คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 2 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

large (1)

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 2  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

ดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่  

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักวิจัยพัฒนาโดรนจิ๋วเคลื่อนย้ายสิ่งของที่หนักกว่าได้มากถึง 40 เท่า เหมาะกับภารกิจค้นหา-กู้ภัย

นักวิจัยจาก Stanford University ของสหรัฐอเมริกา และสถาบัน Ecole Polytechnique Fédérale de Lausanne (EPFL) ของสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันพัฒนาโดรน “FlyCroTugs” ที่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าได้ถึง 40 เท่า ทั้งที่โดรนจิ๋วมีขนาดเล็กแค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้น

ทั้งนี้ โดรนส่วนใหญ่ที่ใช้กันในปัจจุบันสามารถยกสิ่งของได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันเพียงแค่ 2 เท่า แต่สำหรับโดรนจิ๋วที่มีรอกหมุนได้นี้สามารถยก และวางสิ่งของได้ง่ายขึ้นแม้สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับโดรนอื่นๆ เพื่อช่วยกันเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ด้วย ซึ่ง Mark Cutkosky แห่งโรงเรียนวิศวกรรมที่ Stanford University ได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาโดรนจิ๋วมาจากตีนตุ๊กแก และพฤติกรรมของแมลงต่างๆ

โดยไอเดียในการพัฒนาโดรน FlyCroTugs เกิดขึ้นจากการที่ Mark Cutkosky และเพื่อนๆ ของเขา ศึกษาวิธีการของพวกแมลงเวลาที่พวกมันเคลื่อนย้ายวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเวลาที่ตัวต่อจะขนอาหารที่มีน้ำหนักเกินกว่าจะแบกไปได้นั้น พวกมันจะใช้วิธีลากไปตามพื้นแทน จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ใช้พัฒนาโดรนให้เคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวของมันได้ ด้วยวิธีการทอดสมอไปที่วัตถุหรือสิ่งของขนาดใหญ่ ซึ่งจากในคลิปวีดีโอจะเห็นว่าโดรนจิ๋วนี้สามารถเปิดประตูได้อย่างง่ายดาย

ขณะที่แรงบันดาลใจที่มาจากตีนตุ๊กแกนั้น ก็นำมาใช้พัฒนาโดรนเมื่อต้องมีการยึดเกาะบนผิวสัมผัสต่างๆ โดยการใช้ตะขอเหล็กเล็กๆ 32 ชิ้นเพื่อการยึดเกาะบนผิวสัมผัสนั้น เช่นที่ตุ๊กแกทำเวลาไต่อยู่บนผนังนั่นเอง

และด้วยความที่โดรน FlyCroTugs มีขนาดจิ๋ว ทำให้สามารถบินเข้าไปยังพื้นที่แคบๆ และบินใกล้ๆ คนได้อย่างปลอดภัย  จึงเหมาะกับการนำไปใช้ในภารกิจค้นหา และกู้ภัย ซึ่งสามารถช่วยเคลื่อนย้ายซากปรักหักพัง หรือบินไปวางกล้องเพื่อให้นักกู้ภัยสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมภายในที่ไม่ปลอดภัยได้ โดยในขั้นต่อไป ทีมวิศวกรชุดนี้กำลังพัฒนาการควบคุมโดรนให้ขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงหาวิธีการให้โดรนหลายๆ ตัวสามารถทำงานได้พร้อมๆ กันด้วย

 

มนุษย์จะเป็นอย่างไรในอีก 1,000 ปีข้างหน้า? มาหาคำตอบในแบบวิทยาศาสตร์กันนะ

kapook_world-362872

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนมนุษย์เรามีวิวัฒนาการระบบย่อยอาหารให้สามารถกินนมวัวได้ เมื่อ 150 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้วิวัฒนาการให้มีความสูงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10 ซม. เมื่อ 65 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์เราได้เพิ่มอายุขัยโดยเฉลี่ยของเราไปอีก 20 ปี และทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

จะเห็นว่าในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ มวลมนุษยชาติมีวิวัฒนาการที่ก้าวไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และถ้าเรามองไปในอนาคต 1,000 ปีข้างหน้าหล่ะ มนุษย์จะมีวิวัฒนาการก้าวไกลไปถึงขนาดไหนกัน?

ในคลิปวีดีโอของแชนแนลยูทูป AsapSCIENCE ในชื่อตอนที่ว่า “Humans In 1000 Years” จะพาเราท่องไปในกาลเวลา 1,000 ปีข้างหน้า เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโลกรวมถึงตัวเราเอง นับว่าเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นทีเดียว

เรื่องแรกที่ผู้เล่าเรื่องหยิบยกขึ้นมาคือ เผ่าพันธุ์มนุษย์จะยังคงมีความหยิ่งทะนงและพึงพอใจในตนเองเหมือนเช่นที่เป็นในยุคปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะก้าวหน้าไปมากขนาดไหน แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้ความสามารถของสมองมนุษย์

ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ในปี 2014 นักวิจัยในประเทศญี่ปุ่นได้ใช้ K computer ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องคอมฯ ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก เพื่อจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ แล้วพบว่าต้องใช้หน่วยประมวลผลที่มีจำนวนมากถึง 705,024 แกน หน่วยความจำถึง 1.4 ล้านกิกะไบต์ และเวลาอีก 40 นาที เพื่อการประมวลผลข้อมูลในปริมาณเดียวกับที่สมองของเราใช้เวลาประมวลผลเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าสมองของมนุษย์จะล้ำหน้ากว่าสมองกลมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถอยู่เหนือเครื่องจักรที่เราสร้างขึ้นมาได้

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะยังไม่สามารถมีพลังการประมวลผลที่เทียบเท่าสมองมนุษย์ได้ แต่เราจะสามารถสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่สามารถพูด ฟัง โต้ตอบ และมีความทรงจำ และก็หวังว่าพวกมันจะไม่ใช้ข้อมูลที่พวกมันรับรู้ เพื่อย้อนกลับมาใช้ทำลายมนุษย์

และเมื่อวิทยาการทางด้านการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่มนุษย์ยังคงไม่มีวิวัฒนาการในด้านใดอย่างชัดเจน มันก็อาจจะทำให้มนุษย์ต้องรวมร่างเข้ากับหุ่นยนต์เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตเราอาจจะมีหุ่นยนต์ขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า Nanobot ที่ฝังอยู่ในร่างกายของเรา เพื่อยกระดับความสามารถที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ เจ้า Nanobot อาจทำให้เราแข็งแรงขึ้น ยกของหนักได้มากขึ้น กระโดดได้สูงขึ้น วิ่งเร็วขึ้น ตามแนวความคิดแบบ Transhumanism ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เสริมความสามารถในด้านต่างๆ ของมนุษย์ แต่การขยายความสามารถของมนุษย์ด้วยอุปกรณ์พิเศษนั้นต้องไม่ละเลยประเด็นเรื่องจริยธรรม

และไม่เพียงแต่เฉพาะร่างกายของเรา ที่อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในวีดีโอยังได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Utility clouds ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว ที่สามารถรวมร่างกันจนกลายเป็นอาคารขนาดใหญ่ และสามารถแยกร่างกลายเป็นหุ่นจิ๋วได้ในเวลาอันรวดเร็ว ลองจินตนาการถึงบ้านทั้งหลัง ที่สามารถแยกร่างออกได้ในขณะที่เราออกจากบ้านไปทำงานในตอนเช้า เพื่อที่จะทำให้เกิดเนื้อที่ว่างเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างได้

และใน 1,000 ปีข้างหน้า ภาษาพูดในโลกของเราที่มีอยู่อย่างหลากหลาย จะมีจำนวนของภาษาที่ลดลงเป็นอย่างมาก นั่นหมายความว่าบางภาษาจะล้มหายตายจากไป และด้วยความร้อนและการแผ่รังสี UV ในโลกที่มากขึ้น มนุษย์เราจะมีวิวัฒนาการให้ผิวเข้มขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะตัวดำมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง และเราจะต้องมีวิวัฒนาการให้ตัวสูงขึ้น และผอมขึ้นอีก หากเราต้องการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของโลกอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่วีดีโอของ AsapSCIENCE ต้องการสื่อกับเราคือ ภาวะโลกร้อนในโลกยุคอนาคตนั้นเป็นอะไรที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงกว่าที่เราคาดคิดกัน เพราะฉะนั้นเราก็ควรช่วยกันดูแลโลกให้ดีๆ นะ

 

เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ : แหวนแชะรูป

         เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ : แหวนแชะรูป

           มาริโอลา กรัซดัก ผู้ร่วมก่อตั้งอันไลก์แล็บส์ จากประเทศอังกฤษ แนะนำ “อินสตา_ริง” (INSTA_RING) กล้องขนาดเล็กกะทัดรัดในรูปแบบ แหวน แค่สวมใส่นิ้วก็สามารถถ่ายเซลฟี่ และภาพต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วทันใจและง่ายดาย ไม่ต้องพกกล้องหนักๆ หรือหยิบมือถือขึ้นมา เพียงยกมือและกดปุ่มก็ได้รูปสวยในมือข้างเดียว ผลิตจากอะลูมิเนียม ชั้นเยี่ยมที่ใช้ในอุตสาหกรรมอากาศยาน จึงทนทานต่อการใช้งาน กันฝุ่น กันน้ำ แถมยังไม่มีปัญหาแม้จะใส่ดำน้ำ ที่ความลึกสูงสุดถึง 50 เมตร ทำงานเชื่อมกับโทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟนทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และไอโอเอส

เมื่อถ่ายรูปหรือบันทึกคลิปวิดีโอเสร็จ โพสต์บนโซเชี่ยลมีเดียหลากหลายแพลตฟอร์ม ครอบคลุมอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ สแนป แช็ตติ๊กต๊อก และพินเทอเรสต์ ได้ง่ายๆ แค่กดปุ่มเดียว

สำหรับกล้องถ่ายรูป มีความละเอียดถึง 12 ล้านพิกเซล ที่ขนาด 4,032×3,024 พิกเซล รูรับแสงกว้าง 1.8 (f/1.8) มีความสามารถในการสร้างภาพที่มีช่วงการรับแสงสูงกว่าปกติ (เอชดีอาร์) เลนส์ออโต้โฟกัส (เอเอฟซี) เซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้า มีระบบกันแรงสั่นสะเทือน (โอไอเอส)

         ขณะที่โหมดถ่ายวิดีโอนั้นมีคุณสมบัติเหมือนกับกล้องถ่ายภาพในส่วนของความละเอียดรูรับแสง ออโต้โฟกัส และเอชดีอาร์ ที่ต่างออกไปคือระบบประมวลผล ภาพบันทึกได้ทั้งความละเอียด 1080p แบบเอชดี และแบบ 4 เค หรือ อัลตร้าไฮ เดฟฟินิชั่น

Google AI ตรวจจับเซลล์มะเร็งเต้านมระยะลุกลามได้ดีกว่านักพยาธิวิทยา ให้ความแม่นยำสูงถึง 99

ทำ AI แข่งเกมโกะกับคนจริงๆ ก็ทำมาแล้ว คราวนี้ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอทีก็ได้โอกาสสร้าง AI เพื่อรักษาชีวิตมนุษย์กันบ้าง โดยล่าสุด Google เผยว่า AI อาจกลายเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจจับเซลล์มะเร็ง โดยนักวิจัยของกูเกิลได้ออกแบบและพัฒนาระบบ Deep Learning ที่ตรวจจับเซลล์มะเร็งเต้านมระยะลุกลามในสไลด์ ได้แม่นยำกว่านักพยาธิวิทยาเสียอีก ซึ่งนักวิจัยได้พัฒนาอัลกอริทึมที่ชื่อว่า Lymph Node Assistant (LYNA) เพื่อจำแนกลักษณะของเนื้องอกจากสไลด์ตัวอย่างทั้งสองชุด จึงสามารถตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้อร้ายได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ AI ยังแยกแยะสไลด์ที่มีเซลล์มะเร็งกับสไลด์ที่ไม่มีเซลล์มะเร็งได้แม่นยำถึง 99% (ในเงื่อนไขที่เหมาะสม) แม้ว่าจะเล็กมากจนนักพยาธิวิทยาอาจหาไม่เจอก็ตาม

อัลกอริทึม LYNA จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเมื่อทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วย : นักพยาธิวิทยาได้วินิจฉัยแบบจำลอง พบว่า เทคโนโลยี Deep Learning ช่วยทำให้งานของพวกเขา (นักพยาธิวิทยา) ง่ายขึ้น ไม่เพียงแต่ลดอัตราการแพร่กระจายของเชื้อเท่านั้น แต่ยังลดระยะเวลาในการวินิจฉัยให้น้อยลงจาก 2 นาที เหลือแค่ 1 นาที อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังเป็นแค่งานวิจัย และยังไม่ได้นำมาใช้ร่วมกับการวินิจฉัยโรคจริงๆ ต้องรอดูกันต่อไปว่า หากนำมาใช้ในการรักษากับผู้ป่วยแล้ว จะมีสมาคมทางการแพทย์ที่ไหนรับรอง AI ตัวนี้บ้าง

ที่มา : Engadget6ED4CA22-ADDB-40C0-A224-CE90FB7C0C5A

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภารกิจสู่ห้วงอวกาศลึกอาจทำให้นักบินอวกาศถึงตายได้

94F5D205-A18D-4166-B2DB-765093A61B65ผลวิจัยล่าสุดซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซาระบุว่า การเดินทางเป็นเวลานานเพื่อปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศลึกนั้น มีความเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตกับนักบินอวกาศอยู่สูงมาก เนื่องจากรังสีคอสมิกที่รุนแรงจะทำลายระบบทางเดินอาหารจนเสียหาย โดยไม่สามารถจะรักษาหรือฟื้นฟูได้
ทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (GUMC) ในสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาซึ่งชี้ว่า การเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึกหรือแม้แต่การเดินทางไปยังดาวอังคารนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ของมนุษย์อวกาศได้รับความเสียหาย จนกระทั่งทำงานผิดปกติและเกิดมะเร็งขึ้นได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในถูกไอออนหนักของธาตุอย่างเหล็กและซิลิคอนซึ่งมีอยู่ในรังสีคอสมิกชนปะทะตลอดเวลา
ใช้ชีวิตในอวกาศนาน 1 ปี จะเป็นอย่างไร?
ห้องน้ำอวกาศ
ญี่ปุ่นเตรียมทดสอบต้นแบบ “ลิฟต์อวกาศ” ครั้งแรกของโลก
ดร. คามาล ดัตตา ผู้นำทีมนักวิจัยบอกว่า “ไอออนหนักที่มีมวลมาก สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อและดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตได้มากกว่ารังสีเอกซ์หรือรังสีแกมมา ซึ่งเป็นโฟตอนหรืออนุภาคของแสงที่ไม่มีมวล”
“เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถคิดค้นเกราะป้องกันรังสีคอสมิก ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะปกป้องนักบินอวกาศจากไอออนหนักได้ และแม้เราอาจจะใช้วิธีกินยาต้านผลกระทบไม่พึงประสงค์นี้ แต่ก็ยังไม่มีใครลงมือพัฒนาตัวยาดังกล่าวขึ้นมา″ ดร. ดัตตา กล่าว
ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า รังสีคอสมิกในอวกาศสร้างความเสียหายต่อสมองในระดับที่มีนัยสำคัญ ทั้งทำให้ร่างกายของนักบินอวกาศชราภาพลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย แต่การเดินทางในอวกาศระยะสั้นเช่นการสำรวจดวงจันทร์ จะไม่ทำให้นักบินอวกาศได้รับรังสีคอสมิกมากนัก
ภาพจากฝีมือศิลปินจำลองการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์อวกาศบนดาวอังคารImage copyrightSPL
คำบรรยายภาพ
ภาพจากฝีมือศิลปินจำลองการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์อวกาศบนดาวอังคาร
ทีมวิจัยของ GUMC ได้ทดลองให้หนูกลุ่มหนึ่งได้รับไอออนหนักของธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นอนุภาคแบบเดียวกับที่นักบินอวกาศต้องเจอในระดับต่ำ โดยมีหนูทดลองที่ได้รับแต่รังสีแกมมาอีกกลุ่มหนึ่งเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งผลปรากฏว่าหนูทดลองกลุ่มแรกไม่สามารถดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ และเกิดก้อนเนื้อมะเร็งในระบบทางเดินอาหารขึ้นภายในเวลาไม่นาน
“ระบบทางเดินอาหารของคนเรามีการผลัดเซลล์เนื้อเยื่อชั้นบน และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอทุก 3-5 วัน หากกระบวนการนี้ถูกรบกวนก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติและโรคภัยขึ้นได้” ดร. อัลเบิร์ต ฟอร์เนซ จูเนียร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเฉพาะทางของนาซาที่ GUMC กล่าวเสริม
ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าความผิดปกติจากรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศลึกนี้ สามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของคนเราได้เช่นกัน ซึ่งจะต้องมีการศึกษาทดลองกันโดยละเอียดต่อไป
ติดตามข่าววิทยาศาสตร์ รวมทั้ง ข่าวดาราศาสตร์ และ ข่าวเกี่ยวกับอวกาศ ได้ทุกวัน ทางเว็บไซต์ bbcthai.com และเฟซบุ๊กของบีบีซีไทย

กางเกงที่ช่วยให้ผู้พิการเคลื่อนไหวได้

กางเกงขายาวไฮเทค ทำให้คุณแข็งแกร่งได้เหมือนซูเปอร์ฮีโร เสื้อผ้าหุ่นยนต์ที่ทั้งฉลาดและนุ่ม ช่วยผู้พิการและคนสูงอายุให้เคลื่อนไหวได้
ศ. โจนาธาน รอสซิเทอร์ ม.บริสตอล กล่าวว่า “เราทำกางเกงหุ่นยนต์เนื้อนุ่ม ‘The Right Trousers’ ของเรา ถอดออกง่ายด้วยอุปกรณ์กระตุ้นที่ติดตั้งไว้ เป็นเหมือนกล้ามเนื้อเทียมรอบเอวและกางเกง เมื่อคุณกดปุ่มกางเกงก็จะเปลี่ยนรูปทรงและขนาดได้ มันจะใหญ่ขึ้น แล้วก็ถอดออกได้ง่ายขึ้นมาก”
เงินกองทุน 2 ล้านปอนด์นี้จะใช้พัฒนากล้ามเนื้อประดิษฐ์
ฝึกไทเก๊กสู้โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (ไฟโบรมัยอัลเจีย)
ญี่ปุ่นคิดวิธีใช้ผ้าห่อทั้งตัว แก้ปัญหาอิริยาบถ-เส้นยึด-กล้ามเนื้อแข็ง
กางเกงขาวยาวนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเสี่ยงหกล้มและยืนคนเดียวได้นานขึ้น
“Exoskeletons ที่ทำงานคล้ายกันปกติทำจากวัสดุแข็ง เราคิดว่า มันง่ายกว่ามาก ถ้าเราปรับมันเป็นเสื้อผ้า เพราะนั่นคือสิ่งที่เราสวมใส่มันสบายกว่า ใช้ง่ายกว่าและยืดหยุ่นมากขึ้น เราจึงผลิตมันได้ง่ายขึ้น”
ชื่อ “The Right Trousers” มีที่มาจาก “The Wrong Trousers” ในหนังเรื่อง Wallace and Gromit
“น่าสนใจมากที่รู้ว่า เสื้อผ้าของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในช่วง 10,000 ปีทีผ่านมา ผมสวมเสื้อผ้าฝ้ายอยู่ และนี่คือเทคโนโลยีเดียวกันกับเมื่อพันปีก่อน ถึงเวลาแล้วที่ เสื้อผ้าของเราจะต้องซับซ้อนขึ้น เช่นเดียวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา″ED9BAADF-D639-4EA8-949E-683FE8FEA51A

ซูเปอร์โนวาชี้หลุมดำไม่ใช่สสารมืด

บรรดานักวิทยาศาสตร์เคยคาดกันไว้ว่า หลุมดำยุคแรกเริ่ม (Primordial black hole) นั้นที่แท้อาจจะเป็นสสารมืด (Dark matter) ที่ยังค้นหาไม่พบ แต่ความหวังนี้มีอันต้องพังทลายลง หลังงานวิจัยทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ล่าสุดชี้ว่า ไม่พบปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่ควรจะเกิดขึ้นเพราะหลุมดำดังกล่าวในเหตุการณ์ซูเปอร์โนวามากกว่าพันครั้ง
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร Physical Review Letters โดยระบุว่าหลุมดำยุคแรกเริ่มซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานทางทฤษฎีนั้นอาจไม่มีอยู่จริง หรือถ้ามีจริงโอกาสที่จะเป็นแหล่งที่อยู่ของสสารมืดนั้นมีอยู่น้อยมาก ส่วนหลุมดำทั่วไปที่มีมวลมากนั้นไม่ใช่สสารมืดอย่างแน่นอน
พบซูเปอร์โนวาระเบิดทำลายสถิติได้รวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนที่เหมือนระลอกคลื่น
คลื่นความโน้มถ่วงพลังมหาศาลให้กำเนิดหลุมดำได้
มีการวิเคราะห์แสงจากปรากฏการณ์ที่ดาวฤกษ์ระเบิดเมื่อสิ้นอายุขัยหรือซูเปอร์โนวาที่สว่างเจิดจ้าที่สุด 1,320 ครั้ง และพบว่าในจำนวนนี้ 8 ครั้งควรมีความสว่างมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแสงจากซูเปอร์โนวาควรจะถูกแรงโน้มถ่วงจากหลุมดำยุคแรกเริ่มทำให้บิดโค้งและขยายตัวขึ้นตามหลักการเลนส์ความโน้มถ่วง (Gravitational lens) แต่ก็มิได้เป็นเช่นนั้น
ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่าหากหลุมดำยุคแรกเริ่มมีอยู่จริง อาจมีจำนวนไม่มากพอกับปริมาณสสารมืดทั้งหมดในเอกภพ โดยน่าจะมีสสารมืดอยู่ในนั้นได้เพียงไม่เกิน 40% ของสสารมืดทั้งหมด
ส่วนผลวิเคราะห์อีกชิ้นของทีมวิจัยเดียวกันที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ซึ่งใช้ข้อมูลจากปรากฎการณ์ซูเปอร์โนวาที่ค้นพบใหม่อีก 1,048 ครั้ง ชี้ว่าโอกาสดังกล่าวยิ่งมีน้อยลง โดยหลุมดำยุคแรกเริ่มจะมีสสารมืดได้เพียงไม่เกิน 23% เท่านั้น
Computer-generated image. ‘Dark Matter’ which some scientists believe is everywhere in the universe is shown in pink.
คำบรรยายภาพ
แผนที่แสดงการกระจายตัวของสสารมืดในแถบหนึ่งของจักรวาล
หลุมดำยุคแรกเริ่มมีความแตกต่างจากหลุมดำทั่วไป โดยอาจมีมวลน้อยเพียง 1 ใน 10 ของมวลดวงอาทิตย์ และเชื่อว่าถือกำเนิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกาล-อวกาศ หลังการระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบงได้ไม่นาน
ในปี 2016 นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเสนอว่าหลุมดำยุคแรกเริ่มอาจจะเป็นสสารมืดที่ยังค้นหาไม่พบ หลังได้เบาะแสจากการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงได้เป็นครั้งที่ 2 แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายรายที่เสนอว่า สสารมืดนั้นน่าจะมีหลายประเภทและอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน
สสารมืดเป็นองค์ประกอบลึกลับที่มองไม่เห็น แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยยึดเหนี่ยวดาราจักรหรือกาแล็กซีต่าง ๆ ให้เกาะตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ได้ ปัจจุบันนักดาราศาสตร์สามารถทำแผนที่การกระจายตัวของสสารมืดในแถบหนึ่งของจักรวาลซึ่งมีกาแล็กซีต่าง ๆ อยู่ราว 26 ล้านกาแล็กซีได้แล้ว2A970794-164B-4266-B20E-366BFA76E206

รับเลือดจากคนหนุ่มสาว: เคล็ดลับเพื่อชีวิตยืนยาว?

14(1)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ใครจะคาดคิดว่าเคล็ดลับของการมีชีวิตเป็นอมตะด้วยการดื่มกินเลือดจากคนอายุน้อยกว่าของเค้าท์แดรกคูลา แวมไพร์ในนวนิยายสยองขวัญสุดคลาสสิคของนักเขียนชาวไอริช บราม สโตกเกอร์ จะกลายเป็นเรื่องจริงไปได้ แต่งานวิจัยล่าสุดจากสหราชอาณาจักรพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า การรับเลือดจากคนหนุ่มสาวจะช่วยให้คนเรามีชีวิตยืนยาวและแข็งแรงไร้โรคภัยที่เกิดจากความชราได้

งานวิจัยของทีมนักพันธุศาสตร์จากยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอนที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า การรับเลือดจากคนวัยหนุ่มสาวจะช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากความชรา เช่น โรคสมองเสื่อม โรคมะเร็ง และโรคหัวใจได้ โดยการทดลองเบื้องต้นในสัตว์ให้ผลลัพธ์ที่ดี

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยพบว่าหนูแก่ไม่ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากความชรา หลังจากพวกมันได้รับการฉีดเลือดของหนูอายุน้อยกว่าเข้าสู่ร่างกาย ผลที่ได้บ่งชี้ว่าจำเป็นต้องศึกษาเรื่องโลหิตให้ละเอียดยิ่งขึ้นเพื่อหาโมเลกุลที่ทำหน้าที่ช่วยรักษาให้สุขภาพดี

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์อังกฤษต้องการทดลองในสัตว์ให้ละเอียดยิ่งขึ้น แต่ในสหรัฐฯ มีความคืบหน้าไปไกลกว่านั้น โดย Ambrosia บริษัทสตาร์ทอัพในนครซานฟรานซิสโก ได้เริ่มการทดลองในมนุษย์แล้ว ด้วยการให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำเลือดจากวัยรุ่นในราคา 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 260,000 บาท)

ปีเตอร์ ทีล ผู้ก่อตั้งบริษัทระบุว่าคนไข้ที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายเลือดแสดงอาการดีขึ้น เช่น มีระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลง 10% และทำให้ระดับโปรตีนที่มักพบในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมลดลง 1 ใน 5

แนวคิดเรื่องเปลี่ยนถ่ายเลือดมาจากเทคนิคโบราณอายุ 150 ปี ที่ได้ทดลองในหนูซึ่งผลการศึกษาบ่งชี้ว่าเมื่อระบบไหวเวียนโลหิตของหนู 2 ตัวถูกผ่าตัดให้เชื่อมกันเลือดของหนูทั้งสองจะไหลเวียนสู่กัน ช่วยฟื้นฟูสภาพอวัยวะ กล้ามเนื้อ และเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก่อให้เกิดความกังวลด้านจริยธรรม เช่น การซื้อเลือดจากหนุ่มสาวที่อาจเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาให้เลือดแก่ผู้ป่วยที่มีความต้องการทางการแพทย์ นอกจากนี้ นักวิจารณ์ยังชี้ว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันว่าการรักษาเช่นนี้มีประโยชน์จริง

เรื่อง 101

images

เจอฉลอง เหลืองทอง ในงานศาลแซ่หลิมแม่กลอง เขาบอกว่า เลิกทำโป๊ะปลาทูลูกสุดท้ายแล้ว หันมาเปิดต้นน้ำรีสอร์ต ห้องพักแทบไม่ว่าง เพราะดึงดูดลูกค้า พาลงเรือไปดูการจับหอยแมลงภู่กลางทะเล ภาพคนเรือโกยหอยแมลงภู่ใส่ถังเทใส่เรือลูกค้า ผมคุ้นตาสมัยเด็ก เสียงนับ 1 นับ 2 ไปถึง 11 สะดุดหูตรงที่เขาไม่นับสิบเอ็ด แต่นับ “สิบหนึ่ง” ก็เดาเอาไปตามประสา เขาคงกลัวว่า จะไปซ้ำกับ “สิบเจ็ด” แต่เมื่ออ่านเรื่องจังหวัดร้อยเอ็ด จากปกิณกะคดีประวัติศาสตร์ไทย เล่ม 2 (กรมศิลปากร พิมพ์ พ.ศ.2554) จึงรู้ว่า เมืองร้อยเอ็ด ที่พูดกันว่าเมืองร้อยเอ็ดประตู ความจริงมีแค่ 11 ประตูหรือมีทางเข้า ซึ่งเชื่อมต่อกับเมืองบริวาร เพียง 11 ทางเท่านั้น สมัยโบราณ นิยมเขียน 11 เป็น 101 ซึ่งต้องอ่านว่า สิบกับหนึ่ง แม้ไม่มีเมืองบริวารมากถึง 101 เมือง แต่เมืองร้อยเอ็ดโบราณ ก็ยิ่งใหญ่ เรียกนครสาเกต เป็นหนึ่งในหลายๆนครใหญ่ แห่งอาณาจักรกุลุนทะ 11 เมืองบริวารเมืองร้อยเอ็ด มีเมืองเชียงเหียน เมืองฟ้าแดด เมืองสีแก้ว เมืองเปือย เมืองทอง เมืองหงส์ เมืองบัว เมืองคอง เมืองเชียงขวง เมืองเชียงดี เมืองไพ ทุกๆเมือง มีข่าวดีข่าวร้ายก็สื่อสารถึงกัน ด้วยเสียงปี่เรียก ปี่ซาววา มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน หนึ่งเมืองหลวง กับสิบเอ็ดหัวเมือง สื่อสารกันชัดเจน รวมตัวกันเป็นปึกแผ่นมั่นคง ประวัติศาสตร์จีน 772 ปี ก่อน ค.ศ.สมัยโจวโยวหวาง ได้ นางเปาซื่อ สาวงามแต่ยิ้มไม่เป็น มาเป็นชายา พยายามหาวิธีทำให้นางยิ้ม วันหนึ่งโจวโยวหวางพานางเปาซื่อขึ้นไปเปลี่ยนบรรยากาศบนยอดเขาหลีซานระหว่างชมนกชมไม้ นางเปาซื่อเหลือบไปเห็นกองขี้หมาป่า กองใหญ่ ก็หลุดปากถาม “ทำไม” โจวโยวหวางบอก ขี้หมาป่าเป็นเชื้อไฟก่อควัน ส่งสัญญาณไปบอกหัวเมือง ให้ยกทัพมาช่วยรบเมื่อมีข้าศึกยกทัพใหญ่มาโจมตี นางเปาซื่อส่ายหน้าไม่เชื่อ โจวโยวหวางอยากจะเอาใจอยากให้นางเชื่อ สั่งทหารก่อไฟจุดกองขี้หมาป่า ส่งสัญญาณควันออกไปทันทีหัวเมืองเห็นสัญญาณรบจากเมืองหลวง ก็สั่งเกณฑ์ทัพกะทันหัน ยกกันมา โจวโยวหวางก็บอกว่า “ไม่มีอะไรให้ช่วยรบ จะมีก็แต่อยากจะช่วยให้พระชายาเปาซื่ออารมณ์ดีขึ้นบ้าง” ทัพหัวเมืองหัวเสียยกทัพกลับ อาการที่ทัพหัวเมืองหันรีหันขวาง นางเปาซื่อถึงกับยิ้มออกมาได้

เรื่องนี้บางตำราจีน เขียนว่า โจวโยวหวางถึงกับให้รางวัลขุนนางสอพลอที่เป็นคนต้นคิด ถึงพันตำลึงทอง เป็นที่มาของสำนวน ยิ้มพันตำลึงทองแล้วเจ้ายิ้มราคาแพง แต่สำแดงการสื่อสารโป้ปดนั้น ก็ต้องจ่ายเดิมพันที่แพงกว่า ต่อมา เมื่อกองทัพข้าศึกยกมาประชิดติดเมืองจริงๆ โจวโยวหวาง ส่งสัญญาณควันขี้หมาป่าไปเท่าไหร่ ก็ไม่มีหัวเมืองใดยกมาช่วยเลยแม้แต่เมืองเดียว
เรื่องยิ้มพันตำลึงทอง ก็จบลงตรงโจวโยวหวางถูกข้าศึกจับฆ่า นางเปาซื่อถูกจับเป็นนางบำเรอ จะเป็นจะตายร้ายดีอย่างไร ประวัติศาสตร์ไม่ให้ความสำคัญ รู้เรื่อง สัญญาณปี่ซาววา จากเรื่องเมืองร้อยเอ็ดโบราณ อ่านซ้ำเรื่องสัญญาณควันกองขี้หมาป่า ที่โจวโยวหวางจุดยั่วให้นางเปาซื่อยิ้ม เป็นเหตุให้ “สัญญาณการสื่อสารสะบั้น” โลกเราวันนี้ สื่อสารกันทางออนไลน์ ใครมีลูกเล่นมีทีเด็ดเคล็ดลับอะไร ก็ตั้งใจเทใส่กันแบบหมดหน้าตัก น่าสงสารนักรบสมรภูมิการเมืองไทย ผมได้ยินเสียงบ่นพึมเต็มสองหู รัฐบาลปล่อยมุกคุมออนไลน์ สนุกอยู่พวกเดียว.

กิเลน ประลองเชิง