คลังเก็บหมวดหมู่: ดรุณี มีบุญ

“Smart Thread” ไหมเย็บแผลอัจฉริยะอ่านข้อมูลทางชีวภาพให้แพทย์รับทราบผ่านสมาร์ทโฟน

 

5478341A-9147-454F-ADA8-E55370703D36_cx0_cy1_cw0_w1023_r1_s

ปัจจุบันการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้กับอุปกรณ์ที่เรารู้จักทั่วไปทำให้เกิดชื่อเรียกที่เติมคำว่า สมาร์ทนำหน้า เช่น สมาร์ทโฟน และสมาร์ททีวี

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนา smart thread หรือไหมเย็บแผลที่มีความล้ำหน้ากว่าไหมปกติ ตรงที่ว่านอกจากจะช่วยปิดแผลในช่วงที่เนื้อเยื่อพยายามสมานกันแล้ว ไหมที่ว่านี้ยังสามารถบ่งบอกให้แพทย์ทราบว่า การฟื้นฟูของแผลเป็นไปได้ดีหรือไม่? และมีการติดเชื้อหรือเปล่า?

นวัตกรรมนี้ใช้เทคโนโลยีนาโนขนาดเล็ก ที่เพิ่มศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์รับข้อมูลของเนื้อเยื่อด้วย

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tufts ใกล้นครบอสตั้น Sameer Sonkusale กล่าวว่า smart thread ช่วยให้แพทย์จับตาการเปลี่ยนแปลงด้านข้อมูลทางชีวภาพของแผล เขากล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ทำให้ทราบข้อมูลต่างๆ เช่น ระดับกลูโคส โซเดียม โพแทสเซียม และความเป็นกรดเป็นด่างได้

และถ้าขยายรูปแบบการใช้ไปนอกวงการแพทย์ นักกีฬาสามารถนำไหมพิเศษนี้ไปใช้กับพลาสเตอร์ติดร่างกายเพื่อดูการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงาน

​ไหมที่คณะวิจัยชุดนี้ร่วมกันพัฒนามีความยืดหยุ่นสูงมาก และยังสามารถทำหน้าที่เป็นไหมเย็บแผลทั้งภายนอกและภายในร่างกาย สำหรับการผ่าตัดที่หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนสะโพก และผ่าตัดอวัยวะภายใน

ข้อมูลที่ส่งจากเส้นไหมมาให้แพทย์จะมีเครื่องมือสื่อสารเป็นตัวรับ

Sameer Sonkusale กล่าวว่า ขนาดของเส้นไหมจะติดเชื่อมกับลวดขนาดเล็กเทียบได้กับเส้นผม และลวดนี้ต่อกับวงจรอีกทอดหนึ่ง วงจรนี้สามารถส่งข้อมูลสู่สมาร์ทโฟนได้

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า คงจะใช้เวลาอีกราวหนึ่งปี กว่าที่เราจะเห็นไหมที่ติดกับพลาสเตอร์ติดร่างกายนักกีฬา เพื่อวัดสภาพการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย

แต่สำหรับ “สมาร์ทไหม” เพื่อการเย็บแผลโดยแพทย์ น่าจะใช้เวลาวิจัยและพัฒนาอีกระยะ เพราะต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายอีกหลายขั้น

http://www.voathai.com/a/smart-thread-ro/3428382.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1352864381445044

นักดาราศาสตร์ในยุโรปเตรียมค้นหาสิ่งมีชีวิตในระบบดาว ‘คนครึ่งม้า′

 

09E6E9BF-FCF2-4D24-A72E-B4664BD4163F_w1023_r1_s

 

โครงการความร่วมมือระหว่างหอดูดาวซีกฟ้าใต้ของยุโรป (European South Observatory) หรือ ESO กับกลุ่ม Breakthrough Initiative นี้ เป็นโครงการที่ครอบคลุมการศึกษาหลายส่วนด้วยกัน

โดยอันดับเเรก ทางหอดูดาว ESO จะต้องระบุให้ได้เสียก่อนว่ามีดาวเคราะห์กี่ดวงในระบบดวงดาวที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด และเป็นดาวเคราะห์ประเภทใด

เพื่อตอบคำถามเหล่านี้ ในปี ค.ศ. 2019 ทาง ESO จะเริ่มใช้กล้องส่องดูดาว Very Large Telescope ที่มีกำลังสูงมาก เพื่อศึกษาดาวเคราะห์ในกลุ่มดาวคนครึ่งม้าอย่างละเอียด

กลุ่มดาวคนครึ่งม้าหรือ Alpha Centauri เป็นกลุ่มดาวนอกระบบสุริยะที่อยู่ห่างจากโลกเราไปเพียง 4.3 ปีเเสง ระบบดาวนี้กลายเป็นข่าวที่น่าสนใจเมื่อปีที่แล้ว หลังจากทีมนักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์เหมือนโลกที่ชื่อว่า Proxima B โคจรรอบๆ ดาวฤกษ์ Proxima Centauri หนึ่งในดาวฤกษ์สามดวงในระบบ

ดาวฤกษ์อีกสองดวงในระบบเป็นดาวฤกษ์แฝดชื่อว่า Alpha Centauri A กับ Alpha Centauri B ดาวฤกษ์ทั้งสองดวงนี้โคจรรอบกันเเละกันครบหนึ่งรอบทุก 79 ปี มีระยะทางห่างจากกันเท่ากับระยะทางระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวพลูโต

 นักดาราศาสตร์ต่างเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีดาวเคราะห์อื่นๆ อีกมากมายที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระหว่างดาวฤกษ์ทั้งสามดวงในระบบดาวคนครึ่งม้านี้

โครงการความร่วมมือนี้ตกลงที่จะสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุงอุปกรณ์ส่องดูดาวของหอดูดาวซีกฟ้าใต้ของยุโรป เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาดาวเคราะห์เหล่านี้ในระบบดาวคนครึ่งม้า ซึ่งเป็นไปได้ว่าดาวเคราะห์เหล่านี้อาจมีสภาพเเวดล้อมที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต

หลังจากเสร็จสิ้นการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในกลุ่มดาวคนครึ่งม้าเเล้ว หากพบว่ามีอยู่จริง ระยะต่อไปของโครงการความร่วมมือนี้จะเป็นการส่งยานสำรวจขนาดจิ๋วออกไปสำรวจดาวเคราะห์เหล่านี้ ซึ่งเป็นงานที่สำคัญมากเรียกว่า starshot เป็นการส่งยานสำรวจอวกาศขนาดจิ๋วจำนวนมากออกไปยังนอกโลก ใช้พลังงานจากเเสงเลเซอร์

บรรดานักฟิสิกส์อย่าง Stephen Hawking บอกว่าโครงการยานสำรวจขนาดจิ๋วนี้มีความเป็นไปได้ในคนรุ่นปัจจุบัน เเละหากเป็นไปได้หรือเกิดขึ้นจริงๆ จะมีการส่งยานสำรวจขนาดเท่ากับที่คลิปติดกระดาษจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันลำออกไปยังกลุ่มดาวคนครึ่งม้า โดยใช้เวลาเดินทางนาน 20 ปี กว่าจะไปถึงจุดหมาย

ยานสำรวจขนาดจิ๋วเเต่ละลำจะมีอุปกรณ์สื่อสารทันสมัย มีกล้องถ่ายภาพเเละเเบตเตอรี่นิวเคลียร์ ทีมงานชี้ว่าเทคโนโลยีย่อส่วนนี้จะมีขนาดเล็กพอที่จะติดลงไปบนยานสำรวจจิ๋วที่มีน้ำหนักเเค่หนึ่งกรัม และมีขนาดเท่ากับอากรเเสตมป์หนึ่งดวง

ยานสำรวจจิ๋วเเต่ละลำจะนำไปติดกับใบพัดพลังงานโซล่าที่ได้เเรงส่งจากเเสงเลเซอร์กำลังสูง ซึ่งจะช่วยให้ยานมีเเรงขับเคลื่อนสูงขึ้นไปได้ราว 20 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วของเเสงจะกลายเป็นความเร็วที่สูงที่สุดเท่าที่เคยทำได้

การส่งยานสำรวจขนาดจิ๋วยังจะต้องใช้เวลาอีก 30-40 ปีกว่าจะเริ่มต้นขึ้นได้ แต่เเม้ว่าโครงการนี้อาจจะเจอกับอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดความล่าช้า สิ่งที่เเน่นอนที่สุดคือ หอดูดาวซีกฟ้าใต้ของยุโรปจะเริ่มต้นค้นหาดาวเคราะห์ในกลุ่มดวงดาวนอกระบบสุริยะที่ใกล้กับโลกเรามากที่สุดได้ภายในปี ค.ศ. 2020

(รายงานโดย Kevin Enochs / เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทย)

http://www.voathai.com/a/vlt-planet-search-tk/3701238.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1347324578665691

เครื่องพิมพ์สามมิติ พิมพ์ชิ้นส่วนปลูกถ่ายได้ตามสั่งเพียงไม่กี่นาที

 

JakusCombo

จบปัญหาเปราะบางแตกง่ายของกระดูกเทียมที่ใช้กันในปัจจุบัน ด้วยกระดูกเทียมไฮเปอร์อิลาสติกยืดหยุ่นที่สั่งพิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติได้ตามรูปแบบที่ต้องการ Jakus นักวิจัยหลังปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นซึ่งมีพื้นฐานความรู้ด้านวัสดุโลหะและระเบิดได้รับแรงบันดาลใจจากกระบวนอัดรีด (extrusion process) ที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เขาและทีมได้นำส่วนสำคัญทางเทคนิคของกระบวนการนี้มาใช้กับวัสดุทางการแพทย์จนสามารถสังเคราะห์กระดูกเทียมได้จากเครื่องพิมพ์สามมิติ เครื่องพิมพ์ดังกล่าวสามารถฉีดพิมพ์ชั้นของสารประกอบไฮดรอกซีอะปาไทต์และพอลิเอสเทอร์ที่ย่อยสลายได้ซึ่งเชื่อมกับชั้นของหมึกเข้าด้วยกันจนขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนปลูกถ่ายได้ตามต้องการ

ข้อดีของกระดูกจากเครื่องพิมพ์สามมิตินี้คือไม่จำเป็นต้องให้ความร้อนแก่วัสดุจึงไม่ทำให้วัสดุมีความเปราะและไม่ทำลายยาปฏิชีวนะที่ใส่ไว้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในการผลิตต่อชิ้นใช้เวลาสั้นมากเพียงหลายนาทีถึงหลายชั่วโมงเท่านั้นทั้งยังสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย นอกจากนี้หมึกและวัสดุที่พิมพ์ขึ้นมาแล้วก็ยังเก็บไว้ได้เป็นระยะเวลานาน

ผลสำเร็จ

ทีมประสบความสำเร็จในการพิมพ์ชิ้นส่วนปลูกถ่ายจากเครื่องพิมพ์สามมิติเพื่อซ่อมแซมกระดูกสันหลังที่บาดเจ็บในสัตว์จำพวกหนูและแก้ไขข้อบกพร่องของชิ้นส่วนของกะโหลกลิง ผลการทดสอบในลิงพบว่า ชิ้นส่วนกะโหลกเทียมสามารถเชื่อมติดเข้ากับกะโหลกจริงของลิงได้ภายในหนึ่งเดือนและมีการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ด้วย นอกจากวัสดุที่นำมาใช้นั้นมีความยืดหยุ่นดี สามารถบีบอัดได้ในขณะใส่และขยายตัวให้พอดีกับตำแหน่งนั้นๆได้โดยไม่ต้องอาศัยกาวหรือการเย็บแล้ว มันยังมีสมบัติที่เข้ากันได้ทางชีวภาพและมีรูพรุนสูงเหมาะกับการเจริญของเส้นเลือด เซลล์และเนื้อเยื่ออีกด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.scientificamerican.com/article/time-to-change-the-ink-in-the-bone-printer/ http://chicagotonight.wttw.com/2016/09/28/northwestern-scientists-create-synthetic-bone-using-3-d-printer

https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1336247723106710

สกว.เปิดผลงานสุดท้ายนักวิจัยด้านมะเร็ง เหยื่อรถตู้ชนกระบะ

G0DL5oPyrtt5HBAi4FlJyjw5pDvdoEtEZcYcmdIFMIinveuKuD5KSu

      สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดผลงานวิจัยของนายประกาศิต รัตนตันหยง นักวิจัยที่เสียชีวิตจากเหตุรถตู้พุ่งชนกระบะ ระบุเป็นกำลังหลักในการทำงานวิจัย และผลงานสุดท้ายคืองานวิจัยช่วยผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

วันที่ 9 ม.ค.2560 ศ.ดร.น.พ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอณูพันธุศาสตร์ของมะเร็งและโรคของมนุษย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการวิจัยชีววิทยาจีโนมมะเร็ง และโครงการต้นแบบการรักษาความชรา โรคเอสแอลอี และมะเร็ง แนวทางการใช้คัดกรองมะเร็ง ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยของ สกว. เปิดเผยถึงผลงานวิจัยของนายประกาศิต รัตนตันหยง เจ้าหน้าที่ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยร่วมโครงการ ซึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากเหตุการณ์รถตู้ชนรถกระบะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ว่าได้ทิ้งผลงานสำคัญคือ การตรวจวัดดีเอ็นเอเมททิเลชั่น (DNA methylation) ของลำดับเบสซ้ำที่กระจัดกระจาย (Interspersed repetitive sequences, IRSs) เพื่อดูว่าเนื้อเยื่อต่างๆ ของมะเร็งชนิดต่างๆ มีระดับ IRS methylation เป็นอย่างไร

โครงการวิจัยดังกล่าว มีนายประกาศิตเป็นผู้ตรวจวัดและช่วยตรวจวัดระดับ IRS methylation ในน้ำเหลืองของผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งโพรงหลังจมูก เนื้อมะเร็งรังไข่ ไทรอยด์ และไข่ปลาอุก ต่อมน้ำเหลืองของมะเร็งศีรษะและคอ เม็ดเลือดขาวของมะเร็งหลายชนิด ซึ่งผลการศึกษาพบการลดลงของระดับ IRS methylation อย่างมีนัยสำคัญ และยังสามารถนำมาใช้ทำนายโรคมะเร็ง รังไข่ ตับ และ ไข่ปลาอุกได้อีกด้วย จากการที่คณะผู้วิจัยเป็นผู้ริเริ่มการตรวจวัด IRS methylation ด้วยพีซีอาร์ นอกจากมะเร็งแล้วยังพบการลดลงของระดับ Alu methylation ในคนชรา ซึ่ง Alu จัดเป็น IRS ชนิดหนึ่ง และ LINE-1 hypomethylation ในโรคเอสแอลอี

นายประกาศิตได้ช่วย ศ. นพ.กิตติพันธุ์ ฤกษ์เกษม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการตรวจ Alu methylation ในเด็กแรกเกิด พบว่าเด็กที่โตเร็วจะมีระดับ Alu methylation สูงกว่ากลุ่มที่โตช้า

ทั้งนี้ การตรวจวัดสภาวะเหนือพันธุกรรมเพื่อทำนายการเจริญเติบโตของทารกเป็นการศึกษาที่เป็นที่ต้องการในปัจจุบัน คณะผู้วิจัยได้ค้นพบว่า LINE-1 methylation ที่อยู่ในยีนจะควบคุมการทำงานของยีน นอกจากนี้ นายประกาศิตยังได้ช่วยภาควิชาสูตินรีเวชพิสูจน์บทบาทของ LINE-1 methylation ในกลุ่มอาการหรือโรคที่พบบ่อยในสตรี (polycystic ovary syndrome) และโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ซึ่งสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งรังไข่ การเกิด IRS hypomethylation ทำให้จีโนมไม่เสถียร คณะผู้วิจัยจึงศึกษาว่ากลไกการเกิดจีโนมไม่เสถียรนี้มีความสัมพันธ์กับรอยต่อดีเอนเอในเซลล์ที่เกิดขึ้นเอง ซึ่งหัวข้อนี้นายประกาศิตเป็นผู้ศึกษา IRS methylation ที่จีโนมและที่ EDSBs หากการศึกษานี้สำเร็จจะทำให้มีความเข้าใจและสามารถตรวจหา ป้องกันหรือแก้ไขจีโนมที่ไม่เสถียรของเซลล์มะเร็งและเซลล์ชราได้ รวมถึงช่วย ศ. พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาและพิสูจน์การเกิดการกระจายของโครโมโซมจากพ่อหรือแม่เท่านั้นจากครอบครัวของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

สำหรับงานสุดท้ายของนายประกาศิตที่เจ้าตัวได้คิด วางแผน ดำเนินการวิจัย และเขียนผลงานด้วยตัวเองทั้งหมด ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีทางชีววิทยาโมเลกุล เพื่อสืบหาเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายในต่อมน้ำเหลืองของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยตรวจระดับ DNA methylation ของยีน SHP1-p2 SHP1-p2 methylation ซึ่งจะพบเฉพาะในเซลล์เยื่อบุผิว เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองมีเยื่อบุผิวน้อย ระดับ SHP1-p2 methylation ในต่อมน้ำเหลืองจึงเป็นการบ่งบอกเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองได้ ดังนั้นการตรวจวัดระดับ SHP1-p2 methylation ด้วยเทคนิคที่นายประกาศิตปรับปรุงขึ้นจึงสามารถตรวจหาเซลล์มะเร็งที่มีปริมาณน้อยจนไม่สามารถวินิจฉัยด้วยกล้องจุลทรรศน์ได้

“งานวิจัยของนายประกาศิตที่เป็นกำลังหลักในงานที่กำลังดำเนินการอยู่ก่อนเสียชีวิต คือ การสืบหาการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลของเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งผลการศึกษามีความเป็นไปได้สูงมากว่าในอนาคตจะสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ด้วยการตรวจจากเลือด งานวิจัยนี้ไม่มีการทำในต่างประเทศ เพราะเป็นงานวิจัยต่อยอดจากองค์ความรู้ที่ค้นคว้าและค้นพบในห้องปฏิบัติการณ์ของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้ องค์ความรู้ทั้งหมดจากงานวิจัยทั้งหมดของประกาศิต สามารถตีพิมพ์ผลงานในระดับนานาชาติถึง 14 เรื่อง และได้รับการอ้างอิงนับถึงวันที่เสียชีวิตสูงถึง 474 ครั้ง นับว่าสูงมากสำหรับวงการวิชาการของไทย เพราะโดยทั่วไปหากได้รับการอ้างอิงเกิน 100 ครั้ง ก็มีมาตรฐานเทียบเท่ากับศาสาตราจารย์ ระดับ 11” ศ. ดร. น.พ.อภิวัฒน์ระบุ

ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก สกว.

http://news.thaipbs.or.th/content/259398

นวัตกรรมล่าสุดแห่งวิทยาศาสตร์:การสร้างเซลล์ต้นกำเนิดด้วยน้ำกรด

dnews-files-2014-01-groundbreaking-embryonic-stem-cells-vinegar-670-jpg

ข่าวนี้นับว่าเป็นข่าวใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์ทีเดียว

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิธีที่จะสร้างสเต็มเซลล์ตัวต้นกำเนิดจากตัวอ่อน(embryonic stem cells) โดยปราศจากการใช้ตัวอ่อนหรือการใช้สารพันธุกรรมใดๆ การค้นพบนี้จะสามารถปฏิวัติการแพทย์ได้ด้วยการมอบวิธีการรักษาแก่แพทย์สำหรับการซ่อมแซมเนื้อเยื้อที่มีโรคหรือได้รับความเสียหาย เช่นโรคหัวใจ ตาบอด หรือผิวหนังที่เป็นแผลไฟไหม้ จากอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่ปลูกขึ้นจากเซลล์ของคนไข้เอง

กลุ่มนักวิจัยที่นำโดย Haruko Obokata จาก Riken Center for Developmental Biology ในเมืองโกเบที่ญี่ปุ่นนับพบว่าเวลาที่พวกเขาได้ทำการทดลองหลายรูปแบบที่เซลล์เม็ดเลือดข่าว เช่นการแช่ในกรดหรือเอาไปไว้ในที่ๆมีออกซิเจนต่ำ ซึ่งทำให้มันอยู่ในสภาพใกล้ตายนั้น พวกเขาได้พบว่าเซลล์บางตัวนั้นได้สูญเสียคุณสมบัติในการเป็นเซลล์เม็ดเลือดและคืนสภาพไปสู่ภาวะที่เท่าเทียมกับเซลล์ต้นกำเนิด

พวกเขาเรียกเซลล์เหล่านี้ว่า STAP ซึ่งย่อมาจาก stimulus-triggered acquisition of pluripotency

เมื่อนักวิจัยได้ย้ายเซลล์ STAP ไปยังสารพิเศษที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตพวกเขาก็ได้พบว่าเซลล์ดังกล่าวเริ่มเพิ่มจำนวนและเหมือนกับเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งสามารถเติบโตกลายไปเป็นเซลล์ชนิดใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็น กระดูก ผิวหนัง หรืออวัยวะ โดยทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของที่ๆเซลล์ถูกวางเอาไว้ และเมื่อเซลล์เหล่านี้ได้ถูกฉีดเข้าไปในตัวอ่อนของหนู มันก็สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อของหนูได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิจัยไม่คิดมาก่อนว่าจะสามารถเป็นไปได้

ไม่เพียงแต่วิธีดังกล่าวนั้นจะมีความรวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าวิธีในปัจจุบันมาก แต่มันยังสามารถลบล้างข้อถกเถียงที่เกี่ยวกับการวิจัยเสต็มเซลล์ที่ต้องอาศัยการทำลายตัวอ่อน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความกังวลในด้านจริยธรรมอีกด้วย นอกจากนี้วิธีดังกล่าวยังหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับอีกหนึ่งตัวเลือกแทนการใช้เซลล์ต้นกำเนิดหรือเซลล์ iPS (induced pluripotent stem cells) อีกด้วย ซึ่งการใช้เซลล์ iPS นั้นจำเป็นที่จะต้องใส่สารพันธุกรรมเข้าไปในเซลล์ ซึ่งทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้ในบางกรณีด้วย

แรงบันดาลใจของงานวิจัยครั้งนี้มาจากเทคนิคต่างๆที่ถูกใช้อยู่ในห้องทดลองและเพาะเลี้ยงพืชในปัจจุบัน ที่ๆการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของเซลล์ได้ ยกตัวอย่างเช่นเซลล์ผิวหนังของกบนั้นสามารถถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเซลล์สมองได้ถ้าโดนสารละลายที่มีค่า pH ต่ำ ในกรณีของนักพฤกษศาสตร์นั้นพวกเขาสามารถปลูกพืชหรือต้นไม้ใหม่ขึ้นมาได้โดยการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาจากบาดแผลบนต้นไม้ที่มีอยู่แล้วได้

ในตอนนี้ การใช้เซลล์ STAP นั้นดูเหมือนว่าจะได้ผลในการทดลองกับหนู แต่ผลลัพธ์นั้นก็ดูเหมือนว่าจะสามารถใช้กับมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน

ศาสตราจารย์ Chris Mason หัวหน้ากระบวนการชีวภาพสำหรับการแพทย์ฟื้นฟูที่ University College London กล่าวว่า “ถ้าวิธีดังกล่าวสามารถใช้งานกับมนุษย์ได้แล้วล่ะก็ มันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้การรักษาด้วยเซลล์บำบัดด้วยการใช้เซลล์ของคนไข้เป็นที่แพร่หลายได้ เป็นการมาถึงของยุคการแพทย์ส่วนบุคคลอย่างแท้จริง”

ที่มา : http://news.discovery.com/tech/biotechnology/groundbreaking-embryonic-stem-cells-made-with-acid-140129.htm

http://www.vcharkarn.com/vnews/448083

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1319027351495414

​เรียนไปกลัวจำไม่ได้ให้ออกไปวิ่ง

 

3d7f0ee51ac9427119dd8991c8a43619

เคยหรือไม่ที่คร่ำเคร่งเรียนหนังสือแล้วกลัวว่าจะจำที่เรียนไปไม่ได้? นักวิจัยให้คำแนะนำว่า ให้ออกไปวิ่งสักพัก จะทำให้สามารถจำสิ่งที่เรียนไปได้ดีขึ้น

หลังจากเรียนหนังสืออย่างคร่ำเคร่ง เช่น การเรียนเพื่อสอบ นักเรียนแต่ละคนต่างก็มีวิธีทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายแตกต่างกันไป ล่าสุด นักวิจัยที่ออสเตรีย ให้คำแนะนำว่า การออกกำลังกาย เช่น การออกไปวิ่ง จะให้ผลดีกับการเรียน โดยเฉพาะการจำ มากกว่าการทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยได้ออกแรง เช่น การเล่นเกมคอมพิวเตอร์

“มีเด็กบางวัยที่เริ่มสนใจเกมคอมพิวเตอร์มากขึ้น” ศาสตราจารย์ฮาราล์ด คินเดอร์มันน์ นักวิจัยที่ University of Applied Sciences Upper Austria เผย

“ผมอยากจะค้นหาว่าการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ไม่สนใจกิจกรรมกลางแจ้งที่ได้สูดอากาศนั้น ส่งผลกับการเรียนอย่างไร”

ในการศึกษาครั้งนี้ ดร.คินเดอร์มันน์ และทีมวิจัยได้รวบรวมอาสาสมัครเป็นชาย 60 คน อายุระหว่าง 16 ถึง 29 ปี ให้จำข้อมูลบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจำเส้นทางจากแผนที่เมือง จำคำศัพท์เยอรมัน-ตุรกี หลังจากนั้น นักวิจัยได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้เล่นเกมรุนแรงคือ Counter Strike กลุ่มที่สองให้ออกไปวิ่ง และกลุ่มที่สามที่เป็นกลุ่มควบคุมให้ออกไปเดินเล่นข้างนอก จากนั้น นักวิจัยทำการเปรียบเทียบว่าแต่ละกลุ่มจดจำข้อมูลที่ให้ได้ดีเพียงใด

ผลที่ออกมาคือ กลุ่มนักวิ่งทำคะแนนได้สูงสุด สามารถจำได้ดีมากกว่าตอนเริ่มจำเสียด้วยซ้ำ ส่วนกลุ่มควบคุมนั้นทำคะแนนได้แย่ที่สุด ส่วนกลุ่มคนที่เล่นเกมนั้น มีข้อบกพร่องบ้างในการทำการทดสอบความจำ

“ข้อมูลของเราชี้ว่า การเล่นวิดีโอเกมก็ไม่ได้ช่วยให้เรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพแต่อย่างใด” ดร.คินเดอร์มันน์ กล่าว

“เราจึงขอแนะนำให้วัยรุ่นและผู้ใหญ่ ให้ออกกำลังกายหลังจากเรียนรู้มาสักระยะ”

อย่างไรก็ตาม กลไกที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ซึ่งอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนความเครียดอย่าง “คอร์ติโซล” ซึ่งจะมีผลกับการเรียกคืนความทรงจำ ในบางสถานการณ์ ฮอร์โมนนี้ทำให้เราจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่บางครั้งก็ทำให้เราคิดอะไรไม่ค่อยออก ทั้งนี้ ความเครียดที่เกิดขึ้นในร่างกายนั้นมี 2 แบบ คือ ความเครียดทางกายและทางจิตใจ งานวิจัยนี้จึงบอกเป็นนัย ๆ ว่า ความเครียดทางกายอย่างการวิ่ง อาจจะช่วยให้การรื้อฟื้นความทรงจำของคนเราดีขึ้นได้

นักวิจัยมีสมมติฐานอยู่ 2 อย่าง ได้แก่ สมมติฐานข้อที่ 1 เกมคอมพิวเตอร์อาจจะทำให้คนเล่นรู้สึกว่าโดนภัยคุกคามทางกายขึ้นจริง ๆ และเมื่อมีความเครียดทางใจจากการเล่นเกมร่วมด้วยแล้ว สมองอาจจะไม่สนใจสิ่งที่ได้เรียนไปเพราะกำลังจดจ้องอยู่กับภัยคุกคามที่มาจากการเล่นเกมรุนแรงเกมนี้

ส่วนสมมติฐานข้อที่ 2 คือ ความเครียดทางกายจากการวิ่งจะเปลี่ยนสมองให้เข้าสู่สภาวะพร้อมเก็บความทรงจำ ซึ่งจะทำการเก็บข้อมูลที่นักเรียนได้เรียนไป ในช่วงนี้ ร่างกายจะหลั่ง “คอร์ติโซล” มากขึ้นเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย และ “คอร์ติโซล” ชนิดนี้อาจจะเป็นประโยชน์ช่วยในการพัฒนาความจำ

งานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Cognitive Systems Research แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังต้องศึกษากันต่อไปเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างระดับของคอร์ติโซลและความสามารถในการเรียกคืนความทรงจำ

อ้างอิง: Elsevier. (2016, October 19). Going for a run could improve cramming for exams. ScienceDaily. Retrieved October 31, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/10/161019082543.htm

งานวิจัย: Harald Kindermann, Andrija Javor, Martin Reuter. Playing counter-strike versus running: The impact of leisure time activities and cortisol on intermediate-term memory in male students. Cognitive Systems Research, 2016; 40: 1 DOI: 10.1016/j.cogsys.2016.01.002

ภาพจาก: nwaonline.com

http://www.vcharkarn.com/vnews/505903

นักวิทย์ปลูกใบหูเทียมบนหลังหนู เตรียมปลูกในคนภายใน 5 ปีข้างหน้า

 

ear1

 

นักวิจัยจากญี่ปุ่นแสดงความเชื่อมั่น สามารถปลูกอวัยวะเทียมในคนได้ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ หลังประสบความสำเร็จในการใช้เซลล์ต้นแบบ ปลูกใบหูเทียมมนุษย์บนหลังหนูทดลอง หวังเป็นหนทางใหม่ รักษาเด็กเกิดมาพร้อมภาวะผิดปกติบนใบหน้า ตลอดจนผู้ประสบอุบัติเหตุ

เว็บไซต์เดลี่เมล เผยในรายงานวันที่ 24 มกราคม 2559 ว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวและมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้แสดงความมั่นใจถึงนวัตกรรมการรักษาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าจะสามารถปลูกอวัยวะเทียมในคนได้ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ หลังจากประสบควาสำเร็จจากการทดลองปลูกใบหูเทียมของมนุษย์ ลงบนหลังของหนูทดลองได้เป็นผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ
เหล่านักวิจัยคาดหวังให้สิ่งนี้เป็นหนทางสู่การรักษาเยียวยาเด็ก ๆ ที่เกิดมาพร้อมภาวะผิดปกติบนใบหน้า หรือสูญเสียอวัยวะบนใบหน้าไปจากอุบัติเหตุ อาทิ ถูกสุนัขขย้ำ ตลอดจนทหารผ่านศึกและผู้ประสบอุบัติเหตุเสียโฉม ก็จะได้รับประโยชน์จากความสำเร็จในการปลูกอวัยวะเทียมนี้ด้วยก่อนหน้านี้ วิธีการสร้างใบหูเทียมจะทำขึ้นโดยใช้การตัดแต่งจากกระดูกอ่อนจากซี่โครงของผู้ป่วย แต่วิธีการนี้ต้องอาศัยการผ่าตัดซ้ำหลายครั้ง สร้างความเจ็บปวดให้ผู้ป่วย หนำซ้ำหน้าอกที่ถูกผ่าตัดไปก็ไม่อาจฟื้นฟูสูู่สภาพสมบูรณ์ดังเดิมได้ 100%

แต่ด้วยวิธีการใหม่ จะลดขั้นตอนการผ่าตัดที่ยุ่งยาก ตลอดจนความเจ็บปวดของผู้ป่วยลง โดยใช้เซลล์ตั้งต้น หรือ สเต็มเซลล์ เพียงไม่กี่เซลล์ ทำให้เป็นเซลล์กระดูกอ่อน เลี้ยงให้โตเป็นก้อนกลม ๆ ก่อนในห้องแล็บ แล้วจึงนำไปใส่ในพิมพ์พลาสติกพิเศษรูปใบหู จากนั้นจึงนำไปฝังในผิวหนังของผู้ป่วย ในระยะเวลา 2 เดือน พิมพ์จะค่อย ๆ สลายหมดไป ทิ้งไว้แต่ใบหูที่เจริญได้ขนาด 2 นิ้ว ซึ่งจะเป็นเซลล์ที่มีชีวิตและสามารถเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ ตามการเติบโต

ทั้งนี้ วิธีการเดียวกันนี้ถูกนำไปทดลองพัฒนาบ้างแล้วจากกลุ่มนักวิจัยสถาบันต่าง ๆ โดยมุ่งหมายพัฒนาให้เป็นวิธีการสร้างอวัยวะเทียมทดแทนส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผู้ป่วย ที่อาจสูญเสียไปจากอุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ หรือภาวะพิการแต่กำเนิด โดยที่ผ่านมามีการทดลองปลูกอวัยวะ เช่น จมูก ใบหู ไว้บนตัวคนไข้แทนที่จะปลูกกับสัตว์ทดลองแล้ว

ภาพจาก tokyo-np.co.jp, John Hopkins Hospital, sina

แหล่งที่มา  http://health.kapook.com/view140088.html