คลังเก็บหมวดหมู่: พีรณัฐ ผอมจีน

Nimbus โดรนสุดแกร่งรถเหยียบหรือบินชนก็ไม่พัง

โดรน Nimbus จากบริษัท Aerodyne มีความคงทนอย่างเหลือเชื่อ สามารถทนแรงกดทับมหาศาลอย่างรถยนต์เหยียบได้

Nimbus เป็นโดรนที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นมาตรฐานในการแข่งขัน แน่นอนว่าต้องมีความคงทนต่อสภาวะต่างๆ Feature หลักๆที่สำคัญก็คือ มีความคงทนสูง เพราะบอดี้ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ แข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา ป้องกันน้ำตามมาตรฐาน IP54 และรูปลักษณ์ถูกออกแบบมาตามหลัก Aerodynanamics ทำความเร็วการบินได้สูงสุดถึง 99 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 159 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ตอนนี้ Nimbus กำลังระดมทุนสร้าง ซึ่งติดตามได้จากลิงค์ด้านล่างครับ

NIMBUS – monocoque racing drone

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1340969232634559

จีนเริ่มประกาศให้การทำ VPN ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐก่อน ไม่เช่นนั้นจะผิดกฎหมาย

ที่ผ่านมาจีนนั้นได้บล็อคการเข้าถึง Twitter, Facebook และ YouTube รวมถึงเว็บไซต์อื่นๆ อีกจำนวนมาก จนชาวจีนต้องหา VPN มาใช้เพื่อพยายามเข้าถึงบริการเหล่านี้ให้ได้ แต่ตอนนี้จีนประกาศให้การทำ VPN นั้นต้องรับคำอนุญาตจากทางรัฐก่อนแล้ว


Ministry of Industry and Information Technology แห่งประเทศจีนได้ออกมาประกาศถึงกฎหมายใหม่ฉบับนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการจัดระเบียบการใช้งาน Internet ภายในประเทศจีน และกฎหมายข้อนี้จะบังคับใช้ทันทีไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2018 ทำให้บริการ VPN ในจีนที่ผู้ใช้งานไม่ได้ขออนุญาตจากทางรัฐในตอนนี้ถือว่าผิดกฎหมายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี แนวทางนี้ดูจะขัดกับสิ่งที่ Xi Jinping ผู้นำของจีนได้ออกมาแถลงในงาน World Economic Forum ที่ Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่พอสมควร เพราะในคำแถลงนั้นได้กล่าวถึงความพยายามของจีนในการเชื่อมโยงทุกประเทศทั่วโลกเข้าด้วยกัน

ที่มา: https://www.engadget.com/2017/01/23/china-vpn-illegal-internet-censorship-government-approval/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1334786826586133

Google เปิดตัว Draco โครงการ Open Source บีบอัดไฟล์ภาพและวิดีโอ 3D เตรียมรับ VR และ AR

Google ประกาศเปิดตัวโครงการ Open Source ใหม่ภายใต้ชื่อ Draco เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล 3D Model สำหรับรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) ที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต

 

โครงการ Draco นี้ถูกริเริ่มโดยทีม Google Chrome Media ในฐานะของ Compression Library สำหรับข้อมูล 3D โดยเฉพาะ เพื่อให้ลดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลและปริมาณ Bandwidth ที่ต้องใช้ในการรับส่งข้อมูลเหล่านี้ โดย Draco นี้รองรับการบีบอัดข้อมูล Polygon Mesh, Point-cloud Data, Point, Connectivity Information, Texture Coordinate, Color Information, Normal และค่าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Geometry ทั้งหมด

Draco นี้สามารถบีบอัดข้อมูล 3D ได้เล็กกว่าการใช้ Zip เป็นอย่างมาก และทำให้ Browser สามารถโหลดข้อมูล AR/VR ได้เร็วกว่าเดิมยิ่งขึ้น ในขณะที่โครงการ Draco นี้ก็รองรับการ Decode ได้ทั้งในภาษา C++ และ JavaScript ทำให้สามารถรองรับการทำงานร่วมกับ 3D Web Viewer ได้ด้วย

อนาคตเมื่อ AR/VR เป็นที่นิยม ภายในระบบ Internet นั้นจะเต็มไปด้วยการรับส่งข้อมูล Geometry เหล่านี้อย่างแน่นอน การที่ Google ออกมาพัฒนาเทคโนโลยีบีบอัดข้อมูลสำหรับ 3D โดยเฉพาะก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นในอนาคตอย่างชัดเจน

ปัจจุบันโครงการ Draco นี้ถูกเผยแพร่อยู่ที่ https://github.com/google/draco ส่วนตัวอย่างการนำ JavaScript Decoder ไปใช้งานใน 3D Viewer นั้นอยู่ที่ https://threejs.org/ แล้วครับ

ที่มา: https://opensource.googleblog.com/2017/01/introducing-draco-compression-for-3d.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1321669397897876

ค้นหาและย้ายไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสไปไว้ในที่เดียวกันด้วย CryptoSearch

CryptoSearch

Michael Gillespie นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัย พัฒนาแอพพลิเคชันบน Windows สำหรับช่วยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของ Ransomware ในการค้นหาไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสข้อมูล และเลือกได้ว่าจะคัดลอกหรือย้ายไฟล์เหล่านั้นไปเก็บรวบรวมไปที่ตำแหน่งใหม่ ระหว่างรอให้มีคนออก Decrypter สำหรับปลดล็อกไฟล์ในอนาคต

แอพพลิเคชันดังกล่าวมีชื่อว่า CryptoSearch ซึ่งทำงานร่วมกับ ID Ransomware สำหรับช่วยค้นหาไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสข้อมูลจาก Ransowmare ประเภทต่างๆ ซึ่งปกติแล้ว Ransomware ไม่ได้เข้ารหัสไฟล์เพียงแค่โฟลเดอร์ใดโฟลเดอร์หนึ่ง แต่จะกระจายการเข้ารหัสข้อมูลไปทั่วทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จึงเป็นไปได้ยากที่เหยื่อจะระบุตำแหน่งไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสได้ทั้งหมด

CryptoSearch ถูกออกแบบมาช่วยค้นหาและระบุตำแหน่งของไฟล์ข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสทั้งหมด และย้ายไฟล์ไปยังตำแหน่งใหม่ เช่น ไดรฟ์สำรอง เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการคลีน Ransomware และไฟล์ที่ถูกเข้ารหัส หรือล้างข้อมูลทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์และติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ โดยมั่นใจว่าข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไม่สูญหายไปไหน และสามารถรอการปลดรหัสไฟล์เมื่อมี Decrypter ออกมาให้ใช้งานได้ในอนาคต

Gillespie ระบุว่า CryptoSearch จะทำการเรียกใช้บริการของ ID Ransomware เพื่อดึงข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ Ransowmare เช่น รูปแบบของชื่อไฟล์ รูปแบบ Hex และนามสกุลหลังถูกเข้ารหัส เพื่อใช้ค้นหาไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ และระบุประเภทของ Ransomware ที่โจมตี จากนั้นจะแสดงหน้าต่างให้เหยื่อเลือกว่าจะคัดลอกหรือย้ายไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งใหม่

ขณะนี้ CryptoSearch อยู่ในช่วงทดสอบการใช้งาน ซึ่งคาดว่าจะมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ในอนาคต ล่าสุด CryptoSearch พร้อมทำงานในโหมดออฟไลน์ ซึ่งสามารถเก็บฐานข้อมูลจาก ID Ransomware มาใช้งานโดยที่เหยื่อไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด CryptoSearch มาลองใช้งานได้ที่ https://download.bleepingcomputer.com/demonslay335/CryptoSearch.zip

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/cryptosearch-finds-files-encrypted-by-ransomware-moves-them-to-new-location/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1320075771390572

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นสุดเจ๋ง ถอดลายนิ้วมือจากรูปถ่ายในระยะ 3 เมตรได้สำเร็จ

แต่อาจเป็นปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัย

ทีมนักวิจัยจาก National Institute of Informatics (NII) ประกาศการค้นพบวิธีดึงลายนิ้วมือออกจากรูปภาพที่ถ่ายจากระยะไกลได้มากถึง 3 เมตร ซึ่งการค้นพบนี้อาจส่งผลกระบทบต่อการพิสูจน์ตัวตนแบบ Biomatrics ซึ่งนิยมใช้ลายนิ้วมือในการยืนยันตัวตนในปัจจุบัน

Sankei Shimbun และ Isao Echizen จากแผนกวิจัยด้าน Digital Content และ Media Sciences ของ NII เปิดเผยต่อหนังสือพิมพ์ประเทศญี่ปุ่นว่า พวกเขาค้นพบวิธีดึงลายนิ้วมือจากรูปภาพถึงแม้ว่าจะถ่ายจากมือถือก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันนี้มือถือสมัยใหม่มีการพัฒนากล้องถ่ายรูปให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถเก็บรายละเอียดเพียงพอที่จะระบุตัวตนว่าผู้ที่ถูกถ่ายคือใคร เพียงแค่ผู้ที่ถูกถ่ายต้องเปิดเผยนิ้วมือให้เห็นเท่านั้น

เมื่องานวิจัยนี้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ย่อมเป็นไปที่แฮ็คเกอร์จะนำไปใช้ประโยชน์ในการค้นหารูปภาพออนไลน์ แล้วนำใบหน้าและลายนิ้วมือไปปลอมตัวว่าเป็นบุคคลดังกล่าว ที่น่าเป็นกังวลคือ วัฒนธรรมของคนหลายประเทศ (รวมประเทศไทย) มักชู 2 นิ้วขณะถ่ายรูปเซลฟี่ แล้วอัปโหลดรูปภาพไปยัง Social Media ต่างๆ เพื่ออวดเพื่อนๆ ส่งผลให้เสี่ยงต่อการถูกแฮ็คเกอร์นำรูปถ่ายไปวิเคราะห์ลายนิ้วมือแล้วเอาไปใช้ในทางที่ผิดได้ง่ายขึ้น

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/scientists-extract-fingerprints-from-photos-taken-from-up-to-three-meters-away/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1315427321855417