ฮือฮาเรือมังกรเขมร-ทุบสถิติยาวที่สุดโลก 87.3 เมตร งบประมาณเกือบ 2 ล้าน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เรือมังกร กัมพูชา เขมร

เรือมังกรเขมรทุบสถิติ ยาวที่สุดโลก 87.3 เมตร งบประมาณเกือบ 2 ล้าน

เรือมังกรเขมรทุบสถิติ – ซินหัว ของจีนรายงานว่า เรือมังกรของกัมพูชา ความยาว 87.3 เมตร กว้าง 1.94 เมตร ได้รับการบันทึกจาก กินเนสส์บุ๊ก ออฟ เวิลด์เรคคอร์ดส์ ให้เป็นเรือมังกรที่มีความยาวที่สุดในโลก ทุบสถิติเก่าของเรือมังกรจากประเทศจีน เมื่อวันที่ 12 พ.ย.

รายงานระบุว่า สหภาพสหพันธ์เยาวชนแห่งกัมพูชาในเมืองไพรแวง ทางใต้ของประเทศ เป็นหน่วยงานที่สร้างเรือมังกรลำนี้ ทำจากไม้ บรรจุคนพายเรือได้ 179 คน ใช้งบประมาณในการก่อสร้างราว 60,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.9 ล้านบาท จากทางการเมืองไพรแวง

นายปราวิน พาเทล ผู้ตรวจสอบจากกินเนสส์บุ๊กออฟเวิลด์เรคคอร์ดส์ ได้มอบใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับ นายฮุน มานี ประธานสหภาพสหพันธ์เยาวชนแห่งกัมพูชา ในพิธีที่จัดขึ้นริมแม่น้ำโขง ในเมืองไพรแวง ที่มีผู้ร่วมงานหลายพันคน

เรือมังกรเขมรทุบสถิติ
Cambodia won a place in the Guinness book of World Records on November 12 for building the 87.3 meters-long wooden dragon boat. (Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP)

ด้านนาย ซาร์ สุขา รองประธานสหภาพสหพันธ์เยาวชนแห่งกัมพูชา กล่าวว่า “จุดประสงค์ของการสร้างเรือมังกรที่ยาวที่สุดในโลก ก็เพื่อระลึกถึงประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของการสร้างและการใช้งานเรือของชาวเขมรในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเป็นการระลึกถึงอดีตกษัตริย์ในยุคโบราณ ที่ทรงใช้เรือในการปกป้องดินแดน นอกจากนี้ การสร้างเรือนี้ยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีของเยาวชนในการรักษามรดกที่บรรพบุรษได้ให้ไว้”

อัลบั้มภาพ 8 ภาพ

      

ชาวเมืองฉงชิ่ง แตกตื่น ตึกสูง 5 ชั้น ลอยละลิ่วในแม่น้ำแยงซี (คลิป)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

4DQpjUtzLUwmJZZPFhixCbJcAd1P8tZcRErt7YElEF9O

ผู้คนในนครฉงชิ่ง แตกตื่น เห็นตึกใหญ่ สูง 5 ชั้น ลอยละลิ่วกลางแม่น้ำแยงซี ก่อนต่อมาจะรู้ว่า ตึกหลังนี้ คือ ภัตตาคารลอยน้ำ ที่ต้องถูกย้ายตามคำสั่งทางการ แถมเจ้าของยังย้ายได้แบบอเมซิ่งสุดๆ

เมื่อ 12 พ.ย. เฟซบุ๊ก China Xinhua News รายงาน ชาวจีนในนครฉงชิ่ง แตกตื่น ตกอกตกใจกันใหญ่ เมื่อเห็น อาคารหลังใหญ่ความสูงถึง 5 ชั้น ลอยละลิ่วอยู่กลางแม่น้ำแยงซี ผ่านนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ ของประเทศจีน เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่คลิปวีดิโอเหตุการณ์นี้กลายเป็นคลิปไวรัลบนโลกออนไลน์ในจีน

มีรายงานว่า แท้จริงแล้วอาคารสูง 5 ชั้น หลังนี้ คือ ภัตตาคารลอยน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องถูกย้าย ตามคำสั่งของทางการท้องถิ่น ที่ได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นต้องโยกย้ายตัวอาคารจากตำแหน่งที่ตั้งเดิมว่า เนื่องจากมีการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมือง

อย่างไรก็ดี สิ่งปลูกสร้างลอยน้ำขนาดใหญ่นี้ไม่มีกระแสไฟฟ้าของตัวเอง การเคลื่อนย้ายจึงต้องอาศัยเรือสองลำช่วยผลักดันตัวอาคารไปยังตำแหน่งที่ตั้งใหม่ ซึ่งชาวเน็ตจีนบอกว่าเป็นการโยกย้ายอาคารที่อะเมซิ่งที่สุด

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก China Xinhua News

นาทีระทึก นักบิน 2สายการบิน แจ้งเห็นUFO แสงเจิดจ้า นอกชายฝั่งไอร์แลนด์ (คลิป)

1

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักบิน บริติช แอร์เวย์ส และเวอร์จิน แอร์ไลน์ส ติดต่อหอควบคุมการบินไอร์แลนด์ เห็น UFO วัตถุแสงเจิดจ้า บินเร็วมาก นอกชายฝั่งเหมือนกัน ขณะที่สำนักงานการบินไอร์แลนด์ เร่งสืบหาความจริงแล้ว

เมื่อ 13 พ.ย.61 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน สำนักงานการบินของไอร์แลนด์ (IAA) กำลังสืบสวนรายงานเหตุการณ์ตื่นเต้น นักบินประจำเครื่องบินโดยสารถึง 2 ลำ คือ สายการบินบริติช แอร์เวย์ส และเวอร์จิน แอร์ไลน์ส ได้พบวัตถุมีแสงเจิดจ้า และไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ (UFO) เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา

เว็บไซต์ airlive และบีบีซี รายงานว่า นักบินของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส เที่ยวบิน BA94 จากเมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา มายังสนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอน ได้แจ้งติดต่อมายังหอควบคุมการบิน ของสนามบินแชนนอน ในไอร์แลนด์ว่า เธอได้เห็นวัตถุประหลาดแสงเจิดจ้า และเคลื่อนที่เร็วมาก ขณะเครื่องบินโดยสารกำลังบินเหนือชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอร์แลนด์ เมื่อเวลา 06.47 น. ของวันที่ 9 พ.ย. 61 ตามเวลาท้องถิ่น

บีบีซี เผยว่า นักบินหญิงของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ได้สอบถามเจ้าหน้าที่หอควบคุมการบินแชนนอนในไอร์แลนด์ว่า มีการซ้อมรบในบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของไอร์แลนด์หรือไม่ เพราะเห็นวัตถุอะไรบางอย่างที่มีแสงเจิดจ้า เคลื่อนที่รวดเร็วมาก บริเวณทางซ้ายของเครื่องบิน โดยเจ้าหน้าที่หอควบคุมการบินแชนนอนได่ตอบกลับไปว่า ไม่มีการซ้อมรบในบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด นักบินหญิงกล่าวด้วยว่า พวกตนกำลังสงสัยว่ามันอาจเป็นอะไร? แต่ดูเหมือนวัตถุดังกล่าวไม่ได้บินในเส้นทางที่จะทำให้เกิดการชนกับเครื่องบินได้

2

ส่วนนักบินอีกคนของเครื่องบินโดยสารเวอร์จิน แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน VS76 จากเมือง ออร์แลนโด รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ มายังเมืองแมนเชสเตอร์ ในอังกฤษ ได้แจ้งมายังหอควบคุมการบินแชนนอนเช่นกันว่า เห็นอะไรบางอย่าง คล้ายกับ ‘ดาวตก’ หรืออะไรบางอย่างที่โคจรเข้ามาในชั้นบรรยากาศโลก อีกทั้งยังมีวัตถุหลายลำเคลื่อนตัวตามมาในเส้นทางเดียวกัน ซึ่งวัตถุเหล่านี้มีแสงสว่างมาก โดยนักบินชายของเวอร์จิน แอร์ไลน์ส กล่าวว่า เขาเห็นแสงสว่างจ้า 2 ดวงทางฝั่งขวาของเครื่องบิน และได้บินไต่ระดับสูงขึ้นด้วยความเร็ว

พายุสุริยะทำทุ่นระเบิดสหรัฐฯลั่นเอง ในสงครามเวียดนาม

พายุสุริยะทำทุ่นระเบิดสหรัฐฯลั่นเอง ในสงครามเวียดนาม – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พายุสุริยะทำทุ่นระเบิดสหรัฐฯลั่นเอง  – บันทึกเอกสารของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า ในช่วงท้ายของสงครามเวียดนามได้เกิดเหตุทุ่นระเบิดในทะเลจำนวนมากของสหรัฐฯ ที่วางอยู่นอกชายฝั่งระเบิดลั่นขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของพายุสุริยะครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

รายงานวิจัยในวารสาร Space Weather ซึ่งจัดทำโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโคโลราโด วิทยาเขตโบลเดอร์ในสหรัฐฯ ระบุว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1972 ลูกเรือประจำเครื่องบินลาดตระเวนของกองกำลังปฏิบัติการ 77 ของกองทัพสหรัฐฯ ได้พบเห็นเหตุระเบิดขึ้นมาจากใต้น้ำ 20-25 ครั้งติดต่อกัน ภายในเวลาราว 30 วินาที ที่บริเวณสนามทุ่นระเบิดนอกเกาะเฮินลา ซึ่งเป็นเมืองท่าทางใต้ของเมืองไฮฟอง ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม

ก่อนหน้านั้นกองทัพเรือสหรัฐฯได้วางทุ่นระเบิดดังกล่าวใน “ปฏิบัติการเงินติดกระเป๋า” (Operation Pocket Money) ซึ่งมุ่งทำลายท่าเรือสำคัญของกองกำลังฝ่ายเวียดนามเหนือ

หลังเกิดเหตุระเบิดที่ไม่คาดฝัน กองทัพเรือสหรัฐฯได้ดำเนินการสอบสวนครั้งใหญ่ในทันที เนื่องจากทุ่นระเบิดดังกล่าวได้ระเบิดขึ้นก่อนกำหนดเวลาทำลายตัวเองที่ตั้งไว้ล่วงหน้าถึง 30 วัน และไม่พบร่องรอยการทำลายทุ่นระเบิดด้วยฝีมือมนุษย์

พายุสุริยะทำทุ่นระเบิดสหรัฐฯลั่นเอง
เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส คาร์ล วินสัน ของสหรัฐฯ ได้ไปเยือนเมืองดานังของเวียดนามเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

จากการหารือกับนักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือโนอา (NOAA) พบว่าเหตุการณ์นี้ประจวบเหมาะกับการเกิดพายุสุริยะครั้งใหญ่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมของปีนั้น โดยมีการปะทุปลดปล่อยพลังงานมหาศาลจากบริเวณจุดมืด (Sun spot) MR 11976 บนดวงอาทิตย์ ติดต่อกันหลายครั้ง

ความเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ดังกล่าว มีทั้งการปลดปล่อยโซลาร์แฟลร์ (Solar flare) ซึ่งเป็นการระเบิดแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่รุนแรง รวมทั้งการปลดปล่อยมวลโคโรนา (Coronal mass ejection) ที่ปะทุพ่นพลาสมาพลังงานสูงออกมา ทั้งยังเกิดกลุ่มเมฆของอนุภาคมีประจุซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงใกล้เคียงกับแสงอีกด้วย

พายุสุริยะในเดือนสิงหาคม ปี 1972 มีความรุนแรงเป็นพิเศษ โดยเกิดการปลดปล่อยมวลโคโรนาที่เดินทางมาถึงโลกภายในเวลาเพียง 14.6 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งที่ลมสุริยะตามปกติจะใช้เวลาเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลก 2-3 วัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าและระบบสื่อสารโทรคมนาคมในหลายประเทศแถบอเมริกาเหนือ และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขัดข้องเป็นวงกว้าง ในช่วงเวลาที่เกิดพายุสุริยะดังกล่าว

บันทึกเอกสารของกองทัพเรือสหรัฐฯ เผยว่า นักวิทยาศาสตร์ของโนอายอมรับว่ามีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ปรากฏการณ์พายุสุริยะครั้งรุนแรงนี้ จะเป็นสาเหตุให้ทุ่นระเบิดดังกล่าวเกิดระเบิดขึ้นได้เองอย่างไม่คาดคิด ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลต่อยุทธการของสหรัฐฯในเวียดนามเหนือในขณะนั้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 2 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

large (1)

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.4 เล่ม 2  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

ดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่  

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.ต้น เล่ม 1 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

large

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ ม.ต้น เล่ม 1  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

ดาวน์โลดหนังสือได้โดย  คลิกที่นี่  

หรือ

คลิกที่นี่

ถ้าขึ้นว่าฟรี สามารถ ดาวโลดได้เลยครับผม

สมัครรับข่าวสารวิทยาศาสตร์ที่กลุ่ม ฟิสิกส์ราชมงคล  

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักศึกษาแอฟริกาใต้สร้างอิฐจากฉี่คนเป็นครั้งแรก

urine-bricks-1-960x720

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักศึกษามหาวิทยาลัยเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้สร้างอิฐก้อนแรกที่ทำจากปัสสาวะซึ่งเป็นอิฐชีวภาพ (bio-brick) เพื่อต้องการเปลี่ยนของที่เคยคิดว่าเป็นขยะให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาได้

ซูซาน แลมเบิร์ต (Suzanne Lambert) และวูเกตา มุการี (Vukheta Mukhari) นักศึกษาปริญญาโทรวบรวมปัสสาวะจากโถฉี่ของผู้ชายที่ถูกออกแบบพิเศษในอาคารวิศวกรรมของมหาวิทยาลัย ผสมเข้ากับทรายและแบคทีเรีย ใส่ลงไปในแม่พิมพ์ที่อุณหภูมิห้อง จากนั้นนำไปเผาในเตาเผาที่มีอุณหภูมิสูง ในกระบวนการผลิตมีไนโตรเจนและโพแทสเซียมซึ่งเป็นส่วนสำคัญของปุ๋ยเคมีเกิดขึ้น

อิฐชีวภาพถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการทางธรรมชาติที่คล้ายกับวิธีก่อตัวของเปลือกหอย ในเม็ดทรายที่เกาะตัวหลวมๆ แบคทีเรียสามารถสร้างเอนไซม์ยูรีเอส (Urease) มาย่อยสลายยูเรียในปัสสาวะ แล้วสร้างแคลเซียมคาร์บอเนตขึ้น เป็นการทำให้ทรายรวมตัวกันเป็นรูปร่างได้ กระบวนการนี้เรียกว่า microbial carbonate precipitation

ขณะที่อิฐทั่วไปถูกเผาด้วยอุณหภูมิ 1,400 องศาเซลเซียส และผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณมาก อิฐชีวภาพไม่ต้องการความร้อนมากเท่า

ยิ่งปล่อยให้แบคทีเรียสร้างซีเมนต์นาน อิฐที่ได้ก็จะแข็งขึ้นตามไปด้วย “ถ้าลูกค้าต้องการอิฐที่แข็งแรงกว่าอิฐที่ทำจากหินปูน 40% ก็ต้องให้แบคทีเรีย ‘เติบโต’ นานขึ้น” ดีลลอน แรนดอลล์ (Dyllon Randall) อาจารย์ด้านวิศวกรรมคุณภาพน้ำ มหาวิทยาลัยเคปทาวน์ ที่ปรึกษาของโครงการนี้กล่าว

ปัสสาวะถูกเก็บจากโถปัสสาวะผลิตปุ๋ย ได้ทั้งปุ๋ยที่เป็นของแข็งออกมา ส่วนของเหลวที่เหลือนำมาใช้ทำอิฐชีวภาพ

แนวคิดที่จะทำอิฐชีวภาพเคยถูกทดสอบมาก่อนหน้านี้แล้วในสหรัฐอเมริกา แต่เป็นการใช้ผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้ปัสสาวะ

นี่เป็นการทำให้ของที่เคยคิดว่าเป็นขยะให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ แรนดอลล์บอกว่า “คุณสามารถใช้กระบวนการแบบเดียวกันนี้กับขยะอื่นๆ มันอยู่ที่การคิดใหม่”

แรนดอลล์อธิบายว่าปัสสาวะเป็นเหมือนทองคำเหลว ปริมาณปัสสาวะมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของน้ำเสียจากครัวเรือน แต่มีไนโตรเจน 80% ฟอสฟอรัส 56% และโพแทสเซียม 63% ของน้ำเสีย ปริมาณฟอสฟอรัสส่วนใหญ่ในปัสสาวะสามารถเปลี่ยนเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของปุ๋ยที่กำลังจะหมดไปได้

“ความก้าวหน้าจากงานวิจัยนี้ทำให้เห็นว่าการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืนเป็นไปได้” มุการีนักศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาที่ทำงานกับแลมเบิร์ตกล่าว

ที่มาภาพ: Robyn Walker/University of Cape Town

10 สุดยอดนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับผลงานเด่นและวาทะเด็ด

greatest-biologists-1

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักชีววิทยาคือนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ที่สิ่งมีชีวิตมีต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาศึกษามนุษย์ พืช สัตว์ ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพวกจุลินทรีย์ทั้งหลาย เพื่อให้เข้าใจถึงกลไกที่ควบคุมการทำงานของสิ่งมีชีวิตและปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด นักชีววิทยายังมีส่วนร่วมในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงกระบวนการและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยา อุตสาหกรรม รวมไปถึงการเกษตร ผลงานของนักชีววิทยามีส่วนสำคัญต่อองค์ความรู้และพัฒนาการในวงการแพทย์ เภสัชกรรม เกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมไปถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการดำรงชีวิตและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของมนุษย์ ในอดีตที่ผ่านมามีนักชีววิทยาชั้นนำมากมายที่ช่วยกันค้นคว้าและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ในทางชีววิทยาเพื่อประโยชน์ต่อมนุษยชาติตลอดมา

และต่อไปนี้คือ 10 สุดยอดนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกับผลงานเด่นและวาทะเด็ดของพวกเขา

1. ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) charles-darwins-1
ชาลส์ ดาร์วิน (คศ. 1809 – 1882) เป็นนักธรรมชาติวิทยา นักธรณีวิทยา และนักชีววิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในเรื่องวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ดาร์วินเป็นผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิมๆเกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ดาร์วินอธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน

ดาร์วินสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็ก ชอบการทดลองเกี่ยวกับสัตว์และพืช เขาศึกษาด้านธรรมชาติวิทยามาโดยตลอด จนกระทั่งได้รับเชิญเข้าร่วมเดินทางสำรวจทางทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) เป็นเวลา 5 ปี ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้กับสิ่งมีชีวิตในภูมิภาคที่แตกต่างกัน เขาได้ศึกษาอย่างละเอียดและทำวิจัยเพิ่มเติมต่อเนื่อง และได้พิมพ์หนังสือชื่อ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ช่วงแรกมีการโต้แย้งต่อต้านผลงานของเขาอย่างมากโดยเฉพาะจากฝ่ายศาสนจักร อีกหลายสิบปีต่อมาจึงเป็นที่ยอมรับและให้การยกย่อง นอกจากนี้เขายังมีผลงานเรื่องวิวัฒนาการของมนุษย์และการคัดเลือกทางเพศ และผลงานอื่นๆอีกมาก ดาร์วินได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ผลงานเด่น :

– ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Theory of natural selection)
– หนังสือการสืบเชื้อสายของมนุษย์และการคัดเลือกโดยสัมพันธ์กับเพศ (The Descent of Man, and Selection in Relation to Sex)

วาทะเด็ด :

– “A man’s friendships are one of the best measures of his worth.” → มิตรภาพคือหนึ่งในวิธีวัดคุณค่าของมนุษย์ที่ดีที่สุด
– “I love fools’ experiments. I am always making them.” → ผมชอบการทดลองโง่ๆนะ ผมมักจะทำมันบ่อยๆด้วยสิ

charles-darwin-2

2. เกรเกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel)gregor-mendel-1

เกรเกอร์ เมนเดล (ค.ศ. 1822 – 1884) เป็นบาทหลวงและนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรียผู้ค้นพบกฎการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมอันเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาพันธุศาสตร์สมัยใหม่ เมนเดลทำการทดลองผสมพันธ์ุต้นถั่วต่างพันธุ์ที่มีลักษณะบางอย่างแตกต่างกันจากต้นถั่วหลายสิบชนิด ใช้เวลานาน 8 ปี ทำการทดลองนับพันครั้ง ศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมที่การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ได้ผลสรุปที่กลายเป็นกฎของเมนเดล (Mendelian inheritance) ซึ่งประกอบด้วยกฎแห่งการแยกตัว, กฎแห่งการรวมกลุ่มกันอย่างอิสระ และกฎแห่งลักษณะเด่นซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการใช้คณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์พันธุกรรม

แม้ว่าผลงานจากการทดลองอย่างยาวนานของเมนเดลจะถูกนำเสนอในที่ประชุมทางวิทยาศาสตร์ในปี 1865 และได้รับการตีพิมพ์ในปีต่อมา แต่กลับได้รับความสนใจไม่มากนัก งานของเขาถูกละเลยไปกว่า 35 ปี จนกระทั่งในราวปี 1900 มีนักวิทยาศาสตร์ 3 คนที่อยู่คนละประเทศได้ทำการทดลองผสมพันธุ์พืชชนิดอื่นแล้วได้ผลการทดลองตรงกับที่เมนเดลเคยรายงานไว้ ทำให้เมนเดลเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ในปี 1868 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสซึ่งต้องใช้เวลากับการบริหารงานหลายอย่าง งานทางด้านวิทยาศาสตร์จึงต้องเลิกไป แต่ด้วยผลงานยิ่งใหญ่ในการค้นพบกฎการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมเมนเดลจึงได้รับการยกย่องเป็น “บิดาแห่งพันธุศาสตร์สมัยใหม่”

ผลงานเด่น :

– ค้นพบกฎการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

วาทะเด็ด :

– “My scientific studies have afforded me great gratification; and I am convinced that it will not be long before the whole world acknowledges the results of my work.” → การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ทำให้ผมได้รับความพึงพอใจอย่างมาก และผมก็เชื่อว่าอีกไม่นานทั้งโลกจะยอมรับผลงานของผม

gregor-mendel-2

3. หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)louis-pasteur-1

หลุยส์ ปาสเตอร์ (ค.ศ. 1822 – 1895) นักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เป็นผู้ที่ค้นพบว่าการเน่าเสียของอาหารเกิดจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เขาเรียกว่าจุลินทรีย์ ปาสเตอร์พบว่าจุลินทรีย์ส่งผลเสียมากมายทำให้เขาทำการค้นคว้าเกี่ยวกับจุลินทรีย์อย่างต่อเนื่องจนค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วยวิธีพาสเจอร์ไรส์(Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

ต่อมาปาสเตอร์ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ และได้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคที่ร้ายแรงที่สุดตอนนั้นคือโรคแอนแทรกซ์ได้สำเร็จ ตามด้วยการค้นคว้าหาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคในไก่ แต่การค้นพบวัคซีนที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดคือวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คนตายไปพอสมควร และจากการพบวัคซีนนี้ทำให้ค้นพบวัคซีนป้องกันโรคอีกมากมาย เช่น อหิวาตกโรค วัณโรค และโรคคอตีบ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมาก ปีค.ศ. 1888 ปาสเตอร์ได้ก่อตั้งสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส จากนั้นสถาบันปาสเตอร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้นอีกหลายแห่งในประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยภายใต้ชื่อ “สถานเสาวภา” เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อชนิดต่างๆ

ผลงานเด่น :

– คิดค้นวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
– ค้นพบจุลินทรีย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเน่าเสีย
– คิดค้นวิธีการทำพาสเจอร์ไรซ์

วาทะเด็ด :

– “Fortune favors the prepared mind.” → โชคชะตามีไว้สำหรับคนที่เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว
– “Science knows no country, because knowledge belongs to humanity, and is the torch which illuminates the world.” → วิทยาศาสตร์ไม่รู้จักประเทศ เพราะความรู้เป็นของมนุษยชาติและเป็นไฟฉายที่ส่องสว่างแก่โลก

louis-pasteur-2

4. อริสโตเติล (Aristotle)aristotle-1

อริสโตเติล (384 – 322 ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นนักปรัชญาคนสำคัญในยุคกรีกโบราณ เป็นศิษย์เอกของเพลโต เป็นอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในสมัยที่อริสโตเติลมีชีวิตอยู่นั้นวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้รับความสนใจเพราะผู้คนยังไม่เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร แต่อริสโตเติลสนใจศึกษาและเจนจบในหลากหลายสาขาวิชาทั้งฟิสิกส์ อภิปรัชญา จริยธรรม ชีววิทยา และสัตววิทยา เป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตสัตว์และจัดแบ่งประเภทสัตว์อย่างเป็นระบบ แม้ทฤษฎีของเขาบางอย่างที่ภายหลังได้รับการพิสูจน์ว่าผิดเช่น ความเชื่อที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่าในสมัยสองพันกว่าปีก่อนนั้นยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์เลย แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักสังเกตและนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะแนวคิดทางปรัชญาที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก

อริสโตเติลได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์และบิดาแห่งชีววิทยา อริสโตเติลเขียนหนังสือไว้มากมายเป็น 1,000 เล่ม แนวคิดและงานเขียนของเขามีอิทธิพลต่อผู้คนและความเชื่อในศาสนาคริสต์จนถึงยุคกลางเป็นเวลานานถึง 1,500 ปี

ผลงานเด่น :

– ทฤษฎีทางด้านชีววิทยาและการจำแนกสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่คือพวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates)
– หนังสือที่เขาเขียนในสรรพวิชาที่เป็นแนวคิดหลักให้แก่คนรุ่นหลัง

วาทะเด็ด :

– “Quality is not an act, it is a habit.” → คุณภาพไม่ใช่การกระทำ หากแต่มันเป็นนิสัย
– “The roots of education are bitter, but the fruit is sweet.” → รากของการศึกษาอาจจะขม แต่ผลของมันนั้นหวานฉ่ำ

aristotle-2

5. โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke)robert-hooke-1

โรเบิร์ต ฮุค (ค.ศ. 1635 – 1703) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขารวมทั้งเป็นสถาปนิกด้วย ฮุคใช้กล้องจุลทรรศน์สังเกตพบโครงสร้างเล็กๆของไม้คอร์กที่ถูกเฉือนเป็นแผ่นบางๆมีลักษณะเป็นห้องเล็กๆคล้ายรังผึ้ง เขาตั้งชื่อว่ามันว่าเซลล์ (Cell) นั่นเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เขารวบรวมผลงานการศึกษาสิ่งต่างๆด้วยกล้องจุลทรรศน์ตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Micrographia ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญและมีอิทธิพลต่อการศึกษาด้านชีววิทยาอย่างมาก นอกจากนี้เขายังค้นพบว่าฟอสซิลเป็นซากของสิ่งมีชีวิตและเชื่อว่าฟอสซิลจะให้ร่องรอยของความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตบนโลกในอดีตที่ผ่านมา

ผลงานด้านชีววิทยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งในผลงานของเขา เพราะฮุคมีผลงานด้านอื่นอีกมาก เขาเป็นผู้ค้นพบกฎของความยืดหยุ่น (Hooke’s Law) อันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของวัสดุ เป็นผู้คิดค้นขดลวดสปริงที่ใช้ในนาฬิกาข้อมือ เป็นผู้ประดิษฐ์ข้อต่ออ่อน (Universal joint) ที่ใช้ในระบบส่งกำลังของเครื่องยนต์และมอเตอร์ เป็นผู้ค้นพบปรากฏการณ์การหักเหของแสง (Refraction) รวมทั้งยังมีผลงานด้านดาราศาสตร์อีกหลายอย่าง นอกจากนี้ฮุคในฐานะสถาปนิกเขายังเป็นหนึ่งในผู้สำรวจและสร้างกรุงลอนดอนขึ้นใหม่หลังเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อปี 1666 มีผลงานการออกแบบอาคารจำนวนมาก ด้วยความรู้ความสามารถในหลากหลายสาขาเขาจึงได้รับการยกย่องเป็นพหูสูต เจ้าของฉายา “Renaissance Man” แห่งศตวรรษที่ 17

ผลงานเด่น :

– ค้นพบเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
– ตีพิมพ์หนังสือ Micrographia
– ผู้ค้นพบกฎของความยืดหยุ่น
– ประดิษฐ์ขดลวดสปริงและข้อต่ออ่อน

วาทะเด็ด :

– “By the help of microscopes, there is nothing so small, as to escape our inquiry; hence there is a new visible world discovered to the understanding.” → ด้วยความช่วยเหลือของกล้องจุลทรรศน์ ไม่มีอะไรที่เล็กมากจนหลีกหนีการค้นหาของเราได้ ดังนั้นจึงมีโลกใหม่ที่มองเห็นได้ถูกค้นพบเพื่อความรู้ความเข้าใจ

robert-hooke-2

6. ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson)rachel-carson-1

ราเชล คาร์สัน (ค.ศ. 1907 – 1964) เป็นนักชีววิทยาทางทะเลและนักอนุรักษ์ชาวอเมริกันผู้สร้างแรงกระตุ้นผ่านทางหนังสือของเธอทำให้เกิดการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก คาร์สันเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่ยังเป็นนักชีววิทยาที่สำนักประมงสหรัฐ ผลงานเล่มแรก Under the Sea Wind ที่เขียนถึงพฤติกรรมของปลาและนกทะเลยังไม่ค่อยได้รับความนิยม แต่เล่มถัดมา The Sea Around Us ที่เขียนเกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเลตั้งแต่ยุคแรกเริ่มถึงล่าสุด กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับและได้รับรางวัลหนังสือแห่งชาติประจำปี 1952 และส่งผลให้หนังสือเล่มแรกเป็นหนังสือขายดีไปด้วย และยังตามมาด้วยหนังสือเล่มที่สาม The Edge of the Sea ซึ่งเป็นหนังสือขายดีเช่นกัน

คาร์สันใช้เวลาหลายปีในการศึกษาวิจัยผลกระทบและอันตรายที่เกิดจากการใช้สารเคมีกำจัดแมลงและศัตรูพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉีดสเปรย์ DDT ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม จากนั้นเธอได้เขียนหนังสือเล่มสำคัญที่สุด Silent Spring ซึ่งได้อธิบายจนเห็นภาพชัดถึงอันตรายของสารเคมีที่ใช้กำจัดศัตรูพืชแต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสัตว์อื่นที่ไม่ใช่เป้าหมายการกำจัด รวมทั้งต่อมนุษย์เองด้วย หนังสือเล่มนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงครั้งใหญ่ของผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายและก่อให้เกิดกระแสต่อต้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช จนรัฐบาลสหรัฐได้ก่อตั้งหน่วยงาน EPA ขึ้นมาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศ และทำให้เกิดการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางทั่วโลก ผลงานของคาร์สันนับว่าได้สร้างคุณประโยชน์ต่อชาวโลกอย่างมาก

ผลงานเด่น :

– เขียนหนังสือ Silent Spring ที่กระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลก
– เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเลหลายเล่ม

วาทะเด็ด :

– “But man is a part of nature, and his war against nature is inevitably a war against himself.” → แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ, และการทำสงครามกับธรรมชาติของมนุษย์ก็คือการทำสงครามกับตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

rachel-carson-2

7. อันโตนี ฟัน เลเวินฮุก (Antonie van Leeuwenhoek)antonie-van-leeuwenhoek-1

อันโตนี ฟัน เลเวินฮุก (ค.ศ. 1632 – 1723) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ผู้คนพบแบคทีเรียเป็นคนแรกและเป็นผู้เปิดโลกแห่งจุลชีววิทยา จากการเป็นคนขายผ้าฟัน เลเวินฮุกเรียนรู้วิธีฝนเลนส์และพัฒนาเลนส์ให้มีกำลังขยายสูง แล้วนำมาประกอบเป็นกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายถึง 300 เท่าได้เป็นคนแรก เขาใช้กล้องจุลทรรศน์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองส่องพบแบคทีเรียและจุลินทรีย์อีกมากมายหลายชนิดเป็นคนแรก รวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดแดง, การไหลของเลือดในเส้นเลือดฝอย และยังได้ศึกษาวงจรชีวิตของสัตว์ขนาดเล็กอีกหลายชนิด เขาเขียนจดหมายรายงานสิ่งที่ค้นพบแก่ราชสมาคมแห่งลอนดอน (Royal Society) ซึ่งเมื่อพิสูจน์ว่าเป็นจริงก็ให้การยอมรับและยกย่องโดยได้รับเลือกเป็นสมาชิกอันทรงเกียรติของสมาคม

แม้ว่าฟัน เลเวินฮุกไม่เคยตีพิมพ์ผลงานของเขาแต่จดหมายที่เขาเขียนรายงานผลงานการค้นคว้าตลอดหลายสิบปีต่อราชสมาคมแห่งลอนดอนจำนวนเกือบ 200 ฉบับและจดหมายที่เขียนถึงสถาบันวิทยาศาสตร์อื่นอีกหลายร้อยฉบับได้แสดงถึงผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา และเมื่อราชสมาคมได้ตีพิมพ์จดหมายของเขาสิ่งที่เขาค้นพบซึ่งเป็นความรู้ใหม่ทางชีววิทยาที่น่าตื่นตาตื่นใจก็เผยแพร่ไปทั่วโลก เขาจึงกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงที่มีโอกาสต้อนรับบุคคลสำคัญระดับโลกหลายคนที่สนใจและไปดูผลงานถึงที่บ้านของเขา อย่างเช่น พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซียและพระราชินีของอังกฤษ เป็นต้น ฟัน เลเวินฮุกได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งจุลชีววิทยา”

ผลงานเด่น :

– ค้นพบแบคทีเรียและจุลินทรีย์หลายชนิดเป็นคนแรก
– ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง

วาทะเด็ด :

– “A man has always to be busy with his thoughts if anything is to be accomplished.” → มนุษย์มักจะยุ่งอยู่กับความคิดของเขาเสมอถ้าหากมีอะไรที่จะสำเร็จ

antonie-van-leeuwenhoek-2

8. อี โอ วิลสัน (E. O. Wilson)e-o-wilson-1

อี โอ วิลสัน (ค.ศ. 1929 – ปัจจุบัน) เป็นนักชีววิทยาชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญเรื่องมด, ชีววิทยาสังคม และความหลากหลายทางชีวภาพ วิลสันเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนาน 40 ปี ศึกษาวิวัฒนาการของมดและการพัฒนาไปสู่สปีชีส์ใหม่ เขาเป็นผู้คนพบวิธีการติดต่อสื่อสารของมดด้วยสารฟีโรโมน วิลสันศึกษาวิจัยและพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับชีวภูมิศาสตร์และทฤษฎีด้านระบบนิเวศวิทยา เขามีผลงานการศึกษาด้านชีววิทยาสังคมทั้งของสัตว์และมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยีนส์

ผลงานของวิลสันที่สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือการเขียนหนังสือ เขาตีพิมพ์หนังสือจากผลงานการค้นคว้าวิจัยของเขาจำนวนมาก ได้แก่ The Theory of Island Biogeography, Sociobiology: The New Synthesis รวมทั้งหนังสือเล่มดัง On Human Nature ที่เขียนเกี่ยวกับบทบาทของชีววิทยาในวิวัฒนาการของวัฒนธรรมของมนุษย์และ The Ants ที่เขียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของมดซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prizes) ถึง 2 ครั้ง วิลสันยังมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการรณรงค์ห้ามตัดไม้ทำลายป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต วิลสันได้รับยกย่องเป็น “บิดาแห่งชีววิทยาสังคม” และ “บิดาแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ”

ผลงานเด่น :

– วิวัฒนาการและพฤติกรรมของมด
– ทฤษฎีชีวภูมิศาสตร์และนิเวศวิทยา
– รางวัลพูลิตเซอร์ 2 ครั้ง

วาทะเด็ด :

– “Nature holds the key to our aesthetic, intellectual, cognitive and even spiritual satisfaction.” → ธรรมชาติกุมหัวใจสำคัญของความพึงพอใจในด้านสุนทรียศาสตร์, ภูมิปัญญา, ความรู้ความเข้าใจ และแม้กระทั่งจิตวิญญาณของพวกเรา

e-o-wilson-2

9. เจมส์ วัตสัน (James Watson)james-watson-1

เจมส์ วัตสัน (ค.ศ. 1928 – ปัจจุบัน) เป็นนักอณูชีววิทยาชาวอเมริกันหนึ่งในผู้ค้นพบโครงสร้างโมเลกุลของดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต วัตสันทำการศึกษาหาโครงสร้างของดีเอ็นเอร่วมกับ Francis Crick โดยอาศัยข้อมูลสำคัญในภาพถ่ายจากเครื่องวิเคราะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ของ Rosalind Franklin ผู้กำลังศึกษาเรื่องเดียวกันอยู่กับ Maurice Wilkins วัตสันกับ Crick คิดค้นจนได้ข้อสรุปว่าดีเอ็นเอมีโครงสร้างเป็นสายพันกันเป็นเกลียวคู่ (double helix) เวียนขวาตามเข็มนาฬิกา โดยมีคู่เบสเชื่อมยึดระหว่างสาย มีลักษณะคล้ายบันไดเวียน ผลงานนี้ทำให้วัตสันและ Crick ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ และเป็นจุดเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์เมื่อความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับพื้นฐานของชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของชีววิทยา

นอกเหนือจากผลงานการทำวิจัยในฐานะนักอณูชีววิทยาแล้ววัตสันยังมีผลงานที่โดดเด่นคือการเขียนหนังสือ เขาตีพิมพ์หนังสือหลายเล่มที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือหนังสือ The Double Helix ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นหนังสือยอดเยี่ยมลำดับต้นๆแห่งศตวรรษที่ 20 วัตสันยังมีบทบาทสำคัญในโครงการจีโนมมนุษย์ซึ่งเป็นการจัดทำแผนที่ของจีโนมหรือดีเอ็นเอทั้งหมดของมนุษย์อย่างละเอียด อีกทั้งจีโนมของตัววัตสันเองยังได้รับการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตเป็นคนแรกๆอีกด้วย วัตสันเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับวงการชีววิทยาเป็นอย่างมาก

ผลงานเด่น :

– ค้นพบโครงสร้างโมเลกุลดีเอ็นเอ
– รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์
– หนังสือ The Double Helix

วาทะเด็ด :

– “Knowing “why” (an idea) is more important than learning “what” (the fact).” → การรู้ว่า “ทำไม” (ความคิด) สำคัญกว่าการเรียนรู้ว่า “อะไร” (ความจริง)

james-watson-2

10. อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Alexander Fleming)alexander-fleming-1

อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (ค.ศ. 1881 – 1955) เป็นนายแพทย์และนักชีววิทยาชาวสก็อตผู้ค้นพบเพนนิซิลินซึ่งนำไปสู่การพัฒนายาปฏิชีวนะตัวแรกของโลก จากการที่เฟลมมิงได้เห็นทหารเสียชีวิตจำนวนมากจากภาวะติดเชื้อในสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาจึงมุ่งทำวิจัยค้นคว้าหายาฆ่าเชื้อ ปี 1921 เฟลมมิงค้นพบเอนไซม์ไลโซไซม์ (Lysozyme) ในน้ำมูกและน้ำตาของคนซึ่งทำให้เข้าใจวิธีที่ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อ แต่ไลโซไซม์ฆ่าเชื้อได้แค่บางอย่างและไม่มีผลกับแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง เฟลมมิงจึงต้องพยายามต่อไป จนอีก 7 ปีต่อมาเขาจึงค้นพบเพนนิซิลินได้โดยบังเอิญ

เดือนสิงหาคม ปี 1928 ก่อนไปพักผ่อนกับครอบครัวในวันหยุดยาวเฟลมมิงได้นำจานเพาะเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus ที่เขากำลังศึกษาคุณสมบัติวางกองรวมไว้ที่มุมหนึ่งของห้องแล็บ เมื่อกลับมาเขาพบว่าจานเพาะเชื้อจานหนึ่งมีการปนเปื้อนของเชื้อราสีเขียว แต่แทนที่จะทิ้งมันไปเขากลับพิจารณาโดยละเอียดแล้วพบว่าเชื้อราอาจฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ เขาจึงเพาะเชื้อรานำมาทดลองแล้วพบว่ามันผลิตสารที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ เขาตั้งชื่อสารนี้ว่า “เพนนิซิลิน” ปีถัดมาเขาตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานการค้นพบ ต่อมามีผู้สามารถสกัดสารเพนนิซิลินบริสุทธิ์ได้และถูกนำไปผลิตเป็นยาปฏิชีวนะตัวแรกของโลก ถือเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ ยาเพนนิซิลินช่วยเหลือผู้ติดเชื้อนับล้านคนจนถึงปัจจุบัน จากผลงานการค้นพบเพนนิซิลินทำให้เฟลมมิงได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์และยังได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินอีกด้วย

ผลงานเด่น :

– ค้นพบเอนไซม์ไลโซไซม์
– ค้นพบเพนนิซิลิน
– รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์

วาทะเด็ด :

– “The unprepared mind cannot see the outstretched hand of opportunity.” → จิตใจที่ไม่ได้ตระเตรียมเอาไว้ไม่สามารถมองเห็นโอกาสที่หยิบยื่นมาให้

alexander-fleming-2

เผยมีแค่ 5 ประเทศ ครอบครองพื้นที่ธรรมชาติ 70% ที่เหลืออยู่ทั่วโลก

Getty Images อุทยานแห่งชาติเดนาลีในรัฐอะแลสกาของสหรัฐฯ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เผยมีแค่5ประเทศ ครอบครองพื้นที่ธรรมชาติ 70% ที่เหลืออยู่ทั่วโลก – BBCไทย

ผืนป่า ทุ่งหญ้า และท้องทะเลที่มนุษย์ยังไม่เคยเข้าไปเหยียบย่ำทำลายนั้น ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยเต็มทีและกำลังหดหายไปทุกขณะ โดยงานวิจัยล่าสุดพบว่า 70% ของพื้นที่ทางธรรมชาติดังกล่าวซึ่งยังหลงเหลืออยู่ทั่วโลก ตกอยู่ในเขตแดนภายใต้การดูแลของประเทศต่าง ๆ เพียง 5 ประเทศเท่านั้น ซึ่งได้แก่รัสเซีย แคนาดา สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และบราซิล

ทีมนักวิจัยทางนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ตีพิมพ์รายงานการสำรวจพื้นที่ทางธรรมชาติของโลกที่ยังไม่ถูกรุกรานลงในวารสาร Nature โดยได้จัดทำแผนที่โลกแสดงอาณาบริเวณดังกล่าวทั้งบนบกและในมหาสมุทรประกอบด้วย

ผลการสำรวจพบว่าอาณาบริเวณกว่า 77% ของผืนแผ่นดิน และอีก 87% ของมหาสมุทร ถูกกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เข้าไปทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าโลกมีพื้นที่ทางธรรมชาติบนบกที่ยังมนุษย์ยังไม่ได้แตะต้องเหลืออยู่เพียง 23% เท่านั้น

นอกจากนี้ พื้นที่ทางธรรมชาติซึ่งยังไม่ถูกการขยายตัวของชุมชนและอุตสาหกรรมรุกเข้าเบียดเบียน 94% ตกอยู่ในเขตแดนของประเทศต่าง ๆ เพียง 20 ประเทศ

ส่วนพื้นที่ทางธรรมชาติขนาดใหญ่และสำคัญที่สุด 5 แห่ง ซึ่งคิดเป็นพื้นที่กว่า 70% ของที่หลงเหลืออยู่ทั่วโลกนั้น ได้แก่เขตภูมิอากาศแบบอาร์กติกทุนดรา (Arctic Tundra)ในอะแลสกาและไซบีเรีย, ป่าบอเรียล (Boreal forest) หรือป่าในเขตเหนือสุดของแคนาดา, ป่าฝนในลุ่มแม่น้ำแอมะซอนของบราซิล, สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอคาวันโก (Okavango Delta)ในบอตสวานา และพื้นที่ทะเลทรายของออสเตรเลีย

เผยมีแค่5ประเทศ
ป่าฝนลุ่มแม่น้ำแอมะซอนในภูมิภาคอเมริกาใต้  Getty Images

ศ. เจมส์ วัตสัน ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพและวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์บอกว่า 5 ประเทศผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ทางธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของโลก ด้วยการปกป้องสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ในอาณาบริเวณดังกล่าวให้ดำรงคงอยู่ต่อไป โดยต้องจำกัดการพัฒนาขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการทำป่าไม้ การทำเกษตร การทำเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมประมงในพื้นที่ดังกล่าวลงอย่างเด็ดขาด

“พื้นที่ทางธรรมชาติเหล่านี้นอกจากจะสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่ช่วยชะลอภาวะโลกร้อนอีกด้วย พื้นที่ทางธรรมชาติจึงควรได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ หากมีการตัดต้นไม้ต้นแรกเกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกเลย” ศ. วัตสันกล่าว

เครื่องซักผ้าที่ราคาไม่ถึงสองพันบาท ประหยัดพื้นที่ การใช้งานก็แสนง่าย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

1541238957765

เครื่องซักผ้าที่ราคาไม่ถึงสองพันบาท ประหยัดพื้นที่ การใช้งานก็แสนง่าย