นักวิจัยพิสูจน์ “ฟันไดโนเสาร์ที-เร็กซ์” แข็งแรงจนสามารถบดขยี้กระดูกแหลกละเอียด

รายงานของคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยรัฐฟลอริด้า ร่วมกับมหาวิทยาลัยรัฐโอกลาโฮม่า ที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Scientific Reports ระบุว่า แรงบดเคี้ยวจากกรามและฟันที่แหลมคมของเจ้าไดโนเสาร์ “Tyrannosaurus Rex” นั้นมีน้ำหนักกว่า 3,600 กิโลกรัม ซึ่งพอๆ กับน้ำหนักของรถยนต์สามคัน และมากกว่าแรงกัดของจระเข้ในปัจจุบันราวสองเท่า

ซึ่งหมายความว่า ไดโนเสาร์พันธุ์นี้สามารถบดเคี้ยวกระดูกให้แตกละเอียดเหมือนถูกอัดด้วยแรงระเบิดได้เลยทีเดียว

โดยลักษณะการใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารนี้ ปกติแล้วไม่พบในสัตว์เลื้อยคลานปัจจุบัน แต่จะพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินเนื้อ เช่น หมาป่าและไฮยีน่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Paul Gignac แห่งศูนย์วิทยาศาสตร์ของ Oklahoma State University บอกว่า “ด้วยความแข็งแรงของกรามและความแหลมคมของฟันของเจ้า T-Rex ช่วยให้มันสามารถกัดแทะโครงกระดูกขนาดใหญ่ของไดโนเสาร์กินพืชตัวใหญ่ อย่างไททาโนซอรัส หรือ ฮาโดรซอริด ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุและไขกระดูกได้ ขณะที่ไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กทำไม่ได้”

เพื่อหาข้อสรุปเรื่องนี้ นักวิจัยได้ตรวจสอบกล้ามเนื้อบริเวณกรามและแรงกดของฟันของจระเข้ในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าใกล้เคียงกับของไดโนเสาร์ นอกจากนี้ยังตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของนก ที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดเดียวกับไดโนเสาร์ด้วย

ศาสตราจารย์ Gregory Erickson แห่งภาควิชาชีววิทยา Florida State University กล่าวว่า “การมีแรงกดจากฟันในระดับสูงนั้น มิได้หมายความว่าสัตว์ชนิดนั้นจะสามารถบดขยี้กระดูกให้แหลกได้ ซึ่งก็คล้ายกับการมีเครื่องยนต์ 600 แรงม้ามิได้หมายความว่ารถคันนั้นจะวิ่งได้เร็วเสมอไป”

“แต่สิ่งที่ทำให้ฟันของ T-Rex มีความพิเศษ คือพลังมหาศาลที่มาจากการบดเคี้ยว ซึ่งมาจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งขนาดร่างกายที่ใหญ่โตมหึมา รวมทั้งลักษณะของฟัน ที่แต่ละซี่นั้นนอกจากจะแหลมคมและเป็นทรงกรวยแล้ว ยังยาวถึง 7 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีรากฟันที่แข็งแรง ซึ่งสามารถงอกขึ้นมาใหม่ทดแทนฟันซี่เดิมทุกๆ สองปี”

และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Tyrannosaurus Rex ได้ชื่อว่าเป็น King of Dinosaur หรือราชันแห่งไดโนเสาร์ทั้งมวล

อ้างอิง:http://www.voathai.com/a/t-rex-teeth/3860999.html

Mikoyan MiG-31’ เขี้ยวเล็บแห่งพญาหมีขาว บินด้วยความเร็วสูงในระดับเพดานบินต่ำได้ นี่คือสเปกของมัน

“Mikoyan MiG-31” เครื่องบินขับไล่ความเร็วสูง ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท Mikoyan ตั้งแต่ปี 1975 และได้เข้าประจำการในกองทัพโซเวียตจนมาถึงกองทัพรัสเซียในปัจจุบัน ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องบินขับไล่ที่เร็วที่สุดในโลกที่ยังใช้ประจำการในกองทัพในปัจจุบัน

IMG_2618
SHUTTER STOCK
Mikoyan MiG-31 ใช้เครื่องยนต์ระบบเทอร์โบแฟนแบบ Soloviev D-30F6 จำนวน 2 ตัว สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่มัค 2.83 (3,000 กม./ชม.) หลังจากการสันดาป และมัค 2.35 (1,500 กม./ชม.) โดยไม่ต้องสันดาปเครื่องยนต์ พิสัยทำการรบ 3,000 กม. ตัวเครื่องพื้นฐานนั้นติดตั้งระบบอาวุธเช่น ปืนกลอากาศ GSh-6-23 ขนาด 23 มม. มีจุด Hardpoint ทั้งหมด 4 จุดเพื่อใช้ในการติดตั้งขีปนาวุธต่างๆ

“Mikoyan MiG-31” เครื่องบินขับไล่ความเร็วสูง ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท Mikoyan ตั้งแต่ปี 1975 และได้เข้าประจำการในกองทัพโซเวียตจนมาถึงกองทัพรัสเซียในปัจจุบัน ได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องบินขับไล่ที่เร็วที่สุดในโลกที่ยังใช้ประจำการในกองทัพในปัจจุบัน
SHUTTER STOCK
Mikoyan MiG-31 ใช้เครื่องยนต์ระบบเทอร์โบแฟนแบบ Soloviev D-30F6 จำนวน 2 ตัว สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่มัค 2.83 (3,000 กม./ชม.) หลังจากการสันดาป และมัค 2.35 (1,500 กม./ชม.) โดยไม่ต้องสันดาปเครื่องยนต์ พิสัยทำการรบ 3,000 กม. ตัวเครื่องพื้นฐานนั้นติดตั้งระบบอาวุธเช่น ปืนกลอากาศ GSh-6-23 ขนาด 23 มม. มีจุด Hardpoint ทั้งหมด 4 จุดเพื่อใช้ในการติดตั้งขีปนาวุธต่างๆ

IMG_2619
SHUTTER STOCK
Mikoyan MiG-31 มีข้อดีที่ถือว่าเป็นอาวุธลับของมันก็คือการที่สามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงได้แม้จะอยู่ในระดับเพดานบินที่ต่ำ และปัจจุบันได้ถูกพัฒนาให้ทันสมัยมากกว่าเดิม โดยทำการติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปเพิ่มเติมเพื่อสามารถใช้จรวดรุ่นใหม่ๆ ได้และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเรดาห์ให้สามารถตรวจจับเป้าหมายได้จากระยะที่ไกลขึ้นกว่าเดิม ในขณะนี้มีประจำการอยู่ในกองทัพรัสเซียร่วม 130 ลำ

เรียบเรียง: SpokeDark.TV

มันเปลี่ยนได้!! เยอรมนีเปลี่ยนเหมืองถ่านหินเก่าแก่ ให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ทำได้ไง? ดู

เยอรมนีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการพัฒนาใช้พลังงานทดแทนมาโดยตลอด จนสามารถใช้พลังงานทดแทนผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 33% ในปี 2015 ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนเยอรมนีกำลังสร้างเสียงฮือฮาในด้านการสร้างพลังงานทดแทนอีกครั้ง กับการเปลี่ยนเหมืองถ่านหินอายุกว่า 180 ปี สู่แหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้กว่า 400,000 ครัวเรือน!IMG_2617

Bergwerk Prosper-Haniel คือเหมืองถ่านหินเก่าที่ตั้งอยู่ในรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน ของประเทศเยอรมนี เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1863 ก่อนจะหยุดกระบวนการผลิตถ่านหินอย่างเป็นทางการในปี 2018 แต่การปิดเหมืองให้ทิ้งร้างไปเฉยๆ คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร รวมถึงคนงานอีกหลายชีวิตก็คงจะต้องตกงานเช่นกัน รัฐบาลเยอรมนีจึงเปลี่ยนเหมืองถ่านหินเก่า ให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน ด้วยการปล่อยน้ำจากแหล่งกักเก็บในบริเวณใกล้เคียง ลงไปยังเหมืองถ่านหินที่อยู่ลึกลงไปจากพื้นดิน 1,200 เมตร กังหันที่อยู่ภายในจะทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้า จากการไหลเวียนของกระแสน้ำ ตลอดระยะทางกว่า 26 กิโลเมตร ช่วยให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึง 200 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 400,000 ครัวเรือน เลยทีเดียว

IMG_2616

ทั้งนี้น้ำที่ถูกปล่อยลงไปในเหมืองจะถูกสูบกลับขึ้นมาอีกครั้ง หลังการผลิตไฟฟ้าเสร็จสิ้น และเมื่อต้องการผลิตไฟฟ้ารอบใหม่น้ำก็จะถูกปล่อยลงไป เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในรูปแบบของพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของเหมืองถ่านหิน ยังได้ติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานทดแทนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกังหันลม, แผงโซลาร์เซลล์ สำหรับผลิตพลังงานจากลม และจากแสงอาทิตย์อีกด้วย

เหมืองถ่านหิน Bergwerk Prosper-Haniel ถือเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนเหมืองถ่านหินเก่า สู่แหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน ที่สามารถผลิตพลังงานได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งทางรัฐบาลเยอรมนีหวังใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตกระแสไฟฟ้าหลักของประเทศให้ได้ร้อยละ 80% ภายในปี 2050
UNI-DUE.DE
เรียบเรียง : SpokeDark.TV

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทัลลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร.รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทัลลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

นาซา พบระบบสุริยะใหม่ TRAPPIST-1 มีดาวเคราะห์ 7 ดวง อาจมีสิ่งมีชีวิต

นาซ่า

          เปิดก้าวสำคัญของมวลมนุษยชาติ นาซา ค้นพบระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวง และดาวเคราะห์ 7 ดวง โดยในจำนวนนี้ 3 ดวง มีโซนที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ได้จัดงานแถลงข่าว ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ เปิดเผยรายงานค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลก จำนวนทั้งหมด 7 ดวง โคจรรอบดาวฤษ์ 1 ดวง (ลักษณะคล้ายกับระบบสุริยะที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้) โดยอยู่ห่างจากโลกออกไป 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตร ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

ระบบสุริยะใหม่

ระบบดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ซึ่งมาจากชื่อของกล้องโทรทรรศน์ The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ในประเทศชิลี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2559 นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ชื่อของ TRAPPIST ประกาศเรื่องการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 3 ดวง ก่อนจะมีการยืนยัน การมีอยู่แค่ 2 ใน 3 และหลังจากนั้นได้ค้นพบเพิ่มอีก 5 ดวง รวมทั้งหมดเป็น 7 ดวง โดยแต่ละดวงให้ใช้ชื่อไล่ไปตั้งแต่  TRAPPIST-1b, TRAPPIST-1c…, TRAPPIST-1h โดยในจำนวนทั้งหมด 7 ดวงนี้ มี 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต หรือมีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัย พอที่จะมีน้ำเป็นของเหลวอยู่ได้

โธมัส เซอร์บูเชน รองผู้บริหารกรมภารกิจวิทยาศาสตร์ ของนาซา ในกรุงวอชิงตันเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ใกล้ความจริงเกี่ยวกับปริศนาเรื่องการค้นพบสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้นอกโลกของเรา เริ่มตอบคำถามที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกของเราหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นจำนวนมาก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนมากที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุขนาดของดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ได้ครบทั้ง 7 ดวงแล้ว รวมทั้งสามารถคำนวณมวลและความหนาแน่นของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้ถึง 6 ดวง ซึ่งจากการวิเคราะห์แล้วคาดว่าเป็นดาวเคราะห์ลักษณะเดียวกับโลก

ระบบสุริยะใหม่

สำหรับดาวฤกษ์ในระบบ TRAPPIST-1 นี้ จัดเป็นดาวประเภทดาวแคระเย็นจัด (ultra-cool dwarf) ซึ่งแตกต่างจากดวงอาทิตย์ ด้วยความเย็นจัดนี้ ทำให้น้ำเหลวสามารถคงอยู่บนดาวเคราะห์ได้ แม้ว่าจะอยู่ใกล้มาก ซึ่งดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ทั้ง 7 ดวง ล้วนอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ดวงนี้มากกว่า ดาวพุธ ที่เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะเสียอีก นอกจากนี้ดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบ TRAPPIST-1 ก็อยู่ใกล้กันมาก เทียบว่า หากยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ก็สามารถมองเห็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงอื่น ได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะเดียวกับที่เรามองเห็นดวงจันทร์จากโลก แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์และสามารถมองเห็นไปจนถึงพื้นผิวทางธรณีวิทยา หรือเมฆบนชั้นบรรยากาศของดวงเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้เลยทีเดียว

ระบบสุริยะใหม่

ด้วยระยะห่างที่ดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากเช่นนี้ ส่งผลให้อาจเกิดสภาวะ ดาวเคราะห์หันหน้าด้านเดียวไปหาดาวฤกษ์เสมอ นั่นหมายความว่า ด้านหนึ่งของดาวเคราะห์จะเผชิญกับแสงของดาวฤกษ์ตลอดเวลา เป็นกลางวันที่ไม่มีวันมืด ขณะเดียวกันอีกด้านก็จะไม่มีโอกาสได้เผชิญกับแสง เป็นกลางคืนที่มืดมิดตลอดเวลา รวมไปถึงสภาพอากาศอาจจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยหลังจากการค้นพบครังสำคัญนี้ ทางทีมนักวิทยาศาสตร์เตรียมการติดตามผล ในการศึกษาและสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 รวมทั้งประเมินผลของดาวเคราะห์ 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงโอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวเหล่านี้ต่อไป

ระบบสุริยะใหม่
ภาพสมมุติ : หากเรายืนอยู่บนดาวเคราะห์ TRAPPIST-1f

และเนื่องในวันสำคัญแห่งการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเช่นนี้ ทาง Google ก็ได้เปลี่ยนโลโก้ doodle ฉลองให้กับการค้นพบครั้งนี้ด้วย โดยทำออกมาเป็นภาพแอนิเมชั่นตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ เป็นรูปโลกและมีกล้องโทรทรรศน์ ส่องออกไปพบกับระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ที่ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวงที่เป็นศูนย์กลางของระบบ และดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารอีก 7 ดวง

พบหลักฐานของดาวเคราะห์ในวงแหวนดาวฤกษ์

เมื่อ 17 ปีก่อน นักดาราศาสตร์ได้สำรวจดาว HD 141569A ด้วยดาวเทียมไอราส พบว่าดาวดวงนี้มีการแผ่รังสีอินฟราเรดมากผิดปรกติ คาดกันว่ารังสีอินฟราเรดส่วนเกินนี้เกิดจากฝุ่นก๊าซในจานพอกพูนมวล (accreation disc) ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบในการสร้างดาวเคราะห์ล้อมรอบดาวอยู่ ดังนั้นดาวดวงนี้จึงเป็นที่คาดหมายว่าน่าจะมีดาวเคราะห์เป็นบริวารอยู่ด้วยนับแต่นั้นมา 

ต่อมาในปี 2542 กล้องนิกมอสที่ติดอยู่บนกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ได้ถ่ายภาพดาว HD 141569A อีกครั้ง และพบว่าดาวดวงนี้มีวงแหวนล้อมรอบ วงแหวนแบ่งออกเป็นสองชั้นโดยมีแถบมืดอยู่ระหว่างกลางคล้ายกับวงแหวนดาวเสาร์ นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าแถบสีดำนี้เป็นบริเวณที่ฝุ่นเบาบางกว่าส่วนอื่น เนื่องจากเป็นทางผ่านของดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ในวงแหวน 

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2545 กล้องเอซีเอสบนกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้ถ่ายภาพดาวดวงนี้อีกครั้งซึ่งเป็นปฏิบัติการในโครงการสำรวจจานล้อมรอบดาวลำดับหลัก ภาพใหม่ที่ได้แสดงวงแหวนสองชั้นดังที่เคยถ่ายได้ เป็นการยืนยันหลักฐานเดิมว่าดาวฤกษ์ดวงนี้อาจมีดาวเคราะห์เป็นบริวารอยู่จริง 

นอกจากกล้องเอซีเอสจะถ่ายภาพวงแหวนสองชั้นได้แล้วยังพบลวดลายรูปเกลียวบนวงแหวนนั้นด้วย และมีแขนสองแขนเหยียดยาวออกไปคล้ายกับดาราจักรแบบก้นหอย แขนข้างหนึ่งเหยียดไปทางดาวคู่คู่หนึ่ง ชื่อ HD 141569BC ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่าดาวทั้งสามดวงนี้เป็นระบบดาวเดียวกัน นอกจากนี้นักดาราศาสตร์ยังพบว่าดาว HD 141569A ไม่ได้อยู่ตำแหน่งศูนย์กลางของวงแหวนพอดี แต่เยื้องศูนย์ไปประมาณ 25 หน่วยดาราศาสตร์ มาร์ก แคลมพิน จากสถาบันกล้องโทรทรรศน์อวกาศเชื่อว่าโครงสร้างที่แปลกประหลาดบนวงแหวนรวมทั้งการเยื้องศูนย์เกิดขึ้นจากอันตรกิริยาที่เกิดจากดาวคู่มากกว่าที่จะเกิดจากดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ 

อีกหลักฐานหนึ่งที่สนับสนุนว่าดาวดวงนี้มีดาวเคราะห์โคจรรอบอยู่คือ ภาพถ่ายในย่านความถี่อินฟราเรด ซึ่งแสดงว่าที่ระยะห่างจากดาวฤกษ์ 4.5 พันล้านกิโลเมตรภายในดาวมีฝุ่นจางกว่าส่วนอื่น ซึ่งอาจเกิดจากดาวเคราะห์ที่โคจรที่ระยะนี้ได้กวาดเอาฝุ่นไป

ดาวเบเทลจุสเคยเป็นดาวคู่

ดาวเบเทลจุส หรือดาวแอลฟานายพราน เป็นดาวที่เป็นที่รู้จักกันดีมากที่สุดดวงหนึ่งบนท้องฟ้า มีความน่าสนใจหลายด้าน เป็นดาวที่สว่างเป็นอันดับ 10 บนท้องฟ้า มีสีแดงโดดเด่นสะดุดตา ในมุมมองของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ดาวดวงนี้โดดเด่นเพราะเป็นดาวประเภทที่เรียกว่าดาวยักษ์ใหญ่แดง (red supergiant) ซึ่งเกือบเป็นระยะสุดท้ายของวงจรชีวิตของดาวฤกษ์ เป็นดาวที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของดาวที่พร้อมจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาในเร็ว ๆ นี้ แต่หลายคนก็จดจำดาวดวงนี้ได้จากชื่อที่แปลกหูอ่านยาก

นอกจากชื่อจะแปลกเรียกยากแล้ว พฤติกรรมบางอย่างก็ยังแปลกอีกด้วย 

นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสติน นำโดย เจ. เคร็ก วีเลอร์ พบว่า ดาวยักษ์ใหญ่ดวงนี้หมุนรอบตัวเองเร็วมาก มีความเร็วที่เส้นศูนย์สูตรถึง 15 กิโลเมตรต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าที่ควรจะเป็นถึง 150 เท่า

วีเลอร์อธิบายว่า เมื่อดาวฤกษ์ขยายใหญ่ขึ้นเป็นดาวยักษ์แดง จะหมุนรอบตัวเองช้าลงตามหลักของการสงวนโมเมนตัม ทำนองเดียวกับที่นักสเก็ตน้ำแข็งที่หมุนรอบตัวเองช้าลงเมื่อเหยียดแขนกางออก

แล้วเหตุใดเบเทลจุสไม่เป็นเช่นนั้น?

ในการหาคำอธิบาย วีเลอร์ตั้งทฤษฎีว่า เบเทลจุสอาจไม่ใช่ดาวฤกษ์เดี่ยวตั้งแต่ต้น แต่เคยมีดาวสหายดวงหนึ่งโคจรรอบดาวเบเทลจุสด้วยรัศมีวงโคจรใกล้เคียงกับรัศมีของดาวเบเทลจุสในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อดาวเบเทลจุสขยายขนาดขึ้นเป็นดาวยักษ์แดง ก็กลืนดาวสหายนี้ไป

“เมื่อดาวสหายถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของดาวเบเทลจุสแล้ว จะถ่ายเทโมเมนตัมเชิงมุมจากการโคจรเดิมของดาวไปยังเนื้อดาวชั้นนอกของดาวเบเทลจุส ทำให้ดาวเบเทลจุสหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น” วีเลอร์อธิบาย

วีเลอร์ประเมินว่า ดาวสหายของดาวเบเทลจุสน่าจะมีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์จึงจะเพียงพอที่จะทำให้ดาวมีความเร็วในการหมุนรอบตัวเองดังที่เป็นในปัจจุบันนี้ได้

ทฤษฎีนี้มีหลักฐานสนับสนุน การกลืนดาวสหายของดาวเบเทลจุสไม่ใช่กระบวนการเงียบ ๆ ไร้ร่องรอย อันตรกิริยาระหว่างดาวฤกษ์ทั้งสองทำให้ดาวเบเทลจุสพ่นสสารจำนวนหนึ่งออกสู่อวกาศ หากทราบความเร็วของสสารที่พ่นออกมาจากดาวเบเทลจุส นักดาราศาสตร์ย่อมคำนวณได้ว่าก้อนสสารที่พ่นออกมานั้นอยู่ห่างจากดาวเท่าใดในปัจจุบัน

ย้อนหลังไปในปี 2555 นักดาราศาสตร์จากเบลเยียมคนหนึ่งได้ศึกษาดาวเบเทลจุสโดยถ่ายภาพในย่านความถี่อินฟราเรดด้วยกล้องเฮอร์เชล ภาพถ่ายแสดงสิ่งที่คล้ายกำแพงโค้งที่ด้านหนึ่งของดาวเบเทลจุส นักดาราศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานไปต่าง ๆ นานาถึงที่มาของสิ่งนั้น บ้างอธิบายว่ากำแพงนั้นคือคลื่นกระแทกโค้ง (bow shock) ที่เกิดขึ้นจากบรรยากาศของดาวเบเทลจุสผลักดันสสารระหว่างดาวขณะที่ดาวเคลื่อนที่ไปในอวกาศรอบดาราจักร แต่วีเลอร์มองว่า กำแพงนี้เป็นผลจากความอลหม่านบางอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อราว 100,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นเวลาที่ดาวเบเทลจุสกำลังขยายขนาดเป็นดาวยักษ์ใหญ่แดง ซึ่งก็อาจจะเป็นการกลืนดาวนั่นเอง

นับว่าทฤษฎีกลืนดาวของวีเลอร์อธิบายได้ทั้งสาเหตุของอัตราการหมุนรอบตัวเองที่เร็วผิดปกติและที่มาของกำแพงแก๊สข้างดาวเบเทลจุส

ที่มา:

วอลโว่เอาใจจนท.เก็บขยะ พัฒนารถไฮเทคไร้คนขับ

บริษัทวอลโว่ร่วมมือกับรีโนวา บริษัทสวีเดนที่ดำเนินงานจัดการกับขยะ พัฒนารถเก็บขยะไร้คนขับที่สามารถขับเคลื่อนตัวเองด้วยระบบเซ็นเซอร์

วันนี้ (20 พ.ค. 60) บริษัทวอลโว่ประกาศร่วมมือกับรีโนวา บริษัทสวีเดนที่ดำเนินงานจัดการกับขยะ ในการพัฒนารถเก็บขยะรุ่นใหม่แห่งอนาคต โดยตัวรถสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองผ่านระบบเซ็นเซอร์ และจีพีเอสในการตรวจดูเส้นทาง ซึ่งเมื่อเดินทางไปยังจุดที่ต้องเก็บขยะระบบจะบังคับให้รถคันดังกล่าวหยุด เจ้าหน้าที่จะลงมาเข็นขยะตามบ้านเรือนมายังรถเพื่อให้รถคีบถังขยะเททิ้งลงในถังรวม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นระบบออโต้เมติกที่ใช้งานง่ายเพียงแค่กดปุ่มเท่านั้น จากนั้นรถจะเคลื่อนไปยังจุดเก็บขยะจุดต่อไปเรื่อยๆ

ขณะที่ผู้คนที่สงสัยว่ารถยนต์อัจฉริยะจะสามารถควบคุมและวิ่งเข้าออกได้เหมือนรถยนต์ที่ใช้คนขับหรือไม่ ทางคลิปวิดีโอไพลอทที่วอลโว่จัดทำขึ้นแสดงให้เห็นว่ารถเก็บขยะของพวกเขานั้นสามารถถอยหลังจอดได้ตามปกติด้วยระบบเซ็นเซอร์และกล้องแบบ 360 องศา นอกจากนี้ยังสามารถเบรกกระทันหันเมื่อมีอุปสรรคขวางทางได้อีกด้วย

บริษัทวอลโว่คาดหวังว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะมีส่วนช่วยลดความเครียดจากการทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่เก็บขยะ นอกจากนี้ ด้วยระบบการวิ่งที่คงที่ยังช่วยประหยัดพลังงานและลดมลพิษที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ทั้งนี้ โปรเจคดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดลองซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ แม้ว่าความสำเร็จในฐานะรถอัจฉริยะที่สามารถใช้งานได้จริงอาจยังดูห่างไกล เพราะสถานการณ์ขับรถบนถนนจริงๆนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อนและสิ่งที่คาดไม่ถึง แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ก็นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับวอลโว่และสนามรถยนต์ไร้คนขับที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่อย่างดุเดือดในปัจจุบันเพื่อปฏิวัติการจราจรในอนาคต

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=138272&t=news

ซูเปอร์มาร์เก็ตฝรั่งเศสใช้แอปฯพิสูจน์ความสดอาหาร

ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสมีวิธีให้ลูกค้าพิสูจน์ความสดได้ด้วยตัวเอง จากแอปพลิเคชั่น ด้วยการติดโค้ดไว้ข้างห่อ

วันนี้(18พ.ค.60)ซูปเปอร์มาร์เก็ต U ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ใช้วิธีการทันสมัยมาให้ลูกค้าได้พิสูจน์ความสดของอาหารสด ด้วยการติดป้าย  Snapcode ไว้ด้านข้างแผงปลา  เพื่อเอาไว้ให้ลูกค้าที่ใช้แอพพลิเคชั่น Snapchat ได้สแกนดูที่มาของปลาสดบนแผง ตั้งแต่ขั้นตอนการจับปลา จนกระทั่งขนส่งมาสู่แผงขายปลาในซูเปอร์มาร์เก็ต

สำหรับวิธีการสร้างสรรให้ลูกค้าเห็นภาพกระบวนการดังกล่าวได้ ก็โดยวิธีการให้ชาวประมงและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งหมดที่ทำให้ได้ปลาสดมาวางอยู่บนแผง สวมแว่นตาไฮเทค Snapchat Spectacles ขณะทำงาน ทำให้ได้คลิปภาพที่บอกเล่าที่มาของความสดของปลาแต่ละตัวที่ลูกค้ากำลังจะหยิบลงตระกร้า ถือเป็นไอเดียสร้างสรรที่แปลกใหม่อีกวิธีหนึ่ง โดยนำวิธีที่ทันสมัยคือเทคโนโลยีด้านไอที มาปรับใช้

Untitled-1.jpg

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=138162&t=news

Home HOT HITS ยุคใหม่ของ Windows เป็นมิตรกับ iOS และ Android

เป็นที่ทราบดีว่า Microsoft มีช่วงเวลาที่ไม่ดีนักในตลาดสมาร์ทโฟน เมื่อ Windows Phone กลายเป็นผู้พ่ายแพ้และอาจต้องถอยร่น ค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลา แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทิศทางใหม่ของ Microsoft ที่มีต่อ Windows ไม่ใช่การดิ้นรนพัฒนาระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนเพื่อสู้รบกับ iOS และ Android แต่เป็นการผูกมิตรกับทั้งสองระบบปฏิบัติการ เชื่องโยงการทำงานร่วมกันเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับบริการที่ดีที่สุดจาก Microsoft

IMG_3315

แนวคิดของ Satya Nadella ซีอีโอ Microsoft ประกาศผ่านงาน Build 2017 งานประชุมนักพัฒนาประจำปี คาดการณ์ถึงการใช้งานอุปกรณ์ในตัวบุคคลที่เฉลี่ยแล้วอาจใช้งานมากถึง 6 อุปกรณ์ ซึ่ง Microsoft ยอมรับว่าน้อยคนที่จะใช้ Windows ดังนั้นทิศทางหลังจากนี้จะเป็นการสนับสนุนประสบการณ์ด้วยบริการต่างๆ ในอุปกรณ์ iOS และ Android ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การประกาศอัพเดทครั้งใหญ่ Windows 10 รอบถัดไป ภายใต้ชื่ออัพเดทเดิม “Creators Update” ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (Fall) หรือตั้งแต่เดือนกันยายนปีนี้เป็นต้นไป ตอกย้ำแนวคิดของซีอีโอ Microsoft ด้วยการแนะนำฟีเจอร์ใหม่ที่สามารถเชื่อมโยง Windows เข้ากับ iOS และ Android ได้ ซึ่ง Microsoft ยอมรับอีกเช่นกันว่าการดำเนินแนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจาก macOS ของ Apple แต่สิ่งที่ Microsoft กำลังพยายามในตอนนี้ไม่ได้ต้องการล็อคหรือควบคุมผู้ใช้ให้ได้ประโยชน์ภายใต้ ecosystem ของตัวเอง ซึ่งแตกต่างไปจาก Apple

ฟีเจอร์ “Timeline” คุณลักษณะใหม่ใน Windows 10 “Creators Update” ตัวช่วยใหม่ที่ให้ผู้ใช้สามารถทำงานใน Windows และไปทำงานต่อในอุปกรณ์เคลื่อนที่อื่นๆ ได้แบบต่อเนื่อง หากขยายความให้มากขึ้นฟีเจอร์ Timeline จะจดจำไฟล์, แอพพลิเคชั่น รวมไปถึงเว็บไซต์ต่างๆ ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้บน Windows ทำให้เราสามารถเปิดใช้งานต่างๆ ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ได้บน iOS และ Android

IMG_3316

Timeline ฟีเจอร์ล่าสุดใน Windows 10 “Creators Update”

“Pick Up Where You Left Off” เป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะใหม่ที่ไม่ว่าผู้ใช้จะทำงานใดบนคอมพิวเตอร์พีซีที่เป็น Windows เช่น การแก้ไขเอกสาร Word ระบบจะจดจำการแก้ไขเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสานต่อการทำงานได้บนอุปกรณ์พกพา คล้ายกับฟีเจอร์ Handoff ของ Apple นอกจากนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Cortana ได้ด้วย

“Cloud-powered Clipboard” อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคัดลอกคอนเทนต์ต่างๆ จากบน Windows และนำไปวางลงใน iPhone และสมาร์ทโฟน Android ได้

IMG_3317

“Cloud-powered Clipboard” อีกหนึ่งฟีเจอร์ใหม่ใน Windows 10 “Creators Update”

“OneDrive files on demand” บริการของ Microsoft ที่ได้รับอัพเกรดเพิ่มขึ้น สามารถเลือกไฟล์ที่ต้องการทีละไฟล์ได้ แทนที่การซิงค์หรือดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมดในคราวเดียว

วิวัฒนาการของการออกแบบ สู่ “Fluent Design System” เป็นการก้าวข้าม MetroUI เดิมที่ Microsoft ใช้งานกับ Windows มาหลายปี เป็นการออกแบบ UI ที่เน้นความเรียบง่าย ยืดหยุ่น มีโทนแสงและเงามากขึ้น มีมิติของความตื้นลึก สีสันที่หลากหลายสะท้อนอารมณ์ที่แตกต่างของผู้ใช้ และขอบเขตของการสร้างสรรค์จินตนาการแบบไร้ขีดจำกัด

IMG_3318

แนวคิดทั้งหมดเป็นการเดิมพันของ Microsoft ที่กำลังขยับขยายแพลตฟอร์มของตัวเองไปสู่อุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่จำกัดแค่เพียง Windows เป็นการสร้างประสบการณ์ Windows ที่นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์พีซีและโน้ตบุ๊ค สามารถเชื่อมโยงการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อให้แพลตฟอร์ม Windows กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดไม่ว่าผู้ใช้จะเลือกระบบปฏิบัติการใดก็ตาม

ทั้งนี้ ความฝันของ Microsoft ครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจหรือไม่ นับจากนี้ คือ การเริ่มต้นอีกครั้งสู่ยุคใหม่ เป็นมิตรกับ iOS และ Android

ที่มา http://www.aripfan.com/new-era-windows-to-ios-and-android-friendly/