คลังเก็บหมวดหมู่: ศิริมงคล รัตนสมุทร

นักวิจัยเร่งปรับจุดบกพร่อง ‘ยานยนต์ไร้คนขับ’ ให้เป็นนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ

 

04629e73-1061-4523-a752-9d3c1d4133b3_tv_mw1024_mh1024_s

  แม้ผลการทดสอบเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับบนท้องถนนจะเห็นได้ชัดถึงระบบการเดินทางและเทคโนโลยีนำทางที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ไร้คนขับหลายครั้ง พบว่ามีสาเหตุจากการฝ่าสัญญาณไฟจราจร ซึ่งเป็นข้อบกพร่องสำคัญที่นักวิจัยพยายามแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบ

รถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับเป็นส่วนหนึ่งของพาหนะที่สัญจรไปมาบนท้องถนนทั้งทางหลวง หรือในเมืองใหญ่ในหลายเมืองของสหรัฐฯ มาแล้วนับล้านๆ ไมล์ จนกลายเป็นความคาดหวังในการเป็นนวัตกรรมแห่งโลกอนาคตที่จะกลายเป็นจริงได้ไม่ยาก

แต่จำนวนอุบัติเหตุที่มีรถอัตโมมัติเข้าไปเกี่ยวข้องบ่อยครั้ง และหนึ่งในนั้นถึงกับเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ผู้ผลิตเองกำลังหวาดวิตก

Jonathan Hewett ผู้บริหารบริษัทนวัตกรรม Octo Telematics บอกว่า ผู้ผลิตรถยนต์ต่างต้องการทราบว่า สาเหตุของความบกพร่องเกิดขึ้นจากส่วนไหน ไม่ว่าจะเป็นซอฟแวร์หรือฮาร์ดแวร์ หรือตัวคนขับรวมทั้งลักษณะการเคลื่อนที่ในขณะเกิดอุบัติเหตุ ทั้งในส่วนของรถคู่กรณีและรถอัตโนมัติเอง หรือรถทุกคันที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้การทดสอบรถยนต์ไร้คนขับจะเพิ่มมากขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเซนเซอร์ตรวจจับรอบทิศทางที่พัฒนาขึ้นอย่างเชี่ยวชาญ อุปกรณ์ที่สามารถคำนวนความเร็วและระยะห่างจากรถคันอื่นๆ รวมทั้งปฏิกริยาตอบสนองที่ทำได้รวดเร็วกว่ามนุษย์

แต่สิ่งที่เจ้ารถอัจฉริยะไร้คนขับยังขาด ก็คือระดับความคิดแบบปัญญาประดิษฐ์ ที่จะสามารถตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างฉลาดและถูกต้อง

ผู้บริหารบริษัทนวัตกรรม ออคโท เทเลเมติคส์ ย้ำว่า ท้องถนนทุกวันนี้ยากและมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลและการวิเคราะห์ที่แม่นยำว่าใครทำอะไรเมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องรู้

ขณะที่ปัญหาอีกอย่างก็คือการทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปให้หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับ เพื่อใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยร่วมกับเจ้ารถอัจฉริยะที่ถูกตั้งโปรแกรมให้เข้มงวดในกฎจราจร

Raj Rajkumar ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน ยกตัวอย่างว่า หากเราขับรถอัตโนมัติ หรือเจ้ารถขับด้วยตัวเองด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง รถคันอื่นๆ ก็มักจะพยายามเร่งแซงขึ้นไป โดยที่ไม่มีใครสนใจว่าเจ้ารถคันนี้จะเข้มงวดขับตามความเร็วที่กำหนด

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.2025 หรือ ในอีก 10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมรถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับจะเติบโตมากกว่า 3 ล้านล้านดอลล่าร์ ขณะที่การค้นคว้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะก้าวหน้ามากขึ้น

และเชื่อว่ารถแต่ละคันจะสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานและการเรียนรู้จากประสบการณ์ขั้นสูงสุด แม้จะเกิดอุบัติเหตุก็จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำจากสถานการณ์รอบด้าน เพื่อที่จะสามารถช่วยบริษัทประกันทำงานได้ง่ายขึ้น

*ที่มา http://www.voathai.com/a/autonomous-car/3650786.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1329147657150050

ชี้เพลิงสุริยะไม่ได้ทำให้เกิด”โลกร้อน”

09

 

    นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพของโลกหรือภาวะโลกร้อนนั้น ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากการเปลี่ยนแปลงความร้อนของดวงอาทิตย์เลย

งานวิจัยชิ้นนี้นับว่าเปลี่ยนมุมของของนักวิทยาศาสตร์ที่เคยเชื่อกันว่า คาบของการเปลี่ยนจากความอุ่นและความเย็นของภูมิอากาศบนโลกนั้นได้รับอิทธิพลมาจากการพวยพุ่งของพลังงานของดวงอาทิตย์ที่มีลักษณะเป็นคาบๆ

ในงานวิจัยครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาหาสาเหตุของภาวะโลกร้อนของซีกโลกเหนือในช่วง 1000 ปีที่ผ่านมา และได้แสดงให้เห็นว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศก่อนปี 1800 นั้นคือ ภูเขาไฟระเบิด ซึ่งจะทำให้แสงอาทิตย์ส่องถึงโลกน้อยลง ทำให้โลกเย็นลง อากาศแห้งลง จากนั้น ช่วงปี 1900 เป็นต้นมา แก๊สเรือนกระจกจึงค่อยเลื่อนตัวเองขึ้นเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่เพลิงสุริยะบนดวงอาทิตย์ลดความรุนแรงลงนั้นไม่ได้ทำให้อุณหภูมิบนโลกเปลี่ยนไปเลย นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกัน และเชื่อว่า การศึกษาครั้งนี้จะช่วยปรับความเข้าใจและทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำนายสภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้น

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สก็อตแลนด์ ได้ทำการศึกษาอุณหภูมิที่ผ่านมาของโลกพร้อมกับข้อมูลจากวงแหวนสามวงและแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์อื่นๆ จากนั้นได้เปรียบเทียบข้อมูลนี้กับแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศในอดีตที่ผ่านมา โดยใส่ตัวแปรแบบให้ดวงอาทิตย์แปรปรวนมากและแปรปรวนน้อย

นักวิจัยพบว่า เมื่อให้การเปลี่ยนแปลงพลังงานของดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กับแบบจำลองน้อย แบบจำลองให้ค่าที่ค่อนข้างสอดคล้องกับอุณหภูมิจริง ซึ่งหมายความว่า กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับอุณหภูมิในช่วงพันปีที่ผ่านมาเลย

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature GeoScience แล้ว

*ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/447949

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1323663294365153

ไขความลับในสมอง”ไอน์สไตน์”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ "ไอน์สไตน์"

สมองซีกซ้ายและขวาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์มีการเชื่อมต่อที่ดีกว่าปกติ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกผู้นี้มีความเป็นอัจฉริยะสูงก็เป็นได้

ดีน ฟอล์ก นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตท นักวิจัยในครั้งนี้เผยว่า “การศึกษาครั้งนี้มองลึกไปถึงข้างในของสมองของไอน์สไตน์ ลึกกว่าครั้งไหนๆ ทำให้เราได้ข้อมูลใหม่ที่จะช่วยให้เราเข้าใจสมองของไอน์สไตน์มากขึ้น”งานวิจัยเรื่อง “The Corpus Callosum of Albert Einstein’s Brain: Another Clue to His High Intelligence” ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Brain แล้ว โดยเหว่ยเหว่ย เหมิน แห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ไชนา ได้พัฒนาเทคนิคแบบใหม่เพื่อการศึกษาครั้งนี้ และนับเป็นครั้งแรกที่เป็นการศึกษาสมองส่วน corpus callosum ของไอน์สไตน์โดยละเอียดสมองส่วน corpus callosum คือมัดเส้นใยที่ใหญ่ที่สุดของสมองที่เชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและซีกขวาเข้าด้วยกัน และยังมีหน้าที่ในการติดต่อสื่อสารระหว่างสมองทั้งสองซีกอีกด้วย

“เทคนิคนี้น่าจะได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆที่ศึกษาเรื่องการเชื่อมต่อภายในของสมอง” ฟอล์กกล่าว

เทคนิคของเหมินคือการวัดและให้รหัสสีตามความหนาของส่วนย่อยของ corpus callosum ตามแนวยาว ซึ่งเป็นบริเวณของเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างสมองจากซีกหนึ่งไปอีกซีกหนึ่ง ความหนาเหล่านี้จะบอกถึงจะจำนวนของเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อและหมายถึงลักษณะการเชื่อมต่อของสมองสองฟากในบริเวณหนึ่งๆ ซึ่งก็จะแตกต่างกันขึ้นกันตามลักษณะการทำงานของสมองส่วนนั้นๆ

เทคนิคใหม่นี้ถูกใช้เพื่อวัดสมองของไอน์สไตน์เปรียบเทียบกับตัวอย่างอีกสองคน คือ ชายที่อายุ 15 ปีและชายที่อายุ 52 ปีในปี 1905 อันเป็นปีทองของไอน์สไตน์ที่ตอนนั้นอายุได้ 26 ปีและเผยแพร่บทความทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ที่เปลี่ยนแปลงมุมมองของโลกเรื่องอวกาศ เวลา มวล และพลังงานไปโดยสิ้นเชิง

*ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/447571

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1318712944860188