คลังเก็บหมวดหมู่: รัชพล มาลัย

แว่นตาอัจฉริยะ Moverio BT-300 จากเอปสัน คว้ารางวัลสุดยอดดีไซน์จาก Red Dot Award 2017

iq40dbd99d8efd4bcfe496b0192cfb15c7

แว่นตาอัจฉริยะ Moverio BT-300 สามารถคว้ารางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Product Design) จาก Red Dot Award ประจำปี 2017 เป็นการประกาศรางวัลด้านการออกแบบระดับโลก จัดขึ้นตั้งแต่ปี 1955 โดยสถาบันการออกแบบดีไซน์ เซ็นทรัม นอร์ดไฮน์ เวสต์ฟาเลน (Design Zentrum Nordrhein Westfalen) ซึ่งเกณฑ์การตัดสินจะคัดเลือกสินค้าที่มีการออกแบบอันโดดเด่น รวมถึงจะต้องมีความพิเศษด้านอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ ด้านนวัตกรรม ฟังก์ชั่นการทำงาน หรือความทนทาน เป็นต้น

Moverio BT-300 เป็นแว่นตาอัจฉริยะชนิดโปร่งแสง OLED BINOCULAR ที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีการแสดงภาพ Micro Si-OLED แบบใหม่ จึงสามารถแสดงภาพที่มีความคมชัดสูง ให้ความละเอียดสูง สร้างภาพ AR แบบไร้รอยต่อให้เป็นภาพเสมือนจริงที่มีความโปร่งใสไม่มีขอบและยังมีน้ำหนักเบาที่สุดในโลกอีกด้วย

มร.ฮิโรอากิ ซากาอิ ผู้จัดการทั่วไป แผนกการออกแบบผลิตภัณฑ์เสมือนจริง (Visual Products) บริษัท ไซโก เอปสัน คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เอปสันพยายามอย่างสุดความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า สำหรับ Moverio BT-300 เป็นแว่นตารุ่นที่มีความโดดเด่นมากกว่ารุ่นก่อนหน้า เหตุผลที่ชนะใจกรรมการเพราะ Moverio BT-300 ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกเหมือนการสวมแว่นตาแบบปกตินั่นเอง เอปสันขอยืนยันว่าเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปในอนาคตอย่างแน่นอน”

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/prg/2633744

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1423855774345904

โคตรเจ๋งและเท่มาก!!! มาบินโดรนผ่านหน้าจอคอมฯ กัน

โคตรเจ๋งและเท่มาก!!! มาบินโดรนผ่านหน้าจอคอมฯ กัน

เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคปี 2020 แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่า ชุดจรวด หรือ Jetpack ที่จะพาเราบินไปไหนมาไหนได้แบบไม่ต้องง้อเครื่องบินก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง หลายๆ คนเลยเบนความสนใจมาบินสำรวจท้องฟ้าด้วยเครื่องบินโดรน แต่แน่นอนว่าโดรนลำใหญ่ๆ ที่ใช้งานได้จริง และสู้กระแสลมได้ดี นั้นก็มีราคาขายที่สูงเอาการ แถมยังต้องเสียเวลา เสียค่าเดินทางไปยังสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์สวยๆ เพื่อเอาโดรนขึ้นบินเก็บภาพบรรยากาศ แถมยังเสี่ยงกับการต้องจ่ายค่าซ่อมในกรณีที่บินตก หรือบินไปชนกับอะไรเข้า และพอเจอค่าซ่อมเข้าไปหนักๆ ก็อาจทำให้บางคนล้มเลิกความตั้งใจในการเล่นโดรนไปเลยก็มี

โคตรเจ๋งและเท่มาก!!! มาบินโดรนผ่านหน้าจอคอมฯ กัน
โคตรเจ๋งและเท่มาก!!! มาบินโดรนผ่านหน้าจอคอมฯ กัน
โคตรเจ๋งและเท่มาก!!! มาบินโดรนผ่านหน้าจอคอมฯ กัน

Cape เป็นบริษัทน้องใหม่ ที่นำเสนอไอเดียธุรกิจสุดล้ำ ที่เปิดโอกาสให้คุณได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในบ้านของคุณ ควบคุมโดรนของจริงผ่านอินเทอร์เน็ต บินไปเหนือสภาพภูมิประเทศที่มีความสวยงาม เราไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และไม่ต้องเสี่ยงกับการเสียค่าซ่อมในกรณีที่โดรนตกอีกด้วย ซึ่งเป็นแนวคิดการเสนอขายบริการที่เข้าท่ามาก และตอบความต้องการของผู้คนที่นิยม การนำโดรนขึ้นบินเพื่อเก็บภาพบรรยากาศสวยๆ ได้เป็นอย่างดีเลย

โดยในช่วงแรก สถานที่ขึ้นบินโดรนของ Cape อยู่ในแถบรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองที่มีชายหาดและทิวทัศน์สวยงาม ชมภาพวิวสดๆ สวยๆ บนท้องฟ้าได้แบบไม่ต้องขยับร่างออกจากบ้าน และการบินโดรนผ่านอินเทอร์เน็ตแบบนี้ ทาง Cape ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เขาออกแบบให้เราควบคุมโดรนผ่านเมาส์และคีย์บอร์ดได้อย่างง่ายดาย (อารมณ์คล้ายเล่นเกมส์ขับเครื่องบิน แต่ภาพวิวที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นภาพจริงแบบเรียลไทม์ ที่ถูกส่งมาจากกล้องบนตัวโดรน) และการบินโดรนแบบนี้มีข้อดีตรงที่ ผู้ที่ทำการบินไม่ต้องมีใบอนุญาตบินโดรน และไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมเมื่อโดรนตก (คาดว่าระบบการบินโดรนของ Cape ฉลาดพอที่จะป้องกันการตกได้)

โดยในเวลานี้ บริการบินโดรนผ่านอินเทอร์เน็ตของ Cape ยังอยู่ในช่วง Beta ทดลองการใช้งาน และกำลังมีการแก้บัค รวมถึงแก้ปัญหาเรื่องความหน่วงของระบบ คาดว่าระบบของ Cape จะออกมาสมบูรณ์แบบเมื่อพวกเขาเปิดให้บริการ

โคตรเจ๋งและเท่มาก!!! มาบินโดรนผ่านหน้าจอคอมฯ กัน

ไฟล์ทการบินโดรนของคุณ เริ่มต้นด้วยหน้าจอที่แสดงรายละเอียดการควบคุมโดรนผ่านคีย์บอร์ดและเมาส์ ที่ซ้อนทับอยู่บนภาพจากกล้องบนตัวโดรนแบบเรียลไทม์ กดปุ่ม Enter บนคีย์บอร์ด โดรนก็จะลอยตัวขึ้นจากพื้นโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นก็ควบคุมทิศทาง และระดับความสูง รวมถึงทิศทางการแพนกล้องบนตัวโดรน ผ่านคีย์บอร์ดและเมาส์ ซึ่งดูแล้วง่ายมากเลย อย่างไรก็ดี ทาง Cape ได้มีการจำกัดขอบเขตพื้นที่การบินโดรน และมีระบบป้องกันไม่ให้โดรนของเราบินไปชนกับโดรนลำอื่นด้วย และในอนาคตทาง Cape แย้มมาว่าจะเพิ่มโลเคชั่นใหม่สำหรับการบินโดรน ในประเทศที่มีภูมิประเทศสวยงามอย่าง นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ด้วย

บริการของ Cape น่าจะทำให้การบินโดรน เป็นอะไรที่สนุกสนานและผ่อนคลายอย่างแท้จริง ไม่ต้องลงทุนกับโดรนราคาแพงๆ และไม่ต้องคอยลุ้นทุกครั้งที่เอาโดรนขึ้นบิน ว่ามันจะไปเกี่ยวหรือไปชนกับอะไรเข้าหรือไม่ มันน่าสนุกไหมหล่ะที่เราจะได้บินโดรนเหนือภูมิประเทศสวยๆ ในขณะที่นั่งอยู่น่าจอคอม ก็ได้แต่หวังว่าทาง Cape จะเปิดให้คนทั่วโลกได้ใช้บริการสุดเจ๋งแบบนี้นะ

ที่มา https://news.thaiware.com/9976.html

นิด้าโพล เผย คนไทย ใช้เน็ตบนมือถือไม่เคยพอ ชี้ “เน็ตปรับลดสปีด” เป็นปัญหาใหญ่

คนไทยใช้เน็ตบนมือถือพุ่ง นิด้าโพล เผย ผลสำรวจความคิดเห็นพฤติกรรมการใช้เน็ตบนมือถือ ชี้ กว่าครึ่งคนไทยไม่เข้าใจแพ็คเกจ ‘ใช้เน็ตได้ไม่อั้น’ ผู้ใช้บริการแบบรายเดือน เจอปัญหาใหญ่ ‘เน็ตปรับลดสปีด’ ขณะที่ ผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน รู้ไม่เท่าทันข้อจำกัด ’โปรเสริม’

จากอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย จนมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของคนไทย จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นไปในที่สุด ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” จึงทำการสำรวจความคิดเห็นพฤติกรรมการใช้เน็ตบนมือถือ ในกลุ่มตัวอย่างคนไทยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,529 คน ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 2560 เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อผู้บริโภคมากขึ้น

โดยพบว่าปัญหาหลักที่พบจากการใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตทางมือถือ

  1. ต้องการการใช้อินเทอร์เน็ตมีมากกว่าแพ็กเกจที่ทางผู้ให้บริการเสนอขายอยู่ คิดเป็นร้อยละ 43.99
  2. ราคาของแพ็กเกจสูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตให้เพียงพอกับความต้องการใช้ได้ คิดเป็นร้อยละ 36.01
  3. แพ็กเกจของผู้ให้บริการมีความซับซ้อน เข้าใจยาก บางครั้งจึงได้ในสิ่งที่ไม่ตรงตามความต้องการ คิดเป็นร้อยละ 28.47

จากสองอันดับแรก นับได้ว่าร้อยละ 80.00 ของกลุ่มตัวอย่างมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตพุ่งสูงเกินกว่าแพ็กเกจที่ผู้ให้บริการนำเสนอขายในปัจจุบัน นอกจากนี้ผลสำรวจระยะเวลาการใช้งานเน็ตบนมิอถือ พบว่า

  1. ใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 24.72
  2. ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 21.91
  3. ใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 19.23

วัตถุประสงค์ในการใช้อินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่

  1. ใช้เพื่อพูดคุยติดต่อกับบุคคลที่รู้จัก คิดเป็นร้อยละ 85.61 โดยผ่าน Line Facebook และ Instagram ตามลำดับ
  2. โพสข้อความ/รูปภาพ คิดเป็นร้อยละ 63.90 โดยผ่าน Facebook Instagram และ Line ตามลำดับ
  3. ติดตามข่าวสารทั่วไป เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม กีฬา คิดเป็นร้อยละ 55.79 ตามลำดับ

เมื่อสอบถามถึงความเข้าใจเกี่ยวกับแพ็คเกจแบบ ‘ใช้ได้ไม่อั้น’ หรือ ‘Unlimited’

  1. ร้อยละ 49.05 เข้าใจว่า เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตจนถึงจุดหนึ่งที่กำหนดไว้ในแพ็กเกจ อินเทอร์เน็ตจะถูกปรับลดความเร็ว แต่ยังใช้ต่อไปได้ ซึ่งไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกลุ่มสำรวจ
  2. ขณะที่ร้อยละ 35.45 ที่เข้าใจว่าสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด ด้วยความเร็วที่ดีที่สุดของเครือข่ายมือถือนั้น
  3. อีกร้อยละ 15.30 เข้าใจว่า สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด ตามจำนวนวันที่ซื้อ

เมื่อสำรวจเจาะลึกถึงปัญหาของผู้ใช้บริการแบบรายเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้เน็ตได้ไม่อั้น พบว่าปัญหาใหญ่ของกลุ่มนี้ คือ

  1. ‘เน็ตปรับลดสปีด’ร้อยละ 40.25 อินเทอร์เน็ตจะถูกปรับลดสปีด ทำให้วิ่งช้าลง เมื่อการใช้งานผ่านไประยะหนึง
  2. รองลงมา ร้อยละ 35.17 จำนวนอินเทอร์เน็ตที่ให้มาตามแพ็กเกจ ไม่เคยใช้พอ
  3. ร้อยละ 21.89 ค่าโทรที่ให้มาตามแพ็กเกจ ไม่เคยใช้พอ

ด้านปัญหาผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน พบว่า

  1. ร้อยละ 41.18 เจอปัญหาโปรเสริมมีข้อจำกัดมากมาย บางครั้งไม่สามารถรู้เท่าทัน จึงทำให้เสียเงินไปในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือได้จำนวนเน็ตหรือโทรที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้
  2. ร้อยละ 26.66 โปรเสริมมีมากมาย ซับซ้อน ยุ่งยาก ไม่เข้าใจรายละเอียดในการใช้งาน
  3. ร้อยละ 20.45 ยอดเงินที่เติมหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

ทั้งนี้ระดับความพึงพอใจต่อแพ็กเกจในอุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่ จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า

  • ผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน มีความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.52 คะแนน
  • ผู้ใช้บริการแบบรายเดือน มีความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.67 คะแนน

สำหรับข้อเสนอแนะ หรือวิธีการแก้ไขปรับปรุงเกี่ยวกับแพ็กเกจแบบรายเดือน หรือแพ็กเกจแบบเติมเงิน พบว่า

  1. ร้อยละ 28.38 สัญญาณอินเทอร์เน็ตควรมีความเร็วสม่ำเสมอ
  2. ร้อยละ 16.59 ควรปรับปรุงสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้มีความเสถียร
  3. ร้อยละ 15.72ควรเพิ่มจำนวนชั่วโมงเน็ตที่เยอะขึ้นแต่ราคาแพ็กเกจถูกลง
ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาที่แท้จริงของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ ซึ่งความสับสนเกี่ยวกับแพ็คเกจแบบใช้ได้ไม่จำกัด เป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้ให้บริการต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือออกแพ็กเกจที่ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น ผู้ใช้บริการรายแบบเดือนประสบปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพและปริมาณของสัญญาณทั้งอินเทอร์เน็ตและการโทร ขณะที่ผู้ใช้บริการแบบเติมเงินประสบปัญหาเกี่ยวกับโปรโมชั่นเสริมและยอดเงินเป็นหลักปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยเป็นอย่างมาก การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์แบบพกพา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว และที่สำคัญอินเทอร์เน็ตยังเป็นอีกสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น ทั้งในด้านการสื่อสาร การศึกษาข่าวสาร และการค้า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ในมูลค่าที่เหมาะสม เป็นความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคไทย ควรได้รับจากผู้ให้บริการสัญญาณดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาคที่มา https://www.beartai.com/article/tech-article/149787

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1401630023235146

 

FITBIT เปิดตัว ALTA HR สายรัดข้อมือใหม่ที่สวย บาง และวัดชีพจรได้ พร้อมเปิดตัวระบบตรวจการนอนหลับแบบละเอียด

alt="Fitbit Alta HR"Fitbit ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Alta HR ซึ่งเป็นการนำสายรัดข้อมูลรุ่น Alta เดิม ที่เน้นความสวยงาม มาเพิ่มคุณสมบัติการจับชีพจร ซึ่ง Fitbit บอกว่าผู้ใช้ Alta ร้องขอมากที่สุด

Alta HR มาพร้อมความบาง ซึ่งบางกว่า Fitbit Charge 2 อยู่ 25% รวมทั้งระบุว่าเป็นสายรัดข้อมือตรวจจับที่บางที่สุดในโลกตอนนี้ ส่วนแบตเตอรี่อยู่ได้นาน 7 วัน นอกจากนี้ตัวสายข้อมือก็มีหลากหลายแบบให้ปรับเปลี่ยน และใช้ร่วมกับ Alta เดิมได้ด้วย

นอกจากนี้ Fitbit ยังเปิดตัวเครื่องมือตรวจจับการนอนหลับใหม่ 2 อย่าง ซึ่งมีการพัฒนาร่วมกับนักวิจัยโดยอาศัยฐานข้อมูลการนอนหลับที่ Fitbit เก็บไว้มากกว่า 3 พันล้านชุด ได้แก่ Sleep Stages ที่จะแสดงข้อมูลการนอนหลับแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ หลับไม่สนิท, หลับลึก และการหลับแบบ REM ส่วนเครื่องมืออีกตัวคือ Sleep Insights เป็นการวิเคราะห์ผลการนอนหลับและให้คำแนะนำ โดยอิงฐานข้อมูลที่มีอยู่

Sleep Stages จะทำงานร่วมกับ Fitbit เฉพาะรุ่น Alta HR, Blaze และ Charge 2 ส่วน Sleep Insights ใช้ได้กับ Fitbit ทุกรุ่นที่สามารถตรวจจับการนอนหลับได้ โดยคุณสมบัตินี้จะเพิ่มมาได้แอพอัพเดตหลังจากที่ Alta HR วางจำหน่าย

Alta HR มีราคาขายเริ่มต้นที่ $149.95 และจะวางจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปเดือนเมษายน

 

alt="Fitbit Alta HR"

alt="Sleep Stages"

อ้างอิง จาก https://thaitechnewsfeed.com/2017/03/06/fitbit-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7-alta-hr-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%83/

Google เผยของเล่นใหม่ให้คุณได้ลองกับ Street View of Tiny World กับโลกจิ๋วเสมือนจริง

ฟีเจอร์ Street View บน Google Maps นั้นจะเป็นการเผยภาพแบบ 360 องศารอบทิศทางให้ทุกๆ ท่านได้เห็นครับว่าที่ถนนหรือบริเวณที่ท่านต้องการจะไปนั้นมีอะไรอยู่บ้าง โดยหลายปีที่ผ่านมานั้น Google ได้เก็บข้อมูลดังกล่าวนี้เรียกได้ว่าแทบจะทุกหนแห่งทั่วโลกแล้วก็ว่าได้ครับ ถึงแม้ว่าการเก็บภาพทั่วโลกเราจะดูเหมือนกับยากทว่าในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ยากอะไรเลยครับเพราะมันเป็นการทำงานในสเกลใหญ่ที่เราสามารถใช้คนปกติทำงานได้ เมื่อ Street View ของโลกสำเร็จทาง Google จึงได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการประกาศ Street View สำหรับ Miniatur Wunderland ใน Hamburg, Germany ซึ่งเป็นเสมือนกับสถานที่จำลองรางรถไฟจิ๋วที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาครับ

ministreetview 600 01

ministreetview 600 03

Miniatur Wunderland นั้นเป็นโลกขนาดสมมุติที่มีพื้นที่อยู่ที่ 1,300 ตารางเมตร ภายในโลกแห่งนี้ประกอบไปด้วยรางรถไฟยาวกว่า 15,400 เมตร, i5wa 930 ขบวน, รถม้า 14,450 คัน, ไฟสำหรับส่องสว่าง 335,000 ดวง, ต้นไม้ 228,000 ต้นและหุ่นมนุษย์ในท่าทางต่างๆ กันกว่า 215,000 ตัวครับ วิธีการเก็บภาพ Street View สำหรับ Miniatur Wunderland นั้นยังคงเหมือนเดิมคือ Google จะมีรถคันเล็กๆ ที่ติดกล้องท่องไปทั่วโลกแห่งนี้ผ่านทางท้องถนนและรถไฟที่ติดกล้องสำหรับเอาไว้เก็บภาพเพื่อนำมาประกอบกันจนทำให้เราได้เห็นเป็น Street View สำหรับ Miniatur Wunderland ครับ

ภายในเมือง Miniatur Wunderland จะมีสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ ของโลกมารวมเอาไว้ไม่ว่าจะเป็น soccer stadium, the ski slopes of Austria, Oktoberfest, the Grand Canyon, Las Vegas และ Mount Rushmore ครับ(ของไทยเรานั้นเท่าที่เห็นจะมีเครื่องบินที่ติดสายการบินไทยอยู่ครับ)

ministreetview 600 02

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1354030361328446

 

มองเผินๆเหมือนสเก็ตบอร์ด แต่นี่คือรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาด..เล็กที่สุดในโลก ใส่กระเป๋าเป้ได้สบายๆ

หากดูจากภายนอก เจ้านี่มีหน้าตาคล้ายสเก็ตบอร์ดขนาดเล็กที่สามารถเคลี่ยนที่ได้ด้วยมอเตอร์ สามารถใส่กระเป๋าเป้ไปไหนมาไหนได้แบบสบายๆ นับเป็นแก็ดเจ็ตสุดล้ำที่ใช้พลังงานน้อยสุดๆ ใครที่ต้องเดินใกล้ๆ ก็แนะนำเจ้าเครื่องนี้เลย!

CarWalk กลายเป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่สุดในโลก ที่ผลิตขึ้นโดย Cocoa Motors บริษัทในญี่ปุ่น ที่กำลังเปิดจองเรียบร้อยแล้วในขณะนี้ เพียงคุณขึ้นไปยืนก่อนจะบังคับด้วยการทิ้งน้ำหนักในการบังคับ สามารถวิ่งขึ้นเนิน และวิ่งในทาง

วัสดุของเจ้านี้ทำจาก อลูมีเนียมน้ำหนักเพียง 2.8 กิโลกรัม มีขนาดเพียง 13 นิ้ว สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 10 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ชั่วโมง ทำความเร็วได้ 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่สำหรับราคาเอาเรื่องเหมือนกัน นี่ขนาดปัจจุบัน ลด 50 เปอร์เซ็นต์ สนนราคาก็ยังอยู่ที่ 1,280 ดอลลาร์หรือ 45,000 บาทเชียวหละ สามารถเริ่มสั่งจองได้แล้วตอนนี้ แต่จะจัดส่งใน กันยายนปีหน้านะจ้ะ

ที่มา  http://board.postjung.com/999838.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1332147423516740

Xerogel วัสดุพอลิเมอร์ที่น่าตื่นเต้น

ความคาดหวังของมนุษย์ทุกคน คงจะเป็นเรื่องของ ความต้องการให้วัสดุที่แตกไปแล้ว สามารถนำกลับมาต่อใหม่ โดยไม่มีรอยต่อ และยังสามารถนำมาใช้งานได้เช่นเดิม ดังเช่นผิวหนังของมนุษย์ ที่เมื่อผิวหนังมีแผล พวกเราเคยคิดตื่นเต้นกับความมหัศจรรย์ของผิวหนังกันหรือไม่ว่า ทำไมผิวหนังเราจึงสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างง่ายดาย

เมื่อไม่นานมานี้ วัสดุไฮโดรเจล (hydrogel) ซึ่งถูกพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ในระดับหนึ่ง คือ นอกจากจะมีความแข็งแรง สามารถนำกลับมารวมตัวใหม่หลังแตกแล้ว ยังมีความเหมาะสมในการใช้งานเป็นวัสดุในงานต่างๆ เนื่องจากสมบัติความยืดหยุ่น ซึ่งในอนาคตอาจจะถูกพัฒนาเป็นโครงสร้างของเนื้อเยื่อที่กำลังเจริญเติบโต และใช้แทนกระดูกอ่อนที่แตกได้

แต่……การพัฒนายังไม่หยุดเพียงแค่นี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ได้เสนอวัสดุแบบใหม่ ที่เรียกว่า ซีโรเจล (xerogel) ซึ่งวิธีการสร้างเจ้าเจลตัวนี้ก็ง่าย แสนง่าย เพียงแค่นำเจ้าไฮโดรเจลมาทำให้แห้ง ระเหยตัวทำละลายออก ก็จะได้เจลแบบใหม่ที่มีคุณสมบัติเจ๋งกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งงานวิจัยนี้ถือว่าเป็นก้าวแรกของการสร้างเจลที่มีสมบัติทั้ง เป็นวัสดุที่ใช้เชื่อมวัสดุแข็ง (hard material) ที่แตก และยังมีคุณสมบัติเป็นวัสดุที่สามารถรักษาตัวเองได้ (self-healing) อีกด้วย หลักการง่ายๆสำหรับใช้เป็นวัสดุที่ใช้เชื่อมคือ แค่มีซีโรเจล 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่ประกอบด้วย โมเลกุลที่เราเรียกกันภาษาวิทยาศาสตร์ว่า โฮสต์ โมเลกุล (host molecule) คือไซโคลเด็กซ์ตริน (cyclodextrin) ที่มีลักษณะเหมือนถ้วย

ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง เป็นพอลิเมอร์ที่ประกอบด้วย โมเลกุลที่เราเรียกว่า เกสต์ โมเลกุล (guest molecule) คือโมเลกุลที่สามารถเข้าไปในถ้วยของไซโคลเด็กซ์ตริน โดยผ่านอันตรกิริยา แบบ โฮสต์-เกสต์ ในที่นี้ เกสต์โมเลกุล คือ อะดาแมนเทน (adamantane) หลังจากนั้นเพียงแค่หยดน้ำ ลงไปเพียงเล็กน้อยที่บนผิวของซีโรเจลที่เป็นเกสต์โมเลกุล และทิ้งไว้ให้แห้ง สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ เพียงแค่ 5 นาทีเจลทั้งสองชิ้นสามารถติดกันได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถใช้ดึงดรัมเบลที่มีน้ำหนัก 1 กิโลกรัมได้อีกด้วย ผลที่เห็นได้อย่างชัดเจน หมายถึง ซีโรเจลนี้ สามารถใช้เชื่อมวัสดุแข็ง 2 ชิ้นให้ติดกันได้ และยังมีความทนต่อแรงดึงสูงอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้เจ้าตัวซีโรเจลนี้น่าสนใจมากขึ้นไปอีกก็คือ มันยังสามารถใช้เป็นวัสดุที่สามารถรักษาตัวเองได้ เพียงแค่สร้างเจลที่มีสายโซ่พอลิเมอร์ทั้ง 2 ชนิด คือ ไซโคลเด็กซ์ตริน และ อะดาแมนแทน อยู่ในสายเดียวกันและทำให้เป็นซีโรเจลด้วยการทำให้แห้ง จากนั้นทดสอบความสามารถรักษาตัวเองโดยการ ตัดเจลแยกเป็น 2 ชิ้น หลังจากนั้น ใส่น้ำลงไปเพียงเล็กน้อยบนผิวของเจลชิ้นใดชิ้นหนึ่งแล้วนำเจลทั้งสองชิ้นมาวางติดกัน ทิ้งไว้สักครู่ ผลงานวิจัยพบว่า เพียงแค่ 1 ชั่วโมงหลังจากเติมน้ำลงไป เจลสามารถติดกันได้อย่างแนบสนิทและมีความทนต่อแรงดึงถึง 40 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับเจลก่อนตัด และเมื่อเวลาผ่านไป 48 ชั่วโมง ความทนต่อแรงดึงของเจลนี้สามารถกลับคืนมาถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น วัสดุซีโรเจล (xerogel) จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญในอนาคต ซึ่งสามารถตอบโจทย์ปัญหาการขูดขีด เป็นรอย หรือแตกหักของวัสดุเครื่องใช้ได้อย่างดี ไม่แน่ว่า ในอนาคตอันใกล้พวกเราอาจจะใช้วัสดุพอลิเมอร์ หรือพลาสติกได้นานขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ลองหลับตานึกภาพ คุณกำลังขับรถที่ทำจากวัสดุพอลิเมอร์ชนิดนี้ และเมื่อรถของคุณ เป็นรอยขูดขีดจากการชน คุณไม่จำเป็นต้องส่งซ่อม เพียงแค่รอเวลาให้รอยขูดขีด เชื่อมต่อกันเองอัตโนมัติ แค่นึกถึงก็ตื่นเต้น จนอดใจไม่ไหว ที่จะรอใช้งานวัสดุเจ๋งๆแบบนี้แล้วใช่มั้ยคะทุกคน นอกจากนี้ พวกเราอาจจะใช้วัสดุพอลิเมอร์ หรือพลาสติกได้นาน โดยไม่ต้องทิ้งให้เป็นขยะ ซึ่งนับว่าช่วยลดปัญหาการก่อขยะพลาสติกอันเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันได้อีกด้วย

ที่มา :http://www.vcharkarn.com/varticle/501938

อ้างอิง :http://www.tpa.or.th/publisher/pdfFileDownloadS/p42-44.pdf

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1320855017979314

 

อีกครั้งกับการเนรมิตขาเทียมด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ

อีกครั้งที่เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ สร้างขาเทียมออกมาช่วยเหลือบรรดาสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก

เดอร์บี้เกิดมาโดยไม่มีอุ้งเท้าและบางส่วนของขาคู่หน้า เจ้าของคนแรกของมันไม่สามารถที่จะดูแลมันได้ เดอร์บี้จึงถูกส่งไปยังองค์กรสงเคราะห์สัตว์ Peace and Paws dog rescue ใน New Hampshire และด้วยความโชคดีของเดอร์บี้ที่ได้พบกับ Tara Anderson ผู้อำนวยการด้านการบริหารผลิตภัณฑ์ที่ 3D Systems ที่ช่วยเนรมิตให้ดาร์บี้กลับมามี 4 ขาปกติอีกครั้ง

เดอร์บี้ได้รับขาเทียมชุดแรกในปี 2004 ซึ่งชุดขาเทียมนั้นถูกออกแบบให้มีลักษณะต่ำลงไปที่พื้น เพื่อให้ดาร์บี้ได้เปลี่ยนแปลงการเดินได้อย่างถูกต้อง

การปรับปรุงการออกแบบขาเทียมคู่ใหม่สำหรับเดอร์บี้นั้นออกแบบในลักษณะคล้ายวงล้อ โดยการออกแบบสุดท้ายเป็นการออกแบบโดยใช้วัสดุไนลอน ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่เรียกว่า Selective Laser Sintering ซึ่งเทคนิคนี้จะใช้ความร้อนจากแสงเลเซอร์พลังงานสูงในการหลอมและขึ้นรูป

Anderson กล่าวว่า เขาตัดสินใช้ไนลอนเนื่องจากมีคุณสมบัติในเรื่องของความยืดหยุ่นที่ใกล้เคียงกับหัวเข่าปกติ

ต้องขอบคุณเทคโนโลยีและการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เดอร์บี้สามารถเดินได้อย่างสะดวกสบาย และมีความสุขอย่างที่ทุกคนจะได้เห็นในวิดีโอด้านล่างนี้

คุณสามารถติดตามดาร์บี้ได้ที่ Derby on Facebook เพื่ออัพเดตชีวิตกับเจ้าของคนใหม่ของเขา

อ้างอิง: www.iflscience.com/plants-and-animals/3d-printed-prosthetic-legs-help-derby-dog-walk

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/503994

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1315874835143999