คลังเก็บหมวดหมู่: ศิริมงคล รัตนสมุทร

เด็กอเมริกันคิดค้นซอฟท์แวร์ตรวจจับยีนก่อมะเร็งทรวงอก

เด็กอเมริกันคิดค้นซอฟท์แวร์ตรวจจับยีนก่อมะเร็งทรวงอก

419462039e6c0e52c639a94a4db17847_L

 

ภาพจาก http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000055671

Intel- นักเรียนอเมริกันวัย 15 ปี คิดค้นซอฟท์แวร์ตรวจจับยีนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง คว้าเงินรางวัล 75,000 เหรียญสหรัฐฯ จากการชนะการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นาธาน ฮาน อายุ 15 ปี จากบอสตัน สหรัฐอเมริกา ผู้คิดค้นซอฟท์แวร์ที่สามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงของยีนที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งทรวงอกได้รับรางวัลชนะเลิศงานประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ อินเทล ไอเซฟ (ISEF 2014) หนึ่งในโครงการจาก Society for Science & the Public

นาธาน กล่าวว่า เขาศึกษาจากฐานข้อมูลที่หาได้ทั่วไปถึงลักษณะของการเปลี่ยนแปลงของยีนที่มีชื่อว่า BRCA1 เพื่อที่จะ “สร้าง” ให้ซอฟท์แวร์ที่เขาพัฒนาขึ้นสามารถแยกแยะได้ว่ายีนตัวใดสามารถนำไปสู่การก่อมะเร็งได้ ซึ่งผลงานของเขามีความแม่นยำถึงร้อยละ 81 และหากเป็นการศึกษาจากยีน BRCA1 ก็จะเพิ่มความแม่นยำได้สูงขึ้นไปอีก จากแนวคิดนี้จึงทำให้เค้าได้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมรับเงินรางวัลมูลค่า 75,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรางวัลที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ กอร์ดอน อี. มัวร์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล

ขณะที่ตัวแทนจากไทย นายวันทา กำลัง และนายภัทรพงศ์ ลิมปวัฒนะ ผู้พัฒนาโครงการ “ผลของสารจากพืชบางชนิดที่มีต่อเปอร์เซ็นต์การฟักเป็นตัวของไข่และการตายของหอยเชอร์รี่ หอยทากสยาม และหอยทากยักษ์แอฟริกา” ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักเรียนไทยจากโรงเรียนพนมอดุลวิทยา อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับรางวัลที่ 4 ในสาขาพฤษศาสตร์ พร้อมรับเงินรางวัลมูลค่า 500 เหรียญสหรัฐฯ
557000005761602
นอกจากนี้ยังมีผลงานทีน่าสนใจจาก เลนนาร์ท ไคลน์เวิร์ท อายุ 15 ปี จากเยอรมนี ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากมูลนิธิอินเทล พร้อมเงินสดมูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐฯ จากผลงานการค้นคว้าซอฟท์แวร์บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ที่ผู้ใช้งานสามารถวาดเส้นสายในรูปแบบต่างๆรวมถึงเส้นเว้า เส้นโค้ง เส้นตรงและทรงเรขาคณิตลงบนหน้าจอ ซึ่งเครื่องจะทำการประมวลผลและสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ ซึ่งในอดีตความสามารถนี้จำเป็นต้องมีระบบประมวลผลขั้นสูงและราคาแพง

ส่วนแชนนอน ซินจิง ลี อายุ 17 ปี จากประเทศสิงคโปร์ คืออีกหนึ่งผู้ที่ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากมูลนิธิอินเทล พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐฯ จากการคิดค้นตัวเร่งปฎิกิริยาเชิงไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้กับแบตเตอรี่ในอนาคต การประดิษฐ์แบตเตอรี่ที่ทำมาจาก zinc-air ที่ชาร์จไฟใหม่ได้นั้น เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์มากมายกำลังคิดค้นวิธีที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง เพราะว่าจะเพิ่มความปลอดภัยมากกว่า น้ำหนักเบากว่า และยังสามารถจุไฟได้มากกว่าแบตเตอรี่แบบ lithium ion ถึง 6 เท่า ซึ่งเหมาะที่จะนำไปใช้ในรถยนต์ประเภทไฮบริด โดย ลี ค้นพบว่า ตัวเร่งกิริยาที่เธอค้นพบจากการรมควันมะเขือยาวนั้น สามารถให้พลังงานที่ยาวนาน และเสถียรกว่าตัวเร่งที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีราคาถูกกว่าด้วย

ด้าน นายวรภัทร ภัทรธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โลกของเราต้องการนักวิทยาศาสตร์ นักคิดรวมถึงผู้ประกอบการที่พร้อมจะลงมือทำอะไรใหม่ๆ เพื่อสร้างอาชีพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และร่วมแก้ปัญหาระดับโลกที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ อินเทล เชื่อว่าเยาวชนคือกำลังสำคัญที่จะช่วยคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับโลกในอนาคต และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนอื่นๆ ในการให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพิ่มมากขึ้น”

ปีนี้มีนักวิทยาศาสตร์เยาวชนกว่า 1,700 คน ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าแข่งขันในงานประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา โดยเป็นการคัดเลือกจากเวทีการแข่งขัน 435 เวที จาก 70 ประเทศในทั่วทุกภูมิภาคและทวีปของโลก ซึ่งนอกจากการที่ได้รับรางวัลตามที่กล่าวด้านบนแล้ว ยังมีนักเรียนอีกกว่า 500 คนที่ได้เข้าผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศและยังได้รับรางวัลจากการโครงงานต่างๆ ที่เข้าประกวด รางวัลดังกล่าวรวมถึงผู้ชนะจำนวน 17 คนที่ได้รับรางวัล “Best of Category” มูลค่า 5,000 เหรียญสหรัฐฯ อีกทั้งมูลนิธิอินเทล ยังได้มอบรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐฯ ให้กับแต่ละโรงเรียนและโครงการที่ผู้ชนะแต่ละคนเป็นตัวแทนให้อีกด้วย นอกจากนี้นักเรียนที่ชนะในการประกวดและได้รับคัดเลือกจากมูลนิธิอินเทล จะมีโอกาสได้ร่วมเดินทางทัศนศึกษารวมระยะเวลา 11 วัน ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมงานการแข่งขันวิทยาศาสตร์แห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ รวมถึงพบปะกับนักวิจัยที่อินเทล แล็บในนครเซี่ยงไฮ้ และเยี่ยมชมศูนย์วิจัยหมีแพนด้าในนครเฉิงตู

ที่มาของข้อมูล: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000055671

เผยความลับปลาพระจันทร์เป็นปลาเลือดอุ่น

   นักวิทยาศาสตร์สหรัฐ ค้นพบความลับของปลามูนฟิช ที่สามารถสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายและรักษาอุณหภูมิของเลือดไว้ได้  จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ปลาเลือดอุ่น’

   เว็บไซต์ข่าวซีเอ็นเอ็น รายงาน  ว่า ทีมนักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์การประมงตะวันตกเฉียงใต้   ขององค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสาร
วิทยาศาสตร์ ‘ Science ‘ เกี่ยวกับการค้นพบปลาที่จัดได้ว่าเป็นปลาเลือดอุ่นชนิดแรกเท่าที่เคยมีการ ค้นพบมา

 news1_fishmoon

    Nick Wegner นักชีววิทยาประมงของ NOAA อุ้มปลาพระจันทร์ที่จับได้ระหว่างการวิจัยชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย  แหล่งที่มาภาพ : http://www.sciencedaily.com/releases/2015/05/150514142944.htm

   อย่างที่ทราบกันว่า ปลาเป็นสัตว์เลือดเย็น หรือสัตว์ที่อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ  รวมถึง กลุ่มสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ แต่การค้นพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ปลาพระจันทร์ (Moon fish) มีการปรับตัวทาง  สรีรวิทยาบางอย่างที่ทำให้มันกลายเป็นสัตว์เลือดอุ่น หรือสัตว์ที่มีอุณหภูมิคงที่เป็นอิสระจากอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม สามารถควบ  คุมและรักษาอุณหภูมิให้คงที่ได้ตลอดเวลา อย่างเช่น กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีก เป็นต้น

ที่มาของข้อมูล: http://www.sciencedaily.com/releases/2015/05/150514142944.htm

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1404808399583975

นักวิจัยเร่งปรับจุดบกพร่อง ‘ยานยนต์ไร้คนขับ’ ให้เป็นนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ

 

04629e73-1061-4523-a752-9d3c1d4133b3_tv_mw1024_mh1024_s

  แม้ผลการทดสอบเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนนจะเห็นได้ชัดถึงระบบการเดินทางและเทคโนโลยีนำทางที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ไร้คนขับหลายครั้ง พบว่ามีสาเหตุจากการฝ่าสัญญาณไฟจราจร ซึ่งเป็นข้อบกพร่องสำคัญที่นักวิจัยพยายามแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบ

รถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับเป็นส่วนหนึ่งของพาหนะที่สัญจรไปมาบนท้องถนนทั้งทางหลวง หรือในเมืองใหญ่ในหลายเมืองของสหรัฐฯ มาแล้วนับล้านๆ ไมล์ จนกลายเป็นความคาดหวังในการเป็นนวัตกรรมแห่งโลกอนาคตที่จะกลายเป็นจริงได้ไม่ยาก

แต่จำนวนอุบัติเหตุที่มีรถอัตโมมัติเข้าไปเกี่ยวข้องบ่อยครั้ง และหนึ่งในนั้นถึงกับเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ผู้ผลิตเองกำลังหวาดวิตก

Jonathan Hewett ผู้บริหารบริษัทนวัตกรรม Octo Telematics บอกว่า ผู้ผลิตรถยนต์ต่างต้องการทราบว่า สาเหตุของความบกพร่องเกิดขึ้นจากส่วนไหน ไม่ว่าจะเป็นซอฟแวร์หรือฮาร์ดแวร์ หรือตัวคนขับรวมทั้งลักษณะการเคลื่อนที่ในขณะเกิดอุบัติเหตุ ทั้งในส่วนของรถคู่กรณีและรถอัตโนมัติเอง หรือรถทุกคันที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้การทดสอบรถยนต์ไร้คนขับจะเพิ่มมากขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเซนเซอร์ตรวจจับรอบทิศทางที่พัฒนาขึ้นอย่างเชี่ยวชาญ อุปกรณ์ที่สามารถคำนวนความเร็วและระยะห่างจากรถคันอื่นๆ รวมทั้งปฏิกริยาตอบสนองที่ทำได้รวดเร็วกว่ามนุษย์

แต่สิ่งที่เจ้ารถอัจฉริยะไร้คนขับยังขาด ก็คือระดับความคิดแบบปัญญาประดิษฐ์ ที่จะสามารถตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างฉลาดและถูกต้อง

ผู้บริหารบริษัทนวัตกรรม ออคโท เทเลเมติคส์ ย้ำว่า ท้องถนนทุกวันนี้ยากและมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่แม่นยำว่าใครทำอะไรเมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องรู้

ขณะที่ปัญหาอีกอย่างก็คือการทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปให้หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับ เพื่อใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยร่วมกับเจ้ารถอัจฉริยะที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เข้มงวดในกฎจราจร

Raj Rajkumar ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน ยกตัวอย่างว่า หากเราขับรถอัตโนมัติ หรือเจ้ารถขับด้วยตัวเองด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง รถคันอื่นๆ ก็มักจะพยายามเร่งแซงขึ้นไป โดยที่ไม่มีใครสนใจว่าเจ้ารถคันนี้จะเข้มงวดขับตามความเร็วที่กำหนด

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.2025 หรือ ในอีก 10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมรถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับจะเติบโตมากกว่า 3 ล้านล้านดอลล่าร์ ขณะที่การค้นคว้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะก้าวหน้ามากขึ้น

และเชื่อว่ารถแต่ละคันจะสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานและการเรียนรู้จากประสบการณ์ขั้นสูงสุด แม้จะเกิดอุบัติเหตุก็จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำจากสถานการณ์รอบด้าน เพื่อที่จะสามารถช่วยบริษัทประกันทำงานได้ง่ายขึ้น

*ที่มา http://www.voathai.com/a/autonomous-car/3650786.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1329147657150050

ชี้เพลิงสุริยะไม่ได้ทำให้เกิด”โลกร้อน”

09

 

    นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพของโลกหรือภาวะโลกร้อนนั้น ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากการเปลี่ยนแปลงความร้อนของดวงอาทิตย์เลย

งานวิจัยชิ้นนี้นับว่าเปลี่ยนมุมของของนักวิทยาศาสตร์ที่เคยเชื่อกันว่า คาบของการเปลี่ยนจากความอุ่นและความเย็นของภูมิอากาศบนโลกนั้นได้รับอิทธิพลมาจากการพวยพุ่งของพลังงานของดวงอาทิตย์ที่มีลักษณะเป็นคาบๆ

ในงานวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาหาสาเหตุของภาวะโลกร้อนของซีกโลกเหนือในช่วง 1000 ปีที่ผ่านมา และได้แสดงให้เห็นว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศก่อนปี 1800 นั้นคือ ภูเขาไฟระเบิด ซึ่งจะทำให้แสงอาทิตย์ส่องถึงโลกน้อยลง ทำให้โลกเย็นลง อากาศแห้งลง จากนั้น ช่วงปี 1900 เป็นต้นมา แก๊สเรือนกระจกจึงค่อยเลื่อนตัวเองขึ้นเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่เพลิงสุริยะบนดวงอาทิตย์ลดความรุนแรงลงนั้นไม่ได้ทำให้อุณหภูมิบนโลกเปลี่ยนไปเลย นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกัน และเชื่อว่า การศึกษาครั้งนี้จะช่วยปรับความเข้าใจและทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำนายสภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้น

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สก็อตแลนด์ ได้ทำการศึกษาอุณหภูมิที่ผ่านมาของโลกพร้อมกับข้อมูลจากวงแหวนสามวงและแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์อื่นๆ จากนั้นได้เปรียบเทียบข้อมูลนี้กับแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศในอดีตที่ผ่านมา โดยใส่ตัวแปรแบบให้ดวงอาทิตย์แปรปรวนมากและแปรปรวนน้อย

นักวิจัยพบว่า เมื่อให้การเปลี่ยนแปลงพลังงานของดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กับแบบจำลองน้อย แบบจำลองให้ค่าที่ค่อนข้างสอดคล้องกับอุณหภูมิจริง ซึ่งหมายความว่า กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับอุณหภูมิในช่วงพันปีที่ผ่านมาเลย

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature GeoScience แล้ว

*ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/447949

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1323663294365153

ไขความลับในสมอง”ไอน์สไตน์”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ไอน์สไตน์"

สมองซีกซ้ายและขวาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์มีการเชื่อมต่อที่ดีกว่าปกติ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกผู้นี้มีความเป็นอัจฉริยะสูงก็เป็นได้

ดีน ฟอล์ก นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตท นักวิจัยในครั้งนี้เผยว่า “การศึกษาครั้งนี้มองลึกไปถึงข้างในของสมองของไอน์สไตน์ ลึกกว่าครั้งไหนๆ ทำให้เราได้ข้อมูลใหม่ที่จะช่วยให้เราเข้าใจสมองของไอน์สไตน์มากขึ้น”งานวิจัยเรื่อง “The Corpus Callosum of Albert Einstein’s Brain: Another Clue to His High Intelligence” ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Brain แล้ว โดยเหว่ยเหว่ย เหมิน แห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ไชนา ได้พัฒนาเทคนิคแบบใหม่เพื่อการศึกษาครั้งนี้ และนับเป็นครั้งแรกที่เป็นการศึกษาสมองส่วน corpus callosum ของไอน์สไตน์โดยละเอียดสมองส่วน corpus callosum คือมัดเส้นใยที่ใหญ่ที่สุดของสมองที่เชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและซีกขวาเข้าด้วยกัน และยังมีหน้าที่ในการติดต่อสื่อสารระหว่างสมองทั้งสองซีกอีกด้วย

“เทคนิคนี้น่าจะได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆที่ศึกษาเรื่องการเชื่อมต่อภายในของสมอง” ฟอล์กกล่าว

เทคนิคของเหมินคือการวัดและให้รหัสสีตามความหนาของส่วนย่อยของ corpus callosum ตามแนวยาว ซึ่งเป็นบริเวณของเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างสมองจากซีกหนึ่งไปอีกซีกหนึ่ง ความหนาเหล่านี้จะบอกถึงจะจำนวนของเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อและหมายถึงลักษณะการเชื่อมต่อของสมองสองฟากในบริเวณหนึ่งๆ ซึ่งก็จะแตกต่างกันขึ้นกันตามลักษณะการทำงานของสมองส่วนนั้นๆ

เทคนิคใหม่นี้ถูกใช้เพื่อวัดสมองของไอน์สไตน์เปรียบเทียบกับตัวอย่างอีกสองคน คือ ชายที่อายุ 15 ปีและชายที่อายุ 52 ปีในปี 1905 อันเป็นปีทองของไอน์สไตน์ที่ตอนนั้นอายุได้ 26 ปีและเผยแพร่บทความทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ที่เปลี่ยนแปลงมุมมองของโลกเรื่องอวกาศ เวลา มวล และพลังงานไปโดยสิ้นเชิง

*ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/447571

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1318712944860188