คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

นักวิจัยจีนอวดโฉมรถที่ควบคุมได้ด้วยความคิด

ในขณะที่เรากำลังเฝ้ารอรถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองออกขายสู่คนทั่วไปอย่างใจเย็น ยานพาหนะของเรานั้นก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ไปก่อนในตอนนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์จากจีนนั้นได้คิดค้นวิธีที่ล้ำยุคขึ้นมาอีกนิดในการที่จะพาเราจากจุด A ไปยังจุด B ซึ่งด้วยการใช้อุปกรณ์สวมใส่บนศรีษะที่สามารถอ่านความคิดของเราได้นั้น รถคันใหม่ของพวกเขาก็สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าและขับถอยหลังได้ผ่านการใช้ความคิดอย่างตั้งอกตั้งใจนั้น

เซนเซอร์ทั้งหมด 16 ตัวบนหมวกนั้นได้ถูกใช้เพื่อเก็บสัญญาณไฟฟ้าจากสมองหรือที่เรียกกันว่า electroencephalogram (EEG) จากความคิดของผู้ขับรถ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะถูกแปลงไปเป็นคำสั่งสำหรับรถ กลุ่มนักวิจัยเบื้องหลังโครงการนี้กล่าวว่า  การพัฒนานั้นได้ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ซึ่งแต่เดิมพวกเขาตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้พิการนั้นสามารถเดินทางไปมาด้วยตัวเองได้

แทนที่จะแข่งขันกับรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองนั้น เทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยความคิดของพวกเขาจะส่งเสริมกันเองด้วยซ้ำไป “การพัฒนารถยนต์ที่ไม่ต้องใช้คนขับจะนำประโยชน์มาให้พวกเรามากขึ้น เนื่องจากพวกเราจะสามารถสร้างการควบคุมรถผ่านการใช้สมองได้ง่ายขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากระบบของตัวรถยนต์เอง” Duan Feng จาก Nankai University ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยในครั้งนี้กล่าว

“ท้ายที่สุดแล้ว รถยนตร์และเครื่องจักรนั้นไม่ว่าจะมีคนขับหรือไม่ก็มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์” เขากล่าว “ภายใต้ภาวะดังกล่าว เจตนาของมนุษย์จะต้องถูกรับรู้ ซึ่งในโครงการของเรานั้น มันทำให้รถสามารถอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น”

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เทคโนโลยีเช่นนี้จะปรากฏขึ้นในยานพาหนะที่ขายกันทั่วไปหรือไม่ แต่มันก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่วิศวกรต่าง ๆ จะสามารถสำรวจได้ในขณะที่เรากำลังจะก้าวออกมาจากวิธีเดิม ๆ ของการหมุนพวงมาลัยและคันเร่ง ซึ่งทีมนักวิจัยเบื้องหลังระบบใหม่นี้กล่าว  คนขับไม่จับเป็นที่จะต้องป้อนความคิดลงไปสู่ระบบตลอดเวลา โดยความคิดจะจำเป็นก็ต่อเมื่อต้องการจะเปลี่ยนเลนถนนหรือเพิ่มความเร็วให้มากขึ้นเท่านั้น วิธีเช่นนี้จะทำให้คนขับไม่จำเป็นจะต้องคอยใช้ความคิดในการควบคุมรถตลอดเวลาบนท้องถนน

ในตอนนี้ ยังไม่มีวิธีการที่จะเลี้ยวรถไปทางซ้ายหรือขวา ถึงแม้ว่าคนขับจะสามารถล็อครถได้ด้วยความคิดก็ตาม และบริษัท Great Wall Motors ของจีนเองก็ได้ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยในการทำให้รถทดสอบคันแรกสามารถใช้งานได้อยู่

“โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่สองจุด จุดแรกก็คือ  การนำเสนอวิธีการขับขี่โดยปราศจากการใช้มือหรือเท้าสำหรับผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และจุดที่สองก็คือ  การมอบรูปแบบการขับขี่แบบอัจฉริยะให้แก่ผู้ใช้งานทั่วไป”

แม้กระทั่งในรูปแบบที่ยังจำกัดอยู่ในตอนนี้ก็ยังนับว่าเป็นการพัฒนาที่น่าสนใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในด้านการควบคุมความคิด อีกทั้งรูปแบบอื่น ๆ ของเทคโนโลยีดังกล่าวเองก็อาจจะเหมาะสมที่จะเป็นมาตรฐานของยานยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้ได้ด้วยเช่นกัน

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่สามารถควบคุมพวงมาลัยด้วยความคิด แต่อย่างน้อยคุณก็อาจจะเปลี่ยนสถานีวิทยุด้วยความคิดได้ก็เป็นได้

ที่มา : [www.sciencealert.com/chinese-researchers-unveil-a-new-car-you-can-control-with-your-mind]

 

นักวิทยาศาสตร์ยก 6 เหตุผลไม่ต้องอาบน้ำทุกวันก็ได้

6 เหตุผลดีๆที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายบอกว่าไม่ควรอาบน้ำทุกวัน เพราะจะทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น ทำให้ผิวแห้ง

1. คุณไม่ได้สกปรกอะไรมากมาย
ในเมื่อคุณไม่ได้เข้ายิมทุกวัน และไม่ได้ทำงานในโรงงานเกี่ยวกับสารเคมี ดังนั้นก็ไม่มีความจำเป็นว่าคุณจะต้องอาบน้ำทุกวัน เพราะคุณไม่ได้สกปรกอย่างที่่คิด ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซาน ดิเอโกบอกไว้ว่า ผิวหนังของคนเรามีกระบวนการทำความสะอาดในตัวของมันเองอยู่แล้ว

2. ร่างกายคุณต้องการแบคทีเรีย
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังกล่าวไว้ว่า การอาบน้ำทุกวันเป็นการขจัดสิ่งดีๆ อย่างเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้ผิวหนังของคุณมีสุขภาพดีออกไป เนื่องจากแบคทีเรียตัวนี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียตัวร้ายมาทำลายผิวหนัง ดังนั้น ไม่ควรให้ผิวของเราเข้าใกล้สารเคมีที่มีอยู่ในสบู่ แชมพู น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลดูแลต่างๆ เพื่อรักษาแบคทีเรียตัวดีนี้ไว้

3. ผมจะแห้งกรอบไม่สวยงาม
การสระผมทุกวันจะทำให้น้ำมันที่มีอยู่ในเส้นผมตามธรรมชาติหลุดออก ซึ่งเป็นสาเหตุของผมชี้ฟูไม่เป็นทรง เลยมีผู้รู้แนะนำว่าทางที่ดีควรสระผมให้ได้อาทิตย์ละ 2 ครั้งเท่านั้น ยิ่งถ้าผมของคุณเสีย, อ่อนแอด้วยแล้วไม่ควรสระผมบ่อย

4.ทำให้ผิวแห้ง
อาบน้ำนานด้วยน้ำอุ่น เป็นหนทางทำให้ผิวหนังแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย เพราะน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนจะชะล้างน้ำมันที่มีอยู่บนผิวหนังออกไป ทางที่ดีควรอาบน้ำครั้งละไม่เกิน 10 นาทีดีที่สุด ในกรณีที่ต้องอาบน้ำทุกวัน และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

5. เล็บพังเพราะอาบน้ำร้อน
การอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนทำให้เล็บที่ทำมาจากร้านพังได้ เพราะน้ำอุ่นทำให้เล็บขยายตัว ทำให้สีที่ทาเล็บมาหลุดลอกได้ง่ายมากขึ้น และเล็บของคุณจะอ่อนนุ่มยิ่งขึ้นเมื่อถูกน้ำ และมันก็ทำให้เล็บเปราะ หักง่าย

6. ใช้น้ำสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
ตามองค์การเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ ได้กำหนดค่าเฉลี่ยการใช้น้ำของแต่ละครัวเรือนที่มีสมาชิก 4 คน ไว้ว่าควรใช้น้ำประมาณ 400 แกลลอนต่อวัน ซึ่งน้ำส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อการทำความสะอาด ดังนั้นควรใช้การอาบน้ำแบบฝักบัวจะดีกว่าการอาบน้ำในอ่าง เพราะการอาบน้ำในอ่างนั้นใช้น้ำเปลืองกว่า 3 เท่า

6 เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นอาจทำให้คนขี้เกียจมีความสุขขึ้นบ้างเล็กๆ เพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาปรารถนาอยู่แล้ว และพวกเขาก็จะมีเวลาเพิ่มในการทำกิจกรรมอื่นๆในชีวิต แต่อย่างไรก็ตามควรอาบน้ำให้ได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

Source

​Wi-Fi ชนิดใหม่ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่า มือถือของคุณจะไม่ดับก่อนกลับถึงบ้านแน่นอน

 

​Wi-Fi ชนิดใหม่ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่า มือถือของคุณจะไม่ดับก่อนกลับถึงบ้านแน่นอน

ถ้าหากคุณเคยค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเพื่อหาคำแนะนำถึงวิธีการประหยัดแบตเตอรี่บนเครื่องโทรศัพท์ของคุณล่ะก็ คุณจะรู้ว่าอันดับหนึ่งนั้นมักจะเหมือนกันเสมอ: ให้เปลี่ยนเป็นโหมดการบิน หรือ Airplane mode นั่นเอง

ทำไมล่ะ?

Wi-Fi ที่คุณกำลังใช้อยู่นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับมนุษย์ แต่มันก็ใช้พลังงานอย่างมากมายเหลือเกิน ซึ่งข่าวดีก็คือนักวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรในสหรัฐฯได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการขนส่งข้อมูล Wi-Fi ด้วยการใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่าของวิธีเดิม และน้อยกว่าทางเลือกประหยัดพลังงานอื่นๆเช่น Bluetooth กว่า 1,000 เท่านั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ซึ่งพวกเขาได้เรียกมันว่า Passive Wi-Fi มันเป็นอะไรที่เราต้องการมันในชีวิตเดี๋ยวนี้เลย

“เราอยากจะรู้ว่าเราสามารถส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi โดยแทบไม่ใช้พลังงานเลยได้หรือไม่” Shyam Gollakota ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยจาก University of Washington กล่าว “ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ Passive Wi-Fi ทำ เราสามารถที่จะใช้ Wi-Fi ด้วยพลังงานน้อยกว่าสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ถึง 10,000 เท่า”

Gollakota และทีมของเขาสามารถคิดวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งการส่งผ่านข้อมูล Wi-Fi พลังงานต่ำด้วยการแยกการทำงานทาง digital และ analogue ที่อยู่ในการขนส่งข้อมูลวิทยุออกจากกัน ซึ่งในหลายสิบปีที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพทางด้าน digital ที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้อย่างมาก และมันก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยทำมา แต่ไม่มีใครไปสนใจในด้านของ analog เท่าไหร่นัก ซึ่งนั่นหมายความว่ามันยังใช้พลังงานในปริมาณมากอยู่นั่นเอง

ดังนั้น แทนที่จะใช้พลังงานมากๆไปกับสัญญาณพวกนี้ Passive Wi-Fi นั้นสามารถที่จะเลือกสะท้อนคลื่นวิทยุที่เข้ามาและสร้างสัญญาณใหม่ขึ้นมาได้ในขณะที่ตัวมันนั้นสามารถดูดซับพลังงานจากสัญญาณที่มันกำลังแปลงสภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับวงจรของตัวเองได้ด้วย

Bryan Lufkin จากเว็บไซต์ Gizmodo ได้อธิบายไว้ว่า

“มีอุปกรณ์ตัวหนึ่งเสียบปลั๊กติดไว้ที่กำแพง – ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ใช้พลังงานเกือบทั้งหมดในกระบวนการนี้ – จะทำหน้าที่ส่งคลื่น analogue ไปยังตัวเซ็นเซอร์ Passive Wi-Fi ซึ่งตัวมันเองนั้นเกือบจะไม่ต้องใช้พลังงานในการทำงานเลย ซึ่งหลังจากนั้นตัวเซ็นเซอร์ก็จะเลือกคลื่นสัญญาณและสะท้อนมันต่อไปด้วยสวิตช์ digital ที่ทำหน้าที่สร้างตัว packet Wi-Fi ขึ้นมาซึ่งมอบ Internet พลังงานต่ำด้วย bit rate ที่มากถึง 11 megabits ต่อวินาทีไปยังอุปกรณ์ต่างๆอย่างเช่นโทรศัพท์ เราเตอร์ และอื่นๆอีกมากมายได้”

ในขณะที่ความเร็วดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ได้เร็วที่สุดในโลก แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก และมันก็ยังมีความเร็วสูงกว่า Bluetooth อยู่มาก ซึ่งเราคงไม่บ่นแน่นอนถ้ามันหมายถึงว่าเราสามารถที่จะกลับไปถึงบ้านได้ก่อนที่มือถือเราจะแบตหมดแล้วดับไป

ในตอนนี้ เทคโนโลยี Passive Wi-Fi นั้นถูกพิสูจน์แล้วภายในตัวมหาวิทยาลัย และมันสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ใช้ Wi-Fi ใดๆก็ได้โดยมีระยะการเชื่อมต่อไกลถึง 30 เมตรและสามารถส่งสัญญาณผ่านทะลุกำแพงได้

“เซ็นเซอร์ของเรานั้นสามารถใช้งานได้กับเราเตอร์ มือถือ แทบเล็ต หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆก็ได้ที่มีชิพ Wi-Fi ติดตั้งอยู่ สิ่งที่น่าทึ่งก็คือว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถถอดรหัส Wi-Fi packet ที่เราสร้างขึ้นมาผ่านการสะท้อนได้ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องการอุปกรณ์พิเศษใดๆเพิ่มเติมเลย”

เทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกให้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในด้านเทคโลยีของปี 2016 โดย MIT Technology Review ซึ่งได้ให้รายงานไว้ว่าอุปกรณ์ Passive Wi-Fi นี้อาจจะใช้ต้นทุนต่ำว่าหนึ่งดอลล่าร์ในการผลิตด้วย

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือเราต้องการอุปกรณ์ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่านี้ และบางทีเทคโนโลยีนี้อาจจะนำพาเราไปถึงจุดนั้นได้ก็เป็นได้

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504398

“ดงผาปูน” ชุมชนต้นแบบจัดการน้ำเมืองน่าน

“ดงผาปูน” ชุมชนต้นแบบจัดการน้ำเมืองน่าน

หลังจากประสบปัญหาน้ำ และทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรม ทำให้ชุมชนบ้านดงผาปูน จ.น่าน ร่วมกันพลิกฟื้นป่า1,000 ไร่ จนกลับมาอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นแหล่งผลิตน้ำและอาหาร สร้างรายได้

ชุมชนบ้านดงผาปูนอ.บ่อเกลือ จ.น่าน ที่รวมพลังชุมชนพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือระหว่างมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย รวมพลังประชารัฐ สานต่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ พื้นที่ลุ่มแม่น้ำน่าน ตั้งเป้าฟื้นฟูเขาหัวโล้นกว่า 3,000 ไร่

จากสายน้ำที่เคยแห้งขอด ป่าไม้ที่เคยเสื่อมโทรม กลับมาอุดมสมบูรณ์ ได้อีกครั้ง เพราะด้วยคนในชุมชนบ้านดงผาปูน อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ได้ร่วมกันพัฒนาระบบน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดินด้วยฝายชะลอน้ำ และพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยการปลูกพืชเศรษฐ กิจ อย่าง ต้นต๋าว หวาย พืชสมุนไพร และไม้ยืนต้น จากความพยายามของคนในชุมชน 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งอาหาร สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

คเณศวร น่านโพธิ์ศรี ผช.ผญบ. บ้านดงผาปูน อ.บ่อเกลือ จ.น่าน บอกว่า ป่าชุมชนแห่งนี้ ไม่เพียงจะเป็นที่ทำกินของคนในชุมชน แต่ป่าที่นี้ ยังเป็นแหล่งความรู้ ให้คนในชุมชนและเยาวชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ พันธุ์ไม้ท้องถิ่น พร้อมๆกับการปลูกฝังให้คนในชุมชนเห็นคุณค่า ความสำคัญของการมีป่า

ตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการทรัพยากรน้ำและผืนป่า ของชุมชนบ้านดงผาปูน ตามแนวพระราชดำริ ส่งผลให้เกิดเป็นเครือข่ายการจัดการทรัพยากรชุมชน และขยายผลความสำเร็จไปสู่ชุมชนบ้านนาบง ตำบลบ่อเกลือใต้ ในพื้นที่เกือบ 1,000 ไร่ ให้กับมาอุดมสมบูรณ์ โดยการสร้างระบบน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน และการปรับปรุงดิน ประกอบด้วยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นในบริเวณลำห้วยจำนวน 5 ฝายและการปลูกพืชอุ้มน้ำ เช่น กล้วยป่า กล้วยน้ำว้า และต๋าว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่
สำหรับโครงการ “พัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริพื้นที่ลุ่มแม่น้ำน่าน”ที่เกิดขึ้น คาดว่า หลังโครงการแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2562 จะสามารถฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบปัญหาเขาหัวโล้นกว่า 3,000 ไร่ ให้กลับเป็นป่าต้นน้ำเหมือนเดิม ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง ป้องกันดินถล่มส่งผลให้ประชากร 272 ครัวเรือน มีน้ำอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตรตลอดทั้งปี

VDO:https://youtu.be/4mYW3ahX0EY

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/259475

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1319800758084740

22 เทคโนโลยีสุดล้ำ บอกไว้เลยว่าคุณไม่ได้กำลังฝันไป!

anigif_enhanced-buzz-18963-1407348564-5BuzzFeed รวมภาพอุปกรณ์สุดล้ำแห่งเทคโนโลยีที่คุณชมแล้วจะไม่อยากเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถมาได้ไกลถึงขนาดนี้ เเละแน่นอนว่าเทคโนโลยีสุด WoW เหล่านี้เกิดขึ้นจริงบนโลก
และ ขอยืนยันว่าสิ่งที่คุณเห็นต่อไปนนี้ “คุณก็ไม่ได้กำลังฝันไป!”

 

เชิญชมทั้ง 22 ภาพได้เลย

22. ฝาไอศกรีมเคลื่อนไหวได้ผ่านสมาร์ทโฟนanigif_enhanced-buzz-7194-1407339018-6Via themetapicture.com

21. วีลแชร์ที่สามารถขึ้นบันไดได้ด้วยตนเองanigif_enhanced-buzz-32209-1407338419-8Via video.mit.edu

20. เปลี่ยนกระจกใสให้ทึบเพียงบิดanigif_enhanced-buzz-2415-1407338121-17Via 9gag.com

19. เเน่ใจว่าไม่มีเเมวอยู่ในถัง!??anigif_enhanced-buzz-25269-1407348409-33

Via wirefresh.com

18. เเขนกลนาฬิกาบอกเวลาด้วยการเขียนanigif_enhanced-buzz-14494-1407348556-20Via photovide.com

17. หน่วยความจำมากขึ้นเเละมีราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ
(5 MB เมื่อก่อนต้องใช้เครื่องบินในการขนย้ายเลยรึเนี่ย!)
enhanced-buzz-14132-1407349878-21yantragyan.com

16.Drone Camera หุ่นยนต์ถ่ายภาพ ที่จะติดตามถ่ายภาพคุณไปทุกที่ (ยิ่งกว่าหนังสายลับ)anigif_enhanced-buzz-2433-1407338087-19Via lacadiereparapente.over-blog.com

15. บิลบอร์ดโฆษณาสุดล้ำยิ่งกว่าเวทมนต์ใน แฮรี่ พอตเตอร์anigif_enhanced-buzz-18963-1407348564-5Via adeevee.com

14. App. แปลภาษาทันทีผ่านกล้องของสมาร์ทโฟน

Via itunes.apple.com
ชื่อ app. Word Lens Dowload

13. บอกลาซิปเเบบเก่าได้เลยanigif_enhanced-buzz-13908-1407339683-9Via gizmodo.com

12. เครื่องย้ายต้นไม้เเบบนำไปปลูกต่อได้ทั้งต้น ไม่ต้องตัดไม่ต้องโค่น

anigif_enhanced-buzz-29480-1407339983-20

Via funnyjunk.com

11. การควบคุมเม็ดทรายด้วยพลังเสียงanigif_enhanced-buzz-18909-1407349040-20Via wimp.com

10. โต๊ะเปลี่ยนเเปลงรูปได้ตามมือเรา

anigif_enhanced-buzz-23466-1407349170-8Via wimp.com

9.ปริ๊นเตอร์พกพา พิมพ์เเบบบรรทัดต่อบรรทัด

anigif_enhanced-buzz-1818-1407338100-16Via kickstarter.com
8. Camera balancer

anigif_enhanced-buzz-28108-1407338111-21Via diyphotography.net

7. ไม้บรรทัดวัดองศามุมอัตโนมัติanigif_enhanced-buzz-18815-1407339558-6Via solidsmack.com

6. กระจกล่องหน เเถมเปลี่ยนรูปได้ตามต้องการ

anigif_enhanced-buzz-25267-1407339759-4i.imgur.com

5. เเขนเทียมที่เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องเเคล่วanigif_enhanced-buzz-18106-1407348395-35Via youtube.com

4. Drone ส่งสินค้าทางอากาศanigif_enhanced-buzz-18768-1407348452-19Via youtube.com

3. กังหันลมหมุนได้จากความร้อนบนฝ่ามือanigif_enhanced-buzz-24608-1407348600-5Via fridaymorningcheer.weebly.com

2. สารเคมีป้องกันเสื้อผ้ากันเลอะ
anigif_enhanced-buzz-19438-1407348649-13Via youtube.com

1. เมื่อปี 1994 กับ ปี 2014
มนุษย์เราพัฒนามาไกลจริงๆ ครับ
enhanced-buzz-2005-1407348426-9

 

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1319031474828335

บริษัทอิสราเอลพัฒนา ‘รถบินได้’ แบบไร้คนขับ ตั้งเป้าออกสู่ตลาดในอีกสามปี

Rafi Yoeli, founder and CEO of Urban Aeronautics, stands next to a prototype of the Cormorant, a drone, at the company's workshop in Yavne, Israel Dec. 22, 2016.

บริษัทอิสราเอล Urban Aeronautics พัฒนารถบินได้ไร้คนขับที่ถูกบังคับจากระยะไกล

ยานพาหนะคันดังกล่าวขับเคลื่อนได้เหมือนรถ และมีน้ำหนัก 500 กิโลกรัม

นอกจากนั้นยังสามารถบินขึ้นในแนวตั้งในภารกิจส่งสินค้าระยะทาง 50 ถึง 70 กิโลเมตร ทั้งรูปแบบการบินไปข้างหน้าและถอยหลัง ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่ของวงการ

ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Rafi Yoeli กล่าวว่า รถบินได้ที่ไม่ต้องมีคนขับนี้มีชื่อว่า Cormorant

เขากล่าวว่า Cormorant น่าจะมีประโยชน์ต่อการใช้ในการทหาร ในอุตสาหกรรมต่างๆ และงานที่มีความเสี่ยงสูง

คุณ Rafi Yoeli กล่าวว่าบริษัทของเขาใช้เวลาพัฒนาสิ่งประดิษฐ์นี้ 15 ปี และคาดว่าอาจสามารถจำหน่ายรถบินได้ Cormorant นี้ในอีกสามปี

ศิลปินชาวเดนมาร์กสร้างสรรคผลงานอาร์ต 3 มิติ จากการฉีกกระดาษได้อย่างสวยงามและเรียบง่ายสุดๆ

HuskMitNavn คือศิลปินชาวเดนมาร์ก ที่มีฝีไม้ลายมือและความคิดจินตนาการที่น่าทึ่ง วันนี้เราจึงขอนำเสนอหนึ่งในผลงานของเขาที่เรียกได้ว่า มีเอกลักษณ์และน่าสนใจสุดๆ กับผลงานอาร์ต 3 มิติ จากกระดาษ ที่ทำออกมาแบบง่ายๆ แต่กลับดูดีและสวยงามเป็นอย่างมาก เพียงแค่วาดภาพลงไปแล้วทำการใช้มือฉีกกระดาษออกมา เท่านี้เอง เรียกได้ว่าเป็นงานอาร์ต 3 มิติที่เรียบง่ายและใช้ได้จริงของแท้ จะเป็นยังไง ลองไปดูกัน

ภาพและข้อมูลจาก piximus.net

​ยูเรนัสอาจมีดวงจันทร์เพิ่มอีก 2 ดวง

แม้ยานวอยเอเจอร์ 2 จะบินผ่านดาวยูเรนัสไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อนแล้ว แต่นักวิจัยยังคงวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้อยู่กระทั่งปัจจุบันนี้ ล่าสุด นักวิจัยชี้ว่า ดาวยูเรนัสอาจจะมีดวงจันทร์อีก 2 ดวงขนาดเล็กที่เรายังไม่เคยค้นพบมาก่อน ใกล้ ๆ กับวงแหวนของดาวยูเรนัส

ร็อบ คานเชีย นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไอดาโฮ สหรัฐอเมริกา สังเกตเห็นรูปแบบบางอย่างในบริเวณวงแหวนของดาวในขณะที่วิเคราะห์ดูภาพถ่ายตั้งแต่ปี 1986 จากยานวอยเอเจอร์ เขาได้สังเกตว่าแถบวงแหวนแอลฟา อันเป็นแถบวงแหวนที่สว่างที่สุดของดาวยูเรนัส มีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงเป็นคาบ ๆ และยังพบรูปแบบที่คล้าย ๆ กันที่บางส่วนของแถบวงแหวนเบตาอีกด้วย

“ถ้าคุณดูรูปแบบในแต่ละบริเวณของวงแหวน คุณจะพบว่าความยาวคลื่นที่ได้นั้นแตกต่างกัน ซึ่งหมายความว่า ในขณะที่คุณเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ วงแหวน ก็มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วย เป็นบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงความสมมาตร” ผศ.แม็ตต์ เฮดแมน นักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยไอดาโฮ เผย โดยผลงานวิจัยกำลังจะได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ The Astronomical Journal

คานเชีย และเฮดแมน เป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านวงแหวนของดาวเคราะห์ โดยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลจากยานแคสซินีขององค์การบริเวณการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ซึ่งปัจจุบันยานนี้ยังอยู่ที่ดาวเสาร์ ข้อมูลจากยานแคสซินีก็จะทำให้นักวิจัยได้ไอเดียว่าวงแหวนนั้นควรจะมีพฤติกรรมอย่างไร

เมื่อได้รับทุนสนับสนุนจากนาซา คานเชียและเฮดแมนจึงได้ศึกษาข้อมูลจากยานวอยเอเจอร์ 2 โดยได้วิเคราะห์ลักษณะการบดบังคลื่นวิทยุในช่วงที่วอยเอเจอร์ 2 ส่งสัญญาณวิทยุผ่านวงแหวนกลับมายังโลก และศึกษาการบดบังคลื่นจากดวงดาว เมื่อยานกำลังวัดแสงของดาวที่อยู่เบื้องหลังผ่านวงแหวนของยูเรนัส ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ทราบข้อมูลว่าวัสดุที่ประกอบขึ้นมาเป็นวงแหวนของยูเรนัสนั้นมีอะไรบ้าง

นักวิจัยได้พบว่า รูปแบบในวงแหวนของดาวยูเรนัสมีลักษณะคล้ายกับโครงสร้างวงแหวนของดาวเสาร์ซึ่งดวงจันทร์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เรียกว่า moonlet wake

และนักวิจัยก็ได้ประเมินไว้ว่า moonlet หรือดวงจันทร์จิ๋วในวงแหวนของของดาวยูเรนัสนั้นอาจจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงแค่ 4 ถึง 14 กิโลเมตร เล็กเหมือนกับที่พบที่ดาวเสาร์ แต่ก็ถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับดวงจันทร์ดวงอื่น ๆ ที่เคยพบมาของดาวยูเรนัส ซึ่งปกติแล้วดวงจันทร์ของดาวยูเรนัสก็ตรวจพบได้ยากอยู่แล้วเพราะพื้นผิวถูกปกคลุมไปด้วยวัสดุมืด

“เรายังไม่ได้เห็นดวงจันทร์หรอก แต่แนวคิดของเราคือดวงจันทร์ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้จะต้องเล็กมาก ๆ และอาจจะถูกมองข้ามไปได้ง่าย ภาพจากวอยเอเจอร์ไม่ได้ละเอียดพอที่จะหาดวงจันทร์เหล่านี้เจอได้ง่าย ๆ”

นอกจากนี้ การค้นพบครั้งนี้ยังช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดวงแหวนของดาวยูเรนัสจึงมีลักษณะแคบกว่าเมื่อเทียบกับดาวเสาร์ ซึ่งหากมีดวงจันทร์แฝงอยู่ในวงแหวนจริง ดวงจันทร์ดวงนี้ก็ทำหน้าที่เหมือนสุนัขเลี้ยงแกะที่คอยทำให้วงแหวนไม่กระจายออกไป โดยดวงจันทร์ 2 ดวงจาก 27 ดวงของยูเรนัสที่เราพบมาก่อนหน้านี้ก็ทำหน้าที่เป็นสุนัขเลี้ยงแกะมาด้วยเช่นกัน

“ปัญหาของการรักษาวงแหวนให้แคบนั้นเป็นสิ่งที่เราค้นพบมากับยูเรนัสตั้งแต่ปี 1977 และยังคงเป็นจริงในหลาย ๆ ปี ผมจะดีใจมากหากว่าดวงจันทร์จิ๋วในแถบวงแหวนนี้เป็นเรื่องจริง และเราสามารถใช้ดวงจันทร์เหล่านี้เป็นกุญแจไขปริศนาต่อไปได้”

แม้ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันจากกล้องโทรทรรศน์หรือยานอวกาศว่าดวงจันทร์ที่พบใหม่ทั้งสองนั้นมีจริงหรือไม่ แต่นักวิจัยทั้งสองก็เชื่อว่าการศึกษารูปแบบของวงแหวนดาวยูเรนัสจะทำให้ช่วยไขปริศนาได้อีกมากมาย

“เหลือเชื่อมากที่ข้อมูลจากยานวอยเอเจอร์ 2 ยังคงทำให้เราได้รู้อะไรใหม่ ๆ จนถึงทุกวันนี้” เอ็ด สโตน นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการวอยเอเจอร์ เผย

อ้างอิง: NASA/Jet Propulsion Laboratory. (2016, October 25). Uranus may have two undiscovered moons. ScienceDaily. Retrieved October 29, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/10/161025115158.htm

งานวิจัย: R. O. Chancia, M. M. Hedman. Are there moonlets near Uranus’ alpha and beta rings? The Astronomical Journal, 2016; (accepted) [link]

​สติปัญญาของมนุษย์อาจมีวิวัฒนาการมาจากการช่วยเลี้ยงทารก       ข่าววิทยาศาสตร์

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ สหรัฐอเมริกา ตั้งทฤษฎีว่า สติปัญญาของมนุษย์อาจจะพัฒนามาจากความจำเป็นในการต้องเลี้ยงเด็กทารกที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

สตีเฟน เพียนตาโดซี และ เซเลสเต คิดด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบสติปัญญา สร้างโมเดลวิวัฒนาการที่ชี้ว่า ความฉลาดของมนุษย์อาจจะพัฒนามาจากความจำเป็นต้องเลี้ยงดูเด็กทารก โดยได้เผยแพร่งานวิจัยในวารสารวิชาการ Proceedings of the National Academy of Sciences แล้ว

“ทารกของมนุษย์นั้นเกิดมาไม่สมบูรณ์เท่ากับทารกของสิ่งมีชีวิตสปีซีส์อื่น ตัวอย่างเช่น ยีราฟเกิดมาก็ยีน เดิน หรือแม้กระทั่งวิ่งหนีผู้ล่าหลังจากเกิดมาได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง เทียบกับมนุษย์แล้ว ทารกไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย” คิดด์อธิบาย

“ทฤษฎีของเราคือว่า อาจจะมีวัฏจักรบางอย่างที่สุดท้ายแล้ว สมองที่ใหญ่ของมนุษย์ก่อให้เกิดลูกที่ยังไม่เจริญเต็มที่ และลูกที่ยังไม่เจริญเต็มที่ก็ไปทำให้สมองของพ่อแม่ใหญ่ขึ้น โมเดลของเราคือ พลวัติเหล่านี้จะก่อให้เกิดพ่อแม่ที่ฉลาดมาก ๆ และลูกที่เกิดมายังไม่เจริญเต็มที่มาก”

กล่าวคือ เนื่องจากมนุษย์มีสมองที่ใหญ่มาก ๆ ทารกจึงต้องเกิดมาเร็วเพื่อไม่ให้หัวใหญ่เกินไปจนคลอดออกมาไม่ปลอดภัย เมื่อคลอดแล้ว ทารกจึงยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น จึงต้องมีพ่อแม่ที่ฉลาดมาคอยดูแล ผลก็คือ ความกดดันเหล่านี้ทำให้สมองของมนุษย์ใหญ่ขึ้นและลูกก็เกิดเร็วขึ้นด้วย จนกลายเป็นสปีซีส์ของมนุษย์ที่ค่อยข้างแตกต่างกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ ตรงที่มีสติปัญญาสูง

เพียนตาโดซี และ คิดด์ ได้ทดสอบโมเดลนี้แล้วชี้ว่า การยังไม่เจริญเต็มที่ของเด็กนั้นน่าจะมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับระดับสติปัญญาทั่วไป

“สิ่งที่เราพบคือ ระยะเวลาการหย่านม ที่เป็นตัวชี้วัดว่าเด็กนั้นอยู่ในช่วงไม่เจริญเต็มที่นานแค่ไหนนั้น จัดเป็นตัวชี้วัดความฉลาดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้ดีกว่าตัวชี้วัดอื่น ๆ ไมว่าจะเป็นขนาดของสมองซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็มีความเกี่ยวข้องกับความฉลาดเช่นกัน” เพียนตาโดซี อธิบาย

นอกจากนี้ ทฤษฎีนี้ยังอาจจะช่วยหาคำตอบว่า จุดเริ่มต้นความฉลาดของมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์พิเศษกว่าสัตว์อื่น ๆ นั้น อยู่ตรงไหน

“มนุษย์นั้นมีความฉลาดที่เป็นเอกลักษณ์มาก เราสามารถเข้าสังคมได้อย่างมีเหตุผล เรามีสิ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีจิตใจ อันเป็นความสามารถในการคาดเดาความต้องการของผู้อื่น และเข้าใจได้ว่าความต้องการเหล่านั้นอาจจะไม่เหมือนกันความต้องการของตัวเอง ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากในการต้องเลี้ยงดูทารกที่ไม่สามารถพูดได้ในช่วงสองปีแรกที่เกิดมา″ คิดด์อธิบาย

“ทฤษฎีอื่น ๆ ที่ว่าทำไมมนุษย์ถึงฉลาดนั้นอาจจะมีอีกเยอะ ส่วนใหญ่ก็มักจะมีแนวคิดมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่อันตรายหรือความจำเป็นต้องล่าสัตว์ งานในสายเราคือการพยายามคิดหาทฤษฎีและพยายามอธิบายว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทำไมจึงฉลาด เมื่อเทียบกับสัตว์ในสปีซีส์อื่นที่อยู่สภาพแวดล้อมที่กดดันพอ ๆ กัน”

นอกจากนี้ นักวิจัยในสายนี้ส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า ความฉลาดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกิดมาจากความฉลาดในการเลือกว่าจะต้องวิ่งหนีหรือไม่

“ทฤษฎีของเรายังสามารถอธิบายได้ด้วยว่า ทำไมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจึงฉลาดมาก ในขณะที่ไดโนเสาร์ไม่ฉลาดเลยทั้งที่ไดโนเสาร์ก็มีความกดดันจากสภาพแวดล้อมพอ ๆ กันและมีเวลาอยู่บนโลกนานกว่า ไดโนเสาร์นั้นเกิดมาจากไข่ ดังนั้น ความฉลาดกับการไม่เจริญเต็มวัยของเด็กจึงอาจจะไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่สำหรับไดโนเสาร์”

อ้างอิง: University of Rochester. (2016, May 23). Did human-like intelligence evolve to care for helpless babies?. ScienceDaily. Retrieved May 25, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/05/160523160445.htm

งานวิจัย: Steven T. Piantadosi, Celeste Kidd.Extraordinary intelligence and the care of infants.Proceedings of the National Academy of Sciences, 2016; 201506752 DOI: 10.1073/pnas.1506752113

ทำไมหน้าต่างเครื่องบินต้องเป็นรูปทรงกลม?

หนึ่งคำถามที่เราอาจจะเคยนึกสงสัยอย่างไม่มีเหตุผลขณะที่กำลังนั่งอยู่ในเครื่องบินก็คือทำไมหน้าต่างของเครื่องบินถึงต้องเป็นรูปทรงกลมเสมอ? มันเป็นดีไซน์ที่ทางสายการบินเป็นคนเลือกหรือเปล่า? หรือว่ามันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์บางอย่างอยู่เบื้องหลังกันแน่? คำตอบนั้นค่อนข้างจะตรงไปตรงมาอย่างที่สามารถดูได้จากวิดีโอด้านล่าง แต่วิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังของกระจกเครื่องบินนั้นสุดยอดทีเดียว

1484355736040

ก่อนอื่นเลยก็คือว่ากระจกเครื่องบินนั้นไม่ได้เป็นทรงกลมมาโดยตลอด โดยในช่วงแรก ๆ ของการบินนั้นเครื่องบินก็มีหน้าต่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนอย่างกับที่เรามีในบ้านของเรานั่นแหล่ะ แต่เมื่อเครื่องบินนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น พวกมันถูกสร้างให้บินสูงขึ้นเนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง เช่น เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะอากาศแปรปรวนในชั้นบรรยากาศต่ำ ๆ ลดแรงต้าน และลดการใช้น้ำมัน เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ห้องเครื่องนั้นต้องได้รับการรักษาความดันอากาศภายในเพื่อที่ผู้โดยสารจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดในชั้นบรรยากาศที่มีออกซิเจนน้อยกว่าปกติ

ห้องเครื่องที่ถูกปรับความดันอากาศนั้นจะต้องเป็นทรงกระบอกเพื่อที่จะทำงานได้อย่างถูกต้อง และนั่นทำให้เกิดความแตกต่างของความดันระหว่างอากาศภายในและภายนอกซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเครื่องบินบินสูงขึ้น ซึ่งตัวเครื่องบินนั้นจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้เกิดความเครียดและความเค้น (stress and strain) ขึ้นกับตัววัสดุ และตรงนี้เองเป็นที่ ๆ รูปทรงของหน้าต่างนั้นกลายมาเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับทรงกระบอกที่กลมจริง ๆ นั้นความเครียดจะเคลื่อนตัวไปอย่างเรียบ ๆ ทั่ววัสดุ ซึ่งการไหลนั้นได้ถูกรบกวนจากการติดหน้าต่างเข้าไป ซึ่งถ้าหากหน้าต่างนั้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมล่ะก็ การรบกวนการไหลของความเครียดนั้นก็จะมีมากยิ่งขึ้น และแรงดันก็จะก่อตัวสูงขึ้นในจุดที่เป็นมุมแหลมและสามารถทำให้กระจกแตกรวมถึงทำให้ตัวเครื่องบินมีรอยร้าวได้ในที่สุด ซึ่งถ้าหากหน้าต่างเป็นรูปวงรีแล้วล่ะก็ ระดับของความเครียดก็จะถูกกระจายออกไปให้สมดุลได้

น่าเสียดายที่ต้องมีเหตุเครื่องบินตกถึงสองลำและงานวิจัยชั้นยอดอีกหนึ่งชิ้นกว่าที่วิศวกรจะรู้สึกตัวถึงปัญหาที่หน้าต่างสี่เหลี่ยมเป็นตัวการ ซึ่งเครื่องบินทั้งหมดหลังจากนั้นได้ถูกออกแบบโดยมีหน้าต่างเป็นรูปทรงกลมเพื่อที่จะป้องกันความมั่นคงของลำตัวเครื่องบิน และมันก็เป็นเช่นนั้นโดยตลอดมา

หลักการเดียวกันก็ได้ถูกใช้กับทั้งประตูห้องเก็บสัมภาระและประตู้ห้องเครื่อง และแน่นอนหน้าต่างรูปทรงกลมนั้นก็ยังได้ถูกใช้ทั้งในเรือและยานอวกาศเนื่องจากความมั่นคงทางโครงสร้างที่มากกว่าของมันนั่นเอง

นอกจากนั้นเราก็อาจจะสงสัยเกี่ยวกับรูเล็ก ๆ ที่มีอยู่ในหน้าต่างเครื่องบินทุกบานด้วย ซึ่งมันก็มีไว้เพื่อจัดการแรงดันและความตึงที่ก่อตัวขึ้นระหว่างแรงดันภายในและภายนอกเช่นกัน โดยหน้าต่างแต่ละบานนั้นจริง ๆ แล้วนั้นมีสามชั้น และรูที่เราเห็นนั้นช่วยทำให้แรงดันอากาศระหว่างชั้นนอกและชั้นกลางสมดุลกัน ซึ่งผลที่ได้ก็คือ แรงดันของห้องเครื่องนั้นก็จะไปลงที่หน้าต่างชั้นนอกเท่านั้นโดยมีหน้าต่างชั้นกลางไว้เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน

เท่านี้เราก็ทราบเหตุผลแล้วว่าทำไมหน้าต่างถึงต้องเป็นรูปทรงกลม?  ต่อไปหากต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่นั่งข้างเราบนเครื่องบินแล้วล่ะก็  เราก็สามารถที่จะทำให้เขาประทับใจได้ด้วยความรู้ทางวิศวกรรมของคุณ

ที่มา : www.sciencealert.com/watch-there-s-a-scientific-reason-for-why-aeroplane-windows-are-always-round

อ้างอิง : http://www.vcharkarn.com/vnews/504201

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1316355818429234/