คลังเก็บหมวดหมู่: จักรราช เอี่ยมสะอาด

เปิดตัว “ดิแอนดรอยด์” หุ่นยนต์ตำรวจสุดอัจฉริยะ

ศูนย์จัดการบริหารอนาคต สำนักงานตำรวจนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์   เปิดตัว “ดิแอนดรอยด์” หุ่นยนต์ตำรวจสุดอัจฉริยะ ซึ่งจะเริ่มประจำการลาดตระเวนตามถนนหนทางในดินแดนแห่งขุมทรัพย์ทะเลทรายอย่างนครดูไบในเดือนพ.ค.นี้ มาพร้อมเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และสแกนใบหน้าที่เดินผ่านไปมาได้ในระยะ 20 เมตร

บริเวณหน้าอกของหุ่นยนต์มีจอสัมผัสเพื่อบริการประชาชนที่ต้องการแจ้งความ รวมถึงไมโครโฟนที่เชื่อมต่อสายด่วนตำรวจ และยังอำนวยความสะดวกสบายสามารถจ่ายค่าปรับจราจรได้ทุกที่ที่เจอดิ แอนดรอยด์ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปชำระค่าปรับถึงสถานีตำรวจ

เดิมทีสำนักงานตำรวจนครดูไบพัฒนาหุ่นยนต์ตำรวจขึ้นมาเพื่อใช้บริการนักท่องเที่ยว ก่อนจะผลักดันเป็นโครงการยกระดับกองกำลังความมั่นคงที่ทันสมัยเพื่อรองรับโลกในยุคไฮเทคโนโลยี ซึ่งภายในปี 2573 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า นครดูไบจะประจำการหุ่นยนต์ตำรวจเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 25 ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด

นอกจากนี้จะปรับโครงสร้างสถานีตำรวจมากกว่าครึ่งหนึ่งให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง รวมถึงสถานีตำรวจแห่งแรกที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมดเป็นหุ่นยนต์ด้วย

ที่มา https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_275011

Nokia 3310 คืนชีพอีกครั้ง มาพร้อมความคลาสสิคแบบเดิม

Nokia 3310 คืนชีพอีกครั้ง มาพร้อมความคลาสสิคแบบเดิม

จากความสำเร็จในช่วงเดือนกันยายน ปี 2000 ที่ทำให้โทรศัพท์มือถือ Nokia 3310 แจ้งเกิดด้วยยอดขาย 126 ล้านเครื่อง และในปี 2017 นี้ ทาง HMD มีแผนปลุกคืนชีพมันอีกครั้ง พร้อมวางจำหน่ายในช่วงไตรมาส 2 ด้วย ราคา $52 หรือประมาณ 1,800 บาทไทย

แน่นอนว่า Nokia 3310 เป็นโทรศัพท์รุ่นในตำนาน ที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยความแข็งแกร่งที่เกินโทรศัพท์มือถือ และเกมส์งูที่เล่นไม่เบื่อ ซึ่งปีนี้ ทาง HMD ได้นำมาดัดแปลงใหม่ โดยนำมาใส่ในระบบปฏิบัติการ Android, เพิ่มสีสันให้หน้าจอแสดงผลขนาด 2.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ QVGA (320×240 พิกเซล), กล้องหลังที่มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล, มีช่องใส่ microSD และ มี Opera Mini ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน

Nokia 3310 คืนชีพอีกครั้ง มาพร้อมความคลาสสิคแบบเดิม
Nokia 3310 คืนชีพอีกครั้ง มาพร้อมความคลาสสิคแบบเดิม
Nokia 3310 คืนชีพอีกครั้ง มาพร้อมความคลาสสิคแบบเดิม

นอกจากนี้ HMD ยังคงใส่ความเป็น Nokia 3310 ที่ทุกคนต้องรู้จักเมื่อพูดถึงนั่นคือ เกมส์งู, รูปร่างที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก เพียงแต่เพิ่มสีสันให้กับตัวเครื่องให้มีสีสันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ด้วยสีเหลือง, สีแดง, สีเทา และสีฟ้าเข้ม และความคงทนที่สามารถเปิดเครื่องได้นานถึง 1 เดือน หรือ สนทนาทางโทรศัพท์ได้นานถึง 22 ชั่วโมง

Nokia 3310 คืนชีพอีกครั้ง มาพร้อมความคลาสสิคแบบเดิม

เชื่อได้เลยว่า ถ้าหาก Nokia 3310 ถูกวางจำหน่ายเมื่อไหร่ มันจะต้องกลายเป็นโทรศัพท์มือถือสำรองของผู้ใช้หลายคนแน่นอน  โดยเฉพาะนักธุรกิจที่ต้องใช้โทรศัพท์ในการติดต่องานบ่อย นั่นเพราะ แค่ชาร์จแบตเตอรี่เพียงครั้งเดียว ก็สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 1 เดือนแล้ว

ที่มา https://news.thaiware.com/9680.html

Motorola ส่งหูฟังไร้สาย Verve Ones บุกไทย

โมโตโรล่า แบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สายชั้นนำของโลก ประกาศเดินหน้าบุกตลาดอุปกรณ์เสริมในเมืองไทยอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวหูฟังบลูทูธไร้สายภายใต้แบรนด์ใหม่ “Verve Life” (เวิร์ฟ ไลฟ์) ที่มาพร้อมกันถึง 2 รุ่นคือ Verve Ones (เวิร์ฟ วัน) และ Verve Ones+ (เวิร์ฟ วัน พลัส) ลุยตลาดเต็มรูปแบบ โดยหูฟังทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาและออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวสูงสุด พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการฟังเพลงไปพร้อมๆ กับการออกกำลังกายด้วยคุณสมบัติเสียงสุดพิเศษแบบ HD เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับอรรถรสในการฟังเพลงอย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Verve

pic_motorola-verve-ones-01

สำหรับ Verve Ones (เวิร์ฟ วัน) เป็นหูฟังสเตอริโอแบบไร้สายสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเสียงไพเราะ นุ่ม ลึกแบบ HD มีขนาดเล็กกะทัดรัดสามารถสวมใส่ได้อย่างพอดีกับภายในหู ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงและสนทนาได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งยังมาพร้อมออปชั่นเสริมในการเชื่อมต่อเสียงกับหูฟังทั้ง 2 ข้างได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีประสิทธิภาพในการฟังเพลงมากขึ้น พร้อมกับไมโครโฟนและมี Smart Sensor ในหูฟัง ช่วยให้คุณสามารถรับสายสนทนาได้อย่างอัตโนมัติ

pic_motorola-verve-ones-02

นอกจากนี้ยังมาพร้อมไมโครโฟนคู่กับระบบการตัดเสียงก้อง และระบบบอกการเชื่อมต่อตำแหน่งสุดท้ายสำหรับใช้ในยามที่คุณต้องการติดต่อแบบฉุกเฉินในกรณีเกิดเหตุด่วนหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน โดยสามารถกดปุ่มแจ้งระบุพิกัดตำแหน่งสุดท้ายส่งข้อความไปยังหมายเลขหรือคนที่เราต้องการให้รับรู้ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงบอกพลังงานแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ ด้วยการสั่งงานและเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านแอพพลิเคชั่น Hubble สำหรับ Verve Life ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถฟังเพลงโปรดและเข้าถึงทุกการติดต่อได้อย่างสะดวกทุกที่ทุกเวลา ทั้งการโทรและการใช้งานฟังก์ชั่น Siri และ Google Now จากสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย โดย Verve Ones (เวิร์ฟ วัน) พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ใน ราคา 7,990 บาท 

Verve Ones+

pic_motorola-verve-ones-03

ส่วน Verve Ones+ (เวิร์ฟ วัน พลัส) เป็นหูฟังบลูทูธระดับเรือธงที่มาพร้อมคุณสมบัติที่เหนือชั้นสำหรับการใช้งานทั้งการออกกำลังกาย การท่องโซเชี่ยล และสนทนาได้อย่างอิสระเต็มที่ในแบบฉบับของคุณ โดยตัวหูฟังได้รับการออกแบบเป็นพิเศษในการป้องกันเหงื่อและน้ำตามมาตรฐาน IP57 เพื่อให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างไร้กังวลทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์สุดเรียบหรู ขนาดกะทัดรัด และเมื่อนำไปเสียบหูจะพอดีและกลมกลืนไปกับผู้ใส่ จนมองเผิน ๆ ก็ไม่รู้ว่าใส่หูฟังไว้อยู่ทีเดียว

โดยมาพร้อมกับระบบเสียงแบบ HD และสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานถึง 12 ชั่วโมง พร้อมกับตัวชาร์ตเคสจึงทำให้คุณสามารถใช้งานได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องของแบตเตอรี่ แล้วยังมาพร้อมกับไมโครโฟนในตัวสำหรับการสนทนาพร้อมกับระบบ Smart Sensor ในหูฟังซึ่งช่วยให้คุณสามารถรับสายสนทนาได้อย่างอัตโนมัติ

รองรับการสั่งงานและเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านแอพพลิเคชั่น Hubble สำหรับ Verve Life ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Android และ iOS โดยสามารถแจ้งระบุพิกัดตำแหน่งสุดท้ายส่งข้อความไปยังหมายเลขหรือคนที่เราต้องการให้รับรู้ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงบอกพลังงานแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ แถมยังรองรับการใช้งานฟังก์ชั่น Siri และ Google Now จากสมาร์ท โฟนได้อย่างง่ายดายอีกด้วย โดย Verve Ones+ (เวิร์ฟ วัน พลัส) พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ใน ราคา 8,990 บาท 

ที่มา https://www.beartai.com/news/promotion-news/129149

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1402139339850881

Talkase T3 มือถือเล็กที่ซ่อนในกระเป๋าตังค์คุณได้

สำหรับในงาน Mobile World Congress ที่เพิ่งจบไปไม่นานนี้ ก็มีนวัตกรรมเยอะมาก แต่สำหรับฟีเจอร์โฟน นอกเหนือจาก Nokia 3310 ที่ทำให้หลายคนต้องจับฟีเจอร์โฟน ก็มีอีกรุ่นที่ไม่ควรพลาดเช่นกันนั่นคือ Talkase T3

หลายคนสงสัยว่ามันคืออะไร คำตอบคือ ฟีเจอร์โฟนอีกรุ่นที่มีการผลิตขายในยุโรป เพื่อเน้นการใช้งานทั่วไปเช่นการโทรเข้า, รับข้อความ, ไม่ใช้งาน Social Network, ไม่ต้องการลง Apps แต่ต้องการใช้ได้นาน ๆ ด้วยขนาดของเครื่องที่เล็กจนเรียกได้ว่าอีกนิดก็จะเป็นบัตรเครดิตอยู่แล้ว ทำให้หลายคนเลือกที่นำมาใช้งานเลยก็ว่าได้

ตัวเครื่องมีหน้าจอขนาด 0.96 นิ้วแบบ OLED พร้อมกับปุ่มกดขนาดใหญ่และสามารถใช้เป็น WiFi Hot Spot ได้เช่นกัน ในราคาเพียง 33 ยูโร ประมาณ 1,100 บาทเท่านั้น และมีหลากสีให้เลือกด้วยเช่นกัน

อ้างอิง http://hitech.sanook.com/1417883/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1390017064396442

 

Oombrella ร่มไฮเทคสุดล้ำที่จะคอยแจ้งเตือนสภาพอากาศแบบเรียลไทม์!

สภาพอากาศ คงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก การติดตามรายงานสภาพอากาศอย่างเดียวคงไม่พอ หากมีตัวช่วยที่ดีก็จะทำให้เราสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น

Oombrella ร่มอัจฉริยะคันแรกของโลก ที่ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับร่มในรูปทรงเดิมๆ เมื่อมันสามารถแจ้งเตือนสภาพอากาศที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ให้เจ้าของร่มได้ทราบถึงสภาพอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น
โดยร่มจะทำการตรวจสอบสภาพอากาศจากเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่ภายใน หลังจากนั้นจะทำการประมวลผลเพื่อแจ้งเตือนไปที่สมาร์ทโฟนของผู้ใช้

nextgen umbrella 02

nextgen umbrella 03

การแจ้งเตือนจึงค่อนข้างแม่นยำ เพราะระบบทำงานแบบอิงเวลาจริง จึงสามารถแจ้งเตือนได้เลยว่าในอีกกี่นาทีข้างหน้าฝนจะตกลงมา นอกจากการแจ้งเตือนสภาพอากาศแล้ว ยังมีระบบแจ้งเตือนเจ้าของไม่ให้เผลอลืมร่มทิ้งไว้ในสถานที่ต่างๆ อีกด้วย

Oombrella ไม่ได้มีแค่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังมีมาตรฐานการผลิตที่ดี ก้านของร่มผลิตจากเคฟลาร์ ร่มจึงมีความแข็งแรงทนทานพร้อมเผชิญกับทุกสภาพอากาศ มั่นใจได้เลยว่าไม่พังง่ายๆ แน่นอน

ปัจจุบัน Oombrella วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากผ่านการระดมทุนบนเว็บไซต์ kickstarter ด้วยราคา €64 หรือประมาณ 2,400 บาท สำหรับใครที่กำลังมองหาร่มที่มีความแข็งแรงทนทาน ที่พร้อมทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ Oombrella น่าจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

nextgen umbrella 01

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1354653131266169

ดูไบโชว์เหนือ ผุดเทคโนโลยีดับเพลิงด้วยเจ็ทแพค เหาะขึ้นไปฉีดน้ำอย่างเท่

dubai

dubai

ดูไบโชว์เหนือ นำเทคโนโลยีเจ็ทแพคมาใช้ในการดับเพลิง พาเหาะขึ้นไปฉีดน้ำยังสถานที่ต่าง ๆ ประหยัดเวลาเดินทาง แถมมีน้ำให้ใช้ไม่จำกัด

วันที่ 23 มกราคม 2560 เว็บไซต์ abc.net.au ได้เผยคลิปที่ทางหน่วยงานกลาโหมของดูไบ ปล่อยออกมาเพื่อโชว์นวัตกรรมใหม่ของการดับเพลิง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ดอลฟิน (Dolphin) โดยนำอุปกรณ์เจ็ทแพคที่สามารถช่วยให้คนเหาะขึ้นสู่ที่สูงได้ด้วยพลังน้ำ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านของการดับเพลิง

ที่ผ่านมาดูไบมักเกิดปัญหาไฟไหม้บนตึกสูงระฟ้าหลายครั้ง และยังมีเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งปัญหาการจราจรที่ติดขัดบนท้องถนนก็เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานกู้ภัยและดับเพลิง แต่ด้วยอุปกรณ์นี้สามารถทำให้พนักงานดับเพลิงใช้เจ็ตสกีเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุได้โดยทางน้ำ ย่นระยะเวลาเดินทางเข้าไปยังที่เกิดเหตุที่อยู่ติดริมน้ำ อีกทั้งในแม่น้ำยังมีทรัพยากรน้ำที่สามารถนำมาดับเพลิงได้อย่างไม่จำกัดด้วย

dubai

 

dubai

เรียกว่าเป็นการประยุกต์นวัตกรรมใหม่อย่างสมเป็นเมืองแห่งความเจริญทางเทคโนโลยีอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจากนี้เราอาจได้เห็นประเทศอื่น ๆ นำเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้ในการดับเพลิงด้วยก็เป็นได้

ที่มาจาก  http://hilight.kapook.com/view/148241

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1330248277039988

 

ยานยนต์ไร้คนขับ (AUTONOMOUS VEHICLE)

ยานยนต์ไร้คนขับ (AUTONOMOUS VEHICLE)

รถยนต์ที่สามารถตัดสินใจเองได้ อาทิ วิ่งไปหาที่จอดรถด้วยตนเอง หรือวิ่งด้วยตนเองบนทางหลวง แต่ก็เชื่อว่ายุคแห่งยานยนต์ไร้คนขับเต็มรูปแบบคงยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน โดยระบบยานยนต์ไร้คนขับนี้แบ่งออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน ได้แก่

ภาพจำลองการทำงาน ระบบที่ใช้ในรถของค่าย Volvo

ระดับ 1 การทำงานอัตโนมัติในบางหน้าที่ (FUNCTION SPECIFIC AUTOMATION) อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ ระบบควบคุมการรักษาช่องทางวิ่ง ในระบบนี้ผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบในการควบคุมยานพาหนะตลอดเวลา เช่น มือต้องจับพวงมาลัย หรือเท้าอยู่บนคันเร่ง ระบบนี้มีใช้กันบ้างแล้วในปัจจุบัน เช่น ระบบช่วยจอดขนานอัตโนมัติของรถยนต์ ฟอร์ด และ โวลโว

ระบบขนส่งอัตโนมัติที่ใช้ในสนามบินฮีโธร์ว ประเทศอังกฤษ

ระดับ 2 ผสานการทำงานอัตโนมัติหลายหน้าที่เข้าด้วยกัน (COMBINED FUNCTION AUTOMATION) อาทิ ประสานระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน (ADAPTIVE CRUISE CONTROL) เข้ากับระบบควบคุมช่องทางวิ่ง (LANE KEEPING CONTROL) ในระดับนี้ ผู้ขับขี่ต้องรับผิดชอบในการตรวจตราการทำงาน และสภาพการจราจรตลอดเวลา แต่ในบางสถานการณ์อาจต้องปิดการทำงานอัตโนมัติ และเข้าควบคุมด้วยตนเองได้อย่างฉับพลัน อาทิ ระบบรักษาช่องการวิ่งอัตโนมัติ ที่รถยนต์จะทำการรักษาเลนวิ่งและแก้มุมพวงมาลัยให้อัตโนมัติ รวมถึงการเร่ง และเบรคได้ด้วยตัวเอง

ระบบขับอัตโนมัติบางส่วนในการทดสอบการทำงานในสถานที่ปิด

ระดับ 3 ระบบขับอัตโนมัติบางส่วน (LIMITED SELF-DRIVING AUTOMATION) ในระบบนี้ผู้ขับขี่สามารถปล่อยให้การตัดสินใจเป็นหน้าที่ของยานพาหนะได้ แต่ในบางกรณีก็สามารถเข้ามาควบคุมได้ด้วยตนเอง โดยผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางตลอดเวลา ดังจะเห็นได้จากการทดลองในรถต้นแบบ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอฟ 015 รวมไปถึงรถบรรทุกรุ่น ฟิวเจอร์ ทรัค 2025 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถปล่อยให้ยานพาหนะวิ่งบนทางหลวงได้ด้วยตนเอง โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมได้เมื่อจำเป็น

ระดับ 4 ระบบขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (FULL SELF-DRIVING AUTOMATION) หน้าที่การขับขี่ทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของยานพาหนะตลอดการเดินทาง ดังนั้นจึงสามารถใช้งานได้ แม้ผู้โดยสารขับรถไม่เป็น เช่น เด็ก คนชรา หรือแม้กระทั่งผู้โดยสารที่ไม่ใช่มนุษย์ ดังจะเห็นได้จากระบบขนส่งอัตโนมัติ อัลทรา พีอาร์ที ที่ใช้ในสนามบินฮีโธร์ว ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นรถขนาดเล็กไม่มีพวงมาลัย ใช้วิ่งเชื่อมต่อระหว่างเทอร์มินอลในสนามบิน ผู้โดยสารไม่ต้องทำอะไรเลยตลอดเส้นทาง

แม้เราจะยังไม่อาจสัมผัสการวิ่งไร้คนขับเต็มรูปแบบได้ในเร็ววันนี้ แต่มันจะค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในการลดความล้าในการเดินทาง หรือลดความจำเป็นในการขับขี่ในสถา

นการณ์ที่ซ้ำซากจำเจ อาทิ การหาที่จอดรถ ให้เราได้ในเร็ววันอย่างแน่นอน


ระบบนี้ผู้ขับขี่สามารถปล่อยให้การตัดสินใจเป็นหน้าที่ของยานพาหนะได้ แต่ในบางกรณีก็สามารถเข้ามาควบคุมได้ด้วยตัวเอง

2. ระบบควบคุมรถแทนผู้ขับขี่ (DRIVER OVERRIDE SYSTEMS) ระบบนี้แม้จะดูคล้ายกับระบบยานยนต์ไร้คนขับ แต่มันจะไม่ทำงานจนกว่าเซนเซอร์ตรวจพบว่า ผู้ขับขี่กำลังตัดสินผิดพลาด และมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะสั่งงานหักล้างกับคำสั่งของผู้ขับขี่ทันที อาทิ ผู้ขับจงใจ “คามิคาเซ” เข้าหารถยนต์อีกคันหนึ่งด้วยการกดคันเร่งมิด เซนเซอร์ป้องกันการชนตรวจจับเป้าหมายด้านหน้าจะส่งข้อมูลไปสั่งงานระบบเบรคให้ทำงานทันที และตัดการทำงานจากคันเร่ง แม้ว่าจะกดเท่าใดก็ไม่สามารถเร่งเครื่องได้ ต้องขอบคุณระบบสั่งงานด้วยไฟฟ้า (DRIVE BY WIRE) ที่ทำให้การทำงานแบบนี้เกิดขึ้นได้
3. การใช้ข้อมูลชีวภาพแทนกุญแจ (BIOMETRIC VEHICLE ACCESS) ระบบนี้จะทำให้การพกกุญแจรถเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะเพียงคุณแตะมือจับประตู รถก็จะรู้ทันทีว่าคุณเป็นเจ้าของรถผ่านทางลายนิ้วมือ ถ้าหากคุณใช้รถร่วมกับผู้อื่น มันก็สามารถที่จะปรับเบาะที่นั่ง กระจกมองหลัง มุมพวงมาลัย ให้เข้ากับผู้ขับขี่แต่ละคนได้ทันที ส่วนรีโมทนั้นในอนาคตอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้ในหน้าที่ที่มากกว่าเดิม อาทิ ส่งรถไปหาที่จอด และเรียกรถกลับมารับ


แฟนทอม เรศ หนึ่งในการแสดงผลของระบบออกเมนเทด เรียลิที

4. ระบบแกะรอยการวิ่งของรถ (COMPREHENSIVE VEHICLE TRACKING) ระบบนี้จะนำเอาข้อมูลรูปแบบการขับขี่ของเราที่เก็บไว้ในหน่วยความจำของรถ อาทิ ความเร็วที่ใช้, แรงจี และระยะทางที่ขับขี่ในแต่ละวัน มาใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อประเมินราคาในการต่อประกันภัยรถยนต์ คราวนี้แม้จะใช้รถยนต์รุ่นเดียวกัน แต่ใครขับดี ขับแย่ ราคาประกันก็จะไม่เท่ากัน เพราะความเสี่ยงต่างกันนั่นเอง ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ขับดีก็จ่ายน้อย
5. ระบบออกเมนเทด เรียลิที (AUGMENTED REALITY) หรือกระจกหน้าแบบแอคทีฟ (ACTIVE WINDESCREEN DISPLAY) เรียกง่ายๆ ว่า เออาร์ คุณอาจจะเคยเห็นระบบนี้อยู่บ้างในสมาร์ทโฟน ที่จอภาพจะแสดงภาพเสมือน ซ้อนทับไปกับภาพจริงที่ถ่ายออกมาจากกล้อง โดยระบบที่จะเข้ามาทำงานในรถยนต์ มีหลากหลายแนวคิด อาทิ ระบบนำทาง โดยใช้กระจกหน้าทั้งบาน ชี้เส้นทางซ้อนทับไปกับวิวที่ตามองเห็น หรือในกรณีที่ แจกวาร์ ได้ทดลองทำขึ้นมา คือ การจำลองภาพของคู่แข่งเสมือนโหมดการทำงานที่เรียกว่า แข่งกับรถผี หรือ แฟนทอม เรศ เพื่อให้เราสามารถวิ่งแข่งกับรถในจินตนาการอีกคันหนึ่งได้บนถนน และในแนวคิดของ แลนด์ โรเวอร์ คือ การฉายภาพของพื้นใต้ท้องรถลงทับแนวของฝากระโปรง (แต่ทำบนกระจกหน้า) เพื่อสร้างภาพราวกับว่าฝากระโปรงนั้นล่องหน เพื่อให้ผู้ขับมีความมั่นใจมากขึ้นในการลุยพื้นที่ทุรกันดาร
6. ระบบตัดการทำงานเครื่องยนต์จากระยะไกล (REMOTE VEHICLE SHUTDOWN) ระบบนี้ปัจจุบันเริ่มใช้งานแล้วกับรถของค่าย จีเอม ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยรถจะถูกที่ติดตั้งระบบ ออนสตาร์ ทำให้ศูนย์ควบคุมสามารถรู้ว่ารถอยู่ที่ใด และสั่งดับเครื่องยนต์จากระยะไกลได้ ไม่ต่างจากที่สั่งระงับการใช้งานโทรศัพท์หากเกิดการโจรกรรม ต่อไปนี้คดีโจรกรรมรถยนต์ และการไล่ล่าด้วยความเร็วสูงของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะกลายเป็นอดีต
7. ระบบตรวจสอบสุขภาพผู้ขับขี่ (ACTIVE HEALTH MONITORING SYSTEM) ระบบนี้ริเริ่มโดย ฟอร์ด ในการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบข้อมูลชีวภาพของร่างกาย โดยติดตั้งไว้กับสายเข็มขัดนิรภัย และบนพวงมาลัย ตรวจสอบการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ และจังหวะการหายใจ หากระบบตรวจสอบพบการทำงานที่ผิดปกติเฉียบพลัน อาทิ หัวใจวาย ก็จะสามารถพารถเข้าข้างทาง (หากทำงานร่วมกับระบบขับขี่ไร้คนขับ ก็จะพาไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด) พร้อมเรียกหน่วยกู้ชีพที่ใกล้ที่สุดทันที ระบบนี้นับว่าน่าจะชนะใจผู้ขับขี่สูงวัย และหากสามารถวัดปริมาณแอลกอฮอลในเลือดได้ก่อนจะสตาร์ทรถ ก็น่าจะทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงอย่างชัดเจน

การแสดงผล “ฝากระโปรงล่องหน” ของค่ายแลนด์ โรเวอร์

8. ซูเพอร์คาร์ 4 สูบ ยุคสมัยของการลดความจุ และการพัฒนาตัวถังน้ำหนักเบา ทำให้รถยนต์นั่งจะใช้เครื่องยนต์ความจุน้อยลงเรื่อยๆ เครื่องยนต์ 3 สูบจะได้รับความนิยมมากขึ้นในรถยนต์คอมแพคท์ ในขณะที่รถยนต์ขนาดใหญ่แต่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ พ่วงเทอร์โบ กลายเป็นสิ่งสามัญมากขึ้น ดังจะเห็นได้จาก บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ที่ขายในบ้านเราในปัจจุบันนั้นเป็นเครื่อง 4 สูบ ไปเกือบหมดแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นตอนนี้ แต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต คือ ซูเพอร์คาร์ที่ทำความเร็วระดับ 300 กม./ชม. โดยใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ซึ่งดูแล้วอาจจะเหลือเชื่อ แต่ว่าเป็นไปได้เพราะรถไฮบริดอย่าง บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 นั้นใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ 1.5 ลิตร แต่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กม./ชม.
9. การสื่อสารการตลาดส่งตรงถึงในรถ (SMART/PERSONALIZED IN CAR MARKETING) ในยุคที่การเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบสื่อสารความเร็วสูงกลายเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ ประสานเข้ากับรูปแบบการจัดการของสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ปรับให้สอดคล้องกับตัวคุณ ดังที่เห็นจากการทำงานของเฟศบุค และกูเกิล ที่เลือกจะนำเสนอข่าวสารและโฆษณาที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ระบบเหล่านี้จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในยุคที่รถทุกคันมีจอภาพเพื่อแสดงข้อมูล (นับวันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจุบัน 6-7 นิ้ว จะกลายเป็นขนาดของ ไอแพด ในเวลาอันใกล้) โดยข้อมูลนั้นจะแสดงให้เห็นกิจกรรมรอบๆ เส้นทางการเดินทางที่สอดคล้องกับรสนิยมของคุณ (LOCATION BASED-ADVERTISING) อาทิ หากขับผ่านห้างสรรพสินค้าก็จะมีข้อมูลว่าขณะนั้นทางห้างจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือมีกิจกรรมใดๆ เกิดขึ้น


10. พลังงานไฟฟ้ากับรถคลาสสิค (CLASSIC CAR ELECTRIC MOTOR CONVERSION) เป็นกระแสที่เริ่มมีคนให้ความสนใจในยุโรป ที่มีการคุมเข้มเรื่องมลภาวะ เป็นที่รู้กันว่าบรรดารถคลาสสิคนั้น เรื่องการควบคุมมลพิษไม่ใช่จุดแข็ง แต่จุดแข็งนั้นอยู่ที่รูปทรงที่งดงาม เลยมีกระแสการดัดแปลงเอาเครื่องยนต์เก่าไร้ประสิทธิภาพออก แล้วแทนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่เงียบและทรงพลังเข้าไปแทน อาจจะมีคนแย้งว่ามันจะขาดรสชาติ แต่เชื่อเถอะว่าหากได้ลองรถพลังงานไฟฟ้าดีๆ ดูสักครั้ง จะเข้าใจว่าแรงบิดมหาศาลที่มีให้ใช้ทันทีแบบไม่ต้องรอนั้นยอดเยี่ยมเพียงใด หากเทียบกับเครื่องยนต์ดั้งเดิมที่จุกจิกและไม่มีเรี่ยวแรง แถมยังปล่อยมลภาวะมากมายอีกต่างหาก มีดีก็แค่เสียงคำรามประเภท “เห่าแต่ไม่กัด” อาจจะถึงเวลาที่เราน่าจะเอารถคลาสสิคมาทำให้ใช้งานได้ดีอีกครั้ง ด้วยหัวใจใหม่ไฮเทคน่าจะดีไม่น้อย ตัวอย่างที่เห็นได้เช่น มัสแตง รุ่นทศวรรษที่ 60 ที่ใช้ชื่อว่า ซอมบี 222 ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว เข้าไป ให้กำลัง 750 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 3.5 วินาที เท่านั้น รู้แล้วสินะว่าไม่ใช่เล่นๆ
นี่คือ 10 ทเรนด์ที่กำลังจะมาแรงในยุคเทคโนโลยีก้าวกระโดด หากมัวแต่หลับหูหลับตา คุณจะกลายเป็นคนหลงยุคอย่างแน่นอน

ที่มา “ฟอร์มูลา″ / www.autoinfo.co.th

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1320583124673170

แพทย์สหรัฐฯ เตรียมผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะเพศชายครั้งแรกในปีนี้!

ในปี 2016 นี้ ศัลยแพทย์จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์จะดำเนินการปลูกถ่ายอวัยวะเพศชาย ซึ่งไม่เคยมีการดำเนินการมาก่อนหน้านี้เลยในสหรัฐอเมริกา และนี่จะเป็นครั้งแรก

Penis Transplants/Photo credit: Shutterstock
ผู้ได้รับการปลูกถ่ายเป็นทหารผ่านศึกที่ได้บาดเจ็บในบริเวณทางเดินปัสสาวะ สูญเสียทั้งหมดหรือบางส่วนของอวัยวะเพศชายและลูกอัณฑะ ซึ่งอวัยวะที่นำมาปลูกถ่ายนั้นได้มาจากผู้บริจาคที่เพิ่งเสียชีวิต และทีมแพทย์คาดว่า อวัยวะเพศจะเริ่มใช้การได้ภายใน 1 เดือน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาประสาทสัมผัส การทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะ ตลอดจนความสามารถในการมีเพศสัมพันธ์

การผ่าตัดจะใช้เวลา 12 ชั่วโมง ซึ่งในระหว่างนี้ทีมแพทย์จะทำการเชื่อมต่อเส้นประสาท 2-6 เส้น รวมทั้งเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ 6-7 เส้น โดยผู้ป่วยจะสามารถปัสสาวะได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ในการทำงานด้านอื่นๆ อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น


Plastic and Reconstructive Surgery at Johns Hopkins University/Photo credit: Jonathan Corum
สำหรับการทำงานในเรื่องของการสืบพันธุ์นั้นจะต้องมีการพัฒนาในเรื่องของเส้นประสาทของผู้ป่วยที่จะเจริญได้ในอวัยวะของผู้บริจาค โดยระยะเวลานั้นขึ้นอยู่กับขอบเขตของการบาดเจ็บ ซึ่งเส้นประสาทจะเจริญได้ที่ประมาณ 2.5 เซนติเมตร (1 นิ้ว) ต่อเดือน

เมื่อการปลูกถ่ายสำเร็จ ผู้ป่วยจะต้องได้รับยาลดภูมิต้านทานเพื่อป้องกันการปฏิเสธอวัยวะใหม่ ซึ่งยาเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียง และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อและการพัฒนาของการเกิดมะเร็ง

การผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะเพศมีการดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว 2 ครั้งซึ่งครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2006 ที่ประเทศจีนซึ่งไม่ประสบความสำเร็จและอีกครั้งในปี 2014 ในแอฟริกาใต้โดยครั้งนั้นประสบความสำเร็จ

มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการปลูกถ่ายอวัยวะเพศและติดตามผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากการผ่าตัดประสบความสำเร็จ จะได้รับการพิจารณาให้มีการรักษาอย่างเป็นมาตรฐาน

ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งในอัฟกานิสถานและอิรัก ร้อยละ 12 ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในสงครามได้รับบาดเจ็บบริเวณทางเดินปัสสาวะ และตามข้อมูลจาก Department of Defense Trauma Registry พบว่า ผู้ชายจำนวน 1,367 คนที่รับราชการทหารในช่วงความขัดแย้งนั้นได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะเพศ

“เรื่องของการได้รับบาดเจ็บบริเวณทางเดินปัสสาวะนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราจะได้ยินหรือได้อ่านกันบ่อยๆ” Dr W. P. Andrew Lee ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์กล่าว แต่ The New York Times กล่าวว่า มันเหมือนเป็นการเสนอขายให้กับผู้คนที่ต้องการแปลงเพศในอนาคต

อ้างอิง
www.iflscience.com/health-and-medicine/first-us-penis-transplants-begin-within-year
www.usnews.com/news/articles/2015/12/08/johns-hopkins-surgeons-to-perform-first-us-penis-transplant
www.nytimes.com/2015/12/07/health/penis-transplants-being-planned-to-heal-troops-hidden-wounds.html?_r=0

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/503986

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1315433088521507