากด้านข้างก่อน ซึ่งต้อหินเป็นโรคที่สามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสายตาสั้น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งผู้ป่วยโรคไมเกรน

การมองเห็นของผู้ป่วยโรคต้อหิน/Photo: krishnavision.com

ในปัจจุบันนั้นแพทย์จะทำการวินิจฉัยหรือติดตามการดำเนินไปของโรคต้อหินจากการทดสอบความดันในลูกตาและการตรวจลานสายตา ซึ่งการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะสามารถป้องกันการดำเนินไปของโรคจนถึงขั้นตาบอดได้ เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและทำการรักษาแล้ว แพทย์อาจนัดผู้ป่วยมาวัดแรงดันในลูกตาอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามอาการ แต่อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์พบว่า การตรวจวัดแรงดันในลูกตาเป็นครั้งคราวนั้นไม่เพียงพอต่อการประเมินการดำเนินไปของโรค เนื่องจากโดยปกติแล้วมากกว่า 70% ของความดันในลูกตาจะสูงสุดในช่วงกลางคืนหรือเช้าตรู่ ซึ่งการที่จะสามารถวัดความดันในลูกตาได้ตลอด 24 ชั่วโมงค่อนข้างยาก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูง ใช้เวลานาน และไม่สามารถปฏิบัติได้ในชีวิตจริง นอกจากนั้นจากการศึกษาพบว่า การตรวจวัดความดันในลูกตาเป็นครั้งคราวและนาน ๆ ทีนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดต้อหิน และมีการดำเนินไปของโรคที่รุนแรงขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงได้คิดค้น smart contact lens ขึ้น เพื่อใช้ในการติดตามความดันในลูกตาของผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคาดหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการประเมินความรุนแรงของโรคและการประเมินผลการรักษาได้

นักวิทยาศาตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้ทำการศึกษาประโยชน์ของ smart contact lens ในผู้ป่วยต้อหิน โดยให้ผู้ป่วยสวมใส่ smart contact lens ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงตอนนอน โดย Smart contact lens ที่ใช้ คือ Smart contact lens ที่รู้จักกันในชื่อของ Triggerfish ที่ออกแบบโดยบริษัท Sensimed ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำการออกแบบให้คอนแทคเลนส์ติดตามการเปลี่ยนแปลงความโค้งของกระจกตา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันในลูกตา ดังนั้นจึงใช้ในการวินิจฉัยโรคต้อหินได้ โดยจะมีการบันทึกความดันในลูกตาตลอด 24 ชั่วโมงที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ โดยผู้สวมใส่จะไม่รู้สึกหรือได้ยินเสียงจากการวัดของคอนแทคเลนส์ มากกว่าไปกว่านั้นตัวคอนแทคเลนส์จะวัดความดันในลูกตา 30 วินาทีทุก ๆ 5 นาที ซึ่งนั่นหมายถึงการวัดความดันในลูกตา 86,400 ครั้งใน 24 ชั่วโมง เมื่อกำจัดคลื่นรบกวนหรือคลื่นอื่น ๆ ออกไป จะเหลือความดันที่วัดได้ 288 ครั้งใน 24 ชั่วโมง ซึ่งย่อมมีความแตกต่างจากการวัดเพียง 1 ครั้ง

Triggerfish Contact lens/Photo credit: optometrists.co.uk

จากการศึกษาประโยชน์ของ Smart contact lens ในผู้ป่วยต้อหินชนิดมุมเปิด อายุระหว่าง 40 – 89 ปี จำนวน 40 คน เป็นเวลา 2 ปี พบว่าผู้ป่วยที่มีความดันในตาสูงในตอนกลางคืน และมีจำนวนครั้งของการที่ความดันในตาสูงบ่อย จะมีการดำเนินไปของโรคที่เร็วกว่า ซึ่งการค้นพบนี้สามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติ โดยแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงในการเกิดต้อหินในผู้ป่วยได้ ผ่านการใช้ Smart contact lens ซึ่งกล่าวได้ว่าการใช้ Smart contact lens สามารถประเมินผลในการรักษาได้

ปัจจุบันแม้ว่า Smart contact lens สามารถช่วยในการวินิจฉัยโรคต้อหินและติดตามการดำเนินไปของโรคได้เป็นอย่างดี แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงคิดค้นและพัฒนาระบบคอนแทคเลนส์ใหม่ ๆ เพื่อวัดความดันในลูกตาแบบต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนรับรองแค่ในยุโรปเท่านั้น

อ้างอิง http://www.vcharkarn.com/varticle/504335

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1355658517832297

“ผ้าห่มปฐมพยาบาล” สุดยอดไอเดียอัจฉริยะที่จะช่วยชีวิตผู้คนในกรณีฉุกเฉิน!!

“ผ้าห่มปฐมพยาบาล” สุดยอดไอเดียอัจฉริยะที่จะช่วยชีวิตผู้คนในกรณีฉุกเฉิน!!

ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บก็คือ “การปฐมพยาบาล” แต่ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีทักษะความรู้ทางด้านนี้ นี่คืออุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้คน ผ้าห่มปฐมพยาบาล (First Aid Blanket) ออกแบบและสร้างสรรค์โดยทีมนักประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน บนผ้าห่มมีภาพขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทั้งการผายปอด การปั๊มหัวใจ และยังมีภาพโครงร่างของมนุษย์ที่ทำขึ้นเพื่อใช้สำหรับวางผู้ป่วยลงบนภาพ จากนั้นก็พับผ้าห่มขึ้นแล้วทำการ CPR ตรงจุดที่ปรากฎด้านล่างของผ้าห่มที่ถูกพับขึ้นมาแล้ว โดยผ้าห่มปฐมพยาบาลสามารถม้วนเก็บได้เหมือนกับผืนผ้าทั่วๆ ไป และควรจะติดตั้งไว้ตามสถานที่เสี่ยงภัยเช่นริมแม่น้ำหรือทะเล ซึ่งมักจะต้องช่วยเหลือผู้ประสบเหตุด้วยการผายปอดหรือปั๊มหัวใจอยู่เสมอ ถือได้ว่าเป็นไอเดียที่เรียบง่ายแต่อัจฉริยะและสามารถใช้งานได้จริง เพราะการปฐมพยาบาลนั้นอาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ถ้าทำผิดพลาดอย่างเช่นปั๊มหัวใจผิดจุดก็อาจเกิดอันตรายต่อชีวิตของผู้ประสบเหตุได้เช่นกัน

ที่ มา จาก   http://world.kapook.com/pin/583291684d265adf148b4567

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1333962320001917

5 อันดับสุดยอดนวัตกรรมล้ำ น่าทึ่งจนโลกตะลึง!

ทุกวันนี้มนุษย์เราช่างคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มาช่วยอำนวยความสะดวกเรากันตลอด ยิ่งกระแสรักษ์โลกมาแรง นวัตกรรมใหม่ๆ ก็ยิ่งต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น วันนี้เลยลองรวบรวมนวัตกรรมเจ๋งๆ มาฝากกัน ว่ามีอะไรบ้าง ที่มาล้ำ น่าทึ่ง และคุณไม่ควรพลาด!!
5. เครื่องต้มไข่ไม่พึ่งน้ำ!!

นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษได้สร้างเครื่องต้มไข่ ที่เรียกว่า “Eggxactly” โดยเครื่องนี้ทำงานอย่างง่ายๆ เพียงแค่วางไข่ลงในตำแหน่งที่มีซิลิโคนติดอยู่ด้านข้างซึ่งถือเป็นตัวนำความร้อนชั้นเยี่ยมที่ทำให้ไข่สุกได้โดยไม่ต้องพึ่งน้ำ!! เรียกได้ว่านอกจากจะเป็นเครื่องที่ช่วยประหยัดทั้งเวลาแล้วยังช่วยลดการใช้พลังงานทางน้ำได้อีกด้วย

ขอบคุณรูปจาก http://www.gizmag.com/

4. เครื่องตากผ้าเอาใจคุณแม่บ้าน

เผิงเฟย หลี (Pengfei Li) ได้ออกแบบเครื่องตากผ้าแบบใหม่เอาใจคุณแม่บ้าน ในชื่อ “Ôyer” ซึ่งเป็นเครื่องอบแห้งขนาดพกพา สำหรับอบเครื่องแต่งกายชิ้นเล็กๆ อาทิ ถุงเท้า หรือชุดชั้นใน เป็นต้น ซึ่งเจ้า Ôyer นี้ จะช่วยเร่งเวลาให้ผ้าแห้งเร็วง่ายยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับช่วงหน้าฝนแบบนี้เสียจริง

ขอบคุณรูปจาก http://www.yankodesign.com/
3. เครื่องปริ้นเตอร์หมึกเจล (Gelsprinter)

 

Gelsprinter เป็นเทคโนโลยีปริ้นเตอร์แบบใหม่ที่ผู้ผลิตเครื่องใช้สำนักงานและกล้องถ่ายรูปชื่อดังอย่าง Ricoh พัฒนาขึ้น แม้หน้าตาอาจจะดูเรียบๆ ธรรมดาๆ แต่ความเก๋าของ Gelsprinter อยู่ที่หมึกเจล ที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ ปริ้นแล้วให้ภาพที่มีความละเอียดสูง สีสวย คมชัด และไม่มีปัญหาเรื่องหมึกตันเหมือนหมึกน้ำแบบ inkjet อีกทั้งยังเป็นหมึกแบบ eco คือมีมลภาวะต่ำกว่าหมึกชนิดอื่นๆ ปลอดภัยต่อสุขภาพและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ทางผู้ผลิตยังมีการพัฒนา Gelsprinter แบบที่ใช้แบตเตอรี่แทนการใช้ปลั๊กเสียบ สามารถยกขึ้นรถไปพิมพ์งานนอกสถานที่ได้สะดวกสบายอีกด้วย แต่ตอนนี้ราคาเครื่องพิมพ์หมึกเจลยังค่อนข้างสูงมาก และมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวคือ Ricoh เท่านั้นที่ผลิตอยู่ตอนนี้

ขอบคุณรูปจาก https://www.facebook.com/RICOHPrintYourWay

2. โคมไฟสุดเจ๋ง!! สว่างจากการร่วงของเม็ดทราย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โคมไฟสุดเจ๋ง!! สว่างจากการร่วงของเม็ดทราย

นักออกแบบนามว่า ดาเนียลลี โทรฟี่ ได้เปิดตัวโคมไฟ LED ที่ส่องสว่างจากทรายที่ร่วงหล่นลง หลักการทำงานอาศัยการควบคุมของพลังงานจลน์จากเม็ดทรายที่ร่วงหล่น เปรียบดั่งระบบเปิดปิดใช้งานด้วยการหมุนกลับด้าน โดยแรงบันดาลใจคือ ต้องการใช้นาฬิกาทรายสื่อสารให้ผู้คนตระหนักถึงแหล่งพลังงานที่กำลังหมดไป ดังเช่นเม็ดทรายที่ร่วงหล่นลงไปทุกที

ขอบคุณรูปจาก http://www.energysavingmedia.com/

1. รถยนต์ไฟฟ้าไม่พึ่งคนขับ

ฝันที่เป็นจริงนี้เกิดขึ้นด้วยงบประมาณ 1.5 ล้านปอนด์ ที่รัฐบาลอังกฤษจะบุกเบิกนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแบบไร้คนขับ ให้ชาวเมือง Milton Keynes เดินทางเข้าเมืองจากสถานีรถไฟ Milton Keynes อย่างสะดวก พร้อมกับเทคโนโลยีที่สามารถเช็คข่าวสารทางอีเมล์และท่องอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเพราะรถอัจฉริยะจะหลบหลีกสิ่งกีดขวางอัตโนมัติ ทั้งลดการปล่อยก๊าซมลพิษในอากาศอีกด้วย!!

ที่มา http://board.postjung.com/808031.html

อ้างอิง http://www.vcharkarn.com/vcafe/214902

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1322246097840206

ทำไมหน้าต่างเครื่องบินต้องเป็นรูปทรงกลม?

หนึ่งคำถามที่เราอาจจะเคยนึกสงสัยอย่างไม่มีเหตุผลขณะที่กำลังนั่งอยู่ในเครื่องบินก็คือทำไมหน้าต่างของเครื่องบินถึงต้องเป็นรูปทรงกลมเสมอ? มันเป็นดีไซน์ที่ทางสายการบินเป็นคนเลือกหรือเปล่า? หรือว่ามันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์บางอย่างอยู่เบื้องหลังกันแน่? คำตอบนั้นค่อนข้างจะตรงไปตรงมาอย่างที่สามารถดูได้จากวิดีโอด้านล่าง แต่วิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังของกระจกเครื่องบินนั้นสุดยอดทีเดียว

1484355736040

ก่อนอื่นเลยก็คือว่ากระจกเครื่องบินนั้นไม่ได้เป็นทรงกลมมาโดยตลอด โดยในช่วงแรก ๆ ของการบินนั้นเครื่องบินก็มีหน้าต่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนอย่างกับที่เรามีในบ้านของเรานั่นแหล่ะ แต่เมื่อเครื่องบินนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น พวกมันถูกสร้างให้บินสูงขึ้นเนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง เช่น เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะอากาศแปรปรวนในชั้นบรรยากาศต่ำ ๆ ลดแรงต้าน และลดการใช้น้ำมัน เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ห้องเครื่องนั้นต้องได้รับการรักษาความดันอากาศภายในเพื่อที่ผู้โดยสารจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดในชั้นบรรยากาศที่มีออกซิเจนน้อยกว่าปกติ

ห้องเครื่องที่ถูกปรับความดันอากาศนั้นจะต้องเป็นทรงกระบอกเพื่อที่จะทำงานได้อย่างถูกต้อง และนั่นทำให้เกิดความแตกต่างของความดันระหว่างอากาศภายในและภายนอกซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเครื่องบินบินสูงขึ้น ซึ่งตัวเครื่องบินนั้นจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้เกิดความเครียดและความเค้น (stress and strain) ขึ้นกับตัววัสดุ และตรงนี้เองเป็นที่ ๆ รูปทรงของหน้าต่างนั้นกลายมาเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับทรงกระบอกที่กลมจริง ๆ นั้นความเครียดจะเคลื่อนตัวไปอย่างเรียบ ๆ ทั่ววัสดุ ซึ่งการไหลนั้นได้ถูกรบกวนจากการติดหน้าต่างเข้าไป ซึ่งถ้าหากหน้าต่างนั้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมล่ะก็ การรบกวนการไหลของความเครียดนั้นก็จะมีมากยิ่งขึ้น และแรงดันก็จะก่อตัวสูงขึ้นในจุดที่เป็นมุมแหลมและสามารถทำให้กระจกแตกรวมถึงทำให้ตัวเครื่องบินมีรอยร้าวได้ในที่สุด ซึ่งถ้าหากหน้าต่างเป็นรูปวงรีแล้วล่ะก็ ระดับของความเครียดก็จะถูกกระจายออกไปให้สมดุลได้

น่าเสียดายที่ต้องมีเหตุเครื่องบินตกถึงสองลำและงานวิจัยชั้นยอดอีกหนึ่งชิ้นกว่าที่วิศวกรจะรู้สึกตัวถึงปัญหาที่หน้าต่างสี่เหลี่ยมเป็นตัวการ ซึ่งเครื่องบินทั้งหมดหลังจากนั้นได้ถูกออกแบบโดยมีหน้าต่างเป็นรูปทรงกลมเพื่อที่จะป้องกันความมั่นคงของลำตัวเครื่องบิน และมันก็เป็นเช่นนั้นโดยตลอดมา

หลักการเดียวกันก็ได้ถูกใช้กับทั้งประตูห้องเก็บสัมภาระและประตู้ห้องเครื่อง และแน่นอนหน้าต่างรูปทรงกลมนั้นก็ยังได้ถูกใช้ทั้งในเรือและยานอวกาศเนื่องจากความมั่นคงทางโครงสร้างที่มากกว่าของมันนั่นเอง

นอกจากนั้นเราก็อาจจะสงสัยเกี่ยวกับรูเล็ก ๆ ที่มีอยู่ในหน้าต่างเครื่องบินทุกบานด้วย ซึ่งมันก็มีไว้เพื่อจัดการแรงดันและความตึงที่ก่อตัวขึ้นระหว่างแรงดันภายในและภายนอกเช่นกัน โดยหน้าต่างแต่ละบานนั้นจริง ๆ แล้วนั้นมีสามชั้น และรูที่เราเห็นนั้นช่วยทำให้แรงดันอากาศระหว่างชั้นนอกและชั้นกลางสมดุลกัน ซึ่งผลที่ได้ก็คือ แรงดันของห้องเครื่องนั้นก็จะไปลงที่หน้าต่างชั้นนอกเท่านั้นโดยมีหน้าต่างชั้นกลางไว้เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน

เท่านี้เราก็ทราบเหตุผลแล้วว่าทำไมหน้าต่างถึงต้องเป็นรูปทรงกลม?  ต่อไปหากต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่นั่งข้างเราบนเครื่องบินแล้วล่ะก็  เราก็สามารถที่จะทำให้เขาประทับใจได้ด้วยความรู้ทางวิศวกรรมของคุณ

ที่มา : www.sciencealert.com/watch-there-s-a-scientific-reason-for-why-aeroplane-windows-are-always-round

อ้างอิง : http://www.vcharkarn.com/vnews/504201

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1316355818429234/