คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 2 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

large (1)

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 2  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

ดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่  

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ว่าที่ศัลยแพทย์รุ่นใหม่ใช้มือทำงานได้ย่ำแย่ลง

ศัลยแพทย์

ศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาศัลยกรรม ประจำคณะแพทยศาสตร์แห่งอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ของสหราชอาณาจักร เผยถึงข้อสังเกตที่น่าตกใจว่า นักศึกษาที่ฝึกฝนเพื่อเป็นศัลยแพทย์ในปัจจุบัน ขาดทักษะการใช้มือทำงานที่ประณีตเป็นอย่างมาก จนน่าเป็นห่วงถึงระดับความชำนาญของศัลยแพทย์รุ่นใหม่ เมื่อต้องลงมือผ่าตัดหรือเย็บแผลให้กับคนไข้

ศ. นพ. โรเจอร์ นีโบน ระบุว่า คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มีประสบการณ์ด้านงานฝีมือน้อยมาก และมักจะประสบความยากลำบากเมื่อทำงานที่ต้องลงมือปฏิบัติจริงโดยใช้ทักษะทางกายภาพ ซึ่งปัญหานี้เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตอยู่หน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์มากเกินไป

“นี่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นเราอาจจะได้นักศึกษาแพทย์ที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมและเกรดสูง แต่ผ่าตัดหรือเย็บแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นเลยก็ได้” ศ. นพ. นีโบน กล่าว

“ในอดีตเราอาจจะเชื่อมั่นได้ว่า ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์มาแล้ว จะต้องทำงานหัตถการทางการแพทย์ได้อย่างชำนาญคล่องแคล่วระดับหนึ่ง แต่ในปัจจุบันเรื่องนี้ไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป”

ศ. นพ. นีโบน ยังกล่าวว่า ตลอดช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาและเพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นทักษะการใช้มือทำงานของบรรดานักศึกษาศัลยแพทย์ลดต่ำลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นปัญหาต่อการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ต้องอาศัยทักษะฝีมือมากพอ ๆ กับความรู้ทางวิชาการ

“เรื่องนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากวิธีการเลี้ยงดูและให้การศึกษากับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งพวกเขาขาดการเรียนรู้ที่รอบด้าน โดยในหลักสูตรมีวิชาศิลปะและงานประดิษฐ์สร้างสรรค์อยู่น้อยเกินไป ทำให้ขาดโอกาสฝึกทักษะการใช้มือของตนเอง”

“หลายสิ่งในชีวิตสมัยใหม่ถูกย่อส่วนลงให้เหลือเพียงการเลื่อนหน้าจอสองมิติเท่านั้น ซึ่งเท่ากับปิดกั้นไม่ให้คนรุ่นใหม่มีประสบการณ์หยิบจับหรือสัมผัสของจริง ทำให้นักศึกษาแพทย์พลอยมีความสามารถและความมั่นใจในการใช้มือทำงานลดน้อยลงไปด้วย”

“อันที่จริงการเลี้ยงดูในครอบครัวจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้เช่นกัน โดยให้เด็กพัฒนาทักษะการใช้มือให้มากขึ้นที่บ้าน ผ่านการตัดหรือเย็บผ้า ชั่วตวงวัดวัตถุดิบเพื่อทำอาหาร ซ่อมแซมสิ่งของที่เสียหาย ฝึกทำงานไม้ง่าย ๆ หรือฝึกใช้เครื่องมือต่าง ๆ ” ศ. นพ. นีโบนกล่าวทิ้งท้าย

นักวิจัยพัฒนาโดรนจิ๋วเคลื่อนย้ายสิ่งของที่หนักกว่าได้มากถึง 40 เท่า เหมาะกับภารกิจค้นหา-กู้ภัย

นักวิจัยจาก Stanford University ของสหรัฐอเมริกา และสถาบัน Ecole Polytechnique Fédérale de Lausanne (EPFL) ของสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันพัฒนาโดรน “FlyCroTugs” ที่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าได้ถึง 40 เท่า ทั้งที่โดรนจิ๋วมีขนาดเล็กแค่ไม่กี่นิ้วเท่านั้น

ทั้งนี้ โดรนส่วนใหญ่ที่ใช้กันในปัจจุบันสามารถยกสิ่งของได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันเพียงแค่ 2 เท่า แต่สำหรับโดรนจิ๋วที่มีรอกหมุนได้นี้สามารถยก และวางสิ่งของได้ง่ายขึ้นแม้สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับโดรนอื่นๆ เพื่อช่วยกันเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ด้วย ซึ่ง Mark Cutkosky แห่งโรงเรียนวิศวกรรมที่ Stanford University ได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาโดรนจิ๋วมาจากตีนตุ๊กแก และพฤติกรรมของแมลงต่างๆ

โดยไอเดียในการพัฒนาโดรน FlyCroTugs เกิดขึ้นจากการที่ Mark Cutkosky และเพื่อนๆ ของเขา ศึกษาวิธีการของพวกแมลงเวลาที่พวกมันเคลื่อนย้ายวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเวลาที่ตัวต่อจะขนอาหารที่มีน้ำหนักเกินกว่าจะแบกไปได้นั้น พวกมันจะใช้วิธีลากไปตามพื้นแทน จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ใช้พัฒนาโดรนให้เคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวของมันได้ ด้วยวิธีการทอดสมอไปที่วัตถุหรือสิ่งของขนาดใหญ่ ซึ่งจากในคลิปวีดีโอจะเห็นว่าโดรนจิ๋วนี้สามารถเปิดประตูได้อย่างง่ายดาย

ขณะที่แรงบันดาลใจที่มาจากตีนตุ๊กแกนั้น ก็นำมาใช้พัฒนาโดรนเมื่อต้องมีการยึดเกาะบนผิวสัมผัสต่างๆ โดยการใช้ตะขอเหล็กเล็กๆ 32 ชิ้นเพื่อการยึดเกาะบนผิวสัมผัสนั้น เช่นที่ตุ๊กแกทำเวลาไต่อยู่บนผนังนั่นเอง

และด้วยความที่โดรน FlyCroTugs มีขนาดจิ๋ว ทำให้สามารถบินเข้าไปยังพื้นที่แคบๆ และบินใกล้ๆ คนได้อย่างปลอดภัย  จึงเหมาะกับการนำไปใช้ในภารกิจค้นหา และกู้ภัย ซึ่งสามารถช่วยเคลื่อนย้ายซากปรักหักพัง หรือบินไปวางกล้องเพื่อให้นักกู้ภัยสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมภายในที่ไม่ปลอดภัยได้ โดยในขั้นต่อไป ทีมวิศวกรชุดนี้กำลังพัฒนาการควบคุมโดรนให้ขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงหาวิธีการให้โดรนหลายๆ ตัวสามารถทำงานได้พร้อมๆ กันด้วย

 

มนุษย์จะเป็นอย่างไรในอีก 1,000 ปีข้างหน้า? มาหาคำตอบในแบบวิทยาศาสตร์กันนะ

kapook_world-362872

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนมนุษย์เรามีวิวัฒนาการระบบย่อยอาหารให้สามารถกินนมวัวได้ เมื่อ 150 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้วิวัฒนาการให้มีความสูงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10 ซม. เมื่อ 65 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์เราได้เพิ่มอายุขัยโดยเฉลี่ยของเราไปอีก 20 ปี และทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

จะเห็นว่าในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ มวลมนุษยชาติมีวิวัฒนาการที่ก้าวไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และถ้าเรามองไปในอนาคต 1,000 ปีข้างหน้าหล่ะ มนุษย์จะมีวิวัฒนาการก้าวไกลไปถึงขนาดไหนกัน?

ในคลิปวีดีโอของแชนแนลยูทูป AsapSCIENCE ในชื่อตอนที่ว่า “Humans In 1000 Years” จะพาเราท่องไปในกาลเวลา 1,000 ปีข้างหน้า เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโลกรวมถึงตัวเราเอง นับว่าเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นทีเดียว

เรื่องแรกที่ผู้เล่าเรื่องหยิบยกขึ้นมาคือ เผ่าพันธุ์มนุษย์จะยังคงมีความหยิ่งทะนงและพึงพอใจในตนเองเหมือนเช่นที่เป็นในยุคปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะก้าวหน้าไปมากขนาดไหน แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้ความสามารถของสมองมนุษย์

ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ในปี 2014 นักวิจัยในประเทศญี่ปุ่นได้ใช้ K computer ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องคอมฯ ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก เพื่อจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ แล้วพบว่าต้องใช้หน่วยประมวลผลที่มีจำนวนมากถึง 705,024 แกน หน่วยความจำถึง 1.4 ล้านกิกะไบต์ และเวลาอีก 40 นาที เพื่อการประมวลผลข้อมูลในปริมาณเดียวกับที่สมองของเราใช้เวลาประมวลผลเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าสมองของมนุษย์จะล้ำหน้ากว่าสมองกลมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถอยู่เหนือเครื่องจักรที่เราสร้างขึ้นมาได้

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะยังไม่สามารถมีพลังการประมวลผลที่เทียบเท่าสมองมนุษย์ได้ แต่เราจะสามารถสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่สามารถพูด ฟัง โต้ตอบ และมีความทรงจำ และก็หวังว่าพวกมันจะไม่ใช้ข้อมูลที่พวกมันรับรู้ เพื่อย้อนกลับมาใช้ทำลายมนุษย์

และเมื่อวิทยาการทางด้านการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่มนุษย์ยังคงไม่มีวิวัฒนาการในด้านใดอย่างชัดเจน มันก็อาจจะทำให้มนุษย์ต้องรวมร่างเข้ากับหุ่นยนต์เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตเราอาจจะมีหุ่นยนต์ขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า Nanobot ที่ฝังอยู่ในร่างกายของเรา เพื่อยกระดับความสามารถที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ เจ้า Nanobot อาจทำให้เราแข็งแรงขึ้น ยกของหนักได้มากขึ้น กระโดดได้สูงขึ้น วิ่งเร็วขึ้น ตามแนวความคิดแบบ Transhumanism ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เสริมความสามารถในด้านต่างๆ ของมนุษย์ แต่การขยายความสามารถของมนุษย์ด้วยอุปกรณ์พิเศษนั้นต้องไม่ละเลยประเด็นเรื่องจริยธรรม

และไม่เพียงแต่เฉพาะร่างกายของเรา ที่อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในวีดีโอยังได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Utility clouds ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว ที่สามารถรวมร่างกันจนกลายเป็นอาคารขนาดใหญ่ และสามารถแยกร่างกลายเป็นหุ่นจิ๋วได้ในเวลาอันรวดเร็ว ลองจินตนาการถึงบ้านทั้งหลัง ที่สามารถแยกร่างออกได้ในขณะที่เราออกจากบ้านไปทำงานในตอนเช้า เพื่อที่จะทำให้เกิดเนื้อที่ว่างเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างได้

และใน 1,000 ปีข้างหน้า ภาษาพูดในโลกของเราที่มีอยู่อย่างหลากหลาย จะมีจำนวนของภาษาที่ลดลงเป็นอย่างมาก นั่นหมายความว่าบางภาษาจะล้มหายตายจากไป และด้วยความร้อนและการแผ่รังสี UV ในโลกที่มากขึ้น มนุษย์เราจะมีวิวัฒนาการให้ผิวเข้มขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะตัวดำมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง และเราจะต้องมีวิวัฒนาการให้ตัวสูงขึ้น และผอมขึ้นอีก หากเราต้องการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของโลกอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่วีดีโอของ AsapSCIENCE ต้องการสื่อกับเราคือ ภาวะโลกร้อนในโลกยุคอนาคตนั้นเป็นอะไรที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงกว่าที่เราคาดคิดกัน เพราะฉะนั้นเราก็ควรช่วยกันดูแลโลกให้ดีๆ นะ

 

ยาน “ดอว์น” ยุติภารกิจ 11 ปี หาที่มาระบบสุริยะจักรวาล เหตุเชื้อเพลิงหมด

องค์การนาซา เผยปฏิบัติการสำรวจกลุ่มดาวเคราะห์น้อยของยานอวกาศ ‘ดอว์น’ สิ้นสุดลงแล้ว หลังทำหน้าที่ส่งข้อมูลที่อาจทำให้มนุษย์เข้าใจการกำเนิดและวิวัฒนาการของระบบสุริยจักรวาลมานานถึง 11 ปี

ยาน “ดอว์น” ยุติภารกิจ 11 ปี หาที่มาระบบสุริยะจักรวาล เหตุเชื้อเพลิงหมด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยานสำรวจชื่อ ดอว์น (Dawn) ซึ่งถูกส่งขึ้นไปสำรวจดาวเคราะห์น้อย 2 ดวง ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มดาวเคราะห์น้อยหลัก โคจรระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี นายโธมัส ซูเบอร์เคน รองผู้อำนวยการโครงการดอว์น แห่งองค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐ หรือ นาซา เปิดเผยว่า ยานสำรวจ ดอว์น ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมมา 2 วันติดต่อกันแล้ว และทางศูนย์ก็พยายามแก้ไขข้อบกพร่องที่ว่านี้ แต่ก็ไม่สามารถกู้สัญญาณขึ้นมาได้ จึงเชื่อได้ว่าเชื้อเพลิงของยานคือ ไฮดราซีน (Hydrazine) ได้หมดลงแล้ว ทำให้ยานไม่สามารถหันเสาอากาศมาทางโลก รวมถึงไม่สามารถหันแผงโซลา เข้าหาดวงอาทิตย์ เพื่อนำแสงอาทิตย์มาแปลงเป็นพลังงานได้อีกต่อไป

สำหรับยานสำรวจ ดอว์น ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือกัน ระหว่างองค์การนาซากับหน่วยงานด้านอวกาศของยุโรป ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศตั้งแต่ปี 2007 หรือ 11 ปีที่แล้ว โดยมีภารกิจหลักอยู่ที่การสำรวจดาวเคราะห์น้อย เวสตา (Vesta) และ เซเลส (Ceres) ซึ่งเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุด 2 ชิ้น ในแนวดาวเคราะห์น้อยหลัก โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าวัตถุ หรือ ดาวเคราะห์น้อยทั้ง 2 ดวง จะสามารถไขปริศนาการวิวัฒนาการของระบบสุริยจักรวาลของเราได้ และที่สำคัญคือ การสำรวจของยานอวกาศ ดอว์น ทำให้มนุษย์รู้ว่าตำแหน่งที่ตั้งของดวงดาว มีผลต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิตอย่างมาก

นอกจากนี้ถึงแม้จะเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว แต่ยาน ดอว์น จะยังคงโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยทั้งสองดวงอีกไม่ต่ำกว่า 20 ปี ขณะที่วิศวกรผู้สร้างยานมั่นใจว่า มันจะอยู่ได้นานถึง 50 ปี ส่วนสาเหตุที่ นาซา ไม่ทำลายยานสำรวจ ดอว์น ทิ้ง เหมือนกับที่บังคับยาน แคสซินี (Cassini) ให้พุ่งเข้าหาดาวเสาร์ ก่อนจะถูกชั้นบรรยากาศเผาไหม้จนหมด เนื่องจากเห็นว่า พื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยทั้ง 2 ดวง อาจมีแร่ธาตุหรือสสารสำคัญสำหรับนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาต่อให้อนาคต จึงไม่ต้องการให้มันถูกทำลายหรือเสียหายเพราะถูกยานสำรวจ ดอว์น พุ่งชน

ไทยทำได้ !นักวิจัยมทส.พัฒนานวัตกรรม ‘ซีเมนต์แบบฉีด’ ทดแทนกระดูก

ทึ่งนักวิจัย มทส.โคราช พัฒนาวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดทดแทนกระดูกสำเร็จ เผยคุณสมบัติเด่นทางเคมีคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ สามารถสลายได้ในร่างกาย ช่วยเสริมการเกาะของเซลล์กระดูกทำให้เนื้อเยื่อกระดูกใหม่เจริญเติบโตได้ดี มีความปลอดภัยต่อเซลล์สิ่งมีชีวิต ขึ้นรูปได้ตามต้องการ อีกทั้งใช้วัตถุดิบในประเทศช่วยลดการนำเข้าและต้นทุนต่ำ มุ่งขยายโอกาสในการรักษาผู้ป่วยอย่างทั่วถึง 

1 พ.ย.61 – รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยถึงผลงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก ณ ห้องประชุมสารนิเทศ อาคารบริหาร มทส. ว่า ผลงานวิจัยวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูกเป็นการพัฒนาโดย รศ.ดร.ศิริรัตน์ ทับสูงเนิน รัตนจันทร์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมเซรามิก สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย นพ.บุระ สินธุภากร หัวหน้าสาขาวิชาออร์โธปิดิกส์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส.

รศ.ดร.ศิริรัตน์ เปิดเผยถึง ผลงานวิจัย “นวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก” ว่า เป็นงานวิจัยภายใต้โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งได้พัฒนาวัสดุทดแทนกระดูกที่มีคุณสมบัติคล้ายซีเมนต์ที่สามารถขึ้นรูปได้โดยการปั้นหรือการฉีดผ่านเข็มฉีดยาขนาดเล็ก โดยใช้เวลาในการศึกษาวิจัยมากว่า 10 ปี (พ.ศ. 2552 -2561)

ทั้งนี้ “ซีเมนต์กระดูก” ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้มีมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ (Calcium phosphate) สามารถสลายตัวได้ในร่างกาย ก่อตัวได้เองในสภาวะปกติของร่างกาย ไม่เกิดความร้อนในขณะก่อตัว สามารถนำเข้าร่างกายผ่านเข็มฉีดยาเพื่อรักษาบริเวณที่เป็นโพรงหรือบริเวณที่แคบ ช่วยส่งเสริมการเกาะของเซลล์กระดูก โดยการสลายตัวที่เกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างช้าๆและให้รูพรุนที่เป็นโครงสร้าง (Scaffold) ให้เซลล์กระดูก เลือดและของเหลวในร่างกายเข้าไปภายใน ช่วยให้เนื้อเยื่อกระดูกใหม่เจริญเติบโตได้ดี มีความปลอดภัยต่อเซลล์สิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยส่วนเสริมแรงจากเส้นใยพอลิเมอร์ธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้ (Biodegradation) ทำให้เกิดความแข็งแรงเพียงพอในระหว่างที่เนื้อซีเมนต์บางส่วนสลายตัวไป

จุดเด่นอีกด้านของผลงานนวัตกรรม “ซีเมนต์กระดูก” คือ สามารถก่อตัวได้ที่อุณหภูมิห้อง จึงสามารถปั้นหรือขึ้นรูปให้มีรูปร่างตามต้องการได้ และสามารถพัฒนาต่อยอดนำมาขึ้นรูปที่ซับซ้อนแบบสามมิติ (3D printing) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ จึงเหมาะสำหรับการทำกระดูกที่มีความซับซ้อนของผู้ป่วย โดยวัตถุดิบที่ใช้ในงานวิจัยผลิตในประเทศทั้งหมด ทำให้มีต้นทุนต่ำสามารถลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และมีโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มาก

ด้าน นพ.บุระ สินธุภากร หัวหน้าสาขาวิชาออร์โธปิดิกส์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. เปิดเผยถึงการใช้ซีเมนต์กระดูกในการรักษาผู้ป่วยในปัจจุบันว่า โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ซีเมนต์กระดูกเพื่อการเสริมความแข็งแรงของกระดูกในตำแหน่งใกล้ข้อ เพื่อช่วยเร่งการสร้างกระดูกในกรณีกระดูกหักหรือกระดูกติดช้า ช่วยถมตำแหน่งที่มีการขาดหายไปของกระดูก ตัวอย่างเช่นที่แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยใช้การรักษาด้วยการฉีดซีเมนต์กระดูกในกระดูกสันหลัง หรือวิธี Vertebroplasty ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังหักหรือทรุด กระดูกสันหลังผิดรูป หรือที่เกิดจากกระดูกสันหลังหักจากภาวะกระดูกพรุน รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บทางกระดูกสันหลังโดยแพทย์จะกรีดผิวหนังบริเวณสันหลังเป็นรอยเล็กๆ เพื่อใส่เข็มที่จะฉีดซีเมนต์บริเวณกระดูกสันหลังภายใต้การควบคุมตำแหน่งโดยเครื่องถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ เมื่อฉีดซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว แพทย์จะค่อยๆ ดึงเข็มออกและปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อกระดูกสันหลัง 1 ชิ้น

ข้อดีของการรักษาด้วยวิธี Vertebroplasty คือ ลดระยะเวลาในการพักฟื้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะนอนพักในโรงพยาบาลเพียง 1 คืนเท่านั้น และลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในขณะที่รักษาโรคกระดูกพรุน โดยสารทดแทนกระดูกที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาอยู่ที่ 0.5 ซีซี ราคาโดยประมาณ 12,000 บาท

“หากใช้วัตถุดิบที่สามารถผลิตในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทยจะสามารถลดต้นทุนการนำเข้า และขยายโอกาสในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง หากงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก ได้ถูกบรรจุเข้าบัญชีนวัตกรรมไทยมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาใช้ในมนุษย์ ซึ่งเป็นโครงการที่ทีมวิจัยจะได้ทำการศึกษาและพัฒนาต่อในอนาคต” นพ.บุระ กล่าว

รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดี มทส. กล่าวว่า ผลงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดทดแทนกระดูก ของนักวิจัยดังกล่าว เป็นผลงานนวัตกรรมที่น่าภาคภูมิใจ ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้คิดค้นขึ้นด้วยหลักทางวิชาการ และนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงเกิดประโยชน์สู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตามนโยบายการบริหารงานมหาวิทยาลัย ที่ว่า “เราจะเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผสานเข้ากับทางการแพทย์ บนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาเป็นผลงานนวัตกรรมซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้านกระดูก ผู้สูงวัยที่ประสบปัญหาด้านกระดูกและตอบโจทก์ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และสอดรับได้เป็นอย่างดีกับนโยบายสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลงานวิจัยที่ตอบโจทก์และแก้ปัญหาของประเทศได้จริงของมหาวิทยาลัย

ชะลอสุก..ยืดอายุทุเรียน เก็บ 35 วัน รสชาติไม่เปลี่ยน

ทุเรียนที่วางขายทั้งข้างทาง ตลาดสด หรือในห้างโมเดิร์นเทรด ส่วนใหญ่เปอร์เซ็นต์แป้งแทบไม่ถึง 75% บริโภคกันจนเกือบลืมไปว่า เนื้อทุเรียนที่อร่อยหวานมันต้องแก่จัดเป็นอย่างไร

หากวันนี้ไม่หาวิธีพัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้มีคุณภาพต่างจากประเทศอื่น อนาคตเราอาจเสียตลาดส่งออกทุเรียนให้กับเพื่อนบ้านได้

“ปัญหามาจากเจ้าของสวนไม่นิยมตัดทุเรียนแก่จัด เพราะถ้าตัดทุเรียนแก่จัดออก เปลือกจะแตก เก็บได้ไม่นาน เนื้อในเละ เน่าเสีย อย่าว่าจะขายส่งต่างประเทศ คนไทยยังแทบไม่มอง โดยหารู้ไม่ว่า ทุเรียนแก่จัด เปลือกตรงก้นเริ่มปริแตก นี่แหละคือทุเรียนคุณภาพสุดยอด เนื้อกรอบ หวาน มัน กำลังกิน”

จากปัญหาดังกล่าว รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ ผอ.สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงร่วมกับ นายปิยะพงษ์ สอนแก้ว หัวหน้าหน่วยบริการเครื่องมือฯ…นำฟิล์มพลาสติกซีลชะลอความสุก ยืดอายุการเก็บทุเรียน (active packaging) มาใช้

“ปกติคนทั่วไปจะยืดอายุด้วยการแกะทุเรียนสุกไปใส่กล่องแล้วนำไปแช่แข็ง วิธีนี้ถ้าเก็บนานไปทุเรียนจะกลายเป็นน้ำแข็ง ก่อนบริโภคต้องปล่อยให้ละลาย ทำให้รสชาติเปลี่ยนไป หรือหากนำไปแช่ตู้เย็นในช่องเก็บผัก ระยะเวลา 5-7 วัน เนื้อทุเรียนจะเริ่มเน่าไหลเป็นน้ำ เราจึงนำความรู้จากการยืดอายุการเก็บรักษาลำไย มะม่วง ที่สำเร็จแล้ว มาต่อยอดใช้กับทุเรียน”

ซีลเฉพาะเนื้อ 35 วัน.

ในการทดลอง รศ.วรภัทร เผยว่า นำทุเรียนหมอนทองแก่จัด 80% ไม่ป้ายขั้ว จากล้งทุเรียนส่งออกในจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด อุตรดิตถ์ ศรีสะเกษ และตาก มาทำความสะอาด เป่าลมให้แห้ง มาห่อซีลด้วยฟิล์มพลาสติกแอ็กทีฟฯ ที่มีผลต่อการคายน้ำของทุเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เนื้อทุเรียนเน่าเสียเร็ว

ทดลองห่อ 2 แบบ ห่อซีลทั้งลูก และแกะเอาเฉพาะเนื้อทุเรียนมาซีลฟิล์ม เพื่อศึกษาเปรียบเทียบว่า การห่อซีลแต่ละแบบเก็บได้นานแค่ไหน

ซีลทั้งผล 35 วัน.

ปรากฏว่า ทั้ง 2 แบบเก็บได้นาน 30-35 วัน และเมื่อนำทุเรียนไปให้ชาวบ้านทั่วไปในพื้นที่ต่างๆได้ทดลองชิม…ทุกคนไม่สามารถแยกได้ว่า ทุเรียนแก่จัดนี้เพิ่งถูกตัดมาจากสวนสดๆ หรือเป็นทุเรียนที่ผ่านการห่อซีลแช่เย็นมานานนับเดือน

เคลือบกระจกกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติใหม่ พร้อมส่องดาวหน้าหนาว

สดร. ถอดกระจกกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติขนาด 2.4 เมตร ไปเคลือบใหม่ ด้วยนวัตกรรมเครื่องเคลือบฝีมือคนไทย พร้อมส่องดาวหนาวนี้

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถอดกระจกกล้อง โทรทรรศน์แห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร มาเคลือบใหม่ด้วยเครื่องเคลือบกระจกฝีมือคนไทย นับเป็นการเคลือบครั้งแรก หลังจากใช้งานมา 5 ปี โดยดำเนินการเองตลอดกระบวนการตั้งแต่ถอด ล้าง เคลือบ ประกอบและติดตั้ง ณ หอดูดาวแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หวังใช้ดาราศาสตร์พัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพบุคลากร ทั้งยังช่วยสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมให้บริการสังเกตการณ์ท้องฟ้าตั้งแต่พฤศจิกายนเป็นต้นไป 

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า กล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา หรือ หอดูดาวแห่งชาติเป็นกล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสง ติดตั้งกระจกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถรวมแสงวัตถุท้องฟ้าที่อยู่ไกลและมีความสว่างน้อยได้ดี เมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่งฟิล์มบางอะลูมิเนียมที่เคลือบผิวกระจกจะเสื่อมสภาพลง ทำให้ปริมาณแสงที่ได้ลดลงไปด้วย เมื่อมีค่าการสะท้อนแสงต่ำกว่า 80% จำเป็นต้องนำมาทำความสะอาดและเคลือบใหม่อีกครั้ง

“กว่า 5 ปีที่กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นประตูสู่โลกดาราศาสตร์ให้กับประเทศไทยและนานาประเทศ ถึงเวลาที่ต้องเคลือบกระจกของกล้องโทรทรรศน์ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพดังเดิม เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการหอดูดาวแห่งชาติและวิศวกรรม ได้ดำเนินการถอดกระจกกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติจากอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และขนส่งมายังอาคารเคลือบกระจก อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อทำความสะอาด ล้างและเคลือบใหม่จนได้กระจกที่ใส มีคุณสมบัติการสะท้อนแสงที่ดีดังเดิม จากนั้นจึงขนย้ายกระจกดังกล่าวกลับไปติดตั้ง ณ หอดูดาวแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา″

นายอภิชาต เหล็กงาม ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการหอดูดาวและวิศวกรรม กล่าวว่า กระบวนการเริ่มด้วยการล้างฟิล์มบางอะลูมิเนียมเก่าออกด้วยสารเคมี ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำยาเฉพาะ แล้วจึงเคลือบกระจก ด้วยเทคนิคสปัตเตอริง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ฟิล์มมีความเรียบสม่ำเสมอทั่วทั้งผิวกระจกและทำให้ได้ค่าการสะท้อนแสงที่ดีที่สุด จากนั้นจึงทำการทดสอบอยู่หลายครั้ง จนวัดค่าการสะท้อนแสงที่มุมต่างๆ ของบานกระจกได้เฉลี่ยประมาณ 90% (ตามทฤษฎีการสะท้อนแสงของอะลูมินัม) จึงส่งกลับไปติดตั้งที่หอดูดาวแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ดังเดิม 

“เนื่องจากกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ เป็นกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงแบบริชชี-เครเทียน (Ritchey-Chretien system) ประกอบด้วยระบบกระจก 4 ชิ้น ได้แก่ กระจกปฐมภูมิ (กระจกหลัก ขนาด 2.4 เมตร) กระจกทุติยภูมิ กระจกตติยภูมิและกระจกจตุรภูมิ ดังนั้น เมื่อนำกระจกขนาด 2.4 เมตรที่เคลือบใหม่กลับไปติดตั้ง เจ้าหน้าที่จึงต้องจัดวางตำแหน่งของกระจกทั้ง 4 บานให้สัมพันธ์กัน เพื่อให้ลำแสงอยู่ในแนวเดียวกัน จากนั้นจึงทดสอบการชี้ตำแหน่ง ระบบติดตามดาว และตรวจสอบคุณภาพภาพถ่ายจากอุปกรณ์ ให้ได้ตามมาตรฐานที่ใช้ทำงานวิจัย ซึ่งถือเป็นงานหลักของกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เช่นนี้”

นายอภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลการวิจัยที่ติดตั้งและใช้งานร่วมกับกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ จำนวน 4 ชิ้น ได้แก่ กล้องถ่ายภาพอัลตราสเปก เป็นกล้องถ่ายภาพความเร็วสูงหลายร้อยภาพต่อวินาที สำหรับถ่ายภาพปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบ และดาวแปรแสง เป็นต้น กล้องถ่ายภาพวัตถุทางดาราศาสตร์ระดับงานวิจัย ความละเอียด 4 K (ARC4K : Astronomical Research Camera) ใช้ถ่ายภาพความละเอียดสูง เพื่อให้ได้รายละเอียดของวัตถุที่ชัดเจน สเปกโตรกราฟความละเอียดในช่วงกลาง (MRES : Medium Resolution Echelle Spectrograph) สำหรับถ่ายภาพสเปกโตรสโกปีความละเอียดปานกลาง เพื่อวัดค่าสเปกตรัมของวัตถุท้องฟ้า หาองค์ประกอบของวัตถุท้องฟ้าที่สนใจ และกล้องถ่ายภาพดาวเคราะห์ เพื่อถ่ายภาพดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ 

สำหรับเครื่องเคลือบกระจกนี้เป็นผลงานฝีมือคนไทย เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สามารถรองรับกระจกกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 2.4 เมตร กระบวนการสร้างเครื่องเคลือบกระจกดังกล่าวต้องอาศัยองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงในหลายสาขาวิชา เพื่อให้ได้เครื่องเคลือบที่มีประสิทธิภาพสูงอันจะเป็นประโยชน์ต่องานด้านดาราศาสตร์ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้า 

“เครื่องเคลือบดังกล่าวได้รับการพัฒนาจนมีคุณภาพไม่ด้อยกว่าเครื่องเคลือบกระจกจากต่างประเทศ ทั้งยังนำไปสู่ความร่วมมือพัฒนาเครื่องเคลือบกระจกสำหรับโครงการหมู่กล้องโทรทรรศน์รังสีเชเรนคอฟ โครงการวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่สนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ค้นหาคำตอบของจักรวาลจากการค้นพบทางฟิสิกส์อนุภาคที่ยิ่งใหญ่ เปิดโอกาสให้บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของไทยได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง”

นอกจากนี้ สดร. ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ให้คิดค้นพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือทางดาราศาสตร์อื่น ๆ อีกมากมายสำหรับพัฒนางานวิจัยทางดาราศาสตร์ ซึ่งในอนาคตอาจนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ใช้ต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ในแขนงอื่นๆ ด้วย 

ปัจจุบัน ขั้นตอนการติดตั้งกระจกกล้องโทรทรรศน์และอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านกระบวนการตรวจเช็คและทดสอบเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติจึงพร้อมให้บริการสังเกตการณ์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทัพเรือ ลงนาม พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ทางทหาร

ทัพเรือ ลงนาม พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ทางทหาร

 

พล.ร.ท.ไกรศรี เกษร รองเสนาธิการทหารเรือ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่าง สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ โดย พลเรือตรี วรพล ทองปรีชา ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ และบริษัท สุภาภา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดย นายเจษฎา สุภาภา กรรมการผู้จัดการบริษัท สุภาภา อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ห้อง Jesters โรงแรมเพนนินซูล่า ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

สำหรับการจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวันนี้ นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญระหว่าง สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ และบริษัท สุภาภา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในการร่วมกันวิจัยพัฒนาโดยการบูรณาการทรัพยากรและองค์ความรู้ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่แต่ละหน่วยงานมีความเชี่ยวชาญให้แก่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการต่าง ๆ

 

ประกอบด้วย โครงการวิจัยและพัฒนารูปแบบการควบคุม สั่งการ และสื่อสาร อากาศนานไร้คนขับ
โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตกระสุนปืนใหญ่เรือ โครงการวิจัยและพัฒนา การผลิตกล้องส่องทางไกล Military Specification โครงการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โครงการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติการทางทหาร โดยมีกรอบเวลาในระยะแรก 5 ปีอันจะนำไปสู่การวิจัยพัฒนาสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ปัจจุบันเป็นอุตสาหกรรมที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบันเพราะนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับแต่ละประเทศแล้ว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังมีส่วนในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีรวมถึงยังเป็นการสร้างความมั่นคงในด้านการทหารและอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ในส่วนของบริษัท สุภาภา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นบริษัทที่ริเริ่มความร่วมมือในงานวิจัยพัฒนาอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ทางการทหารตลอดจนภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการให้แก่หน่วยงานทางทหารและหน่วยงานความมั่นคงในประเทศได้มีศักยภาพในการผลิตตลอดจนนำไปสู่การคิดค้นและพัฒนายุทโธปกรณ์ทางการทหารให้สามารถตอบสนองตรงตามความต้องการด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพและผลักดันให้สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้สำเร็จบรรลุตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยใช้กลไก

ในการพัฒนาและส่งเสริมภายใต้แนวคิด The Power of Partnership เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ระดับโลก ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ และผู้ปฏิบัติงานที่เป็นผู้ใช้จริง เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ในการพัฒนาให้สามารถตอบสนองตรงตามความต้องการด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศต่อไป โดยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทางการทหารในกลุ่มบริษัทพันธมิตรของบริษัท ประกอบด้วย ระบบกล้องตรวจการณ์และบันทึกภาพตอนกลางคืน ระบบอากาศยานไร้คนขับ ระบบเครื่องช่วยเล็งและเครื่องชี้เป้าด้วยลำแสงอินฟราเรด เสื้อกั๊กทางยุทธวิธี อุโมงค์ลมและเครื่องช่วยฝึกจำลองการโดดร่ม รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบแผนที่ทางเรือและใต้น้ำ

 

 

รู้ไหมในแต่ละวันคุณทิ้งขยะมากแค่ไหน…แล้ว “นวัตกรรมขยะ” จะช่วยกู้โลกได้ยังไง?

 

ปี 2560 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในประเทศไทย 5 จังหวัดที่สร้างปริมาณขยะมูลฝอยมากที่สุดในแต่ละวัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 13,327 ตันต่อวัน, ชลบุรี 2,547 ตันต่อวัน, นครราชสีมา 2,458 ตันต่อวัน, สมุทรปราการ 2,445 ตันต่อวัน และ ขอนแก่น 1,836 ตันต่อวัน

จากรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2560 ปริมาณขยะมูลฝอย (หมายถึง ขยะทั่วไปที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค กิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ชุมชน ตลาด ร้านค้า และโรงงาน) ในปี 2560 เกิดขึ้นประมาณ 27 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.15 เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมือง การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไปเป็นชุมชนเมืองในหลายพื้นที่ พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนและการเติบโตของการท่องเที่ยว

ทั้งนี้หากคิดโดยเฉลี่ยแล้ว คนไทยแต่ละคนสร้างขยะมูลฝอย 1.14 กิโลกรัมต่อวัน!!! 

ด้วยเหตุนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ความสำคัญกับเยาวชนไทยเสมอมา จึงผลักดันให้เยาวชนมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมไปถึงองค์ความรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่นรอบตัวมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนสังคม และพัฒนาชุมชนของตนเองได้ โดย “พลังเล็กเปลี่ยนโลก” หนึ่งในโครงการของ ปตท. ที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยมุ่งเน้นผลักดันเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ ด้วยการนำเอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและพลังงานต่าง ๆ มาสานต่อความคิดให้เกิดประโยชน์กับสังคมในปัจจุบัน

ซึ่งในปีนี้กิจกรรมโครงการพลังเล็กเปลี่ยนโลก จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นปี 6 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมขยะ..กู้โลก” เป็นการเปิดเวทีให้เยาวชนคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 9 – 18 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย คิดค้นสิ่งประดิษฐ์จากขยะหรือสิ่งของเหลือใช้ที่คาดว่าจะก่อประโยชน์ให้แก่ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอผ่านการวาดภาพ หรือสื่อสร้างสรรค์อื่น ๆ ซึ่งไม่จำกัดเทคนิคในการนำเสนอ

กิจกรรมในครั้งนี้ ปตท. มุ่งหวังว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบผ่านการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมกับปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนตระหนักถึงการใช้พลังงานทุกประเภทที่มีจำกัดอย่างรู้คุณค่า รวมทั้งเป็นเวทีส่งเสริมการแสดงออกให้เยาวชนไทยได้กล้าคิด กล้าทำ กล้าสร้างสรรค์ เพราะความสร้างสรรค์นี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมอันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

สำหรับโครงการ “พลังเล็กเปลี่ยนโลก ปี 6” เปิดรับผลงานระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2561 โดยมีเยาวชนส่งผลงานเข้าประกวดจำนวนมากถึง 36,412 ผลงาน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 13 

โดยผลงานที่เข้าตากรรมการมากที่สุด 30 ผลงาน แบ่งเป็นระดับชั้นละ 10 ผลงาน จะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ได้มีโอกาสขึ้นนำเสนอผลงานกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน รวมทั้งได้รับทุนการพัฒนาผลงานจำนวนผลงานละ 2,500 บาท พร้อมใบเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณ

ทั้งนี้ นักเรียนเจ้าของผลงานที่ชนะเลิศที่คิดค้นประดิษฐ์ผลงานได้โดดเด่นและสามารถช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและชุมชน รวมถึงนำเสนอผลงานได้น่าสนใจทั้ง 12 คน พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการอีก 6 คน จะได้ร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาดูงานเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยพาไปชม 3 สถานที่สำคัญ ได้แก่ 

Ten Q Science Museum พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่โตเกียวโดม นำเยาวชนเรียนรู้เรื่องดาราศาสตร์ผ่านกิจกรรมมัลติมีเดียและเกมการละเล่น จากนั้นเดินทางสู่ National Museum of Emerging Science and Innovation หรือ Miraikan เพื่อสัมผัสกับโลกอนาคตในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของญี่ปุ่น ที่รวบรวมนวัตกรรมต่าง ๆ เอาไว้มากมาย

นอกจากนี้ยังศึกษาดูงานที่โรงงานขยะ Shinagawa Incineration Plant in Tokyo ดำเนินงานโดยองค์การ Clean Authority of Tokyo ที่รับจัดการบริหารระบบกำจัดขยะในเขต 23 เมืองในกรุงโตเกียว สถานที่ที่จะช่วยจุดประกายและต่อยอดความสร้างสรรค์ด้านการจัดการขยะของเยาวชน รวมทั้งยังช่วยปลูกฝังให้เยาวชนเห็นความสำคัญของการจัดการขยะที่ดีตั้งแต่ครัวเรือน ทั้งการแยกขยะและการนำขยะแต่ละประเภทไปกำจัดอย่างถูกวิธี การศึกษาดูงานที่นี่จะทำให้เยาวชนไทยสามารถถอดบทเรียนออกมาเป็นองค์ความรู้ติดตัวไปใช้ในการจัดการขยะในชุมชนของตนเองได้ในอนาคต

อีกทั้งเยาวชนยังจะได้เห็นอีกว่าขยะที่ใครต่างมองว่าไร้ค่า แต่หากผ่านการจัดการที่ดี ขยะเหล่านั้นก็จะกลายเป็นทรัพยากรที่มากประโยชน์ อีกทั้งช่วยลดปัญหาและผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ปตท. คาดหวังว่าโครงการพลังเล็กเปลี่ยนโลก ปี 6 จะช่วยให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ตระหนักถึงปัญหาขยะของประเทศมากขึ้น จนสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่ ประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ประโยชน์ให้สังคมไทย เพราะพลังเล็กๆ เหล่านี้เมื่อรวมพลังกันจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาขยะเกลื่อนเมือง และเพิ่มแนวทางการจัดการขยะอย่างถูกวิธี รวมทั้งเพิ่มอัตราการนำขยะกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ต่อไป