คลังเก็บหมวดหมู่: มณทิชา ร้อยเที่ยง

นักดาราศาสตร์ค้นพบหลุมดำใกล้ๆดาวฤกษ์ที่ระเบิดออก

9 กุมภาพันธ์ 2560

ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย Masaya Yamada นักศึกษาปริญญาโทแห่งมหาวิทยาลัยเคโอ (Keio University) ประเทศญี่ปุ่น ใช้กล้องโทรทรรศน์ ASTE ในชิลีและ กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่ง Nobeyama Radio Observatory ทำการศึกษาแก๊สที่กระจายอยู่รอบๆซูเปอร์โนวา W44 ซึ่งห่างจากโลกเราออกไป 10,000 ปีแสงเพื่อหาปริมาณพลังงานจากซูเปอร์โนวาถ่ายเทมายังแก๊สโดยรอบ แต่พวกเขากลับค้นพบหลุมดำที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณขอบของซูเปอร์โนวานั้น!

ภาพหลุมดำเคลื่อนที่ผ่านกลุ่มแก๊สของซูเปอร์โนวา แรงโน้มถ่วงของมันดึงให้แก๊สถูกลากด้วยความเร็วสูง

หลักฐานคือ ในระหว่างที่พวกเขาศึกษากลุ่มแก๊สอยู่นั้นเอง มีแก๊สกลุ่มหนึ่งขนาดใหญ่ 2 ปีแสงเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วราวๆ 100 กิโลเมตรต่อวินาทีซึ่งเร็วกว่าอัตราเร็วเสียงในตัวกลางระหว่างดาวฤกษ์มากกว่าสองเท่า! ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเคลื่อนที่สวนทางกับการหมุนของกาแล็กซีทางช้างเผือกด้วย

กลุ่มแก๊สประหลาดนี้ทำให้นักดาราศาสตร์เกิดความสนใจจนทำการศึกษาอัตราเร็วของกลุ่มแก๊สนี้ในแต่ละส่วนของมันโดยละเอียด ผลปรากฏว่าบางส่วนของมันมีพลังงานสูงกว่าพลังงานที่ซูเปอร์โนวานี้ปลดปล่อยออกมาเสียอีก! ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้สำหรับแก๊สที่ระเบิดออกมาตามปกติ

ทีมวิจัยจึงเสนอคำตอบที่เป็นไปได้ไว้สองทางซึ่งทั้งสองทางล้วนเกี่ยวข้องกับหลุมดำ

 

1. ซูเปอร์โนวาระเบิดพัดพากลุ่มแก๊สเคลื่อนผ่านหลุมดำที่อยู่บริเวณนั้น หลุมดำดึงแก๊สเข้ามาบีบอัดรอบๆแล้วเกิดการระเบิดขึ้นจนกลุ่มแก๊สเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก นักดาราศาสตร์คาดว่าในกรณีนี้หลุมดำน่าจะมีมวลอย่างน้อยๆ 3.5เท่าของมวลดวงอาทิตย์

2. หลุมดำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงผ่านกลุ่มแก๊สรอบๆซูเปอร์โนวาทำให้แรงโน้มถ่วงของหลุมดำลากดึงแก๊สเหล่านั้นจนมีความเร็วสูง ในกรณีนี้หลุมดำดังกล่าวต้องมีมวลอย่างน้อย 36 เท่าของมวลดวงอาทิตย์

 

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยยังไม่แน่ใจว่าแนวทางไหนเป็นไปได้มากกว่ากัน แต่การค้นพบนี้เป็นหลักฐานที่ทำให้นักดาราศาสตร์มั่นใจว่าในกาแล็กซีของเราน่าจะมีหลุมดำเดี่ยวๆโคจรอยู่นับร้อยล้านดวง ซึ่งนักดาราศาสตร์เคยพบไม่กี่สิบดวงเท่านั้น

นั่นเป็นเพราะการมองหาหลุมดำเดี่ยวๆเป็นเรื่องยากมากเนื่องจากมันปรากฏดำสนิทและไม่ปลดปล่อยคลื่นใดๆออกมาให้ตรวจจับ  ต่างจากหลุมดำที่ดูดกลืนแก๊สหรือดาวฤกษ์คู่ของมันเข้าไปจนปลดปล่อยพลังงานออกมาโดยรอบอย่างชัดเจน

งานวิจัยนี้อาจกลายเป็นแนวทางใหมสำหรับการค้าหาหลุมดำในอนาคตได้

อ้างอิง

http://www.nro.nao.ac.jp/en/news/2017/0116-yamada-e.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1348663998531749

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

อาคารที่ตั้งเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงในเช็ก (Jan Marchal / AFP)

นักวิจัยอังกฤษและเช็กร่วมกันพัฒนา “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า เปิดทางสู่การปฏิวัติทางวิศวกรรมหลายด้าน ทั้งการสร้างพื้นผิวโลหะที่แข็งแกร่ง การผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ และวัสดุสำหรับผลิตจักรกลจิ๋ว

อุปกรณ์กำเนิดแสงดังกล่าว พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง นักวิจัยอังกฤษจากศูนย์เลเซอร์ซีแอลเอฟ (Central Laser Facility: CLF) และโครงการพัฒนาเลเซอร์กำลังสูงไฮเลส (HiLASE: High average power pulsed laser) ของสาธารณรัฐเช็ก

เครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงดังกล่าวให้กำลังเฉลี่ยสูงถึง 1,000 วัตต์ และเป็นอีกก้าวสำคัญของแสงพลังงานสูงที่จะปฏิวัติวงการวิศวกรรม

จอห์น คอลลิเออร์ (John Collier) ผู้อำนวยการศูนย์เลเซอร์ซีแอลเอฟ บอกทางเอเอฟพีว่า สถิติโลกครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญ แต่เทคโนโลยีเบื้องหลังของการพัฒนาครั้งนี้มีความสำคัญกว่า เพราะจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้แสงเลเซอร์กำลังสูงเหล่านี้

ด้าน มาร์ติน ดิวอกี (Martin Divoky) นักฟิสิกส์ของไฮเลสบอกทางเอเอฟพีระหว่างการทดสอบเครื่องซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองดอลนีเบรซานีใกล้ๆ กับกรุงปรากว่า เครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงนี้มีชื่อว่า “บิวอจ” (Bivoj) ซึ่งเป็นชื่อชายผู้แข็งแกร่งตามตำนานของเช็ก และเป็นเลเซอร์ที่มีกำลังมากกว่าเลเซอร์ประเภทเดียวกันจากแหล่งผลิตอื่นๆ ทุกแห่งบนโลกถึง 10 เท่า

ส่วน โทมัส โมเซก (Tomas Mocek) ผู้อำนวยการของไฮเลสเผยว่า เครื่องกำเนิดเลเซอร์บิวอจนี้ทำลาย “กำแพงกล” ที่ 1,000 วัตต์เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา และสร้างสถิติโลกของเลเซอร์กำลังสูงประเภทเดียวกัน

“มันเป็นก้าวสำคัญ เหมือนชัยชนะในกีฬาโอลิมปิก” โมเซกเสริมอีก

    เครื่องกำเนิดซูเปอร์เลเซอร์นี้หนักราวๆ 20 ตัน และมีมูลค่าสูงถึง 44 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.67 พันล้านบาท ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งจากศูนย์เลเซอร์ซีแอลเอฟและไฮเลสบอกว่า เครื่องกำเนิดเลเซอร์บิวอจจะถูกนำไปประยุกต์ใช้ทางด้านการบิน ยานยนต์ และภาคพลังงาน

อย่างไรก็ตาม บนโลกนี้ยังมีเครื่องกำเนิดเลเซอร์ที่มีกำลังสูงพันล้านวัตต์ ที่เรียกว่า “เลเซอร์กำลังสูงสุด” (peak power lasers) โดยเครื่องหนึ่งคือ “เท็กซัสพีตาวัตต์เลเซอร์” (Texas Petawatt Laser) อยู่ที่ออสติน เท็กซัส สหรัฐฯ ผลิตเลเซอร์กำลังสูง 1 พีตาวัตต์ หรือ 1 พันล้านวัตต์ และอีกเครื่องคือ “แอลเฟกซ์” (Fast Ignition Experiments: LFEX) ในโอซากา ญี่ปุ่น ที่ผลิตเลเซอร์กำลังสูง 2 พีตาวัตต์ หรือ 2 พันล้านวัตต์

ทว่าโมเสกระบุว่า เครื่องกำเนิดเลเซอร์บิวอจนั้นแตกต่างจากเครื่องกำเนิดเลเซอร์ระกับพีตาวัตต์ทั้งสองอย่างมาก โดยเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงที่เท็กซัสและโอซากานั้นผลิตเลเซอร์ได้ในกำลังที่สูงมาก แต่ผลิตได้เป็นช่วงๆ ในแต่ละวันเท่านั้น แต่ไม่มี “กำลังเฉลี่ย” ที่สูงอย่างเครื่องบิวอจ ซึ่งเป็นค่าที่มีความสำคัญต่อการประยุกต์ใช้งาน

ทีมผู้พัฒนาคาดหวังที่จะสำรวจศักยภาพของเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงนี้ระหว่างดำเนินตามแผนทดสอบภายในเดือน ม.ค.นี้ และโมเสกบอกด้วยว่ามีแผนที่จะพัฒนาเลเซอร์กำลังสูงนี้สู่เชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

เครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูง “บิวอจ” ที่จะปฏิวัติวงการวิศวกรรม (Jan Marchal / AFP)

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทดสอบเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูง “บิวอจ” (Jan Marchal / AFP)

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทดสอบเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูง “บิวอจ” (Jan Marchal / AFP)

ที่มา:http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9600000008795

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1338893812842101

น้ำแข็งแอนตาร์กติกาแตก นักวิทย์ผวารีบกลับฝั่ง

สมาคมทวีปแอนตาร์ติกาของอังกฤษ ผวาเจอรอยแตกขนาดใหญ่ในแผ่นน้ำแข็ง ต้องเรียกตัวนักวิทย์หลายสิบชีวิตกลับขึ้นฝั่ง เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน

วันนี้(18ม.ค.60)สมาคมทวีปแอนตาร์กติกาของสหราชอาณาจักร (The British Antarctic Society) หรือบีเอเอส เตรียมเรียกตัวนักวิทยาศาสตร์จากฐานวิจัยขั้วโลกฮัลเลย์ 6  หลังปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ยาวและลึกในชั้นน้ำแข็งบรันทร์ ไอซ์ เชล์ฟ ห่างเพียง 10 ไมล์จากสถานีวิจัยฮัลลีย์ ที่ 6

ทิม สต็อกกิง ผู้อำนวยการปฏิบัติการในสมาคมแอนตาร์ติกา กล่าวว่า พวกเราต้องการทำในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับคนของเรา การนำพวกเขากลับบ้านในช่วงฤดูหนาวเป็นการป้องกันที่รอบคอบ เปิดโอกาสให้นักธรณีวิทยาน้ำแข็งและธารน้ำแข็งของอังกฤษได้เห็นแผ่นน้ำแข็งในช่วงไม่กี่เดือนมานี้

ทั้งนี้ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์ 88 คนที่ประจำอยู่ที่ศูนย์วิจัยฮัลเลย์ 6 ซึ่งตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับภูมิอากาศของโลกและมีบทบาทสำคัญในการค้นพบหลุมโอโซนในปี 2519 ขณะนี้ สถานีแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างหาสถานที่ตั้งแห่งใหม่ หลังจากพบรอยแตก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคิดว่าจะไม่ขยายตัวมากกว่านี้ แต่มันเริ่มรุกล้ำเข้าใกล้ฐานในปี 2555 และมีรอยแตกเพิ่มขึ้นปีละไมล์ทุกปี แต่สถานที่ตั้งใหม่ ก็ต้องเผชิญหน้ากับรอยแยกใหญ่แห่งใหม่อีก ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2559

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ดังกล่าว กำลังตรวจสอบพัฒนาการของรอยแตกนี้ แต่ไม่สามารถมั่นใจได้ว่า ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่จะแยกตัวออกจากแผ่นน้ำแข็งหลักหรือไม่

จากข้อมูลของบีเอเอส ระบุว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดสิ่งนี้ อยู่ในระดับต่ำมาก และการตัดสินใจเรียกตัวนักวิทยาศาสตร์กลับจากสถานีวิจัย ก็ทำขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนเท่านั้น และนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จะเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์วิจัยอีกครั้งเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไป

download (1).jpg

ที่มา:http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126066&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1328913993840083

“ดงผาปูน” ชุมชนต้นแบบจัดการน้ำเมืองน่าน

“ดงผาปูน” ชุมชนต้นแบบจัดการน้ำเมืองน่าน

หลังจากประสบปัญหาน้ำ และทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรม ทำให้ชุมชนบ้านดงผาปูน จ.น่าน ร่วมกันพลิกฟื้นป่า1,000 ไร่ จนกลับมาอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นแหล่งผลิตน้ำและอาหาร สร้างรายได้

ชุมชนบ้านดงผาปูนอ.บ่อเกลือ จ.น่าน ที่รวมพลังชุมชนพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือระหว่างมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย รวมพลังประชารัฐ สานต่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ พื้นที่ลุ่มแม่น้ำน่าน ตั้งเป้าฟื้นฟูเขาหัวโล้นกว่า 3,000 ไร่

จากสายน้ำที่เคยแห้งขอด ป่าไม้ที่เคยเสื่อมโทรม กลับมาอุดมสมบูรณ์ ได้อีกครั้ง เพราะด้วยคนในชุมชนบ้านดงผาปูน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ได้ร่วมกันพัฒนาระบบน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดินด้วยฝายชะลอน้ำ และพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยการปลูกพืชเศรษฐ กิจ อย่าง ต้นต๋าว หวาย พืชสมุนไพร และไม้ยืนต้น จากความพยายามของคนในชุมชน 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งอาหาร สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

คเณศวร น่านโพธิ์ศรี ผช.ผญบ. บ้านดงผาปูน อ.บ่อเกลือ จ.น่าน บอกว่า ป่าชุมชนแห่งนี้ ไม่เพียงจะเป็นที่ทำกินของคนในชุมชน แต่ป่าที่นี้ ยังเป็นแหล่งความรู้ ให้คนในชุมชนและเยาวชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ พันธุ์ไม้ท้องถิ่น พร้อมๆกับการปลูกฝังให้คนในชุมชนเห็นคุณค่า ความสำคัญของการมีป่า

ตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการทรัพยากรน้ำและผืนป่า ของชุมชนบ้านดงผาปูน ตามแนวพระราชดำริ ส่งผลให้เกิดเป็นเครือข่ายการจัดการทรัพยากรชุมชน และขยายผลความสำเร็จไปสู่ชุมชนบ้านนาบง ตำบลบ่อเกลือใต้ ในพื้นที่เกือบ 1,000 ไร่ ให้กับมาอุดมสมบูรณ์ โดยการสร้างระบบน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน และการปรับปรุงดิน ประกอบด้วยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นในบริเวณลำห้วยจำนวน 5 ฝายและการปลูกพืชอุ้มน้ำ เช่น กล้วยป่า กล้วยน้ำว้า และต๋าว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่
สำหรับโครงการ “พัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริพื้นที่ลุ่มแม่น้ำน่าน”ที่เกิดขึ้น คาดว่า หลังโครงการแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2562 จะสามารถฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบปัญหาเขาหัวโล้นกว่า 3,000 ไร่ ให้กลับเป็นป่าต้นน้ำเหมือนเดิม ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง ป้องกันดินถล่มส่งผลให้ประชากร 272 ครัวเรือน มีน้ำอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตรตลอดทั้งปี

VDO:https://youtu.be/4mYW3ahX0EY

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/259475

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1319800758084740

เปิดโลกการแพทย์ นักวิทย์ฯ พบอวัยวะใหม่ จัดเป็นอวัยวะภายในชิ้นที่ 79

เปิดโลกการแพทย์ นักวิทย์ฯ พบอวัยวะใหม่ จัดเป็นอวัยวะภายในชิ้นที่ 79

1484185236088

เผยการค้นพบครั้งใหม่ทางการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ไอร์แลนด์พบเยื่อแขวนลำไส้เป็นอวัยวะภายในชิ้นที่ 79 นำร่องไปสู่การจำแนกโรคที่เกี่ยวกับท้อง และนำไปสู่วิธีการรักษารูปแบบใหม่
วันที่ 4 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ของอังกฤษ เปิดเผยรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์จากประเทศไอร์แลนด์ค้นพบอวัยวะชิ้นใหม่ที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายมนุษย์ ซึ่งจริง ๆ แล้วจะเรียกว่าค้นพบใหม่ก็คงไม่เชิง เนื่องจากชิ้นส่วนนี้มีการค้นพบมานานแล้ว ซึ่งถูกเรียกว่า Mesentery หรือ เยื่อแขวนลำไส้ ซึ่งเป็นรอยพับซ้อนของเยื่อบุช่องท้อง ยึดลำไส้ติดกับผนังท้องด้านหลัง โดยก่อนหน้านี้ถูกจัดให้เป็นเศษชิ้นส่วนของโครงสร้างในระบบย่อยอาหาร แต่ขณะนี้ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้พิจารณาใหม่โดยจัดให้อยู่ในประเภทของ “อวัยวะ”
ทั้งนี้แม้ว่าบทบาทและหน้าที่ของเยื่อแขวนลำไส้นี้ จะยังค่อนข้างไม่ชัดเจน แต่การค้นพบครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการกรุยทางในพื้นที่ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ จากการเปิดเผยของ เจ คาลวิน คอฟฟีย์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพยาบาลลิเมอริค ประเทศไอร์แลนด์ ผู้ค้นพบครั้งแรก ระบุว่า “เมื่อเราศึกษาลงลึก มันก็เหมือนกับอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งทำให้เราสามารถจำแนกประเภทโรคที่เกี่ยวกับท้องได้จากอวัยวะชิ้นนี้ได้”
อวัยวะ
ภาพจาก J Calvin Coffey/D Peter O’Leary/Henry Vandyke Carter
“ตอนนี้เรามีการศึกษาทั้งด้านกายวิภาคศาสตร์และโครงสร้างแล้ว ที่เหลือก็แค่ด้านหน้าที่ของมัน ถ้าคุณเข้าใจหน้าที่ของมัน คุณก็จะสามารถระบุหน้าที่ที่เกี่ยวกับท้องได้ อันทำให้ทราบถึงสาเหตุปัญหาของโรค และนำไปสู่การค้นพบวิธีรักษารูปแบบใหม่ จากนั้นเมื่อนำด้านต่าง ๆ เหล่านี้มาศึกษารวมกัน ก็จะได้เป็นวิทยาศาสตร์สาขา เยื่อแขวนลำไส้ (mesenteric)” เจ คาลวิน คอฟฟีย์ กล่าว
สำหรับการวิจัยครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อ The Lancet ซึ่งหลังจากการค้นพบครั้งนี้ บรรดานักเรียนแพทย์รุ่นต่อไปก็จะถูกสอนว่า เยื่อแขวนลำไส้ เป็นหนึ่งในอวัยวะภายใน นอกจากนี้ ในหนังสือเรียน Gray’s Anatomy ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคู่มือเรียนแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ยังได้ทำการอัพเดทเปลี่ยนแปลงคำนิยามให้กับมันใหม่ด้วย
สำหรับ เยื่อแขวนลำไส้ หรือ Mesentery นี้ มีการบรรยายลักษณะของมันไว้ตั้งแต่สมัยอัจฉริยบุคคลชาวอิตาเลียนชื่อก้องโลกอย่าง เลโอนาร์โด ดา วินชี เมื่อปี ค.ศ. 1508 แต่ไม่มีใครสนใจมาเนิ่นนานนับร้อยปี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วอวัยวะภายในจะแบ่งเป็นหลัก ๆ 5 ชนิด อันได้แก่ หัวใจ สมอง ตับ ปอด และไต แต่ความจริงแล้วมนุษย์มีอวัยวะภายในอื่น ๆ อีกมากที่ส่งผลต่อการมีสุขภาพที่ดี รวมทั้งหมดถึง 79 ชนิดด้วยกัน เมื่อรวมเยื่อแขวนลำไส้ ชิ้นล่าสุดนี้
ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/147393
 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1314595895271893