รู้จัก “หอเอนปิซ่า″ ถ้ากลับมาตั้งตรง จะยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหรือไม่? ความรู้ทางฟิสิกส์

รู้จัก "หอเอนปิซ่า" ถ้ากลับมาตั้งตรง จะยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหรือไม่?

หอเอนปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนใดไปเยือนอิตาลี ต่างก็ต้องแวะไปถ่ายรูปกับหอเอนเมืองปิซานี้กันทั้งนั้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทำความรู้จักหอเอนปิซ่า

หอเอนเมืองปิซ่า หรือที่มีชื่อเป็นภาษาอิตาลีว่า Torre Pendente di Pisa ที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัส Piazza del Duomo เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 55.86 เมตร

หอเอนแห่งนี้ เริ่มต้นสร้างตั้งแต่คริสต์ศักราช 1173 เมื่อสร้างไปได้ 3 ชั้น การก่อสร้างก็มีอันต้องยุติลงในปี 1178 เนื่องจากภาวะสงคราม ต่อมาในปี 1275 หอเอนแห่งนี้ก็ได้ถูกก่อสร้างต่อเติมโดยสถาปนิกนามว่า จิโอวานนี ดิ ซิโมเน (Giovanni di Simone) แต่การก่อสร้างก็ถูกหยุดไปอีกครั้งในปี 1284 ด้วยภาวะสงครามเช่นเดิม แต่ในที่สุดหอเอนแห่งนี้ก็สร้างเสร็จในปี 1350 รวมระยะเวลา 175 ปี ต่อมามีการสร้างหอระฆังเพิ่มเติม จึงใช้ระยะเวลารวมถึง 177 ปี

สงสัยว่าทำไมถึงไม่ตั้งตรง?

เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พื้นดินใต้บริเวณการก่อสร้างหอระฆังนั้นเป็นพื้นดินที่นิ่ม มีลักษณะเป็นดินปนทรายและดินโคลน จนทำให้ยุบตัวลงไปในช่วงของการก่อสร้าง เพราะไม่สามารถรับน้ำหนักของหอคอยได้

แต่วัสดุที่นำมาสร้างหอคอย ได้แก่ หินปูนและปูนขาว ซึ่งมีคุณสมบัติในการโค้งงอและทนต่อแรงต่างๆ ได้ดีกว่าวัสดุประเภทหิน ส่งผลให้หอคอยแห่งนี้ไม่ถล่ม แต่กลับกลายเป็นค่อยๆ เอนลงมาแทน

การไปเที่ยวหอเอนปิซ่า

เมืองปิซ่า อยู่ห่างจากมิลานประมาณ 4 ชั่วโมง หากเดินทางด้วยรถไฟ ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวมักจะมาแวะที่เมืองนี้เพื่อมาถ่ายภาพกับหอเอน โดยมักจะมีครีเอตภาพแปลกๆ อาทิ ผลักหอ ดันหอ เตะ ถีบ หรือเอาหัวโหม่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะแวะเป็นทางผ่านก่อนไปเที่ยวยังเมืองอื่นๆ

เคยมีผู้ทำนายว่าหอคอยจะล้มลงมาในวันหนึ่ง

ในอดีตเคยมีผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์เอาไว้ว่า วันหนึ่งหอคอยแห่งนี้อาจเกิดการถล่มลงมา เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหอคอยแห่งนี้เอียงเพิ่มขึ้น 1 นิ้วทุก 20 ปี และเป็นไปได้ที่จะพังถล่มหากไม่รีบดำเนินการป้องกันใดๆ

หอเอนจะกลับมาตรง?

ล่าสุดนี้ สำนักข่าวต่างประเทศมีการรายงานว่า “หอเอนเมืองปิซ่า” มีแนวโน้มกลับมาตั้งตรง หลังจากที่ทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญใช้เวลาถึง 17 ปีเพื่อบูรณะหอคอยแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันหอคอยแห่งนี้ได้เคลื่อนตัวกลับมา 4 เซนติเมตรแล้ว

ความรู้ทางฟิสิกส์

เหตุที่ล้ม

                ก่อนจะอธิบายเรื่องนี้ ขอกล่าวถึงการทรงตัวของเทหวัตถุต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของลำตัวมนุษย์ วัตถุจะไม่ล้มคว่ำก็ต่อเมื่อเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงผ่านฐานของวัตถุนั้น กระบอกที่เอียงในรูป จะต้องล้มลง แต่ถ้าเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงผ่านฐานของกระบอกแล้ว กระบอกนั้นจะตั้งอยู่ได้โดยไม่ล้มลง

กระบอกนี้ต้องล้มลง เพราะเ้ส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงอยู่นอกฐานของกระบอกนั้น

          การที่หอเอนปิซา (Pisa) ที่มีชื่อเสียง (รูป  ก) และโบโลนยา (Bologna) (รูปที่ ข) หรือหอระฆังเอนในอาร์กฮานเกลสก์ (Arkhangelsk) ไม่ล้มพังลงไป ถึงแม้จะมีโครงสร้างที่เอียงกระเท่เร่อยู่ก็ตาม ก็เหตุผลเดียวกันคือเส้นตั้งฉากจากจุดศูนย์ถ่วงไม่ได้อยู่นอกฐานนั่นเอง เหตุผลอีกข้อคือฐานตึกของสิ่งดังกล่าวถูกฝังลึกอยู่ใต้พื้นดินมาก

หอเอนเมืองปิซามองในยามค่ำคืน

รูป ก หอเอียงปิซา

 

รูป ข หอเอนโบโลนยา

พายุงวงช้าง 4 ลูกซ้อนกลางทะเลสตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน (คลิป) ความรู้ทางฟิสิกส์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พายุงวงช้าง 4 ลูกซ้อนกลางทะเลสตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน (คลิป)

หนุ่มแชร์คลิป พายุงวงช้าง เกิด 4 ลูกซ้อนกลางทะเลที่ จ.สตูล มองจากหลีเป๊ะเห็นชัดเจน สร้างความตกใจให้นักท่องเที่ยวอย่างมาก …

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Deaw Erawate Nilsakakul ซึ่งเป็นพนักงานรีสอร์ตบนเกาะหลีเป๊ะ ได้โพสต์คลิปพายุงวงช้าง ได้ก่อตัวขึ้นถึง 4 ลูก ซึ่งก่อตัวนานประมาณ 20 นาที แล้วค่อยๆ สลายตัวไปที่ละลูก สร้างความตกใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

โดยเจ้าของเฟซบุ๊ก บอกว่าตนเองทำงานที่รีสอร์ตบนเกาะหลีเป๊ะ ม.7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.สตูล ในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ตนกำลังให้บริการอาหารแก่นักท่องเที่ยวหน้ารีสอร์ต ตรงหาดซันไรท์ ของเกาะหลีเป๊ะ แล้วหันไปเห็นพอดี จึงถ่ายคลิปไว้

ซึ่งพายุงวงช้างครั้งนี้เกิดขึ้นไกลมาก แต่สามารถมองเห็นได้ จุดที่เกิดพายุน่าจะใกล้กับเกาะตาหลัง และจุดนั้นมองออกไปจะเห็นว่า มีท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่ที่เกาะหลีเป๊ะนั้น ฝนไม่ตก โดยพายุงวงช้างที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นถึง 4 ลูกพร้อมๆ กัน นานประมาณ 20 นาที จากนั้นก็ค่อยๆ สลายตัวแล้วสงบลงไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจเป็นอย่างมาก แต่โชคดีที่จุดเกิดพายุงวงช้าง ห่างจากเกาะหลีเป๊ะไปไกล สำหรับตนเองเคยเห็นพายุง่วงช้างที่ก่อตัวที่ปากบารา อ.ละงู ซึ่งแต่ละครั้งไม่เคยเห็นว่าก่อตัวพร้อมกันมากเช่นนี้ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ก่อตัวพร้อมๆ กัน 4 ลูก และใกล้ๆ กันด้วย.

ขอบคุณภาพ และคลิปจาก เฟซบุ๊ก Deaw Erawate Nilsakakul

ความรู้ทางฟิสิกส์

ทำความรู้จัก พายุงวงช้าง

พายุงวงช้าง

ปรากฏการณ์ “พายุงวงช้าง” มีชื่อที่ถูกต้องคือ “พายุนาคเล่นน้ำ″ หรือ “พวยน้ำ″ (waterspout) หมายถึง ปรากฏการณ์ที่มีลักษณะคล้ายท่อน้ำขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างผืนฟ้าและพื้นน้ำ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากลมพัดวนบิดเป็นเกลียว เห็นได้จากเมฆที่มีลักษณะเป็นลำ หรือเป็นกรวยหัวกลับยื่นลงมาจากฐานของเมฆคิวมูโลนิมบัส (เมฆฝนฟ้าคะนอง) และเห็นได้จากพวยน้ำที่พุ่งขึ้นมาเป็นพุ่ม ประกอบด้วยหยดน้ำพุ่งเป็นฝอยขึ้นจากผิวพื้นทะเล มีลมแรงพัดเข้าหาบริเวณศูนย์กลางของพวยน้ำ ยอดของพวยน้ำอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างไปจากฐาน ทำให้แกนเอียงหรือบิดเบี้ยวแล้วหลุดออกจากกันและสลายตัวไป


ซึ่งการเกิดจะคล้ายกับพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือพื้นน้ำ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า มักเกิดบ่อยๆ บนพื้นน้ำในเขตร้อน ช่วงวงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์นี้กินเวลาไม่นานนักในบางครั้งอาจเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับ ลำแรกของโลก

“เครื่องบินลมไอออน” เหินฟ้าได้โดยไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับ ลำแรกของโลก – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิจัยและวิศวกรของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) ของสหรัฐฯ สามารถนำต้นแบบของเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยลมไอออน (Ionic wind) ขึ้นทดลองบินได้สำเร็จ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเครื่องบินไร้เสียงที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

เอ็มไอทีรายงานถึงความสำเร็จดังกล่าว ผ่านบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature โดยระบุว่าเครื่องบินลำนี้จัดเป็นเครื่องบินสถานะของแข็ง (Solid state plane) ลำแรกของโลก ซึ่งสามารถบินไปได้ด้วยโครงร่างที่แข็งทื่อ ไม่มีชิ้นส่วนใดต้องขยับเคลื่อนไหวเหมือนกับเครื่องบินโดยทั่วไป แต่อาศัยพลังขับเคลื่อนจากเครื่องขับดันลมไอออน แทนที่จะเป็นเครื่องยนต์ไอพ่นตามปกติ

หลักการทำงานของเครื่องขับดันลมไอออน เป็นไปตามหลักไฟฟ้า-อากาศพลศาสตร์ (Electro-aerodynamics – EAD) โดยขั้วไฟฟ้าความต่างศักย์สูง 40,000 โวลต์ที่ส่วนหัวของเครื่องบิน จะสร้างสนามไฟฟ้าที่ทำให้โมเลกุลของไนโตรเจนในบรรยากาศมีประจุบวก จากนั้นโมเลกุลมีประจุดังกล่าวจะถูกส่งผ่านสายไฟไปยังแพนอากาศ (Aerofoil) ที่ด้านหลังซึ่งกักเก็บประจุลบเอาไว้

ระหว่างที่ประจุบวกเดินทางไปยังด้านหลังของเครื่องบิน มันจะชนเข้ากับโมเลกุลของอากาศที่เป็นกลางทางไฟฟ้า ซึ่งจะผลักให้โมเลกุลของอากาศเหล่านี้เคลื่อนที่ไปด้านหลังด้วยความเร็วสูง จนเกิดเป็นลมไอออนที่ช่วยส่งพลังขับเคลื่อนได้

ในกรณีเครื่องบินต้นแบบของเอ็มไอที ซึ่งมีระยะห่างระหว่างปลายปีกสองข้าง 5 เมตร และมีน้ำหนัก 2.45 กก. สามารถบินไปได้ไกลโดยเฉลี่ย 60 เมตร

เครื่องบินลมไอออน
ต้นแบบ “เครื่องบินสถานะของแข็ง” ของเอ็มไอที สามารถบินไปได้โดยไม่ต้องมีชิ้นส่วนใดขยับเคลื่อนไหว / MIT

ศ. สตีเวน บาร์เรตต์ ผู้นำทีมวิจัยและพัฒนาเครื่องบินดังกล่าวของเอ็มไอทีบอกว่า เครื่องขับดันลมไอออนเป็นแนวคิดที่มีมานานตั้งแต่ทศวรรษ 1920 และองค์การนาซาเคยให้ความสนใจศึกษาเพื่อใช้ในกิจการอวกาศเมื่อราวสิบปีก่อน แต่ท้ายที่สุดได้สรุปว่า ระบบนี้มีศักยภาพสูงในการนำไปใช้กับยานอวกาศ แต่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำมาใช้กับเครื่องบินบนโลก

อย่างไรก็ตาม ศ.บาร์เรตต์ได้นำเอาแนวคิดนี้มาพิจารณาอีกครั้ง โดยได้พัฒนาระบบขับดันลมไอออนสำหรับเครื่องบินตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แม้ในปัจจุบันต้นแบบที่คิดค้นจะยังมีขนาดเล็ก มีกำลังขับดันไม่เท่ากับเครื่องยนต์ไอพ่น และยังไม่สามารถบินได้ในระยะไกลนัก แต่ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าในระยะสั้นจะสามารถพัฒนาให้ใช้เป็นโดรนชนิดบินสูง ซึ่งบินได้อย่างเงียบเชียบติดต่อกันยาวนานเป็นปีเพื่อใช้งานแทนดาวเทียม

ส่วนในระยะยาวนั้น ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้เป็นเครื่องบินขนส่งประหยัดเชื้อเพลิง ทั้งจะไม่ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของอุตสาหกรรมการบินในทุกวันนี้

แข็งกว่าที่คิด สาววิ่งกระโดดลงทะเลสาบน้ำแข็ง กระแทกขาหัก! (คลิป)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px


แข็งกว่าที่คิด

แข็งกว่าที่คิด สาววิ่งกระโดดลงทะเลสาบน้ำแข็ง กระแทกขาหัก! (คลิป) (ความรู้ทางฟิสิกส์)

แข็งกว่าที่คิด – วันที่ 21 พ.ย. เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ 360 ของรัสเซียเผยแพร่คลิปสุดโชคร้าย เมื่อสาวสวยกระโดดลงทะเลสาบน้ำแข็ง ในเมืองบาลาชีฮา แคว้นมอสโก ตอนกลางของรัสเซีย แต่คาดไม่ถึงว่าน้ำแข็งบนผิวทะเลสาบจะแข็งมากถึงขนาดนี้ จนเจ้าตัวถึงขั้นขาหักเลยทีเดียว

สาวผู้นี้มีชื่อว่า วิคตอเรีย เผยประสบการณ์กับสถานีโทรทัศน์ 360 ว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย. “นี่เป็นครั้งแรกของดิฉันค่ะ ไม่ได้ท้าพนันกับใคร แค่คิดว่าตรงหน้าเป็นน้ำ จึงรีบถอดเสื้อผ้าและกระโดดลงไป ผลที่ได้คือข้อต่อของขาข้างซ้ายหักเลยค่ะ”

คลิปได้รับการเผยแพร่ในยูทูบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจะเห็นจังหวะหลังจากกระโดดลงไปแล้ว วิคตอเรียก็กระแทกกับผิวน้ำแข็งเข้าที่ขาแล้วหงายท้องไป และผิวน้ำแข็งมีรอยร้าวขนาดใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นและค่อยๆ เดินกลับขึ้นมา

ทั้งนี้ ทะเลสาบน้ำแข็งจะมีน้ำแข็งเกาะตัวบนผิวไม่หนามากนัก ส่วนข้างล่างเป็นจะน้ำปกติ หากคนกระโดดลงไปก็จะทะลุน้ำแข็งที่เกาะตัวแตกออกอย่างง่ายดาย และสามารถแช่น้ำได้ตามปกติ

ฟิสิกส์ เรื่องน้ำแข็ง

C23E93UUoAESOfx

น้ำแข็ง เป็นชื่อเรียกของสภาวะของแข็งของน้ำซึ่งมักอยู่ในรูปของผลึกของน้ำ ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะใสหรือมีสีฟ้าขาวใสปนอยู่ด้วย ขึ้นอยู่กับการมีสิ่งเจือปนในน้ำแข็งนั้น โดยสภาวะปกติน้ำแข็งจะเกิดขึ้นเมื่อน้ำในรูปของเหลวมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส (32 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 273.15 เคลวิน) ที่ความดันปกติ และสามารถแข็งตัวจากสถานะก๊าซโดยไม่ผ่านสถานะของเหลวเลยก็ได้ เช่น ปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งหรือแม่คะนิ้ง

น้ำแข็งในธรรมชาติอยู่ในแหล่งต่างๆ เช่น เกล็ดหิมะลูกเห็บ น้ำแข็งย้อย ธารน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็ง และน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งน้ำแข็งเป็นส่วนสำคัญของสมดุลภูมิอากาศของโลก โดยเฉพาะวัฏจักรของน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมต่างๆ อีกด้วย ตั้งแต่ การใส่น้ำแข็งในน้ำดื่ม กีฬาฤดูหนาว จนไปถึงประติมากรรมน้ำแข็ง

 

ระทึก! โคมลอยยักษ์ระเบิด หล่นใส่กลางฝูงชน ดวงไฟพุ่งกระจาย คนเจ็บอื้อ (ความรู้ทางฟิสิกส์)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เหตุการณ์สุดระทึกที่ประเทศเมียนมา ในงานเทศกาลตาซองได ซึ่งเป็นเทศกาลโคมลอยยักษ์สุดยิ่งใหญ่ที่จัดต่อเนื่องทุกปีของประเทศเมียนมา ระหว่างนั้นกลับเกิดเหตุการณืระทึก เมื่อโคนยักษืกำลังลอยขึ้นท้องฟ้า จู่ๆ กลับระเบิดและร่วงลงสู่ด้านล่าง ที่มีฝูงชนนับพันคนกำลังยืนอยู่ ทำให้ต่างวิ่งแตกฮือออก ยิ่งไปกว่านั้นคือโคมดังกล่าวเมื่อหล่นลงพื้นกลับระเบิดแตกกระจายพุ่งออกไปทั่วทิศทาง ทำให้ฝูงชนวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

โคมลอยเชิงฟิสิกส์

1384698974-Khom2-o

มีหลักการดังนี้ครับ

……ประการรแรก อากาศมีแรงกดดันในทุกทิศทาง แรงกดนี้มีทั้งแรงกดและแรงผลัก มันจะผลักสิ่งที่เบากว่า
……ประการที่สอง อากาศมีน้ำหนัก อากาศที่มีมวลมากกว่าจะมีแรงกดดันมากกว่าที่พื้นผิวของโลก แรงดึงดูดของโลกจะดึงดูดอากาศไว้ ทำให้อากาศบริเวณพื้นผิวมีมวลมากกว่า มีความหนาแน่นมากกว่า แรงกดดันของอากาศจะมีมากบริเวณที่ห่างออกไปเมือเราจุดโคมไฟ ทำให้อากาศในโคมร้อนขึ้น ทำให้อากาศขยายตัว ในโคมมีปริมาตรที่จำกัด ไม่สามารถขยายตัวตามอากาศได้ จึงทำให้อากาศส่วนหนึ่งหลุดออกจากโคม เพราะฉนั้น ในปริมาตรของโคมเท่าเดิม แต่มีมวลของอากาศน้อยกว่า จึงทำให้มันเบากว่าอากาศรอบๆตัวของมัน มันจึงถูกอากาศรอบๆตัวของมันเข้าแทนที่หรื…

ทำไมโคมที่หนักกว่าอากาศจึงลอยได้ 
……เพราะอากาศเองก็มีน้ำหนักเช่นกัน อากาศที่เต็มอยู่ในโคม มันจะมีน้ำหนักของมันเองบวกกับโคม สมมุติว่า น้ำหนักอากาศในโคมเท่ากับ10(เท่ากับน้ำหนัก ถ้าจะให้โคมลอยได้ต้องทำให้มีน้ำหนักรวม
……เมื่อโคมได้รับความร้อนทำให้อากาศขยายตัว จนมีบางส่วนล้นออกไป ถ้าออกไปมากกว่า5 จะทำให้น้ำหนักรวมต่ำกว่า10 มันจะลอยได้
……ความแตกต่างของมวลอากาศจากด้านบนและด้านล่าง ทำให้เกิดแรงผลักหรือแรงยก ดั่งเช่นอากาศที่ต่างกันทั้งสองด้านของปกเครื่องบิน ใต้ปีกจะมีแรงกดดันมากกว่ามันจึงผลักเครื่องบิน

นักวิจัยพัฒนาอุปกรณ์ใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์พร้อมกับทำให้อาคารเย็นลง

1542891341033

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ดูเหมือนว่าชาวโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่แก้ไขลำบาก เมื่อโลกกำลังร้อนขึ้นผู้คนก็หันมาใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น พอใช้เครื่องปรับอากาศกันมากมันส่งผลให้โลกร้อนขึ้นไปอีก โลกยิ่งร้อนก็ยิ่งต้องใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น วนเวียนไปอย่างนี้จนมีแนวโน้มว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆคงแย่แน่เพราะมันต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล ตอนนี้นักวิจัยกำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่อาจช่วยลดปัญหานี้และยังมีของแถมที่มีประโยชน์มากอีกด้วย

ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนำโดย Shanhui Fan ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าได้พัฒนาระบบทำความเย็นที่สามารถดึงเอาความร้อนออกจากอาคารและส่งออกไปสู่อวกาศด้วยวิธีแผ่รังสีโดยไม่ต้องใช้พลังงานใดช่วยเลยที่เรียกว่า Radiative Cooling System มาหลายปีแล้ว และคราวนี้พวกเขานำเทคโนโลยีที่คิดค้นนั้นมารวมกับแผ่นโซลาร์เซลล์แบบที่ใช้บนหลังคาเพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าและระบายความร้อนให้กับอาคารในเวลาเดียวกัน

“เราสร้างอุปกรณ์ตัวแรกที่ในวันข้างหน้าจะสามารถผลิตพลังงานและประหยัดพลังงานในสถานที่เดียวกันและเวลาเดียวกันด้วยการควบคุมคุณสมบัติสองประการของแสงที่แตกต่างกันอย่างมาก” Fan กล่าว

อุปกรณ์ไฮบริดของ Fan มีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นโซลาร์เซลล์ 2 ชั้น ชั้นบนที่สัมผัสกับแสงอาทิตย์ประกอบด้วยวัสดุสารกึ่งตัวนำแบบเดียวกับที่ใช้ในแผ่นโซลาร์เซลล์บนหลังคา ส่วนชั้นล่างทำจากวัสดุที่เปลี่ยนความร้อนของอาคารไปเป็นแสงอินฟราเรดที่ความยาวคลื่นเฉพาะซึ่งสามารถแผ่รังสีผ่านชั้นบรรยากาศไปสู่อวกาศได้โดยตรง

ปกติแล้วชั้นบรรยากาศของโลกเปรียบเสมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่คลุมอยู่รอบโลก ผ้าห่มนี้จะป้องกันไม่ให้ความร้อนออกไปสู่อวกาศที่เยือกเย็นได้ง่ายๆ แต่ผ้าห่มมีรูเล็กๆอยู่และแสงอินฟราเรดที่ความยาวคลื่นเฉพาะเท่านั้นสามารถเล็ดลอดผ่านรูนั้นออกไปได้

ทีมวิจัยได้สร้างอุปกรณ์ต้นแบบเพื่อการทดสอบแนวคิดมีขนาดเท่าแผ่นซีดีติดตั้งบนหลังคาอาคารที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แล้ววัดอุณหภูมิของชั้นบนกับชั้นล่างของอุปกรณ์เปรียบเทียบกับอุณหภูมิของอากาศ ผลปรากฏว่าที่ชั้นบนซึ่งดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศโดยรอบ 24° C ขณะที่ชั้นล่างซึ่งเป็นชั้นระบายความร้อนมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศโดยรอบถึง 29° C ซึ่งนั่นแสดงว่าความร้อนแผ่ขึ้นจากชั้นล่างผ่านชั้นบนไปสู่อวกาศ

radiative-cooling-solar-energy-2

แต่การทดสอบครั้งนี้ยังไม่ได้ทดสอบในเรื่องการผลิตไฟฟ้าเพราะว่าชั้นบนของอุปกรณ์ต้นแบบนี้ไม่มีฟอยล์โลหะซึ่งตามปกติจะมีอยู่ในแผ่นโซลาร์เซลล์ เนื่องจากฟอยล์โลหะเป็นตัวป้องกันไม่ให้แสงอินฟราเรดหนีออกไปได้ ทีมวิจัยกำลังออกแบบโซลาร์เซลล์ที่ไม่จำเป็นต้องมีฟอยล์โลหะเพื่อให้อุปกรณ์นี้ผลิตไฟฟ้าได้พร้อมกับระบายความร้อนของอาคารตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ซึ่งพวกเขามั่นใจว่าจะสามารถทำได้สำเร็จ และเมื่อถึงตอนนั้นมันจะเป็นการปฏิวัติวงการโซลาร์เซลล์บนหลังคาได้เลย

ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของความร้อนตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบสำหรับมนุษย์ที่อาศัยบนโลกมาเนิ่นนาน ในอนาคตเราอาจใช้อวกาศเป็นแหล่งระบายความร้อนตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบสำหรับพวกเราก็เป็นได้

ซิลิกาจากซุปเปอร์โนวา สำคัญต่อการสร้างดาวเคราะห์

4DQpjUtzLUwmJZZPFh6jwXlfUCTEQ4xUHS9NC4NrWnBy

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ซิลิกา (silica) คือสารประกอบระหว่างออกไซด์และซิลิกอน เมื่อรวมตัวกันก็จะกลายเป็นสูตรทางเคมีชื่อ SiO2 เปลือกโลกของเรานั้นมีซิลิกาอยู่ประมาณ 60% โดยอยู่ในรูปแบบของแร่ควอตซ์ (quartz) ฉะนั้นซิลิกาจึงเป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ รวมถึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในแก้ว มีอยู่ในหินหลายประเภท หรือในทราย ในกรวด และถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมผสมวัสดุก่อสร้างเพื่อทำคอนกรีตสำหรับสร้างถนนหนทางหรืออาคารบ้านเรือน

นอกจากนี้ ซิลิกายังพบได้ทั่วทั้งจักรวาล ในอุกกาบาตที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะของเรา โดยหนึ่งในแหล่งที่มาของฝุ่นซิลิกาในจักรวาลคือดาวฤกษ์ที่มีมวลเทียบเท่ากับอาทิตย์ แต่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิงและเกิดการป่องพองขึ้นหลายครั้งจากขนาดเดิมจนกลายเป็นดาวยักษ์แดง แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเผยว่า หลังจากใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือองค์การนาซา วิเคราะห์แสงที่ปล่อยออกมาจากกระจุกดาวขนาดใหญ่ที่ยุบตัวลง ก็สามารถตรวจพบการมีอยู่ของซิลิกาจากเศษซากที่เหลืออยู่ของซุปเปอร์โนวา 2 แห่ง ซึ่งเป็นการระเบิดอย่างรุนแรง ห่างจากโลกของเราประมาณพันล้านปีแสง

นักวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัยฟิสิกส์และดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ในอังกฤษ เผยว่า การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าซิลิกา ที่มาจากซุปเปอร์โนวานั้นมีความสำคัญเพียงพอที่จะกระจายฝุ่นไปทั่วจักรวาล รวมทั้งฝุ่นที่มาจับตัวรวมกันเพื่อก่อเกิดเป็นดาวเคราะห์อย่างโลกนั่นเอง.

อูมัวมัว ส่อแววยานอวกาศเอเลี่ยน แวะโลกครั้งเดียว อีก 2 หมื่นปีออกนอกระบบสุริยะ (คลิป)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อูมัวมัว ส่อแววยานอวกาศเอเลี่ยน แวะโลกครั้งเดียว อีก 2 หมื่นปีออกนอกระบบสุริยะ (คลิป)

 

กลับมาเป็นที่ฮือฮาของชาวโลกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 7 พ.ย.61 มีการตีพิมพ์รายงานจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด 2 คนถึง Oumuamua (อูมัวมัว) วัตถุแรกที่มาจากนอกระบบสุริยะ กับการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก ถึงประมาณ 87.3 กม.ต่อวินาที ว่าอาจเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว ตามความคิดเห็นของปรมาจารย์ด้านฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาชื่อดังของโลกที่ล่วงลับไปแล้วอย่าง ศาสตราจารย์ สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง และทำให้อูมัวมัวเป็นที่สนใจทั่วโลกเมื่อปลายปี พ.ศ.2560ข้อสันนิษฐานใหม่เกี่ยวกับอูมัวมัวมีโอกาสเป็นจริงแค่ไหน อูมัวมัวเคลื่อนที่เร็วได้ด้วยวิธีใด วงการวิทยาศาสตร์ไทยล่ะรู้สึกอย่างไรกับข่าวนี้ ผู้ที่จะมาไขความกระจ่างในวันนี้ คือ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล กูรูและผู้คร่ำหวอดด้านวิทยาศาสตร์ของไทย

อูมัวมัว ส่อแววยานอวกาศเอเลี่ยน แวะโลกครั้งเดียว อีก 2 หมื่นปีออกนอกระบบสุริยะ

โดยคำถามแรกที่คนไทยอยากรู้ที่สุดคงหนีไม่พ้น อูมัวมัวใช่ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว หรือเอเลี่ยนหรือไม่ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ให้ความเห็นว่ามีแนวโน้มเป็นไปได้ที่จะเป็นยานอวกาศ จากมนุษย์ต่างดาว แต่ยังไม่ถือว่าเป็นบทสรุปที่จะรับได้เต็มที่ แต่ปรากฏการณ์ล่าสุดนี้มีประเด็นใหญ่ท่ีน่าสนใจในเหตุผลหนึ่ง ทำไมทีมนักวิจัยจึงสรุปว่าอาจเป็นยานพลังแสงสุริยะของมนุษย์ต่างดาว

ซึ่ง รศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายเพิ่มอย่างเข้าใจง่ายๆ ว่า จากการศึกษามาอย่างละเอียดของข้อมูลของโครงการ Breakthrough Listen นำทีมโดย สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง ที่ระบุว่า อูมัวมัว วัตถุแรกที่มาจากนอกระบบสุริยะ โผล่ให้เห็นเมื่อเมื่อกลางเดือนตุลาคม พ.ศ.2560 หลังลงพิมพ์รายงานในวารสารเนเจอร์ ฉบับวันที่ 20 พ.ย. 2560 ก็ทำให้คนทั่วโลกสนใจ ตื่นเต้นกันมาก ถูกยกให้เป็นวัตถุแรกสุดจากนอกระบบสุริยะอย่างแน่นอน

และถูกกำหนดให้เป็นวัตถุประเภทใหม่ คือ Interstellar Object ด้วยทีแรกเข้าใจว่าเป็นดาวหาง แต่ต่อมาหลังศึกษาอย่างละเอียดพบว่าไม่มีลักษณะเป็นแบบดาวหาง จึงสรุปว่าเป็นดาวเคราะห์น้อย และเชื่อว่าเป็นวัตถุที่ไม่อยู่ในระบบสุริยะ มีต้นกำเนิดมาจากนอกระบบสุริยะอย่างแน่นอน และแวะโลกเพียงครั้งเดียว แล้วในที่สุดก็จะเดินทางออกจากระบบสุริยะในอีกประมาณ 2 หมื่นปี โดยจะไม่กลับมาอีก เนื่องจากวิถีการเคลื่อนโคจรของอูมัวมัวเป็นแบบไฮเปอร์โบลา

ไม่พบสัญญาณการสื่อสาร ไม่ได้แปลว่า ไม่ใช่ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว

อีกทั้งจากความหมายของชื่อ อูมัวมัว ซึ่งเป็นภาษาฮาวาย แปลว่า “ทหารแนวหน้า“ หรือ “หน่วยสอดแนม“ หรือ “ลูกเสือ“ ยิ่งเอื้อให้เข้าใจว่าเบื้องหลังการเดินทางมาเยือนโลกของอูมัวมัวอาจจะมีมนุษย์ต่างดาวหนุนหลังดังที่คอวิทยาศาสตร์ไทยสงสัย ซึ่ง รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ให้เหตุผลไว้

 
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล กูรูและผู้คร่ำหวอดด้านวิทยาศาสตร์ของไทย

ถึงแม้ได้มีการใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่ของกรีนแบงก์ (Green Bank Telescope) สำรวจอูมัวมัวเมื่อกลางเดือน ธ.ค.2560 เพื่อตามล่าหาข้อเท็จจริงว่าเป็นยานอวกาศและมีมนุษย์ต่างดาวอยู่จริงไหม และผลตรวจสอบไม่พบสัญญาณชวนสงสัย เพราะหากมีมนุษย์ต่างดาวจริงจากนอกระบบสุริยะ ก็อาจมีการใช้สัญญาณคล้ายวิทยุในการสื่อสารกัน แต่การสืบหาความจริงก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ และยังเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์โลกต้องวิเคราะห์ต่อไป

“รูปร่างอูมัวมัวยาวประมาณ 400 เมตร กว้าง 40 เมตร คล้ายซิการ์ ถือเป็นรูปร่างที่ไม่ปกติธรรมดาของดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อยทั่วไป แต่รูปร่างจริงๆ ยังไม่ทราบ เนื่องจากมีขนาดเล็ก แม้แต่กล้องโทรทรรศน์ก็จับภาพได้ไม่ละเอียด การตรวจไม่พบสัญญาณการสื่อสาร ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ใช่ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว เพราะสัญญาณนี้อาจหยุดการทำงานไปก็ได้ หรือเป็นสัญญาณชนิดที่กล้องโทรทรรศน์วิทยุของโลกตรวจจับไม่ได้ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

เหตุผล 2 นักวิจัย อูมัวมัวเคลื่อนที่ไว มั่นใจใช่ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ เล่าต่อว่า Professor Abraham Loeb หัวหน้าแผนกดาราศาสตร์ ของฮาร์วาร์ด กับ Shumuel Bialy นักดาราศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ด ผู้เขียนรายงานเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 61 ที่ทำให้อูมัวมัวกลับมาเป็นข่าวคึกโครมอีก เสนอความคิดจากการศึกษาว่า อูมัวมัวมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวจากรูปร่างแบบซิการ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ

และจากความเร็วของการเคลื่อนที่ ซึ่งผิดจากธรรมชาติของวัตถุในระบบสุริยะ เพราะแทนที่อูมัวมัวจะเคลื่อนที่ช้าลงหลังจากเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาแล้ว ดังเช่นดาวหาง แต่กลับมีความเร็วมากขึ้น ซึ่งจะเป็นไปได้ ถ้าผิวของอูมัวมัวบางมาก และรับพลังงานจากโฟตอนของแสงอาทิตย์คล้ายกับเป็นยานเรือใบอวกาศ หรือ Space solar sail

อูมัวมัวเดินทางมาไกลได้เพราะอาจสร้างมาด้วยวัสดุพิเศษ ซึ่งเป็นอะไรไม่รู้ ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ อาจเป็นยานอวกาศที่มนุษย์ต่างดาวสร้างขึ้นมา มันเคลื่อนที่ได้ด้วยแสงอาทิตย์ที่เร็วผิดธรรมชาติที่ไม่ธรรมดา ไม่มีคำอธิบายจากธรรมชาติ และมีผิวบางมากเพียงแค่ 0.3-0.9 มิลลิเมตร ก็คล้ายๆ กับสิ่งที่มนุษย์พยายามจะทำคือ สเปซ โซลาร์ เซลล์ หรือเรือใบอวกาศ ที่ไม่ใช้ลมเป็นตัวพัดขับเคลื่อน แต่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสง คือโฟตอนจากเลเซอร์ เพื่อไปสำรวจดาวอื่นนอกโลก” รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

มนุษย์เปิด war คิดส่งยานจิ๋ว เร็ว 20% ของความเร็วแสง สำรวจมิติที่ 4

ซึ่งสิ่งที่เป็นความพยายามของมนุษย์ครั้งใหม่เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกตามที่ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวไว้คือ โครงการ Breakthrough Starshot ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 59 ที่ได้รับการผลักดันจาก 3 บุคคลสำคัญของโลก คือ สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง นักฟิสิกส์ชื่อดังผู้ล่วงลับ ร่วมด้วย มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก และยูริ มิลเนอร์ มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย นักลงทุนผู้สนใจทางวิทยาศาสตร์

*มนุษย์กำลังสร้างยานอวกาศรุ่นจิ๋ว ส่งไปสำรวจนอกโลก*

เป็นการสร้างยานอวกาศขนาดเล็ก Nanocraft มีขนาดไม่กี่เซนติเมตร เล็กกว่า iPhone และมีน้ำหนักเบามากเพียงไม่กี่กรัมจำนวนหลายพันลำ เรียก Star Chip ติดอุปกรณ์ เช่น กล้องและเซนเซอร์ สำรวจสนามแม่เหล็กและอื่นๆ เพื่อใช้ในการสำรวจและขับเคลื่อนด้วยลำแสงเลเซอร์จากโลก ทำหน้าที่เปรียบเสมือนใบของเรือใบ รับแรงผลักจากโฟตอน เดินทางด้วยพลังขับเคลื่อนของลำแสงเลเซอร์ จนเร่งความเร็วในการเดินทางเท่ากับความเร็วประมาณ 20% ของความเร็วแสง

จุดเป้าหมายแรกที่ตั้งไว้ในอีก 25 ปี คือ จะส่ง Star Chip เดินทางไปยังระบบดาวอัลฟา เซนทอรี (Alpha Centauri) ซึ่งเป็นระบบดาวที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด มีระยะห่างเพียง 4.37 ปีแสง และคาดหวังว่าจะส่งภาพและข้อมูลต่างๆ กลับมายังโลกได้ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทางเพียง 20 ปี ถือเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก

เมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยยานอวกาศปกติที่ต้องใช้เวลาประมาณ 30,000 ปี หรือถ้าเป็นยานประเภทอื่น เช่น Voyager 1 จะต้องใช้เวลายาวนานถึง 70,000 ปีทีเดียว จากนั้นก็จะส่งภาพและข้อมูลกลับมายังโลก ซึ่งจะใช้เวลาเพียงประมาณ 4 ปี ซึ่งหลักคิดดังกล่าวนี้เป็นข้อสันนิษฐานว่าอูมัวมัวก็อาจเป็นยานอวกาศที่มนุษย์ต่างดาวสร้างมาสำรวจโลกเช่นกัน

“ระบบดาว Alpha Centauri ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 3 ดวง ที่นักดาราศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นดาวที่มีแนวโน้มว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หรือมนุษย์สามารถเดินทางไปอยู่อาศัยได้ ดาวที่ใกล้โลกที่สุดชื่อ Alpha Centauri อีก 2 ดวงคือ Alpha Centauri เอ และ Alpha Centauri บี อยู่ไกลออกไป ซึ่ง Alpha Centauri บี มีสภาพคล้ายมวลโลกมาก มีขนาดเล็ก” กูรูนักวิทยาศาสตร์ไทยอธิบายตามหลักวิชา

สรุปชัดครั้งสุดท้าย เบื้องหลังยานอูมัวมัว คือ มนุษย์ต่างดาวส่งสำรวจโลก

เมื่ออูมัวมัวที่นักวิทย์โลกจำนวนหนึ่ง เชื่อว่าอาจจะเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวที่ส่งมาเยือนโลก แล้วมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาด้วยหรือไม่ ชาวโลกต้องเจออะไรหากมนุษย์ต่างดาวปรากฏตัว ซึ่ง รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ที่มีความเชื่อว่าอูมัวมัวก็อาจเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว แต่ที่มั่นใจคือจะไม่มีมนุษย์ต่างดาวมาด้วยแน่นอน ส่วนอูมัวมัวถูกส่งมาสำรวจโลกอาจด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ ซึ่งมันอาจจะเป็นหนึ่งในยานหลายพันดวงที่มนุษย์ต่างดาวส่งมาสำรวจกาแล็กซี่ เหมือนโครงการ Breakthrough Starshot ที่ตั้งใจส่งยานอวกาศเล็กขนาดจิ๋วไปสำรวจนอกระบบสุริยะอื่นเหมือนที่มนุษย์กำลังทำก็เป็นไปได้

 
มนุษย์ต่างดาว ตามจินตนาการของเจ้าของร้านขายของชำแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

ผมเชื่อว่าอูมัวมัวอาจเป็นยานของมนุษย์ต่างดาวได้ แต่ก็ไม่ฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ และคิดว่ามนุษย์ต่างดาวไม่ได้เดินทางมากับอูมัวมัว เพราะหากว่ามาด้วย น่าจะเป็นยานอวกาศที่ใหญ่มากกว่าอูมัวมัว และไม่มาแบบลับๆ หรือแอบมา เหมือนมนุษย์ที่จะไปเยือนโลกอื่นก็ไม่ได้แอบไป และเตรียมตัวเดินทางนานหลายร้อยปีมาก และถ้ามาจะรู้ตั้งแต่เข้ามาในระบบสุริยะแล้ว ผมเองอยากเห็นมนุษย์ต่างดาวมาโลก หากมาจริงผมเป็นคนหนึ่งที่ยินดีจะไปต้อนรับพวกเขา ผมเชื่อว่าเขาจะมาอย่างมิตรมากกว่า ไม่ใช่ศัตรู มาอย่างมิตรมากกว่าอย่างแน่นอน รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

 
ยานอวกาศที่สหรัฐอเมริกา มนุษย์จำลองขึ้นตามจินตนาการ

อูมัวมัว อาจเป็นวัตถุนอกระบบสุริยะชิ้นแรกที่เป็นหลักฐานบ่งบอกว่าโลกไม่ได้มีมนุษย์อยู่ตามลำพัง มันอาจเป็นวัตถุที่เชื่อม และไขคำตอบให้นักดาราศาสตร์ค้นพบว่าโลกมีมนุษย์ได้ แล้วจะต่างอะไรกับที่ไหนสักแห่งในจักรวาลคงมีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาได้เหมือนกัน.

จีนสร้าง “ดวงอาทิตย์เทียม” ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริง 6 เท่า

ดวงอาทิตย์เทียมสามารถให้ความร้อนได้สูงกว่าดวงอาทิตย์จริงที่มีความร้อนราว 15 ล้านองศาเซลเซียส ราว 6 เท่า (ภาพเอเอฟพี)

ดวงอาทิตย์เทียมสามารถให้ความร้อนได้สูงกว่าดวงอาทิตย์จริงที่มีความร้อนราว 15 ล้านองศาเซลเซียส ราว 6 เท่า (ภาพเอเอฟพี)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กลุ่มสื่อจีนรายงาน (17 พ.ย.) สถาบันฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์เมืองเหอเฝย (China’s Hefei Institutes of Physical Science) เปิดเผยความสำเร็จในการทดลอง เตาปฏิกรณ์ Experimental Advanced Superconducting Tokamak (EAST) หรือ ดวงอาทิตย์เทียม ซึ่งเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น โดยสามารถทำให้อิเล็กตรอนมีอุณหภูมิสูงได้ถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 10 วินาทีได้เป็นครั้งแรก

รายงานระบุว่า เตาปฏิกรณ์ดวงอาทิตย์เทียมฯ มีขนาดความสูง 11 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 400 ตัน ตั้งอยู่ในมณฑลอันฮุย สามารถให้ความร้อนได้สูงกว่าดวงอาทิตย์จริงที่มีความร้อนราว 15 ล้านองศาเซลเซียส ราว 6 เท่า

ทีมนักวิจัยโครงการดวงอาทิตย์เทียมระบุว่า พวกเขาต้องการสร้างสภาวะจำลองอุณหภูมิใกล้แกนกลางดวงอาทิตย์ เพื่อนำพลังงานความร้อนมาใช้ประโยชน์

โครงการวิจัยฯ เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามสร้างพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นของจีน ซึ่งเป็นที่มาของพลังงานของดวงอาทิตย์ ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะสามารถผลิตพลังงานได้จำนวนมหาศาล

นายว่าน เป่าเหนียน ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่า “ดวงอาทิตย์เทียมนี้ก็เหมือนกับเตาอบ อย่างไรก็ดี การจะสร้างพลังงานฟิวชั่นจำเป็นต้องทำให้เตาปฏิกรณ์ร้อนขึ้นหรือทำให้รังสีความร้อนมีความเร็วช้าลง”

จีนซึ่งเป็นเจ้าตลาดพลังงานรายใหญ่ของโลกกำลังหันหางเสือจาก “พลังงานถ่านหิน” ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจมาหลายทศวรรษไปสู่พลังงานประเภทอื่นที่สะอาดมากขึ้น เนื่องจากจีนต้องการเอาชนะสงคราม “มลพิษทางอากาศ” ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสังคม

พายุเฮอริเคนสสารมืด กำลังพัดกระหน่ำโลกและระบบสุริยะ

darkmatterhairsnasajplcaltech
ภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นแนวคิดที่เชื่อว่ามีเส้นใยของสสารมืดที่เรียกว่า “เส้นผม” (Hairs) ล้อมรอบโลกอยู่ / NASA/JPL-CALTECH

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พายุเฮอริเคนสสารมืด กำลังพัดกระหน่ำโลกและระบบสุริยะ

ผลการคำนวณล่าสุดของนักดาราศาสตร์พบว่า มีกระแสของกลุ่มสสารมืด (Dark matter) ที่มองไม่เห็นและไม่อาจจะรู้สึกได้ด้วยการสัมผัส กำลังพัดกระหน่ำโลกและระบบสุริยะด้วยความเร็วถึง 500 กิโลเมตรต่อวินาที คล้ายกับพายุเฮอริเคนที่มีความรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง

การค้นพบดังกล่าวมาจากข้อมูลของกล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอา (Gaia) ซึ่งตรวจพบว่าสายธารของกลุ่มดาวฤกษ์ (Stellar stream) ที่ชื่อว่า S1 ในกาแล็กซีทางช้างเผือก มีเส้นทางที่กำลังพุ่งเข้าปะทะกับระบบสุริยะอย่างจัง

สายธารของกลุ่มดาวฤกษ์ S1 ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ราว 30,000 ดวง ซึ่งเป็นส่วนที่หลงเหลืออยู่จากดาราจักรแคระที่ถูกทำลายในอดีต ก่อนจะถูกดึงดูดเข้ามารวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งของกาแล็กซีทางช้างเผือก

ดร.เซียราน โอแฮร์ นักฟิสิกส์ทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยซาราโกซาของสเปน ตีพิมพ์รายงานดังกล่าวในวารสาร Physical Review D. โดยระบุว่า แม้การพุ่งชนของสายธารกลุ่มดาวฤกษ์ดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับโลกและระบบสุริยะ แต่อาจสันนิษฐานได้ว่าสายธารดังกล่าวได้พัดพาเอา “สสารมืด” ซึ่งเป็นโครงสร้างต้นกำเนิดของดาราจักรแคระในอดีตมาด้วย

พายุเฮอริเคนสสารมืด
กาแล็กซีทางช้างเผือกกำลังกลืนกินดาราจักรแคระ ทำให้เกิด “สายธารของกลุ่มดาวฤกษ์” เป็นวงแหวนล้อมอยู่ถึง 3 สาย / NASA/JPL-CALTECH/R.HURT/SSC

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่นักวิทยาศาสตร์จะได้พยายามตรวจจับและศึกษาสสารมืดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการตรวจจับสสารมืดได้โดยตรงมาก่อน

กว่า 80 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าจักรวาลน่าจะมีสสารอยู่มากกว่าที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ โดยการเคลื่อนที่ของดวงดาวและกาแล็กซีบ่งชี้ว่า จักรวาลน่าจะมีสสารที่มองไม่เห็น หรือ “สสารมืด” เป็นองค์ประกอบรวมอยู่ด้วย

ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า จักรวาลประกอบไปด้วยพลังงานและสสารธรรมดาเพียง 4% แต่มีสสารมืดอยู่ 26% และพลังงานมืดอีก 70% เท่ากับว่าจักรวาลประกอบไปด้วยสสารและพลังงานมืดถึง 96%

นอกจากนี้ในปี 1998 ยังมีการค้นพบว่า จักรวาลกำลังขยายตัวในอัตราเร่งแทนที่จะขยายตัวช้าลงตามความเข้าใจเดิม ซึ่งคาดว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะพลังงานมืด (Dark energy)