เรื่องทั้งหมดโดย charud

อัจฉริยะตัวเลข เด็กไทย กับ 20 เด็กอัจฉริยะที่สุด ในสาขาต่างๆ ที่โลกจะต้องตะลึง

 

 https://www.facebook.com/rmutphysics1/posts/1444536708903232

1495940678170

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1451748418223306/

ในปี ค.ศ. 1962 มีเด็กอัจฉริยะชาวจีนชื่อว่า คิม อึ้ง หยง  ถือกำเนิดขึ้น เขามีไอคิวสูงถึง 210 ซึ่งถูกบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊คว่ามีไอคิวสูงที่สุดในโลก เขาเป็นนักเรียนรู้ผู้ยิ่งใหญ่ พูดได้ถึง 8 ภาษาเมื่ออายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ยังมีเด็กอัจฉริยะอีกกลุ่มหนึ่งถือกำเนิดขึ้น และพวกเขายังมีความหัศจรรย์ที่จะเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ไม่แพ้กัน

1. โช ยาโนะ

เด็กอัจฉริยะไอคิว 200 จากชิคาโก้ ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย Loyola ตอนอายุ 9 ปี และสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเมื่ออายุ 12 ปี และได้รับปริญญาเอกด้านเอกด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลและชีววิทยาของเซลล์เมื่ออายุ 18 ปี

2. อายัน คูเรชี่

อัจฉริยะทางด้านคอมพิวเตอร์ชาวปากีสถานผู้นี้มีอายุเพียง 6 ปีเท่านั้น แต่เขาคือบุคคลที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้ใบรับรองระดับอาชีพจากไมโครซอฟต์มาแล้ว (Microsoft Certified Professional) ปัจจุบันเขาใช้เวลาว่างในการสร้างเน็ตเวิร์คของตัวเอง เปิดเว็บไซต์ IT และมีเวลาว่างดูรายการ Blue’s Clues อีกด้วย (รายการการ์ตูนสำหรับเด็ก)

3. เคลวิน โด

ฉายาของเขาคือ ดีเจ โฟกัส อัจฉริยะทางด้านจักรกลจากเซียร่า ลีออน แอฟริกา เขาเติบโตมาอย่างยากจนแต่เรียนรู้วิศวกรรมต่างๆ ด้วยตัวเอง เขามีสถานีวิทยุของตัวเองตั้งแต่อายุ 13 โดยสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องส่งสัญญาณวิทยุจากเศษโลหะ โดยออกอากาศในชื่อ “ดีเจโฟกัส” และเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ลงนามในสัญญาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่มีมูลค่าถึง 3 ล้านบาท กับบริษัทเซียร่าวายฟาย

4. เอลิต้า แอนเดร

สาวน้อยฉายาปิกัสโซ่ตัวน้อยชาวออสเตรเลีย เป็นอัจฉริยะทางด้านการวาดภาพแอปสแตรก เธอมีนิทรรศการเป็นของตัวเองในนิวยอร์ค ตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ และขายผลงานของเธอได้กว่า 7 แสนบาท

5. ทานิค ฮับราฮัม และ เทียร่า ฮับราฮัม

สองพี่น้องอัจฉริยะทางด้านดาราศาสตร์ ผู้เข้าสู่สถาบันเมนซ่า (สถาบันเด็กอัจฉริยะ) ตอนอายุ 4 ขวบ ทานิคเรียนหลักสูตรของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ 7 ขวบ เขาค้นพบซุปเปอร์โนวาและดาวเคราะห์นอกระบบอื่นๆ เมื่ออายุ 9 ขวบ และเคยทำโปรเจควิทยาศาสตร์เสนอผลงานของเขาในการประชุมของนาซ่าในปี 2011 ด้วย

6. จาคอบ บาร์เน็ต

ผู้เป็นอัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับไอสไตน์ เขาเข้าเรียนที่สถาบันฟิสิกส์นานาชาติเพอริมีเตอร์ใช้เวลา 1 ปีจบปริญญาโทและกำลังต่อปริญญาเอกอยู่ ซึ่งตอนนี้เขากำลังทำวิจัยเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์และทำการหักล้างทฤษฎีในบางอย่างอยู่

7. อามัน เรห์แมน

ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และนักทำอนิเมชั่นชาวอินเดียที่อายุน้อยที่สุด เขาสร้างการ์ตูนสั้นที่เป็นอนิเมชั่นมากว่า 1,000 ตอน และเคยได้ไปบรรยายให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยตั้งแต่เขาอายุ 8 ขวบ

8. ทาวี่ เกวินสัส

อัจริยะนักเขียนผู้มีวิสัยทัศน์ด้านแฟชั่นตั้งแต่เด็ก เมื่อทาวี่อายุ 12 ปี เธอมีบล็อคส่วนตัวที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับแฟชั่นและมีคนเข้าชมถึง 3 หมื่นคนต่อวัน แต่เมื่ออายุ 15 เธอปิดบล็อคของเธอลงเพื่อไปเสี่ยงในเส้นทางอาชีพนักแสดง และเธอก็ทำสำเร็จ จนปัจจุบันเธอเป็นทั้งนักเขียน บรรณาธิการ นักแสดงและนักร้องในวัยเพียง 18 ปีเท่านั้น นิตยสารฟอร์บจัดอันดับให้เธอเป็นบุคคลที่อายุต่ำกว่า 30 ที่ทรงอิทธิพลในด้านสื่อมากที่สุดในปี 2014 และนิตยสารไทม์ จัดให้เธอเป็น 25 วัยรุ่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปี 2014 อีกด้วย

9. อวอนเดอร์ เหลียง

หนุ่มน้อยอัจฉริยะด้านหมากรุกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน เป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐที่ได้รับเรตติ้งหมากรุกอาชีพตอนอายุ 8 ขวบ และเดินสายแข่งหมากรุกซึ่งได้รับเกียรติประวัติ และสร้างสถิติใหม่มากมายในวงการหมากรุกโลกอีกด้วย

10. แจ็ค แอนดราก้า

นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยโรคมะเร็งชาวอเมริกัน เมื่อตอนอายุ 15 ปี เขาคิดค้นอุปกรณ์ที่ช่วยตรวจสอบมะเร็งตับอ่อนได้อย่างแม่นยำภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งช่วยให้เขาชนะเลิศ Intel International Science and Engineer Fair โดยได้เงินรางวัลถึง 2.3 ล้านบาท

11. ไบรอาน่า และ บริทนี่ย์ วินเนอร์

ฝาแฝดนักเขียนนิยายอัจฉริยะ ที่ช่วยกันเขียนนิยายแนวไซไฟ เล่มแรกและได้รับรางวัลเบนจามินแฟลงคินอวอร์ดเมื่อทั้งคู่อายุ 12 ปี และมีผลงานต่อมาอีกมากมาย ทั้งคู่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากสภาโลกสำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษ

12. ไพรยานชี่ โซมานี่

เด็กน้อยผู้มีความอัจฉริยะทางด้านการคิดในใจ โดยเฉพาะการคิดคำนวนทางคณิตศาสตร์ โดยไม่ต้องใช้เครื่องใดๆ ไม้แต่ดินสอหรือกระดาษ เธอเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่ชนะเลิศการแข่งขันคิดในใจ Mental Calculation World Cup 2010 ในการแข่งเธอทำคำตอบได้ถูกต้อง 100%
ซึ่งเธอสามารถถอดสแควรูทเลข 6 ถึง 8 หลักได้ในเวลาไม่กี่นาที และชื่อของเธอยังถูกบันทึกในกินเนสบุ๊คอีกด้วย

13. ซานติอาโก้ กอนซาเลส

เด็กอัจฉริยะทางด้านโปรแกรมเมอร์ ที่เขียนแอพของ IOS มากกว่า 7 ปี โดยเขาเริ่มเขียนแอพลิเคชั่นของ IOS มาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เขาพัฒนาแอพมามากกว่า 15 แอพและคาดว่าเขาอาจจะเป็น สตีฟ จ็อบส์ คนต่อไปก็เป็นได้

14. ไอนาน โคว์เลย์

อัจฉริยะทางด้านเคมีชาวมาเลเซีย ที่สามารถผ่านการสอบเคมีระดับ O สำหรับเด็กอายุ 16 เมื่ออายุแค่ 7 ปี และปีต่อมาเขาเข้าศึกษาที่สิงคโปร์โพลีเทคนิค ถือว่านักศึกษาที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนเคล็ดลับความสำเร็จของเขานั้นไม่มีอะไรเลยจริงๆ เพราะพ่อของเขาบอกว่า เขาไม่เคยสอนอะไรให้แก่ลูกชายเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เขาเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

15. แอบบีย์ เฟล็ค

สาวน้อยอัจฉริยะจากมินิโซต้า ที่คิดค้นจานรองไมโครเวฟที่ช่วยให้การอบเบคอนไม่มีน้ำมันเยิ้มออกมาตอนเธออายุ 8 ขวบ โดยสามารถทำยอดขายได้เป็นล้านและกลายเป็นมหาเศรษฐีในพริบตา

16. เทรเลอร์ วิลสัน

เด็กน้อยอัจฉริยะด้านฟิสิกนิวเคลียร์ ที่สร้างระเบิดตั้งแต่อายุ 10 ขวบและเมื่ออายุ 14 เขาเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่เคยสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นอีกด้วย

17. เกรกอรี่ อาร์ สมิธ

นักมนุษยธรรมที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 10 ปี และ 2 ปีถัดมา เขาได้รับหน้าที่ให้ไปพูดเกี่ยวกับมนุษยธรรมทั่วโลก รวมไปถึงการถูกเสนอชื่อเข้าชิงโนเบลสาขาสันติภาพเป็นครั้งแรกและเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน

18. อกริช จัสวาล

เด็กน้อยอัจฉริยะนักผ่าตัด ที่มีพัฒนาการที่รวดเร็ว เขาเริ่มพูดได้ตั้งแต่อายุ 10 เดือน อ่านเช็คสเปรียร์ตอน 5 ขวบ และเริ่มศึกษาวิทยาศาสตร์ด้านกายวิภาค โดยแพทย์ที่อนุญาตให้เขาเข้าดูการผ่าตัด และการผ่าตัดครั้งแรกของเขาเกิดขึ้นเมื่อตอนอายุ 7 ปี เพื่อรักษาเพื่อนบ้าน หลังจากนั้น เขาได้รับการศึกษาทางด้านการแพทย์เพื่อรักษาโรคเนื้องอกและมะเร็งในบ้านเกิดของเขาที่อินเดีย

19. ทริสตัน ผัง

เด็กอัจฉริยะด้านฟิสิกส์ เขาเริ่มอ่านคณิตศาสตร์ระดับมัธยมเมื่อตอนอายุ 2 ขวบ และผ่านการทดสอบคณิตศาสตร์ของเด็กที่โตกว่าเขา โดยได้คะแนนระดับ A มาตลอด จากนั้นได้รับอนุญาตให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้ศึกษาด้านฟิสิกส์ควอนตัมเมื่อตอนอายุ 12 ซึ่งเขาได้สร้างเว็บไซต์เพื่อแบ่งปันความรู้ต่างๆ ให้กับคนอื่นอีกด้วย

20. เอลิส แทน โรเบิร์ต

ไอสไตน์มี IQ 160 แต่ เอลิส มีไอคิว 156 ตอนมีอายุเพียง 2 ขวบเท่านั้น ปัจจุบันเธออายุ 7 ขวบและกลายเป็นสมาชิกของเมนซ่า สถานบันเด็กอัจฉริยะ ที่อายุน้อยที่สุด เธอเริ่มพูดได้เมื่ออายุ 5 เดือน เดินได้ตอนอายุ 8 เดือน และวิ่งได้เมื่ออายุ 10 เดือน เธอได้ผ่านการทดสอบ IQ ที่ซับซ้อนเป็นเวลาถึง 45 นาที ก่อนทุกคนจะสรุปว่า เธอเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ทีสุดคนหนึ่งเลยทีเดียว

ที่มา  คลิกค่ะ

ในไทยก็มี! พืช-สัตว์พันธุ์ใหม่ 10 ชนิดของโลก

ความหลากหลายทางชีวภาพถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศน์และการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์บนดาวเคราะห์โลกใบนี้ การที่มนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมากอาจทำให้ลืมไปว่า โลกใบนี้ไม่ใช่ของมนุษย์อย่างเดียว

สถาบันนานาชาติเพื่อการสำรวจสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ใหม่ หรือไอไอเอสอี ของมหาวิทยาลัยแอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถูกตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 เพื่อช่วยเผยแพร่ความตระหนักดังกล่าว โดยทางไอไอเอสอี ประกาศ 10 สุดยอดการค้นพบสปีชีส์ใหม่ของโลกประจำปีนี้ (2017 TOP TEN NEW SPECIES AWARD)

เป็นที่น่ายินดีเพราะผลงานของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากประเทศไทย นั้นได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดการค้นพบสปีชีส์ใหม่ของโลกด้วย นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ผลงานจากประเทศไทยได้รับคัดเลือกหลังจากปี 2551 (กิ้งกือมังกรสีชมพู)

ผลงานดังกล่าว คือ ตะขาบชนิดใหม่ของโลก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scolopendra cataracta Siriwut, Edgecombe and Panha, 2016 พบอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น ลำธาร และน้ำตก ในประเทศไทยและลาว ตัวอย่างต้นแบบพบที่ เขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

ส่วนสปีชีส์อีก 9 ชนิด ได้แก่

Eriovixia gryffindori (แมงมุมหมวกแม่มด)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศอินเดีย
แมงมุมชนิดนี้ มีลักษณะเด่นที่รูปทรงลำตัวนั้นคล้ายกับหมวกพ่อมด หรือหมวกคิดพินิจใจ (อ้างอิงจากบทเพลงของหมวกคัดสรร) ซึ่งเป็นหมวกที่สร้างขึ้นโดยก็อดดริก กริฟฟินดอร์ จากนิยายแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ของเจ. เค. โรลลิ่ง ลักษณะนิสัยชอบซ่อนตัวอยู่ตามใบไม้แห้งตามพื้นดินในเวลากลางวันและออกหากินเวลากลางคืน ชักใยเป็นทรงกลม พบเพียงเพศเมีย ยังไม่มีการค้นพบเพศผู้

Eulophophyllum kirki (ตักแตนขาใบไม้)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศมาเลเซีย
ค้นพบโดยบังเอิญโดยช่างภาพอิสระ ปีเตอร์ เคิร์ก ที่อยู่ระหว่างตามถ่ายภาพแมงมุมแม่ม่ายดำ และงูบนเกาะบอเนียว โดยตักแตนแบบใหม่นี้มีลักษณะคล้ายใบไม้อย่างมาก โดยเฉพาะขาที่เป็นรูปใบไม้ เพศผู้มีสีเขียวจัด และเพศเมีย มีสีชมพูแดงจัด ขนาดลำตัวยาวประมาณ 40 มิลลิเมตร มีความสามารถในการอำพรางตัวกับใบไม้ได้อย่างน่าทึ่ง

Gracilimus radix (หนูรากไม้)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศอินโดนีเซีย
หนูชนิดนี้มีความพิเศษตรงที่กินรากไม้เป็นอาหาร นำมาเป็นชื่อสปีชีส์ radix เป็นภาษาละติน ที่แปลว่า ราก มีความใกล้เคียงกับหนูที่อาศัยตามแหล่งน้ำบนเกาะสุลาเวสี แต่มีลำตัวยาวและผอมเรียวกว่า ขนสีเทา-น้ำตาล หูกลม และหางมีขนปกคลุมบางๆ

Illacme tobini (กิ้งกือ **เยอะ)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศสหรัฐอเมริกา
กิ้งกือชนิดใหม่ที่ค้นพบนี้คาดว่าสามารถมีขาได้มากถึง 750 ขา หลังการค้นพบกิ้งกือดังกล่าวในสหรัฐที่มีขา 414 ขา แม้ยังไม่ทำลายสถิติ ทว่า กิ้งกือชนิดนี้เมื่ออายุมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตัวจะยิ่งยาวขึ้นและมีปล้องเพิ่มขึ้น รวมทั้งขาที่เพิ่มขึ้นด้วย อาศัยอยู่ใต้ดิน ไม่มีนัยตา และยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร ระหว่างตัวจะมีขา 4 ขา ที่เปลี่ยนหน้าที่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ได้ ขณะที่ลำตัวเคลือบด้วยสารเคมีไม่ทราบองค์ประกอบซึ่งทำให้ตัวมันไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์อื่น

Pheidole drogon (มดมังกร)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศปาปัว นิวกินี
ชื่อสปีชีส์โดรกอน ตั้งตามชื่อมังกรที่ร้ายกาจของ แดเนียริส ทาร์แกเรียน ในภาพยนตร์ชื่อดัง เกม ออฟ โธรน ทางช่องเอชบีโอ เนื่องมาจากลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของลำตัวที่ดุดันคล้ายมังกร และมีเขี้ยวหนามงอกขึ้นมากลางหลังด้วยเป็นกลไกป้องกันตัว มดงาน และมดทหาร ในสปีชีส์นี้ มีจุดเด่นที่หัวขนาดใหญ่ พร้อมฟันที่แข็งแรงสามารถกระเทาะเปลือกถั่วได้

Potamotrygon rex (กระเบนราชันย์)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศบราซิล
ถือเป็นกระเบนน้ำจืดขนาดใหญ่พันธุ์ใหม่ของโลกพบได้เฉพาะที่แม่น้ำโตคันตินส์ ในบราซิลเท่านั้น มีขนาดยาวประมาณ 1.1 เมตร น้ำหนัก 20 กิโลกรัม มีลำตัวสีดำ หรือน้ำตาลดำ และลวดลายจุดสีส้ม หรือเหลืองเข้ม บวกกับขนาดของมันแล้วทำให้ได้รับฉายาว่า ราชาแห่งหมู่ปลาในแม่น้ำโตคันตินส์ สะท้อนให้เห็นว่ายังมีสัตว์น้ำอีกหลายชนิดที่มนุษย์ยังไม่ได้ค้นพบ

Solanum ossicruentum (มะเขือเลือด)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศออสเตรเลีย
เอกลักษณ์อยู่ที่เนื้อฉ่ำสีแดงราวกับเลือดของมนุษย์นำมาซึ่งชื่อละติน ที่แปลว่า สีเลือด (cruentum) เป็นพืชไม้พุ่มยืนต้นสูงราว 1-2 เมตร โดยแต่ละพุ่มอาจมีกิ่งก้านออกมาได้ 2-3 กิ่ง ผลมีผิวภายนอกเต็มไปด้วยหนามแหลมคม เมื่อผ่าออกมาเนื้อภายในจะสัมผัสกับออกซิเจน เปลี่ยนจากสีขาวเขียวเป็นสีแดงเลือด เป็นที่รู้จักกันมานานกว่า 50 ปีแล้วในหมู่ชาวไร่ในออสเตรเลีย แต่มักเข้าใจผิดว่าเป็นมะเขือผ่าเหล่าปกติทั่วไป

Telipogon diabolicus (กล้วยไม้ปิศาจ)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศโคลัมเบีย
กล้วยไม้ชนิดนี้สร้างความฮือฮาอย่างมาก เนื่องจากหากไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่ทราบว่าเป็นพันธุ์ใหม่ โดยเอกลักษณ์ของมันอยู่ที่เกสรซึ่งเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการสืบพันธุ์ มีลักษณะกึ่งตัวผู้และกึ่งตัวเมีย ซึ่งรูปร่างของมันนั้นละม้ายคล้ายคลึงกับปิศาจอย่างไม่น่าเชื่อ แต่กล้วยไม้ชนิดนี้กำลังอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์

Xenoturbella churro (หนอนขนม)
ถิ่นที่ค้นพบ ประเทศเม็กซิโก
ตั้งชื่อตามขนมชูโรส หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า ปาท่องโก๋สเปน เนื่องมาจากลักษณะของหนอนทะเลตัวนี้ที่มีความพิลึกพิลั่นเหมือนขนมชูโรส อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลลึกลงไปราว 1.7 กิโลเมตร กินหอยขนาดเล็กเป็นอาหาร มีลักษณะลำตัวเป็นริ้วๆ และมีร่องยาว 4 ร่องตามลำตัว มีปากแต่ไม่มีรูทวาร ถือเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์

รูปลักษณ์ชวนซื้อ

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์

มาธีอัส สเตรเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอินส์บรุก ประเทศออสเตรีย ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอกโกนี ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปลักษณ์ กับพฤติกรรมการเลือก ซื้อสินค้า การทดสอบแรกให้ผู้ร่วมวิจัยปิดตา และใช้มือสัมผัสกับสินค้าหลากหลายชนิด และยี่ห้อ

จากนั้นให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการซื้อ ปรากฏว่าผู้ร่วมวิจัยส่วนใหญ่เลือกสินค้าที่มีรูปลักษณ์เป็นเอกลักษณ์ อาทิ เครื่องดื่มโค้กขวดแก้ว ทั้งที่หลายคนไม่ได้ดื่มน้ำอัดลม แต่เพราะลักษณะขวดที่โดดเด่นและเป็นไอคอนทางวัฒนธรรม เมื่อสัมผัสจึงจำได้ ทั้งยังรู้สึกคุ้นเคย และคิดว่าปลอดภัยที่จะซื้อไปบริโภค

ส่วนการทดสอบที่ 2 ให้ผู้ร่วมวิจัยถือโทรศัพท์มือถือไว้ในมือข้างหนึ่งระหว่างเดินซื้อของ พบว่าผู้ร่วมวิจัยส่วนมากเลือกซื้อสินค้าที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายโทรศัพท์ ยกตัวอย่างเช่น เลือกหยิบคิทแคทที่จำหน่ายแบบ 4 แท่งต่อซอง ทำให้ซองมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แทนที่จะหยิบสนิกเกอร์ ช็อกโกแลตแท่งเดี่ยว

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า แม้รสชาติของอาหารและเครื่องดื่มจะสำคัญที่สุด แต่รูปทรงของสินค้า และบรรจุภัณฑ์ก็มีผลต่อการเลือกซื้อ รวมถึงการรับรู้รสชาติผ่านทางการมองเห็น และการสัมผัสด้วย

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_365554#

นักวิจัยพิสูจน์ “ฟันไดโนเสาร์ที-เร็กซ์” แข็งแรงจนสามารถบดขยี้กระดูกแหลกละเอียด

B9C032F0-B69F-4678-AF7E-5AC79403589B_cx0_cy4_cw0_w650_r1_s

รายงานของคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยรัฐฟลอริด้า ร่วมกับมหาวิทยาลัยรัฐโอกลาโฮม่า ที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Scientific Reports ระบุว่า แรงบดเคี้ยวจากกรามและฟันที่แหลมคมของเจ้าไดโนเสาร์ “Tyrannosaurus Rex” นั้นมีน้ำหนักกว่า 3,600 กิโลกรัม ซึ่งพอๆ กับน้ำหนักของรถยนต์สามคัน และมากกว่าแรงกัดของจระเข้ในปัจจุบันราวสองเท่า

ซึ่งหมายความว่า ไดโนเสาร์พันธุ์นี้สามารถบดเคี้ยวกระดูกให้แตกละเอียดเหมือนถูกอัดด้วยแรงระเบิดได้เลยทีเดียว

โดยลักษณะการใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารนี้ ปกติแล้วไม่พบในสัตว์เลื้อยคลานปัจจุบัน แต่จะพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินเนื้อ เช่น หมาป่าและไฮยีน่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Paul Gignac แห่งศูนย์วิทยาศาสตร์ของ Oklahoma State University บอกว่า “ด้วยความแข็งแรงของกรามและความแหลมคมของฟันของเจ้า T-Rex ช่วยให้มันสามารถกัดแทะโครงกระดูกขนาดใหญ่ของไดโนเสาร์กินพืชตัวใหญ่ อย่างไททาโนซอรัส หรือ ฮาโดรซอริด ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุและไขกระดูกได้ ขณะที่ไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กทำไม่ได้”

เพื่อหาข้อสรุปเรื่องนี้ นักวิจัยได้ตรวจสอบกล้ามเนื้อบริเวณกรามและแรงกดของฟันของจระเข้ในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าใกล้เคียงกับของไดโนเสาร์ นอกจากนี้ยังตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของนก ที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดเดียวกับไดโนเสาร์ด้วย

ศาสตราจารย์ Gregory Erickson แห่งภาควิชาชีววิทยา Florida State University กล่าวว่า “การมีแรงกดจากฟันในระดับสูงนั้น มิได้หมายความว่าสัตว์ชนิดนั้นจะสามารถบดขยี้กระดูกให้แหลกได้ ซึ่งก็คล้ายกับการมีเครื่องยนต์ 600 แรงม้ามิได้หมายความว่ารถคันนั้นจะวิ่งได้เร็วเสมอไป”

“แต่สิ่งที่ทำให้ฟันของ T-Rex มีความพิเศษ คือพลังมหาศาลที่มาจากการบดเคี้ยว ซึ่งมาจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งขนาดร่างกายที่ใหญ่โตมหึมา รวมทั้งลักษณะของฟัน ที่แต่ละซี่นั้นนอกจากจะแหลมคมและเป็นทรงกรวยแล้ว ยังยาวถึง 7 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีรากฟันที่แข็งแรง ซึ่งสามารถงอกขึ้นมาใหม่ทดแทนฟันซี่เดิมทุกๆ สองปี”

และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Tyrannosaurus Rex ได้ชื่อว่าเป็น King of Dinosaur หรือราชันแห่งไดโนเสาร์ทั้งมวล

อ้างอิง:http://www.voathai.com/a/t-rex-teeth/3860999.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1451693388228809

 

Mikoyan MiG-31’ เขี้ยวเล็บแห่งพญาหมีขาว บินด้วยความเร็วสูงในระดับเพดานบินต่ำได้ นี่คือสเปกของมัน

“Mikoyan MiG-31” เครื่องบินขับไล่ความเร็วสูง ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท Mikoyan ตั้งแต่ปี 1975 และได้เข้าประจำการในกองทัพโซเวียตจนมาถึงกองทัพรัสเซียในปัจจุบัน ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องบินขับไล่ที่เร็วที่สุดในโลกที่ยังใช้ประจำการในกองทัพในปัจจุบัน

IMG_2618
SHUTTER STOCK
Mikoyan MiG-31 ใช้เครื่องยนต์ระบบเทอร์โบแฟนแบบ Soloviev D-30F6 จำนวน 2 ตัว สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่มัค 2.83 (3,000 กม./ชม.) หลังจากการสันดาป และมัค 2.35 (1,500 กม./ชม.) โดยไม่ต้องสันดาปเครื่องยนต์ พิสัยทำการรบ 3,000 กม. ตัวเครื่องพื้นฐานนั้นติดตั้งระบบอาวุธเช่น ปืนกลอากาศ GSh-6-23 ขนาด 23 มม. มีจุด Hardpoint ทั้งหมด 4 จุดเพื่อใช้ในการติดตั้งขีปนาวุธต่างๆ

“Mikoyan MiG-31” เครื่องบินขับไล่ความเร็วสูง ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท Mikoyan ตั้งแต่ปี 1975 และได้เข้าประจำการในกองทัพโซเวียตจนมาถึงกองทัพรัสเซียในปัจจุบัน ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องบินขับไล่ที่เร็วที่สุดในโลกที่ยังใช้ประจำการในกองทัพในปัจจุบัน
SHUTTER STOCK
Mikoyan MiG-31 ใช้เครื่องยนต์ระบบเทอร์โบแฟนแบบ Soloviev D-30F6 จำนวน 2 ตัว สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่มัค 2.83 (3,000 กม./ชม.) หลังจากการสันดาป และมัค 2.35 (1,500 กม./ชม.) โดยไม่ต้องสันดาปเครื่องยนต์ พิสัยทำการรบ 3,000 กม. ตัวเครื่องพื้นฐานนั้นติดตั้งระบบอาวุธเช่น ปืนกลอากาศ GSh-6-23 ขนาด 23 มม. มีจุด Hardpoint ทั้งหมด 4 จุดเพื่อใช้ในการติดตั้งขีปนาวุธต่างๆ

IMG_2619
SHUTTER STOCK
Mikoyan MiG-31 มีข้อดีที่ถือว่าเป็นอาวุธลับของมันก็คือการที่สามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงได้แม้จะอยู่ในระดับเพดานบินที่ต่ำ และปัจจุบันได้ถูกพัฒนาให้ทันสมัยมากกว่าเดิม โดยทำการติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปเพิ่มเติมเพื่อสามารถใช้จรวดรุ่นใหม่ๆ ได้และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเรดาห์ให้สามารถตรวจจับเป้าหมายได้จากระยะที่ไกลขึ้นกว่าเดิม ในขณะนี้มีประจำการอยู่ในกองทัพรัสเซียร่วม 130 ลำ

เรียบเรียง: SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1450915514973263

มันเปลี่ยนได้!! เยอรมนีเปลี่ยนเหมืองถ่านหินเก่าแก่ ให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ทำได้ไง? ดู

เยอรมนีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการพัฒนาใช้พลังงานทดแทนมาโดยตลอด จนสามารถใช้พลังงานทดแทนผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 33% ในปี 2015 ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนเยอรมนีกำลังสร้างเสียงฮือฮาในด้านการสร้างพลังงานทดแทนอีกครั้ง กับการเปลี่ยนเหมืองถ่านหินอายุกว่า 180 ปี สู่แหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้กว่า 400,000 ครัวเรือน!IMG_2617

Bergwerk Prosper-Haniel คือเหมืองถ่านหินเก่าที่ตั้งอยู่ในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน ของประเทศเยอรมนี เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1863 ก่อนจะหยุดกระบวนการผลิตถ่านหินอย่างเป็นทางการในปี 2018 แต่การปิดเหมืองให้ทิ้งร้างไปเฉยๆ คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร รวมถึงคนงานอีกหลายชีวิตก็คงจะต้องตกงานเช่นกัน รัฐบาลเยอรมนีจึงเปลี่ยนเหมืองถ่านหินเก่า ให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน ด้วยการปล่อยน้ำจากแหล่งกักเก็บในบริเวณใกล้เคียง ลงไปยังเหมืองถ่านหินที่อยู่ลึกลงไปจากพื้นดิน 1,200 เมตร กังหันที่อยู่ภายในจะทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้า จากการไหลเวียนของกระแสน้ำ ตลอดระยะทางกว่า 26 กิโลเมตร ช่วยให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 200 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 400,000 ครัวเรือน เลยทีเดียว

IMG_2616

ทั้งนี้น้ำที่ถูกปล่อยลงไปในเหมืองจะถูกสูบกลับขึ้นมาอีกครั้ง หลังการผลิตไฟฟ้าเสร็จสิ้น และเมื่อต้องการผลิตไฟฟ้ารอบใหม่น้ำก็จะถูกปล่อยลงไป เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในรูปแบบของพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของเหมืองถ่านหิน ยังได้ติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานทดแทนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกังหันลม, แผงโซลาร์เซลล์ สำหรับผลิตพลังงานจากลม และจากแสงอาทิตย์อีกด้วย

เหมืองถ่านหิน Bergwerk Prosper-Haniel ถือเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนเหมืองถ่านหินเก่า สู่แหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน ที่สามารถผลิตพลังงานได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งทางรัฐบาลเยอรมนีหวังใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตกระแสไฟฟ้าหลักของประเทศให้ได้ร้อยละ 80% ภายในปี 2050
UNI-DUE.DE
เรียบเรียง : SpokeDark.TV

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทัลลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร.รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทัลลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

นาซา พบระบบสุริยะใหม่ TRAPPIST-1 มีดาวเคราะห์ 7 ดวง อาจมีสิ่งมีชีวิต

นาซ่า

          เปิดก้าวสำคัญของมวลมนุษยชาติ นาซา ค้นพบระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวง และดาวเคราะห์ 7 ดวง โดยในจำนวนนี้ 3 ดวง มีโซนที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ได้จัดงานแถลงข่าว ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ เปิดเผยรายงานค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลก จำนวนทั้งหมด 7 ดวง โคจรรอบดาวฤษ์ 1 ดวง (ลักษณะคล้ายกับระบบสุริยะที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้) โดยอยู่ห่างจากโลกออกไป 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตร ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

ระบบสุริยะใหม่

ระบบดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ซึ่งมาจากชื่อของกล้องโทรทรรศน์ The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ในประเทศชิลี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2559 นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ชื่อของ TRAPPIST ประกาศเรื่องการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 3 ดวง ก่อนจะมีการยืนยัน การมีอยู่แค่ 2 ใน 3 และหลังจากนั้นได้ค้นพบเพิ่มอีก 5 ดวง รวมทั้งหมดเป็น 7 ดวง โดยแต่ละดวงให้ใช้ชื่อไล่ไปตั้งแต่  TRAPPIST-1b, TRAPPIST-1c…, TRAPPIST-1h โดยในจำนวนทั้งหมด 7 ดวงนี้ มี 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต หรือมีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัย พอที่จะมีน้ำเป็นของเหลวอยู่ได้

โธมัส เซอร์บูเชน รองผู้บริหารกรมภารกิจวิทยาศาสตร์ ของนาซา ในกรุงวอชิงตันเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ใกล้ความจริงเกี่ยวกับปริศนาเรื่องการค้นพบสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้นอกโลกของเรา เริ่มตอบคำถามที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกของเราหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นจำนวนมาก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนมากที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุขนาดของดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ได้ครบทั้ง 7 ดวงแล้ว รวมทั้งสามารถคำนวณมวลและความหนาแน่นของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้ถึง 6 ดวง ซึ่งจากการวิเคราะห์แล้วคาดว่าเป็นดาวเคราะห์ลักษณะเดียวกับโลก

ระบบสุริยะใหม่

สำหรับดาวฤกษ์ในระบบ TRAPPIST-1 นี้ จัดเป็นดาวประเภทดาวแคระเย็นจัด (ultra-cool dwarf) ซึ่งแตกต่างจากดวงอาทิตย์ ด้วยความเย็นจัดนี้ ทำให้น้ำเหลวสามารถคงอยู่บนดาวเคราะห์ได้ แม้ว่าจะอยู่ใกล้มาก ซึ่งดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ทั้ง 7 ดวง ล้วนอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ดวงนี้มากกว่า ดาวพุธ ที่เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะเสียอีก นอกจากนี้ดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบ TRAPPIST-1 ก็อยู่ใกล้กันมาก เทียบว่า หากยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ก็สามารถมองเห็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงอื่น ได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะเดียวกับที่เรามองเห็นดวงจันทร์จากโลก แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์และสามารถมองเห็นไปจนถึงพื้นผิวทางธรณีวิทยา หรือเมฆบนชั้นบรรยากาศของดวงเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้เลยทีเดียว

ระบบสุริยะใหม่

ด้วยระยะห่างที่ดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากเช่นนี้ ส่งผลให้อาจเกิดสภาวะ ดาวเคราะห์หันหน้าด้านเดียวไปหาดาวฤกษ์เสมอ นั่นหมายความว่า ด้านหนึ่งของดาวเคราะห์จะเผชิญกับแสงของดาวฤกษ์ตลอดเวลา เป็นกลางวันที่ไม่มีวันมืด ขณะเดียวกันอีกด้านก็จะไม่มีโอกาสได้เผชิญกับแสง เป็นกลางคืนที่มืดมิดตลอดเวลา รวมไปถึงสภาพอากาศอาจจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยหลังจากการค้นพบครังสำคัญนี้ ทางทีมนักวิทยาศาสตร์เตรียมการติดตามผล ในการศึกษาและสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 รวมทั้งประเมินผลของดาวเคราะห์ 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงโอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวเหล่านี้ต่อไป

ระบบสุริยะใหม่
ภาพสมมุติ : หากเรายืนอยู่บนดาวเคราะห์ TRAPPIST-1f

และเนื่องในวันสำคัญแห่งการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเช่นนี้ ทาง Google ก็ได้เปลี่ยนโลโก้ doodle ฉลองให้กับการค้นพบครั้งนี้ด้วย โดยทำออกมาเป็นภาพแอนิเมชั่นตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ เป็นรูปโลกและมีกล้องโทรทรรศน์ ส่องออกไปพบกับระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ที่ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวงที่เป็นศูนย์กลางของระบบ และดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารอีก 7 ดวง

พบหลักฐานของดาวเคราะห์ในวงแหวนดาวฤกษ์

เมื่อ 17 ปีก่อน นักดาราศาสตร์ได้สำรวจดาว HD 141569A ด้วยดาวเทียมไอราส พบว่าดาวดวงนี้มีการแผ่รังสีอินฟราเรดมากผิดปรกติ คาดกันว่ารังสีอินฟราเรดส่วนเกินนี้เกิดจากฝุ่นก๊าซในจานพอกพูนมวล (accreation disc) ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบในการสร้างดาวเคราะห์ล้อมรอบดาวอยู่ ดังนั้นดาวดวงนี้จึงเป็นที่คาดหมายว่าน่าจะมีดาวเคราะห์เป็นบริวารอยู่ด้วยนับแต่นั้นมา 

ต่อมาในปี 2542 กล้องนิกมอสที่ติดอยู่บนกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ได้ถ่ายภาพดาว HD 141569A อีกครั้ง และพบว่าดาวดวงนี้มีวงแหวนล้อมรอบ วงแหวนแบ่งออกเป็นสองชั้นโดยมีแถบมืดอยู่ระหว่างกลางคล้ายกับวงแหวนดาวเสาร์ นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าแถบสีดำนี้เป็นบริเวณที่ฝุ่นเบาบางกว่าส่วนอื่น เนื่องจากเป็นทางผ่านของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในวงแหวน 

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2545 กล้องเอซีเอสบนกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้ถ่ายภาพดาวดวงนี้อีกครั้งซึ่งเป็นปฏิบัติการในโครงการสำรวจจานล้อมรอบดาวลำดับหลัก ภาพใหม่ที่ได้แสดงวงแหวนสองชั้นดังที่เคยถ่ายได้ เป็นการยืนยันหลักฐานเดิมว่าดาวฤกษ์ดวงนี้อาจมีดาวเคราะห์เป็นบริวารอยู่จริง 

นอกจากกล้องเอซีเอสจะถ่ายภาพวงแหวนสองชั้นได้แล้วยังพบลวดลายรูปเกลียวบนวงแหวนนั้นด้วย และมีแขนสองแขนเหยียดยาวออกไปคล้ายกับดาราจักรแบบก้นหอย แขนข้างหนึ่งเหยียดไปทางดาวคู่คู่หนึ่ง ชื่อ HD 141569BC ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่าดาวทั้งสามดวงนี้เป็นระบบดาวเดียวกัน นอกจากนี้นักดาราศาสตร์ยังพบว่าดาว HD 141569A ไม่ได้อยู่ตำแหน่งศูนย์กลางของวงแหวนพอดี แต่เยื้องศูนย์ไปประมาณ 25 หน่วยดาราศาสตร์ มาร์ก แคลมพิน จากสถาบันกล้องโทรทรรศน์อวกาศเชื่อว่าโครงสร้างที่แปลกประหลาดบนวงแหวนรวมทั้งการเยื้องศูนย์เกิดขึ้นจากอันตรกิริยาที่เกิดจากดาวคู่มากกว่าที่จะเกิดจากดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ 

อีกหลักฐานหนึ่งที่สนับสนุนว่าดาวดวงนี้มีดาวเคราะห์โคจรรอบอยู่คือ ภาพถ่ายในย่านความถี่อินฟราเรด ซึ่งแสดงว่าที่ระยะห่างจากดาวฤกษ์ 4.5 พันล้านกิโลเมตรภายในดาวมีฝุ่นจางกว่าส่วนอื่น ซึ่งอาจเกิดจากดาวเคราะห์ที่โคจรที่ระยะนี้ได้กวาดเอาฝุ่นไป

ดาวเบเทลจุสเคยเป็นดาวคู่

ดาวเบเทลจุส หรือดาวแอลฟานายพราน เป็นดาวที่เป็นที่รู้จักกันดีมากที่สุดดวงหนึ่งบนท้องฟ้า มีความน่าสนใจหลายด้าน เป็นดาวที่สว่างเป็นอันดับ 10 บนท้องฟ้า มีสีแดงโดดเด่นสะดุดตา ในมุมมองของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ดาวดวงนี้โดดเด่นเพราะเป็นดาวประเภทที่เรียกว่าดาวยักษ์ใหญ่แดง (red supergiant) ซึ่งเกือบเป็นระยะสุดท้ายของวงจรชีวิตของดาวฤกษ์ เป็นดาวที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของดาวที่พร้อมจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาในเร็ว ๆ นี้ แต่หลายคนก็จดจำดาวดวงนี้ได้จากชื่อที่แปลกหูอ่านยาก

นอกจากชื่อจะแปลกเรียกยากแล้ว พฤติกรรมบางอย่างก็ยังแปลกอีกด้วย 

นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสติน นำโดย เจ. เคร็ก วีเลอร์ พบว่า ดาวยักษ์ใหญ่ดวงนี้หมุนรอบตัวเองเร็วมาก มีความเร็วที่เส้นศูนย์สูตรถึง 15 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าที่ควรจะเป็นถึง 150 เท่า

วีเลอร์อธิบายว่า เมื่อดาวฤกษ์ขยายใหญ่ขึ้นเป็นดาวยักษ์แดง จะหมุนรอบตัวเองช้าลงตามหลักของการสงวนโมเมนตัม ทำนองเดียวกับที่นักสเก็ตน้ำแข็งที่หมุนรอบตัวเองช้าลงเมื่อเหยียดแขนกางออก

แล้วเหตุใดเบเทลจุสไม่เป็นเช่นนั้น?

ในการหาคำอธิบาย วีเลอร์ตั้งทฤษฎีว่า เบเทลจุสอาจไม่ใช่ดาวฤกษ์เดี่ยวตั้งแต่ต้น แต่เคยมีดาวสหายดวงหนึ่งโคจรรอบดาวเบเทลจุสด้วยรัศมีวงโคจรใกล้เคียงกับรัศมีของดาวเบเทลจุสในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อดาวเบเทลจุสขยายขนาดขึ้นเป็นดาวยักษ์แดง ก็กลืนดาวสหายนี้ไป

“เมื่อดาวสหายถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดาวเบเทลจุสแล้ว จะถ่ายเทโมเมนตัมเชิงมุมจากการโคจรเดิมของดาวไปยังเนื้อดาวชั้นนอกของดาวเบเทลจุส ทำให้ดาวเบเทลจุสหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น” วีเลอร์อธิบาย

วีเลอร์ประเมินว่า ดาวสหายของดาวเบเทลจุสน่าจะมีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์จึงจะเพียงพอที่จะทำให้ดาวมีความเร็วในการหมุนรอบตัวเองดังที่เป็นในปัจจุบันนี้ได้

ทฤษฎีนี้มีหลักฐานสนับสนุน การกลืนดาวสหายของดาวเบเทลจุสไม่ใช่กระบวนการเงียบ ๆ ไร้ร่องรอย อันตรกิริยาระหว่างดาวฤกษ์ทั้งสองทำให้ดาวเบเทลจุสพ่นสสารจำนวนหนึ่งออกสู่อวกาศ หากทราบความเร็วของสสารที่พ่นออกมาจากดาวเบเทลจุส นักดาราศาสตร์ย่อมคำนวณได้ว่าก้อนสสารที่พ่นออกมานั้นอยู่ห่างจากดาวเท่าใดในปัจจุบัน

ย้อนหลังไปในปี 2555 นักดาราศาสตร์จากเบลเยียมคนหนึ่งได้ศึกษาดาวเบเทลจุสโดยถ่ายภาพในย่านความถี่อินฟราเรดด้วยกล้องเฮอร์เชล ภาพถ่ายแสดงสิ่งที่คล้ายกำแพงโค้งที่ด้านหนึ่งของดาวเบเทลจุส นักดาราศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานไปต่าง ๆ นานาถึงที่มาของสิ่งนั้น บ้างอธิบายว่ากำแพงนั้นคือคลื่นกระแทกโค้ง (bow shock) ที่เกิดขึ้นจากบรรยากาศของดาวเบเทลจุสผลักดันสสารระหว่างดาวขณะที่ดาวเคลื่อนที่ไปในอวกาศรอบดาราจักร แต่วีเลอร์มองว่า กำแพงนี้เป็นผลจากความอลหม่านบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อราว 100,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นเวลาที่ดาวเบเทลจุสกำลังขยายขนาดเป็นดาวยักษ์ใหญ่แดง ซึ่งก็อาจจะเป็นการกลืนดาวนั่นเอง

นับว่าทฤษฎีกลืนดาวของวีเลอร์อธิบายได้ทั้งสาเหตุของอัตราการหมุนรอบตัวเองที่เร็วผิดปกติและที่มาของกำแพงแก๊สข้างดาวเบเทลจุส

ที่มา: