คลังเก็บหมวดหมู่: มณทิชา ร้อยเที่ยง

นาซาเผยภาพโลกทั้งใบยามค่ำคืน ไฟระยิบระยับจากเมืองใหญ่

นาซาเผยภาพโลกทั้งใบยามค่ำคืน ไฟระยิบระยับจากเมืองใหญ่

องค์การนาซา เผยภาพถ่ายดาวเทียมตอนกลางคืนฉบับใหม่ล่าสุด เหมือนความตระการตาของแสงไฟจากเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วโลก และกิจกรรมทางทะเลของชาวประมงในยามค่ำคืน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การนาซา ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมแผนที่ที่เผยให้เห็นพื้นผิวโลกในยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยแสงไฟเป็นจุดๆ ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก หลังจากการเก็บข้อมูลและถ่ายภาพมาตลอด 5 ปี

ภาพชุดดังกล่าวได้มีชื่อว่า Night Lights หรือ แสงยามค่ำคืน นับเป็นอีกครั้งในรอบ 5 ปีที่ทางองค์การนาซาได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียวในช่วงเวลากลางคืนแบบทั่วทั้งโลก ภาพถ่ายเหล่านี้บันทึกเอาไว้โดยดาวเทียมเก็บข้อมูลขององค์กร หรือเรียกว่า Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่บันทึกภาพแสงในยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี

แผนที่ยามค่ำคืนฉบับนี้ยังเป็นอีกสิ่งที่ช่วยขยายภาพและปรับปรุงเดิม เนื่องจากมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงบนโลกอยู่ตลอดเวลา ส่วนการบันทึกภาพเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลาที่เหมาะสม เพราะสภาพอากาศบนผิวโลกไม่สามารถคาดเดาได้ ต้องมีจังหวะที่พอดีในการถ่ายภาพดาวเทียมที่ไร้เมฆหมอกบดบัง

ที่มา:http://news.sanook.com/2199875/

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1419217014809780/

19 เม.ย.นี้ จับตาดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เฉียดโลก

19 เม.ย.นี้ จับตาดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เฉียดโลก

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยเวลา 19:24 น. พรุ่งนี้(19 เม.ย.) ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 โคจรเฉียดโลกใกล้ที่สุดยันไม่พุ่งชนโลกและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับมนุษย์

วันนี้(18 เม.ย.2560) ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดารา ศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. บอกว่า วันพรุ่งนี้(19 เม.ย.)เวลา 19:24 น. ตามเวลาในประเทศไทย ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 650 เมตร จะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดที่ระยะทาง 1.8 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 4.6 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์

ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 ถูกค้นพบในเดือนพ.ค.2557 โดยนักดาราศาสตร์ของหอดูดาวแคทาลินา สกาย เซอร์เวย์ เมืองทูซอน รัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ พบว่าครั้งนี้เป็นการโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบ 400 ปี และจะไม่เกิดขึ้นอีกอย่างน้อยในรอบ 500 ปี และเนื่องจากเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่ามันมีขนาดใหญ่กว่ากรณีอุกกาบาตตกที่เมืองเชลยาบินสก์ ประเทศรัสเซีย ประมาณ 60 เท่า นักดาราศาสตร์ทั่วโลกจึงเฝ้าจับตา และติดตามการโคจรของมันอย่างใกล้ชิด

จากการคำนวณอย่างละเอียดทำให้นักดาราศาสตร์เชื่อมั่นว่า ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 จะโคจรเฉียดโลกไป เช่นเดียวกับกับดาวเคราะห์น้อยดวงอื่น ๆ ที่โคจรเฉียดโลก โดยไม่เกิดผลกระทบใด ๆ ต่อโลกและมนุษย์ แต่สำหรับนักดาราศาสตร์แล้ว การมาเยือนในระยะใกล้ของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่เช่นนี้ นับเป็นโอกาสดียิ่งที่จะสังเกตการณ์โดยใช้เรดาร์เพื่อศึกษาขนาดและรูปร่างของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้

ดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 ขณะโคจรใกล้โลกที่สุด ระหว่างวันที่ 19 – 20 เมษายน 2560 จะมีความสว่างมาก คาดว่าความสว่างปรากฏประมาณแมกนิจูด 10-11 ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถมองเห็นผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 8 นิ้วขึ้นไป ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 19 เม.ย.นี้จะเริ่มสังเกตเห็นได้บริเวณกลุ่มดาวมังกร ตั้งแต่เวลาประมาณ 20:00 น. เป็นต้นไป

ดร.ศรัณย์ บอกว่า ในส่วนของประเทศไทย สดร.จะใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เฝ้าติดตามตำแหน่งการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้อย่างใกล้ชิด และถึงแม้ว่าดาวเคราะห์น้อย 2014 JO25 จะเป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่โคจรเข้ามาเฉียดใกล้โลก แต่ขอยืนยันว่าจะไม่มีโอกาสชนโลก และไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อมนุษย์อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 10 เมตร) โคจรเข้าใกล้โลกมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ดาวเคราะห์น้อย 2017 FN1 โคจรเฉียดโลกที่ระยะทางประมาณ 51,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 0.17 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ แต่เหตุการณ์ที่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 100 เมตร โคจรเข้ามาใกล้โลกไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ครั้งล่าสุดเมื่อ 13 ปีก่อน ในเดือนกันยายน 2547 ดาวเคราะห์น้อย 4179 Toutatis โคจรเข้าใกล้โลกที่ระยะประมาณ 1.2 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 4 เท่าของระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์

ที่มา:http://news.thaipbs.or.th/content/261727

บริษัทเทคโนโลยีหาวิธีผลิต ‘กระเเสไฟฟ้าจากความร้อน’ ที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม

 

1490921904079

ความร้อนเป็นผลิตผลพลอยได้จากกระบานการทางอุตสาหกรรมหลายๆ อย่าง เช่น การผลิตเเก้วและเหล็ก โรงงานซีเมนต์ โรงงานผลิตพลังงานชีวมวล

และความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ถูกปล่อยออกไปในอากาศ การเปลี่ยนให้ความร้อนของเสียนี้ให้กลายเป็นกระเเสไฟฟ้า ปกติเเล้วจะต้องมีการสร้างไอน้ำเพื่อไปหมุนใบพัดซึ่งจะไปทำให้เครื่องปั่นไฟทำงานผลิตกระเเสไฟฟ้า

เเต่เทคโนโลยีทันสมัยในปัจจุบัน สามารถเปลี่ยนความร้อนของเสียให้กลายเป็นกระเเสไฟฟ้าได้โดยตรง David Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่าหากคุณมองเห็นไฟเเสงเรืองสีเเดง นั่นคือตัวโปรตอนที่ถูกปล่อยออกมาและหากคุณนำแผงโซล่าเซล์ PV ที่เเปลงเเสงให้เป็นกระเเสไฟฟ้าได้โดยตรง มารับโปรตอนที่แผ่ออกมาก็จะผลิตเป็นกระเเสไฟฟ้าได้

นวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากมีปัจจัยสองอย่างที่ช่วยให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก อย่างเเรก คือช่องว่างระหว่างวัสดุที่ดูดซับความร้อนกับเซลล์โซล่า PV ที่จะแปลงเเสงที่เรืองออกมาให้เป็นกระเเสไฟฟ้า มีขนาดเล็กกว่าหนึ่งไมครอนหรือเล็กกว่าความกว้างของเส้นผมคนเราถึง 50 เท่า นี่ทำให้ตัวโปรตอนไม่ต้องเดินทางเป็นระยะทางไกล

อย่างที่สอง โซล่าเซลล์แบบ PV สามารถเย็นตังลงได้ถึง 30 องศาเซลเซียส เเม้ว่าขณะที่อีกด้านหนึ่งของแผงโซล่ากำลังมีการแปลงโปรตอนให้เป็นกระเเสไฟฟ้าเเละอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 900 องศาเซลเซียสก็ตาม

ความเเตกต่างของอุณหภูมิของแผงโซล่าทั้งสองด้านนี้มีผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

David Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่าวิธีนี้ช่วยให้ผลิตกระเเสไฟฟ้าได้ปริมาณมหาศาสได้ในราคาที่ประหยัดลงอย่างมาก โดยค่าต้นทุนการผลิตประมาณว่าอยู่ที่ราว 2 – 8 เซ็นต์สหรัฐฯ ต่อกระเเสไฟฟ้าหนึ่งกิโลวัตต์ชั่วโมง

เเท่งเหล็กที่มีเซลล์โซล่าเเบบ PV สามารถนำไปสอดไว้ในรูที่มีอยู่เเล้วในท่อไอความร้อนที่ออกมาจากเครื่องทำความอุ่น หรือเครื่องหลอมเหล็ก เเละในโรงงาน ไอร้อนนี้จะออกมาอยู่ตลอดเวลา จึงช่วยให้สามารถนำไปผลิตเป็นกระเเสไฟฟ้่ได้อย่างต่อเนื่อง

Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่า ทางบริษัทกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก เพื่อให้สามารถทำงานได้กับความร้อนที่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส ซึ่งจะใช้งานได้กับรถยนต์ ภายในบ้านและเเม้เเต่อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ภายในบ้านบางชนิดอีกด้วย

ที่มา:http://www.voathai.com/a/technology-converting-heat-tk/3779951.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1397773413620807

“ทรายไฟฟ้า″ ปริศนาแห่ง “ดวงจันทร์ไททัน” ของดาวเสาร์

Titan is seen from the Huygens probe as it descended to the surface in 2005.

รายงานวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่ค้นพบว่า บนดวงจันทร์ “ไททัน” ของดาวเสาร์ มีทรายปกคลุมเป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล และทรายเหล่านั้นเป็น “ทรายไฟฟ้า” คือเต็มไปด้วยไฟฟ้าสถิตที่ทำให้ทรายเหล่านั้นเกาะตัวกันแน่น

นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีรัฐจอร์เจีย หรือ Georgia Tech ระบุว่า ทรายบนดวงจันทร์ “ไททัน” ซึ่งเป็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์นั้น ไม่มีธาตุซิลิเคตเหมือนกับทรายบนโลก แต่เป็นทรายที่เต็มไปด้วยไฟฟ้าสถิต

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไฟฟ้าในทรายนั้นเกิดจากกระแสลมบนดวงจันทร์ไททัน ที่มีความเร็วลมเฉลี่ย 30 กม./ชม. และเมื่อเม็ดทรายเกิดการเคลื่อนไหวเพราะถูกพัดพาไปกระทบกับเม็ดทรายอื่นๆ ก็จะสะสมไฟฟ้าเอาไว้ในตัวเอง

นักวิจัยบอกด้วยว่า ไฟฟ้าทีเกิดขึ้นกับทรายบนดวงจันทร์ไททัน อาจช่วยอธิบายว่าทำไมสันทรายบนดวงจันทร์ดวงนั้นจึงมีความสูงชัน บางแห่งสูงกว่า 90 เมตร และก่อตัวในทิศทางที่ตรงข้ามกับทิศทางลม

Titan, Saturn's largest moon appears before the planet as it undergoes seasonal changes in this natural color view from NASA's Cassini spacecraft in this handout released by NASA August 29, 2012. The moon measures 3,200 miles, or 5,150 kilometers, across

Titan, Saturn’s largest moon appears before the planet as it undergoes seasonal changes in this natural color view from NASA’s Cassini spacecraft in this handout released by NASA August 29, 2012. The moon measures 3,200 miles, or 5,150 kilometers, across

คุณ Josh Mendez Harper นักศึกษาปริญญาเอกภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าของ Georgia Tech และผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ กล่าวว่า

“ไฟฟ้าสถิตช่วยเพิ่มแรงเสียดทานพื้นผิวของเม็ดทราย หรือที่เรียกว่า ‘แรงเสียดทานสถิต’ ทำให้เม็ดทรายแต่ละเม็ดมีแรงเกาะเกี่ยวกันในระดับสูงเหมือนกาว และมีเพียงกระแสลมแรงจัดเท่านั้นที่จะทำให้ทรายเหล่านั้นเคลื่อนไหวได้”

ทรายบนโลกของเราก็มีไฟฟ้าสถิตสะสมอยู่เช่นกัน แต่เนื่องจากมีปริมาณน้อยและเม็ดทรายมีขนาดเล็กมาก ไฟฟ้านั้นจึงสลายไปในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับเม็ดทรายบนดวงจันทร์ไททันที่มีขนาดใหญ่กว่า และสามารถกักเก็บไฟฟ้าได้นานหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน

ในรายงานที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Nature Geoscience นักวิจัยกลุ่มนี้ทดสอบสมมติฐานเรื่องทรายไฟฟ้าดังกล่าว ด้วยการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศบนดวงจันทร์ไททันขึ้นมา แล้วใส่ทรายเข้าไป จากนั้นวัดระดับไฟฟ้าในทรายนั้น พบว่ามีประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีทรายบางส่วนที่ติดแน่นกันเป็นกลุ่มก้อน แม้ไม่มีน้ำหรือสารเคมีที่ช่วยในการเกาะตัว

ศาสตราจารย์ Jeff Dufek แห่ง Georgia Tech หนึ่งในผู้จัดทำรายงานวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า

“หากคุณก่อปราสาททรายบนดวงจันทร์ไททัน ปราสาททรายหลังนั้นอาจติดแน่นทนทานนานหลายสัปดาห์ โดยที่ไม่ต้องใช้น้ำช่วย นั่นเป็นเพราะไฟฟ้าที่สถิตอยู่ในทรายเหล่านั้น”

นักวิจัยผู้นี้ยังบอกด้วยว่า “หากใครสามารถนำยานอวกาศลงจอดบนผืนทรายของดวงจันทร์ไททันได้ ยานอวกาศลำนั้นจะไม่มีวันสะอาดhttps://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1396825817048900 เพราะจะถูกทรายเกาะติดอยู่ตลอดเวลา”

ที่มา:http://www.voathai.com/a/titan-electric-sands/3785301.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1396825817048900

จีนเตรียมสร้างหอสังเกตการณ์รังสีคอสมิก

จีนเตรียมโครงการสร้างหอสังเกตการณ์รังสีคอสมิกชื่อ  Large High Altitude Air Shower Observatory (LHAASO) บนภูเขา Haizi ในมณฑลเสฉวนใกล้กับทิเบต โดยหอสังเกตการณ์นี้จะตรวจจับรังสีคอสมิกในช่วงพลังงานที่ไม่เคยได้รับการสังเกตการณ์มาก่อน

as20170317_1_01

Haizi mountain

as20170317_1_02

ภาพจำลองหอสังเกตการณ์ LHAASO

บนยอดเขาที่จะใช้สร้างหอสังเกตการณ์มีพื้นที่ที่ซึ่งเหมาะสมซึ่งจะไม่รบกวนสัตว์ป่าที่อาศัยในบริเวณนั้น โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับหอสังเกตการณ์มีค่าใช้จ่ายในการสร้างประมาณ 174 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

โครงการนี้มีนักวิจัยจากหลายประเทศได้แก่ อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์,รัสเซีย รวมทั้งประเทศไทย หวังจะมีส่วนร่วมในการบุกเบิกความรู้เรื่องรังสีคอสมิก เช่น การค้นหาว่าอะไรทำให้รังสีคอสมิกมีพลังงานสูงขนาดนี้ เนื่องจากพลังงานของอนุภาคในรังสีคอสมิกนั้นสูงกว่าพลังงานของอนุภาคในเครื่องเร่งอนุภาค LHC นับล้านเท่า ปัจจุบันนักฟิสิกส์ยังไม่แน่ใจนักว่าต้นกำเนิดของรังสีคอสมิกนั้นคืออะไรกันแน่ แต่ทางหนึ่งที่นักฟิสิกส์ใช้ในการค้นหาต้นตอคือการตรวจจับรังสีแกมมา (γ-rays) ซึ่งจะไม่ถูกรบกวนโดยประจุไฟฟ้าใดๆ

แม้ว่านักดาราศาสตร์ตรวจจับแหล่งปล่อยรังสีแกมมาได้ถึง 180 แหล่ง แต่ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าแหล่งใดปลดปล่อยรังสีคอสมิกกันแน่

as20170317_1_03

ภาพแสดงส่วนประกอบของหอสังเกตการณ์ LHAASO

หอดูสังเกตการณ์ LHAASO  ที่กำลังจะถูกสร้างนี้จะพยายามระบุให้ได้เป็นครั้งแรกว่ารังสีแกมมาพลังงานสูงเหล่านี้มาจากไหนกันแน่ เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของตั้งหอสังเกตการณ์  LHAASO  อยู่สูงถึง 4.4 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเลซึ่งจะตรวจจับรังสีคอสมิกก่อนมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไป

กำหนดการสร้างจะเริ่มขึ้นต้นปี ค.ศ. 2018 และจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2021

ที่มา:http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/2898-chinese-cosmic-ray-origins

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1384853564912792

นักวิจัยเปิดตัว “หุ่นยนต์ปรับอากาศ” ช่วยประหยัดพลังงาน – ลดค่าไฟ

1489841081939

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยรัฐแมรี่แลนด์ เปิดตัวหุ่นยนต์ช่วยประหยัดค่าไฟในงานประชุมด้านพลังงานที่กรุงวอชิงตัน

หุ่นยนต์ที่ว่านี้สามารถเดินตามเจ้าของไปทั่วทุกมุมของบ้าน และคอยเป่ลมเย็นหรือลมร้อนไปที่ตัวคนๆ นั้น เพื่อให้สามารถปรับระดับอุณภูมิทั่วบ้านให้ประหยัดพลัังงานได้มากขึ้น

นักวิจัยบอกว่าหุ่นยนต์ Smart Air-Conditioning ใช้พลังงานเพียง 50 วัตต์ เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศธรรมดาที่ใช้พลังงานราว 1 กิโลวัตต์ต่อสมาชิกในบ้าน 1 คน

เวลานี้นักวิจัยกำลังพัฒนาสายรัดข้อมือที่จะใช้สื่อสารกับหุ่นยนต์ตัวนี้ด้วย

คาดว่าหากสามารถผลิตออกสู่ตลาดเป็นปริมาณมาก หุ่ยนต์ปรับอากาศนี้จะมีราคาประมาณ 150 ดอลลาร์ ซึ่งก็น่าจะคุ้มหากสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้จริงๆ

ที่มา:http://www.voathai.com/a/smart-ac-robot/3770182.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1385339171530898/

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาแอพฯ สื่อสารระหว่าง “โดรน” เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุบินชนกันกลางอากาศ

 

ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี โดรนได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนสมัยใหม่ และในขณะที่มีโดรนเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน การหลีกเลี่ยงการชนกันกลางอากาศระหว่างโดรนกับเครื่องบินโดยสารหรือระหว่างโดรนกับโดรนกลายเป็นเรื่องสำคัญ

โดรนสามารถบินอยู่ในระยะที่ใกล้กับโดรนลำอื่นได้ อย่างที่เห็นกันในการเเข่งขันบินโดรน และโดรนเเต่ละลำถูกควบคุมโดยนักบินที่มีประสบการณ์และบินไปในทิศทางเดียวกัน

การบินโดรนหลายๆ ลำ พร้อมๆ กัน ไปในเส้นทางที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้า อย่างที่เรียกว่า “โดรนบัลเล่ท์” เป็นงานที่ไม่ยากเพราะโดรนทั้งหมดถูกควบคุมโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่คงไม่นานนักที่เราเริ่มเห็นฝูงโดรนหลายๆ ฝูง ที่สามารถทำงานต่างๆ ได้ในสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากขึ้น

Nora Ayanian แห่งมหาวิทยาลัย Southern California กล่าวว่า ต้องการพัฒนาให้โดรนสามารถทำงานที่ยากสำหรับมนุษย์หรืองานที่คนทำไม่ได้ อาทิ การบินเข้าไปในตึกที่ถล่มโดยบินผ่านเข้าไปช่องทางแคบๆ ที่ยวดยานบนบกไม่สามารถวิ่งผ่านเข้าไปได้

โดรน 25 ลำที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถูกติดตามและควบคุมโดยกล้องถ่ายภาพหลายตัวที่ระบุจุดที่ตั้งของโดรน ซึ่งถูกส่งไปยังคอมพิวเตอร์ และคอมพิวเตอร์จะออกคำสั่งกลับมายังโดรนให้ปรับจุดที่ตั้งของตนเสียใหม่ให้ถูกต้อง

ทีมนักวิทยาศาสตร์หวังว่า ในอนาคตโดรนจะสามารถสื่อสารต่อกันเเละกันได้เพื่อหลีกเลี่ยงการบินชนกันกลางอากาศ เพราะในปัจจุบัน ผู้ควบคุมโดรนยังต้องเป็นคนรับผิดชอบในการหลีกเลี่ยงไม่ให้โดรนบินชนกันเอง หรือบินชนเครื่องบินโดยสารกลางอากาศ

บริษัทที่ตั้งในสวิตเซอร์เเลนด์สองบริษัท คือ บริษัท SenseFly กับ บริษัท Air Navigation Pro ได้พัฒนาโปรแกรมแอพฯ ราคาถูกขึ้นมาโปรแกรมหนึ่ง เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์แบบ tablet ที่สามารถเเจ้งเตือนคนบังคับโดรนว่ามีเครื่องบินขนาดปกติกำลังบินเข้ามาใกล้ และสามารถเเจ้งเเก่นักบินเครื่องบินโดยสารทั่วไปได้ว่ามีโดรนกำลังบินอยู่ในระยะใกล้

Jean Christophe Zufferey ซีอีโอของบริษัท SenseFly กล่าวว่าในฐานะผู้บังคับควบคุมโดรน คุณจะได้รับข้อมูลเตือนหากมีเครื่องบินโดยสารกำลังบินเข้ามาใกล้ภายในอีกไม่กี่วินาที ข้อมูลนี้จะช่วยให้คนบังคับโดรนลดระดับการบินของโดรนลง หรือควบคุมให้โดรนลงจอด

ทั้งสองบริษัทชี้ว่า ทางออกนี้ใช้กับผู้บังคับโดรนเป็นหลัก เนื่องจากเพียงเเต่ติดตั้งโปรแกรมแอพดังกล่าว เเละเชื่อมโยงเข้ากับอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เเต่เขาบอกว่าสำหรับเครื่องบินขนาดปกติ จะต้องติดตั้งฮาร์ดเเวร์เพิ่มเติม

เมื่อผู้ควบคุมโดรนพิมพ์ข้อมูลเกี่ยวกับเที่ยวบินของโดรนลงไปในระบบแล้ว คอมพิวเตอร์ทุกตัวที่ติดตั้งโปรแกรมแอพนี้ จะได้รับข้อมูลดังกล่าวโดยอัตโนมัติ

ผู้คิดค้นระบบนี้บอกว่าในอนาคต โปรแกรมแอพนี้อาจจะถูกอัพเกรดให้สามารถปรับลดระดับการบินของโดรนได้โดยอัตโนมัติ หากมีเครื่องบินโดยสารบินเข้ามาใกล้บริเวณที่โดรนกำลังบินอยู่

ที่มา:http://www.voathai.com/a/techology-drones-flight-safety/3758333.html

นักดาราศาสตร์ค้นพบหลุมดำใกล้ๆดาวฤกษ์ที่ระเบิดออก

9 กุมภาพันธ์ 2560

ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย Masaya Yamada นักศึกษาปริญญาโทแห่งมหาวิทยาลัยเคโอ (Keio University) ประเทศญี่ปุ่น ใช้กล้องโทรทรรศน์ ASTE ในชิลีและ กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่ง Nobeyama Radio Observatory ทำการศึกษาแก๊สที่กระจายอยู่รอบๆซูเปอร์โนวา W44 ซึ่งห่างจากโลกเราออกไป 10,000 ปีแสงเพื่อหาปริมาณพลังงานจากซูเปอร์โนวาถ่ายเทมายังแก๊สโดยรอบ แต่พวกเขากลับค้นพบหลุมดำที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณขอบของซูเปอร์โนวานั้น!

ภาพหลุมดำเคลื่อนที่ผ่านกลุ่มแก๊สของซูเปอร์โนวา แรงโน้มถ่วงของมันดึงให้แก๊สถูกลากด้วยความเร็วสูง

หลักฐานคือ ในระหว่างที่พวกเขาศึกษากลุ่มแก๊สอยู่นั้นเอง มีแก๊สกลุ่มหนึ่งขนาดใหญ่ 2 ปีแสงเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วราวๆ 100 กิโลเมตรต่อวินาทีซึ่งเร็วกว่าอัตราเร็วเสียงในตัวกลางระหว่างดาวฤกษ์มากกว่าสองเท่า! ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเคลื่อนที่สวนทางกับการหมุนของกาแล็กซีทางช้างเผือกด้วย

กลุ่มแก๊สประหลาดนี้ทำให้นักดาราศาสตร์เกิดความสนใจจนทำการศึกษาอัตราเร็วของกลุ่มแก๊สนี้ในแต่ละส่วนของมันโดยละเอียด ผลปรากฏว่าบางส่วนของมันมีพลังงานสูงกว่าพลังงานที่ซูเปอร์โนวานี้ปลดปล่อยออกมาเสียอีก! ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้สำหรับแก๊สที่ระเบิดออกมาตามปกติ

ทีมวิจัยจึงเสนอคำตอบที่เป็นไปได้ไว้สองทางซึ่งทั้งสองทางล้วนเกี่ยวข้องกับหลุมดำ

 

1. ซูเปอร์โนวาระเบิดพัดพากลุ่มแก๊สเคลื่อนผ่านหลุมดำที่อยู่บริเวณนั้น หลุมดำดึงแก๊สเข้ามาบีบอัดรอบๆแล้วเกิดการระเบิดขึ้นจนกลุ่มแก๊สเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก นักดาราศาสตร์คาดว่าในกรณีนี้หลุมดำน่าจะมีมวลอย่างน้อยๆ 3.5เท่าของมวลดวงอาทิตย์

2. หลุมดำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงผ่านกลุ่มแก๊สรอบๆซูเปอร์โนวาทำให้แรงโน้มถ่วงของหลุมดำลากดึงแก๊สเหล่านั้นจนมีความเร็วสูง ในกรณีนี้หลุมดำดังกล่าวต้องมีมวลอย่างน้อย 36 เท่าของมวลดวงอาทิตย์

 

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยยังไม่แน่ใจว่าแนวทางไหนเป็นไปได้มากกว่ากัน แต่การค้นพบนี้เป็นหลักฐานที่ทำให้นักดาราศาสตร์มั่นใจว่าในกาแล็กซีของเราน่าจะมีหลุมดำเดี่ยวๆโคจรอยู่นับร้อยล้านดวง ซึ่งนักดาราศาสตร์เคยพบไม่กี่สิบดวงเท่านั้น

นั่นเป็นเพราะการมองหาหลุมดำเดี่ยวๆเป็นเรื่องยากมากเนื่องจากมันปรากฏดำสนิทและไม่ปลดปล่อยคลื่นใดๆออกมาให้ตรวจจับ  ต่างจากหลุมดำที่ดูดกลืนแก๊สหรือดาวฤกษ์คู่ของมันเข้าไปจนปลดปล่อยพลังงานออกมาโดยรอบอย่างชัดเจน

งานวิจัยนี้อาจกลายเป็นแนวทางใหมสำหรับการค้าหาหลุมดำในอนาคตได้

อ้างอิง

http://www.nro.nao.ac.jp/en/news/2017/0116-yamada-e.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1348663998531749

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

อาคารที่ตั้งเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงในเช็ก (Jan Marchal / AFP)

นักวิจัยอังกฤษและเช็กร่วมกันพัฒนา “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า เปิดทางสู่การปฏิวัติทางวิศวกรรมหลายด้าน ทั้งการสร้างพื้นผิวโลหะที่แข็งแกร่ง การผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ และวัสดุสำหรับผลิตจักรกลจิ๋ว

อุปกรณ์กำเนิดแสงดังกล่าว พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง นักวิจัยอังกฤษจากศูนย์เลเซอร์ซีแอลเอฟ (Central Laser Facility: CLF) และโครงการพัฒนาเลเซอร์กำลังสูงไฮเลส (HiLASE: High average power pulsed laser) ของสาธารณรัฐเช็ก

เครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงดังกล่าวให้กำลังเฉลี่ยสูงถึง 1,000 วัตต์ และเป็นอีกก้าวสำคัญของแสงพลังงานสูงที่จะปฏิวัติวงการวิศวกรรม

จอห์น คอลลิเออร์ (John Collier) ผู้อำนวยการศูนย์เลเซอร์ซีแอลเอฟ บอกทางเอเอฟพีว่า สถิติโลกครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญ แต่เทคโนโลยีเบื้องหลังของการพัฒนาครั้งนี้มีความสำคัญกว่า เพราะจะนำไปสู่การประยุกต์ใช้แสงเลเซอร์กำลังสูงเหล่านี้

ด้าน มาร์ติน ดิวอกี (Martin Divoky) นักฟิสิกส์ของไฮเลสบอกทางเอเอฟพีระหว่างการทดสอบเครื่องซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองดอลนีเบรซานีใกล้ๆ กับกรุงปรากว่า เครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงนี้มีชื่อว่า “บิวอจ” (Bivoj) ซึ่งเป็นชื่อชายผู้แข็งแกร่งตามตำนานของเช็ก และเป็นเลเซอร์ที่มีกำลังมากกว่าเลเซอร์ประเภทเดียวกันจากแหล่งผลิตอื่นๆ ทุกแห่งบนโลกถึง 10 เท่า

ส่วน โทมัส โมเซก (Tomas Mocek) ผู้อำนวยการของไฮเลสเผยว่า เครื่องกำเนิดเลเซอร์บิวอจนี้ทำลาย “กำแพงกล” ที่ 1,000 วัตต์เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา และสร้างสถิติโลกของเลเซอร์กำลังสูงประเภทเดียวกัน

“มันเป็นก้าวสำคัญ เหมือนชัยชนะในกีฬาโอลิมปิก” โมเซกเสริมอีก

    เครื่องกำเนิดซูเปอร์เลเซอร์นี้หนักราวๆ 20 ตัน และมีมูลค่าสูงถึง 44 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.67 พันล้านบาท ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งจากศูนย์เลเซอร์ซีแอลเอฟและไฮเลสบอกว่า เครื่องกำเนิดเลเซอร์บิวอจจะถูกนำไปประยุกต์ใช้ทางด้านการบิน ยานยนต์ และภาคพลังงาน

อย่างไรก็ตาม บนโลกนี้ยังมีเครื่องกำเนิดเลเซอร์ที่มีกำลังสูงพันล้านวัตต์ ที่เรียกว่า “เลเซอร์กำลังสูงสุด” (peak power lasers) โดยเครื่องหนึ่งคือ “เท็กซัสพีตาวัตต์เลเซอร์” (Texas Petawatt Laser) อยู่ที่ออสติน เท็กซัส สหรัฐฯ ผลิตเลเซอร์กำลังสูง 1 พีตาวัตต์ หรือ 1 พันล้านวัตต์ และอีกเครื่องคือ “แอลเฟกซ์” (Fast Ignition Experiments: LFEX) ในโอซากา ญี่ปุ่น ที่ผลิตเลเซอร์กำลังสูง 2 พีตาวัตต์ หรือ 2 พันล้านวัตต์

ทว่าโมเสกระบุว่า เครื่องกำเนิดเลเซอร์บิวอจนั้นแตกต่างจากเครื่องกำเนิดเลเซอร์ระกับพีตาวัตต์ทั้งสองอย่างมาก โดยเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงที่เท็กซัสและโอซากานั้นผลิตเลเซอร์ได้ในกำลังที่สูงมาก แต่ผลิตได้เป็นช่วงๆ ในแต่ละวันเท่านั้น แต่ไม่มี “กำลังเฉลี่ย” ที่สูงอย่างเครื่องบิวอจ ซึ่งเป็นค่าที่มีความสำคัญต่อการประยุกต์ใช้งาน

ทีมผู้พัฒนาคาดหวังที่จะสำรวจศักยภาพของเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูงนี้ระหว่างดำเนินตามแผนทดสอบภายในเดือน ม.ค.นี้ และโมเสกบอกด้วยว่ามีแผนที่จะพัฒนาเลเซอร์กำลังสูงนี้สู่เชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

เครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูง “บิวอจ” ที่จะปฏิวัติวงการวิศวกรรม (Jan Marchal / AFP)

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทดสอบเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูง “บิวอจ” (Jan Marchal / AFP)

เดินเครื่อง “ซูเปอร์เลเซอร์” กำลังสูงกว่าเลเซอร์ใดๆ บนโลก 10 เท่า

เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการทดสอบเครื่องกำเนิดเลเซอร์กำลังสูง “บิวอจ” (Jan Marchal / AFP)

ที่มา:http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9600000008795

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1338893812842101

น้ำแข็งแอนตาร์กติกาแตก นักวิทย์ผวารีบกลับฝั่ง

สมาคมทวีปแอนตาร์ติกาของอังกฤษ ผวาเจอรอยแตกขนาดใหญ่ในแผ่นน้ำแข็ง ต้องเรียกตัวนักวิทย์หลายสิบชีวิตกลับขึ้นฝั่ง เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน

วันนี้(18ม.ค.60)สมาคมทวีปแอนตาร์กติกาของสหราชอาณาจักร (The British Antarctic Society) หรือบีเอเอส เตรียมเรียกตัวนักวิทยาศาสตร์จากฐานวิจัยขั้วโลกฮัลเลย์ 6  หลังปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ยาวและลึกในชั้นน้ำแข็งบรันทร์ ไอซ์ เชล์ฟ ห่างเพียง 10 ไมล์จากสถานีวิจัยฮัลลีย์ ที่ 6

ทิม สต็อกกิง ผู้อำนวยการปฏิบัติการในสมาคมแอนตาร์ติกา กล่าวว่า พวกเราต้องการทำในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับคนของเรา การนำพวกเขากลับบ้านในช่วงฤดูหนาวเป็นการป้องกันที่รอบคอบ เปิดโอกาสให้นักธรณีวิทยาน้ำแข็งและธารน้ำแข็งของอังกฤษได้เห็นแผ่นน้ำแข็งในช่วงไม่กี่เดือนมานี้

ทั้งนี้ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์ 88 คนที่ประจำอยู่ที่ศูนย์วิจัยฮัลเลย์ 6 ซึ่งตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับภูมิอากาศของโลกและมีบทบาทสำคัญในการค้นพบหลุมโอโซนในปี 2519 ขณะนี้ สถานีแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างหาสถานที่ตั้งแห่งใหม่ หลังจากพบรอยแตก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคิดว่าจะไม่ขยายตัวมากกว่านี้ แต่มันเริ่มรุกล้ำเข้าใกล้ฐานในปี 2555 และมีรอยแตกเพิ่มขึ้นปีละไมล์ทุกปี แต่สถานที่ตั้งใหม่ ก็ต้องเผชิญหน้ากับรอยแยกใหญ่แห่งใหม่อีก ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2559

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ดังกล่าว กำลังตรวจสอบพัฒนาการของรอยแตกนี้ แต่ไม่สามารถมั่นใจได้ว่า ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่จะแยกตัวออกจากแผ่นน้ำแข็งหลักหรือไม่

จากข้อมูลของบีเอเอส ระบุว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดสิ่งนี้ อยู่ในระดับต่ำมาก และการตัดสินใจเรียกตัวนักวิทยาศาสตร์กลับจากสถานีวิจัย ก็ทำขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนเท่านั้น และนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จะเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์วิจัยอีกครั้งเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไป

download (1).jpg

ที่มา:http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126066&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1328913993840083