คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

พบคลื่นความโน้มถ่วง ยืนยันทฤษฎีสัมพัทธภาพ

หน่วยปฏิบัติการระดับสูงของอุปกรณ์สังเกตการณ์ LIGO ในสหรัฐฯ สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) จากห้วงอวกาศลึกได้เป็นครั้งที่ 3 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าว มาจากการชนและรวมตัวกันของสองหลุมดำขนาดยักษ์ที่อยู่ห่างจากโลกออกไปราว 3,000 ล้านปีแสง

มีการตรวจจับสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวได้ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา และจะมีการเผยแพร่รายละเอียด ของปรากฏการณ์ครั้งนี้ในวารสาร Physical Review Letters โดยผลวิเคราะห์ชี้ว่า หลุมดำทั้งสองมีมวลมากกว่า ดวงอาทิตย์ถึง 31 เท่า และ 19 เท่า ซึ่งเมื่อรวมตัวกันแล้วได้ทำให้เกิดหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเกือบเท่ากับดวงอาทิตย์ 49 ดวง ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในเวลาอันสั้น ซึ่งทำให้เกิดคลื่นของกาล-อวกาศส่งไปทั่วจักรวาล และส่งมายังโลก โดยไม่มีแสงสว่างจากปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

หลุมดำซึ่งกำลังจะชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน หมุนอยู่ในแนวที่ไม่ขนานกัน

 

ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่า หลุมดำทั้งสองไม่ได้เกิดจากดาวแฝดที่โคจรวนรอบกันและกันมาแต่เดิม แต่เป็นดาวสองดวงในระบบที่แตกต่างกันซึ่งต่อมาเกิดการระเบิดและหดตัวจนกลายเป็นหลุมดำ ทำให้การหมุนของหลุมดำทั้งสองก่อนชนเข้ารวมกันไม่สู้จะสอดคล้องเป็นแนวเดียวกันนัก

ปรากฏการณ์คลื่นความโน้มถ่วงในครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักดาราศาสตร์ทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ข้อที่ว่าจะไม่เกิดการกระจาย (Dispersion) ของคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมายังโลกอีกด้วย เนื่องจากแหล่งกำเนิด คลื่นความโน้มถ่วงครั้งนี้อยู่ห่างไกลพอที่จะสังเกตปรากฏการณ์การกระจายได้ ซึ่งก็พบว่าไม่เกิดการกระจายขึ้นจริง ตามที่ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้

ภาพจำลองที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกมาจากหลุมดำที่กำลังจะรวมตัวกัน

อย่างไรก็ตาม ทีมนักดาราศาสตร์ของ LIGO ไม่สามารถระบุตำแหน่งในอวกาศที่หลุมดำชนกันได้อย่างชัดเจน โดยทำได้เพียงคาดคะเนว่าอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งในแถบบริเวณกว้างที่คำนวณได้เท่านั้น ซึ่งปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขเมื่อหอสังเกตการณ์เวอร์โก (VIRGO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ LIGO ในเมืองปิซ่าของอิตาลี เริ่มทำงานร่วมกับอุปกรณ์สังเกตการณ์ในสหรัฐฯในช่วงกลางปีที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ อุปกรณ์สังเกตการณ์ LIGO สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมาจากห้วงอวกาศลึกได้ เมื่อเกิดการรบกวนลำแสงเลเซอร์ในอุโมงค์ยาวรูปตัวแอล ซึ่งวิธีการนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในจักรวาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการตรวจจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว โดยในแต่ละวัน มีคลื่นความโน้มถ่วงจากทุกทิศทางในอวกาศส่งมาถึงโลกของเรา 1 ครั้งในทุก 15 นาที

คลื่นความโน้มถ่วงมักเกิดจากเหตุการณ์รุนแรงในจักรวาล เช่นการระเบิดของดาวฤกษ์และการชนกันของหลุมดำ ซึ่งคลื่นความโน้มถ่วงจะนำพาข้อมูลจากเหตุการณ์ดังกล่าวในอดีตให้เดินทางผ่านสิ่งต่าง ๆ และแผ่ไปในจักรวาลโดยไม่ถูกรบกวน

ซากแมมอธแช่แข็ง 40,000 ปี

แอลเอไทม์/เอ็มเอสเอ็นบีซี/เอเยนซี
นักวิทยาศาสตร์คาดซากแมมมอธน้อยอายุกว่า 40,000 ปีจะช่วยศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกในยุคน้ำแข็งได้ และซากที่สมบูรณ์ยังเป็นโอกาสในการจัดทำแผนที่พันธุกรรมสัตว์โบราณอีกด้วยซากลูกมอมมอธอายุกว่า 40,000 ปีซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ใต้ธารน้ำแข็งที่ไซบีเรียตอนเหนือถูกค้นพบตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมาโดยคนเลี้ยงกวางเรนเดียร์ชาวเมืองซาเลฮาร์ดของรัสเซีย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าซากสิ่งมีชีวิตโบราณนี้จะช่วยในการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะพวกเขาจะรวบรวมแผนที่พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ที่สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง

ซาก แมมมอธน้อย แช่แข็ง 4 หมื่นปีช่วยศึกษาอากาศโลก

ซากสีน้ำตาลขนาด 4 ฟุตซึ่งอยู่ในสภาพดีที่สุดเท่าที่เคยพบมานี้เป็นซากของแมมอธเพศเมียอายุ 6 เดือนที่มีทั้งงวง และดวงตาอย่างครบถ้วน รวมทั้งยังคงหลงเหลือขนบางส่วน แม้ว่าหางและใบหูส่วนหนึ่งจะมีร่องรอยของการกัดออกไปก็ตาม และมีน้ำหนักประมาณ 110 ปอนด์ ซึ่งเป็นขนาดพอๆ กับสุนัขขนาดใหญ่เลยทีเดียว แมมมอธน้อยนี้ได้ชื่อว่า “ลิวบา″ (Lyuba) ตามชื่อภรรยาของยูริ คุดิ (Yuri Khudi) ผู้พบซากดังกล่าว และหลังจากการค้นพบ “มัมมี่” โดยธรรมชาตินี้ก็ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่สถาบันสัตววิทยาแห่งสภาวิทยาศาสตร์รัสเซีย (Russian Academy of Sciences’ Zoological Institute)”ช่างเป็นลูกแมมอธน้อยที่น่ารักจริงๆ พบในสภาพที่สมบูรณ์แบบ ซากตัวอย่างนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งเดียวที่ช่วยให้เราถอดรหัสพันธุกรรมคร่าวๆ ของแมมมอธได้” อเลกไซ ทิโกนอฟ (Alexei Tikhonov) รองผู้อำนวยการสถาบันสัตววิทยาแห่งสภาวิทยาศาสตร์รัสเซียกล่าว แมมมอธก็เป็นสัตว์อย่างที่คุณเห็นนี่แหละ และคุณก็ทราบว่ามียุคที่เกิดหลังพวกมันอย่างแท้จริงซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เราต้องใช้ความรู้ที่เราได้จากพวกเขา (แมมมอธ)” ทิโกนอฟกล่าว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแมมมอธอาศัยอยู่บนโลกในช่วง 4.8 ล้านปีถึงประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา และจากการศึกษาทำให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศหรือการไล่ล่าเกินพอดีของมนุษย์อาจเป็นสาเหตุให้ช้างโบราณนี้สูญพันธุ์ ลิวบาถูกแช่แข็งอยู่นานกว่า 40,000 ปี ซึ่งขณะคุดิพบซากของเธอที่บางส่วนของร่างปกคลุมไปด้วยหิมะที่เปียกชื้น เขานึกว่าเป็นกวางเรนเดียร์ที่ตายแล้ว แต่เมื่อทราบว่านั่นคือแมมมอธ นักวิทยาศาสตร์ก็ถูกตามตัวเพื่อไปเคลื่อนย้ายซากแมมมอธน้อยซึ่งปัจจุบันถูกเก็บไว้ในตู้แช่แบบพิเศษ ทางด้านทิโกนอฟไม่แนะนำให้โคลนแมมมอธนี้ไว้ เนื่องจากการโคลนนิงจะทำได้ก็ต่อเมื่อองค์ประกอบภายในเซลล์อยู่ครบสมบูรณ์ หากแต่การแช่แข็งจะเป็นสาเหตุให้เซลล์แตกสลาย การเดินทางขั้นต่อไปของซากแมมมอธลิวบาคือการไปประจำอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สัตววิทยาในเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก และเธอจะได้ไปอยู่ร่วมกับซากแมมมอธเพศผู้อีกตัวที่ชื่อ “ดิมา″ (Dima) ซึ่งเป็นตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ที่รู้จักกันดีที่สุดในรัสเซียและได้รับการค้นพบในเมืองมากาดานทางตะวันออกไกลของรัสเซียเมื่อปี 2520พวกเขาจะเป็นคู่ที่ดีมากๆ เพราะทั้งคู่มีอายุราว 40,000 พอๆ กัน” ทิโกนอฟให้ความเห็น จากเซนต์ปิเตอร์เบิร์กลิวบายังต้องมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยจิเคอิ (Jikei University)  ในญี่ปุ่นเพื่อรับการวิเคราะห์การทำแผนที่ 3 มิติด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับร่างกายของเธอ และกลับมารับการผ่าชันสูตรซากที่เซนต์ปิเตอร์เบิร์กอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำซากเธอกลับไปแสดงที่เมืองซาเลฮาร์ดของรัสเซีย
ซาก แมมมอธน้อย แช่แข็ง 4 หมื่นปีช่วยศึกษาอากาศโลก
ซากแมมมอธนี้เป็นหลักฐานของสิ่งมีชีวิตโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ขนาดความยาวประมาณ 4 ฟุต มีงวง ดวงตาอย่างสมบูรณ์และมีขนแซมให้เห็น และมีร่องรอยถูกกัดที่ใบหูกับหางเล็กน้อย

พบดาวเคราะห์น้อย “โอมูอามูอา” อาจมีน้ำอยู่ด้านใน

พบดาวเคราะห์น้อย “โอมูอามูอา” อาจมีน้ำอยู่ด้านใน

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดาวเคราะห์น้อย "โอมูอามูอา" มีรูปร่างยาวรีผิดจากวัตถุอวกาศทั่วไปImage copyrightESO/M. KORNMESSER
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดาวเคราะห์น้อย “โอมูอามูอา″ มีรูปร่างยาวรีผิดจากวัตถุอวกาศทั่วไป

โพสลง facebook : https://web.facebook.com/mild.efc/posts/1794986043926886

ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากนักดาราศาสตร์ชี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยรูปทรงประหลาด “โอมูอามูอา″ ซึ่งมาจากนอกระบบสุริยะ อาจมีน้ำในรูปของน้ำแข็งอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า โอมูอามูอาไม่ได้แผ่กลุ่มก๊าซหรือไอน้ำออกมาโดยรอบเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยดวงอื่น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนสันนิษฐานว่า โอมูอามูอาไม่มีน้ำแข็งเป็นองค์ประกอบหรือมีอยู่น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดจากนักดาราศาสตร์มหาวิทยาลัย Queen’s University Belfast (QUB)ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy ชี้ว่า น่าจะมีน้ำแข็งอยู่ภายใต้เปลือกผิวที่เป็นคาร์บอนหนาของโอมูอามูอา โดยอาจอยู่ลึกลงไปราวครึ่งเมตรหรือมากกว่า

“เมื่อดาวเคราะห์น้อยนี้เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ อุณหภูมิที่พื้นผิวจะอยู่ที่ราว 300 องศาเซลเซียส แต่ถ้าส่วนที่เป็นน้ำแข็งอยู่ลึกลงไป พื้นผิวดาวที่มีคาร์บอนอยู่มากก็จะยังรักษาน้ำแข็งด้านในนั้นไว้ได้” ศาสตราจารย์ อลัน ฟิตซ์ซิมมอนส์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยกล่าว โดยอธิบายด้วยว่าการสัมผัสรังสีคอสมิกในอวกาศมาเป็นเวลานาน ทำให้โอมูอามูอาเกิดเปลือกหุ้มหนาที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Gemini North ที่ฮาวาย คือสถานที่ติดตามศึกษา "โอมูอามูอา" ในครั้งนี้Image copyrightGEMINI NORTH
คำบรรยายภาพหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Gemini North ที่ฮาวาย คือสถานที่ติดตามศึกษา “โอมูอามูอา″ ในครั้งนี้

ดร. มิเชล แบนนิสเตอร์ ผู้ร่วมทีมวิจัยอีกผู้หนึ่งกล่าวว่า เมื่อสำรวจลักษณะการสะท้อนแสงอาทิตย์ของโอมูอามูอาแล้วพบว่า มีการสะท้อนแสงทั้งในแถบความยาวคลื่นที่มองเห็นด้วยตาและในแถบอินฟราเรด ซึ่งยืนยันว่าดาวเคราะห์น้อยนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์จากต่างดาว

“โอมูอามูอายังมีลักษณะอื่น ๆ เหมือนกับวัตถุอวกาศที่พบได้ตามรอบนอกของระบบสุริยะ ซึ่งทำให้คาดได้ว่ากระบวนการก่อตัวของดาวเคราะห์และดาวเคราะห์น้อยต่าง ๆ ในระบบสุริยะของโลก ก็คล้ายคลึงกับกระบวนการเดียวกันที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะอื่น ๆ นั่นเอง” ดร.แบนนิสเตอร์กล่าว

ทั้งนี้ ดาวเคราะห์น้อยโอมูอามูอามีชื่อเป็นภาษาฮาวายซึ่งแปลว่า “ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่มาถึงเป็นคนแรก” เนื่องจากเป็นวัตถุอวกาศชิ้นแรกที่ล่องลอยมาจากนอกระบบสุริยะที่ห่างไกล ซึ่งนักดาราศาสตร์ตรวจพบเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา

นักดาราศาสตร์เชื่อว่า "โอมูอามูอา" ล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกมานานหลายร้อยล้านปีแล้วImage copyrightNASA/JPL-CALTECH
คำบรรยายภาพนักดาราศาสตร์เชื่อว่า “โอมูอามูอา″ ล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกมานานหลายร้อยล้านปีแล้ว

รูปร่างยาวรีคล้ายซิการ์ของโอมูอามูอา ออกจะผิดแปลกไปจากดาวเคราะห์น้อยทั่ว ๆ ไป ทำให้มีบางคนสันนิษฐานว่า ที่จริงแล้วดาวเคราะห์น้อยนี้ไม่ใช่วัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาว อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจเบื้องต้นด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุในโครงการ Breakthrough Listen ยังไม่พบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยใด ๆ บนโอมูอามูอา

แม้คาดกันว่าดาวเคราะห์น้อยรูปทรงประหลาดนี้ถือกำเนิดขึ้นในระบบสุริยะอื่น แต่นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ‘โอมูอามูอา′ คงล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยไม่ได้ดึงดูดเชื่อมโยงกับระบบสุริยะใดเลยมาเป็นเวลานานหลายร้อยล้านปีแล้ว ก่อนที่จะผ่านเข้ามายังระบบสุริยะของโลก

ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42409714

มนุษย์ผู้บินเดี่ยวในอวกาศเป็นคนแรกเสียชีวิตแล้ว

มนุษย์ผู้บินเดี่ยวในอวกาศเป็นคนแรกเสียชีวิตแล้ว

ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับภาพขณะที่นายแมคแคนด์เลสบินเดี่ยวในอวกาศโดยไม่ใช้สายโยงเมื่อปี 1984Image copyrightNASA
คำบรรยายภาพผู้คนทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับภาพขณะที่นายแมคแคนด์เลสบินเดี่ยวในอวกาศโดยไม่ใช้สายโยงเมื่อปี 1984

โพสลง facebook : https://web.facebook.com/hone.namfon/posts/1553322314753632

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1653804408017705

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซาแถลงว่า นายบรูซ แมคแคนด์เลส อดีตนักบินอวกาศผู้ปฏิบัติภารกิจใช้อุปกรณ์ไอพ่นติดหลัง “บิน” ในห้วงอวกาศโดยไม่ต้องใช้สายโยงได้สำเร็จเป็นคนแรก ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 80 ปี ที่บ้านพักในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ไม่มีการแถลงถึงสาเหตุการเสียชีวิตของนายแมคแคนด์เลส ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการคิดค้นพัฒนาอุปกรณ์ไอพ่นติดหลังเพื่อบินอย่างอิสระในอวกาศ หรือ Manned Maneuvering Unit (MMU) ของนาซา ภาพที่เขาสวมอุปกรณ์ดังกล่าวออกบินเดี่ยวในห้วงอวกาศเมื่อปี 1984 เป็นระยะทาง 100 เมตรจากกระสวยอวกาศชาเลนเจอร์ โดยไม่มีสายยึดโยงเพื่อความปลอดภัย สร้างความตื่นเต้นฮือฮาไปทั่วโลก

ก่อนจะได้รับคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศของนาซาเมื่อปี 1966 นายแมคแคนด์เลสเคยเป็นทหารเรือมาก่อนและได้เคยปฏิบัติหน้าที่ในช่วงวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบามาแล้ว เขาขึ้นปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศครั้งแรกเมื่อมีอายุได้ 46 ปี ซึ่งเป็นครั้งที่เขาได้ออกบินอย่างอิสระเป็นช่วงสั้น ๆ ในอวกาศนั่นเอง

นายแมคแคนด์เลสเคยกล่าวติดตลกถึงการบินในอวกาศครั้งสำคัญของเขา โดยเทียบกับเหตุการณ์ที่นีล อาร์มสตรองได้เป็นมนุษย์คนแรกที่ไปเหยียบดวงจันทร์ว่า “นั่นอาจเป็นก้าวเล็ก ๆ ของนีล แต่นี่เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่สุด ๆ สำหรับผม”

นายแมคแคนด์เลสถ่ายภาพคู่กับอุปกรณ์ไอพ่นช่วยบินในอวกาศเมื่อปี 1982Image copyrightNASA
คำบรรยายภาพนายแมคแคนด์เลสถ่ายภาพคู่กับอุปกรณ์ไอพ่นช่วยบินในอวกาศเมื่อปี 1982

นายแมคแคนด์เลสยังเคยเล่าถึงประสบการณ์บินอย่างอิสระ โดยไม่กลัวว่าจะต้องหลุดลอยออกไปในห้วงอวกาศดำมืดเอาไว้ว่า “เมื่อคุณชินกับการเห็นพื้นโลกหมุนผ่านไปด้วยความเร็ว 4 ไมล์ต่อวินาที และคอยมองยึดเอากระสวยอวกาศเป็นตำแหน่งอ้างอิงเอาไว้ คุณก็จะบินไปช้า ๆ ได้อย่างสบาย”

นายแมคแคนด์เลสขึ้นปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศอีกครั้งในปี 1990 เพื่อติดตั้งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล โดยรวมแล้วเขาใช้เวลาอยู่ในอวกาศทั้งหมด 312 ชั่วโมง โดยในจำนวนนี้ 4 ชั่วโมงเป็นการบินอิสระด้วยอุปกรณ์ไอพ่นติดหลัง

วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน เพื่อนร่วมชั้นโรงเรียนนายเรือของนายแมคแคนด์เลสกล่าวว่า “ภาพที่บรูซบินไปในอวกาศได้อย่างง่ายดายและสง่างาม ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ชาวอเมริกันหลายชั่วรุ่นให้เชื่อในความไร้ขอบเขตของศักยภาพที่มนุษย์มีอยู่”

ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42470286

กรมขนส่ง เพิ่มโรค “ลมชัก-ผ่าตัดสมอง” ห้ามขับขี่รถ บังคับใช้ไม่เกิน ก.พ. 61

กรมขนส่ง เพิ่มโรค “ลมชัก-ผ่าตัดสมอง” ห้ามขับขี่รถ บังคับใช้ไม่เกิน ก.พ. 61

กรมขนส่ง เพิ่มโรค ลมชัก-ผ่าตัดสมอง ห้ามขับขี่รถ

กรมการขนส่งทางบก เตรียมเพิ่ม 5 กลุ่มโรคที่เสี่ยงจะเกิดอันตรายในการขับขี่รถยนต์ รวมโรคลมชัก-ผ่าตัดสมอง-หัวใจ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ บังคับใช้ไม่เกิน ก.พ. 61

วันที่ 4 ธันวาคม 2560 นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กำลังดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อกำหนดเงื่อนไขการขอใบอนุญาตขับขี่ ให้เพิ่มกลุ่มโรคที่เสี่ยงจะเกิดอันตรายในการขับขี่ เบื้องต้นได้ข้อสรุปแล้วว่ามีทั้งหมด 5 กลุ่มโรค ประกอบด้วย

1. โรคลมชัก
2. เบาหวานร้ายแรง
3. ความดันโลหิตสูง
4. ผู้ที่เคยผ่าตัดสมองมาก่อน
5. โรคหัวใจ ที่เสี่ยงจะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด

กรมขนส่ง เพิ่มโรค ลมชัก-ผ่าตัดสมอง ห้ามขับขี่รถ

นายกมล กล่าวอีกว่า สำหรับ 5 กลุ่มโรคนี้ บางส่วนไม่ได้เป็นโรคแต่เป็นอาการ จะต้องมีการกำหนดรายละเอียดด้วยว่า เป็นขนาดไหน เช่น เบาหวานร้ายแรงแค่ไหน ความดันเท่าไร รายละเอียดเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งทางแพทยสภาจะเป็นผู้ดำเนินการ คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 เดือน หรือช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2561 จะออกมาบังคับใช้ได้ และคงไม่มีแก้ไขอีกแล้วในส่วนของ 5 กลุ่มโรคนี้ เพราะเราหารือกันมาหลายรอบแล้ว

ทั้งนี้ในการขอใบอนุญาตขับขี่ ที่ผ่านมาจะมีการห้ามเฉพาะ 5 โรค คือ เท้าช้าง, วัณโรค, เรื้อน, พิษสุราเรื้อรัง และติดยาเสพติดให้โทษ จึงจะมีการแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อเพิ่มเติมอีก 5 กลุ่มโรคที่เป็นอันตรายต่อการขับขี่เข้าไป

กรมขนส่ง เพิ่มโรค ลมชัก-ผ่าตัดสมอง ห้ามขับขี่รถ

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เคยระบุโรคและปัญหาสุขภาพที่มีผลกระทบต่อสมรรถภาพการขับขี่ และอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุไว้ 9 โรค ได้แก่ โรคที่เกี่ยวกับสายตา ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม, โรคทางสมอง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคพาร์กินสัน, โรคลมชัก, โรคไขข้อ ข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่าง ๆ, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน และการกินยา ซึ่งบางคนกินยาหลายชนิด บางชนิดมีผลทำให้ง่วงซึม หรือง่วงนอน มึนงง สับสนได้เวลาขับรถ

นักวิทยาศาสตร์พบซากตัวเห็บยุคไดโนเสาร์ในก้อนอำพัน

นักวิทยาศาสตร์พบซากตัวเห็บยุคไดโนเสาร์ในก้อนอำพัน แต่ก็อย่าเพิ่งนึกถึง Jurassic Park กันนะ

นักวิทยาศาสตร์พบซากตัวเห็บยุคไดโนเสาร์ในก้อนอำพัน แต่ก็อย่าเพิ่งนึกถึง Jurassic Park กันนะ

นักวิทยาศาสตร์กำลังตื่นเต้นกับการค้นพบก้อนอำพันที่มีอายุใกล้ 100 ล้านปี และเรื่องราวนี้ดูคล้ายว่าจะเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวในภาพยนตร์ Jurassic Park เลยทีเดียว เมื่อมีซากเห็บตัวเล็กๆ ติดอยู่ในก้อนอำพันนี้ซะด้วย และในท้องของมันเต็มไปด้วยเลือดของไดโนเสาร์ที่มันไปดูดมา และถ้ามองว่าโลกนี้เปรียบเหมือนนิยาย การค้นพบครั้งนี้อาจนำไปสู่การคืนชีพของไดโนเสาร์ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความหวังที่จะคืนชีพไดโนเสาร์มันช่างเลือนลางสิ้นดี

โดยนักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งให้ข้อมูลว่า เจ้าเห็บตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่ควรจะเป็นถึง 8 เท่า ด้วยความที่มันสูบเลือดไดโนเสาร์เข้าไปจนเต็มท้อง แต่น่าเสียดายที่มันถูกเก็บกักอยู่ในก้อนอำพันมาเป็นเวลายาวนานเกินไป จนทำให้ DNA ที่อยู่ในเลือดไดโนเสาร์ เกิดการเสื่อมสภาพจนไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการคืนชีพไดโนเสาร์ได้อีกต่อไป แต่การค้นพบก้อนอำพันนี้ก็ยังมีความสำคัญกับการศึกษาไดโนเสาร์ด้วยบางเหตุผล เพราะในก้อนอำพันนอกจากจะมีเจ้าเห็บยุคดึกดำบรรพ์แล้ว ก็ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อีกมากมายที่อยู่ในก้อนอำพันนี้

หนึ่งในรายการวัตถุที่น่าสนใจในก้อนอำพันคือ เส้นขนของไดโนเสาร์ ที่ไม่เพียงทำให้นักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานมากขึ้นเกี่ยวกับไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่มีเส้นขนปกคลุมตัว แต่มันยังอาจสามารถเชื่อมโยงหาความเกี่ยวพันระหว่างสิ่งมีชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน เข้ากับบรรพบุรุษของมันเมื่อ 100 ล้านปีที่แล้ว และผลงานการวิจัยเกี่ยวกับการค้นพบครั้งนี้ ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications

น่าเสียดายที่การค้นพบครั้งนี้ทำให้แฟนๆ Jurassic Park ต้องผิดหวัง และเจ้าเห็บน้อยไม่สามารถคืนชีพไดโนเสาร์ ด้วยความที่ DNA ที่อยู่ในเลือดไดโนเสาร์ได้เสื่อมสภาพไปเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่า DNA ไม่สามารถคงสภาพพร้อมใช้งานไปได้ตลอดกาล ถึงแม้มันจะถูกเก็บเอาไว้อย่างมิดชิดแน่นหนาในก้อนอำพัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปโมเลกุลก็เกิดความเสียหาย แต่ก็ไม่แน่ว่าในอนาคต เราอาจมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าพอที่จะสามารถทำงานได้กับ DNA ที่เสื่อมสภาพ และ Jurassic Park อาจจะเกิดขึ้นได้จริง ก็เป็นได้

ที่มา : bgr.com

การค้นพบใหม่ ไดโนเสาร์เป็ด ที่แปลกประหลาดซะจนไม่อยากเชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริง

การค้นพบใหม่ ไดโนเสาร์เป็ด ที่แปลกประหลาดซะจนไม่อยากเชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริง

เมื่อเราได้ยินคำว่า “ไดโนเสาร์” ภาพที่ผุดขึ้นมาในสมองคือ ภาพของไดโนเสาร์ตัวโตๆ ที่มีนิสัยดุร้ายอย่าง ไทแรนโนซอรัส หรือไดโนเสาร์ตัวโตๆ แต่ต้องบอกว่า ไม่ใช่ไดโนเสาร์ทุกสายพันธุ์จะมีลักษณะเป็นกิ้งก่าขนาดยักษ์ไปเสียทั้งหมดนะ และในความเป็นจริง ไดโนเสาร์บางสายพันธุ์อาจมีรูปร่างหน้าตาประหลาดเสียจนไม่อยากจะเชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริงๆ บนโลกใบนี้ และการค้นพบครั้งใหม่ ได้นำเราไปรู้จักกับไดโนเสาร์รูปร่างหน้าตาคล้ายเป็ด ที่มีชื่อค่อนข้างจะยาวและประหลาดว่า Halszkaraptor escuilliei

มีการประเมินว่า เจ้าไดโนเสาร์เป็ดน่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงราวๆ 75 ล้านปีก่อน ในบริเวณที่เป็นประเทศมองโกเลียในปัจจุบัน ดูๆ ไปแล้วมันมีลักษณะของความเป็นลูกผสมระหว่างเป็ดและหงส์ แต่มาพร้อมกรงเล็บที่แหลมคมบนเท้าทั้ง 2 ข้าง และภายในจะงอยปากก็มีฟันอันแหลมคม ทำให้มันมีลักษณะของความเป็นสัตว์นักล่าที่ดุร้าย และเชื่อเถอะว่าไม่มีใครอยากเจอกับมันแบบตัวต่อตัวอย่างแน่นอน

การค้นพบใหม่ ไดโนเสาร์เป็ด ที่แปลกประหลาดซะจนไม่อยากเชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริง

และมันถูกเรียกชื่ออย่างสั้นๆ ว่า “Halszka” และในขณะที่นักบรรพชีวินวิทยา (Paleontologists วิชาที่ศึกษาลักษณะรูปร่าง ลักษณะความเป็นอยู่ และประวัติการวิวัฒนการของสิ่งมีชีวิต) ได้ขุดพบซากฟอสซิลของมัน ก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า นี่มันคือฟอสซิลของจริงๆ เปล่า? โดยคุณ Andrea Cau ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมที่ค้นพบซากฟอสซิลของไดโนเสาร์เป็ด กล่าวว่า “นี่คือฟอสซิลโครงกระดูกของจริง หรือเป็นโครงกระดูกปลอมที่มนุษย์สร้างขึ้นกันแน่ และเราจะพิสูจน์อย่างไรดีว่ามันคือของจริง และการตั้งสมมติฐานเอาไว้ก่อนว่ามันเป็นของปลอม คือจุดเริ่มต้นที่ดีของการตรวจสอบซากฟอสซิลที่มีลักษณะแปลกประหลาด”

การค้นพบใหม่ ไดโนเสาร์เป็ด ที่แปลกประหลาดซะจนไม่อยากเชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริง

เจ้าไดโนเสาร์เป็ดตัวนี้น่าจะว่ายน้ำเก่งพอตัว ด้วยลักษณะของเท้าที่มีพังผืด ทำให้มันว่ายน้ำได้อย่างง่ายดาย และด้วยลักษณะของลำคอที่เรียวยาว ทำให้มันมีความคล้ายหงส์ และตรงช่วงปลายปีก และปลายนิ้วเท้าของมันมีเล็บแหลมคมเพื่อใช้ในการจับเหยื่อ และจะงอยปากที่มีรูปทรงคล้ายปากเป็ดก็มีฟันแหลมคมเพื่อฉีกเนื้อ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเจ้าไดโนเสาร์เป็ดเก่งทั้งการล่าบนบกและบนผิวน้ำ และดูเหมือนว่ามันจะเป็นสัตว์นักล่าที่แข็งแกร่งมากทีเดียว และการค้นพบครั้งนี้ ยังเป็นเครื่องยืนยันแนวคิดที่ว่า ไดโนเสาร์นี้มีความเกี่ยวข้องกับสายพันธุ์นกในปัจจุบันมากกว่าสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ และผลการวิจัยแบบเต็มๆ มีการตีพิมพ์ลงในวารสาร The Nature (ดูข้อมูลเต็มๆ ได้ในแหล่งข้อมูลอ้างอิง) ซึ่งมีข้อมูลน่าสนใจที่ระบุว่า เจ้าไดโนเสาร์เป็ด อยู่ตรงส่วนไหนของวิวัฒนาการไดโนเสาร์ รวมถึงข้อมูลที่ว่าเจ้าไดโนเสาร์หน้าตาประหลาดนี้ มีความเกี่ยวพันอย่างไรกับสายพันธุ์นกน้ำในปัจจุบัน

ที่มา: https://news.thaiware.com/12012.html

 

นักวิจัยอังกฤษพัฒนา ‘เซลล์พลังงานไฮโดรเจน’ เพื่อใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า

A BlueSG electric car-sharing vehicle is parked at a charging station in a public housing estate in Singapore

A BlueSG electric car-sharing vehicle is parked at a charging station in a public housing estate in Singapore

 ที่โพสใน Facebook : https://www.facebook.com/hone.namfon/posts/1543268562425674

 

         บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ๆ เกือบทั้งหมด กำลังหันไปผลิตรถยนต์แห่งอนาคต นั่นก็คือรถยนต์ระบบไฟฟ้าเเละไฮบริด เเต่รถยนต์ระบบไฟฟ้าทั้งคันเกือบทุกยี่ห้อยังมีข้อด้อยอยู่ นั่นก็คือการชาร์ทไฟเเต่ละครั้งเพียงพอเเค่การใช้งานเป็นระยะทางเเค่ 300 กิโลเมตรกว่าเท่านั้น   

ขณะนี้ ทีมนักวิจัยในอังกฤษที่มหาวิทยาลัย Warwick กำลังคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่อาจเเก้ปัญหาข้อจำกัดของแบตเตอรี่รถยนต์ระบบไฟฟ้าได้ เเละเทคโนโลยีนี้กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

Mark Amor-Segan นักวิจัยเเห่งมหาวิทยาลัย Warwick กล่าวว่า มีลูกค้ามากมายเดินเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทีมงานกำลังพัฒนาอยู่นี้ ตั้งเเต่บริษัทผลิตรถยนต์เพื่อการกีฬาเเบบสุดขั้ว จนถึงผู้ผลิตรถยนต์ใช้งานทั่วไปไม่ว่าจะเป็นบริษัท Jaguar หรือ Landrover เเละผู้ผลิตรถ Nissan

เขากล่าวว่า จะเห็นได้ว่ามีลูกค้าหลากหลายประเภทมาก ซึ่งหมายความว่าจะมีความต้องการใช้งานที่เเตกต่างกัน ส่งผลต่อการทดสอบและการตั้งคุณสมบัติให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

ทีมนักวิจัยในอังกฤษทีมนี้กำลังพัฒนาเซลล์พลังงานหรือ fuel cell ที่แตกต่างไปตามความต้องการใช้งาน โดยใช้สารเคมีเคลือบพิเศษชนิดหนึ่งที่ทีมงานเรียกว่า “Ink” หรือ หมึก

Dr. Emma Kendrik แห่งมหาวิทยาลัย Warwick กล่าวว่า สารเคมีพิเศษที่กำลังพัฒนานี้มีความข้นสม่ำเสมอ สะท้อนเเสงเเละเป็นเนื้อเดียวกัน เทง่าย ซึ่งเมื่อนำไปทาเคลือบแผ่นวัสดุที่ต้องการในห้องทดลองชั้นล่าง ก็จะได้อิเลคโทรดที่มีความสม่ำเสมอ

Dr. Marcus Jahn สมาชิกทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Warwick กล่าวว่า ทีมงานจะเคลือบหมึกลงบนแผ่นฟอยล์ เเล้วปล่อยให้เเห้ง หลังจากนั้นจะนำไปเข้าเครื่องอัดรีดเพื่อให้เรียบสม่ำเสมอกัน เเละในขั้นตอนนี้ ทีมงานสามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องการปรับระดับของเซลล์พลังงาน เเล้วเเต่ว่าต้องการเดินทางได้ไกลหรือว่าต้องการไปถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว

ในขั้นตอนที่สอง เป็นการนำเทคโนโลยีเซลล์พลังงานไฮโดรเจนไปใช้ในร่วมกับระบบของรถยนต์ไฟฟ้า

Mark Amor-Segan นักวิจัยเเห่งมหาวิทยาลัย Warwick กล่าวว่า ในอนาคตจะมีการรวมเอาเทคโนโลยีรถยนต์ระบบไฟฟ้าที่มีเเบตเตอรี่ไฟฟ้าไปใช้งานร่วมกันเทคโนโลยีเซลล์พลังงานไฮโดรเจน ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยชาร์ทแบตเตอรี่ของรถยนต์ที่ใช้งานจนเกือบหมด โดยปลอดจากการสร้างมลพิษต่อสิ่งเเวดล้อม

การนำเทคโนโลยีทั้งสองอย่างไปใช้ร่วมกันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ในที่สุดเเล้ว เป้าหมายของทีมงานคือการพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ระบบไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์ทไฟอีกเลย เพราะระบบเซลล์พลังงานไฮโดรเจนที่ใช้ร่วมด้วยจะช่วยในการชาร์ทเเบตเตอรี่ไปในตัวในขณะขับขี่

ทีมนักวิจัยอังกฤษทีมนี้กล่าวว่า รถยนต์ระบบไฟฟ้าทั้งคันร่วมกับระบบเซลล์พลังงานนี้ ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะพัฒนาสำเร็จ แต่พวกเขากล่าวว่าจุดจบของการใช้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในกำลังใกล้เข้ามาเเล้ว

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

ที่มาhttps://www.voathai.com/a/tech-self-charging-battery-tk/4161568.html

ทำไม? เราจึงควร “ซ่อมทันที” สายชาร์จที่แม้จะขาดเล็กน้อย มีอันตรายกว่าที่คุณคิด!

http://nuclear.rmutphysics.com/blog-sci7/?p=21613

https://www.facebook.com/oat.nantapong/posts/1146241255509181?pnref=story

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1641755705889242

หลายคนบอกว่ามันขาดนิดเดียว แค่ฉนวนหุ้มภายนอกเท่านั้นก็ใช้งานต่อได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิด เพราะฉนวนหุ้มขาด แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกับการส่งข้อมูลหรือสายไฟฟ้าภายในเครื่อง แต่มันก็จะมีข้อเสียตรงที่เมื่อฉนวนหุ้มสายไฟขาด อาจจะทำให้เกิดไฟฟ้ารั่วออกมาได้ จนทำให้มีสิทธิ์ที่ทำให้สายไฟนั้นกลับมาช็อตร่างกายของผู้ใช้เองได้ ถ้าไม่ซ่อม หรือเปลี่ยนสายใหม่

เปอร์เซ็นความเสี่ยงขึ้นอยู่กับคุณภาพของสายด้วย หากสายชาร์จนั้นเป็นสายแท้ ก็จะมีเปอร์เซ็นไฟฟ้ารั่วน้อย แต่หากสายชาร์จนั้นเป็นสายชาร์จปลอมก็จะมีเปอร์เซ็นไฟรั่วมาก ซึ่งข่าวที่ออกมาว่าชาร์จแบตขณะเล่นโทรศัพท์แล้วถูกไฟช็อตตายก็เกิดจากสายชาร์จปลอมทั้งนั้น

 

 

และการพันเทปก็ถือว่าเป็นการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ดี แต่มันก็ช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง เพราะถึงยังไงก็ยังมีไฟฟ้ารั่วออกมาอยู่ดีนั่นแหละ และนี่คือความเสี่ยงที่คุณอาจจะต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่เลยก็ได้ ถ้าหากยังดื้อดึงใช้สายชาร์จขาดๆอยู่

– ไฟฟ้าลัดวงจรในเครื่อง

สายชาร์จที่ขาดหรือชำรุดนั้น อาจจะมีกระแสไฟฟ้าที่มากน้อยเข้าไม่เท่ากัน ซึ่งถ้ามือถือของคุณได้รับกำลังไฟที่ไม่สม่ำเสมอแบบนี้ การลัดวงจรมักจะเกิดขึ้นได้

– การชาร์จไฟไม่เต็มที่

เมื่อทางเดินไฟมีอุปสรรค์ เสียบเข้าไปติดบ้างดับบ้าง จะทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่สั้นลง แบตบวม เครื่องร้อนเร็ว ส่งผลต่อการทำงานของ ระบบการบอกสัญญาณไฟฟ้าได้ เป็นสาเหตุหนึ่งของแบตเสื่อม

– เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ราบรื่น / ไม่ติด

อันนี้ผมเจอมากับตัว ทุกครั้งที่เวลาขับรถผมจะชอบเสียบสายชาร์จต่อโทรศัพท์เข้ากับรถเพื่อเปิดเพลงฟัง แต่พอนานๆไปสังเกตว่าสายชาร์จขาด(เพราะอาจจะตากแดดในรถ) ทีนี้ก็ดื้อใช้ จนกระทั่งตอนนี้โทรศัพท์ของผมต่อกับรถไม่ติดอีกเลย แต่บางครั้งก็ติดบ้าง ซึ่งมันน่ารำคาญมากๆ รู้งี้ผมซื้อสายใหม่มาใช้ ไม่ต้องลำบากเปลี่ยนโทรศัพท์ดีกว่า เซ็งเป็ด

เล็งใช้วิธีดัดแปลงพันธุกรรมสร้างสุดยอดมนุษย์อวกาศ

เล็งใช้วิธีดัดแปลงพันธุกรรมสร้างสุดยอดมนุษย์อวกาศ

  • มนุษย์อวกาศได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกที่แผ่มาต้องตัวอยู่ตลอดเวลาImage copyrightALAMY
คำบรรยายภาพมนุษย์อวกาศได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกที่แผ่มาต้องตัวอยู่ตลอดเวลา

โพส Facebook : https://www.facebook.com/hone.namfon/posts/1539791156106748

การคัดเลือกมนุษย์อวกาศเพื่อปฏิบัติภารกิจนอกโลก มีแนวโน้มจะมองหาบุคคลที่แข็งแกร่งและมีลักษณะเหมาะสมต่อการเดินทางเป็นเวลานานในอวกาศได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเริ่มมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนมองว่า อาจเป็นการง่ายกว่าหากสามารถดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในอวกาศ แทนการมุ่งปรับสภาพแวดล้อมนอกโลกให้เหมาะกับมนุษย์เหมือนที่แล้วมา

คุณสมบัติที่ดีหลายอย่างซึ่งจำเป็นต่อการอยู่อาศัยและทำงานในอวกาศนั้น ทุกวันนี้มีแนวโน้มว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้จากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือตัดต่อยีน ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถใช้กำจัดลักษณะไม่พึงประสงค์หรือเพิ่มลักษณะที่ดีเข้าไปเพื่อการรักษาโรคได้บ้างแล้ว ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตเราอาจดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้กำเนิดมนุษย์อวกาศที่มีมวลกระดูกหนาเป็นพิเศษ มีความทนทานต่อรังสีคอสมิกได้ดี มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ทั้งสามารถถ่ายทอดลักษณะนี้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานที่จะเกิดและเติบโตในอาณานิคมต่างดาวต่อไปได้อีกด้วย

ประเด็นนี้เป็นที่สนใจในหมู่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ ที่งานประชุมเชิงปฏิบัติการซึ่งจัดขึ้นที่เมืองฮันท์สวิลล์ รัฐแอละแบมาของสหรัฐฯเมื่อไม่นานมานี้

ลูกา ปาร์มิตาโน นักบินอวกาศขององค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA บอกว่า ร่างกายของมนุษย์อวกาศจำเป็นจะต้องแตกต่างจากคนทั่วไป และต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนอกโลกที่ปราศจากแรงโน้มถ่วง ทั้งมีรังสีคอสมิกที่ทำอันตรายต่อสุขภาพและดีเอ็นเอของตนเองเข้มข้นกว่าบนโลกหลายเท่า

นายทิม พีค ชาวอังกฤษ ได้รับเลือกเป็นนักบินอวกาศขององค์การอวกาศยุโรปในปี 2009Image copyrightESA
คำบรรยายภาพนายทิม พีค ชาวอังกฤษ ได้รับเลือกเป็นนักบินอวกาศขององค์การอวกาศยุโรปในปี 2009

ปาร์มิตาโนบอกว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 เดือนที่เขาประจำการอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว ขาทั้งสองข้างลีบเล็กลง ทั้งใบหน้าก็กลมบวมขึ้น มีความรู้สึกว่าแขนขาแต่ละข้างต่างเคลื่อนที่กันไปคนละทิศละทาง ในเวลาต่อมาเขาเคลื่อนที่ในแนวดิ่งขึ้นลงมากขึ้นกว่าจะไปทางด้านข้างในแนวราบ ทำให้คิดว่าอวัยวะอย่างขานั้นไม่มีความจำเป็นต่อมนุษย์อวกาศเท่าใดนัก

สถิติอยู่ในอวกาศนานที่สุดถึง 437 วัน เป็นของวาเลอรี พอลยาคอฟ มนุษย์อวกาศชาวรัสเซีย ซึ่งเขาก็ประสบกับผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ จากการอยู่ในสภาพแวดล้อมนอกโลกเป็นเวลานานมากเช่นกัน ทำให้ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์มุ่งคิดกันถึงการปรับสภาพยานอวกาศและอาณานิคมนอกโลกให้เหมาะกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่นอาจคิดค้นเครื่องจักรที่หมุนรอบยานอวกาศเพื่อให้กำเนิดสนามโน้มถ่วง เพื่อที่มนุษย์ในยานจะไม่สูญเสียมวลกระดูกและกล้ามเนื้อแก่ภาวะไร้แรงโน้มถ่วงมากเกินไป

การออกเดินในอวกาศ (Spacewalk)โดยยึดตัวเองไว้กับแขนกลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถานีอวกาศImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพการออกเดินในอวกาศ (Spacewalk)โดยยึดตัวเองไว้กับแขนกลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถานีอวกาศ

โรเบิร์ต แฮมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ซึ่งศึกษาผลกระทบของรังสีในอวกาศต่อสมองมนุษย์บอกว่า การปรับสภาพสถานีอวกาศหรืออาณานิคมบนดวงดาวต่าง ๆ ให้เหมาะกับลักษณะทางชีวภาพของมนุษย์นั้นสิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรอย่างมาก แต่การทำให้มนุษย์ปรับตัวเข้ากับสภาพแรงโน้มถ่วงและบรรยากาศที่ต่างจากโลกได้ จะเป็นการง่ายกว่าสำหรับการอาศัยในอาณานิคมนอกโลกที่มนุษย์อวกาศรุ่นต่อ ๆ ไปจะต้องถือกำเนิดและเติบโตขึ้นที่นั่น โดยไม่มีโอกาสเดินทางมายังโลกอีกเลย

แฮมป์สันยังบอกว่า การรอให้มนุษย์อวกาศที่ไปตั้งรกรากยังต่างดาวเกิดวิวัฒนาการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เอง ก็จะเป็นการช้าเกินไป เพราะวิวัฒนาการนั้นกินเวลาหลายชั่วรุ่นและหลายล้านปี การดัดแปลงพันธุกรรมนั้นจะเท่ากับช่วยเพิ่มพลังในการก้าวกระโดดให้กับวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคอวกาศ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ขอบเขตในการลงมือดัดแปลงพันธุกรรมนี้ควรอยู่ที่ไหน จะทำให้เกิดมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่กายภาพแตกต่างไปจากมนุษย์ในปัจจุบันอย่างสุดขั้วหรือไม่ และจะส่งผลกระทบเชิงจริยธรรมมากน้อยเพียงใด

“โอกาสที่จะพบดาวคู่แฝดของโลก หรือพบสภาพแวดล้อมต่างดาวที่เหมาะกับเรามีอยู่น้อยมาก ดังนั้นการสร้างมนุษย์สายพันธุ์ใหม่เพื่อการใช้ชีวิตในอวกาศจึงน่าสนใจมากกว่า ถึงตอนนั้นมนุษย์อาจมีสี่มือ หรือมีหางช่วยทรงตัวในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงก็เป็นได้ แต่นั่นก็แค่จินตนาการของผมเท่านั้นนะ” ปาร์มิตาโนกล่าว

ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42291383