พบเทคนิคใหม่ เจาะเลือดครั้งเดียวตรวจหามะเร็งได้ 8 ชนิด

ssssxxx

นักวิทยาศาสตร์ ประสบความสำเร็จไปอีกขั้นในคิดค้นวิธีการตรวจเลือดแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรวจหามะเร็งได้หลายชนิดในครั้งเดียว โดยทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ระบุว่าวิธีการตรวจที่เรียกว่า “แคนเซอร์ซีค” (CancerSEEK) สามารถระบุมะเร็งที่พบบ่อยได้แปดชนิด

เทคนิคดังกล่าว ตั้งอยู่บนหลักการตรวจจับร่องรอยของดีเอ็นเอกลายพันธุ์ 16 ตัวและโปรตีน แปด ชนิดที่เนื้องอกปล่อยสู่กระแสเลือด นักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่งในวงการแพทย์ก็ว่าได้”

งานวิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่าง ๆ ซึ่งยังไม่ได้แพร่กระจายไปยังเนื้อเยื้อส่วนอื่น 1,005 ราย โดยมีตั้งแต่มะเร็งที่รังไข่ ตับ ช่องท้อง ตับอ่อน หลอดอาหาร ลำไส้ ปอด หรือเต้านม ด้วยวิธีนี้ทำให้สามารถระบุมะเร็งได้ถึงร้อยละ 70

ดร.คริสเตียน โทมาเซติ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เปิดเผยว่า “วิธีตรวจหามะเร็งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญมาก และผลที่ได้น่าตื่นเต้น คิดว่างานวิจัยนี้มีโอกาสจะส่งผลกระทบอย่างมากกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง” ยิ่งตรวจพบมะเร็งได้เร็วเท่าใด ย่อมมีโอกาสรักษามากขึ้นเท่านั้น”

ทั้งนี้ จากมะเร็งแปดชนิดในการวิจัย มีห้าชนิดที่ยังไม่มีเทคนิคเฉพาะสำหรับตรวจหา เช่น มะเร็งตับอ่อน ซึ่งจะแสดงอาการน้อยมาก และมักถูกตรวจพบเมื่อสายเกินไป โดยสถิติชี้ว่าผู้ป่วย สี่ในห้าคนจะเสียชีวิตในปีที่ตรวจพบ

ดร.โทมาเซติ กล่าวว่า การตรวจพบเนื้องอกในขณะที่ยังสามารถผ่าตัดออกได้ ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตที่แตกต่างกัน เทียบได้กับ “ความมืดและแสงสว่าง” เลยทีเดียว และขณะนี้กำลังนำแคนเซอร์ซีค ไปทดลองกับผู้ที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งด้วย

แพทย์หวังว่า เทคนิคนี้จะเข้ามาช่วยเสริมการตรวจหามะเร็งแบบอื่น ๆ เช่น การตรวจแมมโมแกรมหามะเร็งเต้านม และการตรวจแบบส่องกล้องเพื่อหามะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

ดร.โทมาเซติ กล่าวว่า “เราจินตนาการว่า อยากให้มีการตรวจเลือดปีละครั้งที่นำมาใช้ได้”

นี่คือการตรวจที่ครอบคลุมหรือไม่

รายงานเรื่องการตรวจแคนเซอร์ซีค จากวารสารเจอร์นัล เป็นสิ่งใหม่ เนื่องจากเป็นการตรวจหาทั้งโปรตีนและดีเอ็นเอกลายพันธุ์ ซึ่งการวิเคราะห์การกลายพันธุ์ของโปรตีนในขอบเขตที่กว้างขึ้น จะช่วยให้ตรวจหามะเร็งได้หลายชนิดขึ้น

ดร.เกอร์ท แอททาร์ด หัวหน้าทีมศูนย์วิจัยมะเร็งและวิวัฒนาการ แห่งสถาบันวิจัยมะเร็ง ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ และที่ปรึกษาด้านเนื้องอก แห่งมูลนิธิรอยัล มาร์สเดน เอ็นเอชเอส ทรัสต์ (Royal Marsden NHS Foundation Trust) กล่าวกับบีบีซีว่า “งานวิจัยนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก ผมตื่นเต้น นี่เป็นสิ่งที่เราตามหามานานแล้ว วิธีตรวจเลือดเพื่อตรวจหามะเร็งโดยไม่ต้องอาศัยวิธีการอื่น ๆ เช่นการสแกน หรือ การส่งกล้องตรวจลำไส้ใหญ่” และ “เราเข้าใกล้” การนำวิธีตรวจมะเร็งจากตัวอย่างเลือดมาใช้ด้วย เนื่องจาก “เรามีเทคโนโลยีอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ดร.แอททาร์ด เตือนว่าขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่า จะทำอย่างไรต่อไปหลังจากที่ตรวจพบมะเร็งด้วยวิธีนี้แล้ว และในบางกรณี การรักษาอาจไม่ให้ผลดีเท่ากับการอยู่กับมะเร็งที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น ในกรณีของผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากบางราย ซึ่งการคอยตรวจเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่องอาจดีกว่าการรักษา

“เราสามารถตรวจหามะเร็งได้ด้วยวิธีที่แตกต่าง แต่เราเหมารวมไม่ได้ว่าทุกคนควรจะต้องเข้ารับการรักษา″ ดร.แอททาร์ดกล่าว

ค่าใช้จ่ายตรวจเลือดด้วยวิธีแคนเซอร์ซีค จะต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,000 บาท) ต่อราย หรือใกล้เคียงกับการตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีส่องกล้อง

ที่มาhttp://www.bbc.com/thai/international-42742894

เผยโฉม!สิทธิบัตร‘แฟ็บเล็ต’พับได้ของแอลจี

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1685759854822160

แอนดรอยด์อูธอริตีรายงานว่า แอลจี หนึ่งในผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ยื่นจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ไฮบริดที่สามารถพับเพื่อเปลี่ยนไปมาระหว่างสมาร์ตโฟนกับแท็บเล็ตได้กับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก หรือดับเบิ้ลยูพีโอ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส สะท้อนการแข่งขันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทอุปกรณ์สื่อสารที่บรรดาค่ายยักษ์ใหญ่หลายแห่งกำลังเร่งพัฒนา ซึ่งคาดว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ในแวดวงไอที

เตรียมชม ‘ซูเปอร์มูนสีเลือด’ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 150 ปี

ในคืนวันที่ 31 มกราคม 2018 ที่กำลังมาถึงนี้จะเกิดปรากฏการณ์พิเศษบนท้องฟ้าที่หาดูได้ยากยิ่ง เป็นปรากฏการณ์ของดวงจันทร์ 3 อย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ซูเปอร์มูน (Supermoon) บลูมูน (Blue Moon) และ บลัดมูน (Blood Moon) เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 150 ปี ที่สำคัญคนไทยสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเต็มที่อีกด้วยซูเปอร์มูนคือพระจันทร์เต็มดวงที่เกิดขณะที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ใกล้โลกมากที่สุดทำให้เห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ซึ่งเราได้มีโอกาสได้เห็นซูเปอร์มูนที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 70 ปีกันไปแล้วเมื่อปลายปี 2016บลูมูนคือพระจันทร์เต็มดวงที่เกิดเป็นครั้งที่สองในเดือนเดียวกัน ไม่ได้หมายถึงมองเห็นพระจันทร์เป็นสีน้ำเงินแต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกมานานกว่า 500 ปีแล้ว ปรากฏการณ์ก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนักเพราะระยะห่างของพระจันทร์เต็มดวงประมาณ 29.5 วัน โอกาสที่จะมี 2 ครั้งในเดือนเดียวกันค่อนข้างน้อย โดยเฉลี่ยจะเกิดขึ้นทุก 2 ปีครึ่ง

บลัดมูนหรือพระจันทร์สีเลือดคือจันทรุปราคาเต็มดวงแบบที่มองเห็นดวงจันทร์ที่อยู่ในเงามืดของโลกเป็นสีแดงเข้ม จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ค่อนข้างบ่อย ปีละอย่างน้อย 2 ครั้งบางปีอาจมากถึง 4 – 5 ครั้ง เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกันพอดีหรือใกล้เคียงมาก จันทรุปราคามีทั้งแบบเต็มดวงและบางส่วน สีของดวงจันทร์เมื่อเกิดจันทรุปราคาแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน มีทั้งมืดแทบมองไม่เห็น สีเทา สีน้ำตาล สีแดงเข้ม สีอิฐ และสีส้ม หากเห็นเป็นสีแดงเข้มเราเรียกว่าพระจันทร์สีเลือดหรือบลัดมูน

super-blue-blood-moon-2

ตอนที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงโลกบังดวงจันทร์แบบสนิท เงามืดของโลกทับดวงจันทร์ทั้งดวงอยู่เป็นเวลานานนับชั่วโมง ดูเหมือนคนบนโลกน่าจะมองไม่เห็นดวงจันทร์เลยเพราะไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์ แต่ที่จริงแล้วเมื่อแสงอาทิตย์ผ่านชั้นบรรยากาศของโลกจะเกิดการกระเจิงของแสงแบบเดียวกันที่เราเห็นท้องฟ้ายามเช้าและยามเย็นเป็นสีส้มแดง แสงบางส่วนสามารถไปถึงดวงจันทร์ บ่อยครั้งเราจึงเห็นดวงจันทร์ตอนเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงเป็นสีออกแดง-ส้ม

super-blue-blood-moon-3

ปรากฏการณ์ที่จะเกิดทั้งซูเปอร์มูน บลูมูน และบลัดมูนทั้งสามอย่างพร้อมกันมีขึ้นได้ยากมาก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Super Blue Blood Moon เกิดขึ้นครั้งล่าสุดในปี 1866 หรือราว 152 ปีมาแล้ว และกว่าจะเกิดปรากฏการณ์พิเศษนี้อีกครั้งก็ต้องรอกันอีกนานมาก

โชคดีมากที่ประเทศไทยสามารถมองเห็น ‘ซูเปอร์มูนสีเลือด’ ครั้งนี้ได้ชัดเจนทุกภูมิภาค วันที่ 31 มกราคม 2018 ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 17.51 น. จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 18.48 น. เข้าสู่จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งแต่เวลา 19.51 – 21.07 น. ระยะเวลาจันทรุปราคาเต็มดวงนาน 1 ชั่วโมง 16 นาที

เตรียมวางแผนกันให้ดีว่าจะไปชมซูเปอร์มูนสีเลือดกันที่ไหน เตรียมกล้องถ่ายรูปและคนที่อยากให้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ให้พร้อม เพราะมันอาจเป็นประสบการณ์ที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิตของคุณ

super-blue-blood-moon-4

กระดาษรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถลบและพิมพ์ซ้ำได้หลายครั้ง

นักวิทยาศาสตร์จีนพัฒนากระดาษชนิดใหม่ที่สามารถลบและพิมพ์ซ้ำได้หลายครั้ง ช่วยปกป้องป่า ลดมลพิษ ประหยัดพลังงาน และเป็นแหล่งทรัพยากรที่ยั่งยืน

กระดาษชนิดใหม่นี้ประกอบด้วยกระดาษชนิดพิเศษและหมึก ความพิเศษของกระดาษอยู่ที่การเคลือบด้วยโพลิเมอร์และสารเคมีที่เกิดปฏิกิริยาได้ง่าย (ลิแกนด์) ทีมวิจัยผลิตหมึกโดยละลายเกลือของโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง นิกเกิล โคบอลต์ และ สังกะสีในน้ำ เมื่อพิมพ์หมึกเกลือโลหะเหล่านี้บนกระดาษด้วยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท หมึกจะเกิดปฏิกิริยาเคมีกับลิแกนด์เปลี่ยนเป็นสีต่างๆ ทีมวิจัยรายงานว่าพวกเขาสามารถลบและพิมพ์ซ้ำบนกระดาษนี้ได้ถึง 8 ครั้ง โดยที่หมึกยังคงชัดเจนนานถึง 6 เดือน และมีราคาค่าพิมพ์เพียง 1 ใน 5 ของการพิมพ์แบบเดิม

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเปลี่ยนชนิดของลิแกนด์เพื่อพัฒนาการพิมพ์แบบเปล่งแสง และกระดาษที่สามารถใช้น้ำเป็นหมึกพิมพ์ได้ โดยการเคลือบกระดาษด้วยสารประกอบเชิงซ้อนของซิงค์-ลิแกนด์ แม้ว่ากระดาษนี้จะพิมพ์ได้เพียงสีเดียว แต่ทีมวิจัยต้องการพิสูจน์แนวคิดที่นำไปสู่วิธีการผลิตกระดาษชนิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การลบกระดาษทีมวิจัยจะจุ่มกระดาษที่พิมพ์แล้วลงในตัวทำละลาย หรือให้ความร้อนเพื่อทำลายพันธะระหว่างลิแกนด์และไอออนของโลหะ

อ้างอิง : www.mtec.or.th

“แอมะซอน” เปิดใช้ ‘ซุปเปอร์มาร์เก็ตอัจฉริยะ’



FILE - Shoppers roam through an Amazon Go store.

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=518174128569716&id=100011313991772&pnref=story

บริษัทเทคโนโลยี แอมะซอน (Amazon) จะเปิดใช้ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตอัตโนมัติอย่างเป็นทางการในวันจันทร์นี้ตามเวลาในสหรัฐฯ ที่นครซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของแอมะซอน

ซุปเปอร์มาร์เก็ตอัตโนมัติที่ว่านี้ มีชื่อว่า Amazon Go ซึ่งจะไม่มีพนักงานคิดเงิน ลูกค้าสามารถเดินเข้าไปเลือกซื้อสินค้าที่ต้องการแล้วเดินออกจากร้านไปได้เลย โดยทางร้านได้ติดตั้งระบบเซนเซอร์และกล้องวงจรปิดไว้ทั่วร้าน เพื่อจับสัญญาณว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่ถูกหยิบออกจากชั้นวาง และมีชิ้นใดที่ถูกใส่กลับที่เดิม จากนั้นจะคำนวณราคาแล้วชาร์จเงินจากบัตรเครดิตของลูกค้าที่เก็บไว้ในบัญชีออนไลน์

Amazon ระบุว่า ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งอนาคตนี้จะช่วยแก้ปัญหาเสียเวลาต่อคิวจ่ายเงิน โดยได้มีการทดลองใช้มาแล้วนานกว่าหนึ่งปี และได้ผลน่าพอใจแม้ยังมีความผิดพลาดอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม Amazon ยังไม่ระบุว่าจะมีการเปิดสาขาของ Amazon Go หรือไม่ และที่เมืองไหน

ที่มา https://www.voathai.com/a/amazon-automated-grocery-store/4218091.html

27152464_385292671916740_1170239782_n

พาส่องการจัดการ น้ำท่วมแบบญี่ปุ่นด้วย อุโมงค์ “มหาวิหารพาร์เทนอน”

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของกรุงโตเกียวนั้น อยู่ในเขตพายุไซโคลน ทำให้แต่ะปีจะพัดเข้าถล่มหลายต่อหลายครั้งเป็นเหตุให้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม กลายเป็นปัญหาใหญ่ โดยโครงการอุโมงค์ระบายน้ำยัก เพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองหลวงของญี่ปุ่น ที่เรียกว่า (Shutpken Gaikaku Hosuiro) หรือ G-Cans Project นับได้ว่าเป็นระบบระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกแห่งก็ว่าได้

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น อุโมงค์ยักของญี่ปุ่นนั้นจะซ่อนตัวอยู่ใต้กรุงโตเกียวในจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ใต้ที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลญี่ปุ่น สนามกีฬาฟุตบอล เป็นต้น อุโมงค์ยักมีความยาว 320 ฟุต และมีความสูงมากกว่าตึก 5 ชั้น ซึ่งขนาดของมันทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยน้ำที่ถูกระบายออกมานั้นจะถูกส่งต่อผ่านอุโมงค์ความยาวกว่า 6.4 กิโลเมตร ไปยังพื้นที่เกษตร และยังถูกผันไปลงในแม้น้ำสายต่าง ๆ

ความโดดเด่นของอุโมงค์นี้คือ มีเสาคอนกรัตขนาดยักษ์ 59 ต้นที่เชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำ 78 ตัว ที่สามารถระบายน้ำ 200 ตันต่อวินาทีลงสู่แม่น้ำเอโดะ เพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงโตเกียวในฤดูฝนหรือช่วงที่มีพายุใต้ฝุ่น

 

26996828_385292658583408_2034315567_n

“หมากฝรั่งช่วยเพิ่มความจำ” สินค้าแปลกสุดเจ๋งจากญี่ปุ่น

เมื่อไม่นานมานี้ทางบริษัท Lotte ของญี่ปุ่น ได้ทำการคิดค้นผลิตภัณฑ์หมากฝรั่งที่จะช่วยพัฒนาเรื่องความจำขึ้นมาแล้ว โดยหมากฝรั่งดังกล่าวมาพร้อมกับชื่อที่แสนยาวว่า Ha ni Tsukinikui Gum – Kioku Ryoku o ljisuru Type หรือ หมากฝรั่งไม่ติดฟัน ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องความจำของคุณให้ดียิ่งขึ้น
เมื่อได้ลองเคี้ยวครั้งแรกคุณจะต้องชื่นชอบรสชาติของมันอย่างแน่นอน เพรสะเจ้าหมากฝรั่งสุดพิเศษนี้มาในรสเปปเปอร์มิ้นต์ แถวยังมีส่วนผสมของใบแป๊ะก๊วย ที่ทุกคนทราบกันดีว่ามีคุณสมบัติในการบำรุงสมองและช่วยเรื่องความจำ
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าหมากฝรั่งดังกล่าวจะสมบัติในการบำรุงสมองและช่วยเสริมสร้างความจำ แต่ขณะเดียวกันทางบริษัทผู้ผลิตได้ออกมาเผยว่า ‘ผลิตภัณฑ์ดัง
กล่าวไม่ใช่การค้นพบทางการแพทย์เกี่ยวกับด้านประสาทวิทยาโดยตรง ซึ่งผู้บริโภคควรที่จะออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ได้สุขภาพและความทรงจำที่ดียิ่งขึ้น’

27043194_385292668583407_1456983161_n

“Ice Knit” เสื้อคอลเลกชั่นสุดเจ๋งสามารถเปลี่ยนสีไปตามสภาพอากาศ

นี่คือนวัตกรรมจากเส้นใยทอผ้าที่บริษัทแบรนด์แฟชั่น Stone Island ได้คิดค้นขึ้นมา แม้ว่าดูผิวเผินอาจจะเหมือนเสื้อไหมพรมทั่วไป แต่บอกเลยว่าเส้นใยที่ใช้นั้นไม่ธรรมดา เพราะมันคือคอลเลกชั่น ‘Ice Knit’ ที่บริษัทเชื่อว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับวัยรุ่นยุคใหม่ ด้วยนวัตกรรมใยผ้าที่สามารถปรับเปลี่ยนสีตามสภาพอากาศโดยรอบได้

ทางผู้ผลิตก็ได้ออกมาชี้แจงว่า เสื้อคอลเลกชั่น Ice Knit ถูกมาสร้างขึ้นนมาจากการใช้ด้าย 2 ชนิด มาผสมผสานกันในส่วนของชั้นนอกจะใช้ใยผ้าที่มีความไวต่ออุณหภูมิและสามารถเปลี่ยนสีได้ในสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ส่วนเสื้อที่อยู่ชั้นในจะถูกถักขึ้นมาจากขนสัตว์แท้เพื่อผิวสัมผัสอันนุ่มนวลนั่นเอง และนอกจากเสื้อแล้วยังมีหมวกไหมพรมอีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจอยากจะลองสั่งมาใส่ดู สามารถเข้าไปเช็ครายละเอียดสต็อกสินค้ากันที่เว็บไซต์ Stonelsland.com กันได้ ส่วนราคาของเสื้อไหมพรมก็เริ่มต้นที่ 1,470 ยูโร (ประมาน 57,000 บาท) ส่วนหมวกไหมพรมที่สามารถเปลี่ยนสีได้เช่นกันนั้นมีราคาเริ่มต้นที่ 220 ยูโร (ประมาน 3,500 บาท)

นวัตกรรมดักจับ CO2 มาแปรสภาพเป็นพลังงานสะอาด รักเรา รักษ์โลก

85218597_85218596-600x338

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1685771808154298

การที่ม้าเล็มหญ้า วัวผายลม คนหายใจเข้าออก รถและโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยควัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องต่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ อย่างที่รู้ๆ กันว่าต้นไม้มีหน้าที่คอยดูดซับก๊าซดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน แต่เมื่อจำนวนต้นไม้และปริมาณควันพิษเริ่มสวนทาง ข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนไดออกไซค์ไปสู่ออกซิเจนจึงเกิดขึ้น จนเราก็เคยคิดเล่นๆ ว่ามันคงจะเป็นประโยชน์มหาศาลถ้ามนุษย์เราสามารถคิดวิธีที่จะดึงเอาก๊าซเสียชนิดนี้มาใช้งาน และแล้ว… มันก็เกิดขึ้นจริง

Climeworks บริษัทพัฒนาด้านพลังงานในสวิสเซอร์แลนด์ได้คิดค้นเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศสำเร็จ ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า DAC (Direct Air Capture) นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์มากักเก็บและแปรสภาพเพื่อใช้ในเชิงอุตสาหกรรม

CW_grafik_05-9e1b0fb9

 

การทำงานของเจ้าเครื่อง DAC เริ่มจากการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลอยอยู่ในอากาศผ่านฟิลเตอร์ จากนั้นก็สกัดเอาก๊าซชนิดนี้ออกจากอากาศโดยให้ความร้อนจนมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 100 องศาเซลเซียส กระบวนการดังกล่าวจะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์บริสุทธิ์ ซึ่งสามารถนำไปเป็นตัวตั้งต้นในการใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ทั้งการเกษตร การเป็นวัตถุดิบในน้ำอัดลม และการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ โดย Climeworks ผลิตถังเก็บกักก๊าซออกมาจำนวน 6 ใบ แต่ละใบมีความสูง 40 ฟุต สามารถดักจับและเก็บก๊าซได้ 35 กิโลกรัมต่อชั่วโมง หรือ 300 เมตริกตันต่อปี ขณะที่ความร้อนส่วนเกินจากกระบวนการทำงานยังนำกลับมาใช้ในกระบวนการได้อีก

ความท้าทายหลังจากนี้ของ Climeworks คือความพยายามในการใช้พลังงานให้ที่น้อยที่สุด รวมถึงคิดค้นวิธีในการดึงเอาพลังงานจากแหล่งความร้อนอื่นๆ ที่เหลือใช้มาบริโภคให้เกิดประโยชน์สูงสุดในนวัตกรรม DAC ของพวกเขา แว่วว่า Climeworks มีแผนจะเปิดสถานี DAC แห่งแรกของโลกในปี 2016 นี้ ซึ่งถ้าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถทำงานได้ตามที่พวกเขาตั้งเป้าไว้ ก็ถือได้ว่ามนุษยชาติได้ก้าวมาสู่ความการพัฒนาขึ้นอีกขั้น แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงความปล่อยปะละเลยและไม่ใยดีกับธรรมชาติจนสมดุลที่เคยมีส่งผลกระทบกับทุกชีวิตบนโลก

แหล่งข้อมูลที่มา : http://www.creativemove.com/design/direct-air-capture/

ตกลงคืออะไร? วิเคราะห์อย่างนักวิทย์ อูมัวมัว วัตถุแรกนอกระบบสุริยะ หรือยานมนุษย์ต่างดาว

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1683465881718224

10 ข่าวเด่นวิทยาศาสตร์โลกที่ทีมข่าวเฉพาะกิจนำเสนอไป 2 ตอนเมื่อต้นเดือน ข่าวในอันดับ 3 มีแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ถามไถ่กันเข้ามามากว่า สถานการณ์ล่าสุด อูมัวมัว วัตถุชิ้นแรกที่มาจากนอกระบบสุริยะ โผล่ให้เห็นเมื่อปีที่แล้วนั้น จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าใกล้ค้นพบมนุษย์ต่างดาวจริงไหมเพื่อคำตอบที่แจ่มแจ้ง รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล กูรูและผู้คร่ำหวอดด้านวิทยาศาสตร์ของไทย ให้ความกระจ่างทุกมุมมองกับทีมข่าวเฉพาะกิจ เพื่อไขข้อข้องใจให้กับแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์

การค้นพบ มั่นใจเกินร้อย คือวัตถุแรกจากนอกระบบสุริยะ

และเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น รศ.ดร.ชัยวัฒน์ จึงขอเริ่มเล่าถึงการค้นพบ “อูมัวมัว” วัตถุแรกสุดจากนอกระบบสุริยะ เมื่อกลางเดือนตุลาคม พ.ศ.2560 ซึ่ง โรเบิร์ต เวริค (Robert Weryk) และคณะนักดาราศาสตร์ ค้นพบจากภาพถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์ Pan – Starrs ที่หอดูดาวฮาลีอาคาลา (Haleakala Observatory) ในฮาวาย สหรัฐอเมริกา

ต่อมาก็ร่วมกับหอดูดาวที่อื่นๆ ด้วย ทั้งข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ในชิลี และกล้องโทรทรรศน์เคกค์ 2 (KECK II) ในฮาวาย เมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนแน่นอน จึงตั้งชื่อเรียกว่า Oumuamua (อูมัวมัว) และลงพิมพ์รายงานในวารสารเนเจอร์ ฉบับวันที่ 20 พ.ย. 2560 จนทำให้คนทั่วโลกที่สนใจตื่นเต้นกันมาก

ที่มาของชื่อ “อูมัวมัว” กว่าจะสรุปได้ ผ่านการวิเคราะห์ทางดาราศาสตร์ 2 ครั้ง

ส่วนที่ชื่อ “อูมัวมัว” เมื่อค้นพบใหม่ๆ และจากการศึกษาเบื้องต้น อูมัวมัวมีสภาพคล้ายกับดาวหาง (Comet) จากนอกระบบสุริยะ จึงตั้งชื่อในตอนแรกเป็น C / 2017 U1 โดย IAU หรือ International Astronomical Union เป็นคล้ายๆ สมาคมนักดาราศาสตร์อาชีวทั่วโลก เป็นผู้กำหนดในการตั้งชื่อสิ่งต่างๆ ที่ค้นพบใหม่ๆ ต่อมาพบว่า อูมัวมัว มีสภาพเป็นดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) มากกว่าดาวหาง จึงได้ตั้งชื่อเรียกใหม่อีกเป็น A / 2017 U1

แต่ต่อมาจากข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นว่าเป็นวัตถุแรกจากนอกระบบสุริยะอย่างแน่นอน จึงถูกกำหนดให้เป็นวัตถุประเภทใหม่ คือ Interstellar Object เป็นวัตถุนอกระบบสุริยะ หรือวัตถุระหว่างดวงดาว มีชื่อย่อเรียกเป็น I อูมัวมัวจึงมีชื่อเรียกตามระบบใหม่ เป็น 1 I คือ วัตถุนอกระบบสุริยะ อันดับ 1 ซึ่งก่อนจะชื่อ “อูมัวมัว“ ก็มีการเสนอชื่อ “Rama“ หรือ “ราม“ จากชื่อยานอวกาศจากต่างดาวในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Rendezvous With Rama ของอาเทอร์ ซี. คลาร์กด้วย

“จากการที่อูมัวมัวเป็นวัตถุแรกสุดจากนอกระบบสุริยะที่เดินทางมาถึงโลก ดั่งเป็น “แนวหน้า“ หรือ “หน่วยสอดแนม“ ก็เป็นแรงกระตุ้นให้ตั้งชื่อของวัตถุแรกสุดจากนอกระบบสุริยะเป็น ”อูมัวมัว” ซึ่งเป็นภาษาฮาวาย แปลว่า “ทหารแนวหน้า“ หรือ “หน่วยสอดแนม“ หรือ “ลูกเสือ“” รศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายความหมาย

เปลือกนอกของอูมัวมัวคืออะไร มีสิ่งใดซ่อนอยู่ใต้รูปร่างที่คล้ายซิการ์

หลังการตีพิมพ์ในวารสาร Nature ปลายเดือน พ.ย.2560 อูมัวมัวเป็นข่าวใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์ แต่ถึงประมาณต้นเดือนธันวาคม อูมัวมัวก็เป็นข่าวใหญ่สำหรับวงการทั่วไปของคนทั่วโลก เมื่อมีกลุ่มนักดาราศาสตร์ ซึ่งมีชื่อของ “สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง” มาแสดงความคิดเห็นว่า อูมัวมัว อาจเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว คือ เอเลี่ยนจากนอกระบบสุริยะ โดยให้เหตุผลว่า รูปร่างของอูมัวมัวยาวประมาณ 400 เมตร คล้ายซิการ์ และส่วนกลางที่โป่ง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง อาจประมาณ 100 เมตร เป็นรูปร่างที่ไม่ปกติธรรมดาของดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อยทั่วไป

“อูมัวมัวที่ค้นพบ ขนาดไม่ใหญ่โตอะไรมากมาย แต่มีรูปร่างแปลกๆ คล้ายเป็นซิการ์ มีความยาว 400 เมตร กว้าง 40 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 100 เมตร และเคลื่อนที่เร็วมาก จากรายงานตีพิมพ์โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ อยู่มหาวิทยาลัยควีน ไอร์แลนด์เหนือ หัวหน้าทีมชื่อ ศ.อแลน ฟิตซิมมอนส์ (Alan Fitzsimmons) จากข้อมูลที่ส่องศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์

ว่าอูมัวมัวมีคุณสมบัติเป็นดาวหางมากกว่า เดินทางมาไกลมาก นานมาก จุดเริ่มจริงๆ ยังไม่ทราบว่ามาจากไหน แต่ทราบแน่ๆ ว่ามาจากนอกระบบสุริยะ เพราะฉะนั้นภาพล่าสุดที่ตีพิมพ์ อูมัวมัวจะมีผิวนอกเป็นนำแข็ง แต่สลายไปแล้วจากการเดินทางมาไกล เปลือกนอกลักษณะแข็ง เพราะสารพวกคาร์บอน ภายในยังเป็นน้ำแข็งอยู่มาก” รศ.ดร.ชัยวัฒน์วิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์

รู้และมั่นใจได้อย่างไรว่า อูมัวมัว มาจากนอกระบบสุริยะจริงๆ?

ข้อมูลยืนยันว่าอูมัวมัวมาจากนอกสุริยะจริงๆ นี้ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายว่า เหตุที่อูมัวมัวได้รับการกำหนดให้เป็นวัตถุจากนอกระบบสุริยะแรกสุดนั้น เป็นเพราะ 1.ความเร็วของอูมัวมัว เคลื่อนที่สูงมากเกินกว่าที่จะมีจุดกำเนิดในระบบสุริยะ เร็วกว่าบรรดาวัตถุจำพวกดาวหางและดาวเคราะห์น้อยที่มีอยู่ในระบบสุริยะ และ 2.วิถีการเคลื่อนโคจรของอูมัวมัวเป็นแบบไฮเปอร์โบลา ซึ่งหมายความว่าจุดเริ่มต้นมาจากนอกระบบสุริยะ และจะไม่กลับมา แต่อยู่กับระบบสุริยะไปอีกนานประมาณ 2 หมื่นปี ไม่ใช่แบบวงกลม หรือวงรี เช่น ดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะ

“วัตถุแบบอูมัวมัวอาจจะมีมากในระบบสุริยะ แต่เราตรวจจับไม่ได้มาก่อน เพราะเทคโนโลยียังไม่ดีพอ เมื่อเจอชิ้นนี้เป็นครั้งแรก ก็ทำให้คนทั่วโลกตื่นเต้นกันมาก ว่าต่อไปจะมีการตรวจจับได้มากขึ้น เพราะเทคโนโลยีด้านกล้องโทรทรรศน์มันดีขึ้นเรื่อยๆ พอจับได้ก็ทำให้มั่นใจว่าต่อจากนี้จะมีการค้นพบวัตถุจากนอกระบบสุริยะแบบอูมัวมัวมากขึ้น ซึ่งการค้นพบครั้งนี้นับว่าเป็นข่าวดี การทำการศึกษาครั้งนี้ก็เป็นการซ้อมมือ และเตรียมตัวในครั้งต่อๆ ไป”

อูมัวมัวมันคืออะไรกันแน่ วัตถุธรรมดา หรือ ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว

กับปัญหาคาใจของแฟนไทยรัฐออนไลน์ดังกล่าว และจากข้อมูลของโครงการ Breakthrongh Listen นำทีมโดย สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ดังของโลกชาวอังกฤษ นักฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่ของกรีนแบงก์ (Green Bank Telescope) สำรวจอูมัวมัวเมื่อกลางเดือน ธ.ค.2560 เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงว่าอูมัวมัวเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงนอกระบบสุริยะ ถ้ามีก็อาจมีการใช้สัญญาณคล้ายวิทยุในการสื่อสารกัน โดยได้ตรวจจับสัญญาณสื่อสารที่ไม่เป็นธรรมชาติ ผลตรวจสอบไม่พบสัญญาณชวนสงสัย

“ตามความเชื่อของฮอว์กกิ้ง เขาบอกว่า ถ้ามนุษย์ต่างดาวรู้ว่าเราอยู่ที่นี่ มนุษย์ต่างดาวจะมาอย่างไม่เป็นมิตร จะมายึดโลก ถ้าเขามาหาเราได้ จะก้าวหน้าและเก่งกว่าเราเยอะ แต่นั่นเป็นความคิดของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง บางกลุ่มก็ค้านว่าจะมาอย่างมิตร แต่สำหรับผม ผมเชื่อว่าน่าจะมาอย่างเป็นมิตรมากกว่า

ในเชิงวิทยาศาสตร์ ถ้ามนุษย์ต่างดาวจะสร้างยานอวกาศมาหาเรา หรือแม้แต่เราจะสร้างยานอวกาศไปหามนุษย์ต่างดาว รูปร่างแบบที่น่าจะเหมาะที่สุดแบบหนึ่งในการสร้างยานอวกาศก็จะเป็นรูปร่างแบบซิการ์ของอูมัวมัว เพราะจะลดความเสียดทาน ทำให้เดินทางได้เร็ว

ถ้าอูมัวมัว เป็นยานอวกาศจากมนุษย์ต่างดาวจริง วิธีการสื่อสาร เทคโนโลยีที่เขาใช้ อาจจะแตกต่างกันมากกับที่โลกเราใช้ ผมจึงไม่ประหลาดใจที่ตรวจไม่พบสัญญาณการสื่อสารใดๆ ในอูมัวมัว แต่ในวงการวิทยาศาสตร์​ก็ยังไม่หยุด และยังติดตามสำรวจ ศึกษาอูมัวมัวต่อไป”

ใกล้พบมนุษย์ต่างดาวจริงหรือ วงการนาซาจะทำอย่างไรต่อไปกับ “อูมัวมัว”

เป็นไปได้หรือไม่ หากส่งยานอวกาศไปสำรวจอูมัวมัว กับคำถามนี้ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ นิ่งคิดสักพัก และแสดงทรรศนะอย่างเป็นเหตุและผลต่อว่า น่าคิด เพราะมนุษย์เราก็เก่ง เมื่อปี ค.ศ.1986 มนุษย์นี่แหละส่งยานอวกาศไป 5 ลำ ไปเยือนดาวหางแฮร์รี่ สำหรับการคิดส่งยานอวกาศไปสำรวจอูมัวมัว ได้มีการศึกษาและตั้งชื่อโครงการหนึ่งว่า “โครงการไลรา” (Project Lyra) โดยไลรา คือชื่อของกลุ่มดาวพิณ แต่มีปัญหาเยอะ

“ต้องสร้างยานอวกาศที่มีเทคนิคเยอะ ต้องวางแผนอย่างดี เมื่อไปถึงแล้วจะทำอย่างไรจึงจะศึกษามันได้ ปัญหาคืออูมัวมัว เคลื่อนที่เร็วมาก ช้าไปก็ไล่ไม่ทัน หากคิดจะส่งยานอวกาศไปดักแถวดาวพฤหัสบดีก็ได้ หากยานอวกาศสามารถไปลงจอดอูมัวมัวได้ก็จะดี ตอนนี้กำลังมีการเตรียมการศึกษา

แต่ก็มีคำเตือนจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ และคนที่เชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวว่า มนุษย์ต่างดาว ถ้ามาถึงโลกจะมาอย่างศัตรู เพราะการที่เราส่งสัญญาณวิทยุไปสำรวจเขา เราอาจไปบุกรุกเขาแล้วก็ได้ ถ้ามีมนุษย์ต่างดาวอยู่ หรือเขาก็อาจจะศึกษาเราอยู่ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ต้องติดตามกันต่อ ผมเองก็กำลังติดตามเรื่องนี้ครับ”

อูมัวมัวอยู่ในอวกาศมานาน อาจเป็นพันล้านปีมาแล้ว เคยเข้ามาใกล้โลกมากที่สุดเมื่อ 14 ต.ค. 60 อยู่ห่างจากโลก 24 ล้าน กม. เดินทางผ่านวิถีโคจรของดาวอังคารวันที่ 1 พ.ย. 2560 จะผ่านวิถีโคจรของดาวพฤหัสบดี เดือน พ.ค.2561 และจะเดินทางออกนอกระบบสุริยะในอีกประมาณ 2 หมื่นปี หากอูมัวมัวชนโลก ก็จะสร้างหายนะครั้งใหญ่ และอูมัวมัวจะเป็นยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวหรือไม่ ต้องรอลุ้นติดตามกันต่อไป.