เรื่องทั้งหมดโดย charud

‘แอสตัน มาร์ติน’ จับมือ ‘โรลส์-รอยส์’ สร้าง ‘รถหรูบินได้’

 

6F92A5E6-89B4-41E4-830A-EED29D3BC18D_cx0_cy4_cw0_w1023_r1_s

ผู้ผลิตรถหรู แอสตัน มาร์ติน จับมือ โรลส์-รอยส์ สร้างเครื่องบินส่วนตัวที่ทางบริษัทเรียกว่าเป็น “รถหรูบินได้” ด้วยความร่วมมือกับทีมวิศวกรจาก Cranfield University หวังแก้ปัญหารถติดในเมืองกรุง ด้วยเครื่องบินหรูระดับไฮเอนด์

3B09EE9A-DF1B-42D1-884E-EF2257FE1B29_w650_r0_s

เครื่องบินรุ่นคอนเซปต์ที่มีชื่อว่า Volante Vision Concept มี 3 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ทำความเร็วได้สูงสุด 200 ไมล์ต่อชั่วโมง และขึ้นลงในแนวดิ่ง เหมือนกับแท็กซี่โดรนที่ยักษ์ใหญ่ด้านการบินและบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งพยายามแข่งกันพัฒนาขึ้นมา

24DA152F-85DB-416D-94EB-3BC5FA0EDCDA_w650_r0_s

แต่รูปโฉมของเครื่องบินจากแอสตัน มาร์ติน ที่เป็นรถคู่กายของสายลับ 007 เจมส์ บอนด์ มาโดยตลอดนั้น ดูคล้ายกับถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการถ่ายภาพยนตร์มากกว่าการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นายเจมส์ สตีเฟน ผู้บริหารแอสตัน มาร์ติน เปิดเผยว่า ตลาดคมนาคมทางอากาศแบบส่วนบุคคลและขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างมาก แต่เครื่องบินที่อวดโฉมในงาน Farnborough Airshow เป็นเพียงคอนเซปต์เท่านั้น ซึ่งทางบริษัทจะสร้างเครื่องบินต้นแบบขึ้นมาในอีก 2 ปีข้างหน้า

ผู้บริหารแอสตัน มาร์ติน ยังบอกด้วยว่าราคาของเครื่องบินที่เรียกได้ว่าเป็นรถสปอร์ตเหินเวหานี้ จะอยู่ระหว่าง 3-5 ล้านปอนด์ หรือราว 130-220 ล้านบาท

แอสตัน มาร์ติน และโรลส์-รอยส์ ถือเป็นผู้ผลิตยานยนต์ระดับไฮเอนด์ ที่กระโจนเข้าสู่ตลาดแท็กซี่บินได้ ตามหลังบริษัทแอร์บัส อูเบอร์ และกูเกิ้ล โดยไม่นานมานี้ โรลส์-รอยส์ เพิ่งประกาศแผนพัฒนาแท็กซี่บินได้ ซึ่งเป็นคนละโครงการกับเครื่องบินที่พัฒนาร่วมกับแอสตัน มาร์ติน

ที่มา : https://www.voathai.com/a/aston-martin-taxi-plan/4488327.html

 

พบดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์เพิ่มอีก 12 ดวง

654

นักดาราศาสตร์พบว่าดาวพฤหัสบดีซึ่งมีดวงจันทร์บริวารของตนเองอยู่แล้วหลายสิบดวง ยังมีดาวเคราะห์อื่น ๆ โคจรวนรอบอยู่อีกอย่างน้อย 12 ดวงด้วย

การค้นพบครั้งนี้ทำให้จำนวนดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 79 ดวง

ทีมนักวิจัยจากสถาบันคาร์เนกีเพื่อวิทยาศาสตร์ (CIS) ของสหรัฐฯ ระบุว่าค้นพบดวงจันทร์ชุดใหม่ดังกล่าวโดยบังเอิญ ระหว่างค้นหา “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9″ (Planet Nine ) ของระบบสุริยะ ซึ่งคาดว่าอยู่ห่างไกลเลยขอบเขตวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบนี้ในวารสารออนไลน์ MPEC ของสหภาพดาราศาสตร์ระหว่างประเทศ (IAU) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Cerro Tololo ของประเทศชิลี จนพบดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีชุดใหม่เมื่อเดือน มี.ค. ของปีที่แล้ว

47

อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบยืนยันว่าดวงจันทร์เหล่านี้มีวงโคจรที่ยึดเอาดาวพฤหัสบดีเป็นศูนย์กลางจริงใช้เวลานานหลังจากนั้นถึง 1 ปี

ดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ 9 ใน 12 ดวง เป็นดาวบริวารที่อยู่รอบนอก มีการโคจรแบบ “ถอยหลัง” ซึ่งตรงข้ามกับทิศทางการหมุนของดาวพฤหัสบดี

ทีมผู้วิจัยคาดว่าดวงจันทร์เหล่านี้เป็นชิ้นส่วนของดาวบริวารขนาดใหญ่ที่ชนเข้ากับดาวเคราะห์น้อย ดาวหางหรือดาวบริวารอื่น ๆ ในอดีต

ดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ดวงหนึ่งมีขนาดเล็กไม่ถึง 1 กิโลเมตร และมีเส้นทางการโคจรที่เสี่ยงจะชนเข้ากับดาวบริวารอื่น ๆ ในอนาคต

นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อให้ดวงจันทร์นี้ว่า Valetudo ซึ่งเป็นชื่อของเทพีแห่งสุขภาพและอนามัยผู้เป็นเหลนของเทพจูปิเตอร์ คำนี้ในภาษาโปรตุเกสยังหมายถึงศิลปะป้องกันตัวประเภทหนึ่งอีกด้วย

หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า ดวงจันทร์ Valetodo เหมือนกับรถยนต์บนทางหลวงที่ขับย้อนศรมาในเลนที่ไม่ถูกต้อง และจะต้องชนเข้ากับดาวบริวารอื่น ๆ ในวันหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นอีกนับพันล้านปี แต่หากการชนนี้เกิดขึ้น เราจะสามารถมองเห็นได้จากบนโลก

รู้จัก ‘ไซมอน’ หุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศระบบ AI ตัวแรกของโลก

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTMoxKWhG6ro8TaEYG

ไซมอน คือหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศระบบปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกของโลกที่ได้เดินทางสู่สถานีอวกาศนานาชาติ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1889346297796847

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวฮือฮากันในโลกโซเชียล เกี่ยวกับ ไซมอน หุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศที่เพิ่งถูกส่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแต่ที่ไม่ธรรมดาคือ…นี่คือหุ่นยนระบบ AI ตัวแรกที่ถูกส่งขึ้นไป ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ เห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีหุ่นยนต์ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถูกส่งขึ้นไปเป็นผู้ช่วยของนักบินอวกาศมาก่อน ดังนั้นวันนี้ เราจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับไซมอนให้มากขึ้น

1. ไซมอนเป็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้เทคโนโลยีไอบีเอ็ม วัตสัน ที่ได้ติดตามนักบินอวกาศที่ชื่อนายอเล็กซานเดอร์ เกิร์สต ไปสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
2. เป้าหมายของการส่งไซมอนขึ้นไปคือการช่วยนักบินอวกาศปฏิบัติการ 3 ภารกิจ ได้แก่ 1. การร่วมกันทำการทดลองกับคริสตัล 2. แก้ไขปัญหาลูกบาศก์ของรูบิกโดยอาศัยวิดีโอต่างๆ 3. ทดลองทางการแพทย์ที่ซับซ้อนโดยใช้ไซมอนทำหน้าที่กล้องบินได้
3. ไซมอนเป็นระบบอัจฉริยะแบบอินเตอร์แอคทิฟที่พกพาได้ ที่จะเป็นผู้ช่วยนักบินอวกาศเกิร์สตในภารกิจครั้งที่ 2 สู่สถานีอวกาศนานาชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการสถานีอวกาศในช่วงที่สองของการปฏิบัติการระยะเวลา 6 เดือน
4. หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ไซมอนมีลักษณะเป็นอุปกรณ์กลมๆ ขนาดเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม ใบหน้าและเสียงดิจิทัล รวมถึงการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ของไซมอนทำให้ไซมอนเป็นเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” ของบรรดาลูกเรือบนอวกาศ

5. กลุ่มนักพัฒนาที่รับผิดชอบการพัฒนาไซมอนคาดการณ์ว่าไซมอนจะช่วยลดความเครียดของบรรดานักบินอวกาศ ขณะเดียวกันก็ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและทำหน้าที่เป็นระบบเตือนล่วงหน้าในกรณีที่เกิดปัญหาทางเทคนิค ซึ่งถือเป็นการเข้ามาช่วยปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยด้วย

4DQpjUtzLUwmJZZPFBVxsijnYrlZSCjuN1g4WRkdgzOF
6. ปัจจุบันไซมอนได้รับการฝึกอบรมให้สามารถระบุสภาพแวดล้อมของตนและสามารถระบุคู่สนทนาที่เป็นมนุษย์ที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับตนได้โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ช่วยให้ไซมอนสามารถประมวลผลข้อความ คำพูด และรูปภาพรวมถึงช่วยดึงข้อมูลและข้อค้นพบต่างๆ ได้อีกด้วย

7. ไซมอนสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆ ได้อย่างไร้ปัญหาไซมอนยังได้เรียนรู้ขั้นตอนดำเนินการทั้งหมดเพื่อให้สามารถช่วยทำการทดลองต่างๆ บนยานอวกาศได้อีกด้วย โดยบางครั้งการทดลองอาจประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ มากกว่า 100 ขั้นตอนที่แตกต่างกัน ซึ่งไซมอนรู้จักขั้นตอนเหล่านั้นทั้งหมด

8. โมเดลข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของไอบีเอ็มที่อยู่ในไซมอนจะช่วยให้องค์กรสามารถฝึกโมเดล AI ด้วยเทคโนโลยีของวัตสัน โดยไม่จำเป็นต้องผสานรวมข้อมูลที่ละเอียดอ่อน

9. ในระยะกลาง โครงการไซมอนจะมุ่งที่ผลของกลุ่มทางจิตวิทยาซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับทีมเล็กๆ ระหว่างภารกิจระยะยาวบนอวกาศ โดยผู้สร้างสรรค์ไซมอนมีความมั่นใจว่าการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์

อ้างอิง : https://www.thairath.co.th/content/1333210

อันดับ “นวัตกรรมไทย” ขึ้นที่ 44 โลก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยผลการสำรวจความสามารถด้านนวัตกรรมของแต่ละประเทศ ประจำปี 2561 หรือ GII 2018 ที่จัดทำโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization) หรือ WIPO ซึ่งเป็นหน่วยงานนำในการจัดทำดัชนีนวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation Index; GII) พบว่าในปีนี้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 44 ขยับขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดิม 7 อันดับ โดยในปี 2560 อยู่อันดับ 51 ถือเป็นประเทศในกลุ่ม “Innovation Fast Move” นอกเหนือจากอันดับในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยมีการปรับตัวดีขึ้นในกลุ่มปัจจัยเข้าทางนวัตกรรม จากเดิมอันดับที่ 65 เลื่อนขึ้นเป็นอันดับที่ 52 ส่วนกลุ่มปัจจัยผลผลิตทางนวัตกรรม ปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากเดิมอันดับที่ 43 เป็นอันดับที่ 45

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTMocgTISD58yMhYca

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1889359027795574

รมว.วท.กล่าวต่อว่า จากผลสำรวจพบว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นในปัจจัยด้านระบบตลาด ปัจจัยผลผลิตจากองค์ความรู้และInnovation และ ปัจจัยผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการภาคเอกชนไทย และการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ผ่านมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในผู้ประกอบการนวัตกรรม และเพื่อเป็นการเร่งปรับปรุงตัวชี้วัดที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ วท.จึงเร่งดำเนินการภายใต้แนวคิด “วิทย์สร้างคน วิทย์แก้จน และวิทย์แข็งแกร่ง”

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1334051

Sony เตรียมจัดแถลงข่าวในงาน IFA 2018 : อาจเปิดตัว Xperia XZ3

1523871785_sony_xperia_xz2_premium_black-600x338

Sony ได้เปิดเผยผ่านทางอีเมลว่าจะจัดงานแถลงข่าวและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายในงาน IFA 2018 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2018 เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

Sony ยังคงกำหนดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ครั้งใน 1 ปี เหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา โดยหลังจากที่ได้เปิดตัวเรือธง Xperia XZ2 และ Xperia XZ2 Compact ภายในงาน MWC 2018 (26 ก.พ. – 1 มี.ค.) ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ไปแล้วนั้น ก็จะตามมาด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้งภายในงาน IFA 2018 (31 ส.ค. – 5 ก.ย.) ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

69711847-e1528389166478

คาดว่า Sony อาจเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่อย่าง Xperia XZ3 ที่มีข่าวลือและสเปคหลุดออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้รหัสรุ่น H8416 และ H861, มีกล้อง 4 ตัว, ได้รับการติดตั้งระบบ Android P และได้รับการทดสอบ Benchmark ด้วย

อ้างอิง : https://www.beartai.com/news/mobilenews/262151

 

 

รพ.จีน พัฒนา AI ให้วินิจฉัยเนื้องอกในสมองได้แม่นยำและเร็วกว่าทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

14030_18071718175311

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1890384364359707

สำนักข่าว Xinhua ของจีน รายงานว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์วิจัย AI เกี่ยวกับความผิดปกติทางระบบประสาท ของโรงพยาบาล Beijing Tiantan ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน สามารถวินิจฉัยเนื้องอกในสมอง และสภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสมองได้แม่นยำ และเร็วกว่าทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของจีนเมื่อต้องมาแข่งขันกัน

ระบบ AI ดังกล่าว ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “BioMind” สามารถวินิจฉัยคนไข้ได้ถูกต้องถึง 87 เปอร์เซ็นต์ จาก 225 เคส ภายในเวลาแค่ 15 นาที ขณะที่ทีมแพทย์อาวุโส 15 คน วินิจฉัยได้ถูกต้องแม่นยำ 66 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อให้วินิจฉัยเคสที่เกี่ยวกับภาวะเลือดออกในสมอง AI ก็ยังเอาชนะได้อีก โดยทำนายผลได้ถูกต้อง 83 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีมแพทย์วิเคราะห์ถูกต้องเพียง 63 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่ง Gao Peiyi หัวหน้าแผนกรังสีวิทยาของโรงพยาบาล ระบุว่าไม่ได้เกิดจากแพทย์หย่อนประสิทธิภาพในการทำงานแต่อย่างใด เพราะผลที่ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยออกมาก็ยังดีกว่าค่าเฉลี่ยความแม่นยำในโรงพยาบาลทั่วไปอยู่ดี

โดยหลังจากทีมผู้พัฒนา BioMind ฝึกให้ AI ดูภาพและผลการวินิจฉัยโรคจากโรงพยาบาล Tiantan นับหมื่นๆ ภาพ ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า AI สามารถวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท รวมถึงเนื้องอกของเยื่อหุ้มสมอง และเนื้องอกในระบบประสาท ได้ถูกต้องแม่นยำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

Wang Yongjun รองประธานโรงพยาบาล Tiantan ระบุว่า จากการแข่งขันดังกล่าวระหว่าง AI กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตนหวังว่าจะทำให้แพทย์ได้เรียนรู้ถึงพลังของปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะแพทย์บางคนที่ไม่เชื่อในศักยภาพของ AI จะได้ขจัดความกลัวของพวกเขาที่มีต่อมันลงได้

ทั้งนี้  AI สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของแพทย์ และช่วยให้พวกเขาได้มีเวลาในการพัฒนาทักษะให้ดีขึ้นได้ ซึ่งลักษณะการทำงานก็เหมือนกับ GPS ที่คอยช่วยบอกทาง แต่สุดท้ายแพทย์ที่เป็นมนุษย์ก็ยังต้องเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะอยู่ดี

ที่มา : www.popularmechanics.com , www.thestar.com.my

นักวิทยาศาสตร์นิวซีแลนด์พัฒนาเครื่องเอ็กซเรย์สี 3 มิติ ช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคแม่นยำขึ้น

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1890121727719304

33

ถือเป็นข่าวน่ายินดีสำหรับวงการแพทย์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการเอ็กซเรย์แบบใหม่ที่ทำให้เห็นภาพภายในร่างกายของมนุษย์ได้แบบ 3 มิติ และเป็นภาพสีแบบ full-color ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น

โดย Phil และ  Anthony Butler สองพ่อลูกนักวิทยาศาสตร์จากนิวซีแลนด์ เจ้าของบริษัท  MARS Bioimaging ใช้เวลาพัฒนานานร่วม 10 ปี ก่อนจะออกมาเป็นเครื่องสแกนเนอร์ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริด-พิกเซล ที่เรียกว่า “Medipix3″ ซึ่งเป็นการยืมเทคโนโลยีที่ CERN (องค์กรวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป) พัฒนาขึ้นสำหรับ Large Hadron Collider (เครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่) มาใช้ เพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์ของการเอ็กซเรย์ที่ละเอียดมากขึ้น

ทั้งนี้  ชิป Medipix3 มีการทำงานคล้ายกับเซ็นเซอร์ในกล้องดิจิทัล แต่จะตรวจจับและนับอนุภาคที่มาชนกับพิกเซลเวลาที่ชัตเตอร์เปิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ตรวจจับความแตกต่างของความยาวคลื่นได้ จึงทำให้เครื่องสแกนเนอร์สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกระดูก, กล้ามเนื้อ, ไขมัน, น้ำ และสิ่งอื่นที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้ และแสดงภาพออกมาได้อย่างสมจริง โดยมีความละเอียดและความคมชัดสูง

44

ศาสตราจารย์ Anthony Butler ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวภาพที่ University of Otago เผยว่าเครื่องสแกนเนอร์ที่พัฒนาขึ้นมานี้จะสามารถช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรคและรักษาคนไข้ได้อย่างแม่นยำถูกต้องมากขึ้น โดยที่ผ่านมา มีการนำเครื่องสแกนเนอร์ไปทดลองใช้ในการศึกษาโรคมะเร็ง รวมถึงสุขภาพเกี่ยวกับข้อและกระดูกของคนไข้มาแล้ว และตอนนี้ พวกเขาก็วางแผนจะทดสอบการใช้งานในวงกว้างมากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในประเทศนิวซีแลนด์  แต่คาดว่าอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เทคโนโลยีนี้จะได้รับการอนุมัติให้ใช้งานได้อย่างแพร่หลาย

 

ที่มา  bigthink.com , gizmodo.com , www.slashgear.com

ULTRAFINE คืออะไร ? ทำไมต้องมีในแอร์ ?

Saijo Denki ULTRAFINE ฝุ่นละออง แอร์

ฝุ่นที่อยู่ในอากาศมีหลายขนาด มีทั้งที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า และที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่คุณรู้ไหมว่าฝุ่นที่มีขนาดละเอียดเล็กมากกว่าเส้นผมที่เรียกว่า PM2.5 นั้น  มีโอกาสทำให้เสี่ยงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมสูงขึ้น 80% ในผู้หญิง และเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดสูงขึ้น 36% ในผู้ชาย อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 19% อีกด้วย ซึ่งถึงได้ว่าเป็นภัยร้ายที่ใกล้ตัวคุณมากที่สุด!

          จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีในการดักจับฝุ่นละอองที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง ULTRAFINE  TECHNOLOGY ที่ฟอกอากาศโดยใช้ระบบ Hi-Voltage Electrostatic ซึ่งมีการนำไฟฟ้าสถิตแรงสูง5,000 โวลต์ ในการดักจับฝุ่นที่มีขนาด 0.01 ไมครอน โดยไม่ปล่อยสารเคมี หรือประจุใดออกมา(ผ่านการทดสอบจากสถาบันในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำมาใช้กับเครื่องปรับอากาศ Saijo Denki ที่สามารถลดฝุ่นพิษในอากาศได้ถึง 99.99 % ภายใน 2 ชมทำให้ปลอดภัย มั่นใจหายห่วง!

          อีกทั้งในเครื่องปรับอากาศของ Saijo Denki ULTRAFINE ยังมีระบบเซ็นเซอร์วัดค่าฝุ่น และมี WIFI ในตัว จึงสามารถแสดงสถานะอากาศภายในห้องผ่านแอพพลิเคชั่น Saijo Denki Appโดยเมื่อแอร์เริ่มทำงานก็จะเป็นระบบฟอกอากาศไปพร้อมกัน จึงสามารถปรับสภาพอากาศให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งจะโชว์ในแอพพลิเคชั่นว่า “Good” ให้เรารู้ว่าอากาศในห้องดีแล้ว

ไขทุกข้อสงสัย ไขมันทรานส์ หลังสธ. ห้ามขายผลิตภัณฑ์ที่มี กรดไขมันทรานส์ ในประเทศไทย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1888507807880696

กรดไขมันทรานส์ กระทรวงสาธารณสุข คอเลสเตอรอล โรคหัวใจขาดเลือด ไขมันทรานส์

หลังจากที่คนไทย ตื่นตัวกับประกาศ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ไขมันทรานส์ มีผลบังคับใช้อีก 180 วัน ชี้ปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่าเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

โดยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน(Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต น้ำเข้า หรือจำหน่าย ในประเทศไทย ภายใน 180 วัน

โดยเรื่องนี้หลายคนยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ ไขมันทราส์ เราจึงนำคำอธิบายโดยละเอียด จากอาจารย์เจษฎ์ ที่ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้มาให้ได้ติดตามกัน

“อีก 6 เดือน ประเทศไทยจะปลอด “ไขมันพืชเติมไฮโดรเจนบางส่วน ( ไขมันทรานส์ )

เมื่อวานหลายคนคงได้เห็นการแชร์กันเต็มฟีด เรื่องที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงฯ เกี่ยวกับกรดไขมันทรานส์ (trans fat acid) ว่า เนื่องจากไขมันทรานส์ที่เกิดจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oil) ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ จึงให้อาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (ต้องเขียนให้ครบนะ) เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายใน 180 วัน นับจาก 11 ก.ค. 2561

ประกาศนี้ ทำเอาหลายคนดีใจกันใหญ่ โดยเฉพาะคนในวงการสาธารณสุขและโภชนาการ เพราะรู้กันมานานแล้วไขมันทรานส์อันตราย (ซึ่งผมก็เคยโพสต์เรื่องนี้หลายทีแล้ว)

เรามาสรุปเรื่องนี้กันหน่อยนะ ก่อนที่จะตื่นเต้นปนตกใจกัน แล้วแชร์ข้อมูลอะไรผิดๆ เกี่ยวกับไขมันทรานส์ … อย่างที่ก่อนนี้ก็เคยมีหลายทีแล้ว

1. ไขมันทรานส์ นั้นเป็นรูปฟอร์มหนึ่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ที่แทนที่โมเลกุลของมันจะมีตำแหน่งของไฮโดรเจน เป็นแบบซีส cis ตามปรกติ มันกลับพลิกตำแหน่งของไฮโดรเจน ทำให้เปลี่ยนรูปทรงไปแบบทรานส์ trans (ดูรูปบนขวา)

2. ไขมันทรานส์พบได้ในธรรมชาติ แต่ไม่มากนัก เช่น ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม แต่ที่เราพบกันมากกว่า คือเป็นผลพวงจากการผลิต “น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน” ซึ่งก็คือการทำให้น้ำมันพืช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว เปลี่ยนสถานะจากสภาพของเหลว มาเป็นของกึ่งแข็ง เช่น เนยเทียม มาร์การีน ครีมเทียม ช้อตเทนนิ่งสำหรับขนมอบ ฯลฯ (ซึ่งนิยมทำขึ้นเพื่อทดแทนไขมันสัตว์ที่แข็งตัวง่ายกว่า และมีไขมันอิ่มตัว เช่น เนยสด ครีมจริง) ทำให้ในผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มนี้ แม้จะมีราคาถูก และลดการบริโภคไขมันอิ่มซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ กลับทำให้ผู้บริโภคได้รับไขมันทรานส์ไปโดยไม่รู้ตัว

3. พึ่งจะไม่กี่ปีนี้เอง ที่เริ่มแน่ชัดแล้วว่าไขมันทรานส์นั้น ไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด เพราะมันไปเพิ่มการสร้างคอเลสเตอรอลตัวที่เลว คือ แอลดีแอล (LDL) ในร่างกาย ลดคอเลสเตอรอลตัวที่ดี คือ เอชดีแอง (HDL) แถมเพิ่มไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดด้วย … ทำให้เริ่มมีการรณรงค์ในต่างประเทศ ให้ลดละเลิกกินอาหารกลุ่มน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ที่มีไขมันทรานส์สังเคราะห์

4. แม้ว่าจะมีกระแสรณรงค์ต่อต้านไขมันทรานส์ เช่น มีข้อจำกัดว่าในอาหารจะมีปริมาณไขมันทรานส์ได้มากน้อยเพียงใด ไปจนถึงการห้ามผลิตห้ามจำหน่ายน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน … แต่ก็ยังมีช่องว่างในการหลบเลี่ยงตรงที่ผู้ผลิตหันไปใช้ช่องโหว่เรื่อง “ไขมันทรานส์ 0 กรัม” แทน เนื่องจากถ้าในอาหารนั้น ถึงจะมีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และน่าจะมีไขมันทรานส์มาด้วย แต่ถ้ามีปริมาณน้อยกว่าตามที่แต่ละประเทศกำหนด ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ก็มีสิทธิเขียนได้ว่า 0 gram trans fat (ดูรูปล่างซ้าย) ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ ว่าเป็น 0% คือไม่มีอยู่เลย

5. ดังนั้น ตามประกาศใหม่ของ ก.สาธารณสุข (ซึ่งแรงมาก) ก็จะทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถใช้ช่องโหว่นั้นได้อีกต่อไป นั่นคือ ห้ามที่ผลิต ทั้งจำหน่าย อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน แม้แต่น้อย … ซึ่งดีต่อผู้บริโภคที่จะไม่ต้องคอยดูที่ฉลากให้ชัดเจนอีกต่อไป ถ้าห่วงเรื่องไขมันทรานส์

6. ส่วนผู้ผลิตนั้น ก็เหนื่อยกันหน่อยล่ะ โดยถ้าเป็นบริษัที่ทำครีมเทียม เนยเทียม มาร์การีนอยู่ ก็ต้องเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิต จากที่เคยเอาน้ำมันพืช มาผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ก็ต้องทำให้เป็นการเติมไฮโดรเจนแบบสมบูรณ์ทั้งสายโมเลกุล ซึ่งจะเป็นการกำจัดไขมันไม่อิ่มตัวทั้งแบบซิสและแบบทรานส์ ออกจากผลิตภัณฑ์

7. ขณะที่ผู้ผลิตอาหาร ก็อาจจะหันกลับไปใช้พวกเนยจริง ครีมจริง แทนน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน … สำหรับคนไทยเรา ราคาสินค้าอาหารกลุ่มนี้ ก็คงจะแพงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มที่ในไทยเรานิยมเอามาใช้เป็นวัตถุดิบ ก็อาจจะตกต่ำลง เพราะขาดความต้องการ

8. ที่เข้าใจกันผิดๆ อีกอย่าง คือ น้ำมันพืชบรรจุขวดนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องไขมันทรานส์นะ … ที่เห็นข้างขวดน้ำมันว่าเป็นน้ำมันผ่านกรรมวิธีเนี่ย มันเรื่องกรรมวิธีการกลั่นน้ำมัน แล้วก็ไม่ได้เอามาเติมไฮโดรเจนเพื่อกันหืนแต่อย่างไร เพราะไม่งั้นได้กลายเป็นของกึ่งแข็งกันพอดี

9. เรื่องเอาน้ำมันพืชไปผัดทอดแล้วจะเกิดไขมันทรานส์ขึ้น ก็เป็นอีกเรื่องที่แชร์กันผิดๆ (ทำให้คนหันไปกินน้ำมันหมูกัน ซึ่งแย่เข้าไปใหญ่) … มีงานวิจัยพบว่าน้ำมันพืช ถ้าโดนความร้อนสูงมาก ซ้ำๆ หลายๆ รอบ จะมีไขมันทรานส์เกิดขึ้นจริง แต่ปริมาณน้อยมากๆ (จะน้อยกว่าที่เราได้รับจากไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเสียอีก) ดังนั้น ถ้าเอามาใช้ทำอาหารแค่ครั้งเดียว ก็ไม่ต้องกลัวอะไร (ที่เค้าห้ามเอามาทอดซ้ำบ่อยๆ เนี่ย จริงๆ เค้ากลัวเรื่องการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้นต่างหาก)

ครั้งแรกในไทย!! เปิดตัว “แม่เหล็กดูดสาหร่าย” เก็บเกี่ยวใน 10 วินาที

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1888579947873482
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ธรรมศาสตร์ ชูนวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทย “แม่เหล็กดูดสาหร่าย” นวัตกรรมที่ช่วยเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็กได้ไว้ใน 10 วินาที ตอบโจทย์อุตสาหกรรมพลังงานประเทศ

รศ.ดร.สุเปญญา จิตตพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของสาหร่ายและแพลงก์ตอน กล่าวว่า ทีมนักวิจัย ได้คิดค้นและพัฒนา “แม่เหล็กดูดสาหร่าย” นวัตกรรมช่วยเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็กได้ไว้ใน 10 วินาที โดยนวัตกรรมดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วนสำคัญ คือ แป้งมันสำปะหลังประจุบวก หรือ แป้งประจุบวก ที่ผ่านการสังเคราะห์และดัดแปลงโครงสร้าง ให้มีความสามารถในการยึดเกาะสาหร่ายขนาดเล็กที่เป็นประจุลบ ประกอบกับ อนุภาคแม่เหล็ก ทั้งนี้ จากการทดลองพบว่า สามารถทำหน้าที่เหนี่ยวนำสาหร่ายออกจากแหล่งน้ำได้ใน 10 วินาที สำหรับสาหร่ายที่มีปริมาณบรรจุขวด 100 มิลลิลิตร และมีต้นทุนประมาณ 60 – 70 บาทต่อการสังเคราะห์แป้งมันสำปะหลังประจุบวก 20 กรัม โดยมีศักยภาพในการเก็บเกี่ยวเซลล์สาหร่ายถึง 100 ลิตร อีกทั้งยังไม่เสียค่าไฟและเจ้าหน้าที่ในการดูแล ซึ่งถูกกว่าการพึ่งพาเครื่องมือจากต่างประเทศหลายเท่าตัว อย่างไรก็ดี นวัตกรรมดังกล่าว ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นผลงานการศึกษาวิจัยและพัฒนาของ นางสาวกานต์ธิดา แจ้งยุบล นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นเวลากว่า 2 ปี ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์

ด้าน รศ.ดร.เทพปัญญา เจริญรัตน์ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมกระบวนการชีวภาพ กล่าวว่า สาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae) เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพน้ำ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะในบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1,040 โรง ที่มาพร้อมกับศักยภาพสำคัญในการผลิตพลังงานเชื้อเพลิง ไบโอดีเซล เนื่องจากภายในเซลล์สาหร่ายบางสายพันธุ์ จะมีการสะสมน้ำมันไว้สูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ (ที่มา: สำนักคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง, 2557) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระบวนการเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็ก เพื่อสกัดเป็นน้ำมันไบโอดีเซลในภาคอุตสาหกรรม สามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การตกตะกอน หรือการปั่นเหวี่ยง เพื่อแยกเซลล์สาหร่ายออกจากอาหารเพาะเลี้ยง จากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนสกัดเป็นน้ำมันไบโอดีเซล สำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานและเชื้อเพลิงเป็นลำดับต่อไป ซึ่งมีต้นทุนสูงในการก่อสร้างรวมถึงต้องสูญเสียค่าไฟ และทรัพยากรคนในการดูแล

ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าว ถือเป็นสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สาหร่ายขนาดเล็ก เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวที่รวดเร็ว ง่ายขึ้น และต้นทุนที่ต่ำลง ดังนั้น การผลิตน้ำมันจากสาหร่ายขนาดเล็ก ที่มีส่วนผสมของแป้งประจุบวก จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย ในการขยายฐานวัตถุดิบการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ภายในประเทศและสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจากการส่งออก ขณะเดียวกัน สำหรับแหล่งน้ำที่ผ่านการแยกเซลล์สาหร่ายออกแล้ว ยังสามารถนำกลับมาใช้เพาะเลี้ยงสาหร่ายต่อได้อีกครั้ง หรือสามารถปล่อยสู่แหล่งน้ำได้โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ สาหร่ายที่ได้จากการเก็บเกี่ยว ยังสามารถนำมาสกัดให้เหลือเพียงสาหร่ายบริสุทธิ์ เพื่อขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เวชสำอาง อาหารคนหรืออาหารสัตว์ได้หลากรูปแบบ อาทิ ครีมหรือโลชั่นเพื่อบำรุงผิวกาย แป้งรองพื้น โดยที่ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง หรือทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง รศ.ดร.เทพปัญญา กล่าว

รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. มีนโยบายในการพัฒนาและบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์พันธุ์ใหม่ในยุค 4.0 สู่ “นักวิทย์คิดประกอบการ” ที่มีองค์ความรู้ มีกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ มีทักษะด้านการบริหารธุรกิจ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เหล่านั้น ในการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาสังคมในมิติต่างๆ และขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ ผ่านการส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนแบบบูรณาการของหลักสูตร SCI+BUSINESS ที่เน้นการเรียนรู้จริง-ปฏิบัติเป็น ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ สอดแทรกไปในทุกหลักสูตร ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ในด้านบริหารธุรกิจ โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากคณาจารย์ภายใน มธ. และหน่วยงานธุรกิจจากภาคเอกชน มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และเติมเต็มประสบการณ์ ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการผลิตบุคลากรคุณภาพ สู่การเป็นฟั่นเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.springnews.co.th/view/308225