คลังเก็บหมวดหมู่: ชนสรณ์ พิลึก

“นาซ่า″แถลงค้นพบมหาสมุทรแห่งใหม่ในระบบสุริยะ มุ่งค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

"นาซา"แถลงค้นพบมหาสมุทรแห่งใหม่ในระบบสุริยะ มุ่งค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

นาซาแถลงข่าวใหญ่ พบหลักฐานล่าสุดมีมหาสมุทรบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส ดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ พบหลักฐานชี้ชัด น้ำ แหล่งพลังงาน และสารเคมี คาดมีโอกาสเจอสิ่งมีชีวิตนอกโลก มุ่งเป้าเดินหน้าโครงการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกต่อไป

วันนี้(14เม.ย.2560) นายศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดารา ศาสตร์แห่งชาติ หรือสดร. กล่าวว่า เมื่อเวลาตี 1 วันนี้ องค์การบริหารการบินและอวกาศสหรัฐอเมริกา หรือนาซา แถลงข่าวการค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหา สมุทรสองแห่งในระบบสุริยะ เป็นข้อมูลการค้นพบจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล และยานสำรวจอวกาศแคสสินี ดังนี้

ทีมงานกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลค้นพบหลักฐานยืนยันเพิ่มเติมว่า ดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดีมีพวยของเหลว ซึ่งมีโอกาสเป็นน้ำพุ่งขึ้นมา พวกเขาค้นพบของเหลวพุ่งสูงประมาณ 100 กิโลเมตรจากผิวของดวงจันทร์ยูโรปา การค้นพบครั้งนี้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเคยค้นพบเมื่อ 2 ปีก่อน และอยู่ในตำแหน่งเดียวกับที่ยานอวกาศกาลิเลโอสังเกตเห็นรอยแตกบนผิวดวงจันทร์ยูโรปาเมื่อสิบปีมาแล้ว วิธีสังเกตการณ์น้ำพุ นักวิทยาศาสตร์รอให้ดวงจันทร์ยูโรปาเคลื่อนผ่านหน้าดาวพฤหัสบดี แล้วแสงจากดาวพฤหัสบดีที่สะท้อนจากแสงอาทิตย์ในช่วงคลื่นอัลตราไวโอเล็ต ทำให้เห็นพวยของ เหลว พุ่งออกมาจากขอบดวงจันทร์ยูโรปาได้อย่างชัดเจน ในอนาคตนาซากำลังวางแผนดำเนินโครงการยูโรปาคลิปเปอร์ ที่จะส่งยานอวกาศไปศึกษาดวงจันทร์ยูโรปาอย่างละเอียด

 

ขณะที่เมื่อเดือนตุลาคม 2015 ทีมงานยานสำรวจอวกาศแคสสินี ได้บังคับยานให้โคจรผ่านพวยน้ำที่พุ่งออกมาจากดวงจันทร์เอนเซลาดัสของดาวเสาร์ และค้นพบแก๊สไฮโดร เจนมากมายในพวยน้ำที่พุ่งออกมานี้ คาดว่าแก๊สไฮโดรเจนเหล่านี้อาจเกิดจากกระบวน การทางเคมีระหว่างหินและน้ำในมหาสมุทรของดวงจันทร์ดวงนี้ ทำให้เกิดแก๊สไฮโดร เจน คล้ายกับกระบวนการที่เกิดใต้มหา สมุทรบนโลก แก๊สไฮโดรเจนนี้ อาจเป็นแหล่งพลังงานของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากสิ่งมีชีวิตประเภทแบคทีเรียสามารถใช้แก๊สไฮ โดรเจนร่วมกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายในน้ำในการสร้างพลังงาน กระบวนดังกล่าวเรียกว่า การสังเคราะห์มีเทน ซึ่งจุลินทรีย์หลายชนิดบนโลกของเราใช้อยู่ อย่างไรก็ตามยานสำรวจอวกาศแคสสินียังไม่มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะตรวจวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เอนเซลาดัสได้ จำเป็นที่จะต้องมีโครงการส่งยานคล้ายกับโครงการยูโรปาคลิปเปอร์ไปสำรวจดวงจันทร์เอนเซลาดัสในอนาคต

 

เขา บอกว่า ชีวิตจะถือกำเนิดขึ้นได้ต้องอา ศัยองค์ประกอบหลักฟ ได้แก่ ตัวทำละลาย (น้ำ) แหล่งพลังงาน และสารเคมีที่เหมาะสม งานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าที่ดวงจันทร์เอนเซลาดัสของดาวเสาร์มีองค์ประกอบครบทั้งสามอย่าง และของเหลวที่พุ่งออกมานั้น 98% เป็นน้ำ อีก 1% เป็นแก๊สไฮโดรเจน ที่เหลือเป็นโม เลกุลอื่น ๆ จำพวกคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนและแอมโมเนีย ในอนาคตการค้นพบหรือแม้กระทั่งการไม่พบสิ่งชีวิตบนดวงจันทร์ดวงนี้ จะมีความน่าสนใจพอกัน

 

รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้ เป็นหลักฐานสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ยืนยันว่าโลก อาจจะไม่ใช่ที่เดียวในระบบสุริยะที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ การค้นพบร่องรอยของน้ำบนดาวเคราะห์หรือมหาสมุทรบนดวงจันทร์ยูโรปาและเอนเซลาดัส รวมถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ จะกระตุ้นให้เกิดการศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกมากขึ้น

 

อ้างอิง : http://news.thaipbs.or.th/content/261635

องค์การนาซา เผยค้นพบดาวเคราะห์ใหม่ 7 ดวงใกล้เคียงโลก

องค์การนาซา เผยค้นพบดาวเคราะห์ใหม่ 7 ดวงใกล้เคียงโลก

นักดาราศาสตร์ จากองค์การนาซา แถลงข่าวดี ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลกที่อาจมีสิ่งมีชีวิตถึง 7 ดวง โคจรรอบๆ ดาวแคระแดง

วันที่(23ก.พ.2560) องค์กรอวกาศนาซา ได้ออกมารายงานถึงการค้นพบดาวเคราะห์หินถึงเจ็ด 7  ที่ใกล้เคียงกับโลก โคจรอยู่รอบๆ ดาวแคระแดง TRAPPIST-1 อยู่ห่างออกไป 39 ปีแสงในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

สำหรับการค้นพบในครั้งนี้ นักดาราศาสตร์ไม่เพียงแต่ค้นพบดาวเคราะห์หินที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกถึง 7 ดวงโคจรอยู่ในระบบดาวฤกษ์ดวงเดียว และดาวเคราะห์ 3 ดวงในดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงนี้อยู่ในช่วงที่เรียกว่า “habitable zone” หรือโซนที่เอื้อต่อการมีชีวิต นิยามโดยระยะห่างที่พอเหมาะจากดาวฤกษ์ที่พอที่จะมีน้ำเป็นของเหลวอยู่ได้ ไม่ใกล้จนเกินไปจนรังสีจากดาวฤกษ์ก็แผดเผาและระเหยน้ำในมหาสมุทรออกไปหมด แต่ก็ยังไม่ไกลเกินไปจนดาวเคราะห์กลายเป็นดาวน้ำแข็งที่ไร้ซึ่งชีวิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับองค์ประกอบของดาวเคราะห์เหล่านี้ที่จะบอกได้ว่ามีน้ำ หรือชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนั้นหรือไม่

 

 

ปัจจุบันมีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ยืนยันแล้ว 3,449 ดวง และรอการยืนยันอีกกว่า 4,696 ดวง ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ค้นพบส่วนมากนั้นจัดเป็นพวกดาวยักษ์แก๊ส แต่ในจำนวนนี้เป็นดาวเคราะห์หินใกล้เคียงกับโลกของเรากว่า 348 ดวง การค้นพบว่าดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตอาจจะไม่ใช่สิ่งที่หายากและมีแต่เพียงบนโลกของเราอีกต่อไป

อ้างอิง : http://news.thaipbs.or.th/content/260407

ทำไมบางครั้งรุ้งกินน้ำก็มีไม่ครบสี?

บางครั้ง แถบสีของรุ้งกินน้ำก็มีบางสีที่หายไป ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ผลวิเคราะห์ใหม่พบว่า ข้อมูลสนับสนุนการหายไปของแสงสีรุ้งนั้นเกิดจากดวงอาทิตย์ที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าขอบฟ้า นักวิจัยได้รายงานผลการศึกษาใหม่ในงานประชุม American Geophysical Union’s fall meeting

รุ้งกินน้ำที่ปรากฏให้เห็นเป็นโค้งแถบสีนั้นเกิดจากแสงของดวงอาทิตย์หักเหผ่านละอองน้ำในอากาศ ซึ่งละอองน้ำนั้นก็ทำหน้าที่เหมือนปริซึม (prism) ที่เปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนที่ของแสงอาทิตย์ จึงทำให้เกิดแถบสเปกตรัมของแสงสีต่างๆ อย่างที่เราเห็น เป็นแถบสีรุ้งที่ประกอบไปด้วยแถบของสีแดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า คราม และม่วง ที่มีสีสันสดใสและมีชีวิตชีวา


ภาพรุ้งกินน้ำที่มีบางแถบสีหายไป/Photo credit: GRAHAM HICKEY/FLICKR
แต่ในบางครั้งรุ้งกินน้ำก็มีไม่กี่สี

งานวิจัยก่อนหน้าชี้ให้เห็นว่า ในบางครั้งสายรุ้งก็มีแค่สีเดียว ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะไอน้ำที่มีขนาดผิดปกติ แต่ในตอนนี้ Jean Ricard นักวิทยาศาสตร์แห่ง National Centre for Meteorological Research ในฝรั่งเศส รายงานว่า ความสูงของดวงอาทิตย์เหนือขอบฟ้าก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

เขาและเพื่อนร่วมงานของเขาตรวจสอบภาพรุ้งกินน้ำกว่าร้อยภาพ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน แสงอาทิตย์ทำมุมลาดขนานกับพื้นโลก แสงจึงเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางที่ยาวมากกว่าในช่วงเวลาอื่นๆ ของวัน ด้วยละอองน้ำในอากาศมีมาก แสงสีโทนเย็น (แสงสีม่วง สีคราม สีเขียว) มีความยาวคลื่นสั้น ไม่สามารถเดินทางผ่านโมเลกุลต่างๆ ในอากาศไปได้จึงกระเจิงแสงไปทั่วท้องฟ้า ในขณะที่แสงสีเหลือง ส้ม และแดง มีความยาวคลื่นที่ยาวมากกว่า จึงสามารถทะลุผ่านโมเลกุลต่างๆ ในอากาศได้ แถบแสงสีส้มแดงจึงยังคงเหลืออยู่ โดยแถบแสงสีส้มแดงนี้จะโอบล้อมกลืนแสงสีม่วง คราม เขียว  เราจึงมองเห็นรุ้งกินน้ำที่เกิดในช่วงเย็นเป็นแถบแสงสีส้มแดงนั่นเอง

ที่มา: https://student.societyforscience.org/article/news-brief-why-rainbows-can-lose-some-hues

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1400262180038597

สุนัขสามารถเข้าใจคำพูดและน้ำเสียงของคนได้

สุนัขสามารถเข้าใจคำพูดและน้ำเสียงของคนได้

นักวิจัยพบว่า สุนัขมีความสามารถในการแยกแยะคำศัพท์และน้ำเสียงของมนุษย์ได้จริง โดยใช้สมองส่วนเดียวกับที่มนุษย์ใช้

งานวิจัยจากวารสารวิชาการ Science โดย Attila Andics และทีมงานเผยว่า ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมนุษย์เท่านั้น โดยมนุษย์มีความสามารถนี้มาจากการใช้ภาษาในการสื่อสาร แต่ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์นี้มีมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถนำไปเชื่อมโยงระหว่างเสียงกับความหมายได้

คำเป็นพื้นฐานของภาษาของมนุษย์ แต่เราไม่ค่อยจะพบว่าสัตว์ชนิดอื่นใช้เสียงในการสื่อสาร นอกจากนี้ ระดับเสียงสูงต่ำยังเป็นอีกวิธีที่มนุษย์ใช้ในการสื่อคำพูดเช่นกัน เช่น คำพูดชื่นชมมักจะมีระดับเสียงที่สูงกว่าและมีการขึ้นลงมากกว่า กล่าวคือ มนุษย์ใช้ทั้งคำศัพท์และระดับเสียงในการสื่อสาร

ล่าสุด Andics และทีมวิจัยได้ศึกษาว่า สุนัขนั้นมีกลไกเดียวกันกับที่มนุษย์มีหรือไม่ โดยได้ทำการทดลองให้สุนัขฟังเสียงของผู้ฝึก โดยผู้ฝึกจะออกเสียงคำศัพท์โดยใช้ระดับเสียงที่แตกต่างกัน ทั้งพูดให้เป็นคำชมและพูดแบบปกติ ทั้งนี้ คำศัพท์และระดับเสียงจะจับคู่ในแบบที่แตกต่างกันไป ได้แก่ พูดคำชมในระดับเสียงชม พูดคำชมในระดับเสียงปกติ พูดคำปกติในระดับเสียงชม และพูดคำปกติในระดับเสียงปกติ

นักวิจัยได้ใช้เครื่องสแกนสมอง fMRI เพื่อดูว่าสมองส่วนใดของสุนัขที่ได้รับการกระตุ้นบ้าง ผลที่ออกมาเผยว่า ไม่ว่าระดับเสียงจะเป็นเช่นไร สุนัขจะประมวลคำศัพท์ และรู้จักคำศัพท์ได้ว่าเป็นคำที่โดดเด่น และยิ่งกว่านั้น กิจกรรมในสมองยังมีความคล้ายเคียงกับมนุษย์อีกด้วย นั่นคือ ใช้สมองซีกซ้ายในการทำงาน

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบด้วยว่า สุนัขรู้จักประมวลผลระดับเสียงที่มากับคำศัพท์ โดยใช้สมองซีกขวาส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน เช่นเดียวกับในมนุษย์ โดยรวมแล้ว นักวิจัยพบว่า สุนัขใช้ทั้งความหมายของคำและระดับเสียงเพื่อประมวลผลว่าการออกเสียงคำๆนั้นถือว่าเป็นรางวัลหรือไม่ ซึ่งก็หมายความว่า สุนัขน่าจะเข้าใจทั้งคำและระดับเสียงของมนุษย์

นักวิจัยยังชี้ด้วยว่า ตามทฤษฎีวิวัฒนาการแล้ว สุนัขที่ถูกเลือกให้อยู่รอดน่าจะเป็นสุนัขที่ถูกเลี้ยงมา และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดโครงสร้างสมองที่เกี่ยวกับการประมวลผลภาษาในสุนัข แต่วิวัฒนาการยังไม่เร็วขนาดนั้น

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีความสามารถในการคิดค้นคำศัพท์

อ้างอิง: American Association for the Advancement of Science. (2016, August 29). Dogs understand both vocabulary and intonation of human speech. ScienceDaily. Retrieved August 31, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/08/160829192701.htm งานวิจัย: A. Andics, A. Gábor, M. Gácsi, T. Faragó, D. Szabó, Á. Miklósi. Neural mechanisms for lexical processing in dogs. Science, 2016; DOI:10.1126/science.aaf3777

 

มนุษย์คนสุดท้ายผู้ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ เสียชีวิตแล้ว

มนุษย์คนสุดท้ายผู้ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ เสียชีวิตแล้ว

มนุษย์คนสุดท้ายผู้ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ เสียชีวิตแล้ว

นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของวงการการบินและอวกาศที่สูญเสียบุคคลสำคัญไปอีกหนึ่งคน “ยูจีน เซอร์แนน (Eugene Cernan)” อดีตนักบินอวกาศชาวอเมริกา และเป็นมนุษย์คนสุดท้ายผู้ที่ได้เหยียบลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ โดยจากประกาศขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซ่า ระบุว่าเขาเสียชีวิตลงด้วยวัย 82 ปี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 ตามเวลาในสหรัฐฯ

ในปี 2506 เซอร์แนนได้ร่วมงานกับนาซ่าในภารกิจแรกของยาน เจมินี่ 9 และภารกิจที่สองของยาน อพอลโล 11 ในปี 2512 หลังจากนั้นอีก 3 ปีเขาก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการในปฏิบัติการของยานอพอลโล 17 ซึ่งเป็นภารกิจสุดท้ายของนาซ่าในการส่งมนุษย์ไปสำรวจดวงจันทร์

ครอบครัวของเซอร์แนนเผยว่า “เขาปรารถนาที่เห็นก้าวต่อไปในการสำรวจอวกาศของมนุษย์ และอยากสนับสนุนผู้นำและเด็กรุ่นใหม่ในประเทศของเขา อย่าปล่อยให้เขาเป็นคนสุดท้ายที่ได้เหยียบดวงจันทร์”

นอกจากนี้นายชาลส์ โบลเดน (Charles Bolden) ผู้บริหารคนปัจจุบันของนาซ่า กล่าวต่อการสูญเสียครั้งนี้ว่า “แท้จริงแล้ว การสูญเสียเซอร์แนน เป็นมากกว่าการสูญเสียผู้รักชาติหรือผู้ริเริ่มที่จะช่วยผลักดันความทะเยอทะยาน และความกล้าหาญของประเทศให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ซึ่งมนุษยชาติไม่เคยทำได้สำเร็จมาก่อน”

สำหรับใครที่อยากรู้จักเขามากขึ้นสามารถไปหาดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Man on the Moon ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของเขาที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อปี 2016 ได้เลยครับ

ที่มา : www.theverge.com

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1334333953298087

เว็บราชการถูกแฮกอื้อ กลาโหมยังโดน เพจต้าน Single gateway ปัดไม่เกี่ยวชุมนุมต้านพ.ร.บ.คอมพ์

 

วันที่ 18 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา “เพจเฟซบุ๊ก “พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า กลุ่มแฮกเกอร์นิรนามที่เรียกว่าตัวเองว่า “Anonymous” ได้ทำการเจาะข้อมูลเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการประะเทศไทยกว่าหลายหน่วยงาน อาทิ เว็บไซต์ของศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1 ที่กลุ่มแฮกเกอร์ดังกล่าวได้เข้าไปทำการเปลี่ยนแปลงรูปภาพบนเว็บไซต์ และเมื่อเข้าไปตรวจสอบพบว่าเว็บดังกล่าวได้ขึ้นข้อความว่า “ปิดปรับปรุงชั่วคราว โปรดติดตามข่าวสารผ่านทาง Facebook” หรือเว็บไซต์ของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ที่แฮกเกอร์กลุ่มนี้ระบุว่าสามารถเจาะข้อมูลอีเมล์ และรหัสผ่าน ของเจ้าหน้าที่ได้กว่า 250 รายชื่อ แม้กระทั่งเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหม ที่เมื่อเข้าไปตรวจสอบหน้าเว็บปรากฏว่าไม่สามารถเข้าไปได้

อย่างไรก็ตาม เพจดังกล่าว ยังออกแถลงการณ์ว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมต่อต้านพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในวันนี้แต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่ากฎเหล็กของนักรบไซเบอร์จะไม่เปิดเผยตัวต่อสาธารณะ และยังระบุว่าอีกว่าจะปฏิบัติการต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

ที่มา https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_149476

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1318874621510687

กัญชาฆ่าเซลมะเร็ง ได้หรือไม่? NCI หน่วยงานวิจัยมะเร็งของอเมริกาตอบว่า ได้

กัญชาฆ่าเซลมะเร็ง ได้หรือไม่? NCI หน่วยงานวิจัยมะเร็งของอเมริกาตอบว่า ได้

กัญชาฆ่าเซลมะเร็ง ได้หรือไม่? NCI หน่วยงานวิจัยมะเร็งของอเมริกาตอบว่า ได้

กัญชาฆ่าเซลมะเร็ง ถูกวิจัยโดย NCI ซึ่งเป็นหน่วยงานในการวิจัยโรคมะเร็งของรัฐบาล เมื่อเร็วๆนี้ NCI ได้ออกมายอมรับแล้วว่าเซลล์มะเร็งถูกฆ่าโดยกัญชาได้จริง และนี่เป็นจากผลการวิจัยจากห้องทดลองของรัฐ

แม้สถาบันมะเร็งแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบต่อการบังคับใช้ของกฎหมายสหรัฐอเมริกาเพื่อดำเนินการวิจัยผ่านองค์กร และจากนั้นก็ให้ความรู้แก่ชาวอเมริกันถึงผลการวิจัยและการเกิดโรคมะเร็ง แต่ NCI ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำการวิจัยโรคมะเร็งรัฐบาลสหรัฐฯ  ยังคงเก็บรักษาข้อมูลบางอย่างแบบมิดชิด แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้  NCI ได้ยอมรับแล้วว่าเซลล์มะเร็งถูกฆ่าโดยกัญชาได้จริง และเป็นจากผลการวิจัยจากห้องทดลอง

กัญชากับมะเร็ง ผลการวิจัยที่ซ่อนอยู่ของ NCI

ทางเว็บไซต์ของ NCI ได้ออกมาให้ภาพรวมและข้อมูลเกี่ยวกับ กัญชา และ  cannabinoids  ทั้งวิธีการทำงานและผลกระทบต่อร่างกาย

พวกเขากล่าวว่า กัญชา ได้พิสูจน์ความสามารถของมันในการฆ่าเซลล์มะเร็งด้วยวิธีการต่างๆหลากหลายแล้วในห้องทดลอง เกิดเป็นคำถามที่ว่าการศึกษาและผลการวิจัยนั้นจะถูกนำมาพิสูจน์ในคนหรือรับการดำเนินการต่อยอดหรือไม่

หนึ่งในการศึกษาที่พวกเขากำลังพูดถึงคือเรื่องของสาร cannabinoids ที่ถูกนำมาใช้ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก(หรือเซลมะเร็ง)ในหนู ด้วยการปิดกั้นการเจริญเติบโตของหลอดเลือดตรงส่วนที่เป็นสายอาหารของเซลล์มะเร็งและยังฆ่าเซลล์มะเร็งจนตาย

กัญชาฆ่าเซลมะเร็ง

กัญชาฆ่าเซลมะเร็ง ถูกพบในหลายรูปแบบในศึกษาครั้งนี้

การวิจัยครั้งนี้มันไม่ได้มีการศึกษาแค่เพียงอย่างอย่างเดียว ในการค้นพบจากสิ่งที่เกิดขึ้นในหนูครั้งนี้ NCI สามารถเชื่อมโยงไปยังการศึกษาอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่า Cannabinoids อาจจะสามารถลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และจากผลทดลองตัวเดียวกันก็พบว่ากัญชานั้นช่วยต้านอาการอักเสบที่พวกเขาได้พบในลำไส้ใหญ่ และยังมีการค้นพบอื่นๆอีกจำนวนมากที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับ Delta  -9THc สารสำคัญในกัญชา ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการสร้างความเสียหายหรือฆ่าเซลล์มะเร็งและยังมีผลในการป้องกันโรคมะเร็งอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ CBD สารสกัดจากกัญชาอีกชนิดซึ่งถูกพบในการฆ่าเซลล์มะเร็งเต้านมโดยที่มีผลข้างเคียงแค่เพียงเล็กน้อย ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีและรักษาเซลล์ปกติในตัวของพวกเขา และก็ยังตั้งข้อเสนอถึงการรักษาร่วมกันของ CBD กับยาเคมีบำบัด( คีโม )ซึ่งอาจช่วยให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยสามารถเพิ่มการตายของเซลล์มะเร็งโดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ที่มีสุขภาพดี

กัญชา และ CANNABINOIDS นั้นทำอะไรได้บ้าง ยังคงถูกเก็บเป็นความลับ

NCI ได้รับรู้แล้วว่ากัญชาสามารถช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ในหลากหลายวิธีการ เช่น  โดยการช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร การบรรเทาอาการปวด บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน การรักษา ความวิตกกังวล การเพิ่มและปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ

อย่างไรก็ตาม NCI ย้ำไว้ชัดเจนมากเพื่อเตือนผู้อ่านว่าที่ สหรัฐอเมริกา ทางองค์การอาหารและยายังไม่ได้อนุมัติให้สามารถนำกัญชาสามารถใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง

สิ่งเดียวที่ได้รับการอนุมัติคือยาสองตัวที่ทำจาก cannabinoids ( dronabinol และ nabilone ) ที่ใช้สำหรับการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากอาการของยาหลังทำเคมีบำบัดเท่านั้น

คำถามที่ยังคงติดอยู่

คือทำไมรัฐบาลสหรัฐยังทำทุกวิธีการเพื่อคงสถานะกัญชาไว้ให้ผิดกฎหมาย แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังช่วยให้บริษัทกัญชาที่จะเปิดในรัฐ ลาสเวกัส หรือ เฮนเดอสอน เนวาดา เปิดขายได้ แต่พอกัญชาในทางการแพทย์ถูกจ่ายยาออกมาจริงๆ ก็ยังคงมีการจำกุมผู้คนฐานผู้กระทำผิดยาเสพติดรุนแรง จู่โจมธุรกิจการแพทย์และผู้ป่วยที่ใช้กัญชา แต่ก็ยังกล่าวยอมรับกัญชาอาจช่วยชีวิตของผู้ป่วยในโรคมะเร็งได้?

จากการศึกษาในปี2013 มุมมองโดยทั่วๆไปส่วนใหญ่ประมาณ (53%) ของชาวอเมริกันเชื่อว่ากัญชาควรจะถูกกฏหมาย และรู้ดีว่ามันมีศักยภาพมากแค่ไหนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาในหมู่ของคนเป็นโรค PTSD ( Post-Traumatic Stress Disorder) และผู้ป่วยอื่นๆ อีกมากมาย

กัญชาฆ่ามะเร็ง
https://www.marijuanadoctors.com/blog/medical-marijuana-research/does-cannabis-kill-cancer-cells-us-govt-says-yes

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1314405618624254