คลังเก็บหมวดหมู่: ศักดิ์สิทธิ์ เจริญคุณาบุตร

Ford เริ่มทดสอบผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

Ford บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เริ่มทำการทดสอบผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยวิธีแบบใหม่ เป็นการผลิตด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพในราคาประหยัด

Ford เปิดเผยว่าบริษัทมีการนำเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ภายใต้เทคโนโนโลยีที่เรียกว่า “Infinite Build” ที่ช่วยในการผลิตเครื่องมือและชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้เกิดความคล่องตัวของการออกแบบมากขึ้น โดยวิธีดังกล่าวเป็นความมุ่งมั่นของ Ford ที่จะจัดหาวิธีที่มีประสิทธิภาพและราคาประหยัดในการสร้างชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล์ต่างๆ สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์จาก Global Industry ให้ข้อมูลว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ มากขึ้น และการสนับสนุนของภาครัฐยังมีส่วนช่วยให้เกิดการยอมรับการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ มากขึ้น อย่างในกรณีของ Ford การใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ทำให้ส่วนประกอบมีน้ำหนักเบาแต่มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดในการใช้เชื้อเพลิงได้ดีขึ้น

ปัจจุบันศูนย์วิจัยและนวัตกรรมของ Ford ตั้งอยู่ในเมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เป็นสถานที่ในการทดลองผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้หุ่นยนต์ในการผลิตแทบทั้งหมด อย่างไรก็ตามการผลิตยังไม่พร้อมต่อปริมาณที่มาก แต่ในเร็วๆ นี้ ฟอร์ดมีแผนจะใช้เครื่องใหม่ที่ช่วยสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ให้รองรับกับปริมาณรถยนต์จำนวนมากต่อไป

ที่มา : https://www.geek.com/tech/ford-tests-3d-printed-car-parts-1691432/

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1409330325798449/

ระบบ AI จาก Google เรียนรู้ได้เองแล้ว ไม่ต้องพึ่งพามนุษย์

ระบบ AI (Artificial Intelligence – ปัญญาประดิษฐ์) จาก Google หรือที่เรียกว่า DeepMind ยกระดับประสิทธิภาพขึ้นอีกขั้น หลังจากที่มันสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่ในหน่วยความจำ ไม่ต้องพึ่งพามนุษย์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Google-DeepMind-AI-Platform

ระบบ Hybrid System ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบ AI ที่ Google พัฒนาขึ้น ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ได้มีการพัฒนาขึ้นขึ้นใหม่ เรียกว่า Differential Neural Computer (DNC) โครงข่ายประสาทเทียมที่สามารถจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มีความซับซ้อน พร้อมทำงานคู่กับระบบ Smart AI หัวใจสำคัญของ DNC คือการควบคุมประสิทธิภาพการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง สามารถเรียนรู้การใช้ข้อมูลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องมากที่สุด

ตัวอย่างของ DNC ที่ช่วยในการทำงาน คือ ระบบรถการขนส่งสาธารณะในกรุงลอนดอน เมื่อมีการเรียนรู้ในระดับพื้นฐานในหน่วยความจำ DNC จะสามารถคำนวณหาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของเส้นทางได้ด้วยตัวของมันเอง โดยผลลัพธ์ที่ได้อาจออกมาในรูปแบบของตำแหน่งสถานี รวมไปถึงการแสดงข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้จากการเรียนรู้ เป็นต้น นอกจากนี้การเรียนรู้ระบบรถการขนส่งสาธารณะในกรุงลอนดอนของ DNC ยังสามารถนำไปปรับใช้ในโครงข่ายการขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้ด้วย

จากความก้าวหน้าของระบบ DeepMind จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้นในอนาคต รวมถึงเข้ามามีบทบาทในชีวติประจำวันเพื่อช่วยเหลืองานด้านต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งหลังจากนี้ก็น่าคิดไม่น้อยว่าหุ่นยนต์ที่มีความฉลาด สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์อาจเกิดขึ้นจริงในอนาคต

อ้างอิงจาก Sciencealert

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1393655127365969

การสร้างบ้านยุคใหม่ ใช้ 3D Printing เสร็จได้ภายใน 24 ชั่วโมง

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printing เริ่มมีการใช้แพร่หลายมากขึ้นในหลายสาขาอาชีพ ทั้งในด้านวงการแพทย์สำหรับการสร้างอวัยวะเทียม, การสร้างเฟอร์นิเจอร์, ของเล่น ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรมทางศิลปะต่างๆ และล่าสุด 3D Printing ถูกนำมาใช้ในการสร้างบ้านแล้วด้วย แถมสามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 24 ชั่วโมง

บริษัทในประเทศรัสเซียเป็นเจ้าแรกที่ใช้เครื่อง 3D Printing ก่อสร้างบ้านหนึ่งหลังขึ้นมา เป็นบ้านชั้นเดียวที่มีขนาดพื้นที่ 37 ตารางเมตร ซึ่งส่วนประกอบสำคัญหลักๆ ของบ้านใช้การพิมพ์ด้วย 3D Printing ผสมกับคอนกรีตเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบ้าน ขณะที่ส่วนอื่นๆ เช่น หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์บางอย่างถูกพิมพ์ด้วย 3D Printing แยกออกมา ก่อนนำประกอบกันในภายหลัง

การสร้างบ้านหนึ่งหลังครั้งนี้ด้วย 3D Printing สำเร็จด้วยระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ใช้ค่าใช้จ่ายไปเพียง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบริษัทของรัสเซียอ้างว่าบ้านที่สร้างขึ้นด้วย 3D Printing มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 175 ปี

ZTE เปิดตัว 5G IT BBU ด้วยความร่วมมือกับ Intel

ZTE Corporation ผู้ให้บริการรายใหญ่ในด้านโซลูชั่นโทรคมนาคม เทคโนโลยีระดับองค์กรและผู้บริโภคสำหรับอินเทอร์เน็ตมือถือ ได้ประกาศเปิดตัวหน่วยเบสแบนด์ (BBU) สำหรับเทคโนโลยี 5G IT ยุคใหม่ร่วมกับ Intel Corporation โดย IT BBU ใหม่นี้ เป็นโซลูชั่น 5G RAN รุ่นแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยี Software Defined Networking/Network Function Virtualisation (SDN/NFV)

ด้วยคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีเสมือน SDN/NFV ขั้นสูงนี้ ทำให้โซลูชั่น IT BBU ชนิดส่วนจำเพาะนี้ สามารถรองรับการทำงานบนเครือข่าย 2G/3G/4G/Pre5G รวมทั้งโครงสร้างเครือข่ายวิทยุบนคลาวด์ (C-RAN), distributed-Ran (D-RAN) ตลอดจนหน่วยการทำงานแบบรวมศูนย์และกระจายตัว (CU/DU) บนเครือข่าย 5G ซึ่งมาพร้อมกับคุณสมบัติสำหรับการพัฒนาในอนาคต IT BBU คือแพลตฟอร์มประมวลผลเบสแบนด์แบบส่วนจำเพาะรุ่นใหม่ภายใต้สถาปัตยกรรมของ Intel โดยมีความจุสูง สามารถทำงานแบบครบวงจร และมีฟีเจอร์ระบบเครือข่ายที่ยืดหยุ่นในหลายโหมด โซลูชั่นนี้ช่วยลดการใช้พลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยอัลกอริทึมและระบบกลไกที่มีความซับซ้อน โดยรองรับธุรกิจแนวดิ่งและการใช้งานที่มีความยืดหยุ่นในหลายสถานการณ์ ทั้งยังรองรับเครือข่ายผสม 4G และ 5G เพื่อความคุ้มค่าในการลงทุนของผู้ให้บริการด้วย

โดยทั่วไปแล้ว บรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือมักขยายความครอบคลุมและฟังก์ชั่นด้วยการเพิ่มฮาร์ดแวร์ แต่วิธีการดังกล่าวส่งผลให้มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้การทำงานและการบำรุงรักษามีความซับซ้อนขึ้น และทำให้ต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาและความก้าวหน้าในระยะยาวของผู้ให้บริการเครือข่าย โดยแพลตฟอร์มเครือข่ายยุคใหม่ของ ZTE ซึ่งใช้เทคโนโลยี SDN/NFV นั้น ช่วยจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ได้ โดยแพลตฟอร์มประมวลผลเบสแบนด์นี้ ทำหน้าที่จำลองการทำงานของอุปกรณ์เครือข่าย เพื่อให้สามารถรองรับการทำงานของเครือข่ายที่มีความหลากหลายได้อย่างยืดหยุ่น ดังนั้นจึงช่วยเร่งกระบวนการติดตั้งเครือข่ายให้สามารถใช้งานได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนโดยรวมอีกด้วย

“เทคโนโลยีของ Intel มอบขุมพลังให้กับระบบคลาวด์ รวมถึงอุปกรณ์ประมวลผลอัจฉริยะที่ทำงานเชื่อมต่อกันกว่าหลายพันล้านเครื่อง ดังนั้นเราจึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นหุ้นส่วนในเทคโนโลยี 5G โดยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นนี้จะช่วยส่งเสริมแผนพัฒนาในระยะยาวของทั้งสองบริษัท” จาง เจี้ยนกั๋ว รองประธานอาวุโสของ ZTE กล่าว “ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการอุปกรณ์และโซลูชั่นการสื่อสารชั้นนำ เทคโนโลยี 5G ถือเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์หลักของ ZTE โดยที่ผ่านมานั้น ทางบริษัทได้มุ่งมั่นทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเสมือน ความร่วมมือระหว่าง ZTE กับ Intel จะช่วยมอบเครือข่ายที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และเรียบง่ายยิ่งขึ้น ให้กับเหล่าผู้ให้บริการโทรคมนาคม และนำเสนอคุณประโยชน์ที่เหนือกว่าให้แก่ผู้ใช้งานทั้งหลาย”

“ในปัจจุบัน เราจะได้เห็นว่าเหล่าผู้ให้บริการระบบสื่อสารหันมาใช้เทคโนโลยี SDN/NFV กันมากขึ้น เพื่อเป็นรากฐานให้กับเครือข่าย 5G” ซานดรา ริเวรา รองประธาน Intel Corporation และผู้จัดการทั่วไปของ Network Platforms Group กล่าว “ความร่วมมือระหว่างเรากับ ZTE นั้น มีเป้าหมายเพื่อเร่งการพัฒนาโซลูชั่นเครือข่าย 5G เพื่อรองรับระบบคลาวด์ในเชิงพาณิชย์ ZTE ได้แสดงให้เห็นว่า การพลิกโฉมเครือข่ายเพื่อรองรับความต้องการอันไร้ขีดจำกัดในยุค 5G นั้น สามารถทำได้จริง ไม่ว่าจะในเรื่องค่าความหน่วงต่ำ แบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น และความจุที่มากขึ้น ด้วยการใช้หน่วยประมวลผลจากสถาปัตยกรรมล่าสุดของ Intel(R)”

ที่มา : http://www.prd.go.th/ewt_news.php?nid=161347

Facebook เริ่มทดสอบปล่อยโฆษณาขณะเล่นวีดีโอแล้ว

แนวโน้มของการนำเสนอคอนเทนต์ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าวีดีโอเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่ได้ความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง Facebook เองก็เห็นพ้องว่าต้องเทรนด์ที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ พร้อมประกาศชัดเจนว่าคอนเทนต์ประเภทวีดีโอจะถูกให้ความสำคัญมากขึ้น และจะเป็นอีกช่องทางสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตคอนเทนต์และ Facebook เองด้วย

โฆษณาบนวีดีโอที่ถูกโพสต์ลง Facebook ได้เริ่มทดสอบไปแล้วตามการยืนยันจากเว็บไซต์ Recode โดยโฆษณาจะปรากฎในช่วงกลางของวีดีโอมีลักษณะคล้ายกับโฆษณาทางโทรทัศน์ จะเริ่มแสดงก็ต่อเมื่อเล่นวีดีโอไปแล้วอย่างน้อย 20 วินาที ซึ่งเงื่อนไขของการแสดงโฆษณาจะแบ่งเป็นสองรูปแบบ ได้แก่ โฆษณาที่จะปรากฏบน Live Video จะต้อง Live ไปแล้วอย่างน้อย 4 นาที ก่อนจะเข้าสู่ช่วงโฆษณาได้ และในรูปแบบของ Video Streaming จะต้องมีผู้ชมพร้อมกันอย่างน้อย 300 คน และโฆษณาแต่ละชิ้นจะมีเวลาอย่างน้อย 20 วินาที

สิ่งสำคัญในเรื่องของการแบ่งรายได้โฆษณา ทาง Facebook ระบุว่าตอนนี้ได้มีการทดสอบในกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์บางส่วนของสหรัฐอเมริกา โดยรายได้ 55% จะเป็นของสื่อสิ่งพิมพ์ และอีก 45% จะเป็นของ Facebook

อย่างไรก็ตามการแทรกโฆษณาในขณะเล่นวีดีโอบน Facebook ยังเป็นเพียงการทดสอบในกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์บางส่วน ซึ่งเงื่อนไข ตลอดจนช่วงเวลาการโฆษณาอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมของทั้งผู้ผลิตสื่อและ Facebook แต่ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวเริ่มแสดงให้เห็นชัดเจนว่า Facebook กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองให้เสมือนโทรทัศน์เคลื่อนที่อย่างเต็มรูปแบบเพื่อดึงดูดผู้ผลิตสื่อ ผู้ผลิตคอนเทนต์ ให้หันมานำเสนอคอนเทนต์วีดีโอและรายการต่างๆ บน Facebook มากขึ้น

แต่น่าคิดเหมือนกันว่าหากรูปแบบการโฆษาณาบนวีดีโอที่คาดว่าจะเข้ามาในประเทศไทยด้วยแน่นอน จะยิ่งเป็นตัวฉุดให้อุตสาหกรรมทีวีและหนังสือในบ้านเราดิ่งลงอีกมากน้อยแค่ไหน แม้จะเป็นหนทางหารายได้และเพื่อความอยู่รอด แต่ตัวเลขรายได้กับเงินที่ต้องแบ่งให้กับ Facebook จะคุ้มค่ากับการเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีหรือไม่ เป็นเรื่องที่คนทำคอนเทนต์และผู้ผลิตสื่อน่าคิดไม่น้อยครับ

ที่มา : http://www.aripfan.com/facebook-ads-middle-of-videos/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1373005762764239

 

YouTube ท้าชน Facebook Live ปล่อยฟีเจอร์ Live Streaming บนมือถือ

การเติบโตของจำนวนผู้ใช้ Facebook Live ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จอย่างยิ่งของ Facebook ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่เพียงแค่ผู้ใช้ทั่วไป แต่ยังมีรายการทางโทรทัศน์ที่ใช้คุณสมบัติของ Facebook Live ออกอากาศคู่ขนานควบคู่กับไปการออกอากาศทางโทรทัศน์ด้วย จากความง่ายและสะดวกของ Facebook Live ที่ใครก็ตามที่ใช้ Facebook ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวแบบสดๆ ได้ผ่านมือถือหรือสมาร์ทโฟน และ YouTube จะเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการ Live Streaming บนมือถือเช่นกัน

Live Streaming บนมือถือ

Live Streaming บนมือถือ ผ่าน YouTube ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นฟีเจอร์ที่เปิดตัวมากว่า 6 เดือนแล้ว ซึ่งได้มีการเปิดให้บริการในบางแชนแนลเท่านั้น แต่ล่าสุดนี้ YouTube ได้ขยายการให้บริการฟีเจอร์ Live Streaming บนมือถือเพิ่มเติม โดยจะให้ YouTube ของผู้ที่มียอดติดตาม (Subscribe) เกิน 10,000 คน ได้ใช้งานกันเป็นกลุ่มแรกๆ และสามารถใช้งานได้ตรงจากแอพ YouTube เลย

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อ Live Streaming บนมือถือโดยเฉพาะ เรียกว่า “Super Chat” เป็นบริการคอมเม้นท์แบบเสียค่าใช้จ่าย ที่ผู้ชมใช้การจ่ายเงิน เพื่อสร้างจุดเด่นของคอมเม้นท์ให้เป็นที่สนใจ พร้อมให้ผู้ที่กำลังถ่ายทอดสดสามารถเห็นคอมเม้นท์ของผู้ชมได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่มีการระบุว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเริ่มต้นที่ราคาเท่าไหร่

นอกจากนี้เรื่องความเป็นส่วนตัวยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับฟีเจอร์นี้ เพราะผู้ถ่ายทอดสดสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เพื่อจำกัดการเห็นวีดีโอได้อีกด้วย

ทั้งนี้การให้บริการ Live Streaming บนมือถือ ผ่าน YouTube จะเริ่มต้นใน 20 ประเทศ ซึ่งต้องขอย้ำครับว่าตอนนี้ฟีเจอร์นี้จะให้บริการแก่ผู้ที่มียอดผู้ติดตาม (Subscribe) เกิน 10,000 คน เป็นกลุ่มแรกเท่านั้น แต่จากกระแสความนิยมในการถ่ายทอดสดผ่านมือถือ เชื่อว่าอีกไม่นานผู้ใช้ทั่วไปที่มียอด Subscribe น้อยกว่า 10,000 คน จะได้ใช้งาน Live Streaming เช่นเดียวกันครับ

ที่มา TechCrunch

โรงแรมหรูแห่งหนึ่งโดน Ransomware เล่นงานระบบกลอนประตู จนผู้เข้าพักเปิดประตูไม่ได้นับร้อยคน !!

 

เกิดเหตุโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในออสเตรีย โดนมัลแวร์ Ransomware เล่นงานระบบกลอนประตูอัตโนมัติ ทำให้แขกที่เข้าพักในโรงแรมกว่าร้อยคน ไม่สามารถเปิดประตูเข้าห้องได้ บางรายถูกขังอยู่ในห้องด้วย

Hotel-Romantik-Seehotel-Jaegerwirt-796x398

หลัง ๆ มานี้ อะไร ๆ ก็ Smart ขึ้น มีอุปกรณ์อัตโนมัติ (IoT) เกิดขึ้นให้เพียบ ที่ช่วยสร้างความสะดวกสบายยิ่งกว่าเก่า และหนึ่งในนั้นคือ Smart Door Lock เป็นกลอนประตูอัจฉริยะ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจไขอีกต่อไป เราสามารถใช้สมาร์ทโฟน ลายนิ้วมือ หรือคีย์การ์ด ไขประตูได้เลย ด้วยฟีเจอร์ดังกล่าว ก็ทำให้โรงแรมบางแห่ง เลือกใช้เป็นกลอนประตูห้องพักนั้นเอง ทว่าแทนที่จะสร้างความสะดวก มันกลับสร้างความเครียดให้แทนซะงั้น

Romantik Seehotel Jägerwir โรงแรมหรูระดับ 4 ดาวแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรีย ถูกผู้ไม่หวังดีหรือคนร้าย ปล่อย Ransomware โปรแกรมประสงค์ร้ายชนิดหนึ่ง เข้าเจาะระบบออนไลน์ต่าง ๆ ของโรงแรม รวมถึงระบบล็อคกลอนประตูอัจฉริยะ ทำให้แขกที่เข้าพักจำนวน 180 ห้อง ไม่สามารถเข้าห้องของตัวเองได้ บางรายถูกขังอยู่ในห้องเพราะไขประตูออกไม่ได้ด้วย ทั้งนี้ทางคนร้ายยังขู่ให้ส่งเงินผ่าน Bitcoins เป็นจำนวนถึง 1,605 เหรียญฯ หรือประมาณ 57,000 บาท เพื่อแลกกับการกู้คืนระบบดังกล่าว

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Smart Door Lock

ทางโรงแรมกล่าวว่า ตอนนั้นไม่มีทางเลือก เพื่อให้จัดการปัญหาไว ๆ จึงได้ส่งเงินให้ตามที่คนร้ายต้องการ ระบบก็กลับมาใช้ได้อีกครั้ง ทว่าทางคนร้ายกลับแอบทิ้งช่องทาง (หรือ Backdoor) เอาไว้ เพื่อให้กลับมาใช้ Ransomware เข้าเจาะระบบได้อีกครั้งด้วย สุดท้ายทางโรงแรมต้องรื้อระบบออนไลน์ใหม่ทั้งหมด พร้อมเผยแพร์เรื่องราวดังกล่าวเป็นอุทาหรณ์ให้กับโรงแรมอื่น ๆ ในที่นี้เอง

ท้ายนี้ หากใครโดน Ransomware เล่นงาน พยายามอย่าส่งเงินให้จะดีกว่า เพราะคนร้ายจะยิ่งได้ใจไปก่อเหตุอีก แถมยังมีโอกาสที่จะผิดสัญญาสูง จากเรื่องดังกล่าวก็เห็นแล้วว่า คนร้ายยังคิดไม่ซื่อ ทิ้ง Backdoor เพื่อหวังกลับเข้ามาเจาะระบบอีกครั้งด้วย โชคดีที่เคสนี้คนร้ายยอมปล่อยระบบชั่วคราว ไม่งั้นคงได้มีไล่ทุบประตูห้องเรียงชั้นแน่ ๆ …..

ที่มา : https://thenextweb.com/security/2017/01/30/hackers-use-ransomware-to-lock-hotel-guests-in-their-rooms/#.tnw_yokSWnXG

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1354022854662530

ดูไบโชว์เทคโนโลยี Jetpack เหาะขึ้นกลางอากาศสำหรับดับเพลิง

มื่อเอ่ยถึงดูไบ ถือว่าเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในหลายๆ เรื่อง ได้แก่ ตึกที่สูงที่สุดในโลก “เบิร์จ คาลิฟา”, ทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไพศาลติดอันดับโลก หรือชื่อเสียงของความเป็นเมืองที่มีความทันสมัยทางเทคโนโลยี เป็นต้น โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เทคโนโลยีในด้านการดับเพลิงของดูไบได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยอุปกรณ์ใหม่ที่เรียกว่า “Dolphin Jetpack”

Dolphin Jetpack เป็นอุปกรณ์สำหรับดับเพลิงแบบใหม่จากกระทรวงกลาโหมของดูไบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะใช้เจ็ตสกีเป็นยานพาหนะขับไปตามแม่น้ำ เมื่อถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้จะใช้อุปกรณ์ที่ประกอบติดกับเจ้าหน้าที่พร้อมใช้แรงดันน้ำยกตัวให้ลอยขึ้นกลางอากาศ หลังจากนั้นจึงใช้สายดับเพลิงฉีดน้ำไปยังจุดเกิดเหตุด้วยน้ำจากในแม่น้ำนั่นเอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Dolphin Jetpack

อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นนวัตกรรมชิ้นล่าสุดสำหรับดับเพลิงที่จะเข้ามาช่วยลดเวลาในการเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุ ลดภาระในการเดินทางด้วยรถดับเพลิงภายใต้การจราจรที่หนาแน่นบนท้องถนน โดยการใช้ Dolphin Jetpack ยังช่วยให้ง่ายต่อการเข้าถึงตึกสูงหรืออาคารตามแนวชายฝั่ง ซึ่งมีหลายครั้งที่เกิดเหตุไฟไหม้ตามตึกสูงและการใช้วิธีแบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Dolphin Jetpack

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1347450295319786

IBM Watson ก้าวสู่ระบบผู้ช่วยด้านการจัดการภาษีในบริษัทของสหรัฐฯ

BM Watson ถือเป็นผลผลิตทางเทคโนโลยีจาก IBM ที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ภายใต้ระบบที่เรียกว่า Cognitive Computing  ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นให้มีคุณสมบัติที่ทันสมัยยิ่งกว่าระบบ AI (ปัญญาประดิษฐ์) สำหรับงานด้านการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีความสลับซับซ้อน มีความสามารถในการเข้าใจภาษาและรูปแบบของสิ่งต่างๆ เช่นเดียวกับมนุษย์ รวมไปถึงความสามารถในการเรียนรู้ ให้ข้อมูล และคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เป็นต้น

ibm-watson-help-tax-1

ปัจจุบัน IBM Watson ได้เข้าไปมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นจำนวนมาก ได้แก่ แพทย์ (ในประเทศไทย เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ มีการนำ IBM Watson มาใช้เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ), การเงิน การธนาคาร, ปิโตรเลียม, ธุรกิจด้านการให้คำปรึกษา และล่าสุด IBM Watson ถูกมาใช้เพื่อช่วยเหลือในการจัดการภาษี โดยบริษัท H&R Block ของสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกับ IBM นำ IBM Watson เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการยื่นภาษี มีคุณสมบัติในการให้คำแนะนำเรื่องการเสียภาษีที่ถูกต้อง, การคำนวณจำนวนเงินที่จำเป็นต้องเสียภาษีทั้งในแบบบุคคลและองค์กร รวมไปยังสามารถคำนวณภาษีอันเกิดจากสินเชื่อในประเภทต่างๆ ได้ด้วย

ibm-watson-help-tax

ทั้งนี้ การนำ IBM Watson เข้ามามีส่วนในการเสียภาษีของ H&R Block นอกจากช่วยในเรื่องการเสียภาษีอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยให้บุคคลทั่วไปและองค์กรสามารถวางแผนการเงินได้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยจะมีการเริ่มต้นใช้งานอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ศกนี้

ที่มา https://www.engadget.com/2017/02/01/watson-to-help-with-hr-block-taxes/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1337954672936015

ซีอีโอ Microsoft เตือนการใช้ AI ให้ใช้เพื่อช่วยคน ไม่ใช่แทนพวกเขาเพราะ!

สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft คนปัจจุบัน เป็นหนึ่งในนักธุรกิจ นักวิชาการ และนักการเมืองกว่า 3,000 คน ที่เข้าร่วมงาน World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีประเด็นที่เขาได้พูดถึงเทคโนโลยี AI ไว้อย่างน่าสนใจ

การใช้ AI

เพราะ สัตยา นาเดลลา ให้ความเห็นว่างานวิจัยและการลงทุนด้านเทคโนโลยี Artificial Intelligence หรือ AI ยังคงเติบโตและการแข่งขันระหว่างบริษัทเทคโนโลยีเพื่อพัฒนา AI จะยิ่งทวีความรุนแรง ซึ่งซีอีโอ Microsoft กังวลว่าการที่ Google, Amazon, Apple, Facebook หรือแม้กระทั่ง Microsoft เอง ขับเคี่ยวการใช้ AI จะนำไปสู่การใช้งานในเชิงทดแทนมากกว่าช่วยเหลือมนุษย์

ซีอีโอ Microsoft ยังกล่าวว่า วิธีง่ายๆ ในการนำ AI มาใช้ คือการพยายามที่จะให้เป็นเครื่องมือของการเรียนรู้เพื่อให้มนุษย์สามารถทำในสิ่งที่เขาทำได้ และเป็นตัวช่วยชั้นยอดให้แก่มนุษย์ ซึ่งตั้งแต่ปี 2017 และในปีต่อๆไป AI ควรจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หมายความว่า AI จะต้องมีอินเทอร์เฟซที่ผู้ใช้สามารถเรียกร้องหรือร่วมกันกำหนดแนวทางให้กับมันได้ ที่สำคัญที่สุด AI ควรมีความสามารถในการสร้างความไว้วางใจให้กับมนุษย์ โดยเฉพาะความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

นอกจากนี้ ซีอีโอ Microsoft เสริมว่า เขาต้องการให้บริษัทของเขาเน้นหนักในการใช้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อช่วยในการควบคุม ยกตัวอย่าง การตัดสินใจด้านการออกแบบ หรือการลงทุน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นคาแรคเตอร์ที่สำคัญสำหรับการใช้ AI

microsoft-AI-01

ปัจจุบัน Microsoft ภายใต้การนำของ สัตยา นาเดลลา มีการดำเนินงานภายใต้คอนเซปต์ “Coud-First, Mobile-First” ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์หลักของการบริหารงานยุคใหม่ ในที่นี้ยังรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยี AI ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Cortana, Microsoft Translator, Microsoft Azure และงานวิจัยต่างๆ อีกมากมาย โดยเมื่อไม่นานนี้ Microsoft เพิ่งประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการ Maluuba บริษัท Startup ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Deep Learning จากแคนาดา เพื่อเสริมทัพการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี AI ภายในผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ซึ่งต้องจับตามองว่าแนวทางการพัฒนา AI ของ Microsoft ต่อไปในอนาคตจะเป็นการตอกย้ำแนวการของการเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือมนุษย์มากกว่าทดแทนจริงอย่างที่พูดไว้หรือเปล่า…?

ที่มา : http://www.aripfan.com/microsoft-ceo-ai-should-be-used-to-help-people/
อ้างอิง : http://www.ibtimes.co.uk/microsoft-ceo-satya-nadella-warns-ai-should-be-used-help-people-not-replace-them-1601431

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1332884233443059