เรื่องทั้งหมดโดย charud

16 ต.ค.นี้คนไทยแหงนมองฟ้า ดูดาวเสาร์เอียงหาโลกมากสุดในรอบ 14 ปี

CiHZjUdJ5HPNXJ92GOyZ3eOvTzBPpRFKDh

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1582381225160024

16 ต.ค.นี้ สดร.ชวนคนไทยร่วมชมดาวเสาร์จะทำมุมเอียงหาโลกมากที่สุดในรอบ 14 ปี จะทำให้เห็นวงแหวนดาวเสาร์ชัดที่สุด ผู้สนใจดูได้ตั้งแต่ 19.00 น. ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู…เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2560 ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร.  เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 ดาวเสาร์หันวงแหวนเอียงทำมุมเข้าหาโลกมากที่สุดในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2546 ประมาณ 26.96 องศา ปกติแล้วระนาบวงแหวนของดาวเสาร์จะทำมุมเอียงจากระนาบวงโคจรมากที่สุดทุกประมาณ 14 ปี เป็นผลให้วงแหวนดาวเสาร์มีลักษณะปรากฏแตกต่างไปในแต่ละปี คืนดังกล่าว หากสังเกตดาวเสาร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดหน้ากล้องตั้งแต่ 4 นิ้ว และกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะเห็นวงแหวน A และวงแหวน B แยกกันอย่างชัดเจนโดยมีช่องแบ่งแคสสินีอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวนทั้งสอง

ผอ.สดร.กล่าวว่า ในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 สามารถสังเกตดาวเสาร์ได้ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจชมความสวยงามของวงแหวนดาวเสาร์ในคืนดังกล่าว รวมถึงโรงเรียนทั่วประเทศโดยเฉพาะโรงเรียนในโครงการกระจายโอกาสเรียนรู้ดาราศาสตร์ 77 จังหวัดฯ ที่ได้รับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก สดร. ใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ตั้งกล้องโทรทรรศน์ให้นักเรียนและชุมชน ร่วมส่องวงแหวน ดาวเสาร์แบบเต็มตา เชื่อว่าวงแหวนดาวเสาร์ที่สวยงามจะช่วยสร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจแก่เยาวชนให้สนใจเรียนรู้ดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น.

https://www.thairath.co.th/content/1098690

ผลวิจัยชี้ฟาร์มกังหันลมในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ทั้งโลก

ลมเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดที่สุดซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ งานวิจัยใหม่ระบุว่าพลังงานลมในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือมีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าได้มากพอสำหรับคนทั้งโลกเลยทีเดียวการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมในสหรัฐอเมริกายังล้าหลังกว่ายุโรปและสหราชอาณาจักรเป็นทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งซึ่งในทวีปยุโรปมีพัฒนาการก้าวไกลและนำมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ขณะที่สหรัฐเพิ่งจะเปิดใช้เป็นแห่งแรกเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เองนอกเหนือจากมีความปลอดภัยต่อชีวิตของนกมากกว่าและรบกวนต่อผู้คนน้อยกว่าแล้ว ข้อได้เปรียบสำคัญของฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งคือมีความเร็วลมสูงกว่า ซึ่งในทางทฤษฎีจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากว่าฟาร์มกังหันลมบนบกถึง 5 เท่า แต่คำถามคือความเร็วลมที่สูงมากในทะเลจะสามารถเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าได้มากอย่างที่คิดจริงหรือไม่ นักวิจัยที่สถาบัน Carnegie Science ได้ทำการศึกษาเพื่อหาคำตอบ

“ลมในทะเลนอกชายฝั่งแรงจัดเป็นเพราะไม่มีอะไรไปขวางทำให้มันช้าลงหรือเปล่า?” Ken Caldeira หนึ่งในทีมวิจัยตั้งคำถาม “ฟาร์มกังหันลมยักษ์จะชะลอความเร็วลมจนไม่มีความแตกต่างกับบนบกหรือไม่?”

พลังงานส่วนใหญ่ที่ถูกเก็บเกี่ยวโดยกังหันลมเกิดขึ้นที่ชั้นบรรยากาศระดับสูงและถูกส่งลงมาใกล้บริเวณพื้นผิวที่ซึ่งกังหันลมสามารถดึงเอาพลังงานมาใช้ได้ มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ได้ประมาณอัตราสูงสุดที่จะผลิตไฟฟ้าได้บนบกและอัตราสูงสุดนั้นจะขึ้นอยู่กับเคลื่อนลงมาข้างล่างของลมชั้นบนที่พัดแรงกว่า

“คำถามที่แท้จริงก็คือชั้นบรรยากาศเหนือมหาสมุทรสามารถส่งพลังงานลงมาข้างล่างได้มากกว่าชั้นบรรยากาศบนบกหรือไม่” Caldeira กล่าว

ทีมวิจัยใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เปรียบเทียบผลระหว่างฟาร์มกังหันลมขนาดใหญ่เกือบ 2 ล้านตารางกิโลเมตรในรัฐแคนซัสตอนกลางของประเทศสหรัฐกับในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ผลปรากฏว่าฟาร์มกังหันลมในมหาสมุทรไม่ได้ชะลอความเร็วลมลงมากเท่ากับที่เกิดขึ้นบนบก และทำให้ในบางพื้นที่ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าบนบกอย่างน้อย 3 เท่า

สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นเกิดจากความแตกต่างในสภาพปัจจัยแวดล้อมของชั้นบรรยากาศเหนือมหาสมุทรกับบนบก มีความร้อนจำนวนมหาศาลระบายออกจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือขึ้นไปสู่บรรยากาศชั้นบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิที่พื้นผิวตลอดแนวชายฝั่งของสหรัฐทำให้เกิดพายุไซโคลนขึ้นบ่อยๆทั่วมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และดึงเอาพลังงานจากบรรยากาศชั้นบนลงมาใกล้พื้นผิว

“เราพบว่าฟาร์มกังหันลมในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือสามารถใช้ประโยชน์จากชั้นบรรยากาศหลายระดับ ต่างจากฟาร์มกังหันลมที่จำกัดอยู่เฉพาะลมใกล้พื้นผิวเท่านั้น” Anna Possner นักวิจัยอีกคนกล่าว

ทีมวิจัยยังพบอีกว่าพลังงานลมในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือขึ้นอยู่กับฤดูกาลอย่างมาก ในฤดูร้อนฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง (แบบจำลอง) สามารถผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับความต้องการในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป แต่ในฤดูหนาวมันสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากพอสำหรับความต้องการของคนทั้งโลกได้เลย

 

ข้อมูลและภาพจาก carnegiescience.edu, newatlas

สุดยอดผลงานออกแบบรีสอร์ตริมทะเลที่สวยงามทันสมัยและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

Vincent Callebaut Architectures บริษัทสถาปนิกที่มีสำนักงานอยู่ที่กรุงปารีส ได้เผยผลงานการออกแบบรีสอร์ตแนวธรรมชาติริมทะเล เป็นแนวคิดการออกแบบอาคารทันสมัยจัดวางเป็นรูปเกลียวงดงามกลมกลืนกับสภาพพื้นที่และธรรมชาติ พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานได้อย่างลงตัว นับว่าเป็นสุดยอดผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ใครได้เห็นแล้วจะต้องทึ่งโครงการนี้ชื่อ The Nautilus Eco-Resort ตั้งอยู่ในอ่าวแห่งหนึ่งที่เกาะปาลาวัน (Palawan) ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นบริเวณที่มีน้ำตื้น สงบ ใส รายล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ในขณะที่ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญกับวิกฤตความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม โครงการนี้ถูกออกแบบด้วยแนวคิด Zero-Emission (ไม่ปล่อยมลพิษ), Zero-Waste (ไม่ปล่อยของเสีย) และ Zero-Poverty (ยุติความยากจน)ตัวอาคารถูกจัดวางเป็นรูปเกลียวคู่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอัตราส่วนทอง (Golden Ratio) ประกอบด้วยตึกสูงรูปเกลียวที่มีความสูงลดหลั่นกันไปจำนวน 12 หลังใช้เป็นห้องพักของนักท่องเที่ยว ตึกสูงนี้ถูกออกแบบให้บิดหมุนวนตามดวงอาทิตย์จนครบรอบ 360° อีกด้านหนึ่งเป็นอาคารรูปหอยทากที่ชั้นล่างเป็นพื้นที่จัดแสดงเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนชั้นบนเป็นโรงแรม

nautilus-vincent-callebaut-2

nautilus-vincent-callebaut-3

nautilus-vincent-callebaut-4

มีซุ้มศาลาที่พักกระจายอยู่โดยรอบรีสอร์ต ตรงกลางเป็นอาคารไม้อเนกประสงค์ขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายภูเขา หลังคาอาคารปกคลุมด้วยสวนผักและสวนผลไม้ออร์แกนิค ภายในอาคารประกอบด้วยสระว่ายน้ำ, สระน้ำทะเลเพื่อความบันเทิง, ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์, โรงเรียนประถมศึกษา และห้องเล่นกีฬาขนาดใหญ่สำหรับเยาวชนในท้องถิ่น

nautilus-vincent-callebaut-7

nautilus-vincent-callebaut-9

เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนที่โดดเด่นของโครงการนี้ประกอบด้วยกังหันใต้น้ำที่ใช้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานคลื่นและสวนสวยเขียวขจีจำนวนมากบนหลังคาและผนังที่ใช้เป็นฉนวนป้องกันความร้อนของอาคาร ด้านหน้าอาคารและหลังคายังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าที่ใช้ในรีสอร์ต ไฟฟ้าส่วนเกินจะถูกส่งไปให้ชุมชนใกล้เคียง

น้ำฝนและน้ำทิ้งจะถูกเก็บไว้แล้วนำกลับมาใช้หลังผ่านการบำบัด ของเสียจากคนก็ถูกนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงาน วัสดุที่มีความยั่งยืน (Sustainable Material) จะถูกนำมาใช้ในระหว่างก่อสร้าง ทั้งสาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae), น้ำมันเมล็ดฝ้าย (Linseed oil) และพันธุ์ไม้ท้องถิ่น โครงการนี้ยังจะแสวงหาประโยชน์จากอุณหภูมิที่แตกต่างระหว่างผิวน้ำกับน้ำลึกในทะเล แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้วิธีใด

nautilus-vincent-callebaut-8

nautilus-vincent-callebaut-11

nautilus-vincent-callebaut-13

ในโครงการยังมีแผนการที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศอาสาสมัคร ด้วยกิจกรรมการเก็บและทำความสะอาดขยะพลาสติกจากชายหาด เพื่อการรีไซเคิลและปกป้องแนวปะการัง รวมทั้งแนวคิดริเริ่มอื่นที่จะสามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น

The Nautilus Eco-Resort อยู่ในขั้นตอนการออกแบบ ยังไม่มีแผนการก่อสร้าง หวังว่าอีกไม่นานจะได้เห็นรีสอร์ตที่ทั้งสวยงามและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นมาจริงๆ

nautilus-vincent-callebaut-20

nautilus-vincent-callebaut-21

nautilus-vincent-callebaut-6

nautilus-vincent-callebaut-5

nautilus-vincent-callebaut-10

nautilus-vincent-callebaut-12

nautilus-vincent-callebaut-14

nautilus-vincent-callebaut-15

nautilus-vincent-callebaut-16

nautilus-vincent-callebaut-17

nautilus-vincent-callebaut-18

nautilus-vincent-callebaut-19

ข้อมูลและภาพจาก vincent.callebaut.org, newatlas

ยักษ์ใหญ่แห่งวงการบินทั้งแอร์บัสและโบอิ้งหันมาพัฒนา “แท็กซี่บิน” อย่างจริงจังแล้ว

หลังจากปล่อยให้บริษัทสตาร์ทอัพนับสิบบริษัทรวมทั้ง Lilium Jet และ Volocopter นำหน้าก่อนในการพัฒนาเครื่องบินโดยสารขนาดเล็กขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าขึ้นลงแนวดิ่งหรือ eVTOL (electric Vertical Take-Off and Landing) ที่มีเป้าหมายการให้บริการ “แท็กซี่บิน” ในเมืองใหญ่ ตอนนี้สองผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกทั้งแอร์บัสและโบอิ้งต่างหันมาพัฒนา eVTOL อย่างจริงจัง และเมื่อสองยักษ์ใหญ่เอาจริงอนาคตของเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนแอร์บัสได้ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าพวกเขาประสบความสำเร็จกับการทดสอบระบบขับเคลื่อนของอากาศยาน eVTOL ที่พวกเขาพัฒนาเองและได้เปิดตัวโครงการเมื่อปีที่แล้วภายใต้ชื่อ CityAirbus และทีมงานของแอร์บัสได้วางแผนที่จะทดสอบบิน CityAirbus ในราวปลายปีหน้า

 

CityAirbus ประกอบด้วยโรเตอร์ (ใบพัด) 4 ชุด มีมอเตอร์ 8 ตัว จ่ายไฟโดยแบตเตอรี่ 4 ตัว บินด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. มันถูกออกแบบให้บรรทุกผู้โดยสาร 4 คน ใช้บินในเมืองใหญ่ระหว่างจุดหมายสำคัญ เช่น สนามบินหรือสถานีรถไฟ มีจุดเด่นที่เดินทางได้รวดเร็ว ราคาไม่แพง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

airbus-boeing-evtol-2

แอร์บัสหวังว่าจะสามารถเปิดให้บริการผู้โดยสารในเมืองได้ในราวปี 2023 โดยในช่วงแรกจะใช้นักบินควบคุมเพื่อให้ง่ายต่อการได้รับการรับรองและการยอมรับของสาธาณชน เป็นการปูทางไปสู่การปฏิบัติการด้วยระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบในอนาคต

ส่วนโบอิ้งกลับเดินทางลัดด้วยการเข้าซื้อกิจการของบริษัท Aurora Flight Sciences Corporation หนึ่งในผู้พัฒนา eVTOL ชั้นนำของโลกด้วยราคาไม่เป็นที่เปิดเผย ทำให้โบอิ้งสามารถเข้าสู่สนามแข่งขันใหม่นี้ได้ทันที และพร้อมรับมือกับการเทรนด์การเดินทางรูปแบบใหม่ของคนเมืองในอนาคตอันใกล้ได้แบบไม่เป็นรองใคร

บริษัท Aurora เป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างอากาศยานไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติ ผลงานของพวกเขาได้รับความสนใจจากบริษัทใหญ่ๆมากมาย ปี 2016 หน่วยงานวิจัยด้านความมั่นคงระดับสูงของกองทัพสหรัฐหรือ DARPA ได้มอบหมายให้บริษัทช่วยพัฒนาเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่งในโครงการ VTOL X-Plane และช่วงต้นปี 2017 บริษัท Uber ได้เซ็นสัญญาซื้อ eVTOL ของ Aurora จำนวน 50 ลำเพื่อใช้ในการให้บริการแท็กซี่บิน

airbus-boeing-evtol-3

โบอิ้งและ Aurora เคยทำงานร่วมกันในการสร้างเครื่องต้นแบบสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และทางทหารมาก่อน โบอิ้งหวังว่าการเข้าซื้อ Aurora ที่ได้ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะช่วยเร่งการพัฒนา eVTOL ได้เร็วยิ่งขึ้น

“การรวมความแข็งแกร่งและนวัตกรรมของทีมงานของเราจะทำให้การพัฒนาอากาศยานขับเคลื่อนอัตโนมัติรุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว” Greg Hyslop รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีของโบอิ้งกล่าว “การทำงานร่วมกันของทั้งสองทีมจะเปิดตลาดใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่ผ่านการผสมผสานและปฏิรูป”

ดูเหมือนว่าตอนนี้ถนนทุกสายกำลังมุ่งไปสู่ eVTOL การทุ่มเททั้งพลังสมองและเงินทุนจะทำให้ eVTOL พัฒนาอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าอีกไม่นานการเดินทางด้วยอากาศยานไร้คนขับจะเป็นจริงและกลายเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่เคยชมกัน

ข้อมูลและภาพจาก airbus, boeing

‘เครื่องบินไฟฟ้า’มาแล้ว! อีซี่เจ็ทซุ่มพัฒนาเตรียมเหินฟ้าในทศวรรษหน้า

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1577201895677957

“อีซี่เจ็ท” สายการบินราคาประหยัดจากอังกฤษประกาศแผนลดการสร้างมลพิษทางอากาศ  และทางเสียงด้วยการเตรียมนำเครื่องบินโดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ electric passenger plane มาให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในระยะ 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องบินดังกล่าวทั้งนี้ ทางสายการบินอีซี่เจ็ทมีแผนนำเครื่องบินไฟฟ้ามาให้บริการในเส้นทางการบินระยะไม่เกิน 540 กิโลเมตรหรือไม่เกิน 2 ชั่วโมง เช่น เที่ยวบินลอนดอน-ปารีส ลอนดอน-อัมสเตอร์ดัม หรือเอดินเบิร์ก-บริสตอล จากวิดีโอที่อีซี่เจ็ทนำมาเผยแพร่จะเห็นได้ว่า เครื่องบินจำลองนั้นเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยใบพัดไฟฟ้าติดตั้งอยู่ที่ปีกเครื่องบินทั้ง 2 ข้าง ส่วนแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ใต้ห้องโดยสาร ความสามารถในการบรรทุกผู้โดยสารสูงสุดอยู่ที่ 180 คน

ผู้บริหารของสายการบินเผยว่า อีซี่เจ็ทกำลังร่วมมือกับ บริษัท ไรท์ อิเล็กทริกฯของสหรัฐฯ ในการพัฒนาระบบขับเคลื่อนด้วยใบพัดไฟฟ้า ข้อดีของเครื่องบินไฟฟ้าคือไม่ก่อไอเสีย ไม่สร้างมลพิษทางอากาศ อีกทั้งยังส่งเสียงดังน้อยกว่าเครื่องบินที่ใช้เครื่องยนต์นํ้ามันเชื้อเพลิง “มีผู้โดยสารจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างมลพิษทางอากาศของเครื่องบินโดยสาร และถ้ามีทางเลือก พวกเขาก็ยินดีจะเลือกใช้เครื่องบินไฟฟ้าเพื่อการเดินทาง”อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงอีซี่เจ็ทเท่านั้นที่มุ่งหมายจะเป็นสายการบินรายแรกของโลกที่นำเครื่องบินไฟฟ้ามาใช้ เพราะในเวลานี้ มีหลายสายการบินทั้งในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสที่กำลังเร่งพัฒนาเครื่องบินโดยสารขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าของตัวเองอยู่เช่นกัน ซึ่งความท้าทายนั้นเป็นการพัฒนาเครื่องบินไฟฟ้าที่มีแหล่งพลังงานเป็นแบตเตอรี่คุณภาพสูงที่จะทำให้สามารถบินได้ไกลในเวลายาวนานหลายชั่วโมง

บริษัท ไรท์ อิเล็กทริกฯ ผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีเปิดเผยว่า เครื่องบินไฟฟ้าที่กำลังพัฒนาอยู่นี้ จะลดเสียงดังลง 50% และจะมีราคาถูกลง 10% ต้นทุนซ่อมบำรุงจะลดน้อยลง และน่าจะส่งผลดีตกถึงผู้โดยสารในรูปค่าโดยสารที่ควรจะถูกลงด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,302 วันที่ 5 – 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แบตเตอรี่ ‘เครื่องบินพลังงานไฟฟ้า′ ขุมพลังสะอาดแห่งอนาคต

An E-Fan aircraft is seen on the tarmac for its first public flight during the e-Aircraft Day at the Bordeaux Merignac airport, southwestern France. The all-electric plane E-Fan, developed by Airbus Group, April 25, 2014.

An E-Fan aircraft is seen on the tarmac for its first public flight during the e-Aircraft Day at the Bordeaux Merignac airport, southwestern France. The all-electric plane E-Fan, developed by Airbus Group, April 25, 2014.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1577907258940754

นักพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ กำลังตื่นตัวกับเทคโนโลยีเครื่องบินพลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเครื่องบินยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีแบตเตอรี่จะทำให้เครื่องบินมีน้ำหนักเบา และเสียบเงียบลงมาก

Peter Bunce จากหน่วยงานด้านการผลิตอากาศยาน General Aviation Manufacturers Association กล่าวว่า เครื่องยนต์มอเตอร์ไฟฟ้ามีคุณภาพสม่ำเสมอกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน

ไม่นานนี้ที่งานมหกรรมอากาศยาน บริษัทต่างๆ เริ่มนำเครื่องบินพลังงานไฟฟ้ามาเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ระยะเวลาชาร์จเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าอาจจะสั้นเพียง 45 นาที ถึง 2 ชั่วโมง โดยอากาศยานสามารถบินได้ราวๆ ครึ่งชั่วโมงหลังแบตเตอรี่ถูกชาร์จจนเต็ม

นอกจากนั้น คนในวงการเทคโนโลยีกล่าวว่า อาจะได้เห็นเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายใน 5 ปีจากนี้

น่ารักระดับ 6 ดาว นักวิทย์บันทึกคลิป “ลูกแมวทราย” ในธรรมชาติได้ครั้งแรก

เมื่อ 7 ต.ค. เดลีเมล์รายงานผลการบันทึกคลิปวิดีโอลูกแมวทราย หรือแมวป่าชนิดหนึ่งในแอฟริกา ขณะที่มันอยู่กลางธรรมชาติได้เป็นครั้งแรก หลังจากใช้เวลาแกะรอยติดตามนานกว่า 4 ปี และเมื่อพบแล้วก็ไม่ผิดหวัง

ภาพลูกแมวทราย (Felis margarita) หน้าตาน่ารักบ้องแบ๊ว 3 ตัว คาดว่ามีอายุราว 6-8 สัปดาห์ บันทึกได้ในช่วงกลางดึก เวลา 01.48 น. วันที่ 26 เมษายนปีนี้ โดยนายเกรกอรี เบรตง ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการ กลุ่มแพนเธรา ฝรั่งเศส ที่ทำงานวิจัยนี้ร่วมดับดร.อเล็กซานเดอร์ ซลิวา นักชีววิทยา

พื้นที่ที่แมวน้อยซ่อนตัวอยู่ห่างจากแคมป์ของนักวิจัยในทะเลทรายซาฮาราในถิ่นของประเทศโมร็อกโก ราว 4 ก.ม.

สานฝันทฤษฎีไอน์สไตน์

CiHZjUdJ5HPNXJ92GOyahHUyU5Uhm3fKyg

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1576376239093856

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ทฤษฎีชื่อก้องโลกผู้ล่วงลับ ได้เคยทำนายเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้วว่า คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational waves) เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (theory of general relativity) ซึ่งเป็นทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจักรวาล และนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆมาก็นำทฤษฎีนี้ไปศึกษา รวมทั้งสร้างอุปกรณ์ก้าวหน้าล้ำสมัยที่ไอน์สไตน์ก็คงนึกไม่ถึงจนกระทั่งในเดือน ก.ย. ปี 2558 หอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงด้วยแสงเลเซอร์ อินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ หรือไลโก (Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory-LIGO) ค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงมีลักษณะเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ เกิดจากเหตุการณ์รุนแรงในจักรวาล เช่น การควบรวมของ 2 หลุมดำที่ห่างจากโลก 1,300 ล้านปีแสง ทำเอาวงการวิทยาศาสตร์ตื่นเต้นยกใหญ่ ซึ่งปัจจุบันได้มีการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงถึง 4 ครั้ง เรียกว่าเทคโนโลยียุคนี้สานฝันให้นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์รุ่นหลังค้นพบสิ่งที่ไอน์สไตน์เคยทำนายไว้ว่ามีอยู่จริง

เมื่อปีที่แล้ว นายโกรัน เค แฮนสัน หัวหน้าคณะราชบัณฑิตสภาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ผู้คัดเลือกบุคคลที่ได้รับรางวัลโนเบลได้เคยกล่าวว่า การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงเป็นเรื่องเขย่าโลก ความยิ่งใหญ่นี้ส่งผลให้นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ 3 คนได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2560 ได้แก่ ศ.ไรเนอร์ ไวส์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีรัฐแมสซาชูเสตต์ ส่วนอีก 2 คนคือ ศ.คิพ ธอร์น และ ศ.แบร์รี่ บาริช แห่งสถาบันเทคโนโลยีรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือแคลเทค ในประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหลังจากนี้? ก็มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาเผยว่า กำลังรอตรวจจับการชนของดาวนิวตรอนที่คาดว่าจะได้ยินเสียงการชนเป็นครั้งแรก ซึ่งต่อไปคงได้ยินเสียงจากห้วงอวกาศกันบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างเครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง โดยเครื่องหนึ่งกำลังสร้างอยู่ในอินเดีย ด้านองค์การอวกาศยุโรปก็กำลังวางแผนโครงการตรวจหาคลื่นความโน้มถ่วงในอวกาศโดยใช้เวลา 17 ปี ด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่าตอนนี้แน่นอน

ส่วนที่ว่ากันว่าการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงได้จุดประกายการเดินทางข้ามเวลาแบบที่เคยดูในภาพยนตร์ไซไฟ-แฟนตาซี เรื่องนี้ก็คงต้องรอไปอีกนาน อย่างน้อยคงไม่ใช่ในช่วงชีวิตนี้ของมนุษย์อย่างเราๆ.

ภัค เศารยะ