คลังเก็บหมวดหมู่: กรวัฒน์ นิยมพร้อม

ทฤษฎี “หลุมดำ″ ใหม่ ของ “สตีเฟน ฮอว์กิ้ง”

download

นานร่วม 40 ปีมาแล้วที่นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์เผชิญอยู่กับสิ่งที่เรียกกันว่า “อินฟอร์เมชั่น พาราดอกซ์” หรือ “ปมขัดแย้งเรื่องข้อมูลที่หายไป” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ 2 ทฤษฎีไม่สามารถรวมกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันได้ “อินฟอร์เมชั่น พาราดอกซ์” ที่ว่านั้นเกี่ยวเนื่องอยู่กับ “สถานะ” ของข้อมูล เมื่อมันถูกดูดเข้าไปอยู่ภายใน “หลุมดำ″

ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ “ข้อมูล” หรือ “อินฟอร์เมชั่น” เมื่อผ่านเข้าไปในหลุมดำจะถูก “ทำลาย” แต่ตามทฤษฎี ควอนตัม ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ยืนยันว่า “ข้อมูล” ไม่สามารถทำลายได้ “ข้อมูล” ทั้งหลายในจักรวาลจะไม่หายไป ดังนั้น สมมุติฐานตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปจึง “เป็นไปไม่ได้”

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ สรรพสิ่งเมื่อเข้าสู่หลุมดำ “ข้อมูล” ที่เกี่ยวกับสถานะทาง “กายภาพ” ของสิ่งนั้นๆ จะสูญหายไปทำให้สิ่งนั้นดูเหมือน “หายไป” โดยสมบูรณ์ แต่ตามทฤษฎีควอนตัมแย้งว่า ถ้าเป็นไปตามกลไกของจักรวาล คำอธิบายดังกล่าว “เป็นไปไม่ได้” เมื่อเป็นไปไม่ได้ สรรพสิ่ง หรือแม้แต่สิ่งที่เป็น “ข้อมูล” ก็จะต้องลงเอยไปอยู่สักที่ใดที่หนึ่ง

นี่คือข้อถกเถียงที่ดำเนินมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เรื่อยมาจนถึงขณะนี้

ในการไปบรรยายให้เพื่อนนักฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคยกว่าสิบคนที่สถาบันทฤษฎีฟิสิกส์นอร์ดิค (นอร์ดิตา) ใน “ราชสำนักแห่งเทคโนโลยีเคทีเอช” ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน สตีเฟน ฮอว์กิ้ง นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกชาวอังกฤษ เชื่อว่า “ทฤษฎีใหม่” ของตนเองนั้น ไม่เพียงไขปริศนาลึกลับของ “หลุมดำ″ ได้เท่านั้น ยังขจัดปมขัดแย้งเรื่องข้อมูล ที่ปรากฏในทฤษฎียิ่งใหญ่ทั้งสองทฤษฎีได้แล้วอีกด้วย

“แบล๊กโฮลไม่ได้ดำสนิทเหมือนกับที่เราบอกว่ามันดำ″สตีเฟน ฮอว์กิ้ง ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการงานวิจัย ภาควิชาทฤษฎีฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษบอกเอาไว้ พร้อมกันนั้นก็ย้ำด้วยว่า “หลุมดำไม่ได้เป็นเครื่องบดทำลาย หรือเป็นเรือนจำนิรันดร์กาลอย่างที่ครั้งหนึ่งเราเคยคิดกัน สรรพสิ่้งสามารถหลุดออกมาจากหลุมดำได้ ทั้งถ้าไม่ออกมาปรากฏอยู่บนผิวนอกของหลุมดำ ก็เป็นไปได้ที่จะหลุดออกไปสู่อีกจักรวาลหนึ่ง”

นั่นหมายความว่า ฮอว์กิ้งกำลังบอกว่า สรรพสิ่งที่เข้าสู่หลุมดำ ไม่ได้ถูก “ทำลาย” และไม่ได้เป็น “แหล่งกักขัง” สรรพสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ แต่มันจะไปปรากฏอยู่บนผิวของหลุมดำ หรือไม่ก็หลุดออกไปจากหลุมดำ สู่ “อีกจักรวาล” หนึ่ง ซึ่งแสดงว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ผิดอย่างนั้นหรือ?

ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เพราะ ฮอว์กิ้ง นำเสนอเอาไว้ว่า “เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นจะไปก่อให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้น” ตามมา

จริงๆ แล้ว “ข้อมูล” ไม่ได้ “ผ่าน” ออกจากหลุมดำ แต่ถูกเก็บเอาไว้ในสิ่งที่เรียกว่า“อีเวนต์ ฮอไรซัน” หรือ “เส้นขอบฟ้าของเหตุการณ์” ในสภาพของสิ่งที่ผ่านการ “ซุปเปอร์ ทรานสเลชั่น” หรือ “การแปรเปลี่ยนยิ่งยวด” มาแล้ว

ในกรณีนี้ หลุมดำจึงไม่สามารถใช้เป็นทางผ่านสำหรับการเดินทางท่องอวกาศ “ไป-กลับ” ได้ เพราะ “คุณไม่สามารถกลับมาสู่จักรวาลเดิมของเราได้” ฮอว์กิ้งบอก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบก็คือ เพราะสรรพสิ่งที่ผ่านเข้าไป ถูกกระบวนการ “แปรเปลี่ยนยิ่งยวด” ทำให้กลายเป็น “สิ่งอื่น” ไปแล้ว

ถ้าเราสร้าง “จินตนภาพ” ว่า หลุมดำคือลูกบอลสักลูกหนึ่ง (จริงๆ แล้ว หลุมดำ ไม่ได้มีลักษณะเหมือนลูกบอล) “เส้นขอบฟ้าของเหตุการณ์” อุปมาได้ว่า คือพื้นผิวของลูกบอลลูกนั้น ส่วนสภาพที่ผ่าน “การแปรเปลี่ยนยิ่งยวด” แล้วก็คือ ภาพที่ปรากฏอยู่บนผิวของลูกบอลดังกล่าว ที่เกิดขึ้นจากอนุภาคใดๆ ที่ผ่านเข้ามาภายในลูกบอลลูกนั้น

“ความคิดนี้คือว่า การแปรเปลี่ยนยิ่งยวด คือภาพโฮโลแกรมของอนุภาคที่ผ่านเข้ามา″ ฮอว์กิ้งระบุ “ดังนั้นมันจึงยังคงข้อมูลต่างๆ เอาไว้ ถ้าไม่เช่นนั้นข้อมูลเหล่านั้นก็จะสูญหายไป”

อย่างที่เรารู้กันว่าเมื่อดวงดาวขนาดใหญ่ตายลง แรงโน้มถ่วงจะทำให้ทุกอย่างยุบรวมลงสู่ศูนย์กลางอย่างรุนแรง จนสามารถสร้างพื้นที่ซึ่ง “กาล” และ “อวกาศ” อยู่ในสภาพเหมือน “หลุมที่ปราศจากก้นหลุม” ซึ่งกลืนทุกอย่างที่เคลื่อนเข้ามาใกล้เข้าไป ไม่มีสิ่งใดรวมทั้งแสงหลีกหนีจากหลุมไม่มีก้นหลุมดังกล่าวได้เพราะมีพลังเป็นอนันต์ และกระบวนการแปรเปลี่ยนยิ่งยวด จะเกิดขึ้น “ในทันที เฉียบพลัน และทรงอานุภาพ” ที่สสารผ่านเข้าไปสู่หลุมดำดังกล่าว

ดังนั้น ฮอว์กิ้งจึงบอกไว้ว่า ข้อมูล จึงลงเอยอยู่ใน “สถานะโกลาหลและไร้ประโยชน์” ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเท่ากับว่า “ข้อมูล” ดังกล่าว “สูญหาย” ไปแล้ว

หรือ “ดูเหมือนว่าถูกทำลายไปแล้ว” ไปแล้วนั่นเอง

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1441251036
https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1379811742083641

ดาราจักรแอนโดรเมดา

download

ดาราจักรแอนโดรเมดา(Andromeda Galaxy )

แกแล็กซีแอนดรอมีดา หรือที่เรียกสั้น ๆ เป็นรหัสว่า M31 กาแล็กซีแอนดรอมีดาเป็นกาแล็กซีรูปเกลียว (Spiral galaxy) คือมีลักษณะกลมแบนเหมือนจานสองใบประกบกัน มีแขนเกลียวยื่นออกมา คล้าย ๆ กันกับ แกแล็กซีทางช้างเผือกของเรา และยังเป็นกาแล็กซีที่มีขนาดใหญ่กว่าแกแลคซี่ทางช้างเผือกกว่าเท่าตัว คือมีขนาดประมาณ 200,000 ปีแสง(ทางช้างเผือกขนาดประมาณ 100,000 ปีแสง) และอยู่ใกล้ทางช้างเผือกมากที่สุด (คืออยู่ห่างไปเพียง 2.2ล้านปีแสง)

คนแรกที่สามารถวัดระยะทาง จากโลกไปถึง กาแล็กซีแอนดรอมีดาได้ คือเอ็ดวิน ฮับเบิล (ซึ่งต่อมากล้องโทรทรรศน์ลอยฟ้าฮับเบิล ก็ตั้งชื่อตามชายผู้นี้) เขาแสดงให้เห็นว่า ระยะทางจากโลกไปยังกาแล็กซีแอนดรอมีดานั้น มากกว่าขนาดของกาแล็คซีทางช้างเผือก ดังนั้น กาแล็กซีแอนดรอมีดาจึงอยู่นอกทางช้างเผือกของเรา (เป็นอีกกาแล็คซีหนึ่งต่างหาก) และมีขนาดใหญ่มาก ๆ

ถ้าถ่ายภาพกาแล็กซีแอนดรอมีดา ด้วยกล้องดูดาวกำลังขยายสูงมาก ๆ จะพบว่า มันมีกาแล็กซีเพื่อนบ้านเล็ก ๆ เป็นฝ้าจาง ๆ อีก 2กาแล็กซี คือ M32(NGC 221) และ M110(NGC 205)

Photo of M31, Andromeda Galaxy, from bedfordnights.com by permission of the author, John Lanoue.

ที่มา https://galaxy834blog.wordpress.com/
https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1390518894346259

5 เรื่องลึกลับ ตํานานอาถรรพ์ของอียิปต์โบราณ

เรื่องลึกลับ ตํานานอาถรรพ์ของอียิปต์โบราณ เรื่องเล่าชวนขนหัวลุกและเหลือเชื่อ พร้อมกับในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้
อารยธรรมอียิปต์โบราณ หรือ “ไอยคุปต์” คือหนึ่งในอารยธรรมที่มีความเก่าแก่มากที่สุดอารยธรรมหนึ่งของโลก เป็นอารยธรรมที่เรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย แถมยังเป็นที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างอย่าง “พีระมิด” ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและการพัฒนาทางการแพทย์อย่างการทำ “มัมมี่” อีกด้วย และนอกจากความยิ่งใหญ่อลังการที่อุดมไปด้วยประวัติอันล้ำค่าต่าง ๆ มากมายแล้วนั้น อารยธรรมอียิปต์โบราณ ยังมีตำนานลึกลับ ๆ ที่น่าสนใจที่บางคนอาจจะยังไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยก็ได้

download

1. พระนางคลีโอพัตรา กับรูปโฉมที่แท้จริง

พระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra VII) นับได้ว่าเป็นผู้ปกครองอียิปต์โบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ซึ่งในความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป เธอคือพระราชินีผู้ทรงเสน่ห์ที่สุด มีรูปโฉมที่งดงาม เพียบพร้อมไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายในเชิงพิศวาส สามารถมัดใจชายได้อย่างอยู่หมัด แต่แท้ที่จริงแล้ว เสน่ห์ของพระนางคลีโอพัตราไม่ได้อยู่ที่เนื้อหนังมังสาหรือความงดงามแห่งใบหน้าและเรือนกายเลย แต่อยู่ที่สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันคนต่างหาก โดยมีหลักฐานชิ้นหนึ่งที่บ่งบอกถึงความจริงเรื่องนี้ ก็คือการค้นพบรูปปั้นส่วนพระเศียรขององค์ราชินีและเหรียญที่มีภาพพระพักตร์ของพระนาง ซึ่งเป็นการค้นพบของนักโบราณคดีรายหนึ่ง

download

2. ความเชื่อเกี่ยวกับความตาย

ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อที่ว่า เมื่อคนตาย ดวงวิญญาณจากร่างไปเพียงชั่วคราว เพื่อเดินทางไปพบกับพระเจ้าในโลกหน้า แล้วจะกลับมาในวันหนึ่งข้างหน้า ทั้งนี้ เมื่อวิญญาณกลับมาแล้วก็ต้องมีร่างกายอยู่ และร่างที่จะอาศัยอยู่ได้ต้องเป็นร่างกายของตนเองเท่านั้น และด้วยความเชื่อนี้เองจึงทำให้เกิดวิธีการดูแลศพ หรือที่เรารู้จักกันอย่างดีกับการทำ “มัมมี่” (Mummy) เพื่อให้สภาพศพยังอยู่ในสภาพที่ดี ไม่เน่าเปื่อยนั่นเอง

download

3. การปรากฎตัวของเอเลี่ยน

ในทุกวันนี้กระแส “เอเลี่ยน” หรือมนุษย์ต่างดาว ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การปรากฎตัวของเอเลี่ยนมีให้เห็นมาแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ ก็มาจากภาพบนฝาผนังภายในสุสานในเมืองกิซ่า โดยหนึ่งในภาพบนฝาผนังนั้นมีการวาดภาพของเอเลี่ยนปะปนอยู่ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วย เพราะบางทีภาพ ๆ นี้ อาจจะเป็นเพียงแค่รูปของสิ่งของอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับเอเลี่ยนเท่านั้นเอง

download

4. ที่สุดแห่งการค้นพบ

อีกสิ่งหนึ่งที่น้อยคนนักจะนึกถึงและรู้จักเกี่ยวกับประวัติของอิยิปต์โบราณก็คือในเรื่องของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากมหาพีระมิดต่าง ๆ แล้ว ข้อมูลอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบกันนั้นก็คือ “เรือโซล่าร์” (Solar Boat) หรือเรือแห่งแสงอาทิตย์ที่เชื่อกันว่า จะเป็นพาหนะที่นำพาวิญญาณขององค์กษัตริย์ไปหาเทพเจ้าแห่งแสงอาทิตย์บนสวรรค์ได้ เรือโซล่าร์นี้สร้างขึ้นจากไม้มากกว่า 1,200 ชิ้น สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตกาล และอาจจะเป็นเพียงเครื่องบูชาพระศพในสุสาน ไม่ได้นำไปใช้ล่องในแม่น้ำจริง ๆ แต่อย่างใด

download

5. อักษรภาพอียิปต์โบราณ

อักษรภาพอียิปต์โบราณหรือที่เรียกกันว่า “ฮีโรกริฟฟิค” (Hieroglyphs) ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งในความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความชำนาญทางศิลปหัตถกรรม งานช่าง และการทำหนังสือของชาวอียิปต์โบราณถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของพวกเขาที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อพิธีกรรมและการดำรงชีวิตอย่างสูง สำหรับอักษรภาพอียิปต์โบราณนี้ เป็นภาพอักษรที่มักจะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับองค์ฟาโรห์ ราชวงศ์ การเมืองการปกครอง และเรื่องราวทางศาสนา ซึ่งจะมีปรากฎให้เห็นอยู่ตามวิหารและสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย โดยแต่ละภาพก็จะมีการสื่อความหมายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนี่เองจึงทำให้การค้นพบในครั้งแรก ๆ นั้น ก็สร้างความมึนงงให้เหล่านักสำรวจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ได้รู้ทั้ง 5  ตำนานนี้แล้ว บอกได้เลยว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับอารยธรรมอียิปต์ได้อย่างดีมาก ๆ เลยทีเดียว หวังว่าคงจะถูกใจเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องราวของดินแดนอียิปต์และประวัติศาสตร์โบราณกันนะจ๊ะ

ที่มา https://hilight.kapook.com/view/63328

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1362867507111398

 

ไขปริศนา ลึกลับ สโตนเฮนจ์ กลุ่มหินปริศนา สร้างมาเพื่ออะไร?

 

url

สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge ) หนึ่งในโบราณสถานลึกลับที่ยังคงหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ ว่าใครเป็นผู้สร้าง? สร้างเพื่ออะไร? สร้างได้อย่างไร? แต่ก่อนอื่น เราลองมาทำความรู้จักกับกลุ่มแท่งหินปริศนานี้กันดีกว่าครับ

D2CvQy2

สโตนเฮนจ์ ตั้งอยู่กลาง ทุ่งราบซัลลิสเบอร์รี (Salisbury Plain) บริเวณตอนใต้ของเกาะอังกฤษ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเพราะบริเวณโดยรอบนั้นไม่มีสิ่งปลูกสร้างอื่นใดเลย มีจำนวนแท่งหินทั้งหมด 112 ก้อน ตั้งเรียงเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง และวางเรียงในลักษณะที่ต่างกัน ทั้งวางนอน วางพาดกัน และวางตั้งขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณอายุของหินกลุ่มนี้ พบว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นมาเมื่อประมาณ 3,000–2,000 ปีก่อนคริสตกาลนู่นเลย สรุปคืออายุกว่า 5,000 ปีแล้ว!

การก่อสร้างสโตนเฮนจ์ใช้เวลาสร้างต่อเนื่องกันมาถึง 3-4 ระยะในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี คำนวนจากการที่หินแต่ละก้อน แต่ละชั้นมีอายุไม่เท่ากัน มาจากต่างยุคกัน ตั้งแต่ยุคหินตอนปลายจนถึงยุคสำริดตอนต้น สิ่งที่น่าสงสัยคือ บริเวณที่ราบดังกล่าวไม่มีก้อนหินขนาดมหึมานี้อยู่เลย ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือมาจาก “ทุ่งมาร์ลโบโร” (Marlborough Downs) ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตร และยังมีหินสีน้ำเงินหนักสี่ตัน ซึ่งพบได้บริเวณภูเขาพรีเซลีทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์ (สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก)

Stonehenge_wallpaper_012

เรื่องน่าพิศวงต่อมาคือ คนในยุคนั้นเขาเอาอะไรมายกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน แถมยังต้องลากมาจากสถานที่อื่นอันห่างไกล ดูแล้วสมัยนั้นไม่น่ามีเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน? ยังไม่รวมถึงเรื่องที่ต้องนำหินมาขัดแต่งให้มีความเหลี่ยม ความมน มีสลัก และเดือยซึ่งจะทำให้หินพาดกันได้อย่างพอดี มีความมั่นคง กล่าวกันว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลก โดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการสร้าง บ้างก็ว่าเป็นผลงานศิลปะของยักษ์ในยุคก่อน

สุดท้ายก็ยังไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้าง มีข้อสันนิษฐานมากมาย ยกตัวอย่างที่มีคนพูดถึงกันมาก เช่น

– ผู้คนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 เชื่อว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และบูชายัญมนุษย์ แค่แนวความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู

– สร้างเพื่อศึกษาด้านดาราศาสตร์ สังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา จันทรุปราคา เป็นเครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น

p1a4cds7581au01krhdhs1rvj1oe251

– ใช้เป็นสถานที่รักษา ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงและดนตรีจากมหาวิทยาลัยฮัดเดอร์ฟิลด์ค้นพบว่า แท่งหินมหึมาที่ตั้งตระหง่านเป็นวงกลมเหนือเนินดินสามารถสะท้อนเสียงได้อย่างวิเศษ นักวิจัยคาดว่าดนตรีที่เล่นกันบริเวณสโตนเฮนจ์คงเป็นเพลงที่มีจังหวะธรรมดาซ้ำๆ และให้สะท้อนก้องอยู่ในบริเวณนั้น ตรงกันกับเทคโนโลยีกลศาสตร์นาโน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยปรับปรุงงานวิจัยด้านการแพทย์ ด้านการผ่าตัด การผลิตอาหาร และเชื้อเพลิง

 

– เป็นสถานที่ประกอบพิธีศพ และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความตายของกลุ่มชนชั้นสูงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากการขุดพบโครงกระดูกของมนุษย์โบราณฝังอยู่ในบริเวณดังกล่าว ตั้งแต่ประมาณเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สโตนเฮนจ์เริ่มถูกสร้างขึ้น และคาดว่าน่าจะถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีศพสำหรับชนชั้นสูงในสมัยยุคหินยาวนานต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่า 500 ปี อย่างไรก็ดี แม้ผลการพิสูจน์โครงกระดูกที่ถูกขุดมาจากบริเวณสโตนเฮนจ์จะบ่งชี้ว่าสโตนเฮนจ์ถูกใช้เป็นสุสาน ก็ไม่ได้หมายความว่านั่นคือจุดประสงค์แรกมนุษย์ยุคก่อนสร้างสโตนเฮนจ์ขึ้นมา

 

ถึงทฤษฎีทั้งหลายในปัจจุบัน จะสามารถพิสูจน์ได้เป็นเหตุเป็นผล มีหลักฐาน มีตัวเลขสถิติสนับสนุนว่าเป็นความจริง แต่ก็ยังไม่มีทฤษฎีไหนเลยที่จะไขปริศนาอันลึกลับดำมืดของ “สโตนเฮนจ์” ได้อย่างกระจ่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า ใครเป็นผู้สร้าง? ยังเป็นสิ่งที่น่าค้นหา ติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา  http://Shutterstock.com
https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1350082931723189

สามเหลี่ยม เบอร์มิวดา The Bermuda Triangle ไขปริศนา น่านน้ำอาถรรพ์ หรือแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ?

“สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา” (The Bermuda Triangle) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “สามเหลี่ยมปีศาจ” (the Devil’s Triangle) อาณาเขตลึกลับและโด่งดังเรื่องมนุษย์ต่างดาว ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า เหตุใดทุกสิ่งที่ผ่านไปบริเวณนั้นจึงได้หายสาบสูญไป เสมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่บนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุใดก็ตาม เรามาลองทำความรู้จักกับสถานที่แห่งนี้กันก่อนครับ

p1881r7ajm659sht96sh8l1fj3

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้นเป็นอาณาเขตที่สมมติขึ้นมาในมหาสมุทรแอตแลนติก ถ้าลากเส้นจากจุดสามจุดเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่จุดแรกที่มหาสมุทรแอตแลนติคภาคตะวันตก ไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา และเปอร์โตริโก เชื่อมต่อกันเป็นรูปสามเหลี่ยม  เนื้อที่ประมาณ 1.2 ล้านตารางกิโลเมตร ภายในบริเวณนี้เองที่มีการหายสาบสูญแบบผิดปกติเกิดขึ้นทั้งอากาศยาน และเรือเดินสมุทร ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณบริเวณแนวชายฝั่งด้านใต้ โดยรอบหมู่เกาะบาฮามาสและช่องแคบฟลอริดา พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยมีเรือผ่านพื้นที่นี้เป็นประจำทุกวันมุ่งหน้าไปยังเมืองท่าในทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และหมู่เกาะแคริบเบียน เรือสำราญที่ผ่านพื้นที่นี้ก็มีมากเช่นกัน เรือเที่ยวเองก็มักจะมุ่งหน้าไปและกลับระหว่างฟลอริดากับแคริบเบียนอยู่เป็นปกติ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีการสัญจรทางอากาศอย่างหนาแน่น ทั้งอากาศยานพาณิชย์และส่วนตัว ซึ่งมุ่งหน้าไปยังฟลอริดา แคริบเบียน และทวีปอเมริกาใต้

 

shutterstock_136647635

 

จุดกำเนิดของเหตุการณ์เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 เป็นต้นมา  ปรากฎรายงานการหายสาบสูญอย่างผิดปกติในพื้นที่เบอร์มิวดาอย่างมากมาย เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทรจำนวนนับไม่ถ้วน ชีวิตมนุษย์อีกนับพัน ได้หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอยใดๆ ไม่มีซากศพ ไม่มีเศษชิ้นส่วนใดๆ ของเรือหรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญยังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียพยายามร่วมกันค้นคว้าหาคำตอบ ก็ยังไม่สามารถบอกสาเหตุ และวิธีทางป้องกันจากภัยลึกลับที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้

p1881r8hji18svkgg17se1epvc313

การหายสาบสูญที่โด่งดังมากที่สุดจนทำให้ชาวอเมริกันต้องให้ความสนใจกับที่แห่งนี้ ก็คือ “การหายสาบสูญของฝูงบิน 19” ฝูงบินกองทัพเรือสหรัฐ ที่หายสาบสูญไปพร้อมกันทั้งฝูง ประกอบด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดทีบีเอ็ม อแวงเกอร์ห้าลำ ซึ่งอยู่ในระหว่างการฝึกบิน พร้อมกับชีวิตนักบินและพลเรือนประจำเครื่องรวม 14 นาย ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1945 นิตยสารอเมริกันลีเจียน ฉบับประจำเดือนเมษายน ค.ศ. 1962 ตีพิมพ์ว่าก่อนการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้บังคับฝูงบินได้กล่าวว่า “เรากำลังเข้าสู่เขตน้ำขาว ไม่มีอะไรดูปกติเลย เราไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน น้ำทะเลเป็นสีเขียว ไม่ใช่สีขาว”

shutterstock_277884617

สอดคล้องกับลักษณะการหายสาบสูญของเครื่องบินส่วนใหญ่ ที่ส่วนมากก่อนจะขาดการติดต่อกับฐานปฏิบัติการ จะรายงานถึงสภาพทุกอย่างที่ปรกติ บรรยากาศ และทัศนวิสัย สงบแจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุ หลังจากนั้นก็จะหายไปแบบฉับพลัน ไม่มีแม้แต่การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS บางครั้งที่ก่อนเครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอที่จะแจ้งข่าวความผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการ ทุกรายงานแจ้งตรงกันว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องหมุนสะเปะสะปะไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้ากลายเป็นสีเหลืองมองดูคล้ายหมอกหนาทึบ ทั้งๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน ท้องทะเลที่เงียบสงบกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

p1881rblr713bn176114sj1s2nktq3

นักวิทยาศาสตร์ นักสมุทรวิทยา และผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ต่างก็พยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น ส่วนมากทำได้เพียงแค่ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยแบ่งได้หลายทฤษฏี (ขออนุญาตยกมาเฉพาะที่มีชื่อเสียง) ดังนี้ครับ

 

ทฤษฎีที่ 1 การแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก เป็นไปได้ว่า บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเป็นบริเวณที่สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับ และเข็มทิศประจำเครื่อง เครื่องบินจึงดิ่งลงสู่มหาสมุทร ถูกดูดกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว

 

ทฤษฎีที่ 2 ประตูมิติ เป็นไปได้ว่าบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ตั้งอยู่ในจุดสมดุลของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า กับพลังของสนามแรงโน้มถ่วง ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างที่เชื่อมต่อกับอีกมิติหนึ่งในห้วงเวลาอวกาศ เมื่อวัตถุหลุดผ่านเข้าไปอีกมิติแล้ว จะไม่สามารถกลับมาได้อีก

 

ทฤษฎีที่ 3 เทคโนโลยีชั้นสูง เป็นไปได้ว่าอาจมีมนุษย์ต่างดาวหรือมนุษย์ที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรบริเวณนั้นต้องการขโมยเรือหรือเครื่องบิน และสิ่งมีชีวิตลงไปใต้มหาสมุทรเพื่อศึกษาหรือทดลองบางอย่าง ข้อสันนิษฐานนี้ก็สอดคล้องกับรายงานที่ว่า มีผู้พบเห็นจานบินลึกลับร่อนไปร่อนมาเหนือสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าอยู่หลายครั้ง

 

ทฤษฎีที่ 4 กระแสน้ำวนมหาศาล นักประดาน้ำมักจะพบเห็น”ปล่องน้ำเงิน” อยู่ตามหุบผาใต้น้ำ และแหล่งหินปะการัง ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามัส มีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่องใต้ทะเล โดยทั่วไปเป็นที่อยู่ของปลาที่ไม่ค่อยได้พบกันที่ผิวน้ำ ปล่องเหล่านี้เกิดจากถ้ำหินประการังถูกกัดกร่อนด้วยกระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี ปล่องจำนวนมากต่างมีทางแยกออกไปในหลายทิศทาง มีกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วยคนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว

 

ทฤษฎีที่ 5 ก๊าซมีเธน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโมนาช กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย รายงานว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีก๊าซมีเธนอยู่ใต้ท้องทะเลเป็นจำนวนมาก จนปะทุขึ้นเหนือท้องทะเล  ซึ่งก๊าซมีเธนนี้ เมื่อขยายตัวเป็นวงกว้างแล้ว ไม่ว่าวัตถุใด ๆ เคลื่อนที่ผ่าน มันก็จะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างให้จมลงสู่ห้วงทะเลลึกอย่างรวดเร็ว

shutterstock_174176810

แต่สุดท้าย ทุกทฤษฎีก็ยังไม่อาจให้ความกระจ่างชัดแก่เราได้ เนื่องจากยังไม่มีใครที่เดินทางไปพิสูจน์ได้ เพราะบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามีอาณาบริเวณที่กว้างมาก ตั้งแต่ ฟลอริด้า-เปอร์โตริโก-เกาะเบอร์มิวดา กินพื้นที่ประมาณ 4.4 แสนตารางไมล์ เพราะฉะนั้นการค้นหาเพื่อพิสูจน์ในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีองค์กรของรัฐและเอกชนต่างให้ความสนใจในการสำรวจ โดยหวังว่าจะเจอหลักฐานอะไรก็ตามที่นำมาใช้ไขปริศนาของ “ดินแดนอาถรรพ์” แห่งนี้ได้

ที่มาhttp://travel.truelife.com/detail/53033
https://web.facebook.com/rmutphysics/?hc_ref=PAGES_TIMELINE&fref=nf

หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด หรือ แขนกลหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

ขอเชิญท่านรู้จักกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ของ รพ.กรุงเทพภูเก็ต

โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยระดับโลก มาใช้ในการรักษาผู้ป่วย โดยนำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (ดาวินชี่) เข้ามาช่วยในการผ่าตัดผู้ป่วยเป็นแห่งเดียวในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ

การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ทำให้การผ่าตัดสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น มีแขนกล้องสามารถมองเห็นเป็นแบบ 3 มิติ มีความละเอียดสูง (High Definition: HD) และแขนที่ทำงานคล้ายมือของคน ซึ่งจะช่วยทำให้การผ่าตัดมีความละเอียดและแม่นยำมากขึ้น ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง การผ่าตัดมีความปลอดภัยมากขึ้น เจ็บน้อยลง รวมทั้งสามารถลดภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัด สามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น

Robotic-Surgery-Da-Vinci

 

ที่มา http://www.phukethospital.com/Thai/Hospital-Innovation/Robotic-Surgery.php
https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1343034819094667

เทรนด์เทคโนโลยี 2020

Ericsson ConsumerLab หน่วยงานวิจัยของ Ericsson ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สำรวจผู้ใช้มือถือทั่วโลกอายุระหว่าง 15-69 ปี ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ อาศัยอยู่ในเมือง โจฮันเนสเบิร์ก ลอนดอน เม็กซิโกซิตี นิวยอร์ก มอสโคว์ ซานฟรานซิสโก เซาเปาลู เซียงไฮ้ ซิดนีย์และโตเกียว เป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรจำนวน 85 ล้านคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ พบ 5 เทรนด์ยอดนิยมของกลุ่มผู้บริโภคดังนี้

1.The Streamed Future อนาคตกับการรับชมแบบสตรีม

4

ในอนาคตวีดีโอสตรีมมิ่งจะกลายมาเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมแซงหน้า Broadcast (จากการสำรวจกลุ่มเป้าหมายอายุ 16-45 ปี) โดย 3 ใน 4 ของกลุ่มสำรวจยอมรับว่าพวกเขาดูวีดีโอสตรีมมิ่งโดยเฉพาะการดู Youtube ผ่านสมาร์ทดีไวซ์ มากกว่าการดูทีวีตามผังรายการ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดการใช้ดาต้าทั่วโลกมาจาก Entertainment สตรีมมิ่ง

2. Helpful Homes บ้านที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อาศัย

5

ผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างมากในการติดตั้งเซนเซอร์ในบ้านที่สามารถแจ้งให้ทราบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับน้ำและไฟฟ้าอะไรบ้างหรือสมาชิกครอบครัวนั้นออกไปข้างนอกหรือกลับบ้านเมื่อไหร่ และครึ่งหนึ่งของผู้ถูกสำรวจอยากเห็นอุปกรณ์ในบ้านเชื่อมต่อกับมือถือ ส่วนในประเทศไทยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ในบ้านกับสมาร์ทโฟนสูงมากถึง 11% และ 43% สนใจการเชื่อมต่อดีไวซ์ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งอาจจะน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ แต่ความสนใจอุปกรณ์เชื่อมต่อเหล่านี้กับมีมากกว่าทั้ง 2 ประเทศนี้

3. Mind Sharing การสื่อสารผ่านทางความคิด

6

การสื่อสารผ่านทางความคิดเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดในปัจจุบันได้เป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ Mind Sharing ผ่าน Deviceในรูปแบบต่างๆ ที่เปลี่ยนให้ผู้บริโภคพัฒนาศักยภาพตัวเองได้มากขึ้น และจากผลสำรวจพบว่าผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนถึง 40% ต้องการ Wearable Device ที่เชื่อมต่อทางความคิด และ 60%เชื่อมั่นว่า Device ในรูปแบบนี้จะกลายเป็นจะกลายเป็นกระแสหลักที่เห็นได้เด่นชัดขึ้นในปี 2563

4. Smart Citizens พลเมืองอัจฉริยะ

7

Smart Citizens ไม่ได้ทำให้คนฉลาดขึ้น แต่ทำให้คนมีข้อมูลที่มีอยู่มาประมวลผลและนำมาใช้ในการตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ที่ให้พฤติกรรมในชีวิตประจำวันผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยมากกว่า 70% ของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเชื่อว่า Application ที่ต่างๆ ในรูปแบบ Active City Application เช่นแผนที่ที่แสดงการจราจรแบบเรียลไทม์ การตรวจสอบการใช้พลังงานภายในบ้านทั้งแก๊ส น้ำ ไฟฟ้า และการตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาและอื่นๆ ที่ยกระดับชีวิตให้ดีขึ้นจะกลายเป็นแอพที่สำคัญที่สุดในปี 2563 โดย 76% ของผู้บริโภคต้องการแอพลลิเคชั่นที่แสดงการจราจรแบบเรียลไทม์ 70% แอพใช้ตรวจสอบการใช้พลังงานภายในบ้าน และ66% แอพตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาและอื่นๆ

5.The Sharing Economy เศรษฐกิจแบบแบ่งปันกัน8

 

อินเทอร์เน็ตได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคสู่โลกของการแบ่งปันในเรื่องต่างๆ มากขึ้น และก่อให้เกิดเทรนด์ของเศรษฐกิจแบบแบ่งปันในรูปแบบต่างๆ เช่น บริการ airBNB ที่เปิดโอกาสให้บ้านพักทั่วไปนำห้องว่างมาเปิดบริการห้องพักให้กับนักเดินทางทั่วโลก

ที่มา http://marketeer.co.th/2015/01/10-digital-trend/
https://www.google.co.th/search?q=เทคโนโลยีในอนาคต
https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1335329833198499

Sony Nextep Computer คอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคตปี2020

 
rgaEaa0rCpภาพจาก  blog.sogoodweb.com/

หากพูดถึงเทคโนโลยีในทุกวันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ  คุณเคยจินตนาการถึงวันของคุณในปี 2020ไหม? เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและรูปร่างหน้าตาของอุปกรณ์ต่างๆ ก็เริ่มจะมีเค้าโครง ไปสู่โลกอนาคตตามที่คาดการณ์กันไว้แล้ว รวมเทคโนโลยีระหว่างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีการแพร่ภาพกระจายเสียง เป็นการใช้เทคโนโลยี Cloud ร่วมกับทัชสกรีน คอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคต Sony Nextepคอมพิวเตอร์แห่งปี 2020

Sony6 ภาพจาก  blog.sogoodweb.com/

คอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคต Sony Nextep คอมพิวเตอร์แห่งปี 2020 คอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคต ปี2020 เตรียมเสียเงินกันอีกแล้วสำหรับคอไอทีทั้งหลายเมื่อ Sony ได้คิดค้นคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต Sony Nextep Computer มีลักษณะเป็นคอมพิวเตอร์ข้อมือมีคอมพิวเตอร์เป็นโครงสร้างที่ยืดหยุ่นด้วยหน้าจอ OLED Touchscreen มีเทคโนโลยี Holographic Projector, Pull-Out Extra Keyboard และที่สำคัญมันจะอยู่บนข้อมือของคุณด้วย สามารถพกพาได้ สะดวกสบาย ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เจ๋งไหมละคราวนี้ก็ไม่ต้องแบกโน๊ตบุ๊คให้เมื่อยกันอีกแล้ว

Sony7 Sony5ภาพจาก  blog.sogoodweb.com/
ที่มา http://blog.sogoodweb.com/
https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1324740724257410

Tech Tats นวัตกรรมหมึกนำไฟฟ้ารอยสักบนผิวหนัง สู่วงการแพทย์

c97d4cacภาพจาก energysavingmedia.com/

Tech Tats ได้ใช้วิธีการ หมึกนำไฟฟ้า มาสร้างแผงวงจร ซึ่งผ่านการพิจารณาแล้วว่า เหมาะกับผิวหนังของมนุษย์ โดยไม่เป็นการรบกวนการสวมใส่ เพราะมันจะฝังลงที่ผิวหนัง Tech Tats มาตรฐานเดียวกันกับ Smartwatches พร้อมทั้งยังสามารถใส่ออกกำลังกายได้ เหมือนกับเป็นเครื่องประดับ

Tech Tats มีความสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบอุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิต ระดับความเครียด และอัตการเต้นของหัวใจ แล้วจึงส่งข้อมูลผ่านไปยังApplication ในโทรศัพท์มือถือหรือทางคอมพิวเตอร์

594249b7ภาพจาก energysavingmedia.com/

ตำแหน่งแหน่งของ Tech Tats อยู่บนผิวหนังเป็นระนาบเดียวกัน ซึ่งวงจรที่สมบูรณ์แบบนั้นยังสามารถกำหนดการปกปิดหรือเปิดเผยข้อมูลของเราได้ โดยที่เราสามารถเลืเองว่าจะให้หมึกนำไฟฟ้าแสดงตัวขึ้นหรือไม่

6847a59cf3f1f40c ภาพจาก energysavingmedia.com/

การออกแบบนั้น เป็นการผสมผสานการ DIYใช้ไฟ LED ไมโครคอนโทรลเลอร์หมึกนำไฟฟ้า สำหรับผลที่ได้ในตอนนี้ นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่หมึกนำไฟฟ้านั้นยังคงต้องทำการพัฒนาต่อไปเพื่อให้เกิดการใช้งานที่นานขึ้นและสมรรถภาพที่ดีขึ้น

การใช้งาน Tech Tats จะเริ่มใช้งานขึ้นเป็นอย่างมากขึ้น เริ่มต้นด้วยการนำไปสู่วงการแพทย์ขยายไปยังวงการการเงิน รวมทั้งการทำบัตรประจำตัว ที่มุ่งเน้นการใช้งานในกรณี อื่นๆ เช่น กระเป๋าเงินหาย ที่ใส่แล้วสามารถระบุข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนได้ เชื่อมโยงไปสู่ข้อมูลธนาคาร โดยไม่ต้องห่วงเรื่องบัตรหายแล้วจะมีคนนำไปใช้อีก หรืออย่างเช่น ใช้กับบุตรหลาน ในระหว่าง การออกนอกบ้าน ไปยัง สถานที่ที่วุ่นวายซึ่งเป็นวิธีที่ ง่ายต่อการติดตาม พวกเขาใน กรณีที่คุณ แยกออกจากกัน ปัจจุบันยังมีการพัฒนาวงจร ทั้งเทคโนโลยี เช่นเดียวกันกับการพัฒนา หมวดการใช้งานอื่นที่เกี่ยวข้อง

ที่มา EnergySavingMedia.com
 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1316817738383042