คลังเก็บหมวดหมู่: ศิริมงคล รัตนสมุทร

นักดาราศาสตร์สมัครเล่นบันทึกภาพวีดีโอที่น่าทึ่งของห่วงโพรมิแนนซ์บนพื้นผิวดวงอาทิตย์

นักดาราศาสตร์สมัครเล่นบันทึกภาพวีดีโอที่น่าทึ่งของห่วงโพรมิแนนซ์บนพื้นผิวดวงอาทิตย์

ภาพเคลื่อนไหวระยะใกล้ของการเคลื่อนไหวในลูปของโพรมิแนนซ์บนดวงอาทิตย์ที่ดูแล้วเหมือนกับภาพที่ถูกถ่ายโดยยานอวกาศที่ใช้ในการศึกษาดวงอาทิตย์อย่างเช่น ยาน SDO (Solar Dynamics Observatory) แต่แท้จริงแล้ว ภาพนี้ไม่ได้ถูกถ่ายจากอวกาศแต่ถ่ายจากบนพื้นโลกของเรา โดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่น Michel Collart  ชาวฝรั่งเศส

เขาสามารถบันทึกภาพที่มีรายละเอียดอันน่าทึ่งจากบริเวณขอบด้านตะวันตกของดวงอาทิตย์ ซึ่งในเฟรมภาพ 120 เฟรมของภาพชุดนี้ เผยให้เห็นความเคลื่อนไหวบนผิวดวงอาทิตย์ในช่วงเช้าของวันที่ 20 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา

as20130909_1_01

        นับเป็นภาพที่น่าจดจำของการพ่นมวลสารความเร็วสูงออกจากผิวหน้าดวงอาทิตย์และตกกลับลงไปอีกครั้งด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาลของมัน

        “เราเห็นห่วงโพรมิแนนซ์ที่สวยงามหลายห่วงในเช้าวันนี้ และเหมือนกับได้โบนัส เราเห็นการพ่นมวลสารจากทางด้านซ้ายและตกกลับลงไปที่จุดเริ่มต้นของมันมันยอดเยี่ยม!!” Collart โพสไว้บน WebAstro Forum

ห่วงโพรมิแนนซ์นี้ดูมีขนาดใหญ่ยักษ์เมื่อเทียบกับขนาดของโลกและดวงจันทร์ แต่มันก็เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆของดวงอาทิตย์เท่านั้น 

        ภาพดวงอาทิตย์ทั้งดวงที่ถ่ายโดย Michel Collart

FullDisc_200813_0910_colt-580x547

ภาพดวงอาทิตย์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2556 โพรมิแนนซ์ขนาดเล็กบริเวณด้านขวาของดวงอาทิตย์ในภาพนี้คือตำแหน่งเดียวกับภาพถ่ายภาพระยะใกล้ภาพบน ไม่ใช่โพรมิแนนซ์ขนาดใหญ่ทางด้านซ้าย

เครดิตและลิขสิทธิ์ภาพโดย Michel Collart.

       ภาพการเปรียบเทียบขนาดระหว่างห่วงโพรมิแนนซ์ กับโลก ดวงจันทร์ และระยะห่างระหว่างโลกและดวงจันทร์

as20130909_1_03

ขนาดเปรียบเทียบของห่วงโพรมิแนนซ์บนดวงอาทิตย์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2556 

เครดิตภาพและลิขสิทธิ์ภาพโดย Michel Collart.

        Michel กล่าวกับทีมงาน Universe Today ไว้ว่า เขาถ่ายภาพด้วยอาทิตย์มาประมาณ 15 ปี และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถจับภาพเหล่านี้ได้ห่วงโพรมิแนนซ์พวกนี้จับภาพได้ยากลำบากมากๆ” Michel กล่าว

        ชุดภาพทั้ง 120 เฟรม (1 เฟรม ต่อ 30 วินาที รวมเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง) ที่ถ่ายโดย Michel Collart ในวันอังคารที่ 20 สิงหาคม ระหว่างเวลา 14.25 – 15.25 .ในวันนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ดวงอาทิตย์ได้ปลดปล่อยมวลโคโรนา (CME-Coronal Mass Ejection) :ซึ่งได้ปลดปล่อยอนุภาคจำนวนหลายจำนวนมหาศาลนับหลายพันล้านตันจากดวงอาทิตย์มาสู่โลกด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อถึง 3.3 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง

PST130

ภาพกล้องโทรทรรศน์และอุปกรณ์บันทึกภาพของ Michel Collart

ภาพโดย Michel Collart

ลิงก์ภาพวีดีโอห่วงโพรมิแนนซ์โดย Michel Collart 

http://www.youtube.com/watch?v=IqVGeLDIld8&feature=player_embedded#t=0

 แหล่งที่มา
http://www.universetoday.com/104300/amateur-astronomer-captures-incredible-movie-of-looping-prominences-on-the-sun/#more-104300

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1432681240130024

การค้นพบมหาสมุทรใต้เปลือกน้ำแข็งของยานอวกาศแคสซีนี

การค้นพบมหาสมุทรใต้เปลือกน้ำแข็งของยานอวกาศแคสซีนี

องค์การนาซ่าในเมืองพาซาดีน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้นำเสนอข้อมูลจากยานอวกาศแคสซีนีซึ่งเปิดเผยชั้นมหาสมุทรที่เป็นน้ำอยู่ใต้เปลือกน้ำแข็งบนไททัน โดยนักวิจัยได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการโคจรของดวงจันทร์ไททันรอบดาวเสาร์

และได้สรุปว่า ถ้าไททันเป็นดวงจันทร์ที่ประกอบด้วยหินแข็งทั้งหมด แรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์จะทำให้   ธารน้ำแข็งหรือกระแสขึ้นลงของธารน้ำแข็งที่ชั้นเปลือกแข็งของไททันจะสูงที่สุดเพียง 1 เมตร แต่ข้อมูลจากยานอวกาศแสดงให้เห็นว่ากระแสขึ้นลงของธารนำ้แข็งขึ้งสูงสุดประมาณ 10 เมตร ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ดวงจันทร์ไททันไม่ได้เป็นหินแข็งทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

as20120806_1_1

รูปที่1 ภาพวาดแสดงให้เห็นโครงสร้างภายในของไททันซึ่งเป็นข้อมูลจากยานอวกาศแคสสินีขององค์การนาซ่า      

เครดิตภาพ: A. Tavani

 Luciano Less นักเขียนและสมาชิกในทีมแคสซีนีที่มหาวิทยาลัยสาเปียนซา (Sapienza University) ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี กล่าวว่าตอนนี้เราได้พบสถานที่ๆ มีความอุดมสมบูรณ์จากการสำรวจในระบบสุริยะแล้ว ซึ่งการตรวจสอบธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บนไททันของยานอวกาศแคสซีนีเป็นเป้าหมายสำคัญของการค้นหานำ้ในการสำรวจระบบสุริยะที่นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า มหาสมุทรของไททันมีความลึกลับซับซ้อน

ดวงจันทร์ไททันใช้เวลา 16 วัน ในการโคจรรอบดาวเสาร์ นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นผิวของไททันได้ก็ต่อเมื่อระยะห่างการโคจรรอบดาวเสาร์มีความแตกต่างกัน จากการสำรวจดวงจันทร์    ไททันไม่ได้เป็นทรงกลมเพราะจะมีส่วนที่ยืดยาวออกมาเล็กน้อย ซึ่งแนวยาวนั้นจะยืดออกเพิ่มขึ้นเมื่อมันอยู่ใกล้ดาวเสาร์ และอีกแปดวันต่อมาเมื่อมันเคล่ือนออกห่างจากดาวเสาร์ แนวยาวของมันก็จะยาวน้อยลง (เกิดการหดกลับ) แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ายานอวกาศแคสซีนีจะสามารถตรวจวัดส่วนที่ยืดออกของไททันได้เมื่อมันถูกแรงโน้มถ่วงจากดาวเสาร์ แต่จากการศึกษาทั้งหกครั้งตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2006 จนถึงวันที่ 18 กุมภาพันธุ์ 2011 ทำให้นักวิจัยสามารถกำหนดโครงสร้างภายในของไททันและวัดการเปลี่ยนแปลงแรงโนมถ่วงของไททัน ทำการวัดแบบความไวแสง (Ultrasensitive) โดยใช้ข้อมูลจาก NASA’s Deep Space Network (DSN)

as20120806_1_2

รูปที่2 ภาพจากมุมมองของยานอวกาศแคสสินีขององค์การนาซ่า
แสดงการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ไททันที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์โคจรผ่านหน้าดาวเสาร์และวงแหวน
เครดิตภาพ: NASA/JPL-Caltech/Space Science Institute

       Sami Asmar, สมาชิกในทีมแคสซีนีที่  NASA’s Jet Propulsion Laboratory (JPL) กล่าวว่า ธารนำ้แข็งบนไททันจะถูกดึงขึ้นโดยแรงดึงดูดที่ไม่มากนักของดาวเสาร์เมื่อเทียบกับดาวพฤหัสบดีที่ดึงดูดดวงจันทร์บริวาร แต่ในระยะเวลาสั้นๆ ของ ความสามารถในการเจาะพื้นผิวของไททันเพื่อวัดแรงโนมถ้วงที่จะให้ข้อมูลได้ดี เก่ียวกับโครงสร้างภายในไททันและที่ชั้นมหาสมุทรไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ หรือลึกสำหรับการเกิดกระแสขึ้นลงของธารนำ้แข็งเหล่านี้ ซึ่งเกิดจากชั้นของเหลวระหว่างเปลือกของแข็ง ดังนั้นนักวิจัยได้สรุปว่าในชั้นมหาสมุทรของไททันอาจมีนำ้ที่อยู่ในสถานะของเหลวเป็นส่วนใหญ่ แต่ใต้ชั้นมหาสมุทรของไททันไม่มีตัวบ่งชี้ที่สามารถบอกได้ว่ามันเกิดมาจากหินแข็ง ซึ่งการวัดเหล่านี้ไม่สามารถบอกได้ว่าใต้มหาสมุทรเป็นหินหรือนำ้แข็งและผลของมันมีความสำคัญมากสำหรับมีเทนที่มีอยู่ในไททัน

        Jonathan Lunine, สมาชิกในทีมแคสซีนีที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลกล่าวว่าในชั้นมหาสมุทรบนไททันเป็นส่วนสำคัญ เพราะเราต้องการทราบว่าจำนวนมีเทนที่มีอยู่ภายในไททันมีมากเท่าไรและมันระเหิดออกไปเท่าไรซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะลักษณะทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนไททันจะเกี่ยวกับมีเทน เช่น มีเทนในชั้นบรรยากาศของไททันจะถูกทำลายในระยะเวลาสั้นๆ

        ดังนั้นชั้นมหาสมุทรจึงมีแอมโมเนียปะปนกันอยู่ด้วย จึงสามารถทำให้เกิดการลอยตัวผ่านเปลือกแข็งและปลดปล่อยมีเทนจากนำ้แข็งและมหาสมุทรดังกล่าวซึ่งอาจเป็นอ่าวนำ้ลึกสำหรับเก็บมีเทน

ที่มาของข่าว

http://www.nasa.gov/mission_pages/cassini/whycassini/cassini20120628.html

http://www.nasa.gov/mission_pages/cassini/multimedia/latest-images-collection_archive_3.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1431695946895220

ดวงจันทร์ไมมัสของดาวเสาร์อาจไม่มีมหาสมุทร

ดวงจันทร์ไมมัสของดาวเสาร์อาจไม่มีมหาสมุทร

as20170412_1_01

ภาพดวงจันทร์ไมมัส (ซ้าย) และ ดาวมรณะจากภาพยนตร์ Star Wars Z (The Dearth of Star Wars)(ขวา)

ที่มา:https://www.reddit.com/r/space/comments/5sky11/the_real_death_star_moon_mimas_in_orbit_around/

ระบบของดาวเสาร์เต็มไปด้วยดาวจันทร์ที่มีน้ำ ได้แก่ เอนเซลาดัส (Enceladus)  ไททัน (Titan) อาจจะรวมไปถึง ไดโอนี (Dione) และ ไมมัส (Mimas)

งานวิจัยในปี 2014 เสนอไว้ว่า หากดวงจันทร์ไมมัสมีมหาสมุทรจะสามารถอธิบายวงโคจรที่สั่นไป-สั่นมา (wobble) ของมันได้ แต่งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร  Journal of Geophysical Research: Planets ทำให้ต้องกลับมาทบทวนแนวคิดดังกล่าวอีกครั้ง

ทีมนักวิจัยสังเกตว่าดวงจันทร์เอนเซลาดัสและดวงจันทร์ยุโรปาของดาวพฤหัสบดีมีรอยแตกและน้ำพุพุ่งออกจากพื้นผิว แต่พื้นผิวของดวงจันทร์ไมมัสกลับแห้งแล้งแหละมีเพียงหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ขนาดประมาณ 24-32 กิโลเมตร คล้ายกับดาวมรณะจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars

งานวิจัยใหม่นี้โต้แย้งแนวคิดเรื่องการมีน้ำของดวงจันทร์ไมมัส โดย Alyssa Rose Rhoden นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาและทีมงาน กล่าวว่าหากไมมัสมีมหาสมุทรจริงมันจะมีลักษณะอย่างไร ในขณะที่ดวงจันทร์ยุโรปาและเอนเซลาดัสมีรอยแตกที่พื้นผิว เขาพบว่าดาวที่มีน้ำควรจะสร้างรอยแตกขนาดใหญ่ที่พื้นผิวอันเป็นผลเนื่องมาจากความรุนแรงของแรงไทดัลที่ทำให้น้ำเอ่อออกมาภายนอก  ถึงแม้ว่าไมมัสมีจะหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่พบรอยแตกบนผิว เขาจึงสรุปแนวคิดนี้ว่าไมมัสอาจไม่มีมหาสมุทรใต้พื้นผิว

แหล่งอ้างอิง :

http://www.astronomy.com/news/2017/03/death-star-moon-loses-ocean

https://www.sciencenews.org/blog/science-ticker/saturn-death-star-moon-may-not-conceal-ocean-after-all

https://www.nasa.gov/jpl/cassini/saturn-moon-may-hide-a-fossil-core-or-an-ocean/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1430399337024881

เด็กอเมริกันคิดค้นซอฟท์แวร์ตรวจจับยีนก่อมะเร็งทรวงอก

เด็กอเมริกันคิดค้นซอฟท์แวร์ตรวจจับยีนก่อมะเร็งทรวงอก

419462039e6c0e52c639a94a4db17847_L

 

ภาพจาก http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000055671

Intel- นักเรียนอเมริกันวัย 15 ปี คิดค้นซอฟท์แวร์ตรวจจับยีนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง คว้าเงินรางวัล 75,000 เหรียญสหรัฐฯ จากการชนะการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นาธาน ฮาน อายุ 15 ปี จากบอสตัน สหรัฐอเมริกา ผู้คิดค้นซอฟท์แวร์ที่สามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงของยีนที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งทรวงอกได้รับรางวัลชนะเลิศงานประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ อินเทล ไอเซฟ (ISEF 2014) หนึ่งในโครงการจาก Society for Science & the Public

นาธาน กล่าวว่า เขาศึกษาจากฐานข้อมูลที่หาได้ทั่วไปถึงลักษณะของการเปลี่ยนแปลงของยีนที่มีชื่อว่า BRCA1 เพื่อที่จะ “สร้าง” ให้ซอฟท์แวร์ที่เขาพัฒนาขึ้นสามารถแยกแยะได้ว่ายีนตัวใดสามารถนำไปสู่การก่อมะเร็งได้ ซึ่งผลงานของเขามีความแม่นยำถึงร้อยละ 81 และหากเป็นการศึกษาจากยีน BRCA1 ก็จะเพิ่มความแม่นยำได้สูงขึ้นไปอีก จากแนวคิดนี้จึงทำให้เค้าได้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมรับเงินรางวัลมูลค่า 75,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรางวัลที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ กอร์ดอน อี. มัวร์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล

ขณะที่ตัวแทนจากไทย นายวันทา กำลัง และนายภัทรพงศ์ ลิมปวัฒนะ ผู้พัฒนาโครงการ “ผลของสารจากพืชบางชนิดที่มีต่อเปอร์เซ็นต์การฟักเป็นตัวของไข่และการตายของหอยเชอร์รี่ หอยทากสยาม และหอยทากยักษ์แอฟริกา” ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักเรียนไทยจากโรงเรียนพนมอดุลวิทยา อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับรางวัลที่ 4 ในสาขาพฤษศาสตร์ พร้อมรับเงินรางวัลมูลค่า 500 เหรียญสหรัฐฯ
557000005761602
นอกจากนี้ยังมีผลงานทีน่าสนใจจาก เลนนาร์ท ไคลน์เวิร์ท อายุ 15 ปี จากเยอรมนี ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากมูลนิธิอินเทล พร้อมเงินสดมูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐฯ จากผลงานการค้นคว้าซอฟท์แวร์บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ที่ผู้ใช้งานสามารถวาดเส้นสายในรูปแบบต่างๆรวมถึงเส้นเว้า เส้นโค้ง เส้นตรงและทรงเรขาคณิตลงบนหน้าจอ ซึ่งเครื่องจะทำการประมวลผลและสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ ซึ่งในอดีตความสามารถนี้จำเป็นต้องมีระบบประมวลผลขั้นสูงและราคาแพง

ส่วนแชนนอน ซินจิง ลี อายุ 17 ปี จากประเทศสิงคโปร์ คืออีกหนึ่งผู้ที่ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากมูลนิธิอินเทล พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐฯ จากการคิดค้นตัวเร่งปฎิกิริยาเชิงไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้กับแบตเตอรี่ในอนาคต การประดิษฐ์แบตเตอรี่ที่ทำมาจาก zinc-air ที่ชาร์จไฟใหม่ได้นั้น เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์มากมายกำลังคิดค้นวิธีที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง เพราะว่าจะเพิ่มความปลอดภัยมากกว่า น้ำหนักเบากว่า และยังสามารถจุไฟได้มากกว่าแบตเตอรี่แบบ lithium ion ถึง 6 เท่า ซึ่งเหมาะที่จะนำไปใช้ในรถยนต์ประเภทไฮบริด โดย ลี ค้นพบว่า ตัวเร่งกิริยาที่เธอค้นพบจากการรมควันมะเขือยาวนั้น สามารถให้พลังงานที่ยาวนาน และเสถียรกว่าตัวเร่งที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีราคาถูกกว่าด้วย

ด้าน นายวรภัทร ภัทรธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โลกของเราต้องการนักวิทยาศาสตร์ นักคิดรวมถึงผู้ประกอบการที่พร้อมจะลงมือทำอะไรใหม่ๆ เพื่อสร้างอาชีพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และร่วมแก้ปัญหาระดับโลกที่พวกเราทุกคนกำลังเผชิญอยู่ อินเทล เชื่อว่าเยาวชนคือกำลังสำคัญที่จะช่วยคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับโลกในอนาคต และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนอื่นๆ ในการให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เพิ่มมากขึ้น”

ปีนี้มีนักวิทยาศาสตร์เยาวชนกว่า 1,700 คน ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าแข่งขันในงานประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา โดยเป็นการคัดเลือกจากเวทีการแข่งขัน 435 เวที จาก 70 ประเทศในทั่วทุกภูมิภาคและทวีปของโลก ซึ่งนอกจากการที่ได้รับรางวัลตามที่กล่าวด้านบนแล้ว ยังมีนักเรียนอีกกว่า 500 คนที่ได้เข้าผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศและยังได้รับรางวัลจากการโครงงานต่างๆ ที่เข้าประกวด รางวัลดังกล่าวรวมถึงผู้ชนะจำนวน 17 คนที่ได้รับรางวัล “Best of Category” มูลค่า 5,000 เหรียญสหรัฐฯ อีกทั้งมูลนิธิอินเทล ยังได้มอบรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐฯ ให้กับแต่ละโรงเรียนและโครงการที่ผู้ชนะแต่ละคนเป็นตัวแทนให้อีกด้วย นอกจากนี้นักเรียนที่ชนะในการประกวดและได้รับคัดเลือกจากมูลนิธิอินเทล จะมีโอกาสได้ร่วมเดินทางทัศนศึกษารวมระยะเวลา 11 วัน ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมงานการแข่งขันวิทยาศาสตร์แห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ รวมถึงพบปะกับนักวิจัยที่อินเทล แล็บในนครเซี่ยงไฮ้ และเยี่ยมชมศูนย์วิจัยหมีแพนด้าในนครเฉิงตู

ที่มาของข้อมูล: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9570000055671

เผยความลับปลาพระจันทร์เป็นปลาเลือดอุ่น

   นักวิทยาศาสตร์สหรัฐ ค้นพบความลับของปลามูนฟิช ที่สามารถสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายและรักษาอุณหภูมิของเลือดไว้ได้  จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ปลาเลือดอุ่น’

   เว็บไซต์ข่าวซีเอ็นเอ็น รายงาน  ว่า ทีมนักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์การประมงตะวันตกเฉียงใต้   ขององค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสาร
วิทยาศาสตร์ ‘ Science ‘ เกี่ยวกับการค้นพบปลาที่จัดได้ว่าเป็นปลาเลือดอุ่นชนิดแรกเท่าที่เคยมีการ ค้นพบมา

 news1_fishmoon

    Nick Wegner นักชีววิทยาประมงของ NOAA อุ้มปลาพระจันทร์ที่จับได้ระหว่างการวิจัยชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย  แหล่งที่มาภาพ : http://www.sciencedaily.com/releases/2015/05/150514142944.htm

   อย่างที่ทราบกันว่า ปลาเป็นสัตว์เลือดเย็น หรือสัตว์ที่อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ  รวมถึง กลุ่มสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ แต่การค้นพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ปลาพระจันทร์ (Moon fish) มีการปรับตัวทาง  สรีรวิทยาบางอย่างที่ทำให้มันกลายเป็นสัตว์เลือดอุ่น หรือสัตว์ที่มีอุณหภูมิคงที่เป็นอิสระจากอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม สามารถควบ  คุมและรักษาอุณหภูมิให้คงที่ได้ตลอดเวลา อย่างเช่น กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์ปีก เป็นต้น

ที่มาของข้อมูล: http://www.sciencedaily.com/releases/2015/05/150514142944.htm

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1404808399583975

นักวิจัยเร่งปรับจุดบกพร่อง ‘ยานยนต์ไร้คนขับ’ ให้เป็นนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ

 

04629e73-1061-4523-a752-9d3c1d4133b3_tv_mw1024_mh1024_s

  แม้ผลการทดสอบเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนนจะเห็นได้ชัดถึงระบบการเดินทางและเทคโนโลยีนำทางที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ไร้คนขับหลายครั้ง พบว่ามีสาเหตุจากการฝ่าสัญญาณไฟจราจร ซึ่งเป็นข้อบกพร่องสำคัญที่นักวิจัยพยายามแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบ

รถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับเป็นส่วนหนึ่งของพาหนะที่สัญจรไปมาบนท้องถนนทั้งทางหลวง หรือในเมืองใหญ่ในหลายเมืองของสหรัฐฯ มาแล้วนับล้านๆ ไมล์ จนกลายเป็นความคาดหวังในการเป็นนวัตกรรมแห่งโลกอนาคตที่จะกลายเป็นจริงได้ไม่ยาก

แต่จำนวนอุบัติเหตุที่มีรถอัตโมมัติเข้าไปเกี่ยวข้องบ่อยครั้ง และหนึ่งในนั้นถึงกับเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ผู้ผลิตเองกำลังหวาดวิตก

Jonathan Hewett ผู้บริหารบริษัทนวัตกรรม Octo Telematics บอกว่า ผู้ผลิตรถยนต์ต่างต้องการทราบว่า สาเหตุของความบกพร่องเกิดขึ้นจากส่วนไหน ไม่ว่าจะเป็นซอฟแวร์หรือฮาร์ดแวร์ หรือตัวคนขับรวมทั้งลักษณะการเคลื่อนที่ในขณะเกิดอุบัติเหตุ ทั้งในส่วนของรถคู่กรณีและรถอัตโนมัติเอง หรือรถทุกคันที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้การทดสอบรถยนต์ไร้คนขับจะเพิ่มมากขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเซนเซอร์ตรวจจับรอบทิศทางที่พัฒนาขึ้นอย่างเชี่ยวชาญ อุปกรณ์ที่สามารถคำนวนความเร็วและระยะห่างจากรถคันอื่นๆ รวมทั้งปฏิกริยาตอบสนองที่ทำได้รวดเร็วกว่ามนุษย์

แต่สิ่งที่เจ้ารถอัจฉริยะไร้คนขับยังขาด ก็คือระดับความคิดแบบปัญญาประดิษฐ์ ที่จะสามารถตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างฉลาดและถูกต้อง

ผู้บริหารบริษัทนวัตกรรม ออคโท เทเลเมติคส์ ย้ำว่า ท้องถนนทุกวันนี้ยากและมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่แม่นยำว่าใครทำอะไรเมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องรู้

ขณะที่ปัญหาอีกอย่างก็คือการทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปให้หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับ เพื่อใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยร่วมกับเจ้ารถอัจฉริยะที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เข้มงวดในกฎจราจร

Raj Rajkumar ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน ยกตัวอย่างว่า หากเราขับรถอัตโนมัติ หรือเจ้ารถขับด้วยตัวเองด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง รถคันอื่นๆ ก็มักจะพยายามเร่งแซงขึ้นไป โดยที่ไม่มีใครสนใจว่าเจ้ารถคันนี้จะเข้มงวดขับตามความเร็วที่กำหนด

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.2025 หรือ ในอีก 10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมรถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับจะเติบโตมากกว่า 3 ล้านล้านดอลล่าร์ ขณะที่การค้นคว้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะก้าวหน้ามากขึ้น

และเชื่อว่ารถแต่ละคันจะสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานและการเรียนรู้จากประสบการณ์ขั้นสูงสุด แม้จะเกิดอุบัติเหตุก็จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำจากสถานการณ์รอบด้าน เพื่อที่จะสามารถช่วยบริษัทประกันทำงานได้ง่ายขึ้น

*ที่มา http://www.voathai.com/a/autonomous-car/3650786.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1329147657150050

ชี้เพลิงสุริยะไม่ได้ทำให้เกิด”โลกร้อน”

09

 

    นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพของโลกหรือภาวะโลกร้อนนั้น ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากการเปลี่ยนแปลงความร้อนของดวงอาทิตย์เลย

งานวิจัยชิ้นนี้นับว่าเปลี่ยนมุมของของนักวิทยาศาสตร์ที่เคยเชื่อกันว่า คาบของการเปลี่ยนจากความอุ่นและความเย็นของภูมิอากาศบนโลกนั้นได้รับอิทธิพลมาจากการพวยพุ่งของพลังงานของดวงอาทิตย์ที่มีลักษณะเป็นคาบๆ

ในงานวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาหาสาเหตุของภาวะโลกร้อนของซีกโลกเหนือในช่วง 1000 ปีที่ผ่านมา และได้แสดงให้เห็นว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศก่อนปี 1800 นั้นคือ ภูเขาไฟระเบิด ซึ่งจะทำให้แสงอาทิตย์ส่องถึงโลกน้อยลง ทำให้โลกเย็นลง อากาศแห้งลง จากนั้น ช่วงปี 1900 เป็นต้นมา แก๊สเรือนกระจกจึงค่อยเลื่อนตัวเองขึ้นเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่เพลิงสุริยะบนดวงอาทิตย์ลดความรุนแรงลงนั้นไม่ได้ทำให้อุณหภูมิบนโลกเปลี่ยนไปเลย นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกัน และเชื่อว่า การศึกษาครั้งนี้จะช่วยปรับความเข้าใจและทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำนายสภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้น

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สก็อตแลนด์ ได้ทำการศึกษาอุณหภูมิที่ผ่านมาของโลกพร้อมกับข้อมูลจากวงแหวนสามวงและแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์อื่นๆ จากนั้นได้เปรียบเทียบข้อมูลนี้กับแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศในอดีตที่ผ่านมา โดยใส่ตัวแปรแบบให้ดวงอาทิตย์แปรปรวนมากและแปรปรวนน้อย

นักวิจัยพบว่า เมื่อให้การเปลี่ยนแปลงพลังงานของดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กับแบบจำลองน้อย แบบจำลองให้ค่าที่ค่อนข้างสอดคล้องกับอุณหภูมิจริง ซึ่งหมายความว่า กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับอุณหภูมิในช่วงพันปีที่ผ่านมาเลย

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature GeoScience แล้ว

*ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/447949

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1323663294365153

ไขความลับในสมอง”ไอน์สไตน์”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ไอน์สไตน์"

สมองซีกซ้ายและขวาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์มีการเชื่อมต่อที่ดีกว่าปกติ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกผู้นี้มีความเป็นอัจฉริยะสูงก็เป็นได้

ดีน ฟอล์ก นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตท นักวิจัยในครั้งนี้เผยว่า “การศึกษาครั้งนี้มองลึกไปถึงข้างในของสมองของไอน์สไตน์ ลึกกว่าครั้งไหนๆ ทำให้เราได้ข้อมูลใหม่ที่จะช่วยให้เราเข้าใจสมองของไอน์สไตน์มากขึ้น”งานวิจัยเรื่อง “The Corpus Callosum of Albert Einstein’s Brain: Another Clue to His High Intelligence” ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Brain แล้ว โดยเหว่ยเหว่ย เหมิน แห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ไชนา ได้พัฒนาเทคนิคแบบใหม่เพื่อการศึกษาครั้งนี้ และนับเป็นครั้งแรกที่เป็นการศึกษาสมองส่วน corpus callosum ของไอน์สไตน์โดยละเอียดสมองส่วน corpus callosum คือมัดเส้นใยที่ใหญ่ที่สุดของสมองที่เชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและซีกขวาเข้าด้วยกัน และยังมีหน้าที่ในการติดต่อสื่อสารระหว่างสมองทั้งสองซีกอีกด้วย

“เทคนิคนี้น่าจะได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆที่ศึกษาเรื่องการเชื่อมต่อภายในของสมอง” ฟอล์กกล่าว

เทคนิคของเหมินคือการวัดและให้รหัสสีตามความหนาของส่วนย่อยของ corpus callosum ตามแนวยาว ซึ่งเป็นบริเวณของเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างสมองจากซีกหนึ่งไปอีกซีกหนึ่ง ความหนาเหล่านี้จะบอกถึงจะจำนวนของเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อและหมายถึงลักษณะการเชื่อมต่อของสมองสองฟากในบริเวณหนึ่งๆ ซึ่งก็จะแตกต่างกันขึ้นกันตามลักษณะการทำงานของสมองส่วนนั้นๆ

เทคนิคใหม่นี้ถูกใช้เพื่อวัดสมองของไอน์สไตน์เปรียบเทียบกับตัวอย่างอีกสองคน คือ ชายที่อายุ 15 ปีและชายที่อายุ 52 ปีในปี 1905 อันเป็นปีทองของไอน์สไตน์ที่ตอนนั้นอายุได้ 26 ปีและเผยแพร่บทความทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ที่เปลี่ยนแปลงมุมมองของโลกเรื่องอวกาศ เวลา มวล และพลังงานไปโดยสิ้นเชิง

*ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/447571

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1318712944860188