คลังเก็บหมวดหมู่: ดวงกมล มงคลชัยชนะ

16209-bioplastic_news

พลาสติกชีวภาพคาร์บอนต่ำ

16209-bioplastic_newsนักวิทยาศาสตร์สแตนฟอร์ดค้นพบวิธีการผลิตพลาสติกวิธีใหม่จากคาร์บอนไดออกไซด์และพืชที่รับประทานไม่ได้ อาทิเช่น ของเสียจากเกษตรกรรมและพืชจำพวกหญ้า นักวิจัยกล่าวว่าเทคโนโลยีใหม่สามารถนำมาใช้เป็นเทคโนโลยีทางเลือกคาร์บอนต่ำเพื่อผลิตขวดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ต่างๆทดแทนผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปิโตรเลียมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

pic

พัฒนาพีอีเอฟให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

Ethylene glycol + FDCA => PEF

พีอีเอฟเป็นวัสดุทดแทนพีอีทีที่น่าสนใจเนื่องจากสารเอฟดีซีเอที่เป็นส่วนประกอบหลักของพีอีเอฟนั้นหาได้จากมวลชีวภาพแทนการใช้ปิโตรเลียมKananกล่าว นอกจากนี้พีอีเอฟยังเหนือกว่าพีอีทีในเรื่องการปิดผนึกเพื่อป้องกันออกซิเจนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้บรรจุขวดอีกด้วย

ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่าพีอีเอฟจะมีคุณลักษณะที่น่าพึงพอใจแต่การผลิตพีอีเอฟในระดับอุตสาหกรรมยังคงต้องหาวิธีการผลิตต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะสารเอฟดีซีเอซึ่งเป็นส่วนประกอบของพีอีเอฟที่ต้องหาวิธีการผลิตในเชิงพาณิชย์แบบยั่งยืน

หนึ่งในวิธีการผลิตสารเอฟดีซีเอก็คือการเปลี่ยนฟรุคโตสจากน้ำเชื่อมข้าวโพดให้กลายเป็นเอฟดีซีเอ ซึ่งบริษัท Avantiumประเทศเนเธอร์แลนด์กำลังพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวร่วมกับบริษัทโคคาโคลาและบริษัทอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามการปลูกข้าวโพดให้ได้ปริมาณที่มากพอเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ พลังงาน ปุ๋ยและน้ำในปริมาณมากเช่นกัน

ดังนั้นในกระบวนการผลิตสารเอฟดีซีเอโดยการใช้ฟรุคโตสจากข้าวโพดนั้นยังคงก่อให้เกิดปริมาณคาร์บอนฟุตปริ้นต์ที่สูง ทั้งยังต้องประสบภาวะการแข่งขันกับผู้ผลิตอาหารอีกด้วย Kananกล่าว ซึ่งมันจะดีกว่านี้ถ้าการผลิตเอฟดีซีเอนั้นได้จากชีวมวลที่ทานไม่ได้ เช่น หญ้าหรือของเสียที่เหลือภายหลังการเก็บเกี่ยว

เฟอร์ฟูรัล ทดแทนน้ำตาลจากข้าวโพด

แทนที่จะใช้น้ำตาลจากข้าวโพดเพื่อทำเอฟดีซีเอ ทีมสแตนฟอร์ดกลับทดลองใช้สารเฟอร์ฟูรัล (furfural) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำขึ้นจากของเสียที่ได้จากเกษตรกรรมและมีการใช้กันอย่างกว้างขวางมานานหลายทศวรรษ โดยในแต่ละปีมีการผลิตสารนี้เพื่อใช้ในเรซิน สารละลายและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ถึงสี่แสนตัน

Furfural (Biomass) + CO2 => FDCA

อย่างไรก็ตาม การทำเอฟดีซีเอจากเฟอร์ฟูรัลและคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจำเป็นต้องใช้สารเคมีอันตรายที่มีทั้งต้นทุนที่สูงและสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิตจำนวนมากอีกด้วย

ทีมสแตนฟอร์ดจึงหาทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าวด้วยการเลือกใช้คาร์บอเนตที่อ่อนโยนกว่า  โดยเริ่มจากผสมคาร์บอเนตกับคาร์บอนไดออกไซด์และกรดเฟอโรอิคซึ่งเป็นอนุพันธ์ของเฟอร์ฟูรัล ต่อมาให้ความร้อนแก่สารผสมประมาณ 290 องศาฟาเรนต์ไฮต์ (200 องศาเซลเซียส) จนกลายเป็นเกลือหลอมละลาย (molten salt) ห้าชั่วโมงต่อมาทีมพบว่า 89 เปอร์เซ็นต์ของสารผสมเกลือหลอมละลายถูกเปลี่ยนเป็นเอฟดีซีเอได้อย่างรวดเร็ว เอฟดีซีเอที่ได้ก็จะถูกส่งต่อไปใช้ผลิตพลาสติกพีอีเอฟต่อไป

คาร์บอนรีไซเคิล

Kananกล่าวว่า งานวิจัยของทีมสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เนื่องจากการผลิตพีอีเอฟโดยใช้สารเฟอร์ฟูรัลนั้นจำเป็นต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกซึ่งสามารถรีไซเคิลได้จากโรงงานเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพีอีเอฟยังสามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือเปลี่ยนกลับไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศด้วยการเผาแบบอินซิเนอเรชัน (incineration,การเผาให้กลายเป็นเถ้า) ได้อีกด้วย

ทิ้งท้าย

ทีมวิจัยเชื่อว่ากระบวนการทางเคมีที่คิดค้นขึ้นสามารถปลดล็อกสมบัติของพีอีเอฟที่ยังไม่เคยทราบมาก่อนได้ แต่นี่ก็นับว่าเป็นเพียงก้าวแรก ยังมีงานที่ต้องทำอีกมากเพื่อให้แน่ใจว่าใช้การได้ดีในระดับใหญ่และสามารถคำนวนปริมาณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่ลดลงไปได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news/6953

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1391874294210719

frok2

นักวิทย์ฯ อินเดียค้นพบกบจิ๋วสายพันธุ์ใหม่ ตัวเล็กจนวางบนปลายเล็บได้เลย !

frok2

นักวิทยาศาสตร์อินเดียค้นพบกบจิ๋วสายพันธุ์ใหม่ ในตระกูลกบกลางคืน ขนาดตัวเพียงแค่ 12.2-15.4 มิลลิเมตร เล็กมากจนสามารถนำมาวางไว้บนปลายเล็บได้เลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เปิดเผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากประเทศอินเดีย ค้นพบกบกลางคืนสายพันธุ์ใหม่ในตระกูล นิคติบาทราชัส (Nyctibatrachus) ทั้งหมด 7 สายพันธุ์ หลังจากทำการสำรวจมานานกว่า 5 ปี ในพื้นที่บริเวณเวสต์เทิร์น แกตส์ เทือกเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย อันเป็นที่รู้จักกันว่าจุดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ ทำให้กบกลางคืนตระกูลดังกล่าวนี้ มีสายพันธุ์เพิ่มขึ้นรวมทั้งหมดเป็น 35 สายพันธุ์ด้วยกัน

 frok1

          โดยจากจำนวนกบกลางคืนทั้งหมด 7 สายพันธุ์ที่เพิ่งพบนี้ มี 4 สายพันธุ์เป็นกบจิ๋วที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ ได้แก่ นิคติบาทราชัส มานาลาริ (Nyctibatrachus manalari), นิคติบาทราชัส พูลิวิชายานิ (Nyctibatrachus pulivijayani), นิคติบาทราชัส โรบินมัวเรอิ (Nyctibatrachus robinmoorei ) และ นิคติบาทราชัส ซาบาริมาลาอิ (Nyctibatrachus sabarimalai) ซึ่งวัดขนาดตัวได้อยู่ที่ระหว่าง 12.2-15.4 มิลลิเมตร มีขนาดเล็กมากจนดูคล้ายแมลง และสามารถนำมาวางไว้ที่ปลายเล็บของมนุษย์ได้เลยทีเดียว

frok3

ส่วนที่เหลืออีก 3 สายพันธุ์ จะมีขนาดตัวใหญ่ถัดขึ้นมา ได้แก่ สายพันธุ์ นิคติบาทราชัส เวบิลลา (Nyctibatrachus webilla) และ นิคติบาทราชัส อาธิราพพิลลิเอ็นซิส (Nyctibatrachus athirappillyensis) ตัวจะมีขนาดอยู่ที่ประมาณ 20 มิลลิเมตร และสายพันธุ์สุดท้าย นิคติบาทราชัส แรดคลิฟเฟอิ (Nyctibatrachus radcliffei) ตัวใหญ่ที่สุด มีขนาด 38.3 มิลลิเมตร

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/149585

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1384389198292562

9766_17030811062126

สิ่งที่ชาวโลกรอคอย! กับ กระจกเหลว นวัตกรรมที่ป้องกันจอสมาร์ทโฟนแตกได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ตอนนี้กำลังมีหนึ่งโปรเจคที่กำลังมาแรงมากๆ บนเว็บไซต์ระดมเงิน IndieGoGo โดยชื่อของมันคือ ProtectPax ที่มีการให้คำจำกัดความว่า เป็นฟิล์มป้องกันหน้าจอแบบใหม่ ในรูปแบบของกระจกเหลว หรือ Liquid glass ที่ดีกว่าฟิล์มแปะกันรอยแบบเดิมๆ อย่างแน่นอน

อย่างแรกเลยก็คือ ทางเจ้าของโปรเจคให้รายละเอียดว่า เจ้ากระจกเหลวนีั นำเทคโนโลยีที่ใช้ในอากาศยานและยานอวกาศ มาประยุกต์ใช้กับหน้าจอสมาร์ทโฟน ในรูปแบบของนาโนเทคโนโลยี ที่เป็นส่วนผสมของ ไททาเนี่ยม ไดออกไซด์ ที่เป็นอนุภาคระดับนาโน ในรูปแบบของเนื้อเจล ที่จะเติมเต็มหลุมร่องบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ซึ่งหลุมร่องเหล่านี้มีขนาดเล็กจนตาเรามองไม่เห็น มันทำให้หน้าจอมีความแกร่งขึ้น ป้องกันริ้วรอยขีดข่วน และทนทานต่อการแตกจากการตกกระแทกได้เป็นอย่างดี

โดยทีมงานของทาง ProtectPax กล่าวว่า “กระจกเหลวทำให้หน้าจอสมาร์ทโฟนมีความแข็งเทียบเท่าอัญมณีอย่าง ไฟลิน หรือ ทับทิม แถมยังสามารถกรองแสงจากหน้าได้อีกด้วย และผิวของหน้าจอจะเรียบเนียนมากกว่าตอนที่มันถูกผลิตออกมาจากโรงงานเสียอีก”

การติดตั้งฟิล์มกันแตกให้กับหน้าจอมือถือ เราต้องไปจ้างร้านมือถือทำให้ แต่ทาง ProtectPax เขาบอกว่า การเคลือบกระจกเหลวให้กับหน้าจอมือถือนั้นง่ายกว่ามาก และเราสามารถทำเองได้เลย แค่เพียงเช็ดหน้าจอให้สะอาดและแห้ง จากนั้นนำสาร ProtectPax มาทาให้ทั่วหน้าจอด้วยผ้าที่มีแถมมาให้ จากนั้นรอ 10 นาที หน้าจอมือถือก็จะเงางามกว่าเดิม และแข็งแกร่งขึ้น ไม่กลัวริ้วรอยขีดข่วน และสามารถป้องกันไม่ให้หน้าจอแตกจากการตกหล่นได้ด้วย

ProtectPax ผ่านการรับรองมาตรฐานความแข็งในระดับ H9 ซึ่งแข็งกว่าคมมีด และสรรพคุณของ ProtectPax คงอยู่ได้ยาวนาน 365 วัน และนอกจากนี้ มันยังมีความพิเศษตรงที่มี Lotus effect ทำให้หน้าจอมือถือของคุณมีคุณสมบัติคล้ายใบบัว โดยน้ำจะไหลออกไปจากหน้าจออย่างรวดเร็วเมื่อหกใส่ (คล้ายน้ำกลิ้งบนใบบัว) ช่วยลดโอกาสที่มือถือจะเสียหายเพราะโดนน้ำหกใส่ และ ProtectPax ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบหน้าจอสัมผัสด้วย

และไม่เพียงดีต่อหน้าจอสมาร์ทโฟนเท่านั้น ทางทีมงานของ ProtectPax บอกว่ากระจกเหลวรองรับการใช้งานได้ดีเยี่ยมกับอุปกรณ์อื่นๆ อย่างเช่น Smartwatch, นาฬิกาข้อมือ, แว่นตา, หน้าจอทีวี, หน้าจอของอุปกรณ์นำทาง GPS, หน้าจอโน๊ตบุ๊ค, หน้าจออุปกรณ์อ่าน eBook รวมถึงหน้าจอของกล้องดิจิทัลด้วย

โดยมีการสาธิตประสิทธิภาพของ ProtectPax ในงาน MWC 2017 และผู้รายงานข่าวของเว็บ Digital Trends ได้ลองประสิทธิภาพของ กระจกเหลว พบว่าสามารถป้องกันริ้วรอยขีดข่วนจากกรรไกร และลูกกุญแจได้จริง และถ้ามันดีจริงอย่างที่ ProtectPax บอกไว้ งานนี้ผู้ผลิตฟิล์มกันจอแตกทั้งหลายมีร้อนๆ หนาวๆ กันอย่างแน่นอน เพราะมันติดตั้งง่ายกว่าโดยไม่เลือกขนาดหน้าจอ แถมยังไม่มีปัญหาเกิดฟองอากาศบนหน้าจอเหมือนอย่างการติดฟิล์มด้วย

ที่มา : https://news.thaiware.com/9766.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1375015705896578

600_mondo_1

Mondo+ วิทยุตัวแรกของโลก ที่มาพร้อม Chromecast ในตัว

mondo_3

เปิดตัว Mondo+ วิทยุออนไลน์ ที่มาพร้อม Chromecast ในตัว สามารถรับฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งได้หลายช่องทาง และสามารถสั่งงานควบคุมหน้าจอผ่านสมาร์ทโฟนได้

Grace Digital บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง เปิดตัว Mondo+ วิทยุออนไลน์ ที่มาพร้อมการติดตั้งเทคโนโลยี Chromecast ในตัว ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกรับฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งได้หลายช่องทางไม่ว่าจะเป็น Deezer, TIDAL, Spotify, Google Play Music หรือ TuneIn เป็นต้น และยังสามารถสั่งงานหรือควบคุมหน้าจอผ่านสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

สำหรับสิ่งที่น่าสนใจของ Mondo+ นอกจากจะมาพร้อมการติดตั้ง Chromecast ในตัวที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานแล้ว ยังรองรับ Google Home สำหรับจัดการและควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน รวมถึงรองรับการสั่งงานด้วยเสียง นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยีระบบเสียง MaxxAudio เข้ามาใช้ และมีฟีเจอร์ Room-filling Sound ที่สามารถนำเสียงมาปรับแต่งให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นได้ ส่วนสเปคอื่น ๆ มีดังนี้

mondo_2

สเปคเบื้องต้นของ Mondo+

– หน้าจอขนาด 3.5 นิ้ว พร้อมปุ่มคำสั่งต่าง ๆ บนหน้าจอ
– รองรับไฟล์เสียงต่าง ๆ เช่น MP3, AAC, AAC +, FLAC, LPCM, ALAC, WMA, WMA9 และ Ogg         Vorbis
– รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 4.1
– รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi
– ขนาดตัวเครื่อง 10.5 x 5.8 x 5.4 มม. และน้ำหนัก 2.4lbs
– ตัวเครื่องมีให้เลือก 3 สี คือ สีขาว, สีเทาและสีดำ
– มีพอร์ตช่องแจ็คเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มม, AUX ช่องรับสัญญาณเสียง,  ช่องสายสัญญาณเสียง RCA และพอร์ต USB สำหรับเสียบแฟลชไดรฟ์หรือช่องจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ
– รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB กับอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
– แบตเตอรี่ 7,400mAh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 12 ชั่วโมง (สำหรับเปิดใช้งานปกติ) และ 5 ชั่วโมง (สำหรับใช้งานแบบเลือกรับฟังเสียงดังสุด)
– อุปกรณ์ภายในกล่องมีคู่มือการใช้งาน, อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ และรีโมท

ที่มา https://men.kapook.com/view167019.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1369905609740921

ili-wearable-translation-device-01

วุ้นโดเรม่อนป่าวว้ะ! ILI (อิลี) เครื่องแปลภาษาแบพกพา ใช้งานง่ายแต่เยี่ยม

ili-wearable-translation-device

อุปกรณ์ใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นมีออกมาให้เราได้เห็นกันตลอดจริงๆ และเจ้านี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่หลายคนต้องการมาทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ

ili-wearable-translation-device-01

เชื่อว่าหลายคนที่ไม่เก่งภาษาแลบะเคยดูการ์ตูนโดราเอม่อนจะต้องอยากได้ของวิเศษจากกระเป๋าที่เรียกว่า วุ้นแปลภาษา อย่างแน่นอน เพราะเจ้านี่ช่วยให้คุยกับคนภาษาอื่นรู้เรื่งขึ้นมาทันใด แต่ดูเหมือนว่าของวิเศษโดราเอม่อนจะมีให้ใช้กันจริงๆ แล้ว เมื่อมีบริษัที่ชื่อว่า LogBar ได้ผลิตเครื่องแปลภาษาแบพกพาที่มีชื่อว่า ili (อีลิ) ออกมาให้เราได้เห็นกัน หลายคนเห็นแล้วอยากได้จนตัวสั่นกันเลยน่ะ

ที่มา : http://www.xn--12c1bij4d1a0fza6gi5c.com/ili-wearable-translation-device.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1360790853985730

9220_161220151056s3

Arma รถยนต์ไร้”คนขับ” ใช้พลังงานไฟฟ้า !!

9220_161220145019Wb

ก็ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่น้อย เกี่ยวกับรถยนต์ที่สามารถโดยสารได้เองโดยปราศจากคนขับ ซึ่งทางสิงคโปร์จะเริ่มเปิดใช้ Arma รถยนต์ไร้คนขับที่ถูกพัฒนาโดย Navya บริษัทจากประเทศฝรั่งเศส ในช่วงต้นปี 2017

9220_161220151056s3

เส้นทางที่ Arma จะถูกใช้งานคือการเดินทางระหว่าง Nanyang Tecnological University และ CleanTech eco-business park เป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร Arma สามารถรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15 คน และยังใช้เซ็นเซอร์ Lidar และกล้องเพื่อสื่อสารกับระบบโลเคชั่นของ GPS ที่สามารถสื่อสารไปยังสถานีควบคุมได้อีกด้วย

9220_16122011450054

ยังไม่หมดแค่นั้น Arma ยังเป็นรถยนต์ไร้คนขับที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอีกด้วย โดยแบตเตอรี่ใช้ได้ประมาณครึ่งวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรและระยะทาง) ส่วนด้านล่างนี้เป็นวีดีโอที่ทาง Nanyang Technological University (NTU) โพสต์ให้เราได้ดูเกี่ยวกับการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับที่จะนำมาใช้ในต้นปีหน้า

https://www.facebook.com/NTUsg/videos/1282051111834064/

ที่มา : http://news.thaiware.com/9220.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1351450361586446

Nicotine_Patch_1

SmartStop แผ่นติดผิวหนังช่วย”เลิกบุหรี่” ให้ผิวหนังดูดซึมสารนิโคติน!

Nicotine_Patch_1

         SmartStop แผ่นติดผิวหนังสำหรับช่วยเลิกบุหรี่ ช่วยปล่อยสารนิโคตินให้ดูดซึมผ่านผิวหนัง ลดอาการอยากสูบบุหรี่

SmartStop แผ่นติดผิวหนังสำหรับช่วยเลิกบุหรี่ ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยปล่อยสารนิโคตินให้ดูดซึมผ่านผิวหนัง ทำให้ร่างกายของผู้ใช้ได้รับสารนิคอตินเพียงพอจนไม่รู้สึกอยากสูบบุหรี่ ช่วยให้สามารถลดและเลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น โดยภายใน SmartStop มีบรรจุสารนิโคตินเอาไว้ พร้อมตัวควบคุมการปล่อยสารนิโคตินในแต่ละช่วงเวลาของวัน ได้แก่ ช่วงเช้า 30 แรกหลังตื่นนอน เนื่องจากมีผลวิจัยว่าคนสูบบุหรี่จำนวน 80% จะสูบในช่วงเวลานี้ ตามด้วยช่วงเวลาหลังอาหารกลางวันและเย็น

Nicotine_Patch_2

                      SmartStop จะมีแบตเตอรี่ในตัวและสามารถเชื่อมต่อกับแอพฯ สมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth เพื่อแสดงข้อมูลการปล่อยสารนิโคตินและบันทึกเป็นสถิติเก็บไว้ดูย้อนหลังได้ โดยเป้าหมายของการพัฒนา SmartStop ก็คือการช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้ภายใน 10 สัปดาห์ แต่ในขณะนี้ SmartStop ยังมีให้ใช้งานเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเท่านั้น

ที่มา : https://men.kapook.com/view165445.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1343952889002860

9553_1702071155161W

งานล้ำต้องมา Uber จ้างอดีตพนักงาน NASA เพื่อทำให้เกิดโปรเจค รถบินได้!!!

9553_1702071155161W

Mark Moore ผู้มีประสบการณ์ทำงานให้กับองค์กร NASA มาร่วม 30 ปี ตัดสินใจร่วมงานกับ Uber บริษัทผู้ให้บริการระบบเรียกรถแท็กซี่รายใหญ่ แน่นอนว่า Mark ไม่ได้ออกมาทำเรื่องที่น่าเบื่อบนพื้นดิน และจากแหล่งข่าว Bloomberg ระบุว่า Mark ได้เข้าร่วมโครงการ ระบบโดยสารส่วนบุคคลทางอากาศ อันเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ โปรเจคสร้างรถบินได้ของ Uber (Uber’s flying car project)

แต่ในเวลานี้ Mark ยังไม่ได้รับหน้าที่ออกแบบรถบินได้ให้กับ Uber และในช่วงเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา ทาง Uber ได้เผยรายละเอียด White paper ที่สรุปแนวความคิดของรถแท็กซี่บินได้ ที่ให้บริการในรูปแบบของเครือข่ายยานบินขนาดเล็ก ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มันสามารถบินขึ้น และลงจอดได้ในแนวดิ่ง ทำให้สามารถบินขึ้น/ลงจอด ได้ในจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ รวมถึงหลังคาของตึกระฟ้า ซึ่งตามศัพท์เทคนิคแล้ว เราจะเรียกยานบิน ที่บินขึ้น/ลงจอดในแนวดิ่ง ว่า VTOL (Vertical TakeOff and Landing) ยานบินประเภทนี้จะมีปีกขนาดใหญ่ ในลักษณะคล้ายเครื่องบิน และมีการติดตั้งชุดใบพัด ที่สามารถปรับให้ทำงานในแนวตั้งฉากได้ เพื่อการบินขึ้นและลงจอด

ทาง Uber บอกว่า ไม่ได้ต้องการที่จะสร้าง รถบินได้ ด้วยตัวเอง แต่พร้อมที่จะสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม VTOL และพร้อมที่จะวางตัวในบทบาทที่เหมาะสม เพื่อให้เรื่องนี้เกิดเป็นความจริงขึ้นมาให้ได้ คำกล่าวนี้ดูเหมือนเป็นการเชิญชวนว่า “เอาหล่ะนักพัฒนาอากาศยานทั้งหลาย เอารถบินได้ตัวต้นแบบมาคุยกับเรา และถ้าเราคิดว่ามันเจ๋ง Uber ก็พร้อมที่ซื้อมัน”

และอย่าแปลกใจ ถ้าตอนนี้เรามองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วยังไม่เห็นรถบินได้ของ Uber เพราะโปรเจคนี้ยังเป็นเรื่องของอนาคตอีกยาวนาน และพวกเขาก็ยังไม่เคยเปิดเผยต้นแบบ ของรถบินได้สู่สายตาสาธารณะชนแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีข้อจำกัดทางเทคนิคเป็นจำนวนมาก ที่ทำให้เรายังคงไม่ได้เห็นรถบินได้ภายในเร็วๆ นี้ อาทิ เรื่องของเสียงรบกวนจากการทำงานของรถบินได้, ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ รวมถึงข้อจำกัดเรื่องการจราจรทางอากาศ 

และ Mark เข้ามาช่วย Uber เพื่อคลี่คลายปัญหาข้อจำกัดทางเทคนิคต่างๆ ย้อนเวลากลับไปในปี 2010 ช่วงที่ Mark ยังทำงานอยู่กับ NASA เขาได้นำเสนอเอกสารงานวิจัยชิ้นเอก ที่เผยให้เห็นภาพของ Puffin Electric Tailsitter ซึ่งเป็นยานบินส่วนบุคคลที่สามารถบินขึ้น/ลงจอดในแนวดิ่ง และใช้พลังงานไฟฟ้า

ที่มา : http://news.thaiware.com/9553.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1344145608983588

starbucks4

เปิดฤดูกาลล่า “ทางช้างเผือก” ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ก.พ.-เม.ย. นี้

starbucks4

                    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก สามารถเห็นได้ชัดเจนทั่วประเทศ ในช่วงเช้ามืดตั้งแต่เดือนต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า ช่วงเช้าตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะเห็นแนวใจกลางทางช้างเผือกเด่นชัดบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์สว่างบริเวณด้านซ้ายของใจกลางทางช้างเผือกอีกด้วย

starbucks5

ทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนจะสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยแนวใจกลางทางช้างเผือกจะปรากฏอยู่สูงจากขอบฟ้ามากขึ้น และจะค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางเป็นแนวพาดบริเวณกลางฟ้าเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเมษายน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่สามารถชื่นชมความสวยงามทางช้างเผือกได้ยาวนานขึ้น

starbucks7

           ด้าน นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า ใจกลางทางช้างเผือกคือส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือก ประกอบด้วยวัตถุท้องฟ้ามากมาย เช่น ดาวฤกษ์ กระจุกดาว รวมทั้งเนบิวลา ทางช้างเผือกเป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อมองจากโลก สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นแถบสว่างพาดเป็นแนวยาวกลางฟ้า ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้

อย่างไรก็ตามทางช้างเผือกสามารถสังเกตเห็นได้เกือบตลอดทั้งปี หากท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีทัศนวิสัยของท้องฟ้าดี ก็จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้อย่างชัดเจน

starbucks6

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/148622

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1336965836368232

3

อิสราเอลพัฒนา″รถบินไร้คนขับ” !!

4

หลังจากใช้เวลาพัฒนาถึง 15 ปี ในที่สุด บริษัทด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในอิสราเอลประสบความสำเร็จในการสร้างรถบินไร้คนขับต้นแบบ พร้อมตั้งเป้าหมายว่า จะ วางจำหน่ายรถบินที่สามารถรองรับน้ำหนักผู้โดยสารได้ถึง 1,500 กิโลกรัม ในปี 2563 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า

คอร์โมแรนท์ (Cormorant) ซึ่งคือ ชื่อของรถบิน เป็นยานพาหนะขับเคลื่อนได้เหมือนรถทั่วไป และสามารถขนส่งด้วยน้ำหนัก 500 กิโลกรัม เดินทางด้วยความเร็ว 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเคยผ่านการทดสอบบินเดี่ยวครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยมีราคารวมทั้งสิ้นราว 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 490 ล้านบาท

3

บริษัทเออร์บัน แอโรนอทติคส์ ของอิสราเอล เป็นผู้พัฒนารถบินไร้คนขับ บอกว่า รถบินไร้คนขับที่มีสีเขียวเข้มคันนี้ สามารถอพยพผู้คนจากสภาพแวดล้อมที่อันตรายหรือช่วยกองทัพเข้าถึงพื้นที่ปลอดภัย  ราฟี โยเอลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทเออร์บัน แอโรนอทติคส์ บอกว่า รถบินได้ควบคุม ด้วยระบบการทำงานระยะไกล และยังสามารถบินขึ้นในแนวตั้ง เพื่อภารกิจส่งสินค้าระยะทาง 50 ถึง 70 กิโลเมตร ทั้งมีรูปแบบการบินไปข้างหน้าและถอยหลัง ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการการบิน และน่าจะมีประโยชน์ต่อการใช้ในการทหาร กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงงานที่มีความเสี่ยงสูง

โยเอลี ตั้งบริษัทขึ้นมาเมื่อปี 2544 ในเมืองเยฟนี ทางตอนกลางของอิสราเอล เพื่อสร้างโดรน ซึ่งให้ความปลอดภัยกว่าเฮลิคอปเตอร์ เพราะสามารถบินได้ระหว่างอาคารต่าง ๆ กับสายไฟฟ้าที่อยู่ในระดับต่ำ โดยไม่ต้องเสี่ยงว่า ใบพัดจะไปถูกสายไฟ

2

และตอนนี้ทีมผู้สร้างกำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้รถมีความสมบูรณ์ ก่อนที่รถบินได้ไร้คนขับจะวางตลาด เนื่องจากการบินทดสอบเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับการส่งข้อมูลไปยังแผงเซ็นเซอร์

1

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมราย หนึ่งเปิดเผยว่า เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยปกป้องชีวิตผู้โดยสาร ทัล อินบาร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยยูเอวีของสถาบันฟิสเชอร์เพื่อยุทธศึกษาอวกาศและอากาศของอิสราเอลบอก ว่า เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามหลายด้าน รวมถึงการอพยพทหารที่บาดเจ็บในสมรภูมิรบ

https://www.youtube.com/watch?time_continue=57&v=3FvGmycWk0o

 

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/article/548904

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1328381150560034