คลังเก็บหมวดหมู่: พิชญานิน เพ็ชรหึง

เครื่องพิมพ์สามมิติ พิมพ์ชิ้นส่วนปลูกถ่ายได้ตามสั่งเพียงไม่กี่นาที

จบปัญหาเปราะบางแตกง่ายของกระดูกเทียมที่ใช้กันในปัจจุบัน ด้วยกระดูกเทียมไฮเปอร์อิลาสติกยืดหยุ่นที่สั่งพิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติได้ตามรูปแบบที่ต้องการ Jakus นักวิจัยหลังปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นซึ่งมีพื้นฐานความรู้ด้านวัสดุโลหะและระเบิดได้รับแรงบันดาลใจจากกระบวนอัดรีด (extrusion process) ที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เขาและทีมได้นำส่วนสำคัญทางเทคนิคของกระบวนการนี้มาใช้กับวัสดุทางการแพทย์จนสามารถสังเคราะห์กระดูกเทียมได้จากเครื่องพิมพ์สามมิติ เครื่องพิมพ์ดังกล่าวสามารถฉีดพิมพ์ชั้นของสารประกอบไฮดรอกซีอะปาไทต์และพอลิเอสเทอร์ที่ย่อยสลายได้ซึ่งเชื่อมกับชั้นของหมึกเข้าด้วยกันจนขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนปลูกถ่ายได้ตามต้องการ

ข้อดีของกระดูกจากเครื่องพิมพ์สามมิตินี้คือไม่จำเป็นต้องให้ความร้อนแก่วัสดุจึงไม่ทำให้วัสดุมีความเปราะและไม่ทำลายยาปฏิชีวนะที่ใส่ไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในการผลิตต่อชิ้นใช้เวลาสั้นมากเพียงหลายนาทีถึงหลายชั่วโมงเท่านั้นทั้งยังสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย นอกจากนี้หมึกและวัสดุที่พิมพ์ขึ้นมาแล้วก็ยังเก็บไว้ได้เป็นระยะเวลานาน

ผลสำเร็จ

ทีมประสบความสำเร็จในการพิมพ์ชิ้นส่วนปลูกถ่ายจากเครื่องพิมพ์สามมิติเพื่อซ่อมแซมกระดูกสันหลังที่บาดเจ็บในสัตว์จำพวกหนูและแก้ไขข้อบกพร่องของชิ้นส่วนของกะโหลกลิง ผลการทดสอบในลิงพบว่า ชิ้นส่วนกะโหลกเทียมสามารถเชื่อมติดเข้ากับกะโหลกจริงของลิงได้ภายในหนึ่งเดือนและมีการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ด้วย นอกจากวัสดุที่นำมาใช้นั้นมีความยืดหยุ่นดี สามารถบีบอัดได้ในขณะใส่และขยายตัวให้พอดีกับตำแหน่งนั้นๆได้โดยไม่ต้องอาศัยกาวหรือการเย็บแล้ว มันยังมีสมบัติที่เข้ากันได้ทางชีวภาพและมีรูพรุนสูงเหมาะกับการเจริญของเส้นเลือด เซลล์และเนื้อเยื่ออีกด้วย

ที่มา https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news/7069-

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1332058726858943

นักวิจัยศึกษาประโยชน์จาก “สมาร์ทว็อชท์” เพื่อเตือนอาการของโรคต่างๆ ล่วงหน้า


Fitness Trackers

       นักวิจัยที่ศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัย Stanford ศึกษาประโยชน์ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ เช่น นาฬิกาสมาร์ทว็อทช์ และเครื่องวัดการทำงานของร่างกายขณะออกกำลังกาย

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ข้อมูลมากมายเรื่องการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ระดับการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิของร่างกาย การขับเหงื่อและระดับออกซิเจนในเลือด สามารถวัดได้จากอุปกรณ์ wearable เหล่านี้และอาจใช้เป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติหรือโรคที่กำลังจะเกิดขึ้นได้

ในการทดลองของคณะวิจัยที่มหาวิทยาลัย Stanford เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลจากผู้ร่วมทดลอง 60 คนที่วัดข้อมูลต่างๆ ของการทำงานของร่างกายหลายชนิดเป็นระยะเวลายาวนาน เพื่อสร้างระดับมาตรฐานของร่างกายสำหรับแต่ละคน ข้อมูลจำนวนมากถึง 2 พันล้านชิ้นถูกรวมเพื่อการประมวลผล

งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PLOS Biology มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่อุปกรณ์สมัยใหม่เหล่านี้ จะกลายเป็นเครื่องช่วยเตือนถึงความเจ็บป่วยที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อการแก้ไขหรือป้องกันโรคร้ายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

nissan-nismo-watch-on-wrist1

อาจารย์ไมเคิ่ล ชไนเดอร์ ศาสตราจารย์เจ้าของผลงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ตัวเขาเองได้รับประโยชน์จากการเก็บข้อมูลสุขภาพโดยตรง ในฐานะหนึ่งใน 60 ของผู้ร่วมการทดลองครั้งนี้ เขาบอกว่าเขาเคยเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ และการวัดผลของการทำงานของร่างกายระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงจนอยู่ในระดับที่แตกต่างจากข้อมูลเฉลี่ยตามปกติของตน หลังจากการเดินทางข้ามทวีปครั้งนั้น ในเวลาต่อมาเขามีไข้ และเกิดสัญญาณความผิดปกติของร่างกายอื่นๆ จนในที่สุดถูกตรวจพบว่าเป็นโรค Lyme Disease และเนื่องจากที่ตนทราบสัญญาณเตือนที่ตรวจจับได้จากอุปกรณ์ wearable เขาจึงได้รับการรักษาโรคดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

นักวิจัยกล่าวว่าเครื่องมือสวมใส่ได้สมัยใหม่เหล่านี้ ช่วยสร้างค่ามาตรฐานของร่างกายของแต่ละบุคคล พร้อมกับเพิ่มข้อมูลเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไปอยู่ในการประมวลผลด้วย

ศาสตราจารย์ชไนเดอร์ กล่าวว่าการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงระยะทดลองเท่านั้น และประโยชน์จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่คงไม่สามารถมาทดแทนการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้

ประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตคือการเตือนโดยอัตโนมัติ หากร่างกายผู้ใช้มีข้อมูลด้านสุขภาพที่แตกต่างไปจากค่ามาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้มีการป้องกันและรักษาโรคก่อนอาการจะบานปลาย

นักวิจัยอีกผู้หนึ่งในโครงการนี้ Jessilyn Pearl Dunn กล่าวว่า ในอนาคตอาจได้เห็นแนวทางนี้ช่วยประหยัดการซื้อข้อมูลด้านสุขภาพ นอกจากนั้นเธอบอกว่าค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางมาหาแพทย์ที่โรงพยาบาลอาจลดลงได้หากเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ช่วยเรื่องการให้คำแนะนำผู้ป่วยผ่านอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารเพราะคงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะคิดว่า ในอนาคตข้อมูลสุขภาพผู้ป่วยจากอุปกรณ์ wearable สามารถถูกส่งตรงมาที่ห้องทำงานของแพทย์อย่างสะดวกรวดเร็ว

ที่มาhttp://www.voathai.com/a/wearable-health/3682484.html
https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1324869827577833

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบปลาที่อาศัยอยู่ในภูเขาไฟใต้น้ำ

ยิ่งเราเรียนรู้เรื่องภูเขาไฟใต้น้ำมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งตระหนักได้มากขึ้นว่าชีวิตนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ในแทบทุกที่ ซึ่งในตอนนี้ เรือสำหรับการวิจัยสัญชาติออสเตรเลียได้ค้นพบปลาชนิดใหม่ที่อาศัยอยู่ในภูเขาไฟต่างๆ นอกชายฝั่งของทวีปออสเตรเลียซึ่งมันถูกเรียกว่า scaleless blackfish และมันก็ดูน่าเกลียดอย่างน่ารักเสียด้วย

ทีมวิจัยทีมนี้ก็กำลังพยายามที่จะระบุสายพันธุ์ของปลาสีดำตัวเล็กที่มีเขี้ยวโปร่งแสงและไม่มีเกล็ดนี้ ซึ่งก็มีบางคนเชื่อว่ามันคือปลา snaggletooth dragonfish ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่สามารถพบได้ตามปกติในพื้นที่ดังกล่าว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีปลาอื่นๆอีกมากมายที่พวกเขาสามารถระบุได้ว่าเป็นปลาอะไร เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเพราะว่าเป็นตัวอ่อนของปลาและกุ้งลอบสเตอร์ที่มีการประมงกันอยู่แล้วในออสเตรเลีย ซึ่งเวลาที่ตัวอ่อนของสัตว์เหล่านี้ถูกพัดออกไปนอกพื้นที่ที่เหมาะกับการเติบโตออกไปสู่ท้องทะเลเปิดนั้นคนหาปลาก็มักจะคิดว่าพวกมันคงหายสาปสูญไปตลอดกาลแล้ว แต่ปรากฏว่าพวกเขาคิดผิด เพราะปรากฏว่าพวกมันก็กำลังเติบโตอยู่ในน้ำที่มีอุณหภูมิสูงและเป็นกรดใกล้ภูเขาไฟใต้น้ำนั่นเอง

จากคำกล่าวของศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา Iain Suthers และหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของการเดินทางในครั้งนี้นั้น ทีมวิจัยเองก็ประหลาดใจมากกับการค้นพบกระแสน้ำวนนอกชายฝั่งของ Sydney ที่เป็นศูนย์รวมของตัวอ่อนลอบสเตอร์และสัตว์ขนาดเล็กอื่นๆอีกมากมายในช่วงเวลาของปีที่พวกเขาไม่คิดว่าจะได้พบเจอพวกมัน ซึ่งการค้นพบครั้งนี้เป็นการพลิกกับความเข้าใจเดิมๆของตัวอ่อนปลาสายพันธุ์เชิงพาณิชย์ต่างๆไปเลย

“พวกเราเคยคิดว่าปลานั้นจะเจริญเติบโตในเฉพาะพื้นที่ปากแม่น้ำชายฝั่งเท่านั้น และเมื่อตัวอ่อนได้ถูกพัดออกไปสู่ทะเลนั้นก็เท่ากับว่าเป็นจุดจบของพวกมัน แต่กลับกลายเป็นว่าที่จริงแล้วกระแสน้ำวันเหล่านี้กลับเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสำหรับการประมงเชิงพาณิชย์ตลอดชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย”

ไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์เองก็เพิ่งได้พบปลาฉลามที่ใช้ชีิวิตอยู่ในภูเขาไฟใต้น้ำเหมือนกัน ซึ่งไม่แน่ว่าเราอาจจะค้นพบอะไรที่น่าตื่นเต้นกว่านี้อีกก็เป็นได้

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/502708

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1315585945172888