คลังเก็บหมวดหมู่: ดรุณี มีบุญ

Volkswagen Sedric Concept ต้นแบบรถยนต์ขับอัตโนมัติไร้แผงควบคุมรุ่นแรกของโลก

sedric-04-1

ความพยายามในการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบจริงจังของโฟล์กสวาเกน สะท้อนให้เห็นในรถต้นแบบคันล่าสุดอย่างโฟล์กสวาเกน เซดริค ที่มาพร้อมแนวคิดในการนั่งของผู้โดยสารและเป็นรถที่ไร้แผงหน้าปัดสำหรับการควบคุมรถคันแรกของโลก

ในงานแสดงรถยนต์ที่ประเทศจีน โฟล์กสวาเกนได้เปิดเผยให้เห็นถึงยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแห่งโลกอนาคต หลังจากเปิดภาพเรนเดอร์ในช่วงเดือนมีนาคม ที่งานแสดงรถยนต์ที่เจนีวา เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาผู้ชมงานทั้งหมด

ด้วยแนวคิดในการให้เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างแท้จริง โฟล์กสวาเกนได้ทำการถอดแผงการควบคุมทั้งหมดออกจากตัวรถ ผู้โดยสารมีหน้าที่ในการขึ้นนั่งรถและปล่อยให้การควบคุมเป็นของรถที่ติดตั้งมาตรฐานขับอัตโนมัติระดับ 5

ความง่ายดายของการใช้รถคันนี้ ผู้โดยสารมีหน้าที่เพียงแค่ก้าวขึ้น เซตสถานที่ที่จะไปและนั่งรอให้รถพาไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้น โดยในรถจะมีการติดตั้งต้นไม้เพื่อทำหน้าที่ในการกรองอากาศที่ตำแหน่งด้านหลังของรถยนต์ด้วย

ถือเป็นรถยนต์ที่เหนือล้ำจินตนาการในปัจจุบันเสียจริง

http://www.autospinn.com/2017/04/shanghai2017-volkswagen-sedric-concept-autonomous-level-5/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1424131877651627

​หุ่นยนต์อัตโนมัติแบบนิ่มตัวแรกของโลก

 

5c30ddd7da07cfd4c9417d1a7d10945c

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอหุ่นยนต์ที่เรียกว่า “หุ่นยนต์นิ่ม” อย่างแท้จริงตัวแรก โดยจุดเด่นอยู่ที่การทำงานอัตโนมัติ ไร้สายควบคุม แถมยังไร้วงจรอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย

หุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อว่า “ออกโตบอต” (octobot) ถือว่าเป็นหุ่นยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่ที่เกิดจากผลงานการสร้างสรรค์ของนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องพิมพ์สามมิติ วิศวกรรมเครื่องกลและระบบของไหลระดับไมโคร โดยงานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature แล้ว

“หุ่นยนต์นิ่ม” ถือว่าเป็นแนวคิดการสร้างหุ่นยนต์รูปแบบใหม่ให้ได้หุ่นยนต์ที่อ่อน แนวคิดนี้อาจจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรได้ แต่ที่ผ่านมา นักวิจัยยังไม่สามารถสร้างหุ่นยนต์ที่เป็น “หุ่นยนต์นิ่ม” ได้จริงๆ เพราะยังถือว่าวงจรไฟฟ้าและวงจรควบคุม เช่น แบตเตอรี่ แผงวงจร ติดอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นของแข็ง หรือแม้แต่หุ่นยนต์แบบอ่อนที่มีออกมาก็มักจะมีสายโยงเชื่อมเข้ากับวงจรไฟฟ้าที่แข็งส่วนอื่น ๆ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นำโดย โรเบิร์ต วู้ด จึงได้รวบรวมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมที่ออกแบบมาจากชีววิทยา มาเพื่อสร้างหุ่นยนต์แบบใหม่นี้

“วิสัยทัศน์ระยะยาวของงานวิจัยสาขาหุ่นยนต์นิ่มนี้คือการสร้างหุ่นยนต์ที่อ่อนทั้งตัว แต่ว่าการที่จะแทนที่ส่วนประกอบที่แข็งอย่างเช่นแบตเตอรี่และวงจรอิเล็กทรอนิกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันยิ่งเป็นเรื่องยาก” วู้ดอธิบาย

“งานวิจัยของเราบอกว่า เราสามารถผลิตองค์ประกอบพื้นฐานออกมาได้อย่างง่าย จากนั้นก็ประกอบขึ้นมาเป็นหุ่นยนต์นิ่มได้ ซึ่งหุ่นยนต์แบบนี้จะกลายเป็นรากฐานในการสร้างระบบที่ซับซ้อนต่อไปได้”

“เราใช้วิธีการประกอบแบบไฮบริด เริ่มจากการพิมพ์ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อสร้างขึ้นมาเป็นร่างกาย เป็นที่เก็บของเหลว เก็บพลังงานของหุ่นยนต์ ออกโตบอทเป็นหุ่นยนต์เราทำออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อบ่งบอกว่าวิธีการออกแบบ การประกอบของเราเพื่อใส่ความอัตโนมัติเข้าไปนั้น เป็นไปได้จริง”

ทั้งนี้ ตัวหมึกนั้นเป็นแรงบันดาลใจสำหรับงานวิจัยออกแบบซอฟต์โรบอทมานานแล้ว โดยสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีทั้งความแข็งแรงและความคล่องแคล่ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีโครงสร้างกระดูกอยู่ภายในเลย

ส่วนออกโตบอทของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนี้ใช้กำลังอัดของอากาศเป็นหลัก โดยได้รับพลังงานจากแก๊สที่มีความดัน ปฏิกิริยาภายในหุ่นยนต์จะเปลี่ยนของเหลว (hydrogen peroxide) ไปเป็นแก๊สที่มีปริมาณมากขึ้น และแก๊สก็จะไหลไปที่แขนของออกโตบอท ทำให้พองคล้ายกับหุ่นยนต์

“แหล่งพลังงานของซอฟต์โรบอทส่วนใหญ่มักทำมาจากส่วนประกอบที่แข็ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับ hydrogen peroxide นั้นคือว่า ปฏิกิริยาง่ายๆระหว่างสารเคมีกับตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งก็คือ แพลตินัม ทำให้เราแทนที่แหล่งพลังงานที่เป็นของแข็งได้ในที่สุด”

ในการควบคุมปฏิกิริยานั้น ทีมวิจัยใช้วงจรตรรกะที่ทำจากการไหลของของเหลวระดับไมโคร วงจรนี้จะควบคุมว่าเมื่อไหร่ hydrogen peroxide จะย่อยสลายไปเป็นแก๊สในออกโตบอท

“ระบบทั้งหมดจึงถือว่าประกอบง่ายมาก ใช้วิธีการประกอบแบบ การพิมพ์หิน การปั้น และการพิมพ์แบบสามมิติ ซึ่งเราสามารถประกอบได้อย่างรวดเร็ว” ไรอัน ทรูบี้ นักวิจัยร่วมเผย

ซึ่งความง่ายในขั้นแรกนี้จะช่วยปูทางไปสู่การออกแบบระบบที่ซับซ้อนในขั้นต่อไป และทีมวิจัยที่ฮาร์วาร์ดก็หวังว่าต่อไป ออกโตบอทจะสามารถคลาน ว่ายน้ำ และมีอันตรกิริยากับสิ่งแวดล้อมได้

“งานวิจัยนี้เป็นการพิสูจน์แนวคิด เราหวังว่าวิธีการสร้างเป็นซอฟต์โรบอทของเราจะช่วยจุดประกายนักวิจัยหุ่นยนต์ นักวิทยาศาสตร์วัสดุ และนักวิจัยระดับแนวหน้าได้”

 

http://www.vcharkarn.com/vnews/505616

Mercedes-AMG เปิดเผย R50 Hypercar จะเป็นไฮเปอร์คาร์น้ำหนักเบาที่สุดในโลก

Mercedes-Benz-Silver_Arrow

เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-AMG) เปิดเผยไฮเปอร์คาร์รุ่นแรกจากค่่ายในนาม R50 จะเป็นไฮเปอร์คาร์ที่มาพร้อมตัวถังที่แข็งแกร่ง และเบาที่สุดในโลก

เรียกได้ว่าช่วงนี้มีข่าวลือค่อนข้างหนาหูทีเดียวเกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์ไฮเปอร์คาร์รุ่นแรกจากค่าย เมอร์เซเดส ที่ภาพหลุด หรือภาพการออกแบบแสดงให้เห็นถึงความ สวยงามล้ำสมัยแบบหลุดโลกกันเลยทีเดียว

ในวันนี้มีข่าวเพิ่มเติมจากทาง เมอร์เซเดส เกี่ยวกับการพัฒนารถยนต์ไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่ทั้งการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุเกรดพิเศษ ที่จะทำให้รูปทรงและเส้นสายล้ำอนาคตกว่าเดิม อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีใหม่ที่จะเปลี่ยนมาตรฐานรถไฮเปอร์คาร์ ในอนาคตแน่นอน

จุดเด่นอีกประการคือน้ำหนักทั้งคันที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ซึ่งเป็นเป้าหมายในการพัฒนาที่ เมอร์เซเดส ต้องทำให้ได้ กับเป้าหมายการควบคุมน้ำหนักรวมไม่เกิน 2,900 ปอนด์ ซึ่งหากทำสำเร็จ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อาร์50 ไฮเปอร์คาร์ จะเป็นรถไฮเปอร์คาร์ที่มี น้ำหนักเบาที่สุดในโลก ล้มอำดับ 1 อย่าง McLaren P1 ( 3,285 ปอนด์ )

http://www.autospinn.com/2016/09/mercedes-amg-working-on-r50-hypercar/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1384388061626009

 

Lucid เผยราคารถยนต์ไฟฟ้าพลัง 1,000 แรงม้า รุ่นท็อปสุด

lucid-motors-air

ลูซิด เปิดเผยถึงราคาค่าตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนที่มาพร้อมขุมพลังถึง 1,000 แรงม้า ว่ารุ่นท็อปสุดในไลน์อาจมีการเคาะราคาเริ่มต้นอยู่ราวๆ 1.65 แสนเหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยได้ราวๆ 5.7 ล้านบาท

ลูซิด ค่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าค่ายน้องใหม่ ที่มาพร้อมโปรดักชั่นรุ่นแรกกับการสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่มีแรงม้าแตะ 1,000 แรงม้า เปิดเผยถึง ราคาค่าตัว ลูซิด แอร์ รุ่นท็อป ที่อาจแตะ 1.65 แสนเหรียญสหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยราวๆ 5.7 ล้านบาท

หลังจากก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ได้มีการวิ่งทดสอบจริงบนทองถนนกับรุ่น ลูซิด แอร์ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ที่เน้นความล้ำสมัย บวกกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้ ลูซิด ถือเป็นคู่แข่งเบอร์สำคัญกับ เทสล่า เลยทีเดียว

ทางด้านขุมพลัง 1,000 แรงม้า เป็นการทำงานร่วมกันนระหว่าง มอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ลูก ที่แบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัวโดยอีกลูกจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าพลังงานสูงใช้ในการสร้างแรงขับในช่วงต้น และจะส่งต่ออีกลูกเมื่อความเร็วถึงระยะ สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 2.5 วินาที เท่านั้น

โดยการชาร์จไฟฟ้าจนเต็ม 1 ครั้ง จะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 643 กิโลเมตร เลยทีเดียว โดยคาดการณ์กันว่า ลูซิด แอร์ ตัวท็อปสุดที่มาพร้อมออพชั่นทุกฟังก์ชั่นจะเปิดตัวในราคาราวๆ 1.65 แสนเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 5.7 ล้านบาท โดยคาดการณ์ยอดขายภายในปี 2019 ไว้ที่ 255 คัน

http://www.autospinn.com/2017/03/top-end-lucid-air-launch-edition-will-cost-165k/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1373667302698085

 

SAAB เผยภาพออกแบบ ซูเปอร์คาร์ รุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและแรงบันดาลใจจาก เครื่องบินเจ็ท

saab-airox-rendering-2

ซ๊าบ (SAAB) ค่ายรถยนต์จากสวีเดน เปิดเผยถึงภาพการออกแบบ ซูเปอร์คาร์ รุ่นใหม่ของค่ายที่มีหลักการออกแบบและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ถ่ายทอดมาจากเครื่องบินเจ็ท

เรียกว่าเป็นรถยนต์ความหวังของชาว สวีเดน เลยทีเดียว กับ ซ๊าบ ซูเปอร์คาร์ คอนเซปต์ ที่มีแรงบันดาลใจรวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ จากเครื่องบินเจ็ท แม้แต่ปีกบริเวณเสา C ที่จะกางเมื่อเราต้องการเบรกรถเมื่อใช้ความเร็วสูง เช่นเดียวกันกับ เครื่องบิน

รวมไปถึงการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกที่เน้นแอร์โรว์ไดนามิก ตามหลักอากาศพลศาสตร์ทุกประการ บริเวณด้านหน้ามาพร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่สามารถไหลเข้าใต้ท้องรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และการออกแบบซุ้มล้อที่ยื่นขยายออกช่วยให้รถแบนลงเพิ่มการเกาะถนน

ทางด้านภายใน มีการเปิดเผยจาก แซบ ถึงความล้ำสมัยรวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะใส่ลงไปในซูเปอร์คาร์คันนี้ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมไปถึงชุดพวงมาลัยที่คาดว่าจะมีการออกแบบตามแบบที่บังคับเครื่องบินเจ็ทอีกด้วย

ในส่วนขุมพลังยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์ระดับไหน แต่คาดการณ์กันว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมาพร้อมขุมพลังไฮบริด หรืออาจจะเป็นรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าล้วนในการขับเคลื่อนเช่นเดียวกันกับ เทสล่า ก็เป็นไปได้

http://www.autospinn.com/2017/03/saab-supercar-rendering-makes-us-dream-for-swedes-return/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1368449209886561

อีกห้าปีมีดาวชนกัน

media-924-58800c781259e

              กาเครื่องหมายในปฏิทินล่วงหน้าได้เลย แล้วก็จดจำกลุ่มดาวหงส์ให้ขึ้นใจ เพราะในปี พ.ศ.2565 ดาวคู่หนึ่งในกลุ่มดาวนี้จะชนกันและหลอมรวมเป็นดาวดวงเดียวพร้อมกับส่องแสงเจิดจ้าออกมาเป็นโนวาที่มองเห็นได้เป็นเวลาร่วมครึ่งปี

ดาวคู่นี้มีชื่อว่า เคไอซี 9832227 (KIC 9832227) ค้นพบโดยกล้องเคปเลอร์ เป็นดาวคู่ใกล้ชิดประเภทที่เรียกว่า ดาวคู่สัมผัส หมายความว่าเป็นดาวฤกษ์สองดวงที่โคจรรอบกันเองด้วยระยะใกล้มากจนผิวดาวสัมผัสกันเลยทีเดียว ดาวทั้งคู่จะโคจรซึ่งกันและกันพร้อมกับตีวงแคบเข้าเรื่อย ๆ จนกระทั่งชนกันในที่สุด
การชนกันของดาวอาจถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความไม่ธรรมดาของเรื่องนี้คือการที่นักวิทยาศาสตร์สามารถพยากรณ์การเกิดล่วงหน้าถึงขั้นระบุปีที่จะเกิดได้

ลอว์เรนซ์ มอลนาร์ ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์และฟิสิกส์จากวิทยาลัยคาลวินและคณะ ได้เปรียบเทียบดาวดวงนี้กับดาว วี 1309 แมงป่อง (V1309 Scorpii) ซึ่งได้ชนกันในปี 2551 นักดาราศาสตร์มีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงความสว่างของดาวดวงนี้ในช่วงก่อนหน้าอย่างละเอียดย้อนหลังไปอย่างน้อยถึงปี 2544 กราฟความสว่างของดาวดวงนี้ในช่วงดังกล่าวจึงเป็นเหมือนแม่แบบของปรากฏการณ์นี้

เมื่อนำกราฟความสว่างของดาวเคไอซี 9832227 ที่ได้จากกล้องเคปเลอร์มาเปรียบเทียบกับของดาว วี 1319 แล้ว พบว่ามีรูปแบบเกือบเหมือนกัน ทั้งความเร็วตามแนวเล็ง บ่งชี้ว่านี่คือดาวคู่สัมผัส เมื่อวางเทียบกราฟแสงของดาวทั้งสองคู่แล้ว นักวิทยาศาสตร์คณะนี้จึงมั่นใจว่าการชนและหลอมรวมกันจะเกิดขึ้นในปี 2565

อย่างไรก็ตาม ดาวสมาชิกของเคไอซี 9832227 ทั้งคู่เป็นดาวฤกษ์มวลต่ำ เมื่อชนกันแล้วหลอมรวมกันแล้ว การระเบิดที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงมากนัก อุณหภูมิค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับโนวาทั่วไป ซึ่งมอลนาร์เรียกว่า “โนวาแดง” 
“เราบอกไม่ได้ว่าการพยากรณ์นี้จะผิดหรือถูก ” มอลนาร์กล่าว อย่างไรก็ตาม โนวานี้มีความสว่างถึงอันดับ ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า สว่างใกล้เคียงกับดาวเหนือ ดังนั้นทุกคนจึงเป็นพยานถึงผลการพยากรณ์นี้ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อเกิดโนวาขึ้นจริง ก็จะปรากฏดาวดวงใหม่ขึ้นบนฟ้าในกลุ่มดาวหงส์ 

http://thaiastro.nectec.or.th/news/924/

“Smart Thread” ไหมเย็บแผลอัจฉริยะอ่านข้อมูลทางชีวภาพให้แพทย์รับทราบผ่านสมาร์ทโฟน

 

5478341A-9147-454F-ADA8-E55370703D36_cx0_cy1_cw0_w1023_r1_s

ปัจจุบันการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้กับอุปกรณ์ที่เรารู้จักทั่วไปทำให้เกิดชื่อเรียกที่เติมคำว่า สมาร์ทนำหน้า เช่น สมาร์ทโฟน และสมาร์ททีวี

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนา smart thread หรือไหมเย็บแผลที่มีความล้ำหน้ากว่าไหมปกติ ตรงที่ว่านอกจากจะช่วยปิดแผลในช่วงที่เนื้อเยื่อพยายามสมานกันแล้ว ไหมที่ว่านี้ยังสามารถบ่งบอกให้แพทย์ทราบว่า การฟื้นฟูของแผลเป็นไปได้ดีหรือไม่? และมีการติดเชื้อหรือเปล่า?

นวัตกรรมนี้ใช้เทคโนโลยีนาโนขนาดเล็ก ที่เพิ่มศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์รับข้อมูลของเนื้อเยื่อด้วย

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tufts ใกล้นครบอสตั้น Sameer Sonkusale กล่าวว่า smart thread ช่วยให้แพทย์จับตาการเปลี่ยนแปลงด้านข้อมูลทางชีวภาพของแผล เขากล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ทำให้ทราบข้อมูลต่างๆ เช่น ระดับกลูโคส โซเดียม โพแทสเซียม และความเป็นกรดเป็นด่างได้

และถ้าขยายรูปแบบการใช้ไปนอกวงการแพทย์ นักกีฬาสามารถนำไหมพิเศษนี้ไปใช้กับพลาสเตอร์ติดร่างกายเพื่อดูการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงาน

​ไหมที่คณะวิจัยชุดนี้ร่วมกันพัฒนามีความยืดหยุ่นสูงมาก และยังสามารถทำหน้าที่เป็นไหมเย็บแผลทั้งภายนอกและภายในร่างกาย สำหรับการผ่าตัดที่หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนสะโพก และผ่าตัดอวัยวะภายใน

ข้อมูลที่ส่งจากเส้นไหมมาให้แพทย์จะมีเครื่องมือสื่อสารเป็นตัวรับ

Sameer Sonkusale กล่าวว่า ขนาดของเส้นไหมจะติดเชื่อมกับลวดขนาดเล็กเทียบได้กับเส้นผม และลวดนี้ต่อกับวงจรอีกทอดหนึ่ง วงจรนี้สามารถส่งข้อมูลสู่สมาร์ทโฟนได้

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า คงจะใช้เวลาอีกราวหนึ่งปี กว่าที่เราจะเห็นไหมที่ติดกับพลาสเตอร์ติดร่างกายนักกีฬา เพื่อวัดสภาพการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

แต่สำหรับ “สมาร์ทไหม” เพื่อการเย็บแผลโดยแพทย์ น่าจะใช้เวลาวิจัยและพัฒนาอีกระยะ เพราะต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายอีกหลายขั้น

http://www.voathai.com/a/smart-thread-ro/3428382.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1352864381445044

นักดาราศาสตร์ในยุโรปเตรียมค้นหาสิ่งมีชีวิตในระบบดาว ‘คนครึ่งม้า′

 

09E6E9BF-FCF2-4D24-A72E-B4664BD4163F_w1023_r1_s

 

โครงการความร่วมมือระหว่างหอดูดาวซีกฟ้าใต้ของยุโรป (European South Observatory) หรือ ESO กับกลุ่ม Breakthrough Initiative นี้ เป็นโครงการที่ครอบคลุมการศึกษาหลายส่วนด้วยกัน

โดยอันดับเเรก ทางหอดูดาว ESO จะต้องระบุให้ได้เสียก่อนว่ามีดาวเคราะห์กี่ดวงในระบบดวงดาวที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด และเป็นดาวเคราะห์ประเภทใด

เพื่อตอบคำถามเหล่านี้ ในปี ค.ศ. 2019 ทาง ESO จะเริ่มใช้กล้องส่องดูดาว Very Large Telescope ที่มีกำลังสูงมาก เพื่อศึกษาดาวเคราะห์ในกลุ่มดาวคนครึ่งม้าอย่างละเอียด

กลุ่มดาวคนครึ่งม้าหรือ Alpha Centauri เป็นกลุ่มดาวนอกระบบสุริยะที่อยู่ห่างจากโลกเราไปเพียง 4.3 ปีเเสง ระบบดาวนี้กลายเป็นข่าวที่น่าสนใจเมื่อปีที่แล้ว หลังจากทีมนักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์เหมือนโลกที่ชื่อว่า Proxima B โคจรรอบๆ ดาวฤกษ์ Proxima Centauri หนึ่งในดาวฤกษ์สามดวงในระบบ

ดาวฤกษ์อีกสองดวงในระบบเป็นดาวฤกษ์แฝดชื่อว่า Alpha Centauri A กับ Alpha Centauri B ดาวฤกษ์ทั้งสองดวงนี้โคจรรอบกันเเละกันครบหนึ่งรอบทุก 79 ปี มีระยะทางห่างจากกันเท่ากับระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวพลูโต

 นักดาราศาสตร์ต่างเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีดาวเคราะห์อื่นๆ อีกมากมายที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระหว่างดาวฤกษ์ทั้งสามดวงในระบบดาวคนครึ่งม้านี้

โครงการความร่วมมือนี้ตกลงที่จะสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุงอุปกรณ์ส่องดูดาวของหอดูดาวซีกฟ้าใต้ของยุโรป เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาดาวเคราะห์เหล่านี้ในระบบดาวคนครึ่งม้า ซึ่งเป็นไปได้ว่าดาวเคราะห์เหล่านี้อาจมีสภาพเเวดล้อมที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

หลังจากเสร็จสิ้นการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในกลุ่มดาวคนครึ่งม้าเเล้ว หากพบว่ามีอยู่จริง ระยะต่อไปของโครงการความร่วมมือนี้จะเป็นการส่งยานสำรวจขนาดจิ๋วออกไปสำรวจดาวเคราะห์เหล่านี้ ซึ่งเป็นงานที่สำคัญมากเรียกว่า starshot เป็นการส่งยานสำรวจอวกาศขนาดจิ๋วจำนวนมากออกไปยังนอกโลก ใช้พลังงานจากเเสงเลเซอร์

บรรดานักฟิสิกส์อย่าง Stephen Hawking บอกว่าโครงการยานสำรวจขนาดจิ๋วนี้มีความเป็นไปได้ในคนรุ่นปัจจุบัน เเละหากเป็นไปได้หรือเกิดขึ้นจริงๆ จะมีการส่งยานสำรวจขนาดเท่ากับที่คลิปติดกระดาษจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันลำออกไปยังกลุ่มดาวคนครึ่งม้า โดยใช้เวลาเดินทางนาน 20 ปี กว่าจะไปถึงจุดหมาย

ยานสำรวจขนาดจิ๋วเเต่ละลำจะมีอุปกรณ์สื่อสารทันสมัย มีกล้องถ่ายภาพเเละเเบตเตอรี่นิวเคลียร์ ทีมงานชี้ว่าเทคโนโลยีย่อส่วนนี้จะมีขนาดเล็กพอที่จะติดลงไปบนยานสำรวจจิ๋วที่มีน้ำหนักเเค่หนึ่งกรัม และมีขนาดเท่ากับอากรเเสตมป์หนึ่งดวง

ยานสำรวจจิ๋วเเต่ละลำจะนำไปติดกับใบพัดพลังงานโซล่าที่ได้เเรงส่งจากเเสงเลเซอร์กำลังสูง ซึ่งจะช่วยให้ยานมีเเรงขับเคลื่อนสูงขึ้นไปได้ราว 20 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วของเเสงจะกลายเป็นความเร็วที่สูงที่สุดเท่าที่เคยทำได้

การส่งยานสำรวจขนาดจิ๋วยังจะต้องใช้เวลาอีก 30-40 ปีกว่าจะเริ่มต้นขึ้นได้ แต่เเม้ว่าโครงการนี้อาจจะเจอกับอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดความล่าช้า สิ่งที่เเน่นอนที่สุดคือ หอดูดาวซีกฟ้าใต้ของยุโรปจะเริ่มต้นค้นหาดาวเคราะห์ในกลุ่มดวงดาวนอกระบบสุริยะที่ใกล้กับโลกเรามากที่สุดได้ภายในปี ค.ศ. 2020

(รายงานโดย Kevin Enochs / เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทย)

http://www.voathai.com/a/vlt-planet-search-tk/3701238.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1347324578665691

เครื่องพิมพ์สามมิติ พิมพ์ชิ้นส่วนปลูกถ่ายได้ตามสั่งเพียงไม่กี่นาที

 

JakusCombo

จบปัญหาเปราะบางแตกง่ายของกระดูกเทียมที่ใช้กันในปัจจุบัน ด้วยกระดูกเทียมไฮเปอร์อิลาสติกยืดหยุ่นที่สั่งพิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติได้ตามรูปแบบที่ต้องการ Jakus นักวิจัยหลังปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นซึ่งมีพื้นฐานความรู้ด้านวัสดุโลหะและระเบิดได้รับแรงบันดาลใจจากกระบวนอัดรีด (extrusion process) ที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เขาและทีมได้นำส่วนสำคัญทางเทคนิคของกระบวนการนี้มาใช้กับวัสดุทางการแพทย์จนสามารถสังเคราะห์กระดูกเทียมได้จากเครื่องพิมพ์สามมิติ เครื่องพิมพ์ดังกล่าวสามารถฉีดพิมพ์ชั้นของสารประกอบไฮดรอกซีอะปาไทต์และพอลิเอสเทอร์ที่ย่อยสลายได้ซึ่งเชื่อมกับชั้นของหมึกเข้าด้วยกันจนขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนปลูกถ่ายได้ตามต้องการ

ข้อดีของกระดูกจากเครื่องพิมพ์สามมิตินี้คือไม่จำเป็นต้องให้ความร้อนแก่วัสดุจึงไม่ทำให้วัสดุมีความเปราะและไม่ทำลายยาปฏิชีวนะที่ใส่ไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในการผลิตต่อชิ้นใช้เวลาสั้นมากเพียงหลายนาทีถึงหลายชั่วโมงเท่านั้นทั้งยังสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย นอกจากนี้หมึกและวัสดุที่พิมพ์ขึ้นมาแล้วก็ยังเก็บไว้ได้เป็นระยะเวลานาน

ผลสำเร็จ

ทีมประสบความสำเร็จในการพิมพ์ชิ้นส่วนปลูกถ่ายจากเครื่องพิมพ์สามมิติเพื่อซ่อมแซมกระดูกสันหลังที่บาดเจ็บในสัตว์จำพวกหนูและแก้ไขข้อบกพร่องของชิ้นส่วนของกะโหลกลิง ผลการทดสอบในลิงพบว่า ชิ้นส่วนกะโหลกเทียมสามารถเชื่อมติดเข้ากับกะโหลกจริงของลิงได้ภายในหนึ่งเดือนและมีการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ด้วย นอกจากวัสดุที่นำมาใช้นั้นมีความยืดหยุ่นดี สามารถบีบอัดได้ในขณะใส่และขยายตัวให้พอดีกับตำแหน่งนั้นๆได้โดยไม่ต้องอาศัยกาวหรือการเย็บแล้ว มันยังมีสมบัติที่เข้ากันได้ทางชีวภาพและมีรูพรุนสูงเหมาะกับการเจริญของเส้นเลือด เซลล์และเนื้อเยื่ออีกด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.scientificamerican.com/article/time-to-change-the-ink-in-the-bone-printer/ http://chicagotonight.wttw.com/2016/09/28/northwestern-scientists-create-synthetic-bone-using-3-d-printer

https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1336247723106710

สกว.เปิดผลงานสุดท้ายนักวิจัยด้านมะเร็ง เหยื่อรถตู้ชนกระบะ

G0DL5oPyrtt5HBAi4FlJyjw5pDvdoEtEZcYcmdIFMIinveuKuD5KSu

      สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดผลงานวิจัยของนายประกาศิต รัตนตันหยง นักวิจัยที่เสียชีวิตจากเหตุรถตู้พุ่งชนกระบะ ระบุเป็นกำลังหลักในการทำงานวิจัย และผลงานสุดท้ายคืองานวิจัยช่วยผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

วันที่ 9 ม.ค.2560 ศ.ดร.น.พ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอณูพันธุศาสตร์ของมะเร็งและโรคของมนุษย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการวิจัยชีววิทยาจีโนมมะเร็ง และโครงการต้นแบบการรักษาความชรา โรคเอสแอลอี และมะเร็ง แนวทางการใช้คัดกรองมะเร็ง ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยของ สกว. เปิดเผยถึงผลงานวิจัยของนายประกาศิต รัตนตันหยง เจ้าหน้าที่ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยร่วมโครงการ ซึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากเหตุการณ์รถตู้ชนรถกระบะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ว่าได้ทิ้งผลงานสำคัญคือ การตรวจวัดดีเอ็นเอเมททิเลชั่น (DNA methylation) ของลำดับเบสซ้ำที่กระจัดกระจาย (Interspersed repetitive sequences, IRSs) เพื่อดูว่าเนื้อเยื่อต่างๆ ของมะเร็งชนิดต่างๆ มีระดับ IRS methylation เป็นอย่างไร

โครงการวิจัยดังกล่าว มีนายประกาศิตเป็นผู้ตรวจวัดและช่วยตรวจวัดระดับ IRS methylation ในน้ำเหลืองของผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งโพรงหลังจมูก เนื้อมะเร็งรังไข่ ไทรอยด์ และไข่ปลาอุก ต่อมน้ำเหลืองของมะเร็งศีรษะและคอ เม็ดเลือดขาวของมะเร็งหลายชนิด ซึ่งผลการศึกษาพบการลดลงของระดับ IRS methylation อย่างมีนัยสำคัญ และยังสามารถนำมาใช้ทำนายโรคมะเร็ง รังไข่ ตับ และ ไข่ปลาอุกได้อีกด้วย จากการที่คณะผู้วิจัยเป็นผู้ริเริ่มการตรวจวัด IRS methylation ด้วยพีซีอาร์ นอกจากมะเร็งแล้วยังพบการลดลงของระดับ Alu methylation ในคนชรา ซึ่ง Alu จัดเป็น IRS ชนิดหนึ่ง และ LINE-1 hypomethylation ในโรคเอสแอลอี

นายประกาศิตได้ช่วย ศ. นพ.กิตติพันธุ์ ฤกษ์เกษม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการตรวจ Alu methylation ในเด็กแรกเกิด พบว่าเด็กที่โตเร็วจะมีระดับ Alu methylation สูงกว่ากลุ่มที่โตช้า

ทั้งนี้ การตรวจวัดสภาวะเหนือพันธุกรรมเพื่อทำนายการเจริญเติบโตของทารกเป็นการศึกษาที่เป็นที่ต้องการในปัจจุบัน คณะผู้วิจัยได้ค้นพบว่า LINE-1 methylation ที่อยู่ในยีนจะควบคุมการทำงานของยีน นอกจากนี้ นายประกาศิตยังได้ช่วยภาควิชาสูตินรีเวชพิสูจน์บทบาทของ LINE-1 methylation ในกลุ่มอาการหรือโรคที่พบบ่อยในสตรี (polycystic ovary syndrome) และโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ซึ่งสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งรังไข่ การเกิด IRS hypomethylation ทำให้จีโนมไม่เสถียร คณะผู้วิจัยจึงศึกษาว่ากลไกการเกิดจีโนมไม่เสถียรนี้มีความสัมพันธ์กับรอยต่อดีเอนเอในเซลล์ที่เกิดขึ้นเอง ซึ่งหัวข้อนี้นายประกาศิตเป็นผู้ศึกษา IRS methylation ที่จีโนมและที่ EDSBs หากการศึกษานี้สำเร็จจะทำให้มีความเข้าใจและสามารถตรวจหา ป้องกันหรือแก้ไขจีโนมที่ไม่เสถียรของเซลล์มะเร็งและเซลล์ชราได้ รวมถึงช่วย ศ. พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาและพิสูจน์การเกิดการกระจายของโครโมโซมจากพ่อหรือแม่เท่านั้นจากครอบครัวของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

สำหรับงานสุดท้ายของนายประกาศิตที่เจ้าตัวได้คิด วางแผน ดำเนินการวิจัย และเขียนผลงานด้วยตัวเองทั้งหมด ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีทางชีววิทยาโมเลกุล เพื่อสืบหาเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายในต่อมน้ำเหลืองของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยตรวจระดับ DNA methylation ของยีน SHP1-p2 SHP1-p2 methylation ซึ่งจะพบเฉพาะในเซลล์เยื่อบุผิว เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองมีเยื่อบุผิวน้อย ระดับ SHP1-p2 methylation ในต่อมน้ำเหลืองจึงเป็นการบ่งบอกเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองได้ ดังนั้นการตรวจวัดระดับ SHP1-p2 methylation ด้วยเทคนิคที่นายประกาศิตปรับปรุงขึ้นจึงสามารถตรวจหาเซลล์มะเร็งที่มีปริมาณน้อยจนไม่สามารถวินิจฉัยด้วยกล้องจุลทรรศน์ได้

“งานวิจัยของนายประกาศิตที่เป็นกำลังหลักในงานที่กำลังดำเนินการอยู่ก่อนเสียชีวิต คือ การสืบหาการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลของเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งผลการศึกษามีความเป็นไปได้สูงมากว่าในอนาคตจะสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ด้วยการตรวจจากเลือด งานวิจัยนี้ไม่มีการทำในต่างประเทศ เพราะเป็นงานวิจัยต่อยอดจากองค์ความรู้ที่ค้นคว้าและค้นพบในห้องปฏิบัติการณ์ของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้ องค์ความรู้ทั้งหมดจากงานวิจัยทั้งหมดของประกาศิต สามารถตีพิมพ์ผลงานในระดับนานาชาติถึง 14 เรื่อง และได้รับการอ้างอิงนับถึงวันที่เสียชีวิตสูงถึง 474 ครั้ง นับว่าสูงมากสำหรับวงการวิชาการของไทย เพราะโดยทั่วไปหากได้รับการอ้างอิงเกิน 100 ครั้ง ก็มีมาตรฐานเทียบเท่ากับศาสาตราจารย์ ระดับ 11” ศ. ดร. น.พ.อภิวัฒน์ระบุ

ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก สกว.

http://news.thaipbs.or.th/content/259398