คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

สงสารเต่า

เห็นแล้ว สงสารเต่า โดนของที่ทิ้งลงในทะเล ทิ่มเข้าไปในจมูก ตอนดึงออกสุดแสนทรมาน ครั้งหน้า อย่าได้ทิ้งอะไรลงในทะเลอีกเลยครับ ฟิสิกส์ราชมงคล www.rmutphysics.com

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1363635097034639/

เผยคลิปวีดีโอสุดน่ารักของเจ้าแพนด้าน้อย

เว็บไซต์ ipanda.com เผยคลิปวีดีโอสุดน่ารักของเจ้าแพนด้าน้อย ในศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่ง มณฑลเฉิงตู ประเทศจีน ที่เอาแต่วิ่งไล่เกาะแข้งเกาะขาคนเลี้ยง จนไม่เป็นอันทำการทำงาน หากใครทุกคนที่ได้ชมคลิปนี้แล้วคงต่างต้องหลงในความออดอ้อนของเจ้าแพนด้าน้อยตัวนี้กันอย่างแน่นอน ฟิสิกส์ราชมงคล www.rmutphysics.com

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1363393573725458/

 

starbucks4

เปิดฤดูกาลล่า “ทางช้างเผือก” ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ก.พ.-เม.ย. นี้

starbucks4

                    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนชมปรากฏการณ์ทางช้างเผือก สามารถเห็นได้ชัดเจนทั่วประเทศ ในช่วงเช้ามืดตั้งแต่เดือนต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนี้

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า ช่วงเช้าตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะเห็นแนวใจกลางทางช้างเผือกเด่นชัดบริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู อีกทั้งยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์สว่างบริเวณด้านซ้ายของใจกลางทางช้างเผือกอีกด้วย

starbucks5

ทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประชาชนจะสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยแนวใจกลางทางช้างเผือกจะปรากฏอยู่สูงจากขอบฟ้ามากขึ้น และจะค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทางเป็นแนวพาดบริเวณกลางฟ้าเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเมษายน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่สามารถชื่นชมความสวยงามทางช้างเผือกได้ยาวนานขึ้น

starbucks7

           ด้าน นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า ใจกลางทางช้างเผือกคือส่วนที่สว่างที่สุดของทางช้างเผือก ประกอบด้วยวัตถุท้องฟ้ามากมาย เช่น ดาวฤกษ์ กระจุกดาว รวมทั้งเนบิวลา ทางช้างเผือกเป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อมองจากโลก สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นแถบสว่างพาดเป็นแนวยาวกลางฟ้า ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้

อย่างไรก็ตามทางช้างเผือกสามารถสังเกตเห็นได้เกือบตลอดทั้งปี หากท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีทัศนวิสัยของท้องฟ้าดี ก็จะสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกได้อย่างชัดเจน

starbucks6

ภาพและข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/148622

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1336965836368232

ไม่ได้โม้! นี่คือสิ่งมีชีวิตขนาดแค่ 1.5 มิลลิเมตร แต่ได้ชื่อว่า ‘ทรหดที่สุดในโลก’ แม้กระทั่งในอวกาศมันยังไปแพร่พันธุ์มาแล้ว มารู้จักกับมันเลย

ถึงจะบิน หรือปล่อยแสงเลเซอร์จากตาไม่ได้ แต่บางทีพลังเหนือชั้นของซุปเปอร์แมนก็อาจทำอะไรสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่มีชื่อว่า Tardigrades หรือ หมีน้ำ ไม่ได้เหมือนกัน เพราะถึงจะมีขนาดตัวเมื่อโตเต็มที่แล้วเพียง 1.5 มิลลิเมตร แต่สิ่งมีชีวิตชนิดนี้กลับสามารถถูกพบได้ทั่วโลก ตั้งแต่ยอดเขาหิมาลัยที่ความสูงกว่า 6,000 เมตร จนถึงใต้ทะเลลึกถึง 4,000 เมตร แถมยังสามารถทนความหนาวเย็นได้ถึง -200 องศาเซลเซียส และอยู่ได้แบบสบายๆ ในอุณหภูมิที่สูงถึง 150 องศาเซลเซียส หรือถ้าต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับการดำรงชีวิต มันก็สามารถจำศีลได้นานถึง 100 ปีอีกด้วย

Water bear tun

นอกจากนี้ พวกมันสามารถทนต่อรังสีได้มากกว่ามนุษย์ถึง 1,000 เท่า และเคยมีการนำมันส่งขึ้นไปในอวกาศพร้อมกับยาน FOTON-M3 เมื่อปี ค.ศ. 2007 โดยที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยดำรงชีพใดๆ ทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่า…นอกจากพวกมันจะรอดชีวิตกลับมาได้ครบทุกตัวแล้ว แถมยังออกลูกออกหลานในอวกาศด้วย?!?

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1338487266216089

นักวิจัยจีนอวดโฉมรถที่ควบคุมได้ด้วยความคิด

December 20, 2015

ในขณะที่เรากำลังเฝ้ารอรถยนต์ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองออกขายสู่คนทั่วไปอย่างใจเย็น ยานพาหนะของเรานั้นก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ไปก่อนในตอนนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์จากจีนนั้นได้คิดค้นวิธีที่ล้ำยุคขึ้นมาอีกนิดในการที่จะพาเราจากจุด A ไปยังจุด B ซึ่งด้วยการใช้อุปกรณ์สวมใส่บนศรีษะที่สามารถอ่านความคิดของเราได้นั้น รถคันใหม่ของพวกเขาก็สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าและขับถอยหลังได้ผ่านการใช้ความคิดอย่างตั้งอกตั้งใจนั้น

เซนเซอร์ทั้งหมด 16 ตัวบนหมวกนั้นได้ถูกใช้เพื่อเก็บสัญญาณไฟฟ้าจากสมองหรือที่เรียกกันว่า electroencephalogram (EEG) จากความคิดของผู้ขับรถ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะถูกแปลงไปเป็นคำสั่งสำหรับรถ กลุ่มนักวิจัยเบื้องหลังโครงการนี้กล่าวว่า  การพัฒนานั้นได้ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ซึ่งแต่เดิมพวกเขาตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้พิการนั้นสามารถเดินทางไปมาด้วยตัวเองได้

แทนที่จะแข่งขันกับรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองนั้น เทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยความคิดของพวกเขาจะส่งเสริมกันเองด้วยซ้ำไป “การพัฒนารถยนต์ที่ไม่ต้องใช้คนขับจะนำประโยชน์มาให้พวกเรามากขึ้น เนื่องจากพวกเราจะสามารถสร้างการควบคุมรถผ่านการใช้สมองได้ง่ายขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากระบบของตัวรถยนต์เอง” Duan Feng จาก Nankai University ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยในครั้งนี้กล่าว

“ท้ายที่สุดแล้ว รถยนตร์และเครื่องจักรนั้นไม่ว่าจะมีคนขับหรือไม่ก็มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์” เขากล่าว “ภายใต้ภาวะดังกล่าว เจตนาของมนุษย์จะต้องถูกรับรู้ ซึ่งในโครงการของเรานั้น มันทำให้รถสามารถอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น”

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เทคโนโลยีเช่นนี้จะปรากฏขึ้นในยานพาหนะที่ขายกันทั่วไปหรือไม่ แต่มันก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่วิศวกรต่าง ๆ จะสามารถสำรวจได้ในขณะที่เรากำลังจะก้าวออกมาจากวิธีเดิม ๆ ของการหมุนพวงมาลัยและคันเร่ง ซึ่งทีมนักวิจัยเบื้องหลังระบบใหม่นี้กล่าว  คนขับไม่จับเป็นที่จะต้องป้อนความคิดลงไปสู่ระบบตลอดเวลา โดยความคิดจะจำเป็นก็ต่อเมื่อต้องการจะเปลี่ยนเลนถนนหรือเพิ่มความเร็วให้มากขึ้นเท่านั้น วิธีเช่นนี้จะทำให้คนขับไม่จำเป็นจะต้องคอยใช้ความคิดในการควบคุมรถตลอดเวลาบนท้องถนน

ในตอนนี้ ยังไม่มีวิธีการที่จะเลี้ยวรถไปทางซ้ายหรือขวา ถึงแม้ว่าคนขับจะสามารถล็อครถได้ด้วยความคิดก็ตาม และบริษัท Great Wall Motors ของจีนเองก็ได้ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยในการทำให้รถทดสอบคันแรกสามารถใช้งานได้อยู่

“โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่สองจุด จุดแรกก็คือ  การนำเสนอวิธีการขับขี่โดยปราศจากการใช้มือหรือเท้าสำหรับผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และจุดที่สองก็คือ  การมอบรูปแบบการขับขี่แบบอัจฉริยะให้แก่ผู้ใช้งานทั่วไป”

แม้กระทั่งในรูปแบบที่ยังจำกัดอยู่ในตอนนี้ก็ยังนับว่าเป็นการพัฒนาที่น่าสนใจสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในด้านการควบคุมความคิด อีกทั้งรูปแบบอื่น ๆ ของเทคโนโลยีดังกล่าวเองก็อาจจะเหมาะสมที่จะเป็นมาตรฐานของยานยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้ได้ด้วยเช่นกัน

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่สามารถควบคุมพวงมาลัยด้วยความคิด แต่อย่างน้อยคุณก็อาจจะเปลี่ยนสถานีวิทยุด้วยความคิดได้ก็เป็นได้

ที่มา : [www.sciencealert.com/chinese-researchers-unveil-a-new-car-you-can-control-with-your-mind]

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1324760044255478

 

​Wi-Fi ชนิดใหม่ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่า มือถือของคุณจะไม่ดับก่อนกลับถึงบ้านแน่นอน

 

​Wi-Fi ชนิดใหม่ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่า มือถือของคุณจะไม่ดับก่อนกลับถึงบ้านแน่นอน

ถ้าหากคุณเคยค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเพื่อหาคำแนะนำถึงวิธีการประหยัดแบตเตอรี่บนเครื่องโทรศัพท์ของคุณล่ะก็ คุณจะรู้ว่าอันดับหนึ่งนั้นมักจะเหมือนกันเสมอ: ให้เปลี่ยนเป็นโหมดการบิน หรือ Airplane mode นั่นเอง

ทำไมล่ะ?

Wi-Fi ที่คุณกำลังใช้อยู่นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับมนุษย์ แต่มันก็ใช้พลังงานอย่างมากมายเหลือเกิน ซึ่งข่าวดีก็คือนักวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรในสหรัฐฯได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการขนส่งข้อมูล Wi-Fi ด้วยการใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม 10,000 เท่าของวิธีเดิม และน้อยกว่าทางเลือกประหยัดพลังงานอื่นๆเช่น Bluetooth กว่า 1,000 เท่านั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ซึ่งพวกเขาได้เรียกมันว่า Passive Wi-Fi มันเป็นอะไรที่เราต้องการมันในชีวิตเดี๋ยวนี้เลย

“เราอยากจะรู้ว่าเราสามารถส่งข้อมูลผ่าน Wi-Fi โดยแทบไม่ใช้พลังงานเลยได้หรือไม่” Shyam Gollakota ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยจาก University of Washington กล่าว “ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ Passive Wi-Fi ทำ เราสามารถที่จะใช้ Wi-Fi ด้วยพลังงานน้อยกว่าสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ถึง 10,000 เท่า”

Gollakota และทีมของเขาสามารถคิดวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งการส่งผ่านข้อมูล Wi-Fi พลังงานต่ำด้วยการแยกการทำงานทาง digital และ analogue ที่อยู่ในการขนส่งข้อมูลวิทยุออกจากกัน ซึ่งในหลายสิบปีที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพทางด้าน digital ที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้อย่างมาก และมันก็ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยทำมา แต่ไม่มีใครไปสนใจในด้านของ analog เท่าไหร่นัก ซึ่งนั่นหมายความว่ามันยังใช้พลังงานในปริมาณมากอยู่นั่นเอง

ดังนั้น แทนที่จะใช้พลังงานมากๆไปกับสัญญาณพวกนี้ Passive Wi-Fi นั้นสามารถที่จะเลือกสะท้อนคลื่นวิทยุที่เข้ามาและสร้างสัญญาณใหม่ขึ้นมาได้ในขณะที่ตัวมันนั้นสามารถดูดซับพลังงานจากสัญญาณที่มันกำลังแปลงสภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับวงจรของตัวเองได้ด้วย

Bryan Lufkin จากเว็บไซต์ Gizmodo ได้อธิบายไว้ว่า

“มีอุปกรณ์ตัวหนึ่งเสียบปลั๊กติดไว้ที่กำแพง – ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ใช้พลังงานเกือบทั้งหมดในกระบวนการนี้ – จะทำหน้าที่ส่งคลื่น analogue ไปยังตัวเซ็นเซอร์ Passive Wi-Fi ซึ่งตัวมันเองนั้นเกือบจะไม่ต้องใช้พลังงานในการทำงานเลย ซึ่งหลังจากนั้นตัวเซ็นเซอร์ก็จะเลือกคลื่นสัญญาณและสะท้อนมันต่อไปด้วยสวิตช์ digital ที่ทำหน้าที่สร้างตัว packet Wi-Fi ขึ้นมาซึ่งมอบ Internet พลังงานต่ำด้วย bit rate ที่มากถึง 11 megabits ต่อวินาทีไปยังอุปกรณ์ต่างๆอย่างเช่นโทรศัพท์ เราเตอร์ และอื่นๆอีกมากมายได้”

ในขณะที่ความเร็วดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ได้เร็วที่สุดในโลก แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก และมันก็ยังมีความเร็วสูงกว่า Bluetooth อยู่มาก ซึ่งเราคงไม่บ่นแน่นอนถ้ามันหมายถึงว่าเราสามารถที่จะกลับไปถึงบ้านได้ก่อนที่มือถือเราจะแบตหมดแล้วดับไป

ในตอนนี้ เทคโนโลยี Passive Wi-Fi นั้นถูกพิสูจน์แล้วภายในตัวมหาวิทยาลัย และมันสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ใช้ Wi-Fi ใดๆก็ได้โดยมีระยะการเชื่อมต่อไกลถึง 30 เมตรและสามารถส่งสัญญาณผ่านทะลุกำแพงได้

“เซ็นเซอร์ของเรานั้นสามารถใช้งานได้กับเราเตอร์ มือถือ แทบเล็ต หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆก็ได้ที่มีชิพ Wi-Fi ติดตั้งอยู่ สิ่งที่น่าทึ่งก็คือว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถถอดรหัส Wi-Fi packet ที่เราสร้างขึ้นมาผ่านการสะท้อนได้ดังนั้นคุณจึงไม่ต้องการอุปกรณ์พิเศษใดๆเพิ่มเติมเลย”

เทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกให้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ในด้านเทคโลยีของปี 2016 โดย MIT Technology Review ซึ่งได้ให้รายงานไว้ว่าอุปกรณ์ Passive Wi-Fi นี้อาจจะใช้ต้นทุนต่ำว่าหนึ่งดอลล่าร์ในการผลิตด้วย

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือเราต้องการอุปกรณ์ที่ใช้งานได้นานขึ้นกว่านี้ และบางทีเทคโนโลยีนี้อาจจะนำพาเราไปถึงจุดนั้นได้ก็เป็นได้

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/504398

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1323003781097771

Space X ปล่อยจรวด Falcon 9 อีกครั้ง รอบนี้ขึ้นสู่อวกาศแล้วลงจอดที่โลกได้อย่างปลอดภัย

SpaceX ประกาศความสำเร็จ หลังทำภารกิจปล่อยจรวด Falcon 9 อีกครั้ง ซึ่งรอบนี้ได้ขึ้นสู่อวกาศอย่างปลอดภัย ขนส่งดาวเทียบ 10 ตัว จากบริษัท Iridium เรียบร้อย และยังลงจอดที่ฐานจอดกลางมหาสมุทร ได้โดยไม่ล้มอีกด้วย

spacex-iridium-launch-flickr

No Bomb หลังเคย ประสบความล้มเหลวหนัก เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นได้ทำภารกิจขนส่งดาวเทียมต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีของ Mark Zuckerberg ด้วย แต่แล้วกลับตัวจรวดหรือ Falcon 9 เกิดระเบิดคาฐานปล่อยซะก่อน สร้างความเสียหายมหาศาลทีเดียว ส่วนต้นเหตุคือ มีออกซิเจนเหลวของยานรั่วไหล

จากเหตุระเบิดครั้งนั้น ก็ทำให้ความน่าเชื่อถือของ SpaceX ตกฮวบไปปริยาย แต่อย่างไรก็ตาม จรวด Falcon 9 ก็ได้หวนคืนอีกครั้ง รอบนี้มาพร้อมดาวเทียม 10 ดวงของบริษัท Iridium ซึ่งมีแผนจะส่งดาวเทียบให้ครบทั้ง 70 ดวงในอนาคตนี้ แต่หลังการปล่อยจรวดเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมานี้เอง ที่ฐานปล่อย Vandenberg Air Force Base จรวด Falcon 9 ประสบความสำเร็จในการขึ้นสู่อวกาศแล้ว และยังสามารถลงจอดที่ฐานกลางทะเล ได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย

ทั้งนี้ตลอดการทำภารกิจปล่อยจรวด ก็ได้มีการถ่ายทอดสดเอาไว้ทั้งหมด ซึ่งมีการติดกล้องบันทึกวิดีโอบนตัว Falcon 9 ไว้ด้วย ทำให้เราได้เห็นขึ้นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบเลยครับ

สำหรับจรวด Falcon 9 หรือจรวดที่เป็ยหนึ่งในโครงการ “จรวดใช้ซ้ำ” ที่ทาง SpaceX หรือซีอีโออย่าง Elon Musk ตั้งเป้าไว้ว่า จะทำจรวดที่สามารถนำมาใช้อีกครั้งได้ โดยไม่ต้องใช้แล้วทิ้งแบบก่อน ๆ ให้กินงบเล่น ๆ นั้นเอง

ที่มา : Engadget

อ้างอิง http://www.aripfan.com/spacex-comeback-launch-is-successful/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1325068644224618