คลังเก็บหมวดหมู่: มณทิชา ร้อยเที่ยง

จีนล้ำหน้าผลิตเครื่องบิน C919 คุณภาพเท่าโบอิ้ง 737

จีนล้ำหน้าไปอีกขั้นผลิตเครื่องบินโดยสารได้เองคุณภาพเท่าแอร์บัส 320 มีบริษัทสั่งซื้อแล้ว570ลำ เตรียมส่งมอบในอีก2ปี

วันนี้(6พ.ค.60)บริษัทการบินพาณิชย์แห่งประเทศจีน Commercial Aircraft Corporation of China หรือโคแมค (COMAC) ในเซียงไฮ้ ได้ทดลองนำเครื่องบินขนส่งผู้โดยสาร  C919 ที่จีนประกอบขึ้นเอง ออกโชว์โฉมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นับเป็นชาติที่ 4 ของโลก ที่สามารถผลิตเครื่องบินขนาดใหญ่ได้เอง จากเดิมที่มีกลุ่มอเมริกา ฝรั่งเศส และรัสเซีย เป็นผู้ผูกขาดตลาดเครื่องบินโดยสารของโลก

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เครื่องบินขนาด สองเครื่องยนต์ ลำนี้ บินออกจากสนามบิน ผูตงในเซียงไฮ้ พร้อมลูกเรือ 5 คน เพื่อขึ้นทำการทดสอบ  โดยออกบินหนึ่งรอบระยะเวลา 80 นาที สำหรับตัวอักษร C ของเครื่องบินรุ่นนี้ ย่อมาจาก China และชื่อบริษัท COMAC ส่วนเลข 9 มีความหมายว่า ความเป็นนิรันด์ ส่วน 19 คือ จำนวนที่นั่ง 190 ที่นั่งบนเครื่องบิน

เครื่องบินลำนี้ มีมาตรฐานระยะทำการบิน 4,075 กิโลเมตร ลำตัวแคบ มีความใกล้เคียงกับ แอร์บัส 320 รุ่นยอดนิยม ที่สายการบินต้นทุนต่ำนิยมใช้กัน รวมทั้งคล้ายคลึง โบอิ้ง 737 รุ่นล่าสุดของฝากอเมริกาด้วย

ความสำเร็จของการผลิตเครื่องบินโดยสารครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่า จีนกำลังเข้าแข่งขันในตลาด เครื่องบินโดยสารของโลก ที่โตวันโตคืนอยู่เวลานี้ และยังประกาศให้โลกรู้ว่า จีนได้ขยับขึ้นมาสู่ชาติผู้ผลิตของคุณภาพ ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แทนการผลิตของถูกเหมือนในอดีตที่ผ่านมา และคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงกับส่งจดหมายมาแสดงความยินดี กับ COMAC ในความสำเร็จครั้งนี้ และถือว่าเป็นก้าวใหม่ของจีนยุคไฮเทค

 

รัฐบาลจีนสนับสนุน ให้เอกชน พัฒนาเครื่องบินโดยสารเอง โดย COMAC เริ่มต้นดำเนินการค้นคว้าวิจัยเมื่อปี 2551 เข้าสู่สายการผลิตในปี 2558 ใช้วิศวกรและคนงานทั้งสิ้น 2 แสนคน ในโครงการนี้ การออกแบบเครื่องบินและลำตัว รวมทั้งการผลิต ทำโดยคนจีน แต่นำวัตถุดิบและชิ้นส่วนบางอย่างมาจาก 30 บริษัท ทั่วโลก ซึ่งจีนก็ยอมรับว่าเป็นความสำเร็จในการร่วมมือกับบริษัททั่วโลก จีนสั่งซื้อชิ้นส่วนบางอย่างมาจากบริษัท Honeywell International Inc เครื่องยนต์บางชิ้นมาจาก General Electric และ Safran Aircraft Engines

บริษัท COMAC เปิดเผยว่าเวลานี้ สายการบินทั้งในจีนและต่างประเทศ 23 แห่ง ซึ่งแน่นอนว่ารวมทั้ง แอร์ไชน่า ได้สั่งซื้อเครื่องบินแล้ว 570 ลำ คาดว่าจะนำส่งให้ลูกค้าได้ภายในอีก 2 ปี  ซึ่งทางจีนก็ถ่อมตัวว่า นี่เป็นเพียงก้าวแรกของอุตสาหกรรมการบินจีน ยังต้องทำงานหนักอีกมาก ซึ่งเรื่องนี้ทางโบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของฝั่งอเมริกา เคยคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่า จีนจะกระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ และจะกลายเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ในอีก 20 ปีข้างหน้า คาดว่าจีนจะมีศักยภาพ ผลิตเครื่องบินได้ 6,000 ลำ ในมูลค่ารวม 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 35 ล้านล้านบาท

ตลาดในประเทศของจีน เวลานี้ ต้องการเครื่องบินไซส์เล็ก ขนาดทางเดินเดียว แบบสายการบินต้นทุนต่ำ อีกกว่า 5110 ลำ ภายในปี 2030 หรือ ปี 2573  ถือเป็น 75 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการรวมของตลาดโลก

ที่มา:http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=137030&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1433182856746529

โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) ระบบแห่งอนาคต

โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid)

เราคงเคยได้อ่านตามข่าว หรือฟังตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนพลังงาน เพราะมนุษย์ยังไม่สามารถหาวิธีการลดการบริโภคของตนเองได้ จึงต้องพึ่งพาการสรรหาพลังงานทางเลือกใหม่ๆ อย่างพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แต่นอกเหนือไปจากการเพิ่มปริมาณพลังงานไว้สำหรับผู้บริโภคแล้ว สิ่งที่กลายมาเป็นหัวใจหลักในการช่วยปัญหาการขาดแคลนพลังงานในระยะยาวนั้นคือการจัดการด้านพลังงานนั้นเอง

และเชื่อว่า “โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ” หรือ Smart grid ก็กลายมาเป็นทางออกหนึ่งในการช่วยเรื่องการจัดการด้านพลังงานที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมา ซึ่งสังเกตได้จาก เราคงเคยได้ยินคำว่า เทคโนโลยี Smart grid กันบ่อยๆนั้นเอง

แต่ Smart grid หรือ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นี้หมายถึงเทคโนโลยีแบบใด มีเป็นรูปธรรมแล้วหรือไม่ และก็เกิดประโยชน์ด้านใดบ้าง? ในบทความนี้เราจะนำผู้อ่านไปเข้าใจความหมายที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นของ ของ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

ความเป็นมา

ในอดีตระบบไฟฟ้า จะใช้กระบวนการผลิต ไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ( Centralize Power Generation )  โดยมีโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานดั้งเดิม (Conventional Energy) ในการจ่ายไฟฟ้าให้กับทั้งโครงข่าย หลังจากนั้น เมื่อมนุษย์มีการบริโภคไฟฟ้ามากขึ้น ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีการผลิตแบบการกระจาย (Distributed Power Generation) โดยมีทั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งที่ในพลังงานดั้งเดิมในกาผลิต และทั้งที่ใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy) กระจายอยู่ทั่วโครงข่าย เพื่อให้ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น  แต่เมื่อโรงไฟฟ้ามีจำนวนมากยิ่งขึ้นๆ ดั่งที่เห็นในเช่นทุกวันนี้ ความซับซ้อนในการควบคุมโครงข่ายจึงมากขึ้นด้วยเช่นกัน จึงได้บังเกิดแนวคิดพัฒนาระบบ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาช่วยบริหารจัดการกระบวนการผลิต ควบคุมการผลิต และส่งจ่ายไฟฟ้า ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อะไรคือความหมายที่แท้ของ Smart grid

นิยามของโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะนั้น ไม่ได้ถูกนิยามไว้อย่างชัดเจน โดยมีการตีความแตกต่างกันขึ้นกับหน่วยงานที่นำไปปฏิบัติ โดยสำหรับประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA Smart grid)ได้ให้นิยามของระบบโครงข่ายอัจฉริยะว่า โครงข่ายไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการควบคุม การผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า สามารถรองรับการเชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาด ที่กระจายอยู่ทั่วไปและระบบบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งให้บริการกับผู้เชื่อมต่อกับโครงข่ายผ่านมิเตอร์อัจฉริยะได้อย่างมี ประสิทธิภาพ มีความมั่นคง ปลอดภัย เชื่อถือได้ มีคุณภาพไฟฟ้าได้มาตรฐานสากล ตามความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในศตวรรษที่ 21 ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบพลังงานของประเทศ คุณภาพชีวิตประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า รวมทั้งชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม

โดยความอัจฉริยะของระบบนี้ เกิดจากการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า ระบบสารสนเทศ ระบบสื่อสาร เข้าไว้เป็นโครงข่ายเดียวกัน ซึ่งโครงข่ายดังกล่าวจะสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

1. อิเล็กทรอนิกส์และระบบฝังตัว (Electronics and Embedded Systems)

2. ระบบควบคุมอัตโนมัติ (System Control and Automation)

3. สารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication)

“PEA SMART GRID for Smart Energy , Smart Life and Smart Community”

Smart Energy

หมายถึงการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าเพื่อการใช้อย่าง ชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการผลิต และส่งจ่ายพลังงานสู่ผู้ใช้ไฟฟ้า (Supply side) รวมทั้งด้านของผู้ใช้ไฟฟ้า (Demand side)

แหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electrical Energy Supply/Source)

  • พลังงานทดแทน (Renewable Energy) เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ชีวภาพ ชีวมวล พลังน้ำขนาดเล็กเป็นต้น
  • แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ขนาดเล็ก ติดตั้งบนหลังคาเรือน (Rooftop Photo Voltaic ) กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Wind Turbine)เป็นต้น
  • แหล่งกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เช่น ตัวเก็บประจุไฟฟ้าชนิดอัลตร้า (Ultra capacitor), วงล้อFlywheel, และ แบตเตอรี่ เป็นต้น
  • โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant, VPP) เป็นการจัดการกลุ่มแหล่งจ่ายพลังงานขนาดเล็กด้วยเทคโนโลยีควบคุม สั่งการระยะไกลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สามารถจ่ายไฟจากกลุ่มแหล่งจ่ายไฟข้างต้นเข้าโครงข่ายไฟฟ้าเสมือนหนึ่งจ่าย จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอดีต

ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electrical Power System)

นอกจากแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะข้างต้น โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ยังรวมไปถึงระบบไฟฟ้าอัจฉริยะที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าอีกด้วย โดยคุณสมบัติของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ได้แก่

  • สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ (Automation)
  • สามารถตรวจวัดสภาวะของระบบ (Sense and Monitor)
  • สามารถสื่อสารข้อมูลโต้ตอบกับบุคคล อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบงานต่างๆ ทั้งภายในการไฟฟ้า(Data Integration, Interoperability, Two-way Communication/Interactive)
  • สามารถขายและซื้อไฟฟ้ากับคู่สัญญา ซึ่งอาจจะเป็นทั้งผู้ใช้ไฟและผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Producer & Consumer)
  • รองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, EV)
  • รองรับบ้านเรือนที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารอัจฉริยะ (Smart and Green Office/Building/Home)

Smart Life

โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะรองรับบ้านเรือนที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารอัจฉริยะ(Smart and Green Office/Building/Home)

บ้านอัจฉริยะ (Smart Home)

  • ประกอบด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสมองกลฝังตัว (Embedded System) ซึ่งจะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ไม่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะ
  • สามารถควบคุมการใช้งานได้จากระยะไกลผ่านอุปกรณ์สื่อสารไร้สายแบบพกพา หรือผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเช่น มือถือ, PDA, Smart Phone, Tablet, ระบบอินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน, ร้านอินเตอร์เน็ตทั่วไป เป็นต้น)
  • รองรับรถยนต์ไฟฟ้า
  • ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น Rooftop PV, Small Wind Turbine เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวที่เกิดขึ้นทำให้ ผู้ใช้ไฟเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
  • การไฟฟ้าจะติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) และอุปกรณ์เก็บรวบรวมข้อมูล (Data Concentrator Unit, DCU) สามารถส่งและรับข้อมูลต่างๆ จากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทำให้เจ้าของบ้านสามารถทราบข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ค่าไฟที่ เกิดขึ้นจากการใช้ในขณะนั้น ทำให้การไฟฟ้าและเจ้าของบ้านสามารถร่วมกันจัดการการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าของบ้านสามารถลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการใช้ไฟไปใช้ไฟในช่วงที่ค่าไฟถูก

Smart Community

  • ชุมชนที่สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างอิสระผ่านเครือข่ายสังคมดิจิตอล (Digital Social Network)
  • มีระบบการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ดี จำกัดการก่อมลภาวะ กำจัดสิ่งเหลือใช้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ พร้อมการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
  • มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • จัดให้มีระบบสถานีบริการไฟฟ้าให้บริการแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถขนส่งมวลชน ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า
  • มีระบบการควบคุมระบบผลิตไฟฟ้าของสมาชิกในชุมชนที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมชีวภาพ ชีวมวล ด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดจิ๋ว (Micro Turbine) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant,VPP)
  • รวมกลุ่มเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เป็นทางเลือกอื่นๆ เพื่อลดการใช้น้ำมันและก๊าซเชื้อเพลิงลดการ นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ที่มา:http://www.scimath.org/articles-all/articlestore/articlephysics/4837-smart-grid

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1429332727131542

สารคดี “มหาสมุทรแห่งพลาสติก” นำเสนอปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก

ขยะพลาสติกที่เสื่อมสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวนมหาศาล ลอยเคว้งคว้างในมหาสมุทรต่างๆ ทั่วโลก

1493652449411

ทีมงานถ่ายทำสารคดี A Plastic Oceans หรือ “มหาสมุทรแห่งพลาสติก” ​ได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อบันทึกภาพขยะพลาสติกเหล่านี้

Julie Anderson แห่ง Plastic Oceans Foundation กล่าวว่า “ขยะพลาสติกที่พบเป็นเพียงเเค่ส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น ครึ่งหนึ่งของขยะพลาสติกจมลงสู่ก้นทะเล และขยะพลาสติกที่เหลือจะลอยอยู่ใกล้ผิวหน้าทะเล โดยเสื่อมสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแต่ยังคงสภาพความเป็นพลาสติกอยู่”

ทีมถ่ายทำสารคดีพบ “แพขยะ” ซึ่งเป็นขยะพลาสติกที่ถูกกักรวมในปริมาณที่เข้มข้น อยู่ในวังวนของกระเเสน้ำทะเลในมหาสมุทรต่างๆ ทั้งมหาสมุทรแอตเเลนติก มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรเเปซิฟิก

Adam Leizig โปรดิวเซอร์ของสารคดีเรื่องนี้ กล่าวว่า ทีมงานพบว่ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก มีขยะพลาสติกปริมาณมหาศาลที่เสื่อมสลายเป็นชิ้นขนาดเล็กจิ๋วเเขวนตัวอยู่ใต้น้ำหรือใกล้ๆ กับผิวน้ำเต็มไปหมด

ขยะพลาสติกชิ้นขนาดจิ๋วเหล่านี้เป็นมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร บางครั้งอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ยังมีขยะพลาสติกที่เสื่อมสลายเป็นชิ้นเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และทำปฏิกริยากับสารมลพิษอื่นๆ ในน้ำทะเล

Adam Leizig กล่าวว่า สารโลหะหนักชนิดต่างๆ ยารักษาโรค และสารเคมีจากภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยลงสู่ทะเล สารเคมีเหล่านี้จะไปเกาะติดกับชิ้นส่วนพลาสติกขนาดจิ๋วในทะเล เมื่อสัตว์ทะเลกินพลาสติกเป็นอาหาร สารเคมีอันตรายเหล่านี้จะเข้าไปสั่งสมในเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นไขมันของสัตว์ทะเลขนาดเล็ก

ซึ่งกลายเป็นอาหารของสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ และคนเราในที่สุด

จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยและเวียดนาม เป็นชาติที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุด ส่วนสหรัฐอเมริกา เเม้ว่าจะเป็นประเทศผู้นำด้านการรีไซเคิ่ลขยะ เเต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 20 ชาติสร้างขยะมากที่สุดทั่วโลก เพราะเป็นผู้ผลิตและใช้พลาสติกในปริมาณมาก

และเเม้ว่าจะมีความพยายามในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการเเก้ปัญหา อย่างเช่นในเลบานอน ที่เพิ่งเปิดศูนย์แยกขยะรีไซเคิ่ลแห่งใหม่ แต่ Julie Anderson แห่ง Plastic Oceans Foundation กล่าวว่ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก

เธอกล่าวว่า “คนทั่วไปมีส่วนช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการลดการใช้ขยะพลาสติกชนิดที่ใช้ครั้งเดียวเเล้วทิ้ง เช่น ถุงพลาสติก หลอดดูด ขวดน้ำพลาสติก เเก้วพลาสติก และหันไปใช้วัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อม”

ที่มา:http://www.voathai.com/a/plastic-ocean-tk/3809912.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1428290583902423/

นาซาเผยภาพโลกทั้งใบยามค่ำคืน ไฟระยิบระยับจากเมืองใหญ่

นาซาเผยภาพโลกทั้งใบยามค่ำคืน ไฟระยิบระยับจากเมืองใหญ่

องค์การนาซา เผยภาพถ่ายดาวเทียมตอนกลางคืนฉบับใหม่ล่าสุด เหมือนความตระการตาของแสงไฟจากเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วโลก และกิจกรรมทางทะเลของชาวประมงในยามค่ำคืน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การนาซา ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมแผนที่ที่เผยให้เห็นพื้นผิวโลกในยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยแสงไฟเป็นจุดๆ ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก หลังจากการเก็บข้อมูลและถ่ายภาพมาตลอด 5 ปี

ภาพชุดดังกล่าวได้มีชื่อว่า Night Lights หรือ แสงยามค่ำคืน นับเป็นอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ทางองค์การนาซาได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียวในช่วงเวลากลางคืนแบบทั่วทั้งโลก ภาพถ่ายเหล่านี้บันทึกเอาไว้โดยดาวเทียมเก็บข้อมูลขององค์กร หรือเรียกว่า Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่บันทึกภาพแสงในยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี

แผนที่ยามค่ำคืนฉบับนี้ยังเป็นอีกสิ่งที่ช่วยขยายภาพและปรับปรุงเดิม เนื่องจากมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงบนโลกอยู่ตลอดเวลา ส่วนการบันทึกภาพเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลาที่เหมาะสม เพราะสภาพอากาศบนผิวโลกไม่สามารถคาดเดาได้ ต้องมีจังหวะที่พอดีในการถ่ายภาพดาวเทียมที่ไร้เมฆหมอกบดบัง

ที่มา:http://news.sanook.com/2199875/

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1419217014809780/

19 เม.ย.นี้ จับตาดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เฉียดโลก

19 เม.ย.นี้ จับตาดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เฉียดโลก

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยเวลา 19:24 น. พรุ่งนี้(19 เม.ย.) ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 โคจรเฉียดโลกใกล้ที่สุดยันไม่พุ่งชนโลกและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับมนุษย์

วันนี้(18 เม.ย.2560) ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดารา ศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. บอกว่า วันพรุ่งนี้(19 เม.ย.)เวลา 19:24 น. ตามเวลาในประเทศไทย ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 650 เมตร จะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดที่ระยะทาง 1.8 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 4.6 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์

ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 ถูกค้นพบในเดือนพ.ค.2557 โดยนักดาราศาสตร์ของหอดูดาวแคทาลินา สกาย เซอร์เวย์ เมืองทูซอน รัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ พบว่าครั้งนี้เป็นการโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบ 400 ปี และจะไม่เกิดขึ้นอีกอย่างน้อยในรอบ 500 ปี และเนื่องจากเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่ามันมีขนาดใหญ่กว่ากรณีอุกกาบาตตกที่เมืองเชลยาบินสก์ ประเทศรัสเซีย ประมาณ 60 เท่า นักดาราศาสตร์ทั่วโลกจึงเฝ้าจับตา และติดตามการโคจรของมันอย่างใกล้ชิด

จากการคำนวณอย่างละเอียดทำให้นักดาราศาสตร์เชื่อมั่นว่า ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 จะโคจรเฉียดโลกไป เช่นเดียวกับกับดาวเคราะห์น้อยดวงอื่น ๆ ที่โคจรเฉียดโลก โดยไม่เกิดผลกระทบใด ๆ ต่อโลกและมนุษย์ แต่สำหรับนักดาราศาสตร์แล้ว การมาเยือนในระยะใกล้ของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เช่นนี้ นับเป็นโอกาสดียิ่งที่จะสังเกตการณ์โดยใช้เรดาร์เพื่อศึกษาขนาดและรูปร่างของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้

ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 ขณะโคจรใกล้โลกที่สุด ระหว่างวันที่ 19 – 20 เมษายน 2560 จะมีความสว่างมาก คาดว่าความสว่างปรากฏประมาณแมกนิจูด 10-11 ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถมองเห็นผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 8 นิ้วขึ้นไป ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 19 เม.ย.นี้จะเริ่มสังเกตเห็นได้บริเวณกลุ่มดาวมังกร ตั้งแต่เวลาประมาณ 20:00 น. เป็นต้นไป

ดร.ศรัณย์ บอกว่า ในส่วนของประเทศไทย สดร.จะใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เฝ้าติดตามตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้อย่างใกล้ชิด และถึงแม้ว่าดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 จะเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่โคจรเข้ามาเฉียดใกล้โลก แต่ขอยืนยันว่าจะไม่มีโอกาสชนโลก และไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อมนุษย์อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 10 เมตร) โคจรเข้าใกล้โลกมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ดาวเคราะห์น้อย 2017 FN1 โคจรเฉียดโลกที่ระยะทางประมาณ 51,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 0.17 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ แต่เหตุการณ์ที่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 100 เมตร โคจรเข้ามาใกล้โลกไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ครั้งล่าสุดเมื่อ 13 ปีก่อน ในเดือนกันยายน 2547 ดาวเคราะห์น้อย 4179 Toutatis โคจรเข้าใกล้โลกที่ระยะประมาณ 1.2 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 4 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์

ที่มา:http://news.thaipbs.or.th/content/261727

บริษัทเทคโนโลยีหาวิธีผลิต ‘กระเเสไฟฟ้าจากความร้อน’ ที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม

 

1490921904079

ความร้อนเป็นผลิตผลพลอยได้จากกระบานการทางอุตสาหกรรมหลายๆ อย่าง เช่น การผลิตเเก้วและเหล็ก โรงงานซีเมนต์ โรงงานผลิตพลังงานชีวมวล

และความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ถูกปล่อยออกไปในอากาศ การเปลี่ยนให้ความร้อนของเสียนี้ให้กลายเป็นกระเเสไฟฟ้า ปกติเเล้วจะต้องมีการสร้างไอน้ำเพื่อไปหมุนใบพัดซึ่งจะไปทำให้เครื่องปั่นไฟทำงานผลิตกระเเสไฟฟ้า

เเต่เทคโนโลยีทันสมัยในปัจจุบัน สามารถเปลี่ยนความร้อนของเสียให้กลายเป็นกระเเสไฟฟ้าได้โดยตรง David Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่าหากคุณมองเห็นไฟเเสงเรืองสีเเดง นั่นคือตัวโปรตอนที่ถูกปล่อยออกมาและหากคุณนำแผงโซล่าเซล์ PV ที่เเปลงเเสงให้เป็นกระเเสไฟฟ้าได้โดยตรง มารับโปรตอนที่แผ่ออกมาก็จะผลิตเป็นกระเเสไฟฟ้าได้

นวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากมีปัจจัยสองอย่างที่ช่วยให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก อย่างเเรก คือช่องว่างระหว่างวัสดุที่ดูดซับความร้อนกับเซลล์โซล่า PV ที่จะแปลงเเสงที่เรืองออกมาให้เป็นกระเเสไฟฟ้า มีขนาดเล็กกว่าหนึ่งไมครอนหรือเล็กกว่าความกว้างของเส้นผมคนเราถึง 50 เท่า นี่ทำให้ตัวโปรตอนไม่ต้องเดินทางเป็นระยะทางไกล

อย่างที่สอง โซล่าเซลล์แบบ PV สามารถเย็นตังลงได้ถึง 30 องศาเซลเซียส เเม้ว่าขณะที่อีกด้านหนึ่งของแผงโซล่ากำลังมีการแปลงโปรตอนให้เป็นกระเเสไฟฟ้าเเละอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 900 องศาเซลเซียสก็ตาม

ความเเตกต่างของอุณหภูมิของแผงโซล่าทั้งสองด้านนี้มีผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

David Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่าวิธีนี้ช่วยให้ผลิตกระเเสไฟฟ้าได้ปริมาณมหาศาสได้ในราคาที่ประหยัดลงอย่างมาก โดยค่าต้นทุนการผลิตประมาณว่าอยู่ที่ราว 2 – 8 เซ็นต์สหรัฐฯ ต่อกระเเสไฟฟ้าหนึ่งกิโลวัตต์ชั่วโมง

เเท่งเหล็กที่มีเซลล์โซล่าเเบบ PV สามารถนำไปสอดไว้ในรูที่มีอยู่เเล้วในท่อไอความร้อนที่ออกมาจากเครื่องทำความอุ่น หรือเครื่องหลอมเหล็ก เเละในโรงงาน ไอร้อนนี้จะออกมาอยู่ตลอดเวลา จึงช่วยให้สามารถนำไปผลิตเป็นกระเเสไฟฟ้่ได้อย่างต่อเนื่อง

Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่า ทางบริษัทกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก เพื่อให้สามารถทำงานได้กับความร้อนที่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส ซึ่งจะใช้งานได้กับรถยนต์ ภายในบ้านและเเม้เเต่อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ภายในบ้านบางชนิดอีกด้วย

ที่มา:http://www.voathai.com/a/technology-converting-heat-tk/3779951.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1397773413620807

“ทรายไฟฟ้า″ ปริศนาแห่ง “ดวงจันทร์ไททัน” ของดาวเสาร์

Titan is seen from the Huygens probe as it descended to the surface in 2005.

รายงานวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่ค้นพบว่า บนดวงจันทร์ “ไททัน” ของดาวเสาร์ มีทรายปกคลุมเป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล และทรายเหล่านั้นเป็น “ทรายไฟฟ้า” คือเต็มไปด้วยไฟฟ้าสถิตที่ทำให้ทรายเหล่านั้นเกาะตัวกันแน่น

นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีรัฐจอร์เจีย หรือ Georgia Tech ระบุว่า ทรายบนดวงจันทร์ “ไททัน” ซึ่งเป็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์นั้น ไม่มีธาตุซิลิเคตเหมือนกับทรายบนโลก แต่เป็นทรายที่เต็มไปด้วยไฟฟ้าสถิต

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไฟฟ้าในทรายนั้นเกิดจากกระแสลมบนดวงจันทร์ไททัน ที่มีความเร็วลมเฉลี่ย 30 กม./ชม. และเมื่อเม็ดทรายเกิดการเคลื่อนไหวเพราะถูกพัดพาไปกระทบกับเม็ดทรายอื่นๆ ก็จะสะสมไฟฟ้าเอาไว้ในตัวเอง

นักวิจัยบอกด้วยว่า ไฟฟ้าทีเกิดขึ้นกับทรายบนดวงจันทร์ไททัน อาจช่วยอธิบายว่าทำไมสันทรายบนดวงจันทร์ดวงนั้นจึงมีความสูงชัน บางแห่งสูงกว่า 90 เมตร และก่อตัวในทิศทางที่ตรงข้ามกับทิศทางลม

Titan, Saturn's largest moon appears before the planet as it undergoes seasonal changes in this natural color view from NASA's Cassini spacecraft in this handout released by NASA August 29, 2012. The moon measures 3,200 miles, or 5,150 kilometers, across

Titan, Saturn’s largest moon appears before the planet as it undergoes seasonal changes in this natural color view from NASA’s Cassini spacecraft in this handout released by NASA August 29, 2012. The moon measures 3,200 miles, or 5,150 kilometers, across

คุณ Josh Mendez Harper นักศึกษาปริญญาเอกภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าของ Georgia Tech และผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ กล่าวว่า

“ไฟฟ้าสถิตช่วยเพิ่มแรงเสียดทานพื้นผิวของเม็ดทราย หรือที่เรียกว่า ‘แรงเสียดทานสถิต’ ทำให้เม็ดทรายแต่ละเม็ดมีแรงเกาะเกี่ยวกันในระดับสูงเหมือนกาว และมีเพียงกระแสลมแรงจัดเท่านั้นที่จะทำให้ทรายเหล่านั้นเคลื่อนไหวได้”

ทรายบนโลกของเราก็มีไฟฟ้าสถิตสะสมอยู่เช่นกัน แต่เนื่องจากมีปริมาณน้อยและเม็ดทรายมีขนาดเล็กมาก ไฟฟ้านั้นจึงสลายไปในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับเม็ดทรายบนดวงจันทร์ไททันที่มีขนาดใหญ่กว่า และสามารถกักเก็บไฟฟ้าได้นานหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน

ในรายงานที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Nature Geoscience นักวิจัยกลุ่มนี้ทดสอบสมมติฐานเรื่องทรายไฟฟ้าดังกล่าว ด้วยการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศบนดวงจันทร์ไททันขึ้นมา แล้วใส่ทรายเข้าไป จากนั้นวัดระดับไฟฟ้าในทรายนั้น พบว่ามีประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีทรายบางส่วนที่ติดแน่นกันเป็นกลุ่มก้อน แม้ไม่มีน้ำหรือสารเคมีที่ช่วยในการเกาะตัว

ศาสตราจารย์ Jeff Dufek แห่ง Georgia Tech หนึ่งในผู้จัดทำรายงานวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า

“หากคุณก่อปราสาททรายบนดวงจันทร์ไททัน ปราสาททรายหลังนั้นอาจติดแน่นทนทานนานหลายสัปดาห์ โดยที่ไม่ต้องใช้น้ำช่วย นั่นเป็นเพราะไฟฟ้าที่สถิตอยู่ในทรายเหล่านั้น”

นักวิจัยผู้นี้ยังบอกด้วยว่า “หากใครสามารถนำยานอวกาศลงจอดบนผืนทรายของดวงจันทร์ไททันได้ ยานอวกาศลำนั้นจะไม่มีวันสะอาดhttps://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1396825817048900 เพราะจะถูกทรายเกาะติดอยู่ตลอดเวลา”

ที่มา:http://www.voathai.com/a/titan-electric-sands/3785301.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1396825817048900

จีนเตรียมสร้างหอสังเกตการณ์รังสีคอสมิก

จีนเตรียมโครงการสร้างหอสังเกตการณ์รังสีคอสมิกชื่อ  Large High Altitude Air Shower Observatory (LHAASO) บนภูเขา Haizi ในมณฑลเสฉวนใกล้กับทิเบต โดยหอสังเกตการณ์นี้จะตรวจจับรังสีคอสมิกในช่วงพลังงานที่ไม่เคยได้รับการสังเกตการณ์มาก่อน

as20170317_1_01

Haizi mountain

as20170317_1_02

ภาพจำลองหอสังเกตการณ์ LHAASO

บนยอดเขาที่จะใช้สร้างหอสังเกตการณ์มีพื้นที่ที่ซึ่งเหมาะสมซึ่งจะไม่รบกวนสัตว์ป่าที่อาศัยในบริเวณนั้น โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับหอสังเกตการณ์มีค่าใช้จ่ายในการสร้างประมาณ 174 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

โครงการนี้มีนักวิจัยจากหลายประเทศได้แก่ อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์,รัสเซีย รวมทั้งประเทศไทย หวังจะมีส่วนร่วมในการบุกเบิกความรู้เรื่องรังสีคอสมิก เช่น การค้นหาว่าอะไรทำให้รังสีคอสมิกมีพลังงานสูงขนาดนี้ เนื่องจากพลังงานของอนุภาคในรังสีคอสมิกนั้นสูงกว่าพลังงานของอนุภาคในเครื่องเร่งอนุภาค LHC นับล้านเท่า ปัจจุบันนักฟิสิกส์ยังไม่แน่ใจนักว่าต้นกำเนิดของรังสีคอสมิกนั้นคืออะไรกันแน่ แต่ทางหนึ่งที่นักฟิสิกส์ใช้ในการค้นหาต้นตอคือการตรวจจับรังสีแกมมา (γ-rays) ซึ่งจะไม่ถูกรบกวนโดยประจุไฟฟ้าใดๆ

แม้ว่านักดาราศาสตร์ตรวจจับแหล่งปล่อยรังสีแกมมาได้ถึง 180 แหล่ง แต่ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าแหล่งใดปลดปล่อยรังสีคอสมิกกันแน่

as20170317_1_03

ภาพแสดงส่วนประกอบของหอสังเกตการณ์ LHAASO

หอดูสังเกตการณ์ LHAASO  ที่กำลังจะถูกสร้างนี้จะพยายามระบุให้ได้เป็นครั้งแรกว่ารังสีแกมมาพลังงานสูงเหล่านี้มาจากไหนกันแน่ เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของตั้งหอสังเกตการณ์  LHAASO  อยู่สูงถึง 4.4 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเลซึ่งจะตรวจจับรังสีคอสมิกก่อนมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไป

กำหนดการสร้างจะเริ่มขึ้นต้นปี ค.ศ. 2018 และจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2021

ที่มา:http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/2898-chinese-cosmic-ray-origins

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1384853564912792

นักวิจัยเปิดตัว “หุ่นยนต์ปรับอากาศ” ช่วยประหยัดพลังงาน – ลดค่าไฟ

1489841081939

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยรัฐแมรี่แลนด์ เปิดตัวหุ่นยนต์ช่วยประหยัดค่าไฟในงานประชุมด้านพลังงานที่กรุงวอชิงตัน

หุ่นยนต์ที่ว่านี้สามารถเดินตามเจ้าของไปทั่วทุกมุมของบ้าน และคอยเป่ลมเย็นหรือลมร้อนไปที่ตัวคนๆ นั้น เพื่อให้สามารถปรับระดับอุณภูมิทั่วบ้านให้ประหยัดพลัังงานได้มากขึ้น

นักวิจัยบอกว่าหุ่นยนต์ Smart Air-Conditioning ใช้พลังงานเพียง 50 วัตต์ เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศธรรมดาที่ใช้พลังงานราว 1 กิโลวัตต์ต่อสมาชิกในบ้าน 1 คน

เวลานี้นักวิจัยกำลังพัฒนาสายรัดข้อมือที่จะใช้สื่อสารกับหุ่นยนต์ตัวนี้ด้วย

คาดว่าหากสามารถผลิตออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก หุ่ยนต์ปรับอากาศนี้จะมีราคาประมาณ 150 ดอลลาร์ ซึ่งก็น่าจะคุ้มหากสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้จริงๆ

ที่มา:http://www.voathai.com/a/smart-ac-robot/3770182.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1385339171530898/

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาแอพฯ สื่อสารระหว่าง “โดรน” เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุบินชนกันกลางอากาศ

 

ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี โดรนได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนสมัยใหม่ และในขณะที่มีโดรนเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน การหลีกเลี่ยงการชนกันกลางอากาศระหว่างโดรนกับเครื่องบินโดยสารหรือระหว่างโดรนกับโดรนกลายเป็นเรื่องสำคัญ

โดรนสามารถบินอยู่ในระยะที่ใกล้กับโดรนลำอื่นได้ อย่างที่เห็นกันในการเเข่งขันบินโดรน และโดรนเเต่ละลำถูกควบคุมโดยนักบินที่มีประสบการณ์และบินไปในทิศทางเดียวกัน

การบินโดรนหลายๆ ลำ พร้อมๆ กัน ไปในเส้นทางที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า อย่างที่เรียกว่า “โดรนบัลเล่ท์” เป็นงานที่ไม่ยากเพราะโดรนทั้งหมดถูกควบคุมโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่คงไม่นานนักที่เราเริ่มเห็นฝูงโดรนหลายๆ ฝูง ที่สามารถทำงานต่างๆ ได้ในสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากขึ้น

Nora Ayanian แห่งมหาวิทยาลัย Southern California กล่าวว่า ต้องการพัฒนาให้โดรนสามารถทำงานที่ยากสำหรับมนุษย์หรืองานที่คนทำไม่ได้ อาทิ การบินเข้าไปในตึกที่ถล่มโดยบินผ่านเข้าไปช่องทางแคบๆ ที่ยวดยานบนบกไม่สามารถวิ่งผ่านเข้าไปได้

โดรน 25 ลำที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถูกติดตามและควบคุมโดยกล้องถ่ายภาพหลายตัวที่ระบุจุดที่ตั้งของโดรน ซึ่งถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์จะออกคำสั่งกลับมายังโดรนให้ปรับจุดที่ตั้งของตนเสียใหม่ให้ถูกต้อง

ทีมนักวิทยาศาสตร์หวังว่า ในอนาคตโดรนจะสามารถสื่อสารต่อกันเเละกันได้เพื่อหลีกเลี่ยงการบินชนกันกลางอากาศ เพราะในปัจจุบัน ผู้ควบคุมโดรนยังต้องเป็นคนรับผิดชอบในการหลีกเลี่ยงไม่ให้โดรนบินชนกันเอง หรือบินชนเครื่องบินโดยสารกลางอากาศ

บริษัทที่ตั้งในสวิตเซอร์เเลนด์สองบริษัท คือ บริษัท SenseFly กับ บริษัท Air Navigation Pro ได้พัฒนาโปรแกรมแอพฯ ราคาถูกขึ้นมาโปรแกรมหนึ่ง เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์แบบ tablet ที่สามารถเเจ้งเตือนคนบังคับโดรนว่ามีเครื่องบินขนาดปกติกำลังบินเข้ามาใกล้ และสามารถเเจ้งเเก่นักบินเครื่องบินโดยสารทั่วไปได้ว่ามีโดรนกำลังบินอยู่ในระยะใกล้

Jean Christophe Zufferey ซีอีโอของบริษัท SenseFly กล่าวว่าในฐานะผู้บังคับควบคุมโดรน คุณจะได้รับข้อมูลเตือนหากมีเครื่องบินโดยสารกำลังบินเข้ามาใกล้ภายในอีกไม่กี่วินาที ข้อมูลนี้จะช่วยให้คนบังคับโดรนลดระดับการบินของโดรนลง หรือควบคุมให้โดรนลงจอด

ทั้งสองบริษัทชี้ว่า ทางออกนี้ใช้กับผู้บังคับโดรนเป็นหลัก เนื่องจากเพียงเเต่ติดตั้งโปรแกรมแอพดังกล่าว เเละเชื่อมโยงเข้ากับอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เเต่เขาบอกว่าสำหรับเครื่องบินขนาดปกติ จะต้องติดตั้งฮาร์ดเเวร์เพิ่มเติม

เมื่อผู้ควบคุมโดรนพิมพ์ข้อมูลเกี่ยวกับเที่ยวบินของโดรนลงไปในระบบแล้ว คอมพิวเตอร์ทุกตัวที่ติดตั้งโปรแกรมแอพนี้ จะได้รับข้อมูลดังกล่าวโดยอัตโนมัติ

ผู้คิดค้นระบบนี้บอกว่าในอนาคต โปรแกรมแอพนี้อาจจะถูกอัพเกรดให้สามารถปรับลดระดับการบินของโดรนได้โดยอัตโนมัติ หากมีเครื่องบินโดยสารบินเข้ามาใกล้บริเวณที่โดรนกำลังบินอยู่

ที่มา:http://www.voathai.com/a/techology-drones-flight-safety/3758333.html