คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

รถไต่ถัง กับ แรงสู่ศูนย์กลาง (ความรู้ทางฟิสิกส์)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1761999197198225

1522653781188

รถไต่ถัง  กับ แรงสู่ศูนย์กลาง (ความรู้ทางฟิสิกส์)

ความรู้ทางฟิสิกส์

แรงเข้าสู่ศูนย์กลาง

     หลักการของมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง  ดาวเทียม  และทดลองเหวี่ยงลูกปิงปองในถ้วยแก้วให้น้องๆดู ว่าทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

คลิกอ่านต่อครับ

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-2-3 ภาคฟิสิกส์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

สำนักพิมพ์ 

 ebook

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-2-3 ภาคฟิสิกส์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1751129644951847

    

คลิกค่ะ  ฟรี 

โดย ท่าน ผศ. สุชาติ สุภาพ มอบให้ท่าน    ฟรี

นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก ใต้ทะเล

 

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

            นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ทดลองปลูกผักสีเขียวในเรือนกระจกเพาะชำ “นีโม่ การ์เด้น” ใต้ท้องทะเล โชว์ในงาน World expo 2015

           วันที่ 23 กันยายน 2558 สำนักข่าว CCTV  เผยโปรเจคท์ทางการเกษตรสุดเจ๋งที่เห็นแล้วต้องร้องว้าวเลย เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากประเทศอิตาลี ได้ทดลองปลูกผักลงกระถางแล้วใส่ไว้ในเรือนกระจกเพาะชำที่ความลึก 8 เมตร ใต้ท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบครั้งใหม่ที่อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกเลยก็ว่าได้

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

           ในโปรเจคท์นี้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้นำผักจำพวกโหระพาและพืชสีเขียวอื่น ๆ ปลูกไว้ในเรือนกระจกเพาะชำ ที่ถูกตั้งชื่อให้น่ารัก ๆ ว่า นีโม่ การ์เด้น (Nemo’s Garden) หรือสวนของนีโม โดยภายในจะประกอบไปด้วย พืช แสงแดด ความอบอุ่น และความชื้น

           ทางนักวิทยาศาสตร์เผยว่า โปรเจคท์นี้ตั้งใจที่จะศึกษาการเจริญเติบโตของพืช เมื่ออยู่ในสภาวะจมน้ำซึ่งสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์และยังได้รับการปกป้องจากมลพิษภายนอกด้วย

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

           ทั้งนี้โปรเจคท์ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของ อิตาลี พาวิลเลียน (Italian Pavillon) ในงาน World expo 2015 ภายใต้หัวข้อว่า “เราจะให้อาหารโลกได้อย่างไร”

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

 

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

Spacex ปล่อยดาวเทียมแพร่สัญญาณ Wireless 4,425 ดวง ขึ้นสู่อวกาศ

จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส SpaceX ได้ขออนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐในการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งจะปล่อยสัญญาณ Wireless ความเร็วสูงปกคลุมหลายส่วนในโลก ซึ่งทั้งหมดแล้วจะต้องปล่อยดาวเทียมถึง 4,425 ดวง แต่ SpaceX จะเริ่มปล่อยก่อนออกไปก่อน 800 ดวง เผื่อครอบคลุมพื้นที่ในสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงรัฐปวยร์โตรีโก (Puerto Rico) และหมู่เกาะ Virgin

ดาวเทียมจะมีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 1.8 เมตร และสูง 1.2 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 390 กิโลกรัม จะโคจรอยู่ในระยะ 1,150-1,325 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก

ระดับวงโคจรและรัศมีของสัญญาณ (ภาพจาก: Business Insider)
ระดับวงโคจรและรัศมีของสัญญาณ (ภาพจาก: Business Insider)

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1713424282055717

โครงการนี้เริ่มระดมทุนแล้ว 

หลังจากที่คุณ Elon Musk ได้ประกาศแผนนี้ไปเมื่อต้นปี 2015 กลุ่มนักลงทุนมากมายก็เข้ามาร่วมลงทุนเป็นจำนวนมากถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงบริษัท Google และบริษัทลงทุนยักษ์ใหญ่ Fidelity Investments ด้วย แต่เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหม่เอี่ยม จึงยังต้องการงบประมาณทั้งหมดโดยประมาณถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

คู่แข่งของ SpaceX ในแผนการปล่อยดาวเทียมแพร่สัญญาณ Wireless

บริษัท OneWeb และ Boeing ก็กำลังพัฒนาระบบดาวเทียมปล่อยสัญญาณ Wireless นี้อยู่เหมือนกัน อีกทั้งบริษัทอย่าง Facebook และ Google ก็มีโครงการการปล่อยสัญญาณ Wireless ด้วยวงโคจรที่ต่ำกว่าดาวเทียม เช่น Aquila และ Skybender ทั้งสองโครงการนี้ก็มีความคืบหน้าไปมากแล้ว แต่อย่างไรก็ตามโครงการทั้งหมดก็ยังอยู่ในช่วงพัฒนา

โครงการ Aquila ของ Facebook
โครงการ Aquila ของ Facebook
โครงการ Skybender ของ Google
โครงการ Skybender ของ Google

การแข่งขันในการปล่อยสัญญาณ Wireless จากบนฟ้าอันดุเดือด

ในตอนนี้ภารกิจการปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากบนฟ้า (หรืออวกาศ) มีการแข่งขันกันอย่างมากมาย ทั้งในแง่ของความแรงและคงที่ของสัญญาณ ไปจนถึงเรื่องราคา ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วผู้คนในพื้นที่ที่อินเตอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึงทุกมุมโลก ก็จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน แต่เราต้องรอดูกันต่อไป ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในศึกนี้

Did You Know? เสื้อผ้าของเอิตซี ถักมาจากหนังสัตว์ 5 ชนิด

http://nuclear.rmutphysics.com/blog-sci7/?p=22969

การวิเคราะห์ด้วยเทคนิคทางพันธุศาสตร์เผยว่า มนุษย์น้ำแข็งเอิตซี (Ötzi) มีเครื่องแต่งกายหนังสัตว์ที่ถักจากหนังสัตว์หลายชนิด บ่งชี้ได้ว่าเขาน่าจะเป็นนักปศุสัตว์ที่นิยมการล่าสัตว์ป่า

ผลการศึกษาโดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน EURAC เพื่อการศึกษามัมมี่และมนุษย์น้ำแข็งในโบลซาโน ประเทศอิตาลี เผยว่า มนุษย์น้ำแข็งเอิตซีที่มีอายุกว่า 5,300 ปีนั้น มีเครื่องนุ่งห่มที่ถักทอจากหนังสัตว์หลายชนิด

นับตั้งแต่ค้นพบมัมมี่ของมนุษย์น้ำแข็งเอิตซีที่เทือกเขาเอิตซ์ทัลแอลป์ ในปี 1991 นักวิทยาศาสตร์ก็พยายามค้นหาว่าเครื่องหนังที่ติดอยู่กับร่างของเอิตซี ทำมาจากหนังสัตว์อะไรกันแน่ ตอนนี้เราก็ได้รับคำตอบแล้ว ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์โดยใช้ดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียที่สกัดมาจากเสื้อหนังของเอิตซี เซลล์แต่ละเซลล์มีไมโทคอนเดรียอยู่มากมาย ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่จะสกัดดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียที่สมบูรณ์ออกมาได้ แม้จะเป็นเซลล์ที่ตายมาแล้วหลายพันปี ต่างจากดีเอ็นเอในนิวเคลียสซึ่งมีเพียงหนึ่งหรือสองชุดต่อเซลล์เท่านั้น

ผลการวิเคราะห์เผยว่าเครื่องหนังของเอิตซีทำมาจากหนังของสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงปศุสัตว์ปะปนกัน เป็นไปได้ว่าเอิตซีใช้ชีวิตแบบกสิกรที่เลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพ และชอบเข้าป่าล่าสัตว์

ความเย็นยะเยือกรักษาสภาพเสื้อของมนุษย์น้ำแข็ง

เอิตซีสูงประมาณ 165 เซนติเมตร หนัก 50 กิโลกรัม เขาน่าจะตายเมื่ออายุได้ราว 45 ปี หลังผ่านไป5,300 ปีในสภาพเย็นยะเยือก ศพของเขาได้กลายสภาพเป็นมัมมี่ รวมถึงเสื้อผ้าเครื่องหนังของเขาก็ถูกความเย็นรักษาสภาพไว้อย่างดี

กางเกง ทำจากหนังแพะ

หมวกคลุมศีรษะ ทำจากหนังของหมีสีน้ำตาล

ผ้าเตี่ยว ทำจากหนังแกะ

รองเท้า สานจากหนังวัว

แล่งใส่ลูกธนู ทำจากหนังกวางละมั่ง

พบคลื่นความโน้มถ่วง ยืนยันทฤษฎีสัมพัทธภาพ

หน่วยปฏิบัติการระดับสูงของอุปกรณ์สังเกตการณ์ LIGO ในสหรัฐฯ สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) จากห้วงอวกาศลึกได้เป็นครั้งที่ 3 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าว มาจากการชนและรวมตัวกันของสองหลุมดำขนาดยักษ์ที่อยู่ห่างจากโลกออกไปราว 3,000 ล้านปีแสง

มีการตรวจจับสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวได้ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา และจะมีการเผยแพร่รายละเอียด ของปรากฏการณ์ครั้งนี้ในวารสาร Physical Review Letters โดยผลวิเคราะห์ชี้ว่า หลุมดำทั้งสองมีมวลมากกว่า ดวงอาทิตย์ถึง 31 เท่า และ 19 เท่า ซึ่งเมื่อรวมตัวกันแล้วได้ทำให้เกิดหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเกือบเท่ากับดวงอาทิตย์ 49 ดวง ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในเวลาอันสั้น ซึ่งทำให้เกิดคลื่นของกาล-อวกาศส่งไปทั่วจักรวาล และส่งมายังโลก โดยไม่มีแสงสว่างจากปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

หลุมดำซึ่งกำลังจะชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน หมุนอยู่ในแนวที่ไม่ขนานกัน

 

ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่า หลุมดำทั้งสองไม่ได้เกิดจากดาวแฝดที่โคจรวนรอบกันและกันมาแต่เดิม แต่เป็นดาวสองดวงในระบบที่แตกต่างกันซึ่งต่อมาเกิดการระเบิดและหดตัวจนกลายเป็นหลุมดำ ทำให้การหมุนของหลุมดำทั้งสองก่อนชนเข้ารวมกันไม่สู้จะสอดคล้องเป็นแนวเดียวกันนัก

ปรากฏการณ์คลื่นความโน้มถ่วงในครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักดาราศาสตร์ทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ข้อที่ว่าจะไม่เกิดการกระจาย (Dispersion) ของคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมายังโลกอีกด้วย เนื่องจากแหล่งกำเนิด คลื่นความโน้มถ่วงครั้งนี้อยู่ห่างไกลพอที่จะสังเกตปรากฏการณ์การกระจายได้ ซึ่งก็พบว่าไม่เกิดการกระจายขึ้นจริง ตามที่ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้

ภาพจำลองที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกมาจากหลุมดำที่กำลังจะรวมตัวกัน

อย่างไรก็ตาม ทีมนักดาราศาสตร์ของ LIGO ไม่สามารถระบุตำแหน่งในอวกาศที่หลุมดำชนกันได้อย่างชัดเจน โดยทำได้เพียงคาดคะเนว่าอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งในแถบบริเวณกว้างที่คำนวณได้เท่านั้น ซึ่งปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขเมื่อหอสังเกตการณ์เวอร์โก (VIRGO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ LIGO ในเมืองปิซ่าของอิตาลี เริ่มทำงานร่วมกับอุปกรณ์สังเกตการณ์ในสหรัฐฯในช่วงกลางปีที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ อุปกรณ์สังเกตการณ์ LIGO สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมาจากห้วงอวกาศลึกได้ เมื่อเกิดการรบกวนลำแสงเลเซอร์ในอุโมงค์ยาวรูปตัวแอล ซึ่งวิธีการนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในจักรวาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการตรวจจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว โดยในแต่ละวัน มีคลื่นความโน้มถ่วงจากทุกทิศทางในอวกาศส่งมาถึงโลกของเรา 1 ครั้งในทุก 15 นาที

คลื่นความโน้มถ่วงมักเกิดจากเหตุการณ์รุนแรงในจักรวาล เช่นการระเบิดของดาวฤกษ์และการชนกันของหลุมดำ ซึ่งคลื่นความโน้มถ่วงจะนำพาข้อมูลจากเหตุการณ์ดังกล่าวในอดีตให้เดินทางผ่านสิ่งต่าง ๆ และแผ่ไปในจักรวาลโดยไม่ถูกรบกวน

ซากแมมอธแช่แข็ง 40,000 ปี

แอลเอไทม์/เอ็มเอสเอ็นบีซี/เอเยนซี
นักวิทยาศาสตร์คาดซากแมมมอธน้อยอายุกว่า 40,000 ปีจะช่วยศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกในยุคน้ำแข็งได้ และซากที่สมบูรณ์ยังเป็นโอกาสในการจัดทำแผนที่พันธุกรรมสัตว์โบราณอีกด้วยซากลูกมอมมอธอายุกว่า 40,000 ปีซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ใต้ธารน้ำแข็งที่ไซบีเรียตอนเหนือถูกค้นพบตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมาโดยคนเลี้ยงกวางเรนเดียร์ชาวเมืองซาเลฮาร์ดของรัสเซีย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าซากสิ่งมีชีวิตโบราณนี้จะช่วยในการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก ทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะพวกเขาจะรวบรวมแผนที่พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ที่สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง

ซาก แมมมอธน้อย แช่แข็ง 4 หมื่นปีช่วยศึกษาอากาศโลก

ซากสีน้ำตาลขนาด 4 ฟุตซึ่งอยู่ในสภาพดีที่สุดเท่าที่เคยพบมานี้เป็นซากของแมมอธเพศเมียอายุ 6 เดือนที่มีทั้งงวง และดวงตาอย่างครบถ้วน รวมทั้งยังคงหลงเหลือขนบางส่วน แม้ว่าหางและใบหูส่วนหนึ่งจะมีร่องรอยของการกัดออกไปก็ตาม และมีน้ำหนักประมาณ 110 ปอนด์ ซึ่งเป็นขนาดพอๆ กับสุนัขขนาดใหญ่เลยทีเดียว แมมมอธน้อยนี้ได้ชื่อว่า “ลิวบา″ (Lyuba) ตามชื่อภรรยาของยูริ คุดิ (Yuri Khudi) ผู้พบซากดังกล่าว และหลังจากการค้นพบ “มัมมี่” โดยธรรมชาตินี้ก็ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่สถาบันสัตววิทยาแห่งสภาวิทยาศาสตร์รัสเซีย (Russian Academy of Sciences’ Zoological Institute)”ช่างเป็นลูกแมมอธน้อยที่น่ารักจริงๆ พบในสภาพที่สมบูรณ์แบบ ซากตัวอย่างนี้อาจเป็นปัจจัยหนึ่งเดียวที่ช่วยให้เราถอดรหัสพันธุกรรมคร่าวๆ ของแมมมอธได้” อเลกไซ ทิโกนอฟ (Alexei Tikhonov) รองผู้อำนวยการสถาบันสัตววิทยาแห่งสภาวิทยาศาสตร์รัสเซียกล่าว แมมมอธก็เป็นสัตว์อย่างที่คุณเห็นนี่แหละ และคุณก็ทราบว่ามียุคที่เกิดหลังพวกมันอย่างแท้จริงซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เราต้องใช้ความรู้ที่เราได้จากพวกเขา (แมมมอธ)” ทิโกนอฟกล่าว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแมมมอธอาศัยอยู่บนโลกในช่วง 4.8 ล้านปีถึงประมาณ 4,000 ปีที่ผ่านมา และจากการศึกษาทำให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศหรือการไล่ล่าเกินพอดีของมนุษย์อาจเป็นสาเหตุให้ช้างโบราณนี้สูญพันธุ์ ลิวบาถูกแช่แข็งอยู่นานกว่า 40,000 ปี ซึ่งขณะคุดิพบซากของเธอที่บางส่วนของร่างปกคลุมไปด้วยหิมะที่เปียกชื้น เขานึกว่าเป็นกวางเรนเดียร์ที่ตายแล้ว แต่เมื่อทราบว่านั่นคือแมมมอธ นักวิทยาศาสตร์ก็ถูกตามตัวเพื่อไปเคลื่อนย้ายซากแมมมอธน้อยซึ่งปัจจุบันถูกเก็บไว้ในตู้แช่แบบพิเศษ ทางด้านทิโกนอฟไม่แนะนำให้โคลนแมมมอธนี้ไว้ เนื่องจากการโคลนนิงจะทำได้ก็ต่อเมื่อองค์ประกอบภายในเซลล์อยู่ครบสมบูรณ์ หากแต่การแช่แข็งจะเป็นสาเหตุให้เซลล์แตกสลาย การเดินทางขั้นต่อไปของซากแมมมอธลิวบาคือการไปประจำอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สัตววิทยาในเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก และเธอจะได้ไปอยู่ร่วมกับซากแมมมอธเพศผู้อีกตัวที่ชื่อ “ดิมา″ (Dima) ซึ่งเป็นตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ที่รู้จักกันดีที่สุดในรัสเซียและได้รับการค้นพบในเมืองมากาดานทางตะวันออกไกลของรัสเซียเมื่อปี 2520พวกเขาจะเป็นคู่ที่ดีมากๆ เพราะทั้งคู่มีอายุราว 40,000 พอๆ กัน” ทิโกนอฟให้ความเห็น จากเซนต์ปิเตอร์เบิร์กลิวบายังต้องมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยจิเคอิ (Jikei University)  ในญี่ปุ่นเพื่อรับการวิเคราะห์การทำแผนที่ 3 มิติด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับร่างกายของเธอ และกลับมารับการผ่าชันสูตรซากที่เซนต์ปิเตอร์เบิร์กอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำซากเธอกลับไปแสดงที่เมืองซาเลฮาร์ดของรัสเซีย
ซาก แมมมอธน้อย แช่แข็ง 4 หมื่นปีช่วยศึกษาอากาศโลก
ซากแมมมอธนี้เป็นหลักฐานของสิ่งมีชีวิตโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ขนาดความยาวประมาณ 4 ฟุต มีงวง ดวงตาอย่างสมบูรณ์และมีขนแซมให้เห็น และมีร่องรอยถูกกัดที่ใบหูกับหางเล็กน้อย

พบดาวเคราะห์น้อย “โอมูอามูอา” อาจมีน้ำอยู่ด้านใน

พบดาวเคราะห์น้อย “โอมูอามูอา” อาจมีน้ำอยู่ด้านใน

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดาวเคราะห์น้อย "โอมูอามูอา" มีรูปร่างยาวรีผิดจากวัตถุอวกาศทั่วไปImage copyrightESO/M. KORNMESSER
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดาวเคราะห์น้อย “โอมูอามูอา″ มีรูปร่างยาวรีผิดจากวัตถุอวกาศทั่วไป

โพสลง facebook : https://web.facebook.com/mild.efc/posts/1794986043926886

ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากนักดาราศาสตร์ชี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยรูปทรงประหลาด “โอมูอามูอา″ ซึ่งมาจากนอกระบบสุริยะ อาจมีน้ำในรูปของน้ำแข็งอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า โอมูอามูอาไม่ได้แผ่กลุ่มก๊าซหรือไอน้ำออกมาโดยรอบเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยดวงอื่น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนสันนิษฐานว่า โอมูอามูอาไม่มีน้ำแข็งเป็นองค์ประกอบหรือมีอยู่น้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดจากนักดาราศาสตร์มหาวิทยาลัย Queen’s University Belfast (QUB)ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy ชี้ว่า น่าจะมีน้ำแข็งอยู่ภายใต้เปลือกผิวที่เป็นคาร์บอนหนาของโอมูอามูอา โดยอาจอยู่ลึกลงไปราวครึ่งเมตรหรือมากกว่า

“เมื่อดาวเคราะห์น้อยนี้เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ อุณหภูมิที่พื้นผิวจะอยู่ที่ราว 300 องศาเซลเซียส แต่ถ้าส่วนที่เป็นน้ำแข็งอยู่ลึกลงไป พื้นผิวดาวที่มีคาร์บอนอยู่มากก็จะยังรักษาน้ำแข็งด้านในนั้นไว้ได้” ศาสตราจารย์ อลัน ฟิตซ์ซิมมอนส์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยกล่าว โดยอธิบายด้วยว่าการสัมผัสรังสีคอสมิกในอวกาศมาเป็นเวลานาน ทำให้โอมูอามูอาเกิดเปลือกหุ้มหนาที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Gemini North ที่ฮาวาย คือสถานที่ติดตามศึกษา "โอมูอามูอา" ในครั้งนี้Image copyrightGEMINI NORTH
คำบรรยายภาพหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Gemini North ที่ฮาวาย คือสถานที่ติดตามศึกษา “โอมูอามูอา″ ในครั้งนี้

ดร. มิเชล แบนนิสเตอร์ ผู้ร่วมทีมวิจัยอีกผู้หนึ่งกล่าวว่า เมื่อสำรวจลักษณะการสะท้อนแสงอาทิตย์ของโอมูอามูอาแล้วพบว่า มีการสะท้อนแสงทั้งในแถบความยาวคลื่นที่มองเห็นด้วยตาและในแถบอินฟราเรด ซึ่งยืนยันว่าดาวเคราะห์น้อยนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์จากต่างดาว

“โอมูอามูอายังมีลักษณะอื่น ๆ เหมือนกับวัตถุอวกาศที่พบได้ตามรอบนอกของระบบสุริยะ ซึ่งทำให้คาดได้ว่ากระบวนการก่อตัวของดาวเคราะห์และดาวเคราะห์น้อยต่าง ๆ ในระบบสุริยะของโลก ก็คล้ายคลึงกับกระบวนการเดียวกันที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะอื่น ๆ นั่นเอง” ดร.แบนนิสเตอร์กล่าว

ทั้งนี้ ดาวเคราะห์น้อยโอมูอามูอามีชื่อเป็นภาษาฮาวายซึ่งแปลว่า “ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่มาถึงเป็นคนแรก” เนื่องจากเป็นวัตถุอวกาศชิ้นแรกที่ล่องลอยมาจากนอกระบบสุริยะที่ห่างไกล ซึ่งนักดาราศาสตร์ตรวจพบเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา

นักดาราศาสตร์เชื่อว่า "โอมูอามูอา" ล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกมานานหลายร้อยล้านปีแล้วImage copyrightNASA/JPL-CALTECH
คำบรรยายภาพนักดาราศาสตร์เชื่อว่า “โอมูอามูอา″ ล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกมานานหลายร้อยล้านปีแล้ว

รูปร่างยาวรีคล้ายซิการ์ของโอมูอามูอา ออกจะผิดแปลกไปจากดาวเคราะห์น้อยทั่ว ๆ ไป ทำให้มีบางคนสันนิษฐานว่า ที่จริงแล้วดาวเคราะห์น้อยนี้ไม่ใช่วัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาว อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจเบื้องต้นด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุในโครงการ Breakthrough Listen ยังไม่พบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยใด ๆ บนโอมูอามูอา

แม้คาดกันว่าดาวเคราะห์น้อยรูปทรงประหลาดนี้ถือกำเนิดขึ้นในระบบสุริยะอื่น แต่นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ‘โอมูอามูอา′ คงล่องลอยอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยไม่ได้ดึงดูดเชื่อมโยงกับระบบสุริยะใดเลยมาเป็นเวลานานหลายร้อยล้านปีแล้ว ก่อนที่จะผ่านเข้ามายังระบบสุริยะของโลก

ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42409714

มนุษย์ผู้บินเดี่ยวในอวกาศเป็นคนแรกเสียชีวิตแล้ว

มนุษย์ผู้บินเดี่ยวในอวกาศเป็นคนแรกเสียชีวิตแล้ว

ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับภาพขณะที่นายแมคแคนด์เลสบินเดี่ยวในอวกาศโดยไม่ใช้สายโยงเมื่อปี 1984Image copyrightNASA
คำบรรยายภาพผู้คนทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับภาพขณะที่นายแมคแคนด์เลสบินเดี่ยวในอวกาศโดยไม่ใช้สายโยงเมื่อปี 1984

โพสลง facebook : https://web.facebook.com/hone.namfon/posts/1553322314753632

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1653804408017705

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซาแถลงว่า นายบรูซ แมคแคนด์เลส อดีตนักบินอวกาศผู้ปฏิบัติภารกิจใช้อุปกรณ์ไอพ่นติดหลัง “บิน” ในห้วงอวกาศโดยไม่ต้องใช้สายโยงได้สำเร็จเป็นคนแรก ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 80 ปี ที่บ้านพักในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ไม่มีการแถลงถึงสาเหตุการเสียชีวิตของนายแมคแคนด์เลส ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการคิดค้นพัฒนาอุปกรณ์ไอพ่นติดหลังเพื่อบินอย่างอิสระในอวกาศ หรือ Manned Maneuvering Unit (MMU) ของนาซา ภาพที่เขาสวมอุปกรณ์ดังกล่าวออกบินเดี่ยวในห้วงอวกาศเมื่อปี 1984 เป็นระยะทาง 100 เมตรจากกระสวยอวกาศชาเลนเจอร์ โดยไม่มีสายยึดโยงเพื่อความปลอดภัย สร้างความตื่นเต้นฮือฮาไปทั่วโลก

ก่อนจะได้รับคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศของนาซาเมื่อปี 1966 นายแมคแคนด์เลสเคยเป็นทหารเรือมาก่อนและได้เคยปฏิบัติหน้าที่ในช่วงวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบามาแล้ว เขาขึ้นปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศครั้งแรกเมื่อมีอายุได้ 46 ปี ซึ่งเป็นครั้งที่เขาได้ออกบินอย่างอิสระเป็นช่วงสั้น ๆ ในอวกาศนั่นเอง

นายแมคแคนด์เลสเคยกล่าวติดตลกถึงการบินในอวกาศครั้งสำคัญของเขา โดยเทียบกับเหตุการณ์ที่นีล อาร์มสตรองได้เป็นมนุษย์คนแรกที่ไปเหยียบดวงจันทร์ว่า “นั่นอาจเป็นก้าวเล็ก ๆ ของนีล แต่นี่เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่สุด ๆ สำหรับผม”

นายแมคแคนด์เลสถ่ายภาพคู่กับอุปกรณ์ไอพ่นช่วยบินในอวกาศเมื่อปี 1982Image copyrightNASA
คำบรรยายภาพนายแมคแคนด์เลสถ่ายภาพคู่กับอุปกรณ์ไอพ่นช่วยบินในอวกาศเมื่อปี 1982

นายแมคแคนด์เลสยังเคยเล่าถึงประสบการณ์บินอย่างอิสระ โดยไม่กลัวว่าจะต้องหลุดลอยออกไปในห้วงอวกาศดำมืดเอาไว้ว่า “เมื่อคุณชินกับการเห็นพื้นโลกหมุนผ่านไปด้วยความเร็ว 4 ไมล์ต่อวินาที และคอยมองยึดเอากระสวยอวกาศเป็นตำแหน่งอ้างอิงเอาไว้ คุณก็จะบินไปช้า ๆ ได้อย่างสบาย”

นายแมคแคนด์เลสขึ้นปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศอีกครั้งในปี 1990 เพื่อติดตั้งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล โดยรวมแล้วเขาใช้เวลาอยู่ในอวกาศทั้งหมด 312 ชั่วโมง โดยในจำนวนนี้ 4 ชั่วโมงเป็นการบินอิสระด้วยอุปกรณ์ไอพ่นติดหลัง

วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน เพื่อนร่วมชั้นโรงเรียนนายเรือของนายแมคแคนด์เลสกล่าวว่า “ภาพที่บรูซบินไปในอวกาศได้อย่างง่ายดายและสง่างาม ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ชาวอเมริกันหลายชั่วรุ่นให้เชื่อในความไร้ขอบเขตของศักยภาพที่มนุษย์มีอยู่”

ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42470286

กรมขนส่ง เพิ่มโรค “ลมชัก-ผ่าตัดสมอง” ห้ามขับขี่รถ บังคับใช้ไม่เกิน ก.พ. 61

กรมขนส่ง เพิ่มโรค “ลมชัก-ผ่าตัดสมอง” ห้ามขับขี่รถ บังคับใช้ไม่เกิน ก.พ. 61

กรมขนส่ง เพิ่มโรค ลมชัก-ผ่าตัดสมอง ห้ามขับขี่รถ

กรมการขนส่งทางบก เตรียมเพิ่ม 5 กลุ่มโรคที่เสี่ยงจะเกิดอันตรายในการขับขี่รถยนต์ รวมโรคลมชัก-ผ่าตัดสมอง-หัวใจ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ บังคับใช้ไม่เกิน ก.พ. 61

วันที่ 4 ธันวาคม 2560 นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กำลังดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อกำหนดเงื่อนไขการขอใบอนุญาตขับขี่ ให้เพิ่มกลุ่มโรคที่เสี่ยงจะเกิดอันตรายในการขับขี่ เบื้องต้นได้ข้อสรุปแล้วว่ามีทั้งหมด 5 กลุ่มโรค ประกอบด้วย

1. โรคลมชัก
2. เบาหวานร้ายแรง
3. ความดันโลหิตสูง
4. ผู้ที่เคยผ่าตัดสมองมาก่อน
5. โรคหัวใจ ที่เสี่ยงจะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด

กรมขนส่ง เพิ่มโรค ลมชัก-ผ่าตัดสมอง ห้ามขับขี่รถ

นายกมล กล่าวอีกว่า สำหรับ 5 กลุ่มโรคนี้ บางส่วนไม่ได้เป็นโรคแต่เป็นอาการ จะต้องมีการกำหนดรายละเอียดด้วยว่า เป็นขนาดไหน เช่น เบาหวานร้ายแรงแค่ไหน ความดันเท่าไร รายละเอียดเหล่านี้ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งทางแพทยสภาจะเป็นผู้ดำเนินการ คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 เดือน หรือช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2561 จะออกมาบังคับใช้ได้ และคงไม่มีแก้ไขอีกแล้วในส่วนของ 5 กลุ่มโรคนี้ เพราะเราหารือกันมาหลายรอบแล้ว

ทั้งนี้ในการขอใบอนุญาตขับขี่ ที่ผ่านมาจะมีการห้ามเฉพาะ 5 โรค คือ เท้าช้าง, วัณโรค, เรื้อน, พิษสุราเรื้อรัง และติดยาเสพติดให้โทษ จึงจะมีการแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อเพิ่มเติมอีก 5 กลุ่มโรคที่เป็นอันตรายต่อการขับขี่เข้าไป

กรมขนส่ง เพิ่มโรค ลมชัก-ผ่าตัดสมอง ห้ามขับขี่รถ

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เคยระบุโรคและปัญหาสุขภาพที่มีผลกระทบต่อสมรรถภาพการขับขี่ และอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุไว้ 9 โรค ได้แก่ โรคที่เกี่ยวกับสายตา ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม, โรคทางสมอง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคพาร์กินสัน, โรคลมชัก, โรคไขข้อ ข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่าง ๆ, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน และการกินยา ซึ่งบางคนกินยาหลายชนิด บางชนิดมีผลทำให้ง่วงซึม หรือง่วงนอน มึนงง สับสนได้เวลาขับรถ