คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

‘โอมูอามูอา″ ดาวเคราะห์น้อยรูปทรงยาวรีประหลาดกว่าที่เคยพบมา

ภาพจำลอง 'โอมูอามูอา' ค่อย ๆ เคลื่อนพ้นออกจากระยะการมองเห็นของกล้องโทรทรรศน์
คำบรรยายภาพภาพจำลอง ‘โอมูอามูอา′ ค่อย ๆ เคลื่อนพ้นออกจากระยะการมองเห็นของกล้องโทรทรรศน์

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า พบดาวเคราะห์น้อยรูปทรงยาวที่สุดที่เคยพบมา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งความเร็วในการเคลื่อนที่ และทิศทางทำให้เชื่อว่า หินอวกาศขนาดใหญ่นี้ น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากระบบสุริยะอื่น

นักดาราศาสตร์ ต้องเร่งสังเกตและบันทึกข้อมูลของดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อว่า ‘โอมูอามูอา′ (Oumuamua) ก่อนที่มันจะพ้นไปจากระยะของกล้องโทรทรรศน์ โดยเชื่อว่ามันมีรูปทรงยาว โดยที่มีความยาวอย่างน้อย 10 เท่าของความกว้าง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่แปลกกว่าหินอวกาศที่พบได้ในระบบสุริยะของโลก

จากการสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์เวรี ลาร์จ เทเลสโคป ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศชิลี ดร.คาเรน มีช จากสถาบันดาราศาสตร์ ที่ฮอนโนลูลู ฮาวาย และทีมงานระบุว่า ดาวเคราะห์น้อย ยาว 400 เมตร หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว และมีความสว่างผันแปรได้อย่างมาก ซึ่งคุณสมบัตินี้บ่งชี้ถึงรูปร่างที่แปลกประหลาดของโอมูอามูอา

ดร. มีชกล่าวว่า “เมื่อพิจารณาฐานข้อมูลกราฟแสงของดาวเคราะห์น้อยที่เรามีอยู่ พบว่ามีดาวเคราะห์น้อยเพียง 5 ดวง จากทั้งหมด 20,000 ดวง ที่มีกราฟแสงแบบชี้ว่าน่าจะมีรูปทรงในอัตราส่วนแกนกว้างยาวประมาณ 7-8 ต่อ 1″

“ค่าความผิดพลาดในการคำนวณของเราต่ำมาก ดังนั้น เรามั่นใจว่าวัตถุมีรูปทรงยาว แต่เราไม่รู้ว่าแกนหมุนชี้ไปทางไหน อย่างไรก็ตามเราสันนิษฐานว่าแกนหมุนทำมุมฉากกับเส้นสายตา แต่หากดาวเคราะห์น้อยมีแกนหมุนเอียงลาด จะทำให้เกิดภาพลวงตาเมื่อสังเกตจากระยะไกล ซึ่งจะทำให้คาดคะเนใหม่ได้ว่าสัดส่วนอย่างต่ำของดาวเคราะห์น้อยอาจอยู่ที่ 10:1 หรืออาจจะยาวกว่านั้นอีก” ดร.มีชกล่าว

ความเร็วและความเยื้องของวิถีการเคลื่อนที่ ชี้ว่าเป็นวัตถุจากนอกระบบสุริยะของโลก
คำบรรยายภาพความเร็วและความเยื้องของวิถีการเคลื่อนที่ ชี้ว่าเป็นวัตถุจากนอกระบบสุริยะของโลก

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า ‘โอมูอามูอา′ จะมีลักษณะคล้ายวัตถุอวกาศที่พบได้ใกล้กับโลกด้วย ซึ่งดร.มีช ระบุว่า “เราพบว่ามันมีสีออกแดง คล้ายวัตถุที่อยู่รอบนอกของระบบสุริยะ ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นวัตถุที่ไม่ทำปฏิกิริยากับสิ่งใด ไม่มีแม้แต่ฝุ่นละอองสักนิดอยู่โดยรอบ”

ลักษณะดังกล่าวบ่งชี้ว่า ‘โอมูอามูอา′ มีความหนาแน่นสูง ประกอบไปด้วยหินแข็งและอาจมีโลหะปนอยู่ ไม่มีน้ำหรือน้ำแข็ง และพื้นผิวเป็นสีออกแดงเนื่องจากสัมผัสรังสีคอสมิกมาเป็นเวลานาน

แม้คาดว่า ‘โอมูอามูอา′ ถือกำเนิดขึ้นในระบบสุริยะอื่น แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า มันคงล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกโดยไม่ได้ดึงดูดเชื่อมโยงกับระบบสุริยะใดเลยมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี ก่อนที่จะผ่านเข้ามายังระบบสุริยะของโลก

ศ.โทมัส ซูร์บูเชน รองผู้บริหารศูนย์บัญชาการภารกิจด้านวิทยาศาสตร์ของนาซา กล่าวว่า “นับเป็นเวลาหลายทศวรรษมาแล้วที่เราตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับวัตถุอวกาศจากระบบดาวอื่น และนี่เป็นครั้งแรก ที่พบหลักฐานว่ามีอยู่จริง” ซึ่ง “การค้นพบที่สร้างประวัติศาสตร์นี้ เปิดทางให้กับการศึกษาการก่อตัวของระบบสุริยะอื่นต่อไป”

นักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์เวรี ลาร์จ เทเลสโคป ในประเทศชิลี สังเกตดาวเคราะห์น้อย
คำบรรยายภาพนักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์เวรี ลาร์จ เทเลสโคป ในประเทศชิลี สังเกตดาวเคราะห์น้อย

ดร.มีช อธิบายถึงหลายสาเหตุที่อาจทำให้ ‘โอมูอามูอา′ มีรูปทรงยาวว่า “หลายคนในทีมตั้งข้อสังเกตว่า บางครั้งวัตถุที่มีรูปทรงยาวอาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบดาวคู่ที่โคจรสัมผัสกัน (Contact binary) แต่หากเป็นเช่นนั้น วัตถุอวกาศนี้จะต้องยาวกว่าวัตถุส่วนมากที่เคยพบมาในสุริยะจักรวาล นอกจากนี้ การวิเคราะห์ของเราชี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยหมุนรอบตัวเองเร็วมากจนไม่น่าจะมีสิ่งอื่นอยู่เป็นระบบดาวคู่ด้วยกันได้”

นอกจากนี้ “หนึ่งในทีมงานสันนิษฐานว่า ในระหว่างการก่อตัวของระบบดาวเคราะห์ หากมีการชนกันระหว่างวัตถุที่มีแกนเหลว อาจมีบางส่วนที่กระเด็นออกมา และแข็งตัวกลายเป็นรูปทรงยาวได้ นอกจากนี้ บางคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีเหตุการณ์บางอย่างเช่นซูเปอร์โนวาเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน และทำให้วัตถุที่กระเด็นออกมาเกิดเป็นรูปทรงยาวได้” ดร.มีชกล่าว

ดาวเคราะห์น้อยนี้ ค้นพบโดยดร.ร็อบ เวอร์ยิก นักวิจัยของสถาบันดาราศาสตร์ที่ฮอนโนลูลู ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมในรายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์

ส่วนชื่อ ‘โอมูอามูอา′ เป็นภาษาฮาวาย แปลว่า “ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่ล่วงหน้ามาก่อน”

ธุรกิจ: “เทสลา″ เปิดตัว “รถบรรทุกไฟฟ้า″ ท่ามกลางความผันผวนด้านการผลิต

ธุรกิจ: “เทสลา″ เปิดตัว “รถบรรทุกไฟฟ้า″ ท่ามกลางความผันผวนด้านการผลิต


This photo provided by Tesla shows the front of the new electric semitractor-trailer unveiled on Thursday, Nov. 16, 2017. (Tesla)

This photo provided by Tesla shows the front of the new electric semitractor-trailer unveiled on Thursday, Nov. 16, 2017. (Tesla)

 https://www.facebook.com/hone.namfon/posts/1521963627889501

บริษัทเทคโนโลยี Tesla ของซีอีโอ อีลอน มัสก์ เปิดตัวรถบรรทุกคอนเทนเนอร์พลังงานไฟฟ้าคันแรก เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วที่รัฐแคลิฟอร์เนีย

อีลอน มัสก์ กล่าวในงานเปิดตัวว่า รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้านี้สามารถวิ่งได้ระยะทาง 800 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ขณะบรรทุกสินค้าน้ำหนักมากถึง 36,000 กิโลกรัม ด้วยต้นทุนที่ถูกว่าน้ำมันดีเซล โดยการผลิตจะเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2019

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Navigant Research ระบุว่า ยอดขายรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสิบปีข้างหน้า คือจากระดับ 4,100 คัน ในปี 2016 เป็น 70,000 คัน ในปี 2026 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นหลังรัฐบาลหลายประเทศหันมาใช้นโยบายลดมลพิษทางอากาศ

Tesla says its new Tesla Semi vehicle can travel 800 kilometers on a single electric charge, even while carrying a full load of 36,000 kilograms. (Tesla)

Tesla says its new Tesla Semi vehicle can travel 800 kilometers on a single electric charge, even while carrying a full load of 36,000 kilograms. (Tesla)

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ Tesla ยังคงประสบปัญหาไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ทันความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะรถยนต์ Tesla Model 3 รวมทั้งการเพิ่มยอดการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ หลังจาก Tesla ซื้อกิจการของบริษัทผู้ผลิตแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ Solar City เมื่อปีที่แล้วด้วย

เมื่อไตรมาสที่ผ่านมา Tesla รายงานผลประกอบการขาดทุนกว่า 600 ล้านดอลลาร์

ตลาดสินค้าเด็กทารกขยายตัวรวดเร็วทั่วโลก

ปัจจุบัน ตลาดสินค้าสำหรับเด็กทารกกลายเป็นตลาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 120,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี ค.ศ. 2025

คุณซูแซนน์ โรเบอร์เกอร์ ผู้จัดการงานแสดงสินค้าสำหรับเด็ก Olympia Baby Show ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายมากขึ้นสำหรับสินค้าเด็กทารก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นราว 20% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างของสินค้าที่ได้รับความสนใจในงานแสดงสินค้าครั้งนี้ คือ เตียงนอนเด็ก “Chico Next 2 Me Crib” ที่ทำให้เด็กทารกแรกเกิดได้นอนใกล้ชิดติดกับเตียงของพ่อแม่ รวมทั้งอุปกรณ์วัดไข้ หรือ Thermostat ที่เชื่อมต่อกับแอพฯ ในมือถือ ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านระดับอุณหภูมิของร่างการลูกน้อยได้ด้วยตัวเอง

ที่มา https://www.voathai.com/a/tesla-electric-trucks/4125462.html 

ธุรกิจ: “เทสลา″ เปิดตัว “รถบรรทุกไฟฟ้า″ ท่ามกลางความผันผวนด้านการผลิต

ธุรกิจ: “เทสลา″ เปิดตัว “รถบรรทุกไฟฟ้า″ ท่ามกลางความผันผวนด้านการผลิต


This photo provided by Tesla shows the front of the new electric semitractor-trailer unveiled on Thursday, Nov. 16, 2017. (Tesla)

This photo provided by Tesla shows the front of the new electric semitractor-trailer unveiled on Thursday, Nov. 16, 2017. (Tesla)

บริษัทเทคโนโลยี Tesla ของซีอีโอ อีลอน มัสก์ เปิดตัวรถบรรทุกคอนเทนเนอร์พลังงานไฟฟ้าคันแรก เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วที่รัฐแคลิฟอร์เนีย

อีลอน มัสก์ กล่าวในงานเปิดตัวว่า รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้านี้สามารถวิ่งได้ระยะทาง 800 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ขณะบรรทุกสินค้าน้ำหนักมากถึง 36,000 กิโลกรัม ด้วยต้นทุนที่ถูกว่าน้ำมันดีเซล โดยการผลิตจะเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2019

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Navigant Research ระบุว่า ยอดขายรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสิบปีข้างหน้า คือจากระดับ 4,100 คัน ในปี 2016 เป็น 70,000 คัน ในปี 2026 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นหลังรัฐบาลหลายประเทศหันมาใช้นโยบายลดมลพิษทางอากาศ

Tesla says its new Tesla Semi vehicle can travel 800 kilometers on a single electric charge, even while carrying a full load of 36,000 kilograms. (Tesla)

Tesla says its new Tesla Semi vehicle can travel 800 kilometers on a single electric charge, even while carrying a full load of 36,000 kilograms. (Tesla)

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ Tesla ยังคงประสบปัญหาไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ทันความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะรถยนต์ Tesla Model 3 รวมทั้งการเพิ่มยอดการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ หลังจาก Tesla ซื้อกิจการของบริษัทผู้ผลิตแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ Solar City เมื่อปีที่แล้วด้วย

เมื่อไตรมาสที่ผ่านมา Tesla รายงานผลประกอบการขาดทุนกว่า 600 ล้านดอลลาร์

ตลาดสินค้าเด็กทารกขยายตัวรวดเร็วทั่วโลก

ปัจจุบัน ตลาดสินค้าสำหรับเด็กทารกกลายเป็นตลาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 120,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี ค.ศ. 2025

คุณซูแซนน์ โรเบอร์เกอร์ ผู้จัดการงานแสดงสินค้าสำหรับเด็ก Olympia Baby Show ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายมากขึ้นสำหรับสินค้าเด็กทารก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นราว 20% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างของสินค้าที่ได้รับความสนใจในงานแสดงสินค้าครั้งนี้ คือ เตียงนอนเด็ก “Chico Next 2 Me Crib” ที่ทำให้เด็กทารกแรกเกิดได้นอนใกล้ชิดติดกับเตียงของพ่อแม่ รวมทั้งอุปกรณ์วัดไข้ หรือ Thermostat ที่เชื่อมต่อกับแอพฯ ในมือถือ ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านระดับอุณหภูมิของร่างการลูกน้อยได้ด้วยตัวเอง

https://www.voathai.com/a/tesla-electric-trucks/4125462.html

ภควัฒน์ ขาวนิล sci

โทรศัพที่พับงอโค้งได้

ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานระบุว่า Samsung กำลังเร่งพัฒนาสมาร์โฟน Galaxy X พับงอได้ และจะวางจำหน่ายในช่วงปลายปี 2017 นี้ ล่าสุดได้มีรายงานจากแหล่งข่าวในประเทศเกาหลีว่า สมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวอาจเริ่มวางจำหน่ายในช่วงครึ่งแรกของปี 2018 เลยทีเดียว

 

เว็บไซต์ BusinessKorea ได้เรียกสามาร์ทโฟน “พับงอได้” ดังกล่าวว่า Samsung Galaxy X โดยคาดว่าแผงหน้าจอจะผลิตโดย Kolon Industries ของประเทศเกาหลี ซึ่งจะใช้วัสดุที่เรียกว่า “ฟิล์ม Polymide ” ที่มีความบางและยืดหยุ่นสูง อีกทั้งยังป้องกันความร้อนและเย็นจัดได้

นอกจากนี้ทางเว็บไซต์ยังได้ระบุเพิ่มเติมอีกว่า Samsung Galaxy X รุ่นต้นแบบจะทำเสร็จในปี 2017 นี้ แต่ตัวสมาร์ทโฟนของจริงจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงต้นครึ่งแรกของปี 2018

อย่างไรก็ดี นอกจาก Samsung แล้ว ก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่กำลังสนใจเทคโนโลยีด้านนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็น Apple ที่ได้รับสิทธิบัตรสำหรับโทรศัพท์ที่ “บิดงอได้” และ LG ก็อาจจะเปิดตัวสมาร์ทโฟน “พับงอได้” ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิง : phonearena

ที่มา : https://tech.mthai.com/mobile-tablet/android/64780.html

สาหร่าย พลังงานสะอาด ทางเลือกใหม่ในอนาคต

จำนวนประชากรโลกที่ทวีขึ้นเรื่อย ๆ แปรผกผันกับ “พลังงาน” ที่เริ่มจะร่อยหรอลง โดยเฉพาะ “น้ำมัน” และ “ก๊าซธรรมชาติ” ที่เรามักได้ยินข่าวอยู่บ่อย ๆ ทำให้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการวิจัยเพื่อหา “พลังงานทดแทน” หรือพลังงานรูปแบบใหม่อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น “พลังงานแสงอาทิตย์” , “พลังงานลม” ,”ไบโอดีเซล” , “แก๊สโซฮอล์”, “น้ำมันปาล์ม” , “สบู่ดำ″ ฯลฯ

นอกจากพลังงานที่ว่ามาแล้วข้างต้น อีกหนึ่งความพยายามของนักวิจัย คือการนำ “สาหร่าย” มาผลิตเป็น “พลังงานทางเลือก” เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในอนาคต ว่าแล้วเราไปดูกันดีกว่า ว่า การนำ “สาหร่าย” มาเป็นพลังงานมีที่มาที่ไปอย่างไร

มารู้จัก “สาหร่าย” กันก่อนดีกว่า สำหรับ “สาหร่าย” (Seaweed) นั้น เป็นพืชชั้นต่ำ ไม่มีราก ใบ ลำต้น ระบบท่อลำเลียงอาหาร แต่จะใช้วิธีดูดซับน้ำและแร่ธาตุจากน้ำทะเลสู่เซลล์ต่าง ๆ โดยตรง ขยายพันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์และแบ่งตัว มีหลากหลายชนิด จากการศึกษาทั่วโลกพบสาหร่ายทะเล ประมาณ 12,000 ชนิด เป็นสาหร่ายสีเขียว 4,000 ชนิด สาหร่ายสีแดง 6,000 ชนิด และสาหร่ายสีน้ำตาล 2,000 ชนิด แต่ทุกชนิดสามารถสังเคราะห์แสงได้เอง

ประโยชน์ของสาหร่าย นอกจากเป็นอาหารของมนุษย์ และสัตว์น้ำแล้ว ยังทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำทะเล เพื่อดึงมาใช้สังเคราะห์แสง กระบวนการนี้เองทำให้ “สาหร่าย” เป็น “ฮีโร่” ตัวหนึ่งที่ช่วยลดโลกร้อนได้

มาพูดถึงการนำ “สาหร่าย” มาผลิตเป็น “ไบโอดีเซล” หรือ “สาหร่ายพลังงาน” กันบ้าง จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากนาย Keith Cooksey นักไมโครชีววิทยา จาก Montana State University ที่ได้นำเอา “สาหร่าย” มาเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงดีเซลมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เนื่องจากพบคุณสมบัติของสาหร่ายที่มีทั้งเมือก และส่วนที่เป็น “น้ำมัน” จึงได้เริ่มศึกษาและพบว่า น้ำมันจากสาหร่าย น่าจะนำมากลั่นเป็นเชื้อเพลิง เพื่อทดแทนพลังงานจากปิโตรเลียมได้

สาหร่ายพลังงาน

ตั้งแต่นั้นมา ก็มีหลายหน่วยงานเดินหน้าศึกษาพลังงานทางเลือกจาก “สาหร่าย” และได้พบความมหัศจรรย์ว่า หากนำ “สาหร่าย” ในพื้นที่ผลิตราว 1 เอเคอร์ (2.5 ไร่) มากลั่นเป็นไบโอดีเซล จะให้น้ำมันถึง 4,000 แกลลอน ใน 1 ปีเลยทีเดียว ขณะที่ไบโอดีเซลจากถั่วเหลือง ให้น้ำมันเพียง 50 แกลลอน และแคนโนลา ให้น้ำมัน 130 แกลลอน แถมยังพบว่า สาหร่ายเติบโตได้ง่าย ต้องการเพียงแค่แสงอาทิตย์ และน้ำทิ้งธรรมดา รวมทั้งยังทนต่อสภาพอากาศหนาวอีกด้วย

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้มีการวิจัยผลิต “สาหร่าย” เป็น “ไบโอดีเซล” กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น อย่างเช่น บริษัทเชลล์  (Royal Dutch Shell and HR Biopetroleum) ก็ได้สร้างห้องปฏิบัติการปลูกสาหร่ายทะเล สำหรับการวิจัยเรื่องไบโอดีเซลอย่างเต็มตัว เช่นเดียวกับ บริษัท เอ็กซอน โมบิล ที่ประกาศทุ่มทุนกว่า 600 ล้านดอลลาร์ เพื่อวิจัยสาหร่ายเต็มที่ ไม่รวมถึงบริษัทน้ำมันทั่วโลกที่ต่างก็หันมาสนใจผลิต “สาหร่าย” เป็นพลังงานทดแทนด้วยเช่นกัน โดยมุ่งหวังจะผลิตสาหร่ายบางสายพันธุ์ ให้เป็นน้ำมันไบโอดีเซลใช้เติมเครื่องยนต์ได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทหลายแห่งทั่วโลก ได้ให้ความสนใจกับ “จุลสาหร่าย” หรือ Micro Algae มากเป็นพิเศษ เพราะต่างจากสาหร่ายทั่วไปที่บริโภคก๊าซพิษอย่างคาร์บอนเป็นอาหาร และผลิตน้ำมันได้ไม่แพ้ปาล์มน้ำมัน และสบู่ดำ แต่ทว่า การวิจัยเรื่องสาหร่ายทั่วโลก ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น และยังไม่มีรายใด พัฒนาเรื่องนี้ให้ขยายไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีที่ชัดเจน

ในส่วนของประเทศไทย บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี และ BIOTEC ศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 2 ปีแล้ว โดยยอมรับว่า การผลิตระดับโรงงานต้นแบบยังเป็นไปได้ยาก เพราะใช้เงินลงทุนสูงมาก แต่ก็ได้มีการพัฒนาระบบการเลี้ยงสาหร่ายในท่อแล้ว พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตสาหร่ายระบบต่อเนื่องระดับ 3,000 ลิตร ใน 2 สัปดาห์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

สาหร่ายพลังงาน

ขณะที่นักวิจัยมองว่า ประเทศไทยค่อนข้างได้เปรียบ เพราะรวบรวมพันธุ์สาหร่ายไว้มากมาย และภูมิอากาศของประเทศไทย ก็เหมาะกับการเลี้ยงสาหร่ายไว้กลางแจ้ง โดยพบว่าเพียงแค่ 24 ชั่วโมง สาหร่ายก็เติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่พืชพลังงานอื่น ๆ ต้องใช้เวลาเจริญเติบโตหลายปี จึงจะสามารถสกัดน้ำมันได้ นอกจากนี้ หากเลี้ยงสาหร่ายไว้ในบ่อมีพื้นที่เท่ากันกับการปลูกสบู่ดำ 1 ต้น ในเวลา 7 ปี จะพบว่า สบู่ดำ ให้น้ำมันได้ร้อยละ 25 ขณะที่สาหร่ายให้น้ำมันถึงร้อยละ 1,000 ซึ่งปริมาณน้ำมันเท่านี้อาจเพียงพอในการผลิต เพื่อส่งออกต่างประเทศได้ทีเดียว

โดยทาง ปตท. นั้น ได้ตั้งเป้าไว้ว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะสามารถผลิตไบโอดีเซลจากสาหร่ายให้ได้ 10% ของปริมาณไบโอดีเซลจากพืชอื่น ๆ ที่ผลิตรวมได้กว่า 2 แสนตันต่อปี เพื่อทำให้ “สาหร่าย” เป็นพลังงานทางเลือกใหม่ใช้ทดแทนยามเกิดวิกฤตพลังงาน ที่สำคัญก็คือ การเพาะเลี้ยงสาหร่ายไว้เป็นจำนวนมาก ยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ต่าง ๆ ได้ จึงช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้อีก

ประโยชน์หลายเด้งแบบนี้ แน่นอนว่า หากมีการพัฒนาปรับปรุงงานวิจัย “สาหร่าย” รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ต่อไปอีกเรื่อย ๆ เชื่อว่า “พลังงานจากสาหร่าย” น่าจะเป็นพลังงานสะอาด ที่มาเป็นพลังงานทดแทน ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์มากที่สุดตัวหนึ่งเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนก็ควรมีจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากร และพลังงานให้เกิดความคุ้มค่าที่สุดด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้โลกต้องประสบกับภาวะพลังงานขาดแคลนในอนาคต

นักดาราศาสตร์ยันดวงจันทร์ที่ 2 ไม่ใช่ขยะอวกาศ

messageImage_1509150552191
เมื่อเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2559 องค์การบริหารการบินและ อวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซา ได้ประกาศการค้นพบบริวารเสมือน หรือดวง จันทร์ดวงที่ 2 ของโลก (quasi-satellite) โดยตั้งชื่อว่า (469219) 2016 HO3 ซึ่งพบว่าวัตถุบนฟ้าดวงนี้โคจรหมุนวนไปรอบๆ โลกเช่นเดียวกับดวงจันทร์ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เพียงแต่ดวงจันทร์ดวงที่ 2 นี้อยู่ไกลเกินไปกว่าจะได้รับการพิจารณาให้เป็นดวงจันทร์บริวารของโลกอีกดวง ทว่ามีเสถียรภาพพอจะนับเป็นสหายเดินทางคู่โลกมานานหลายศตวรรษนักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่สงสัยว่าวัตถุ (469219) 2016 HO3 นั้น คืออะไรกันแน่ ระหว่างดาวเคราะห์น้อยธรรมดาๆ กับขยะอวกาศ แต่ในที่สุดก็มีนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา มาไข ความกระจ่างหลังจากที่ใช้กล้องสองตาขนาดใหญ่ (The Large Binocular Telescope-LBT) บนยอดเขาแกรแฮม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐอริโซนา ส่องศึกษาลักษณะที่แท้จริงของวัตถุดังกล่าวซึ่งพบว่ามีการหมุนวนทุก 28 นาที และมีองค์ประกอบคล้ายกับดาวเคราะห์น้อยและไม่ใช่ขยะอวกาศแน่ๆ
messageImage_1509150561732แม้จะยังไม่แน่ใจว่าวัตถุนี้มาจากที่ใด แต่ข้อสังเกตใหม่เชื่อว่า (469219) 2016 HO3 เป็นวัตถุธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดคล้ายกับดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ และมีวงโคจรใกล้กับโลกที่เรียกว่า Near-Earth-Objects หรือ NEOs ซึ่งเป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์จำเป็นต้องให้ความสนใจเพื่อคำนวณอย่างแม่นยำเร่งด่วนว่าวัตถุบนฟ้าดังกล่าวมีโอกาสจะพุ่งชนโลกหรือไม่.

กล้องใต้น้ำ บันทึกภาพสุดตะลึง เจ้าสิ่งนี้กำลังแหวกว่าย หันหน้ามาทีต้องร้อง อื้ม (คลิป)

เพจ UNILADได้โพสต์คลิปสุดสโลว์โมชั่น โดยเป็นการบันทึกภาพหมาน้อยขนยาวกำลังแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ ดูแล้วน่าพิศวง ราวกับเป็นผู้คุมวิญญาณเหมือนกันนะ

การล้มตัวของอิฐ แบบโดมิโน่ และ The Domino Effect หรือทฤษฎีความสำเร็จจากโดมิโน่

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1565878090143671

150638128334511

The Domino Effect หรือทฤษฎีความสำเร็จจากโดมิโน่ คืออะไร

คุณเชื่อไหมว่าโดมิโน่เพียงตัวเดียว สามารถล้มโดมิโนที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองได้ถึง 50% และด้วยความสามารถนี้ของมัน ถ้าเราเรียงโดมิโน่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต่อกันไปทีละขั้น ในระยะหนึ่งมันสามารถล้มโดมิโน่ที่สูงเท่ากับตึกที่สูงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ และด้วยลักษณะความพิเศษนี้เอง ที่ทำให้เกิดเป็นการบรรลุเป้าหมายด้วยวิธีการของโดมิโน่เอฟเฟค

ผลลัพธ์ที่ไม่ธรรมดาจากโดมิโน่เอฟเฟค

จากการตีความส่วนหนึ่งของหนังสือ “The One Thing” จากผู้เขียน Gary Keller ซึ่งเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร โดยหนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากทั่วโลก เพราะทำให้ผู้อ่านได้รับไอเดียใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต และการไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ และสามารถอธิบายการใช้งานโดมิโน่เอฟเฟคในชีวิตได้ว่า

เมื่อคุณคิดถึงความสำเร็จของตัวคุณเอง และความสำเร็จนั้นคือดวงจันทร์ แน่นอนว่ามันเปรียบเสมือนเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต และมันต้องเป็นเป้าหมายที่ยากมากแน่นอน แต่คุณสามารถพิชิตมันได้ หากจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตให้ดี เรียงโดมิโน่ในชีวิตของคุณแต่ละตัวให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ข้ามขั้นตอนและขนาดของโดมิโน่ เมื่อถึงตอนสุดท้าย แน่นอนว่าแม้แต่โดมิโน่ที่มีขนาดเท่าดวงจันทร์ก็จะล้มลงมาได้ตามที่คุณต้องการ

การนำโดมิโน่เอฟเฟคไปใช้

เพราะว่าความสำเร็จแต่ละอันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่มันเกิดขึ้นตามลำดับ คุณต้องเริ่มจากการลากเส้นและทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้ได้ก่อน เมื่อเริ่มทำจากสิ่งที่เป็นเป้าหมายจากจุดเล็ก ๆ ก่อนและทำต่อไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันย่อมมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีพลังมากพอที่จะผลักดันเป้าหมายขนาดใหญ่ของคุณให้สำเร็จได้

ลองจินตนาการให้ทุกวันของคุณคือโดมิโน่ตัวเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นโดมิโน่ที่มีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ตาม แต่จุดเริ่มต้นจากโดมิโน่ตัวเล็กของคุณก็สามารถล้มมันได้ทั้งหมด

จะเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญของเรื่องการใช้โดมิโน่เอฟเฟคก็คือเวลา เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ถ้าหากคุณเริ่มตั้งโดมิโน่ตัวแรกของคุณได้ และตั้งตัวต่อไปตามมาเรื่อย ๆ ความสำเร็จเหล่านั้นย่อมถูกสร้างขึ้นตามลำดับ และถ้าหากคุณจัดการกับพวกมันให้เหมือนกับโดมิโน่เอฟเฟคที่เป้าหมายต่อมานั้นขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าในชีวิตของคุณย่อมไม่มีอะไรที่ยากเกินไปที่จะทำให้สำเร็จ แม้แต่เป้าหมายที่ใหญ่และยากเย็นอย่างดวงจันทร์คุณก็สามารถพิชิตมันได้แน่นอน

10 สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับผลงานเด่นและวาทะเด็ด

นักวิทยาศาสตร์คือผู้ที่ศึกษาค้นคว้าพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างยิ่ง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันและทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นในทุกด้าน จากสมัยโบราณจนถึงปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดมากมาย ผลงานของพวกเขาได้ทำให้วิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่องและสร้างคุณประโยชน์นานัปการต่อชาวโลก นอกเหนือจากผลงานอันยอดเยี่ยมแล้วนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ยังมีวาทะเด็ดคำคมที่สะท้อนความคิดอันลึกซึ้งให้เราได้ครุ่นคิดตีความกันอยู่เสมอและต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับผลงานเด่นและวาทะเด็ดของพวกเขา 10. อริสโตเติล (Aristotle)aristotle-1

อริสโตเติล (384 – 322 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นนักปรัชญาคนสำคัญในยุคกรีกโบราณ เป็นศิษย์เอกของเพลโต เป็นอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในสมัยที่อริสโตเติลมีชีวิตอยู่นั้นวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้รับความสนใจเพราะผู้คนยังไม่เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร แต่อริสโตเติลสนใจศึกษาและเจนจบในหลากหลายสาขาวิชาทั้งฟิสิกส์ อภิปรัชญา จริยธรรม ชีววิทยา และสัตววิทยา เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตสัตว์และจัดแบ่งประเภทสัตว์อย่างเป็นระบบ แม้ทฤษฎีของเขาบางอย่างที่ภายหลังได้รับการพิสูจน์ว่าผิดเช่น ความเชื่อที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่าในสมัยสองพันกว่าปีก่อนนั้นยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์เลย แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักสังเกตและนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะแนวคิดทางปรัชญาที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก
อริสโตเติลได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์และบิดาแห่งชีววิทยา อริสโตเติลเขียนหนังสือไว้มากมายเป็น 1,000 เล่ม แนวคิดและงานเขียนของเขามีอิทธิพลต่อผู้คนและความเชื่อในศาสนาคริสต์จนถึงยุคกลางเป็นเวลานานถึง 1,500 ปี

ผลงานเด่น :

– ทฤษฎีทางด้านชีววิทยาและการจำแนกสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่คือพวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates)
– หนังสือที่เขาเขียนในสรรพวิชาที่เป็นแนวคิดหลักให้แก่คนรุ่นหลัง

วาทะเด็ด :

– “Quality is not an act, it is a habit.” → คุณภาพไม่ใช่การกระทำ หากแต่มันเป็นนิสัย
– “The roots of education are bitter, but the fruit is sweet.” → รากของการศึกษาอาจจะขม แต่ผลของมันนั้นหวานฉ่ำ

aristotle-2

 

9. อาร์คิมิดีส (Archimedes)archimedes-1

อาร์คิมิดีส (287- 212 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักฟิสิกส์ และวิศวกรชาวกรีก ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดและเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ อาร์คิมิดีสมีผลงานด้านวิทยาศาสตร์มากมาย เป็นผู้วางรากฐานให้แก่วิชาสถิตยศาสตร์, สถิตยศาสตร์ของไหล และกลศาสตร์ เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรกลหลายชิ้น รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องผ่อนแรงที่ยังใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน งานด้านคณิตศาสตร์อาร์คิมิดีสเป็นผู้คิดวิธีหาพื้นที่และปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิตมากมาย อาร์คิมิดีสแสดงให้เห็นว่าค่า π (pi) มีค่ามากกว่า 223/71 แต่น้อยกว่า 22/7 ตัวเลขหลังนี้ถูกนำมาใช้เป็นค่าประมาณของ π มาตลอดจนถึงปัจจุบัน
เรื่องเล่าที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดเกี่ยวกับอาร์คิมิดีสคือตอนที่เขาค้นพบวิธีหาปริมาตรของมงกุฎทองของพระเจ้าเฮียโรที่ 2 เพื่อพิสูจน์ว่ามีการผสมเงินเข้าไปด้วยหรือไม่ อาร์คิมิดีสค้นพบตอนที่เขากำลังอาบน้ำแล้วสังเกตเห็นว่าระดับน้ำในอ่างเพิ่มสูงขึ้นขณะเขาก้าวลงไป จึงคิดวิธีหาปริมาตรของมงกุฎโดยวิธีแทนที่น้ำได้ ซึ่งนำไปสู่การพิสูจน์ได้ว่ามงกุฏทองมีเงินผสมอยู่จริงๆ ด้วยความตื่นเต้นดีใจอาร์คิมิดีสจึงวิ่งออกไปยังท้องถนนทั้งที่ยังแก้ผ้า แล้วร้องตะโกนว่า “ยูเรก้า!” (ภาษากรีกแปลว่าฉันพบแล้ว)

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์ปั๊มเกลียว (Screw Pump) ที่เรียกกันว่าเกลียวอาร์คิมิดีสซึ่งยังคงใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันสำหรับในการขนถ่ายน้ำ ถ่านหิน และเมล็ดธัญพืช
– ประดิษฐ์เครื่องผ่อนแรงหลายชนิด เช่น คานดีดคานงัด (Law of Lever) และลูกรอกใช้ สำหรับยกของหนักซึ่งยังใช้งานกันอยู่ถึงปัจจุบันเช่นกัน
– คิดค้นสูตรคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการหาพื้นที่และปริมาตรของทรงกลม ทรงกระบอก ทรงกรวย ภาคตัดกรวย ฯลฯ
– คิดค้นกฎของอาร์คิมีดีส (Archimedes Principle) ที่เป็นรากฐานของวิชาสถิตยศาสตร์ของไหลและใช้ในการหาความถ่วงจำเพาะของวัตถุ

วาทะเด็ด :

– “Eureka!” → ฉันพบแล้ว
– “Give me a place to stand, and a lever long enough, and I will move the world.” → หาที่ยืนกับคานงัดที่ยาวพอให้ฉันสิ แล้วฉันจะเคลื่อนโลกให้ดู

archimedes-2

 

8. ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) charles-darwins-1

ชาลส์ ดาร์วิน (คศ. 1809 – 1882) เป็นนักธรรมชาติวิทยา นักธรณีวิทยา และนักชีววิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ดาร์วินเป็นผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิมๆเกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ดาร์วินอธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน
ดาร์วินสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็ก ชอบการทดลองเกี่ยวกับสัตว์และพืช เขาศึกษาด้านธรรมชาติวิทยามาโดยตลอด จนกระทั่งได้รับเชิญเข้าร่วมเดินทางสำรวจทางทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) เป็นเวลา 5 ปี ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้กับสิ่งมีชีวิตในภูมิภาคที่แตกต่างกัน เขาได้ศึกษาอย่างละเอียดและทำวิจัยเพิ่มเติมต่อเนื่อง และได้พิมพ์หนังสือชื่อ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ช่วงแรกมีการโต้แย้งต่อต้านผลงานของเขาอย่างมากโดยเฉพาะจากฝ่ายศาสนจักร อีกหลายสิบปีต่อมาจึงเป็นที่ยอมรับและให้การยกย่อง นอกจากนี้เขายังมีผลงานเรื่องวิวัฒนาการของมนุษย์และการคัดเลือกทางเพศ และผลงานอื่นๆอีกมาก ดาร์วินได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ผลงานเด่น :

– ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Theory of natural selection)
– หนังสือการสืบเชื้อสายของมนุษย์และการคัดเลือกโดยสัมพันธ์กับเพศ (The Descent of Man, and Selection in Relation to Sex)

วาทะเด็ด :

– “A man’s friendships are one of the best measures of his worth.” → มิตรภาพคือหนึ่งในวิธีวัดคุณค่าของมนุษย์ที่ดีที่สุด
– “I love fools’ experiments. I am always making them.” → ผมชอบการทดลองโง่ๆนะ ผมมักจะทำมันบ่อยๆด้วยสิ

charles-darwin-2

 

7. หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)louis-pasteur-1

หลุยส์ ปาสเตอร์ (ค.ศ. 1822 – 1895) นักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เป็นผู้ที่ค้นพบว่าการเน่าเสียของอาหารเกิดจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เขาเรียกว่าจุลินทรีย์ ปาสเตอร์พบว่าจุลินทรีย์ส่งผลเสียมากมายทำให้เขาทำการค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์อย่างต่อเนื่องจนค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วยวิธีพาสเจอร์ไรส์(Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

ต่อมาปาสเตอร์ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ และได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคที่ร้ายแรงที่สุดตอนนั้นคือโรคแอนแทรกซ์ได้สำเร็จ ตามด้วยการค้นคว้าหาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในไก่ แต่การค้นพบวัคซีนที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดคือวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คนตายไปพอสมควร และจากการพบวัคซีนนี้ทำให้ค้นพบวัคซีนป้องกันโรคอีกมากมาย เช่น อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมาก ปีค.ศ. 1888 ปาสเตอร์ได้ก่อตั้งสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส จากนั้นสถาบันปาสเตอร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้นอีกหลายแห่งในประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยภายใต้ชื่อ “สถานเสาวภา” เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดต่างๆ

ผลงานเด่น :

– คิดค้นวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
– ค้นพบจุลินทรีย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเน่าเสีย
– คิดค้นวิธีการทำพาสเจอร์ไรซ์

วาทะเด็ด :

– “Fortune favors the prepared mind.” → โชคชะตามีไว้สำหรับคนที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว
– “Science knows no country, because knowledge belongs to humanity, and is the torch which illuminates the world.” → วิทยาศาสตร์ไม่รู้จักประเทศ เพราะความรู้เป็นของมนุษยชาติและเป็นไฟฉายที่ส่องสว่างแก่โลก

louis-pasteur-2

 

6. ทอมัส เอดิสัน (Thomas Edison)thomas-edison-1

ทอมัส เอดิสัน (ค.ศ. 1847 – 1931) เป็นยอดนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกชาวอเมริกา ผลงานของเขาหลายชิ้นได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนให้เป็นสังคมสมัยใหม่ เอดิสันเป็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จด้วยความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร เขาแทบจะไม่เคยได้เรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ทำการศึกษาค้นคว้าทดลองด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปั้นปลายของชีวิต เอดิสันสามารถนำเงินที่ได้จากการขายสิทธิบัตรผลงานที่เขาประดิษฐ์ได้ชิ้นแรกมาสร้างโรงงานที่มีห้องปฏิบัติการวิจัยในตัวซึ่งกลายเป็นต้นแบบของโรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ด้วยวัยเพียง 23 ปี
แม้ว่าเอดิสันจะไม่ใช่คนแรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า แต่เขาเป็นผู้ที่คิดค้นพัฒนาหลอดไฟฟ้าที่ใช้งานตามบ้านเรือนได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านี้เขายังเป็นผู้สร้างโรงจ่ายกระแสไฟฟ้าที่เมืองนิวยอร์ก ลากสายไฟฟ้าไปทั่วเมืองให้ทุกคนมีโอกาสใช้ไฟฟ้าอย่างทั่วถึงกัน และส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เอดิสันเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียง, เครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมาเขาได้นำมารวมกันกลายเป็นเครื่องถ่ายทำภาพยนตร์ เขายังเป็นผู้ประดิษฐ์แบตเตอรี่ เครื่องผสมปูนซิเมนต์ และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆอีกนับพันชิ้น เอดิสันมีสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ภายใต้ชื่อของเขาเป็นจำนวนถึง 1,093 ชิ้น ก่อตั้งบริษัทด้านไฟฟ้าอีกหลายบริษัทรวมทั้งเจเนอรัลอิเล็กทริก (General Electric) บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลก

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
– ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียง
– ประดิษฐ์เครื่องถ่ายภาพเคลื่อนไหว
– ประดิษฐ์แบตเตอรี่

วาทะเด็ด :

– “Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration.” → อัจฉริยะเกิดจากแรงบันดาลใจเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ และอีก 99 เปอร์เซ็นต์คือความอุตสาหะ
– “I have not failed. I’ve just found 10,000 ways that won’t work.” → ผมไม่ได้ล้มเหลวนะ ผมเพิ่งจะพบ 10,000 วิธีที่มันใช้ไม่ได้

thomas-edison-2

 

5. มารี คูรี (Marie Curie)marie-curie-1

มารี คูรี (ค.ศ. 1867 – 1934) นักฟิสิกส์และนักเคมีชาวโปแลนด์ เป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านกัมมันตภาพรังสีและเป็นผู้ค้นพบธาตุเรเดียมที่ใช้รักษาโรคมะเร็งที่ทำให้คนตายเป็นอันดับหนึ่งมาทุกยุคสมัย เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลโนเบล เป็นคนแรกและผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้รางวัลโนเบล 2 ครั้ง และเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รางวัลโนเบลด้านวิทยาศาสตร์ 2 สาขา มารี คูรีเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่เก่งที่สุดและได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลก แม้จะขัดสนเรื่องการเงินและถูกกีดกันจากการเป็นผู้หญิง มารีได้ต่อสู้ดิ้นรนโดยหยุดเรียนเพื่อทำงานส่งให้พี่สาวของเธอเรียนจนจบก่อน แล้วให้พี่สาวส่งเธอเรียนด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่กรุงปารีสตามที่เธอตั้งใจ
มารีเริ่มค้นคว้าด้านกัมมันตภาพรังสีร่วมกับสามีคือปิแอร์ คูรีจนค้นพบว่ามีพลังงานถูกปล่อยออกมาจากแร่พิตช์เบลนด์ และได้พยายามแยกธาตุใหม่ออกจากแร่พิตช์เบลนด์ หลังจากใช้เวลาค้นคว้าราว 7 ปีเธอก็สามารถแยกธาตุใหม่ที่เธอเรียกว่าเรเดียมได้สำเร็จ ผลงานนี้ทำให้มารีและสามีได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ หลังจากปิแอร์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ มารียังคงมุ่งมั่นค้นคว้าต่อไปโดยมุ่งไปที่การใช้ประโยชน์ของเรเดียมในทางการแพทย์ จนเธอได้รับรางวัลโนเบลครั้งที่สองในสาขาเคมี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 มารีได้ตั้งหน่วยเอกซเรย์เคลื่อนที่ตระเวนรักษาทหารที่บาดเจ็บตามที่ต่างๆ หลังสงครามมารีได้กลับมาทำงานวิจัยอีกครั้ง แต่ผลกระทบจากการสัมผัสกับรังสีของเรเดียมเป็นเวลานานทำให้ไขกระดูกเธอถูกทำลายและเสียชีวิต การค้นพบที่ช่วยชีวิตผู้คนได้จำนวนมาก กลับต้องแลกด้วยชีวิตของเธอ

ผลงานเด่น :

– รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานการค้นพบธาตุเรเดียม
– รางวัลโนเบลสาขาเคมีจากผลงานการค้นคว้าหาประโยชน์จากธาตุเรเดียม

วาทะเด็ด :

– “One never notices what has been done; one can only see what remains to be done.” → ไม่มีใครสนใจในสิ่งที่ทำสำเร็จไปแล้ว เขามองเห็นแต่เพียงสิ่งที่ยังคงต้องทำเท่านั้น

– “You must never be fearful of what you are doing when it is right.” → คุณไม่ต้องกลัวในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่เมื่อมันถูกต้อง

marie-curie-2

 

4. นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)nikola-tesla-1

นิโคลา เทสลา (ค.ศ. 1856 – 1943) เป็นนักประดิษฐ์ นักฟิสิกส์ และวิศวกรไฟฟ้าชาวเซอร์เบียน-อเมริกัน เป็นผู้สร้างนวัตกรรมล้ำยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง สิทธิบัตรของเทสลาและผลงานเชิงทฤษฎีของเขากลายเป็นพื้นฐานของระบบไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้งานทั่วโลกในปัจจุบันได้แก่ ระบบจ่ายกำลังหลายเฟส และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นผู้ประดิษฐ์และค้นพบเทคโนโลยีใหม่มากมาย เช่น ขดลวดเทสลา (Tesla coil) เครื่องวัดความเร็วติดรถยนต์ เครื่องกระจายเสียงผ่านวิทยุ วิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้าซึ่งเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลาซึ่งวิศวกรรุ่นหลังตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา นอกจากนี้เขายังได้ศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีล้ำยุคเรื่องการส่งผ่านพลังงานแบบไร้สายหรือเทคโนโลยี wireless ที่ปัจจุบันกำลังเฟื่องฟู
เทสลาเป็นนักประดิษฐ์ยุคเดียวกันเอดิสันแถมยังเป็นคู่แข่งกัน เอดิสันสนับสนุนการใช้ไฟฟ้ากระแสตรงส่วนเทสลาพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับจนถึงกับเกิดสงครามกระแสไฟฟ้า (War of Currents) ซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมในยุคนั้นอย่างมาก เทสลามีแนวคิดล้ำยุคมีจินตนาการก้าวไกลเกินกว่าผู้คนยุคเดียวกันมาก เช่น เขามีแนวคิดจะทำโลกทั้งใบให้เป็นสื่อนำไฟฟ้าเพื่อให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปให้คนทุกคนในโลกได้ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างเสรี หรือคิดสร้างอาวุธลำแสงมหาประลัยที่มีอานุภาพร้ายแรงขนาดแยกโลกของเราให้แตกออกเป็นสองส่วนได้ จนถูกเรียกว่านักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง (mad scientist) หลังจากเทสลาเสียชีวิต FBI ได้สั่งทุกฝ่ายว่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทสลาต้องถูกจัดการอย่างลับที่สุด และต้องรักษาความลับของสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้เป็นความลับตลอดไป นี่คือนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่ากับผลงานของเขา เขาคือ ‘อัจฉริยะที่โลกลืม’

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา
– ประดิษฐ์มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ
– ประดิษฐ์หลอดฟลูออเรสเซนต์
– คิดค้นวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย
– คิดค้นรีโมตคอนโทรล

วาทะเด็ด :

– “If your hate could be turned into electricity, it would light up the whole world.” → หากความเกลียดชังของคุณสามารถเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าได้ มันคงจะทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวเลยทีเดียว
– “The scientists of today think deeply instead of clearly. One must be sane to think clearly, but one can think deeply and be quite insane.” → นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้คิดแบบลึกซึ้งแทนที่จะคิดอย่างชัดแจ้ง คนเราต้องมีสติที่จะคิดอย่างชัดแจ้ง แต่ก็สามารถคิดให้ลึกซึ้งและบ้าคลั่งได้

nikola-tesla-2

 

3. กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)galileo-galilei-1

กาลิเลโอ กาลิเลอี (ค.ศ. 1564 – 1642) นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นคนแรกที่นำคณิตศาสตร์และการทดลองมาใช้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติอย่างเป็นระบบอันเป็นรากฐานของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน กาลิเลโอค้นพบและสร้างกฎเพนดูลัม (Pendulum) หรือกฎการแกว่งของนาฬิกาลูกตุ้มที่นำไปสู่การสร้างนาฬิกาให้เที่ยงตรง เขาได้ทดลองปล่อยวัตถุสองอย่างที่มวลไม่เท่ากันจากหอเอนปีซาแต่ตกถึงพื้นพร้อมกันที่ทุกคนจำได้ดี กาลิเลโอประดิษฐ์และพัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้สามารถส่องดูดวงดาวได้อย่างชัดเจน กาลิเลโอพบว่าผิวดวงจันทร์ขรุขระมีภูเขาและหุบเหว พบว่าทางช้างเผือกอัดแน่นไปด้วยดาวฤกษ์จำนวนมาก พบวงแหวนของดาวเสาร์ พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ พบดวงจันทร์บริวารสำคัญของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง และจากการเฝ้าสังเกตการณ์ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีนี่เองที่ทำให้กาลิเลโอพิสูจน์ได้ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
การค้นพบว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์สนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสที่เสนอให้ดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่ดวงอาทิตย์และดาวอื่นๆทั้งหมดโคจรรอบโลกอย่างที่เชื่อกันมานับพันปีได้ทำให้เกิดการต่อต้านจากศาสนจักรเพราะขัดแย้งกับคำสอนในสมัยนั้น กาลิเลโอถูกสั่งห้ามพูดเกี่ยวกับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส แต่กาลิเลโอยังคงมุ่งมั่นค้นคว้าด้านดาราศาสตร์ต่อไปและมีผลงานเป็นหนังสือออกมาอีก ทำให้เขาถูกต่อต้านอย่างหนัก หนังสือก็ถูกห้ามขายในอิตาลี และตัวเขาถูกกล่าวหาเป็นคนนอกรีตต้องโทษจำคุก ต่อมาเขาถูกบังคับให้กล่าวคำขอโทษเพื่อแลกกับชีวิตและอิสระ แต่ยังถูกควบคุมในบ้านหลังหนึ่งตลอดชีวิต ระหว่างถูกควบคุมตัวเขาก็ยังมีผลงานเขียนหนังสือเล่มสำคัญ กระทั่งช่วงปั้นปลายชีวิตตาบอดทั้งสองข้าง กาลิเลโอก็ยังทำงานวิจัยต่อไปโดยให้ลูกศิษย์ทำการสังเกตและรายงานผลให้เขาวิเคราะห์ เขาคือนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่โดยแท้

ผลงานเด่น :

– คิดค้นกฎเพนดูลัม
– พิสูจน์ทฤษฎีวัตถุหนักหรือเบาตกถึงพื้นพร้อมกันเสมอ
– พัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนส่องดูดาวได้
– คิดค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง
– คิดค้นพบวงแหวนดาวเสาร์

วาทะเด็ด :

– “We cannot teach people anything, we can only help them discover it within themselves.” → เราไม่สามารถสอนสิ่งใดให้กับใครได้เลย เราทำได้แค่เพียงช่วยให้เขาค้นพบมันด้วยตัวเขาเอง
– “I have never met a man so ignorant that I couldn’t learn something from him.” → ฉันไม่เคยเจอใครที่โง่เขลามากจนฉันไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากเขาได้เลย

galileo-galilei-2

 

2. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)albert-einstein-1

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ค.ศ. 1879 – 1955) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมันเชื้อสายยิวถือสัญชาติสวิสและอเมริกัน เป็นผู้คิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพหนึ่งในสองเสาหลักของฟิสิกส์สมัยใหม่ร่วมกับกลศาสตร์ควอนตัม เขาเป็นเจ้าของสูตรที่โด่งดังที่สุดในโลก E = mc2 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกและจากการทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในปีพ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง เขาเป็นที่เคารพนับถือในความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาลซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก กลายเป็นแบบอย่างและสัญลักษณ์ของความฉลาดหรือความอัจฉริยะ ดังคำที่มีผู้ยกย่องเขาว่า “ไอน์สไตน์มีความหมายเดียวกันกับอัจฉริยะ”
ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ช้าเนื่องจากมีความบกพร่องทางการอ่านเขียน (Dyslexia) แต่เขากลับบอกว่าการพัฒนาทฤษฎีของเขาเป็นผลมาจากความเชื่องช้านี่เอง เพราะเขามีเวลาครุ่นคิดถึงอวกาศและเวลามากกว่าเด็กคนอื่น ในช่วงเริ่มต้นทำงานวิจัยไอน์สไตน์คิดว่ากลศาสตร์ของนิวตันไม่เพียงพอที่จะรวมกฎของกลศาสตร์ดั้งเดิมหรือกลศาสตร์ของนิวตันเข้ากับกฎของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ นำไปสู่การคิดค้นพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ต่อมาเขาได้ขยายทฤษฎีให้ครอบคลุมไปถึงสนามแรงโน้มถ่วงด้วยจึงเกิดเป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งใช้อธิบายโครงสร้างของจักรวาลได้ เขายังมีผลงานด้านกลศาสตร์เชิงสถิติและทฤษฎีควอนตัม รวมไปถึงทฤษฎีอนุภาคและการเคลื่อนที่ของโมเลกุล ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้นและงานอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น ทุกวันนี้ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ

ผลงานเด่น :

– ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
– ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
– ทฤษฎีโฟตอนกับความเกี่ยวพันระหว่างคลื่นและอนุภาค
– ทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอะตอมในของแข็ง

วาทะเด็ด :

– “Imagination is more important than knowledge.” → จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
– “Politics is for the present, but an equation is for eternity.” → การเมืองนั้นแสนสั้น แต่สมการคงอยู่ชั่วนิรันดร์

albert-einstein-2

 

1. ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton)isaac-newton-1

ไอแซก นิวตัน (ค.ศ. 1642 – 1727) นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาลและมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ หนังสือเล่มสำคัญของเขาที่ชื่อ Mathematical Principles of Natural Philosophy คือหนังสือที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ นิวตันได้คิดค้นกฎการเคลื่อนที่และกฎแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเสาหลักของการศึกษาจักรวาลทางกายภาพตลอดมา นิวตันแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนที่ของวัตถุบนโลกและวัตถุบนท้องฟ้าล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน นิวตันยังเป็นผู้สร้างกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงที่สามารถใช้งานจริงได้เป็นเครื่องแรก เป็นผู้พัฒนาทฤษฎีสี ค้นพบสเปกตรัมแสง คิดค้นกฎการเย็นตัว และศึกษาความเร็วของเสียง ผลงานของเขาช่วยให้การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
นิวตันให้กำเนิดวิชาคณิตศาสตร์แขนงใหม่หลายเรื่องด้วยกันได้แก่วิชาแคลคูลัส (Calculus) ที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อแคลคูลัสเชิงอินทิกรัล (Integral Calculus) นิวตันยังค้นพบทฤษฎีบททวินาม (Binomial Theorem) และวิธีการกระจายอนุกรม (Method of Expression) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพีชคณิต กล่าวกันว่าผลงานของนิวตันเป็นความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ในทุกสาขาของคณิตศาสตร์ในยุคนั้น จากตำนานลูกแอปเปิลตกนำไปสู่การสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างอเนกอนันต์ เมื่อนิวตันเสียชีวิตลงพิธีศพของเขาจึงถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่เทียบเท่ากษัตริย์ ศพของเขาฝังอยู่ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์เช่นเดียวกับกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงของอังกฤษ

ผลงานเด่น :

– คิดค้นกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
– คิดค้นกฎแรงดึงดูดสากล
– พัฒนาวิชาแคลคูลัส
– คิดค้นทฤษฎีสี

วาทะเด็ด :

– “If I have seen further than others, it is by standing upon the shoulders of giants.” → ถ้าฉันสามารถมองได้ไกลกว่าคนอื่น นั่นเป็นเพราะว่าฉันยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์
– “Plato is my friend, Aristotle is my friend, but my greatest friend is truth.” → เพลโตเป็นเพื่อนของฉัน, อริสโตเติลเป็นเพื่อนของฉัน, แต่เพื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันคือความจริง

isaac-newton-2

 

แม้ว่ากาลิเลโอได้วางพื้นฐานและแนวทางในการเรียนรู้ความจริงและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติเอาไว้ให้ นิวตันได้ตั้งกฎพื้นฐานที่เปิดประตูสู่การเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งบนโลก และไอน์สไตน์ได้สร้างทฤษฎีที่เป็นกุญแจไขความลี้ลับของจักรวาล แต่ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่นักยังมีเรื่องราวที่เรายังไม่รู้จริงอีกมากมายมหาศาลรอให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ได้ศึกษาต่อไป ดังคำของนิวตันที่เคยบอกว่าตัวเขาเปรียบเสมือนเด็กที่เล่นอยู่ริมชายฝั่ง เพลิดเพลินกับการเสาะหาก้อนกรวดเรียบๆหรือเปลือกหอยที่สวยเป็นพิเศษ ขณะที่มหาสมุทรแห่งความจริงอันยิ่งใหญ่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าโดยยังไม่ถูกค้นพบ

http://www.takieng.com/stories/5326

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1530329587031855