คลังเก็บหมวดหมู่: วิศว สวนกูล

ภาพดาวเทียมสหรัฐฯ ชี้ แปลก! ศูนย์นิวเคลียร์เกาหลีเหนือมีแต่คนเล่นวอลเล่ย์บอล

ภาพดาวเทียมสหรัฐฯ ชี้ แปลก! ศูนย์นิวเคลียร์เกาหลีเหนือมีแต่คนเล่นวอลเล่ย์บอล

เว็บไซต์กลุ่มเฝ้าสังเกตการณ์เกาหลีเหนือ 38 นอร์ธ (38 North) ของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดในพื้นที่ทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่พุงกเยรี (Punggye-ri) พบความผิดสังเกต ผู้คนในศูนย์ทดสอบดังกล่าวพากันออกมาเล่นวอลเล่ย์บอลกัน

ภาพดังกล่าวถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มเฝ้าสังเกตการณ์ 38 นอร์ธ นายโจเซฟ เอส. เบอร์มูเดซ จูเนียร์ เผยว่า ในภาพชี้ให้เห็นว่าศูนย์ทดสอบนิวเคลียร์ที่พุงกเย-รี (Punggye-ri) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ มีความเคลื่อนไหวแค่รถพ่วงกับรถบรรทุก แต่ไม่มีการระบายน้ำออกจากอุโมงค์ อุปกรณ์ทำการทดสอบก็แห้ง ไม่มีร่องรอยการเตรียมทดสอบนิวเคลียร์ใต้ดินครั้งต่อไป รวมทั้งในเขตบัญชาการ เขตสนับสนุน และค่ายทหาร ก็ยังปรากฏให้เห็นผู้คนกำลังเล่นวอลเลย์บอลกันอยู่ด้วยซึ่งคาดเดาว่า ศูนย์ทดสอบนิวเคลียร์ดังกล่าวกำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมการ หรือไม่ทางเกาหลีเหนือทราบว่าขณะนี้ทางกลุ่มกำลังจับตามอง จึงได้พยายามใช้การเล่นวอลเลย์บอลในช่วงเตรียมการนี้หลอกลวงหรือเบี่ยงเบนความสนใจ

ที่มา:http://news.sanook.com/2203386/

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1418366848228130

สุดยอดนวัตกรรมดาราศาสตร์ กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2016 กล้องโทรทรรศน์วิทยุ FAST ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของประเทศจีนถูกสร้างสำเร็จ

 

กล้องโทรทรรศน์ตัวนี้มีชื่อว่าภาษาจีนว่า Tianyan ซึ่งแปลว่า ‘ดวงตาแห่งสวรรค์’ ส่วนคำว่า FAST ซึ่งเป็นชื่อสากลของกล้องโทรทรรศน์นี้ย่อมาจาก Five hundred meter Aperture Spherical Telescope ซึ่งบ่งบอกว่ามันมีจานรับสัญญาณที่ใหญ่โตถึง 500 เมตร แต่มีพื้นที่ใช้งานราวๆ 300เมตร  เนื่องจาก Feed cabin ซึ่งเป็นส่วนตรวจจับที่อยู่เหนือจานรับสัญญาณสามารถปรับตำแหน่งได้

 

งานสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2011 ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 5ปีครึ่ง รัฐบาลจีนอนุมัติโครงการนี้ด้วยงบประมาณ 180 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

Rendong Nan

 

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นโดยทีมนักดาราศาสตร์นำโดย  Rendong Nan พวกเขาทำการสำรวจพื้นที่กว่า 400 แห่งเพื่อหาพื้นที่ที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์นี้ พื้นที่ที่เหมาะสมต้องมีลักษณะเหมือนชามกว้างๆจะได้ไม่ต้องขุดเพิ่มมากนักและไม่ควรมีชุมชนอยู่บริเวณนั้นอย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน สุดท้ายทีมงานได้สถานที่ที่เรียกว่า Dawodang (ซึ่งแปลว่าบ่อขนาดยักษ์) อยู่ในเมืองหลวงของมณฑลกุ้ยโจว  ก่อนจะสร้างต้องทำการอพยพผู้คน 65 หมู่บ้านออกจากพื้นที่ Dawodang ไปอยู่ในอพาร์ทเมนต์ในเมืองใกล้ๆ รวมทั้งย้ายคนในรัศมี 5 กิโลเมตรออก 9,110 หลังคาเรือนเพื่อให้บริเวณนั้นปราศจากสัญญาณรบกวน

 

การก่อสร้าง

บริษัทก่อสร้างซึ่งรับผิดชอบโครงการนี้พบว่าถนนสายหลักบริเวณการก่อสร้างนั้นแคบเกินกว่าจะขนส่งอุปกรณ์และยานพาหนะที่ต้องใช้งานทำให้งานแรกจึงเป็นการตัดถนนยาว 7 กิโลเมตรเข้าไปก่อน

จากนั้นต้องถูกขุดดินออกจากบริเวณแอ่ง Dawodang ถึง 900,000 ลูกบาศก์เมตรเพื่อสร้างฐานของจานรับสัญญาณ รวมทั้งขุดอุโมงค์ระบายน้ำยาว 1.1 กิโลเมตรเพื่อป้องกันน้ำท่วม

 

 

การก่อสร้างจริงเริ่มต้นจากวงแหวนขนาดใหญ่โดยมีเสารับน้ำหนัก 50 ต้น และตามด้วยสายเคเบิลหนาๆ 8,895 สายแขวนอยู่เหนือแอ่งวงกลมขนาดใหญ่

 

 

แอ่งที่ทำหน้าที่เป็นจานรับสัญญาณประกอบด้วยแผงสามเหลี่ยม 4,450 ส่วนมาประกอบกัน ซึ่งแต่ละด้านของแผงหนึ่งมีความยาว11เมตร รวมทั้งหมดนี้มีมวล 2,000 ตัน เมื่อประกอบกันแล้วเป็นโค้งทรงกลม(Spherical)ที่มีรัศมี 300 เมตร

 

 

ความน่าสนใจคือจานรับสัญญาณสามารถปรับรูปร่างแบบเรียลไทม์จากโค้งทรงกลมให้กลายเป็นทรงพาราโบลอยด์(paraboloid) เพื่อทำการรวมคลื่นวิทยุให้อยู่ที่จุดเดียวได้ โค้งทรงกลมไม่สามารถทำแบบนี้ได้ (ซึ่งจานรับสัญญาณของกล้องโทรทรรศน์อะเรซิโบมีความโค้งแบบทรงกลม) เพื่อให้การปรับรูปทรงเป็นไปอย่างแม่นยำด้วยความละเอียดระดับ 3 มิลลิเมตร แต่ละแผงซึ่งเป็นส่วนประกอบของจานรับสัญญาณจะถูกสร้างอย่างพิถีพิถัน นอกจากนี้แต่ละส่วนจานรับสัญญาณยังถูกออกแบบให้ปรับรูปทรงได้อย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้ทำการติดตามวัตถุที่สนใจได้นานหลายๆชั่วโมง

อย่างไรก็ตามการปรับรูปทรงของจานรับสัญญาณนี้จะทำให้เกิดความเครียดภายในเคเบิลมากถึง 500 เมกะปาสคาลตลอดระยะเวลาที่ใช้งาน สายเคเบิลที่ใช้จึงเป็นแบบพิเศษที่ออกแบบมาให้ทนความเครียดระดับนี้ได้มากถึง 2ล้านรอบซึ่งยาวนานตลอดอายุการใช้งาน 30ปีของมัน

วีดีโอแสดงการติดตั้ง Feed cabin ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณจากจานด้านล่าง

https://www.youtube.com/watch?v=7FivIV4H8j4

 

 

สัญญาณวิทยุทั้งหมดจะถูกส่งไปยัง feed cabinซึ่งมีขนาด 13 เมตรและหนักเพียง 30ตัน ( Feed cabinของกล้องอะเรซิโบหนักถึง 900ตัน)  การวางตำแหน่ง Feed cabin การรับน้ำหนักด้วยสายเคเบิล รวมทั้งการติดตั้งเป็นปัญหาที่ท้าทายมากๆ ทีมงานต้องสร้างแบบจำลองเพื่อดูความเป็นไปได้ต่างๆมากมาย

ผลสรุปคือ ใช้สายเคเบิล 3 คู่ผูกโยงในทิศทางตรงกันข้ามเชื่อมกับเสาขนาดใหญ่หกต้นที่อยู่รอบๆจานรับสัญญาณซึ่งแต่ละต้นสูงราวๆ 100 เมตร สายเคเบิลถูกออกแบบมาให้ปรับตำแหน่งของ Feed cabin ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปรับการเอียงของ Feed cabin ตามความโค้งของจานรับสัญญาณได้ด้วย เท่านั้นยังไม่พอเพราะภายใน Feed cabinยังมีมอเตอร์คอยปรับการหันของ Feed cabin ให้ละเอียดอีกที สายเคเบิลที่ผูกกับ feed cabin นี้ถูกออกแบบให้ทนมากกว่าที่ใช้ในการทหารของจีนมากถึง 100เท่า

ภายใน Feed cabin มีตัวรับสัญญาณ (receiver) อยู่ 7 ตัวซึ่งครอบคลุมความถี่ตั้งแต่ 70 MHz จนถึง 1.8 GHz ซึ่งสอดคล้องกับความยาวคลื่น 4.3 เมตรจนถึง 17 เซนติเมตร นักวิทยาศาสตร์จีนออกแบบเอง 5 ตัว อีกตัวคือ L-band receiver ที่รับสัญญาณได้กว้างถูกออกแบบโดยหอดูดาวแห่งชาติของจีนร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคาลเทค อีกตัวคืออุปกรณ์ส่วนกลางซึ่งรับสัญญาณวิทยุได้ในช่วงแคบๆถูกออกแบบโดย CSIRO  (Australian commonwealth scientific and industrial research organization) ของออสเตรเลียซึ่งสามารถรับสัญญาณวิทยุได้ในช่วง 1.23-1.53 GHz  เนื่องจากตัวรับสัญญาณของกล้อง FAST มีความไวสูงมาก วิศวกรจึงต้องใช้เทคนิคต่างๆมาลดการรบกวนจากสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอื่นๆให้เหลือน้อยที่สุด

นอกจากนี้เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐศาสตร์มากที่สุดจึงมีการสร้างธีมปาร์กใกล้ๆกับกล้องโทรทรรศน์ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาชมและศึกษา แน่นอนว่ามีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวและห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างโทรศัพท์มือถือขณะเยี่ยมชม

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ (มกราคม ค.ศ. 2017) กล้อง FAST มีปัญหาในการติดตามเป้าหมายแบบเรียลไทม์ด้วยสาเหตุหลักๆ 2 ประการ

อย่างแรกคือ ไฟเบอร์ออปติกส์ที่เชื่อมต่อกับ actuator (วัสดุฉลาดที่ช่วยปรับมุมของจานได้อัตโนมัติ) สเสถียรทำให้เวลาส่งคำสั่งไปยังจานรับสัญญาณอาจเกิดความเสียหายได้

อย่างที่สองคือ actuator  สึกหรอเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ทำให้อาจต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

ดังนั้นในระหว่างที่กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จานรับสัญญาณจะไม่สามารถปรับมุมได้แบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มันมีศักยภาพพอจะค้นพบพัลซาร์ได้นับพันดวงด้วยการตรวจจับคลื่นวิทยุความถี่ 1.4 GHz (ความยาวคลื่น 21 เซนติเมตร)ที่อะตอมไฮโดรเจนปลดปล่อยออกมา แต่ถ้าปัญหาทั้งหมดได้รับการแก้แล้ว พลังแห่งกล้องโทรทรรศน์นี้ย่อมถูกแสดงออกมาอย่างเต็มที่  นักดาราศาสตร์คาดว่ามันจะศึกษาวัตถุได้ไกลกว่ากว่ากล้องอะเรซิโบ 3 เท่า, เร็วกว่า 10 เท่า และสังเกตท้องฟ้าได้กว้างกว่า 4 เท่า ผลลัพธ์คือกล้อง FAST จะสามารถค้นพบพัลซาร์ในกาแล็กซีของเราได้หลายพันดวงและค้นพบพัลซาร์ที่อยู่ไกลกว่ากาแล็กซีเมฆแม็กเจนแลนให้ได้เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังต้องการทำแผนที่สสารระหว่างดาวฤกษ์ที่ประกอบไปด้วยอะตอมไฮโดรเจนและคาร์บอนมอนออกไซด์ด้วยความละเอียดสูง รวมทั้งตรวจจับคลื่นวิทยุจากไฮโดรเจนของกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลออกไปนับ 6พันล้านปีแสงได้

อีกอย่างที่นักดาราศาสตร์คาดหวังจากกล้อง FAST คือ การค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะและสัญญาณวิทยุที่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอาจปล่อยออกมาเพื่อสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆอย่างเรา

 

โครงการอื่นๆของประเทศจีนในอนาคต

1. Hard X-ray Modulation Telescope (HXMT)  กล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ตัวแรกของจีนซึ่งตรวจจับรังสีเอ็กซ์ได้ตั้งแต่ 1-250 keV ครอบคลุมทั้งแบบพลังงานต่ำ,กลางจนถึงพลังงานสูง ได้รับการอนุมัติในปี ค.ศ. 2011

กล้องโทรทรรศน์ตัวนี้มีหน้าที่ศึกษาแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์สองแหล่งที่โคจรรอบกันและกัน  รวมทั้งศึกษากลไกการปลดปล่อยสนามแม่เหล็กของแหล่งกำเนิดเหล่านี้ด้วย

 

2. Large Optical-infrared Telescope (LOT) ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์หน้ากล้องขนาด 12 เมตร ตั้งอยู่ในทิเบต รัฐบาลจีนอนุมัติให้ทำการก่อสร้างในปี ค.ศ. 2019 ซึ่งถ้าสร้างเสร็จมันจะเป็นกล้องโทรทรรศน์แบบใช้แสงที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

3. Thirty Meter Telescope (TMT) เป็นโครงการสร้างกล้องโทรทรรศน์แบบใช้แสงที่เกิดจากความร่วมมือของหลายประเทศ  หนึ่งในนั้นคือหอดูดาวแห่งชาติของประเทศจีนได้ออกเงินก่อสร้าง 10% ของทั้งโครงการ รวมทั้งสร้างกระจกหลัก และกระจกส่วน M3 , เลเซอร์สำหรับชี้ดาว รวมทั้งอุปกรณ์พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในช่วงแรก

 

4. Qitai Radio Telescope   เป็นกล้องโทรทรรศน์แบบที่ปรับจานรับสัญญาณให้หมุนได้อย่างเต็มที่(Fully steerable)และสามารถปรับความโค้งของผิวหน้าได้ ตรวจจับคลื่นวิทยุได้ในช่วง 150 MHz -115 GHz  ยังไม่มีกำหนดการสร้างที่ชัดเจน แต่ถ้าสร้างเสร็จจะกลายเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่หมุนจานรับสัญญาณได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อ้างอิง

นิตยสาร Sky and telescope ฉบับ กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1348193075245508

อย่าด่วนตัดสิน “กัญชา” ให้คุณ (หรือโทษ)

 อย่าด่วนตัดสิน “กัญชา” ให้คุณ (หรือโทษ)

ภาพต้นกัญชาในแปลงปลูกเพื่อใช้ในทางการแพทย์ที่อิลลินอยส์ สหรัฐฯ (AP Photo/Seth Perlman, File)

 

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีหลายข่าวทำให้ชาว “สายเขียว” ตื่นเต้นและยินดี กับงานวิจัยใหม่ๆ ที่บ่งบอกว่า “กัญชา” นั้นมีประโยชน์ทางด้านการแพทย์ แต่ไม่ควรดีใจกันมากไปนัก เพราะยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ลงไปชัดๆ อีกทั้งการครอบครองพืชที่จัดเป็นยาเสพติดนี้ก็ถูกควบคุมด้วยกฎหมาย

นั่นหมายความว่าการทำวิจัยกับพืชที่สุ่มเสี่ยงนี้ก็มีข้อจำกัด และเมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Federal Advisory Committee) ก็เพิ่งปล่อยรายงานที่ไม่อาจสรุปได้ชัดว่า กัญชานั้นให้คุณหรือให้โทษ แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาให้กว้างขึ้นและแก้ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการวิจัย

เอพีอ้างถึงส่วนหนึ่งของข้อสรุปจากรายงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ระบุไว้ ค่อนข้างชัดเจนว่า กัญชานั้นช่วยลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และอาจช่วยให้บางคนนั้นนอนหลับได้ แต่ในขณะเดียวกันกัญชาก็อาจกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจิตเภท และกระตุ้นให้เกิดอาการหัวใจวายได้

ข้อเสนอจากคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เรียกร้องให้เป็นวาระระดับชาติ เพื่อศึกษากัญชาให้มากขึ้น รวมถึงสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีสารประกอบออกฤทธิ์ที่คล้ายๆ กันที่เรียกว่า “แคนนาบินอยด์” (cannabinoids) รวมอยู่ด้วย

รายงานจากสถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและการแพทย์สหรัฐฯ (ational Academies of Sciences, Engineering and Medicine) ระบุว่า กระแสปัจจุบันที่ขาดข้อมุลทางวิทยาศาตร์นั้น ทำให้สุขภาพของประชาชนตกอยู่ใความเสี่ยง ทั้งผู้ป่วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ และผู้กำหนดนโนบายจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่านี้เพื่อทำการตัดสินใจ (ทำให้ถูกกฎหมาย)

ดร.มารี แมคคอร์มิค (Dr. Marie McCormick) จากวิทยาลัยสาธารณสุขฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health) ประธานคณะกรรมการการทำรายงานดังกล่าว ระบุว่าสำหรับผู้ที่เสพกัญชาอยู่แล้วหรือคนที่กำลังพิจารณาอยู่นั้น ปรากฏว่ามีข้อมูลอยู่น้อยมากที่จะชี้นปริมาณการใช้ ไปจนถึงความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อสุขภาพ

รายงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ระบุว่า ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างเป็นข้อจำกัดต่องานวิจัย ขณะที่รัฐบาลกลางรับรองยาบางตัวที่มีองค์ประกอบที่มาจากกัญชา แต่ก็ยังจัดให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และกำหนดบทควบคุมในการทำวิจัย ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงต้องก้าวข้ามอุปสรรคทางด้านหกฎหมาย และบางคนก็ท้อใจ

การที่รัฐบาลกลางมุ่งจ่ายเงินสนับสนุนการศึกษาด้านผลเสียที่เป็นภัยต่อสุขภาพนั้น ทางคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ มองว่าเป็นการตัดโอกาสการศึกษาประโยชน์ต่อของกัญชา อีกทั้งความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากกัญชาเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยนั้นก็ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แม้ว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มจำนวนผู้จัดหาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองให้มากขึ้นแล้วก็ตาม

ทั้งนี้มี 28 รัฐ และเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia ) ของสหรัฐฯ ที่กำหนดกัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายเมื่อใช้ทางการแพทย์ และในจำนวนนั้น 8 รัฐ รวมถึงเขตปกครองพิเศษ ยังกำหนดให้กัญชาเป็นสิ่งถูกหมายสำหรับใช้เพื่อผ่อนคลายด้วย

รายงานของคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ยังรวบรวมข้อสรุปจากการศึกษากัญชา ซึ่งมีส่วนหนึ่งตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1999 รวมทั้งหมดเกือบ 100 รายงาน และพบว่าส่วนใหญ่ของรายงานนั้น สรุปบทพื้นฐานการเชื่อมโยงเชิงสถิติระหว่างการเสพกัญชขากับผลต่อสุขภาพ มากกว่าที่จะพิสูจน์ให้เห็นชัดๆ ถึงสาเหตุและผลที่เกิดขึ้น

จากการทวนงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า มีหลักฐานที่หลักแน่นว่า กัญชานั้นสามารถบำบัดความเจ็บปวดเรื้อรังในผู้ใหญ่ได้ และสารประกอบเคมีเดียวกันนั้น ยังช่วยบำบัดอาการคลื่นไส้จากการเข้ารับเคมีบำบัดด้วย อีกทั้งยังมีงานวิจัยอีกหลายระดับที่เป็นหลักฐานว่ากัญชาช่วยบำบัดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และการชักกระตุกจากโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ (multiple sclerosis)

รายงานสรุปด้วยว่า มีหลักฐานอยู่น้อยที่ระบุว่ากัญชาและสารประกอบเคมีอื่นๆ ในกลุ่มเดยวกัน ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารในผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือผู้ป่วยเอดส์ (AIDS) หรือช่วยบรรเทาอาการจากโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (post-traumatic stress disorder)

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าไม่มีงานวิจัยมากพอที่จะกล่าวได้ว่า กัญชาผลต่อการรักษามะเร็ง โรคลำไส้แปรปรวน (irritable bowel syndrome) โรคลมชักหรืออาการจากโรคพาร์กินสัน หรือแม้แต่การช่วยคนต่อสู้กับอาการเสพย์ติด

สำหรับประโยชน์ของกัญชาเพื่อบรรเทาอาการจากโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรงนั้น คาดว่าจะมีหลักฐานมากขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากมีงานวิจัยในโคโลราโดที่กำลังศึกษาประโยชน์ของพืชสายเขียวนี้เพื่อบำบัดโรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรงแก่ทหารผ่านศึก

 อย่าด่วนตัดสิน “กัญชา” ให้คุณ (หรือโทษ)\

ภาพต้นกัญชาที่แตกยอดในแปลงปลูกเพื่อใช้ในทางการแพทย์ที่อิลลินอยส์ สหรัฐฯ (AP Photo/Seth Perlman, File)
สำหรับโทษของกัญชานั้นทางคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สรุปไว้ดังนี้

– มีหลักฐานหนักแน่นถึงการเชื่อมโยงระหว่างการเสพกัญชา กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจิตเภท รวมถึงโรคจิตอื่นๆ โดยมีความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มผู้เสพบ่อยๆ

– บางงานวิจัยชี้ว่ากัญชาทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่จะทำให้ผู้เสพพัฒนาไปสู่โรคซึมเศร้า แต่ไม่หลักฐานชี้ชัดว่า กัญชานำไปสู่การเป็นโรคหรือทำให้เกิดอาการของโรคดังกล่าว หรือมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรงหรือไม่

– มีดัชนีชี้ชัดว่า การเสพกัญชาก่อนขับรถนั้นเพื่อเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจนว่าก่อให้เกิดอุบัติเหตุในที่ทำงาน หรือว่าบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการเสพกัญชาเกินขนาด

– มีหลักฐานจำกัดสำหรับแนวคิดที่ว่า กัญชาส่งผลเสียต่อการสำเร็จการศึกษา ทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น หรือคุกคามการโครงสร้างการทำงานของสังคม

– สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เสพมวนกัญชา มีดัชนีชี้ชัดว่าทำให้น้ำหนักตัวทารกแรกเกิดต่ำลง แต่มีหลักฐานที่ยังไม่หนักแน่นพอว่ามีผลกระทบให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์สำหรับมารดา หรือทารกต้องเข้ารับการดูแลอย่างใกล้ชิก และยังไม่มีหลักฐานพอที่จะแสดงว่า กัญชาส่งผลเสียต่อเด็กภายหลังคลอด เช่น โรคการเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก หรือ เด็กเสพติดกัญชาภายหลัง

– บางงานวิจัยชี้ว่า ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างการเสพกัญชากับโรคมะเร็งปอดในผู้เสพมวนกัญชา แต่ก็ไม่มีหลักฐานหรือหลักฐานไม่เพียงพอ ที่จะสนับสนุนหรือโต้แย้งการเชื่อมโยงไปสู่โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งหลอดอาหาร

– มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเชื่อมโยงว่าการสูบมวนกัญชานั้น ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ และมีความถี่ของการเกิดโรคหลอดลมอักเสบสูงขึ้น

– มีหลักฐานไม่หนักแน่นที่ชี้ว่าการสูบกัญชานั้นกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจวาย โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว แต่ไม่มีหลักฐานระบุว่า การใช้กัญชาเพื่อบรรเทาปวดเรื้อรัง จะส่งผลให้คนนั้นมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจวายด้วย

– บางหลักฐานก็ชี้ว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างการใช้กัญชาและการเกิดโรคต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับการใช้สารอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และ การใช้เสพติดอื่นๆ

 อย่าด่วนตัดสิน “กัญชา” ให้คุณ (หรือโทษ)

ที่มา*http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9600000004661

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1337957236269092

เชื่อหรือไม่!เล่นเกม “โปเกม่อน โก”อายุยืนขึ้น

สหรัฐฯเผยผลงานวิจัยเล่นเกมส์โปเกม่อน โก อายุจะยืนยาวเนื่องจากมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพิ่มขึ้น ถือว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก

วันนี้(24ม.ค.60)มหาวิทยาลัย “สแตนฟอร์ด” ของสหรัฐจับมือกับฝ่ายวิจัยของค่ายไมโครซอฟต์ (Microsoft Research) วิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้สายรัดข้อมือ “ไมโครซอฟต์ แบนด์” (Microsoft Band) จำนวน 32,000 ราย ที่อนุญาตให้ติดตามผลเก็บข้อมูลในส่วนนี้ได้

เมื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลสถิติจากสายรัดข้อมือกับกลุ่มผู้เล่นเกมทางมือถือแบบเดิมแล้ว ผลปรากฎว่าผู้เล่นเกม “โปเกม่อน โก” มีกิจกรรมทางกายหรือมีการเคลื่อนไหวเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซนต์ ซึ่งเทียบได้กับการเดินได้เพิ่มขึ้นวันละ 1,473 ก้าว  และเปอร์เซนต์เคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นนี้ถือว่าส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก

เนื่องจากทางทีมวิจัยชี้ว่าถ้าคนเรารักษาจำนวนการก้าวเดินในแต่ละวันของตัวเองไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ก้าว หรือเคลื่อนไหวเฉลี่ยให้ได้เพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซนต์ต่อวัน ก็จะส่งผลให้มีอายุที่ยืนยาวขึ้นถึง 41 วัน ดังนั้นเมื่อการเล่นเกมโปเกม่อน โก ทำให้ผู้เล่นได้เคลื่อนไหวเพิ่มถึง 26 เปอร์เซนต์ ซึ่งมากกว่าเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยที่ควรทำได้ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก

นอกจากนี้การที่เกม “โปเกม่อน โก” ได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเปิดตัว จึงสามารถกระตุ้นให้ผู้คนจำนวนมากได้เคลื่อนไหวกันมากขึ้นในเวลาอันสั้น  พูดได้ว่าเร็วกว่าโปรเจ็ค รณรงค์ออกกำลังกายโครงการไหนๆ

ถ้าคำนวณเฉพาะในสหรัฐที่มีคนเล่น “โปเกม่อน โก” 25 ล้านคนในเดือนแรกที่ปล่อยออกมา แปลว่าจำนวนก้าวที่เพิ่มขึ้นจากการเล่นเกมนี้อยู่ที่ประมาณ 144,000 ล้านก้าว รวมแล้วส่งผลให้ผู้คนอายุยืนยาวขึ้นรวมกันเกือบ 3 ล้านปีกันเลย  จากตรงนี้หลายคนจึงหวังว่าน่าจะดีไม่น้อย ถ้ากระแสความนิยมของเกมที่ทำให้คนได้ออกกำลังกายกันมากขึ้น

*ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126630&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1328971697167646

 

 

 

“สเปซเอ็กซ์” ยิงจรวดส่งดาวเทียมสำเร็จ หลังระเบิดเมื่อปีที่แล้ว

 

"สเปซเอ็กซ์" ยิงจรวดส่งดาวเทียมสำเร็จ หลังระเบิดเมื่อปีที่แล้ว

บริษัทสเปซเอ็กซ์ ประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร หลังเกิดเหตุระเบิดระหว่างทดสอบเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

วันนี้ (15 ม.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทสเปซเอ็กซ์ปล่อยจรวดฟอลคอน-ไนน์ จากฐานทัพอากาศแวนเดนเบิร์ก ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เพื่อนำดาวเทียม 10 ดวงของบริษัทอิริเดียม คอมมิวนิเคชัน ขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งถือเป็นภารกิจแรกหลังเกิดเหตุระเบิดระหว่างการทดสอบยิงจรวดของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่ฐานปล่อยจรวดในรัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา

ขณะที่เจ้าหน้าที่บริษัทสเปซเอ็กซ์ ตรวจสอบสาเหตุของการระเบิดครั้งก่อนอย่างละเอียด พร้อมดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุระเบิดอีก

ภารกิจครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของบริษัทสเปซเอ็กซ์ในการส่งดาวเทียมอีก 70 ดวงของภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 354,000 ล้านบาท ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

ที่มา* http://news.thaipbs.or.th/content/259521

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1322143707850445

เฟซบุ๊กแจง Safety Check แจ้งเหตุระเบิดในกรุงเทพฯผิดพลาด

เฟซบุ๊กแจง Safety Check แจ้งเหตุระเบิดในกรุงเทพฯผิดพลาด

 

จากกรณีที่เฟซบุ๊ก เซฟตี้ เช็ค (Facebook Safety Check) แจ้งเตือนผิดพลาดเหตุระเบิดกรุงเทพมหานคร ล่าสุดมีคำชี้แจงจากโฆษกของเฟซบุ๊กว่าเกิดจากความผิดพลาดของระบบแจ้งเตือน

สำนักข่าว CNet.com รายงานความคืบหน้าเหตุ False Alarm หรือการแจ้งเตือนผิดพลาดของระบบ Facebook Safety Check หลังมีเหตุแจ้งเตือนระเบิดกรุงเทพฯ เมื่อคืนนี้ (27 ธ.ค.2559)

โดยในรายงานอ้างอิงข้อมูลจากโฆษกเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากการตรวจสอบการแจ้งเตือนผิดพลาดของระบบ Facebook Safety Check เกิดจากความเข้าใจผิด หลังจากเมื่อวานนี้มีบางเพจนำข่าวเก่าคือเหตุระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2558 มาลงซ้ำ แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางเฟซบุ๊กกำลังพิจารณาว่าจะส่งระบบนี้ดีหรือไม่ เพราะรอตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่

แต่ประจวบเหมาะกับเมื่อช่วงเช้าวานนี้ มีชายคนหนึ่งไปร้องขอความเป็นธรรมที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมปีนหลังคาและโยนประทัดยักษ์ลงมา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน จึงทำให้ระบบเชื่อมต่อและแจ้งเตือนอัตโนมัติ

โฆษกเฟซบุ๊กระบุว่า ก่อนหน้านี้หากจะมีการใช้ระบบแจ้งเตือน ทางเฟซบุ๊กจะตรวจสอบกับคนในพื้นที่นั้นว่าได้รับผลกระทบอย่างไร จากนั้นจะยืนยันเหตุการณ์กับชุมชนหรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ จึงจะส่งระบบ Safety Check ไป

ด้านพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่าจากการตรวจสอบเมื่อคืนนี้ไม่มีเหตุระเบิดเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ซึ่งหากมีเหตุทางนครบาลจะแจ้งให้ทราบทันที

สำหรับระบบ Facebook Safety Check เป็นระบบแจ้งเตือนเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือเหตุวินาศกรรมทั่วโลก เพื่อให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่อยู่บริเวณนั้นใช้เป็นเครื่องมือยืนยันแจ้งข่าวสารแก่ครอบครัว หรือเพื่อนๆ ว่าตัวเองปลอดภัยดี ซึ่งที่ผ่านมาเคยแจ้งเตือนเหตุทั่วโลกมาแล้วมากกว่า 300 ครั้ง

 

ที่มา* http://news.thaipbs.or.th/content/259088

Nano-interlocking กลไกพิเศษ..เพิ่มพลังให้สารยึดติด

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัย Case Western Reserve และห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศเดย์ตัน (Dayton Air Force Laboratory) ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Huazhong และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีนพัฒนาสารยึดติดแห้งแบบใหม่ที่มีคุณภาพสูงและใช้ได้ในที่ๆมีอุณหภูมิระดับสุดขีด (extreme temperatures) เหมาะกับงานสำรวจอวกาศและที่อันไกลโพ้นอีกด้วย

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

                ภาพจาก http://www.blogionik.org/gecko-feet-applications/

งานวิจัยในครั้งนี้เป็นการขยายผลและพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยในครั้งก่อนที่ทีมออกแบบสารยึดติดแห้งด้วยการนำท่อนาโนคาร์บอนมาเรียงไว้บนด้านหนึ่งของเทปเพื่อเลียนแบบตีนตุ๊กแก แต่การพัฒนาในครั้งนี้ทีมต้องการทำให้สารยึดติดมีประสิทธิภาพและมีสมบัติที่ดีขึ้น พวกเขาจึงวางท่อนาโนคาร์บอนเป็นแนวตั้งไว้ทั้งสองด้านของเทป ซึ่งทำให้มันไม่เสียแรงดึงไปแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงอย่างในโลหะเงินหลอมเหลว หรืออยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิต่ำอย่างในไนโตรเจนเหลว เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นความร้อนที่เพิ่มขึ้นยังทำให้มันเหนียวแน่นขึ้นอีกด้วย พวกเขาอ้างว่ายังไม่เคยมีสารยึดติดแห้งแบบใดที่สามารถใช้กับอุณหภูมิสุดขีดเช่นนี้ได้

ในการทดสอบทีมนำเทปที่มีท่อนาโนคาร์บอนที่เรียงตัวทั้งสองด้าน (Double-walled CNT dry adhesive) มาติดกับพื้นผิวของฟอยล์ทองแดงเพื่อทดสอบแรงยึดติดที่อุณหภูมิห้อง ผลพบว่าเทปดังกล่าวมีแรงยึดติดประมาณ 37 N/cm-2ซึ่งพอๆกับเทปสองด้านที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด แต่อย่างไรก็ตาม เทปที่ทีมคิดค้นขึ้นจะไม่สูญเสียแรงยึดเกาะไปเมื่อถูกแช่แข็งหรือได้รับความร้อน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบกว่าเทปสองด้านทั่วไป โดยสารยึดติดที่ทำจากท่อนาโนคาร์บอนนั้นยังคงมีความแข็งแรงแม้อุณหภูมิต่ำลงถึง -320 องศาฟาเรนไฮต์ เมื่ออุณหภูมิยิ่งสูงมากขึ้นความแข็งแรงก็เพิ่มมากขึ้น โดยความแข็งแรงจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าที่อุณหภูมิ 785 องศาฟาเรนไฮต์ และเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าที่อุณหภูมิ 1891 องศาฟาเรนไฮต์

กลไก nano-interlocking เพิ่มแรงยึดติด

      

แรงยึดติดที่เพิ่มขึ้นสร้างความประหลาดใจให้แก่ทีมวิจัย พวกเขาจึงค้นหาคำตอบโดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (scanning electron microscope) จนพบว่ากลไกการสร้างแรงยึดติดของท่อนาโนคาร์บอนนั้นเกิดจากปมในแต่ละมัดของท่อนาโนคาร์บอนแทรกทะลุเข้าไปในช่องว่างของพื้นผิวทำให้ท่อนาโนคาร์บอนยืดหยุ่นที่เรียงตัวกันเป็นแนวตั้งมีการยุบตัวลงมากลายเป็นโครงสร้างร่างแห การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เป็นการเพิ่มแรงแวนเดอร์วาลส์ (Van der waals force)ให้มากขึ้นเนื่องจากการยุบตัวของท่อนาโนคาร์บอนเป็นการเพิ่มพื้นผิวสัมผัสให้มีมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังค้นพบว่าพื้นผิวของฟอยล์ทองแดงจะขรุขระมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงเหนือกว่า 392 องศาฟาเรนไฮต์ เนื่องจากปมของท่อนาโนคาร์บอนทะลุเข้าไปในพื้นผิวในระดับที่ลึกมากขึ้นกว่าเดิมจึงเกิดแรงยึดติดที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย กลไกการยึดติดดังกล่าวถูกขนานนามว่า “nano-interlocking”

กลไก nano-interlockingสามารถทำให้สารยึดติดดังกล่าวยึดติดได้อย่างเหนียวแน่นแม้ว่าอุณหภูมิเปลี่ยนไปหลายร้อยรอบ จากสมบัติดังกล่าวมันจึงเหมาะกับการนำไปใช้ในงานที่มีช่วงอุณหภูมิกว้าง ทีมวิจัยกล่าวว่าตามหลักการแล้วมันดูเหมาะที่จะนำไปใช้กับงานในอวกาศที่มีทั้งช่วงอุณหภูมิหนาวจัดและร้อนจัด นอกจากนี้มันยังมีสมบัตินำความร้อนและนำไฟฟ้าได้ ทั้งยังทำให้สมบัติเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ด้วยการปรับอุณหภูมิ

ทิ้งท้าย

จากสมบัติดังกล่าว มันจึงนำไปประยุกต์ใช้ได้บนพื้นผิวขรุขระได้หลายพื้นผิวไม่ว่าจะเป็นกระดาษ ไม้ ฟิล์มพลาสติก กำแพงที่ทาสี นอกจากนี้มันยังใช้เป็นสารยึดติดที่นำไฟฟ้ากับเครื่องใช้ภายในบ้านและหุ่นยนต์ไต่ผนังได้ด้วย

*ที่มา www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news/7068-ข่าววิทยาศาสตร์-nano-interlocking-กลไกพิเศษ-เพิ่มพลังให้สารยึดติด

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1314880441910105