ศาลสหรัฐฯ สั่งจอห์นสันฯ จ่ายกว่า 1.5 ล้านล้านบาทให้ผู้ป่วยมะเร็งหญิง

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กล่าวว่าความปลอดภัยของแป้งทัลคัม ได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการศึกษาหลายสิบปี

ศาลสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ บริษัทเวชภัณฑ์จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จ่ายเงินชดเชยมูลค่า 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) แก่ผู้หญิง 22 คน ที่ยื่นฟ้องว่าผลิตภัณฑ์แป้งเด็กของบริษัทฯ ทำให้พวกเธอป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่

คณะลูกขุนที่ศาลรัฐมิสซูรี ของสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้บริษัทฯ จ่ายเงินเป็นค่าชดเชยจำนวน 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท) และอีก 4.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.36 ล้านล้านบาท) เป็นค่าเสียหายเชิงลงโทษ

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ยังคงต่อสู้ทางกฎหมายในอีกกว่า 9,000 คดี ที่เกี่ยวข้องกับแป้งเด็กแบรนด์ดัง

บริษัทเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ กล่าวว่า “ผิดหวังอย่างมาก” กับคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ และวางแผนจะอุทธรณ์ต่อไป

ระหว่างการพิจารณาคดีที่ใช้เวลานานถึง 6 สัปดาห์ ผู้หญิงหลายคนและสมาชิกในครอบครัว กล่าวว่า พวกเธอป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่หลังจากใช้แป้งเด็กและผลิตภัณฑ์ที่มีสารทัลค์ (Talc) เป็นเวลาหลายสิบปี

ผู้หญิง 6 คน จากทั้งหมด 22 คนที่ศาลตัดสินให้ได้รับการชดเชยค่าเสียหาย ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ด้วยโรคมะเร็งรังไข่

ทนายของพวกเธอกล่าวหาว่า จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน รู้ว่าสารทัลค์ที่ใช้ในแป้งทาตัวของบริษัทนั้นปนเปื้อนด้วยสารแอสเบสโทส ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง มาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่ไม่ได้เตือนให้ผู้บริโภครับทราบถึงความเสี่ยง

ผู้หญิงหลายพันคนอ้างว่าเป็นมะเร็งเพราะใช้ผลิตภัณฑ์ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน บริเวณอวัยวะเพศImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพผู้หญิงหลายพันคนอ้างว่าเป็นมะเร็งเพราะใช้ผลิตภัณฑ์ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน บริเวณอวัยวะเพศ

“กระบวนการที่ไม่ยุติธรรม”

สารทัลค์ เป็นสารอนินทรีย์ ซึ่งบางครั้งสามารถพบได้ในดินที่อยู่ใกล้กับแร่ใยหินแอสเบสโทส

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ปฏิเสธว่าสินค้าของบริษัทไม่มีสารแอสเบสโทสเจอปน พร้อมยืนยันว่าแป้งและผลิตภัณฑ์ของพวกเขาไม่ได้ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

บริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พิสูจน์ว่าสารทัลค์นั้นปลอดภัยต่อมนุษย์ และคำตัดสินครั้งนี้เป็นผลจาก “กระบวนการที่ไม่ยุติธรรม”

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือ เอฟดีเอ (FDA) เคยสั่งให้มีการศึกษาตัวอย่างสารทัลค์ในหลายผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศ ระหว่างปี 2009-2010 และไม่พบสารแอสเบสโทสแต่อย่างใด

ทนายฝ่ายโจทก์ได้บอกกับศาลรัฐมิสซูรีว่า เอฟดีเอ และ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ใช้วิธีทดสอบที่มีข้อบกพร่อง

สำนักงานใหญ่ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพสำนักงานใหญ่ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อยู่ที่เมืองนิวบรันส์วิก รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐฯ

ด้าน Ovacome องค์กรการกุศลเพื่อผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างแป้งทัลคัมกับมะเร็งรังไข่ และในกรณีเลวร้ายที่สุด การใช้สารทัลค์อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ขึ้นราว 1 ใน 3

คำตัดสินที่สร้างสถิติใหม่

คำตัดสินดังกล่าว นับเป็นคำสั่งให้ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่บริษัทถูกกล่าวในกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม ค่าเสียหายเชิงลงโทษ มักถูกลดลงในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ก็เคยประสบความสำเร็จในการอุทธรณ์กลับคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง โดยในการอุทธรณ์บางครั้ง ทนายฝ่ายจำเลย ได้อาศัยการทักท้วงในประเด็นเชิงเทคนิคของการพิจารณาคดี

เมื่อปีที่แล้ว คณะลูกขุนที่ศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีคำตัดสินให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยมูลค่า 417 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.38 หมื่นล้านบาท) แก่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยื่นฟ้องว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่ หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์แป้งเด็กของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้กลับคำตัดสินดังกล่าวในเวลาต่อมา ขณะที่อีกหลายคดียังไม่ได้รับการตัดสิน

ในจำนวนผู้หญิงทั้งหมด 22 คนที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ หลายคนอาศัยอยู่นอกรัฐมิสซูรี และการนำเสนอกรณีของพวกเธอรวมกันต่อศาลในครั้งเดียวกันนี้ จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน สามารถทักท้วงในการอุทธรณ์

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ระบุว่า คำตัดสินลงโทษของศาลแห่งนี้ที่ผ่านมา ล้วนได้ถูกอุทธรณ์และกลับคำพิพากษาทั้งหมด นอกจากนี้ “การพิจารณาคดีครั้งนี้ยังมีข้อผิดพลาดมากกว่าในคดีที่ผ่าน ๆ มา″

คำตัดสินของศาลสหรัฐฯ คดีแป้งก่อมะเร็งของจอห์นสันฯ
ก.พ. 2016 ศาลเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สั่งจ่ายเงินชดเชย 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่ครอบครัวของหญิงวัย 62 ปีที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งรังไข่ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์รัฐมิสซูรีจะกลับคำตัดสินเมื่อ ต.ต. 2017
พ.ค. 2016 ศาลเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สั่งจ่ายค่าชดเชย 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่หญิงวัย 62 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่
ต.ค. 2016 ศาลเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สั่งจ่ายเงินชดเชย 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่หญิงวัย 63 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่
มี.ค. 2017 ศาลรัฐมิสซูรี ให้จอห์นสันฯ ชนะคดีเป็นครั้งแรก ซึ่งยื่นฟ้องโดยหญิงชาวเมืองเทเนสซีที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งหลังใช้แป้งจอห์นสันมา 36 ปี
พ.ค. 2017 ศาลเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สั่งจ่ายเงินชดเชย 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่หญิงวัย 62 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่
ส.ค. 2017 ศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย สั่งจ่ายเงินชดเชย 417 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่หญิงวัย 63 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์รัฐแคลิฟอร์เนียจะสั่งกลับคำตัดสินคดีนี้
เม.ย. 2018 ศาลในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สั่งจ่ายเงิดชดเชย 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่ชายวัย 46 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งเยื่อหุ้มปอด รวมถึงภรรยา

แยกโมเลกุลน้ำเป็นอากาศและเชื้อเพลิงในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้แล้ว

หยดน้ำในภาวะไร้แรงโน้มถ่วง

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึกเป็นเวลานานหลายปีได้นั้น คือการที่มีอากาศหายใจและพลังงานสำหรับยานอวกาศสะสมไว้ไม่เพียงพอ แต่เรื่องนี้จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เพราะมีการค้นพบวิธีใหม่ที่ช่วยแยกโมเลกุลน้ำให้กลายเป็นก๊าซออกซิเจนและเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในอวกาศได้แล้ว

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Caltech) และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าใช้สารกึ่งตัวนำหรือเซมิคอนดักเตอร์ที่แช่อยู่ในน้ำ ดูดซับโฟตอนหรืออนุภาคของแสงจากดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ยานอวกาศ จนทำให้เกิดการแยกสลายโมเลกุลน้ำในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้

วิธีการดังกล่าวเรียกว่า “โฟโตคะตะลิสต์” (Photo catalysts ) หรือการใช้แสงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา โดยพลังงานจากโฟตอนจะทำให้อิเล็กตรอนในสารกึ่งตัวนำกระโดดออกและเกิดช่องว่างในอะตอม อิเล็กตรอนอิสระที่หลุดออกมาจะทำปฏิกิริยากับโปรตอนของน้ำจนเกิดเป็นไฮโดรเจน ส่วนช่องว่างในอะตอมของสารกึ่งตัวนำจะรับเอาอิเล็กตรอนจากน้ำเข้าไป จนทำให้เกิดโปรตอนบางส่วนและออกซิเจนขึ้น

นักบินอวกาศImage copyrightGETTY IMAGES

ทีมผู้วิจัยทำการทดลองตกอิสระ โดยปล่อยอุปกรณ์แยกโมเลกุลน้ำด้วยโฟโตคะตะลิสต์ลงมาจากหอสูง 120 เมตร ซึ่งการตกลงมาด้วยความเร่งจะทำให้เกิดภาวะไร้แรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับในห้วงอวกาศ แต่ปฏิกิริยาที่ใช้แสงแยกโมเลกุลน้ำนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นได้

แม้ก่อนหน้านี้เราจะสามารถแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolysis) ได้มานานแล้ว แต่วิธีดังกล่าวยังไม่เหมาะต่อการใช้ผลิตพลังงานและอากาศหายใจในปริมาณมากแม้บนพื้นโลก เนื่องจากต้องมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่รองรับ แต่วิธีโฟโตคะตะลิสต์ใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบากว่ากันมาก

ทีมผู้วิจัยยังบอกว่า วิธีแยกโมเลกุลน้ำด้วยโฟโตคะตะลิสต์ยังสามารถทำย้อนกลับได้ โดยอาจนำไฮโดรเจนและออกซิเจนที่เหลือใช้มารวมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดพลังงานสำหรับเซลล์เชื้อเพลิงและน้ำที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

พายุเซินติญ: ชื่อของพายุมีที่มาอย่างไร ?

ภาพจากดาวเทียมของพายุไต้ฝุ่นโบพา ที่สร้างความเสียหายในประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี 2012

พายุเซินติญ ที่กำลังเคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนบนประเทศเวียดนาม ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางของไทย

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสานงานให้ 29 จังหวัด เตรียมรับมือน้ำท่วม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงคลื่นลมแรง

เจ้าหน้าที่กำลังติดตามสถานการณ์ รวมถึงเตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง และกวดขันการเดินเรือทุกประเภทตลอดช่วงนี้

เหตุใดชื่อ เซินติญ ถึงถูกนำกลับมาใช้อีก

หลายคนเคยได้ยินชื่อ “เซินติญ” มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน เมื่อครั้งที่พายุไต้ฝุ่นชื่อเดียวกันนี้เข้าถล่มเวียดนามตอนบน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 คน และความเสียหายต่อที่พักอาศัยกว่า 50,000 หลังคาเรือน ในเดือน ต.ค. 2555

เหตุที่ชื่อ เซินติญ ถูกนำมาใช้อีกครั้ง เป็นเพราะวิธีการตั้งชื่อพายุ เป็นการนำรายชื่อที่มีอยู่แล้วมาใช้วนตามลำดับอักษร โดยชื่อทั้งหมดเป็นชื่อที่ได้รับการเสนอจาก กลุ่มประเทศที่อยู่บนคาบสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกตอนบน และทะเลจีนใต้

สภาพอากาศในจังหวัดไห่หนานของจีน เมื่อพายุเซินติญ ขึ้นฝั่งเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ยังมีความแรงในระดับพายุไต้ฝุ่น
“รายชื่อของพายุพวกนี้ มันแบ่งออกเป็น 5 คอลัมน์ ไล่ตามตัวอักษร และถูกใช้วนไปเรื่อย ๆ” นายบุญธรรม ตั้งล้ำเลิศ นักอุตุนิยมวิทยาชำนาญการ หัวหน้าเวรพยากรณ์ประจำวัน กล่าวกับบีบีซีไทย

เขาอธิบายว่า นักอุตุนิยมวิทยาจากภูมิภาคนี้ทั้งหมด จะประชุมร่วมกันหลายครั้งในแต่ละปี โดยรวมถึงการหารือเรื่องการกำหนดชื่อของพายุด้วย

ดังนั้น พายุที่เกิดในประเทศ อย่าง สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย หรือมาเลเซีย ทั้งหมดจะใช้ชื่อพายุจากรายชื่อเดียวกัน ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดราว 140 ชื่อ

เซินติญ หรือ Son-Tinh เป็นชื่อที่เวียดนามเป็นผู้เสนอ ซึ่งเป็นชื่อของวิญญาณหรือตัวละครที่เป็นตัวแทนของภูเขา ในภาษาเวียดนาม และมีความหมายในแง่บวก

ขณะที่ชื่อของไทย มีชื่ออย่าง พระพิรุณ วิภา และเมขลา ไปจนถึงชื่อดอกไม้และผลไม้ เช่น กุหลาบ ชบา และขนุน

ทำไมพายุต้องมีชื่อเรียก ?

เดิมที นักอุตุนิยมวิทยาใช้วิธีติดตามพายุตามปีที่พวกมันเกิดขึ้น แต่ในบางภูมิภาคของโลกอาจมีพายุได้นับร้อยครั้งในแต่ละปี และแต่ละลูกอาจมีอายุนานหลายเดือน

การตั้งชื่อให้กับพายุ จึงช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามพวกมันได้สะดวก นอกจากนี้ มันยังช่วยให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ตามสื่อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ส่วนชื่อของพายุที่เคยสร้างความเสียหายรุนแรง มักจะถูกทดแทนด้วยชื่อใหม่ ด้วยเหตุผลเพื่อความเหมาะสม เช่น พายุทุเรียน ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในฟิลิปปินส์กว่า 1,400 คน ได้ถูกทดแทนด้วยชื่อ มังคุด ในปี 2551

 

พบ “อกไก่-ตับไก่” มีสารตกค้างยาปฏิชีวนะ

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดผลตรวจ อกไก่ เครื่องในไก่ ตับไก่ พบมีการตกค้างยาปฏิชีวนะ 26 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 62 ตัวอย่าง ซึ่งถ้ารับประทานในปริมาณที่มากอาจะทำให้เกิดการดื้อยาหรือแพ้ยาได้

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ทำการสุ่มทดสอบการ อกไก่ เครื่องในไก่ ตับไก่. ทั้งหมด 62 ตัวอย่าง ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากห้างสรรพสินค้า ตลาดสด และห้างออนไลน์ ระหว่างวันที่ 9-15 มิถุนายน 2561 เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนของยาปฏีชีวนะ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฟลุออโรควิโนโลน คือ เอนโรฟลอคซาซิน / กลุ่มเตตราไซคลิน คือ ด็อกซีไซคลิน และกลุ่มเบต้า-แลคแทม คือ อะม็อกซีซิลลิน

พบการตกค้างของยาปฏิชีวนะ 26 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 41.93 // พบตกมาตรฐานการใช้ยาปฏิชีวนะ จำนวน 5 ตัวอย่าง ในยาเอนโรฟลอคซาซิน เนื่องจากเป็นยานอกเหนือบัญชีแนบท้ายประกาศ ซึ่ง อย. อนุญาตให้ใช้ยานี้ได้แต่ต้องไม่พบการตกค้างของยานี้ โดยมีความผิดตามมาตรา 60 โทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ของพรบ.อาหาร พ.ศ.2522 ส่วนของยาด็อกซีไซคลิน พบ 21 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 33.87 ส่วนอีก 36 ตัวอย่างไม่พบยาปฏิชีวนะทั้งสามกลุ่ม.

ขณะที่ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) บอกว่า ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในสัตว์ มีอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์คือ การดื้อยา แพ้ยา และอาการไม่พึ่งประสงค์ โดย อันตรายจากยากลุ่มแรก ด็อกซีไซคลิน จะทำให้ฟันมีสีคล้ำ สามารถพบเห็นในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ / มีอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร และมีผื่นคันบริเวณผิวหนัง.

กลุ่ม 2 อันตรายจาก เอนโรฟลอคซาซิน จะทำให้มีอาการอาเจียน ท้องเสียในบางรายที่ใช้ยาตัวนี้สูงกว่าบนาดที่แนะนำ 10 เท่า ทำให้กระดูกอ่อนตามข้อต่างๆเกิดความเสียหายจากผลของยา

กลุ่ม 3 อะม็อกซีซิลลิน จะทำให้เกิดผื่นคัน ลมพิษ มีอาการหอบหืด

นอกจากนี้ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเสนอว่า ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องปรับปรุงมาตรฐานการตกค้างให้ยอมรับได้น้อยที่สุด และต้องเข้มงวดและติดตามการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ให้ตกค้างเกินกำหนดเพราะ ส่วนมากตอนนี่ยังมีฟาร์มเลี้ยงไก่ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโต และ รักษาโรคของไก่ในปริมาณที่มาก ส่วนที่นำไปประกอบอาหารแล้วจะส่งผลต่อผู้บริโภคหรือไม่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

‘ไอบีเอ็ม’ ห้ามพนักงานใช้ USB หวั่นข้อมูลรั่วไหล

A USB-type stick device can measure HIV levels in the bloodstream. (Imperial College London / DNA ElectronicsImperial College London / DNA Electronics)

บริษัทด้านเทคโนโลยี IBM ประกาศให้พนักงานของบริษัททั่วโลก ยกเลิกการใช้ USB Cards, SD Cards, และแฟลชไดรฟ์ ในการเก็บข้อมูลภายในองค์กร

โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานโอนย้ายข้อมูลไว้ในเครือข่ายภายในขององค์กร พร้อมทั้งตั้งเป้าว่าพนักงาน IBM ทุกคนจะเลิกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้ภายในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม

นาย Shamla Naidoo ผู้บริหารฝ่ายความปลอดภัยของ IBM ได้ประกาศนโยบายห้ามใช้ USB ซึ่งเริ่มใช้แล้วกับหลายแผนกในบริษัท ก่อนที่จะประกาศใช้กับบริษัท IBM ทุกแผนกทั่วโลก เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขององค์กร และสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าของ IBM ภายใต้สถานการณ์ความมั่นคงบนโลกไซเบอร์ที่แสนเปราะบางในปัจจุบัน

และสอดรับกับกฏระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป ที่เตรียมสั่งปรับบริษัทที่ไม่ปกป้องความปลอดภัยของข้อมูลภายในองค์กร ที่จะมีผลในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลายรายกลับมองว่า IBM กังวลเกินกว่าเหตุ และอาจไม่ใช่ป้องกันปัญหาข้อมูลรั่วไหลได้จริง

‘กล้องโรดเดอร์’ ช่วยบันทึกวินาทีสำคัญก่อนกดชัตเตอร์

https://www.voathai.com/a/time-machine-camera-means-never-missing-moment/4444258.html

สองนักประดิษฐ์ชาวเนเธอร์แลนด์กำลังพัฒนากล้องถ่ายรูป ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถจับโมเมนต์ที่ไม่ควรพลาด หรือภาพเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ได้ก่อนที่จะกดปุ่มชัตเตอร์เสียด้วยซ้ำ

โดยกล้องที่มีชื่อว่า Roader Camera นี้ จะบันทึกวิดีโออย่างต่อเนื่องในสิ่งที่วิ่งผ่านเลนส์ของกล้องเมื่อเรายกกล้องนั้นขึ้นเล็ง ถึงแม้จะยังไม่ได้กดปุ่มชัตเตอร์ด้วยซ้ำไป

คุณ Sjoerd Pitstra นักประดิษฐ์ผู้หนึ่ง อธิบายว่า กล้องซึ่งสามารถจับโมเมนต์สำคัญที่ว่านี้ จะบันทึกวิดีโอสิ่งที่เลนส์กล้องจับภาพได้โดยอัตโนมัติเป็นเวลา 10 วินาทีทั้งก่อนและหลังการกดชัตเตอร์ เพื่อช่วยให้แน่ใจว่าความพิถีพิถันหรือการเสียจังหวะของช่างภาพมือใหม่ จะไม่ปล่อยให้วินาทีที่สำคัญต้องวิ่งผ่านไปโดยไม่มีการบันทึกภาพ

กล้อง Roader ดังกล่าวมีเลนส์ที่ครอบคลุมมุม 120 องศา และจะบันทึกวิดีโอในสองรูปแบบความคมชัด คือการบันทึกวิดีโอความคมชัดต่ำจะใช้สำหรับการแชร์ทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนวิดีโอที่มีความคมชัดสูงนั้นจะใช้เพื่อดาวน์โหลดลงสู่คอมพิวเตอร์

ขณะนี้กล้อง Roader กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบขั้นสุดท้าย และคาดว่าจะสามารถวางตลาดได้ในช่วงปลายนี้

เทคโนโลยีหน้าจอรักษาตัวเองกำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยวัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่!

เทคโนโลยีหน้าจอรักษาตัวเองกำลังก้าวหน้าไปอีกขั้น ด้วยวัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่!

บทความที่ตีพิมพ์โดย Science ได้พูดถึงวัสดุชนิดใหม่ที่มีความแข็งแรง และเป็นโพลิเมอร์ที่มีลักษณะคล้ายแก้วซึ่งสามารถรักษาตัวเองได้ โดยการใช้แรงดันจากมือ!

โดยปกติแล้ววัสดุที่รักษาตนเองได้จะต้องได้รับความร้อนถึงประมาณ 120 องศาเซลเซียสจึงจะเกิดกระบวนการคืนรูป แต่การค้นพบใหม่นี้อาจทำให้ในที่สุดเราก็จะได้ใช้อุปกรณ์ที่ซ่อมแซมตนเองได้เมื่อเกิดการแตกร้าว

วัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่ดังกล่าว ถูกค้นพบโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว โดยหนึ่งในทีมงานที่ร่วมวิจัยก็คือ ศาสตราจารย์ Takuzo Aida ซึ่งกล่าวว่า การค้นพบนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาด ซึ่งมีสาเหตุมาจากบัณฑิตคนหนึ่งสังเกตว่าขอบของโพลิเมอร์มักจะติดกันเมื่อถูกกดด้วยมือที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส

1440805-thumbnail

หากการค้นพบวัสดุโพลิเมอร์ชนิดใหม่สามารถนำมาใช้ได้จริง จะทำให้เราไม่ต้องกังวลว่า หน้าจอจะแตกเมื่อทำสมาร์ทโฟนตกพื้นอีกต่อไป และแทนที่จะต้องมานั่งหงุดหงิดกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราต้องทำก็เพียงแค่เอามือกดหน้าจอ และรอให้รอยแตกหายไป

พบดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์เพิ่มอีก 12 ดวง

นักดาราศาสตร์พบว่าดาวพฤหัสบดีซึ่งมีดวงจันทร์บริวารของตนเองอยู่แล้วหลายสิบดวง ยังมีดาวเคราะห์อื่น ๆ โคจรวนรอบอยู่อีกอย่างน้อย 12 ดวงด้วย

การค้นพบครั้งนี้ทำให้จำนวนดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 79 ดวง

ทีมนักวิจัยจากสถาบันคาร์เนกีเพื่อวิทยาศาสตร์ (CIS) ของสหรัฐฯ ระบุว่าค้นพบดวงจันทร์ชุดใหม่ดังกล่าวโดยบังเอิญ ระหว่างค้นหา “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9″ (Planet Nine ) ของระบบสุริยะ ซึ่งคาดว่าอยู่ห่างไกลเลยขอบเขตวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบนี้ในวารสารออนไลน์ MPEC ของสหภาพดาราศาสตร์ระหว่างประเทศ (IAU) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ Cerro Tololo ของประเทศชิลี จนพบดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีชุดใหม่เมื่อเดือน มี.ค. ของปีที่แล้ว_102578779_gettyimages-907532

อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบยืนยันว่าดวงจันทร์เหล่านี้มีวงโคจรที่ยึดเอาดาวพฤหัสบดีเป็นศูนย์กลางจริงใช้เวลานานหลังจากนั้นถึง 1 ปี

ดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ 9 ใน 12 ดวง เป็นดาวบริวารที่อยู่รอบนอก มีการโคจรแบบ “ถอยหลัง” ซึ่งตรงข้ามกับทิศทางการหมุนของดาวพฤหัสบดี

ทีมผู้วิจัยคาดว่าดวงจันทร์เหล่านี้เป็นชิ้นส่วนของดาวบริวารขนาดใหญ่ที่ชนเข้ากับดาวเคราะห์น้อย ดาวหางหรือดาวบริวารอื่น ๆ ในอดีต

ดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ดวงหนึ่งมีขนาดเล็กไม่ถึง 1 กิโลเมตร และมีเส้นทางการโคจรที่เสี่ยงจะชนเข้ากับดาวบริวารอื่น ๆ ในอนาคต

นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อให้ดวงจันทร์นี้ว่า Valetudo ซึ่งเป็นชื่อของเทพีแห่งสุขภาพและอนามัยผู้เป็นเหลนของเทพจูปิเตอร์ คำนี้ในภาษาโปรตุเกสยังหมายถึงศิลปะป้องกันตัวประเภทหนึ่งอีกด้วย

หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า ดวงจันทร์ Valetodo เหมือนกับรถยนต์บนทางหลวงที่ขับย้อนศรมาในเลนที่ไม่ถูกต้อง และจะต้องชนเข้ากับดาวบริวารอื่น ๆ ในวันหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นอีกนับพันล้านปี แต่หากการชนนี้เกิดขึ้น เราจะสามารถมองเห็นได้จากบนโลก

ที่มา :www.bbc.com

Rolls-Royce ร่วมวงผลิตแท็กซี่บินได้ ทำความเร็วสูงสุด 400 กม./ชม. หวังใช้จริงต้นปี 2020

14031_1807161704381E

นอกจากจะผลิตเครื่องยนต์ให้กับเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว บริษัท Rolls-Royce Holdings Plc จากอังกฤษ ยังหวังจะผลิต Flying Taxi หรือแท็กซี่บินได้ออกมาใช้งานในอนาคตด้วย หลังจากเปิดตัวแนวคิดในการผลิต EVTOL (Electric Vertical Take Off and Landing) เครื่องบิน Hybrid-electric ซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์และพลังงานไฟฟ้า ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ครั้งละ 4-5 คน

ในแถลงการณ์เปิดตัวระบุว่า EVTOL สามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงสุด 250 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบินได้ไกล 500 ไมล์ (800 กิโลเมตร) ขณะที่ปีกหมุนได้ 90 องศา ทำให้สามารถเทคออฟหรือขึ้นบินในแนวตั้งได้ด้วย และด้วยความที่เป็นเครื่องบิน Hybrid-electric จึงใช้เทคโนโลยีกังหันก๊าซในการผลิตไฟฟ้า 500 กิโลวัตต์ให้กับใบพัดทั้ง 6 ตัว ซึ่งใบพัด 4 ตัวสามารถพับไปด้านหน้าตัวลำ เมื่อเครื่องบินอยู่ที่ระดับความสูงเพียงพอ เพื่อทำงานร่วมกับใบพัดอีก 2 ตัวทางด้านหลังเครื่องเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนในการบิน

แม้ว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริดอาจไม่ได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก แต่ก็เป็นผลดีในเรื่องของการประหยัดเวลา ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการให้บริการผู้โดยสาร เพราะจะมีแบตเตอรี่ไว้สำหรับสำรองพลังงาน ในกรณีที่ต้องเติมเชื้อเพลิงให้กับกังหันก๊าซในขณะที่กำลังบินอยู่นั่นเอง

โดยขณะนี้ Rolls-Royce Holdings Plc (ซึ่งแยกตัวมาจาก Rolls-Royce Motor Cars ผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์หรูตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970) กำลังอยู่ในระหว่างการหาหุ้นส่วนที่จะมาร่วมลงทุนธุรกิจดังกล่าว เพื่อหวังผลิตแท็กซี่บินได้ให้สามารถพร้อมใช้งานได้จริงในช่วงต้นปี 2020
ที่มา : www.bloomberg.com , twitter.com , www.rolls-royce.com

‘แอสตัน มาร์ติน’ จับมือ ‘โรลส์-รอยส์’ สร้าง ‘รถหรูบินได้’

 

6F92A5E6-89B4-41E4-830A-EED29D3BC18D_cx0_cy4_cw0_w1023_r1_s

ผู้ผลิตรถหรู แอสตัน มาร์ติน จับมือ โรลส์-รอยส์ สร้างเครื่องบินส่วนตัวที่ทางบริษัทเรียกว่าเป็น “รถหรูบินได้” ด้วยความร่วมมือกับทีมวิศวกรจาก Cranfield University หวังแก้ปัญหารถติดในเมืองกรุง ด้วยเครื่องบินหรูระดับไฮเอนด์

3B09EE9A-DF1B-42D1-884E-EF2257FE1B29_w650_r0_s

เครื่องบินรุ่นคอนเซปต์ที่มีชื่อว่า Volante Vision Concept มี 3 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ทำความเร็วได้สูงสุด 200 ไมล์ต่อชั่วโมง และขึ้นลงในแนวดิ่ง เหมือนกับแท็กซี่โดรนที่ยักษ์ใหญ่ด้านการบินและบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งพยายามแข่งกันพัฒนาขึ้นมา

24DA152F-85DB-416D-94EB-3BC5FA0EDCDA_w650_r0_s

แต่รูปโฉมของเครื่องบินจากแอสตัน มาร์ติน ที่เป็นรถคู่กายของสายลับ 007 เจมส์ บอนด์ มาโดยตลอดนั้น ดูคล้ายกับถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการถ่ายภาพยนตร์มากกว่าการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นายเจมส์ สตีเฟน ผู้บริหารแอสตัน มาร์ติน เปิดเผยว่า ตลาดคมนาคมทางอากาศแบบส่วนบุคคลและขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างมาก แต่เครื่องบินที่อวดโฉมในงาน Farnborough Airshow เป็นเพียงคอนเซปต์เท่านั้น ซึ่งทางบริษัทจะสร้างเครื่องบินต้นแบบขึ้นมาในอีก 2 ปีข้างหน้า

ผู้บริหารแอสตัน มาร์ติน ยังบอกด้วยว่าราคาของเครื่องบินที่เรียกได้ว่าเป็นรถสปอร์ตเหินเวหานี้ จะอยู่ระหว่าง 3-5 ล้านปอนด์ หรือราว 130-220 ล้านบาท

แอสตัน มาร์ติน และโรลส์-รอยส์ ถือเป็นผู้ผลิตยานยนต์ระดับไฮเอนด์ ที่กระโจนเข้าสู่ตลาดแท็กซี่บินได้ ตามหลังบริษัทแอร์บัส อูเบอร์ และกูเกิ้ล โดยไม่นานมานี้ โรลส์-รอยส์ เพิ่งประกาศแผนพัฒนาแท็กซี่บินได้ ซึ่งเป็นคนละโครงการกับเครื่องบินที่พัฒนาร่วมกับแอสตัน มาร์ติน

ที่มา : https://www.voathai.com/a/aston-martin-taxi-plan/4488327.html