คลังเก็บหมวดหมู่: ประชา แสงรีย์

ญี่ปุ่นเตรียมสร้าง TSUBAME 3.0 AI Supercomputer ความเร็ว 47 Petaflops

Tokyo Institute of Technology ได้ออกมาประกาศถึงแผนการสร้าง AI Supercomputer ที่เร็วที่สุดในญี่ปุ่นตัวใหม่ ภายใต้ชื่อ TSUBAME 3.0 ที่จะมีความเร็วสูงถึง 47 Petaflops ด้วยการใช้เทคโนโลยี GPU เป็นหลัก

Credit: Tokyo Institute of Technology

 

TSUBAME 3.0 นี้จะถูกพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีจาก HPE/SGI ร่วมกับ NVIDIA โดยใช้ SGI ICE XA Cluster จำนวน 540 Node ซึ่งแต่ละ Node จะติดตั้ง 2x Intel Xeon E5-2680 v4, 4x NVIDIA Tesla P100 GPU, 256GB RAM และเชื่อมต่อเครือข่ายด้วย Intel 100Gbps Omni-Path เพื่อสร้างระบบเครือข่ายสำหรับเชื่อมต่อกับระบบ Storage จาก Data Direct Networks (DDN) ที่มีความจุ 15.9 Petabytes และมีความเร็ว 150GBps บน Lustre File System

นอกจากประเด็นเรื่องของความเร็วที่สูงมากถึง 47 Petaflops แล้ว ประเด็นทางด้านการประหยัดพลังงานนั้นก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะ TSUBAME 3.0 นี้มีค่า Power Usage Effectiveness (PUE) ถึง 1.033 และน่าจะทำให้ TSUBAME 3.0 นี้เข้าไปอยู่ใน Top 10 ของการจัดอันดับ Green500 ได้อย่างแน่นอน

TSUBAME 3.0 นี้จะถูกนำมาใช้ในเชิงการศึกษาและการวิจัยของมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนเป็นหลัก รวมถึงจะยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการบริการข้อมูลแก่มหาวิทยาลัยชั้นนำในญี่ปุ่นอีกด้วย

 

ที่มา: https://www.top500.org/news/next-generation-tsubame-will-be-petascale-supercomputer-for-ai/ , https://blogs.nvidia.com/blog/2017/02/16/tsubame3-ai-supercomputer/

ที่มา: https://www.techtalkthai.com/japan-is-going-to-build-tsubame-3-0-ai-supercomputer-with-47-petaflops/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1355442951187187

AI จาก Carnegie Mellon University เอาชนะผู้เล่น Poker มืออาชีพได้แล้ว

นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของวงการ Artificial Intelligence (AI) เมื่อ AI จาก Carnegie Mellon University สามารถแข่งขันเอาชนะผู้เล่น Poker มืออาชีพได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ AI สามารถเอาชนะผู้เล่นมืออาชีพในการแข่งหมากล้อมไปได้แล้ว

Credit: Wikipedia

 

ความท้าทายในการพัฒนา AI สำหรับแข่ง Poker นี้ก็คือการอ่านเกมว่าคู่แข่งกำลังหลอกเราหรือไม่ และการออกแบบ AI ให้สามารถเรียนรู้ที่จะหลอกคู่แข่งฝั่งตรงข้ามได้ด้วย โดยในการทดลองครั้งนี้ได้ใช้ Texas Hold ‘Em แบบออนไลน์ในการแข่งขัน

Software ที่ใช้ในการทดลองนี้ถูกตั้งชื่อว่า Libratus ซึ่งทำงานอยู่บน Pittsburgh Supercomputing Center แห่ง Monroeville โดยการตัดสินใจของ Libratus ในการเล่นแต่ละตานี้ออกจะช้าอยู่เสียหน่อยและทำให้เหล่าผู้เล่นมืออาชีพต้องรอคอยจนหงุดหงิดกันไปบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 20 วัน Libratus ก็สามารถเอาชนะผู้เล่นมืออาชีพทั้งหมดที่เข้าร่วมทดสอบในโครงการนี้ไปได้ และสร้างกำไรรวมอยู่ที่ 1.8 ล้านเหรียญหรือราวๆ 63 ล้านบาท (ซึ่งผู้เล่นไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้จริงๆ เพราะเป็นแค่แต้มในเกม) โดย Tuomas Sandholm และ Noam Brown นักวิทยาศาสตร์แห่ง Carnegie Mellon University ที่พัฒนา Libratus ก็ได้เฉลิมฉลองให้กับชัยชนะในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทาง University of Alberta ก็ได้มีการพัฒนา DeepStack ระบบ AI ที่เอาชนะผู้เล่น Poker มืออาชีพไปได้ก่อนแล้วเช่นกัน และยังชนะด้วยคะแนนที่สูงกว่า Libratus ถึง 3 เท่า แต่ทางผู้พัฒนา Libratus ก็ได้ออกมาชี้จุดต่างว่าผู้เล่น Poker มืออาชีพที่แข่งกับ Libratus นี้เก่งกว่าผู้เช่นที่ทดสอบกับ DeepStack

การมาของ Poker Bot ที่เก่งกาจเหล่านี้อาจทำลายวงการ Poker Online ทั่วโลกได้ เพราะสามารถถูกนำไปใช้ทุจริตเพื่อแข่งขัน Poker ออนไลน์เพื่อเอาชนะและรับเงินเดิมพันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหล่าผู้พัฒนาเกม Poker Online ต้องคอยสอดส่องและพัฒนาเทคโนโลยี Fraud Detection แบบใหม่ๆ ขึ้นมาตรวจจับ

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากก็คือ อัลกอริธึมที่ใช้ในการพัฒนา Libratus นี้เป็น General Purpose Algorithm ที่สามารถนับไปปรับใช้กับงานอื่นๆ รวมถึง Cybersecurity ได้ด้วยเช่นกัน

ที่มา: http://talkincloud.com/cloud-computing/computer-just-beat-poker-pros-achieving-major-ai-milestone

ที่มา: https://www.techtalkthai.com/ai-from-carnegie-mellon-university-won-professional-poker-players/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1353425094722306

แฮ็คเกอร์รุ่นเยาว์วัย 14 ปี พบช่องโหว่ XSS กระทบกว่า 2,000,000 เว็บไซต์

อายุไม่ใช่ประเด็น เมื่อสองแฮ็คเกอร์น้อยวัย 14 ปีชาวเลบานอน Karim Rahal และ Ibram Marzouk ประกาศพบช่องโหว่ Cross-site Scripting หลายรายการบน HTML Comment Box ซึ่งถูกใช้งานบนเว็บไซต์ทั่วโลกกว่า 2,000,000 เว็บไซต์

Credit: Ignatov/ShutterStock

ช่องโหว่ที่ค้นพบเป็นช่องโหว่บายพาสระบบกรอง XSS ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถแทรกโค้ดเข้าไปในกล่อง Comment ของเว็บไซต์ เพื่อแอบโจมตีผู้ใช้ทั่วไปที่เข้าถึงหน้าเพจดังกล่าวได้ ที่น่าตกใจคือ เทคนิคการบายพาสที่ทั้ง 2 คนใช้ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร เพียงแค่ใส่ Tag < และ > 2 ครั้ง และปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย “;” เท่านั้น ก็สามารถแทรกโค้ดสคริปต์เข้าไปได้ทันที (คาดว่านักพัฒนาคงใช้วิธีการกรอง XSS โดยการตัด Tag < และ > ออก 1 ครั้ง)

“ผมใช้ Google Dork ง่ายๆ ในการค้นหาว่ามีกี่เว็บไซต์ที่ใช้กล่อง Comment ของ 3rd Party รายดังกล่าว แล้วก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อผลลัพธ์ประมาณ 2,000,000 เว็บไซต์ปรากฏให้เห็น” — Rahal ระบุ

แฮ็คเกอร์หนุ่มทั้ง 2 คนไม่สามารถติดต่อกับนักพัฒนาเจ้าของ HTML Comment Box ในตอนแรก จนกระทั่ง Detectify ผู้ให้บริการ Web Scanner ชื่อดังเชิญเด็กทั้งสองเข้าร่วม Detectify Crowdsource ซึ่งเป็น Bug Bounty Program สำหรับให้นักวิจัยจากทั่วโลกแจ้งช่องโหว่ของเว็บไซต์ต่างๆ

ขณะนี้นักพัฒนาของ HTML Comment Box ทราบถึงช่องโหว่ XSS ดังกล่าว และได้ทำการอุดช่องโหว่เรียบร้อยภายใน 1 ชั่วโมงหลังได้รับรายงานจาก Detecify

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/01/24/kid_hackers_break_xss_defences_find_hack_hole_in_2_million_websites/

ที่มา: https://www.techtalkthai.com/14-year-old-hackers-found-xss-vulns/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1334132656651550

Google และนักวิจัยทั่วโลก เริ่มพัฒนา AI ที่สร้าง AI ใหม่ๆ ขึ้นมาได้เอง

เป็นอีกก้าวของวงการ AI ที่น่าสนใจ เมื่อ AI จะเริ่มถูกนำมาใช้สร้าง Software และ AI ใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

Credit: ShutterStock.com

 

แนวโน้มของการพัฒนา Artificial Intelligence (AI) เพื่อนำมาใช้ปรับปรุง Software และสสร้ง AI ใหม่ๆ ขึ้นมานั้นกำลังกลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ตัวอย่างหนึ่งจากทีมนักวิจัยจาก Google Brain นั้นก็ได้เคยทำการพัฒนา AI ขึ้นมาเรียนรู้และพัฒนา Software ขึ้นมาประมวลผลข้อมูลด้านภาษาได้มีประสิทธิภาพสูงกว่า Software ที่พัฒนาขึ้นมาโดยมนุษย์แล้ว

นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่เริ่มพัฒนา AI ที่ใช้ในการพัฒนา AI ที่ดียิ่งขึ้นต่อไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น OpenAI, MIT, University of California, Berkeley และ Google DeepMind ซึ่งหากแนวคิดนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี การพัฒนาระบบ Machine-Learning Software ก็จะพัฒนาก้าวกระโดดต่อไปอย่างรวดเร็ว และสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI ลงไปได้อีกระดับหนึ่ง

ปัจจุบันนี้การนำ AI หรือ Machine Learning ไปใช้แก้ปัญหาใดๆ นั้น จะต้องอาศัยบุคลากรผู้มีความรู้ในเชิงลึกสำหรับปัญหาที่ต้องการจะแก้ไข และต้องอาศัยผู้เชี่ยชาญทางด้านข้อมูลและการประมวลผล การพัฒนาระบบ AI ที่ใช้สร้าง AI ขึ้นมาได้เองนั้นจะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคคลกลุ่มหลังได้เป็นอย่างดี และช่วยเร่งให้เราสามารถแก้ไขปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้อีกมากมาย

ก็ค่อนข้างน่าติดตามไม่น้อยว่าอนาคตของวงการ AI จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแค่ไหนหลังจากนี้ครับ

ที่มา: https://www.technologyreview.com/s/603381/ai-software-learns-to-make-ai-software/?set=603397

ที่มา: https://www.techtalkthai.com/google-and-many-researchers-are-building-ai-that-can-create-new-ai/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1325167550881394

ผู้ป่วยเฮ! รพ.จุฬาภรณ์ใช้ “Hyperthermia” ทำลายมะเร็งได้ทุกตำแหน่ง ทุกระยะ

ช่วยกันลดผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อเป็นบุญช่วยกันแชร์
 ××××
ผู้ป่วยมะเร็งเฮ! รพ.จุฬาภรณ์ นำเข้าเครื่อง Thermotron-RF8 ราคากว่า 50 ล้านบาท ใช้ความร้อน 43 องศาทำลายเซลล์มะเร็งได้ทุกตำแหน่ง ทุกระยะโรค ร่วมกับการรักษาแนวทางอื่น ระบุให้ผลดียิ่งขึ้น ช่วยผู้ป่วยเข้าถึงบริการ
 ××××
ศ.นพ.พิทยภูมิ กล่าวว่า หลักการทำงานของเครื่องคือ การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนที่อุณหภูมิ 43 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำลายเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากเซลล์มะเร็งเป็นเนื้อร้าย ไม่มีความยืดหยุ่นทำให้เก็บกักความร้อนจนทำลายตัวเอง ขณะที่เนื้อเยื่อปกติมีความยืดหยุ่นจะถ่ายเทความร้อนออกสู่ร่างกายเอง โดยไม่ส่งผลใดๆ ทั้งนี้ สามารถทำลายได้ทั้งเซลล์มะเร็งที่อยู่ไม่ลึกจากผิวหนัง และลึกลงไปภายในร่างกาย ใช้ทำการรักษาได้ในเกือบทุกตำแหน่งอวัยวะ แต่เป็นแบบเจาะจงได้ตรงตำแหน่งก้อนเนื้องอก ทำให้มีขนาดก้อนที่เล็กลงหรือหยุดการเจริญเติบโต และรักษาได้ทุกระยะ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิด
  ××××
“การทำงานจะได้ผลดีเมื่อใช้ร่วมกับการรักษาแนวอื่น ทั้งการฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งข้อดีคือช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทรมาน ลดผลข้างเคียงจากการรักษาแนวอื่น เช่น ลดการฉายรังสีเหลือ 50-60% แต่ผลการรักษาเท่ากัน อาการข้างเคียงไม่มี ซึ่งเดิมทีหากฉายรังสี 100% ผู้ป่วยอาจรับไม่ไหว หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องตับอ่อนจะรักษายากมาก เพราะผ่าตัดหรือฉายรังสีไม่ได้ ต้องใช้เคมีบำบัด ซึ่งอาจได้ผล 30-40% แต่หากใช้วิธีนี้ร่วมด้วย จะทำให้ผลการรักษาเพิ่มขึ้นอีก” ผอ.รพ.จุฬาภรณ์ กล่าว
ที่มา http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9570000031813

ที่มา: http://www.vip-groups.com/kh_detail.php?kh_id=3689

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1324891924242290

ในปี 2020 งานของ Data Scientist จะถูกจัดการโดยอัตโนมัติเกินกว่า 40%

ในปี 2020 งานของ Data Scientist จะถูกจัดการโดยอัตโนมัติเกินกว่า 40%

Gartner ได้ออกมาทำนายถึงแนวโน้มในอนาคตสำหรับวงการ Data Science สำหรับปี 2020 เอาไว้ ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าค่อนข้างน่าสนใจจึงขอนำมาสรุปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

Credit: ShutterStock.com
  • ภายในปี 2020 งานในสาย Data Science จะถูก Automate เกินกว่า 40% และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมของเหล่า Data Scientist สูงขึ้น
  • จะมีกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า Citizen Data Scientist ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คอยสร้าง Model ใหม่ๆ ด้วยการนำเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมาใช้ แต่คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่คนที่มาจากสายสถิติหรือสายวิเคราะห์ข้อมูล แต่จะเป็นคนในสายงานอื่น
  • Citizen Data Scientist นี้จะเป็นคนกลุ่มที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างการทำ Self-service Analytics โดยเหล่าผู้ใช้งานในเชิงธุรกิจ และเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลแบบซับซ้อนโดยเหล่า Data Scientist
  • เหล่าผู้ผลิตซอฟต์แวร์ทางด้าน Data Analytics จะต้องแข่งขันกันที่ความง่ายในการใช้งาน และการทำงานต่างๆ โดยอัตโนมัติมากขึ้น เพื่อให้เหล่าองค์กรสามารถนำไปใช้สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกันได้มากขึ้น
  • ภายในปี 2019 กลุ่ม Citizen Data Scientist มีแนวโน้มที่จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบซับซ้อนเป็นปริมาณมากกว่ากลุ่ม Data Scientist เพราะการขาดแคลนของ Data Scientist และความง่ายของเครื่องมือต่างๆ ที่ทำให้กลุ่ม Citizen Data Scientist สามารถทำงานได้มากขึ้น
  • แหล่งข้อมูลจะมีจำนวนมหาศาลขึ้น และก็จะมี Data Type ที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายงานฉบับเต็ม สามารถซื้อได้ที่ https://www.gartner.com/doc/3531618 เลยนะครับ

ที่มา: http://www.gartner.com/newsroom/id/3570917

ที่มา:  https://www.techtalkthai.com/gartner-says-40-percent-of-data-scientists-tasks-will-be-automated-by-2020/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1321674287897387

[Review] Opera เปิดตัว Neon “เบราเซอร์แห่งอนาคต”

Opera Software ประกาศเปิดตัวเบราเซอร์แนวคิดใหม่ ซึ่งได้แอบพัฒนาลับๆ มานานกว่า 1 ปีเต็มภายใต้คอนเซ็ปต์ “เบราเซอร์แห่งอนาคต” ชื่อว่า Opera Neon ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาลองใช้ได้ฟรี

Opera Neon พัฒนาโดยใช้ Chromium โปรเจ็คท์เบราเซอร์แบบ Open-source เป็นพื้นฐาน เช่นเดียวกับ Chrome, Opera ต้นฉบับ, Vivaldi และเบราเซอร์อื่นๆ ความแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดระหว่าง Opera Neno กับเบราเซอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ หน้าจอ UI โดยเฉพาะการนำ UI มาตรฐาน เช่น Tab, Tab Bar, Top Menu และอื่นๆ ออกไปจากหน้าเบราเซอร์

ความเปลี่ยนแปลงแรกสุดหลังติดตั้ง Neno คือ มันจะกลืนตัวเองเข้ากับฉากหลังของหน้าจอคอมพิวเตอร์ และมีเมนูอยู่ด้านซ้าย ส่วนด้านขวามือคือสิ่งที่มาแทน Tab Bar เรียกว่า “Bubble” นอกจากนี้ยังมีช่อง Search ตรงกลางขนาดใหญ่ตรงกลาง และ Bookmark ในรูปของ Bubble ด้านล่าง ซึ่งผู้ใช้สามารถลากวางหรือลบ Bookmark ทิ้งได้ตามต้องการ

Opera ระบุว่า ระบบเบราเซอร์อัจฉริยะเป็นจัดการเลื่อน Bubble (Tab) ด้านขวามือขึ้นลงให้โดยอัตโนมัติตามความถี่ของเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้าถึงมากที่สุด

Opera Neon มาพร้อมกับคุณสมบัติการแยกแผงหน้าจอ สำหรับกรณีที่ผู้ใช้ต้องการดูหลายๆ เว็บไซต์พร้อมกัน

สำหรับเมนูด้านซ้ายมือจะมีลักษณะคล้ายกับ Vivaldi กล่าวคือ รวมเครื่องมือสำคัญต่างๆ ให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้ เช่น แผงดาวน์โหลด ฟังก์ชันการถ่ายรูปหน้าจอ และเครื่องเล่นสื่อมัลติมีเดีย

เครื่องเล่นสื่อมัลติมีเดียเป็นฟีเจอร์ที่ยอดเยี่ยมมากเมื่อเปิดเพลงหรือวิดีโอจากหลายๆ เพจพร้อมกัน ผู้ใช้สามารถควบคุมสื่อมัลติมีเดียทั้งหมดได้ภายในหน้าจอเดียว ไม่ว่าจะเริ่มเล่น หยุดเล่น รวมไปถึงลากวางมัลติมีเดียเหล่านั้นมาไว้บนหน้าจอ

ตัวอย่าง Screenshot หน้าจอของ Opera Neon

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด Opera Neon มาทดลองใช้ได้ที่ https://www.opera.com/th/computer/neon

ที่มาและเครดิตรูปภาพ: https://www.bleepingcomputer.com/news/software/opera-launches-new-neon-concept-browser/

ที่มา: https://www.techtalkthai.com/opera-releases-neon/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1316751055056377