คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

POLAR SEAL เสื้อควบคุมอุณหภูมิ

1503101404618

 POLAR SEAL นวัตกรรมเสื้อควบคุมอุณหภูมิ 3 ระดับ สำหรับผู้ที่ต้องทำงานหรือเล่นกีฬากลางแจ้ง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1533674970030650

10 สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับผลงานเด่นและวาทะเด็ด

นักวิทยาศาสตร์คือผู้ที่ศึกษาค้นคว้าพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างยิ่ง ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันและทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นในทุกด้าน จากสมัยโบราณจนถึงปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดมากมาย ผลงานของพวกเขาได้ทำให้วิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่องและสร้างคุณประโยชน์นานัปการต่อชาวโลก นอกเหนือจากผลงานอันยอดเยี่ยมแล้วนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ยังมีวาทะเด็ดคำคมที่สะท้อนความคิดอันลึกซึ้งให้เราได้ครุ่นคิดตีความกันอยู่เสมอและต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับผลงานเด่นและวาทะเด็ดของพวกเขา 10. อริสโตเติล (Aristotle)aristotle-1

อริสโตเติล (384 – 322 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นนักปรัชญาคนสำคัญในยุคกรีกโบราณ เป็นศิษย์เอกของเพลโต เป็นอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในสมัยที่อริสโตเติลมีชีวิตอยู่นั้นวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้รับความสนใจเพราะผู้คนยังไม่เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร แต่อริสโตเติลสนใจศึกษาและเจนจบในหลากหลายสาขาวิชาทั้งฟิสิกส์ อภิปรัชญา จริยธรรม ชีววิทยา และสัตววิทยา เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตสัตว์และจัดแบ่งประเภทสัตว์อย่างเป็นระบบ แม้ทฤษฎีของเขาบางอย่างที่ภายหลังได้รับการพิสูจน์ว่าผิดเช่น ความเชื่อที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่าในสมัยสองพันกว่าปีก่อนนั้นยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์เลย แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักสังเกตและนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะแนวคิดทางปรัชญาที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก
อริสโตเติลได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์และบิดาแห่งชีววิทยา อริสโตเติลเขียนหนังสือไว้มากมายเป็น 1,000 เล่ม แนวคิดและงานเขียนของเขามีอิทธิพลต่อผู้คนและความเชื่อในศาสนาคริสต์จนถึงยุคกลางเป็นเวลานานถึง 1,500 ปี

ผลงานเด่น :

– ทฤษฎีทางด้านชีววิทยาและการจำแนกสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่คือพวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates)
– หนังสือที่เขาเขียนในสรรพวิชาที่เป็นแนวคิดหลักให้แก่คนรุ่นหลัง

วาทะเด็ด :

– “Quality is not an act, it is a habit.” → คุณภาพไม่ใช่การกระทำ หากแต่มันเป็นนิสัย
– “The roots of education are bitter, but the fruit is sweet.” → รากของการศึกษาอาจจะขม แต่ผลของมันนั้นหวานฉ่ำ

aristotle-2

 

9. อาร์คิมิดีส (Archimedes)archimedes-1

อาร์คิมิดีส (287- 212 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักฟิสิกส์ และวิศวกรชาวกรีก ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดและเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ อาร์คิมิดีสมีผลงานด้านวิทยาศาสตร์มากมาย เป็นผู้วางรากฐานให้แก่วิชาสถิตยศาสตร์, สถิตยศาสตร์ของไหล และกลศาสตร์ เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรกลหลายชิ้น รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องผ่อนแรงที่ยังใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน งานด้านคณิตศาสตร์อาร์คิมิดีสเป็นผู้คิดวิธีหาพื้นที่และปริมาตรของรูปทรงเรขาคณิตมากมาย อาร์คิมิดีสแสดงให้เห็นว่าค่า π (pi) มีค่ามากกว่า 223/71 แต่น้อยกว่า 22/7 ตัวเลขหลังนี้ถูกนำมาใช้เป็นค่าประมาณของ π มาตลอดจนถึงปัจจุบัน
เรื่องเล่าที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดเกี่ยวกับอาร์คิมิดีสคือตอนที่เขาค้นพบวิธีหาปริมาตรของมงกุฎทองของพระเจ้าเฮียโรที่ 2 เพื่อพิสูจน์ว่ามีการผสมเงินเข้าไปด้วยหรือไม่ อาร์คิมิดีสค้นพบตอนที่เขากำลังอาบน้ำแล้วสังเกตเห็นว่าระดับน้ำในอ่างเพิ่มสูงขึ้นขณะเขาก้าวลงไป จึงคิดวิธีหาปริมาตรของมงกุฎโดยวิธีแทนที่น้ำได้ ซึ่งนำไปสู่การพิสูจน์ได้ว่ามงกุฏทองมีเงินผสมอยู่จริงๆ ด้วยความตื่นเต้นดีใจอาร์คิมิดีสจึงวิ่งออกไปยังท้องถนนทั้งที่ยังแก้ผ้า แล้วร้องตะโกนว่า “ยูเรก้า!” (ภาษากรีกแปลว่าฉันพบแล้ว)

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์ปั๊มเกลียว (Screw Pump) ที่เรียกกันว่าเกลียวอาร์คิมิดีสซึ่งยังคงใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันสำหรับในการขนถ่ายน้ำ ถ่านหิน และเมล็ดธัญพืช
– ประดิษฐ์เครื่องผ่อนแรงหลายชนิด เช่น คานดีดคานงัด (Law of Lever) และลูกรอกใช้ สำหรับยกของหนักซึ่งยังใช้งานกันอยู่ถึงปัจจุบันเช่นกัน
– คิดค้นสูตรคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการหาพื้นที่และปริมาตรของทรงกลม ทรงกระบอก ทรงกรวย ภาคตัดกรวย ฯลฯ
– คิดค้นกฎของอาร์คิมีดีส (Archimedes Principle) ที่เป็นรากฐานของวิชาสถิตยศาสตร์ของไหลและใช้ในการหาความถ่วงจำเพาะของวัตถุ

วาทะเด็ด :

– “Eureka!” → ฉันพบแล้ว
– “Give me a place to stand, and a lever long enough, and I will move the world.” → หาที่ยืนกับคานงัดที่ยาวพอให้ฉันสิ แล้วฉันจะเคลื่อนโลกให้ดู

archimedes-2

 

8. ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) charles-darwins-1

ชาลส์ ดาร์วิน (คศ. 1809 – 1882) เป็นนักธรรมชาติวิทยา นักธรณีวิทยา และนักชีววิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ดาร์วินเป็นผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิมๆเกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ดาร์วินอธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน
ดาร์วินสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็ก ชอบการทดลองเกี่ยวกับสัตว์และพืช เขาศึกษาด้านธรรมชาติวิทยามาโดยตลอด จนกระทั่งได้รับเชิญเข้าร่วมเดินทางสำรวจทางทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) เป็นเวลา 5 ปี ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้กับสิ่งมีชีวิตในภูมิภาคที่แตกต่างกัน เขาได้ศึกษาอย่างละเอียดและทำวิจัยเพิ่มเติมต่อเนื่อง และได้พิมพ์หนังสือชื่อ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ช่วงแรกมีการโต้แย้งต่อต้านผลงานของเขาอย่างมากโดยเฉพาะจากฝ่ายศาสนจักร อีกหลายสิบปีต่อมาจึงเป็นที่ยอมรับและให้การยกย่อง นอกจากนี้เขายังมีผลงานเรื่องวิวัฒนาการของมนุษย์และการคัดเลือกทางเพศ และผลงานอื่นๆอีกมาก ดาร์วินได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ผลงานเด่น :

– ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Theory of natural selection)
– หนังสือการสืบเชื้อสายของมนุษย์และการคัดเลือกโดยสัมพันธ์กับเพศ (The Descent of Man, and Selection in Relation to Sex)

วาทะเด็ด :

– “A man’s friendships are one of the best measures of his worth.” → มิตรภาพคือหนึ่งในวิธีวัดคุณค่าของมนุษย์ที่ดีที่สุด
– “I love fools’ experiments. I am always making them.” → ผมชอบการทดลองโง่ๆนะ ผมมักจะทำมันบ่อยๆด้วยสิ

charles-darwin-2

 

7. หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)louis-pasteur-1

หลุยส์ ปาสเตอร์ (ค.ศ. 1822 – 1895) นักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เป็นผู้ที่ค้นพบว่าการเน่าเสียของอาหารเกิดจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เขาเรียกว่าจุลินทรีย์ ปาสเตอร์พบว่าจุลินทรีย์ส่งผลเสียมากมายทำให้เขาทำการค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์อย่างต่อเนื่องจนค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วยวิธีพาสเจอร์ไรส์(Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

ต่อมาปาสเตอร์ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ และได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคที่ร้ายแรงที่สุดตอนนั้นคือโรคแอนแทรกซ์ได้สำเร็จ ตามด้วยการค้นคว้าหาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในไก่ แต่การค้นพบวัคซีนที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดคือวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คนตายไปพอสมควร และจากการพบวัคซีนนี้ทำให้ค้นพบวัคซีนป้องกันโรคอีกมากมาย เช่น อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมาก ปีค.ศ. 1888 ปาสเตอร์ได้ก่อตั้งสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส จากนั้นสถาบันปาสเตอร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้นอีกหลายแห่งในประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยภายใต้ชื่อ “สถานเสาวภา” เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดต่างๆ

ผลงานเด่น :

– คิดค้นวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
– ค้นพบจุลินทรีย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเน่าเสีย
– คิดค้นวิธีการทำพาสเจอร์ไรซ์

วาทะเด็ด :

– “Fortune favors the prepared mind.” → โชคชะตามีไว้สำหรับคนที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว
– “Science knows no country, because knowledge belongs to humanity, and is the torch which illuminates the world.” → วิทยาศาสตร์ไม่รู้จักประเทศ เพราะความรู้เป็นของมนุษยชาติและเป็นไฟฉายที่ส่องสว่างแก่โลก

louis-pasteur-2

 

6. ทอมัส เอดิสัน (Thomas Edison)thomas-edison-1

ทอมัส เอดิสัน (ค.ศ. 1847 – 1931) เป็นยอดนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกชาวอเมริกา ผลงานของเขาหลายชิ้นได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนให้เป็นสังคมสมัยใหม่ เอดิสันเป็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จด้วยความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร เขาแทบจะไม่เคยได้เรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ทำการศึกษาค้นคว้าทดลองด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปั้นปลายของชีวิต เอดิสันสามารถนำเงินที่ได้จากการขายสิทธิบัตรผลงานที่เขาประดิษฐ์ได้ชิ้นแรกมาสร้างโรงงานที่มีห้องปฏิบัติการวิจัยในตัวซึ่งกลายเป็นต้นแบบของโรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ด้วยวัยเพียง 23 ปี
แม้ว่าเอดิสันจะไม่ใช่คนแรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า แต่เขาเป็นผู้ที่คิดค้นพัฒนาหลอดไฟฟ้าที่ใช้งานตามบ้านเรือนได้สำเร็จ ไม่เพียงเท่านี้เขายังเป็นผู้สร้างโรงจ่ายกระแสไฟฟ้าที่เมืองนิวยอร์ก ลากสายไฟฟ้าไปทั่วเมืองให้ทุกคนมีโอกาสใช้ไฟฟ้าอย่างทั่วถึงกัน และส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เอดิสันเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียง, เครื่องบันทึกภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมาเขาได้นำมารวมกันกลายเป็นเครื่องถ่ายทำภาพยนตร์ เขายังเป็นผู้ประดิษฐ์แบตเตอรี่ เครื่องผสมปูนซิเมนต์ และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆอีกนับพันชิ้น เอดิสันมีสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ภายใต้ชื่อของเขาเป็นจำนวนถึง 1,093 ชิ้น ก่อตั้งบริษัทด้านไฟฟ้าอีกหลายบริษัทรวมทั้งเจเนอรัลอิเล็กทริก (General Electric) บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลก

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
– ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียง
– ประดิษฐ์เครื่องถ่ายภาพเคลื่อนไหว
– ประดิษฐ์แบตเตอรี่

วาทะเด็ด :

– “Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration.” → อัจฉริยะเกิดจากแรงบันดาลใจเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ และอีก 99 เปอร์เซ็นต์คือความอุตสาหะ
– “I have not failed. I’ve just found 10,000 ways that won’t work.” → ผมไม่ได้ล้มเหลวนะ ผมเพิ่งจะพบ 10,000 วิธีที่มันใช้ไม่ได้

thomas-edison-2

 

5. มารี คูรี (Marie Curie)marie-curie-1

มารี คูรี (ค.ศ. 1867 – 1934) นักฟิสิกส์และนักเคมีชาวโปแลนด์ เป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านกัมมันตภาพรังสีและเป็นผู้ค้นพบธาตุเรเดียมที่ใช้รักษาโรคมะเร็งที่ทำให้คนตายเป็นอันดับหนึ่งมาทุกยุคสมัย เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลโนเบล เป็นคนแรกและผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้รางวัลโนเบล 2 ครั้ง และเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รางวัลโนเบลด้านวิทยาศาสตร์ 2 สาขา มารี คูรีเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่เก่งที่สุดและได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลก แม้จะขัดสนเรื่องการเงินและถูกกีดกันจากการเป็นผู้หญิง มารีได้ต่อสู้ดิ้นรนโดยหยุดเรียนเพื่อทำงานส่งให้พี่สาวของเธอเรียนจนจบก่อน แล้วให้พี่สาวส่งเธอเรียนด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่กรุงปารีสตามที่เธอตั้งใจ
มารีเริ่มค้นคว้าด้านกัมมันตภาพรังสีร่วมกับสามีคือปิแอร์ คูรีจนค้นพบว่ามีพลังงานถูกปล่อยออกมาจากแร่พิตช์เบลนด์ และได้พยายามแยกธาตุใหม่ออกจากแร่พิตช์เบลนด์ หลังจากใช้เวลาค้นคว้าราว 7 ปีเธอก็สามารถแยกธาตุใหม่ที่เธอเรียกว่าเรเดียมได้สำเร็จ ผลงานนี้ทำให้มารีและสามีได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ หลังจากปิแอร์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ มารียังคงมุ่งมั่นค้นคว้าต่อไปโดยมุ่งไปที่การใช้ประโยชน์ของเรเดียมในทางการแพทย์ จนเธอได้รับรางวัลโนเบลครั้งที่สองในสาขาเคมี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 มารีได้ตั้งหน่วยเอกซเรย์เคลื่อนที่ตระเวนรักษาทหารที่บาดเจ็บตามที่ต่างๆ หลังสงครามมารีได้กลับมาทำงานวิจัยอีกครั้ง แต่ผลกระทบจากการสัมผัสกับรังสีของเรเดียมเป็นเวลานานทำให้ไขกระดูกเธอถูกทำลายและเสียชีวิต การค้นพบที่ช่วยชีวิตผู้คนได้จำนวนมาก กลับต้องแลกด้วยชีวิตของเธอ

ผลงานเด่น :

– รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานการค้นพบธาตุเรเดียม
– รางวัลโนเบลสาขาเคมีจากผลงานการค้นคว้าหาประโยชน์จากธาตุเรเดียม

วาทะเด็ด :

– “One never notices what has been done; one can only see what remains to be done.” → ไม่มีใครสนใจในสิ่งที่ทำสำเร็จไปแล้ว เขามองเห็นแต่เพียงสิ่งที่ยังคงต้องทำเท่านั้น

– “You must never be fearful of what you are doing when it is right.” → คุณไม่ต้องกลัวในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่เมื่อมันถูกต้อง

marie-curie-2

 

4. นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)nikola-tesla-1

นิโคลา เทสลา (ค.ศ. 1856 – 1943) เป็นนักประดิษฐ์ นักฟิสิกส์ และวิศวกรไฟฟ้าชาวเซอร์เบียน-อเมริกัน เป็นผู้สร้างนวัตกรรมล้ำยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง สิทธิบัตรของเทสลาและผลงานเชิงทฤษฎีของเขากลายเป็นพื้นฐานของระบบไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้งานทั่วโลกในปัจจุบันได้แก่ ระบบจ่ายกำลังหลายเฟส และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นผู้ประดิษฐ์และค้นพบเทคโนโลยีใหม่มากมาย เช่น ขดลวดเทสลา (Tesla coil) เครื่องวัดความเร็วติดรถยนต์ เครื่องกระจายเสียงผ่านวิทยุ วิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้าซึ่งเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลาซึ่งวิศวกรรุ่นหลังตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา นอกจากนี้เขายังได้ศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีล้ำยุคเรื่องการส่งผ่านพลังงานแบบไร้สายหรือเทคโนโลยี wireless ที่ปัจจุบันกำลังเฟื่องฟู
เทสลาเป็นนักประดิษฐ์ยุคเดียวกันเอดิสันแถมยังเป็นคู่แข่งกัน เอดิสันสนับสนุนการใช้ไฟฟ้ากระแสตรงส่วนเทสลาพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับจนถึงกับเกิดสงครามกระแสไฟฟ้า (War of Currents) ซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมในยุคนั้นอย่างมาก เทสลามีแนวคิดล้ำยุคมีจินตนาการก้าวไกลเกินกว่าผู้คนยุคเดียวกันมาก เช่น เขามีแนวคิดจะทำโลกทั้งใบให้เป็นสื่อนำไฟฟ้าเพื่อให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปให้คนทุกคนในโลกได้ใช้กระแสไฟฟ้าอย่างเสรี หรือคิดสร้างอาวุธลำแสงมหาประลัยที่มีอานุภาพร้ายแรงขนาดแยกโลกของเราให้แตกออกเป็นสองส่วนได้ จนถูกเรียกว่านักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง (mad scientist) หลังจากเทสลาเสียชีวิต FBI ได้สั่งทุกฝ่ายว่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเทสลาต้องถูกจัดการอย่างลับที่สุด และต้องรักษาความลับของสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้เป็นความลับตลอดไป นี่คือนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่ากับผลงานของเขา เขาคือ ‘อัจฉริยะที่โลกลืม’

ผลงานเด่น :

– ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา
– ประดิษฐ์มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ
– ประดิษฐ์หลอดฟลูออเรสเซนต์
– คิดค้นวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย
– คิดค้นรีโมตคอนโทรล

วาทะเด็ด :

– “If your hate could be turned into electricity, it would light up the whole world.” → หากความเกลียดชังของคุณสามารถเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าได้ มันคงจะทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวเลยทีเดียว
– “The scientists of today think deeply instead of clearly. One must be sane to think clearly, but one can think deeply and be quite insane.” → นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้คิดแบบลึกซึ้งแทนที่จะคิดอย่างชัดแจ้ง คนเราต้องมีสติที่จะคิดอย่างชัดแจ้ง แต่ก็สามารถคิดให้ลึกซึ้งและบ้าคลั่งได้

nikola-tesla-2

 

3. กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)galileo-galilei-1

กาลิเลโอ กาลิเลอี (ค.ศ. 1564 – 1642) นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นคนแรกที่นำคณิตศาสตร์และการทดลองมาใช้เป็นเครื่องมือในการพิสูจน์กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติอย่างเป็นระบบอันเป็นรากฐานของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน กาลิเลโอค้นพบและสร้างกฎเพนดูลัม (Pendulum) หรือกฎการแกว่งของนาฬิกาลูกตุ้มที่นำไปสู่การสร้างนาฬิกาให้เที่ยงตรง เขาได้ทดลองปล่อยวัตถุสองอย่างที่มวลไม่เท่ากันจากหอเอนปีซาแต่ตกถึงพื้นพร้อมกันที่ทุกคนจำได้ดี กาลิเลโอประดิษฐ์และพัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้สามารถส่องดูดวงดาวได้อย่างชัดเจน กาลิเลโอพบว่าผิวดวงจันทร์ขรุขระมีภูเขาและหุบเหว พบว่าทางช้างเผือกอัดแน่นไปด้วยดาวฤกษ์จำนวนมาก พบวงแหวนของดาวเสาร์ พบจุดดับบนดวงอาทิตย์ พบดวงจันทร์บริวารสำคัญของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง และจากการเฝ้าสังเกตการณ์ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีนี่เองที่ทำให้กาลิเลโอพิสูจน์ได้ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
การค้นพบว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์สนับสนุนทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสที่เสนอให้ดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ไม่ใช่ดวงอาทิตย์และดาวอื่นๆทั้งหมดโคจรรอบโลกอย่างที่เชื่อกันมานับพันปีได้ทำให้เกิดการต่อต้านจากศาสนจักรเพราะขัดแย้งกับคำสอนในสมัยนั้น กาลิเลโอถูกสั่งห้ามพูดเกี่ยวกับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส แต่กาลิเลโอยังคงมุ่งมั่นค้นคว้าด้านดาราศาสตร์ต่อไปและมีผลงานเป็นหนังสือออกมาอีก ทำให้เขาถูกต่อต้านอย่างหนัก หนังสือก็ถูกห้ามขายในอิตาลี และตัวเขาถูกกล่าวหาเป็นคนนอกรีตต้องโทษจำคุก ต่อมาเขาถูกบังคับให้กล่าวคำขอโทษเพื่อแลกกับชีวิตและอิสระ แต่ยังถูกควบคุมในบ้านหลังหนึ่งตลอดชีวิต ระหว่างถูกควบคุมตัวเขาก็ยังมีผลงานเขียนหนังสือเล่มสำคัญ กระทั่งช่วงปั้นปลายชีวิตตาบอดทั้งสองข้าง กาลิเลโอก็ยังทำงานวิจัยต่อไปโดยให้ลูกศิษย์ทำการสังเกตและรายงานผลให้เขาวิเคราะห์ เขาคือนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่โดยแท้

ผลงานเด่น :

– คิดค้นกฎเพนดูลัม
– พิสูจน์ทฤษฎีวัตถุหนักหรือเบาตกถึงพื้นพร้อมกันเสมอ
– พัฒนากล้องโทรทรรศน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนส่องดูดาวได้
– คิดค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง
– คิดค้นพบวงแหวนดาวเสาร์

วาทะเด็ด :

– “We cannot teach people anything, we can only help them discover it within themselves.” → เราไม่สามารถสอนสิ่งใดให้กับใครได้เลย เราทำได้แค่เพียงช่วยให้เขาค้นพบมันด้วยตัวเขาเอง
– “I have never met a man so ignorant that I couldn’t learn something from him.” → ฉันไม่เคยเจอใครที่โง่เขลามากจนฉันไม่สามารถเรียนรู้อะไรจากเขาได้เลย

galileo-galilei-2

 

2. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)albert-einstein-1

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ค.ศ. 1879 – 1955) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมันเชื้อสายยิวถือสัญชาติสวิสและอเมริกัน เป็นผู้คิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพหนึ่งในสองเสาหลักของฟิสิกส์สมัยใหม่ร่วมกับกลศาสตร์ควอนตัม เขาเป็นเจ้าของสูตรที่โด่งดังที่สุดในโลก E = mc2 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกและจากการทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในปีพ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง เขาเป็นที่เคารพนับถือในความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาลซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก กลายเป็นแบบอย่างและสัญลักษณ์ของความฉลาดหรือความอัจฉริยะ ดังคำที่มีผู้ยกย่องเขาว่า “ไอน์สไตน์มีความหมายเดียวกันกับอัจฉริยะ”
ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ช้าเนื่องจากมีความบกพร่องทางการอ่านเขียน (Dyslexia) แต่เขากลับบอกว่าการพัฒนาทฤษฎีของเขาเป็นผลมาจากความเชื่องช้านี่เอง เพราะเขามีเวลาครุ่นคิดถึงอวกาศและเวลามากกว่าเด็กคนอื่น ในช่วงเริ่มต้นทำงานวิจัยไอน์สไตน์คิดว่ากลศาสตร์ของนิวตันไม่เพียงพอที่จะรวมกฎของกลศาสตร์ดั้งเดิมหรือกลศาสตร์ของนิวตันเข้ากับกฎของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ นำไปสู่การคิดค้นพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ต่อมาเขาได้ขยายทฤษฎีให้ครอบคลุมไปถึงสนามแรงโน้มถ่วงด้วยจึงเกิดเป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งใช้อธิบายโครงสร้างของจักรวาลได้ เขายังมีผลงานด้านกลศาสตร์เชิงสถิติและทฤษฎีควอนตัม รวมไปถึงทฤษฎีอนุภาคและการเคลื่อนที่ของโมเลกุล ไอน์สไตน์ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้นและงานอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น ทุกวันนี้ไอน์สไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ

ผลงานเด่น :

– ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
– ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
– ทฤษฎีโฟตอนกับความเกี่ยวพันระหว่างคลื่นและอนุภาค
– ทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอะตอมในของแข็ง

วาทะเด็ด :

– “Imagination is more important than knowledge.” → จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
– “Politics is for the present, but an equation is for eternity.” → การเมืองนั้นแสนสั้น แต่สมการคงอยู่ชั่วนิรันดร์

albert-einstein-2

 

1. ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton)isaac-newton-1

ไอแซก นิวตัน (ค.ศ. 1642 – 1727) นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาลและมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ หนังสือเล่มสำคัญของเขาที่ชื่อ Mathematical Principles of Natural Philosophy คือหนังสือที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ นิวตันได้คิดค้นกฎการเคลื่อนที่และกฎแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเสาหลักของการศึกษาจักรวาลทางกายภาพตลอดมา นิวตันแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนที่ของวัตถุบนโลกและวัตถุบนท้องฟ้าล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน นิวตันยังเป็นผู้สร้างกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงที่สามารถใช้งานจริงได้เป็นเครื่องแรก เป็นผู้พัฒนาทฤษฎีสี ค้นพบสเปกตรัมแสง คิดค้นกฎการเย็นตัว และศึกษาความเร็วของเสียง ผลงานของเขาช่วยให้การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
นิวตันให้กำเนิดวิชาคณิตศาสตร์แขนงใหม่หลายเรื่องด้วยกันได้แก่วิชาแคลคูลัส (Calculus) ที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อแคลคูลัสเชิงอินทิกรัล (Integral Calculus) นิวตันยังค้นพบทฤษฎีบททวินาม (Binomial Theorem) และวิธีการกระจายอนุกรม (Method of Expression) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพีชคณิต กล่าวกันว่าผลงานของนิวตันเป็นความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ในทุกสาขาของคณิตศาสตร์ในยุคนั้น จากตำนานลูกแอปเปิลตกนำไปสู่การสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างอเนกอนันต์ เมื่อนิวตันเสียชีวิตลงพิธีศพของเขาจึงถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่เทียบเท่ากษัตริย์ ศพของเขาฝังอยู่ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์เช่นเดียวกับกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงของอังกฤษ

ผลงานเด่น :

– คิดค้นกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
– คิดค้นกฎแรงดึงดูดสากล
– พัฒนาวิชาแคลคูลัส
– คิดค้นทฤษฎีสี

วาทะเด็ด :

– “If I have seen further than others, it is by standing upon the shoulders of giants.” → ถ้าฉันสามารถมองได้ไกลกว่าคนอื่น นั่นเป็นเพราะว่าฉันยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์
– “Plato is my friend, Aristotle is my friend, but my greatest friend is truth.” → เพลโตเป็นเพื่อนของฉัน, อริสโตเติลเป็นเพื่อนของฉัน, แต่เพื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันคือความจริง

isaac-newton-2

 

แม้ว่ากาลิเลโอได้วางพื้นฐานและแนวทางในการเรียนรู้ความจริงและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติเอาไว้ให้ นิวตันได้ตั้งกฎพื้นฐานที่เปิดประตูสู่การเรียนรู้ทุกสรรพสิ่งบนโลก และไอน์สไตน์ได้สร้างทฤษฎีที่เป็นกุญแจไขความลี้ลับของจักรวาล แต่ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่นักยังมีเรื่องราวที่เรายังไม่รู้จริงอีกมากมายมหาศาลรอให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ได้ศึกษาต่อไป ดังคำของนิวตันที่เคยบอกว่าตัวเขาเปรียบเสมือนเด็กที่เล่นอยู่ริมชายฝั่ง เพลิดเพลินกับการเสาะหาก้อนกรวดเรียบๆหรือเปลือกหอยที่สวยเป็นพิเศษ ขณะที่มหาสมุทรแห่งความจริงอันยิ่งใหญ่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าโดยยังไม่ถูกค้นพบ

http://www.takieng.com/stories/5326

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1530329587031855

 

 

นาทีชีวิต! ฮูกติดตาข่าย มองตาแป๋ว เหมือนอ้อนขอให้ช่วย ชาวเน็ตแห่ชม 21 ล้านวิว

เพจ El Rincon De Aspi ได้โพสต์คลิปวีดีโอ ที่ทีมกู้ภัยของต่างประเทศ ได้ช่วยเจ้านกฮูกที่บินท่าไหนไม่รู้มาติดตาข่ายไม่สามารถบินได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการช่วยเหลือด้วยการตัดตาข่ายที่ติดอยู่ตามปีกและลำตัวออก โชคที่เจ้าฮูกตัวดังกล่าวไม่ได้รับบาดเจ็บ จนได้อิสระภาพบินต่อไปได้

กูเกิลจับมือ MIT สร้างแอพแต่งภาพอัตโนมัติในสมาร์ทโฟนก่อนที่คุณจะกดถ่ายภาพ

คงจะถูกใจผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนและบรรดาสาวกเซลฟีแน่ๆ เมื่อกูเกิลกับ MIT ร่วมกันพัฒนาอัลกอริทึมที่ทำให้สมาร์ทโฟนสามารถรีทัชภาพแบบทันทีโดยอัตโนมัติขณะที่คุณกำลังจัดเฟรมภาพอยู่และเสร็จเรียบร้อยก่อนที่คุณจะกดถ่ายภาพ ทำให้คุณได้ภาพที่สวยงามเหมือนกับภาพที่ถ่ายโดยช่างภาพมืออาชีพแอพใหม่นี้เป็น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกสอนให้เรียนรู้วิธีการตกแต่งภาพให้ออกมาดีที่สุดระดับมืออาชีพ โดยการศึกษาจดจำจากภาพถ่าย 5,000 ภาพทั้งภาพดั้งเดิมและภาพที่ผ่านการปรับแต่งจากช่างภาพมืออาชีพ 

แต่นวัตกรรมที่แท้จริงของ AI ตัวนี้คือการทำให้อัลกอริทึมสร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพและมีความเร็วมากพอที่จะทำการรีทัชในขณะที่คุณกำลังจัดเฟรมภาพ ความเร็วในการทำงานของมันนี่แหละที่เป็นกุญแจสำคัญต่อการประยุกต์ใช้งาน

“เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการตกแต่งภาพแบบเรียลไทม์บนโทรศัพท์มือถือ” John Barron จากกูเกิลกล่าว

การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ถูกนำมาใช้เพื่อสอนให้คอมพิวเตอร์จัดการแต่งรูปภาพมาก่อนทั้งโดยกูเกิลและกลุ่มอื่น แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นมากของภาพจากสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน บวกกับพลังในการประมวลผลของมันที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้การปรับแต่งภาพแบบทันทีในสมาร์ทโฟนจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

google-mit-photo-retouch-2

เทคนิคที่ทีมวิศวกรใช้คือการรีทัชภาพผ่านทางภาพความละเอียดต่ำที่มาจากช่องมองภาพ (Viewfinder) และผลลัพธ์ที่ได้จากอัลกอริทึมก็ไม่ได้เป็นตัวภาพโดยตรงแต่เป็นสูตรในการแปลงภาพ นอกจากนี้ยังใช้เทคนิคการแบ่งภาพออกเป็นตารางซึ่งทำให้สามารถทำงานพร้อมกันทีละหลายร้อยพิกเซล ด้วยเทคนิคใหม่นี้ทำให้ใช้หน่วยความจำเพียงหนึ่งในร้อยของการรีทัชภาพความละเอียดสูงโดยตรงและใช้เวลาน้อยลง 10 เท่า

ดังนั้นภาพที่คุณเห็นบนจอภาพขณะที่คุณกำลังจัดเฟรมภาพจึงถูกปรับแต่งอย่างรวดเร็วทันทีทันใด แม้แต่ตอนที่คุณกำลังแพนกล้องไปรอบๆ นอกจากนี้ทีมวิศวกรยังบอกว่าพวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนสไตล์การตกแต่งภาพตามที่ต้องการได้อีกด้วย

Barron บอกว่าเราสามารถตั้งตารอที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ที่น่าสนใจของการตกแต่งภาพแบบทันทีทันใดโดยไม่สิ้นเปลืองแบตเตอรี่แต่อย่างใด  หวังว่าอีกไม่นานจะได้ใช้แอพใหม่ตัวนี้กัน

http://www.takieng.com/stories/5246

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1522983561099791

คลิป การตกอย่างอิสระ (ความรู้ทางฟิสิกส์ การตกอย่างอิสระ)


คลิป การตกอย่างอิสระ (ความรู้ทางฟิสิกส์ การตกอย… โดย rmutphysics

 1501723816777

คลิป การตกอย่างอิสระ  (ความรู้ทางฟิสิกส์)

ความรู้ทางฟิสิกส์

การตกอย่างเสรี (Free Falling) เป็นการ เคลื่อนที่ในแนวดิ่งภายใต้ความโน้มถ่วงของโลก หรือเป็นการเคลื่อนที่อย่างอิสระของวัตถุ โดยมีความเร่งคงที่เท่ากับ ความเร่งเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (g) มีทิศทางพุ่งลงสู่จุดศูนย์กลางของโลกมีค่าประมาณ 9.8 หรือ 10 เมตร/วินาที2

      การศึกษาการตกอย่างเสรีในที่นี้เราจะกล่าวถึงลักษณะของการเคลื่อนที่ 3 ลักษณะ ได้แก่

1. ปล่อยวัตถุลงในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้นเท่ากับศูนย์

2. ปาลงในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้น

3. ปาขึ้นในแนวดิ่งด้วยความเร็วต้น

ใครจะรู้..ชุบชีวิตรถยนต์เก่า เป็น ‘รถไฟฟ้า′ ด้วยฝีมือคนไทย

photodune-2043745-college-student-s

 นอกจาก กฟผ. จะมีภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยแล้ว กฟผ. ยังได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการสนับสนุน และส่งเสริมให้มีการวิจัยที่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยจากสถาบันการศึกษา หรือสถาบันวิจัยต่างๆ เพื่อพัฒนานักวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 กฟผ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตและการพัฒนานักวิจัย จึงได้มีการวิจัยและพัฒนาร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีเป้าหมายในการออกแบบชิ้นส่วนหลักรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะดัดแปลงรถยนต์สันดาปภายในที่มีอยู่ในท้องตลาดให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากการใช้เครื่องยนต์ พร้อมทั้งสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยแบตเตอรี่ 100% โดยมีแผนดำเนินการ 3 ระยะ

โครงการวิจัยยานยนต์ ระยะที่ 1 (ระหว่างปี 2553 – 2559) ที่ดำเนินการเสร็จแล้วนั้น กฟผ. และ สวทช. ได้ดำเนินการดัดแปลงรถยนต์ 2 รุ่น คือ Honda Jazz และ Toyota Vios ปัจจุบัน สวทช. ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า EV จากรถยนต์รุ่น Honda Jazz ให้กับ กฟผ. เพื่อนำไปใช้งานจริงแล้ว

ปัจจุบัน การวิจัยและพัฒนาโครงการนี้อยู่ในระยะที่ 2 ระหว่างปี 2560 – 2563 ได้แก่ “การวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” เพื่อมุ่งขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า EV กับรถยนต์รุ่นอื่นๆ เพื่อพัฒนาและนำไปใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ การดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) หรือ รถยนต์ ICE ที่ใช้แล้วมีเครื่องยนต์ที่เสื่อมสภาพ ปลดปล่อยไอเสียคุณภาพต่ำ เสียงดัง และความร้อนจำนวนมากสู่สิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่สามารถกลับมาใช้งานได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการวิจัยนาน 30 เดือน ใช้งบประมาณในการวิจัยทั้งสิ้น ประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ. สนับสนุนงบประมาณในการวิจัย ประมาณ 25 ล้านบาท และ สวทช. สนับสนุนงบประมาณ 35 ล้านบาท

เมื่อแล้วเสร็จจะดำเนินการโครงการวิจัยยานยนต์ ระยะที่ 3 (ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป) เมื่อสามารถพัฒนารถไฟฟ้าดัดแปลงที่มีต้นทุนต่ำได้เรียบร้อยแล้ว จะมีการขยายผลการพัฒนา เพื่อให้เกิดศูนย์บริการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า โดยจะมีการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV

ความท้าทายของโครงการนี้ คือ การวิจัยพัฒนาชิ้นส่วนหลักหลาย ๆ ส่วน ให้สามารถบูรณาการกันเพื่อ ลดความซับซ้อน ทำให้การปรับเปลี่ยนรถยนต์ ICE ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง โดยมุ่งลดต้นทุนในการดัดแปลงรถยนต์ไม่เกิน 200,000 บาท ไม่รวมแบตเตอรี่ รวมถึงพัฒนาต้นแบบภาคสนามชุดอุปกรณ์ดัดแปลง (Kit) พร้อมแบบทางวิศวกรรม (Blueprint) โดยการดำเนินงานวิจัยจะใช้รถยนต์ทั้งหมด จำนวน 4 คัน ได้แก่ รถยนต์ ECO จำนวน 2 คัน และรถยนต์ขนาดกลาง จำนวน 2 คัน ซึ่งคาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อโครงการวิจัยนี้แล้วเสร็จ คือ กฟผ. จะนำรถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้ง 4 คัน ทดสอบใช้งานเพื่อเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบและต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต โดยจัดทำเป็นเอกสารคู่มือเพื่อเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการ และจัดแสดงเพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV กับสาธารณชน

สุขใจ.. ที่ได้ร่วมกันสร้าง
กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย

https://regional.kachon.com/179169

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1514317095299771

Flow Battery แบตเตอรีเหลวจากโลกอนาคต สามารถลดความร้อนวงจรขณะจ่ายไฟได้

นักวิทยาศาสตร์จาก IBM และมหาวิทยาลัย ETH Zurich ได้ร่วมกันพัฒนา Flow Battery หรือแบตเตอรีเหลวที่อิเล็กโตรไลท์ข้างในสามารถไหลไปรอบๆ ได้ ทำให้นอกจากจ่ายพลังงานแล้วแบตเตอรีดังกล่าวยังนำความร้อนออกจากแผงวงจรได้อีกด้วย

FLOW BATTERY

Flow Battery

แน่นอนว่าถ้าแบตเตอรีชนิดนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาใช้จริง จะทำให้แบตเตอรีในอนาคตมีขนาดเล็กลง และประสิทธิภาพสูงขึ้น ตัวแบตเตอรีของโซลาร์เซลล์จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจนกระทั่งอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างกล้องในป่าอาจจะไม่ต้องใช้พลังงานภายนอกเลยด้วยซ้ำ

Redox Flow Battery นั้นใช้หลักการไหลของอิเล็กโตรไลท์เหลวภายในแบตเตอรีเพื่อกำเนิดพลังงาน อย่างก่อนหน้านี้เราเคยรายงานเรื่อง “Flow Battery แบตเตอรีเหลวที่ใช้งานได้ยาวนานสิบปีโดยไม่เสื่อมสภาพ” ที่ใช้เทคโนโลยีคล้ายคลึงกับข่าวที่เรานำเสนอวันนี้ ความแตกต่างคือในข่าวเก่านั้นกลุ่มนักวิจัยของฮาร์วาร์ดพยายามทำให้อายุการใช้งานของพวกมันยาวนานขึ้นเป็นสิบปี แต่ในครั้งนี้ทาง IBM และนักวิจัยของ ETH Zurich พยายามทำให้มันลดความร้อนที่เกิดขึ้นได้แทน

ทีมงานของ IBM และ ETH Zurich พบของเหลวสองชนิดที่เหมาะจะนำมาทำอิเล็กโตรไลท์ของ Flow Battery ที่มีคุณสมบัติลดความร้อนได้ขณะที่กำเนิดพลังงาน โดยเคลมว่า “งานวิจัยนี้เป็นชิ้นแรกในวงการที่สร้างแบตเตอรีเดียว ทำได้ทั้งจ่ายพลังงานและกำจัดความร้อน”

ทั้งคู่ได้ทำลองใช้ระบบ 3D Printing ทำช่องไหลของของเหลวบนแบตเตอรี ซึ่งจะทำให้อิเล็กโทรดผลักของเหลวไหลไปรอบๆ ชั้นเมมเบรน เมื่อไอออนไหลไปรอบๆ ก็เกิดพลังงานขนาด 1.4 Watt ต่อตารางเซนติเมตร และสามารถจำกัดความร้อนที่เกิดจากแบตเตอรีได้เป็นอย่างดีในการทดสอบ

อย่างไรก็ตามการที่มันจะเป็นแบตเตอรีที่ใช้งานจริงได้ มันจะต้องจ่ายพลังงานมากกว่าที่เป็นอยู๋ในตอนนี้ ซึ่งขั้นตอนนี้จะเป็นหน้าที่ของวิศวกรที่จะหาทางออกให้แบตเตอรีสามารถจ่ายไฟได้สูงขึ้น โดยทีมวิจัยไม่ได้จำกัดให้เทคโนโลยีนี้อยู่แต่บนแบตเตอรีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีอื่นๆ อย่างเลเซอร์ที่ต้องมีตัวหล่อเย็น หรือโซลาร์เซลที่ต้องใช้แสงอาทิตย์เพื่อกำเนิดพลังงานและเกิดความร้อนจากแสงเป็นส่วนเกิน

ที่มา – Engadget

http://www.whatphone.net/news/flow-battery-generate-power-reduce-heat/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1508664722531675