กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

รถอัจฉริยะจากกูเกิล (ภาพจาก AP)

       อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ ถ้ามีสิทธิบัตร ล่าสุด มีรายงานว่า “กูเกิล” (Google) จดสิทธิบัตร “รถที่มีผิวบริเวณฝากระโปรงเหนียวหนึบหนับ” ไปแล้ว โดยหวังว่าแนวคิดดังกล่าวอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุชนคนที่เดินข้างทางลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

เพราะในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง อาการบาดเจ็บจะมาก หรือน้อยมักขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ถูกรถชนกระเด็นไปไกลแค่ไหน ด้วยเหตุนี้ กูเกิลจึงมองว่า ถ้าพัฒนารถยนต์ที่มีผิวสัมผัสบริเวณฝากระโปรงหน้ารถให้เหนียวหนึบเข้าไว้ก็อาจช่วยยึดร่างของผู้ถูกชนให้ติดกับตัวรถ และลดโอกาสที่จะบาดเจ็บรุนแรงได้

ด้านกูเกิลเองไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธว่าจะมีการนำสิทธิบัตรดังกล่าวมาผนวกลงในรถอัจฉริยะไร้คนขับของทางค่ายหรือไม่ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ กูเกิลได้พัฒนารถอัจฉริยะโดยมีการวิ่งทดสอบบนถนนจริงแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไมล์ และมีรายงานการเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ตลอดมา

เมื่อเกิดการชนขึ้น ผู้ที่ถูกชนมักล้มฟุบลงบนฝากระโปรงรถ ซึ่งบางคนอาจได้รับบาดเจ็บ หรือบางคนอาจไม่ได้รับบาดเจ็บก็ได้ แต่เมื่อผู้ขับรถมีการเหยียบเบรก ร่างของผู้ถูกชนที่นอนบนฝากระโปรงรถจะกระเด็นออกไปกระแทกกับวัตถุอื่นๆ เช่น พื้นถนน ขอบปูน ฯลฯ ซึ่งตรงจุดนี้โอกาสได้รับบาดเจ็บรุนแรงนั้นมีสูงมาก 

กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

       โดยกูเกิล อธิบายการทำงานของสิทธิบัตรดังกล่าวว่า เลเยอร์ของชั้นกาวที่ช่วยยึดเกาะร่างของผู้ถูกชนจะอยู่ภายใต้สารเคลือบปกป้องอีกที เพื่อให้มั่นใจว่า มันจะไม่เหนียวหนึบจนทำให้ฝากระโปรงหน้ารถเป็นที่สะสมของเศษขยะที่ปลิวมาระหว่างทาง แต่ทันทีที่มีวัตถุมากระแทกที่ผิวของรถจะทำให้สารเคลือบเหล่านี้หลุดออก และชั้นกาวข้างใต้ก็จะยึดเกาะวัตถุนั้นๆ เอาไว้

ด้าน Kevin Clinton หัวหน้าโครงการถนนปลอดภัย จาก The Royal Society for the Prevention of Accidents เผยว่า คุณค่าของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปกป้องคนเดินถนนจากการถูกชนกับการพัฒนาแนวทางใหม่ๆ ในการลดความรุนแรงของอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่สำคัญทั้งคู่ อย่างไรก็ดี เขามองว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ควรได้รับการทดสอบให้รอบด้านก่อนนำมาใช้งานจริง เพื่อป้องกันการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันตามมา 

ที่มา http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000050714

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106154016116083

‘ไฮเปอร์ลูป’ ผ่านการทดลองครั้งแรก

(ภาพ-Melanie Gonick/MIT)

(ภาพ-Melanie Gonick/MIT)

ระบบขนส่งแบบใหม่ภายใต้แนวความคิดของ อีลอน มัสก์ ผู้ร่วมก่อตั้ง เทสลา และเจ้าของบริษัท สเปซ-เอ็กซ์ ซึ่งนำเสนอไว้เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา มีผู้พัฒนาขึ้นมาทดลองใช้งานจริงและประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกแล้ว โดยบริษัท ไฮเปอร์ลูปวัน ซึ่งทดลองการทำงานของระบบไฮเปอร์ลูปต้นแบบบนรางระยะสั้นๆ ที่ทะเลทรายเนวาดา นอกเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เมื่อเร็วๆ นี้ โดยสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 187 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 1.1 วินาที

ร็อบ ลอยด์ ซีอีโอของ ไฮเปอร์ลูปวัน ประกาศความสำเร็จในการทดลองครั้งนี้ แม้ว่าระบบต้นแบบที่ใช้ในการทดลองยังไม่มีระบบเบรก ทำให้ขบวนรถทดลองต้องพุ่งลงจอดในแอ่งทรายบริเวณปลายรางก็ตาม ทั้งนี้ ทางบริษัทตั้งเป้าหมายว่า จะทำให้ระบบไฮเปอร์ลูปของตนสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงถึง 1,120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำให้สามารถขนส่งผู้โดยสารระหว่างลอสแองเจลิสไปยังนครซานฟรานซิสโกได้ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น

เพื่อให้ได้ความเร็วสูงดังกล่าวไฮเปอร์ลูปจะเป็นระบบการขนส่งที่ส่งขบวนรถสินค้าหรือตู้โดยสารผ่านท่อขนาดใหญ่ที่อยู่ในสภาพเกือบเป็นสุญญากาศ เพื่อลดแรงต้านทานของอากาศลงให้เหลือน้อยที่สุดและเพิ่มประสิทธิภาพของการขับเคลื่อนและทำความเร็วให้ได้สูงสุดนั่นเอง

ทั้งนี้ บริษัทไฮเปอร์ลูปวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่นำเอาแนวคิดของระบบนี้มาพัฒนาใช้ เตรียมใช้ระบบไฮเปอร์ลูปเพื่อการขนส่งสินค้าจริงๆ ให้ได้ภายในปี 2019 และขนส่งผู้โดยสารให้ได้ภายในปี 2021 ที่จะถึงนี้

สำนักข่าวบีบีซี รายงานการทดสอบ “ไฮเปอร์ลูป” หรือระบบขนส่งความเร็วสูงเเห่งอนาคต ครั้งเเรกกลางทะเลทรายที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา โดยบริษัท ไฮเปอร์ลูป วัน ผู้ผลิตเทคโนโลยียานยนต์ความเร็วสูง พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมการทดสอบนี้ด้วย 

สำหรับการทดสอบครั้งนี้ เลื่อนขนส่งต้นเเบบสามารถออกตัวและเร่งความเร็วขึ้นได้ถึงระดับ 187 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 1.1 วินาที โดยเลื่อนขนส่งดังกล่าวลอยตัวอยู่เหนือรางด้วยสนามแม่เหล็ก

ด้านผู้พัฒนาระบบไฮเปอร์ลูป ตั้งเป้าจะพัฒนาเลื่อนขนส่งให้เคลื่อนที่ในท่อสูญญากาศเพื่อลดแรงเสียดทานและเร่งความเร็วได้เต็มที่เเละทำความเร็วสูงสุดให้ได้ถึง 1,120กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทั้งนี้นายอีลอน มัสค์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเทสลา มอเตอร์ส เป็นผู้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมนี้ เมื่อปี 2013 โดยต้องการพัฒนาระบบขนส่งให้ทำความเร็วได้เท่าความเร็วเสียง 

ทีมผู้พัฒนาคาดว่าจะเริ่มนำระบบ “ไฮเปอร์ลูป” มาใช้ขนส่งสินค้าได้ในปี 2019 และจะเริ่มใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสารได้ในปี 2021 โดยเปิดเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างนครลอสแอนเจลิสและนครซานฟรานซิสโก โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระบบขนส่งความเร็วสูงเเห่งอนาคตนี้ ยังต้องมีการพัฒนาทางเทคนิคและโลจิสติกส์อีกมาก

ที่มา  http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1463137148

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106498596081625

เครื่องแรก…ของโลก สมาร์ทโฟน’โฮโลกราฟิก

(ภาพ-Human Media Lab/Queen"s University)

(ภาพ-Human Media Lab/Queen”s University)

 

https://youtu.be/UDOkwJTPgCc

ทีมนักวิจัยแคนาดา นำโดย โรเอล เวอร์เทกาล จากห้องปฏิบัติการฮิวแมน มีเดีย ในสังกัดควีนส์ ยูนิเวอร์ซิตี ประเทศแคนาดา เผยแพร่ความสำเร็จในการคิดค้นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลก ที่สามารถแสดงผลเป็นภาพ 3 มิติแบบลอยตัว หรือ 3ดี โฮโลกราฟิก ได้สำเร็จ นอกจากนั้น ยังสามารถโค้งงอจอภาพได้และใช้การโค้งงอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมการทำงานของโทรศัพท์

สมาร์ทโฟนตัวใหม่ที่ถูกตั้งชื่อว่า “โฮโลเฟล็กซ์” สามารถให้ภาพสามมิติแบบลอยตัวได้โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสวมแว่น 3 มิติแบบที่ใช้ตามโรงภาพยนตร์หรืออื่นใดเพื่อช่วยในการสร้างภาพสามมิติ แต่ใช้หน้าจอแอลอีดีพิเศษที่มีความคมชัดระดับฟุลเอชดี เรโซลูชั่น 1920×1080 ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป ความพิเศษของมันอยู่ตรงที่มันสามารถยืดหยุ่นดัดโค้งงอได้เท่านั้น

หลักการทำงานของ “โฮโลเฟล็กซ์” ก็คือการแบ่งภาพที่แสดงผ่านจอออกเป็นพิกเซลบล็อกทรงกลมขนาด 12 พิกเซลเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ด้านบนของจอชั้นในจะเป็นชุดไมโครเลนส์ อาร์เรย์ บางเฉียบที่ “พิมพ์” ออกมาโดยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ แผ่นไมโครเลนส์ดังกล่าวนี้จะประกอบด้วยเลนส์ฟิชอายจำนวนมากถึง 16,000 เลนส์ เมื่อพิกเซลบล็อกเหล่านี้ถูกมองผ่านชั้นไมโครเลนส์ จะทำให้ภาพที่ได้มองเหมือนเป็นภาพ 3 มิติ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามมุมมองของผู้มอง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเพียงภาพสองมิติปกติเท่านั้น

ปัญหาเพียงอย่างเดียวของเทคนิคการทำงานแบบนี้ก็คือภาพที่ได้จะหยาบกว่าปกติมาก ถ้าหากภาพต้นฉบับมีความละเอียดในระดับฟุลเอชดี เมื่อผ่านกระบวนการแสดงภาพทั้งหมดข้างต้นแล้ว สิ่งที่หลงเหลือออกมาจะเป็นเพียงแค่ภาพที่มีความละเอียดเพียง 160×104 เรโซลูชั่นเท่านั้นเอง กระนั้นก็สามารถสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นได้จากการสร้างภาพสามมิติที่ทุกคนมองได้พร้อมๆ กันหลายๆ คน และทางทีมวิจัยระบุว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนของเราต่อไปในอนาคต

เวอร์เทกาลระบุว่า โฮโลเฟล็กซ์ไม่ได้มีจอไว้โค้งงอเล่นเฉยๆ แต่การงอและยืดหน้าจอถูกนำมาใช้เป็นวิธีการในการควบคุมอุปกรณ์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งทีมวิจัยเรียกว่า “แซด-อินพุท” ซึ่งเป็นการควบคุมเพิ่มเติมจากแกนเอ็กซ์ และแกนวาย (แนวตั้งและแนวนอน) ที่เราใช้ในการควบคุมผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนอยู่ในขณะนี้ นั่นคือเพิ่มการควบคุมใน “แนวลึก” เข้าไปด้วย โดยการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับทั้งตัวผู้ใช้และสภาวะแวดล้อมโดยรอบ ตัวอย่างเช่นเมื่อติดตั้งกล้องที่สามารถตรวจจับความลึกได้ ก็ช่วยให้โฮโลเฟล็กซ์สามารถสร้างภาพโฮโลกราฟิกของการประชุมทางโทรศัพท์ หรือเทเลคอนเฟอเรนซ์ ได้นั่นเอง

“โฮโลเฟล็กซ์” ยังคงเป็นเพียงต้นแบบอยู่ในเวลานี้ ทีมวิจัยเชื่อว่ายังสามารถพัฒนาขีดความสามารถของมันให้สูงขึ้นได้ในอนาคตก่อนที่จะกลายเป็นการผลิตในเชิงพาณิชย์ต่อไป

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามการทำงานเต็มรูปแบบของ “โฮโลเฟล็กซ์” ได้จากคลิปวิดีโอ
https://www.youtube.com/watch?v=UDOkwJTPgCc

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/142095

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1105819649482853

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ในคัมภีร์อรรถกถาชาดก โดย รศ.ทวี ผลสมภพ

 

โปรดใช้ วิจารณญาณ ในการอ่านบทความ

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เป็นชื่อของสามเหลี่ยมในมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มันทำลายทุกสิ่งที่ผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น สิ่งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรือหรือเครื่องบิน ถูกมันทำลายไม่มีซากเหลือ ส่วนชีวิตคนไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเล็กเกินไปที่จะคงทนต่อกำลังอันมหาศาล ประดุจภูเขาทั้งลูกถล่มทับ

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ มิใช่เพียงการเล่าลือกันปากต่อปากของชาวบ้านเท่านั้น แต่ได้มีบันทึกไว้โดยทางราชการของสหรัฐ ตามที่ ภิรมย์ พุทธรัตน์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ชื่อสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ใจความโดยสรุปว่า หน่วยยามฝั่งของรัฐบาลสหรัฐมีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เกี่ยวกับความลึกลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ในแฟ้มหมายเลข 5120 ว่า “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา หรือสามเหลี่ยมปีศาจ มีอาณาบริเวณอยู่นอกฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งภายในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานี้ได้มีบันทึกสถิติการสูญหายของเรือพาณิชย์ เรือรบ เครื่องบิน และเรือเล็กไว้เป็นจำนวนมาก และการสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นการสูญหายไปเฉยๆ โดยไม่มีร่องรอยของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จุดที่เชื่อกันว่าเป็นสามเหลี่ยมลึกลับนี้กินอาณาเขตตั้งแต่เบอร์มิวดา ไมอามี ฟลอริดา ซานฮวน บาฮามาส และเปอร์โตริโก”

อยากจะพูดว่าการบันทึกเหตุการณ์ลึกลับของทางการสหรัฐ ไม่อัศจรรย์ดอก !

ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นก็คือ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาก็ได้บันทึกไว้เช่นกัน แต่การบันทึกของพระพุทธศาสนาจะมีรายละเอียดมากกว่า และน่าจะมีประโยชน์มากกว่า ถ้าจะมีการค้นคว้ากันอย่างจริงจัง พระคัมภีร์ที่บันทึกรายละเอียดเรื่องนี้ คือ อรรถกถาชาดก เรื่องสุปปารกชาดก เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบ จึงขอยกชาดกเรื่องดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้

วันหนึ่งในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ พระสงฆ์ได้ประชุมกันยกย่องพระปัญญาของพระองค์ในธรรมสภาว่า พระองค์มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน พระองค์มีปัญญาลึกซึ้งดุจมหาสมุทร พระองค์มีปัญญาปลอดโปร่งดุจท้องนภากาศ เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาในธรรมสภา พระสงฆ์ทั้งหมดก็หยุดสนทนาธรรมทันที เมื่อพระองค์ประทับนั่งแล้วจึงตรัสถามว่า พวกเธอสนทนาอะไรค้างไว้ พระสงฆ์จึงกราบทูลว่า ได้สนทนาเรื่องปัญญาอันลึกซึ้งของพระองค์

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ปัญญาของตถาคตที่ตรัสรู้แล้วไม่อัศจรรย์ดอก! เพราะเป็นสัพพัญญุตญาณ แต่ปัญญาของตถาคตตอนที่เกิดเป็นต้นหนตาบอดขณะบำเพ็ญบารมีอยู่จะอัศจรรย์มากกว่า

พระสงฆ์ทั้งนั้นอยากจะฟังเรื่องดังกล่าว จึงอ้อนวอนให้พระองค์เล่าอดีตชาติของพระองค์ พระโลกนาถจึงตรัสเล่าอดีตชาติที่พระองค์เคยเกิดเป็นต้นหนเรือตาบอด แต่สามารถรู้แหล่งเพชรและทองคำเป็นต้น เพียงสังเกตสีน้ำเท่านั้น มาเล่าให้พระสงฆ์ฟังดังต่อไปนี้

ในอดีตกาลอันยาวไกล เมื่อพระเจ้ากุรุราชครองราชย์สมบัติในแคว้นกุรุรัฐ ได้มีท่าเรือชื่อภรุกัจฉะอยู่ในแคว้นนั้น สมัยนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกของหัวหน้าต้นหนเรือ หรือนายท้ายเรือ นามว่าสุปปารกกุมาร พระองค์ศึกษาวิชาต้นหนเรือจบเมื่ออายุได้ 16 ปี จากนั้นก็ประกอบอาชีพเป็นต้นหนเรือมาตลอด จนวันหนึ่งตาทั้งสองข้างของพระองค์ได้บอดสนิท เพราะถูกน้ำเค็มตลอดเป็นเวลาหลายสิบปี พระองค์จึงต้องเปลี่ยนอาชีพมารับใช้พระราชาในตำแหน่งประเมินราคาช้าง ม้าพระที่นั่ง และเครื่องประดับ

พระองค์ตาบอดก็จริง แต่เมื่อลูบคลำช้างหรือม้าที่ต้องประเมิน พระองค์จะทำนายได้อย่างถูกต้อง จนพระราชาตบพระหัตถ์พอพระทัย แต่พอถึงเวลาให้ค่าตอบแทน พระราชาพระราชทานให้เพียงครั้งละ 8 กหาปณะ ท่านสุปปารกะคิดว่าราคา 8 กหาปณะ เป็นราคาค่าตัดผม ถ้าขืนทำต่อไปคงอดตาย จึงลาออกกลับมาอยู่บ้าน

ข้างฝ่ายพ่อค้าในบริเวณท่าภรุกัจฉะเห็นท่านว่างงานจึงไปอ้อนวอนท่านให้มาเป็นต้นหนเรือ เพราะเกียรติคุณของพระองค์ที่กระฉ่อนไปว่า เมื่อพระองค์เป็นต้นหนให้เรือลำใด เรือลำนั้นไม่มีอันตรายเลย ท่านฟังคำอ้อนวอนของพวกพ่อค้าแล้วจึงกล่าวว่า ฉันตาบอดแล้ว เป็นต้นหนไม่ได้ พวกพ่อค้าจึงต่อรองว่า ขอให้ท่านนั่งไปเฉยๆ เท่านั้น แต่จะมีคนคอยรายงานการเดินทางในทะเลให้ท่านฟังตลอดเวลา ท่านเพียงสั่งการหลังได้รับการรายงานแล้วเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจึงตกลงรับงานนี้

เมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น เรือแล่นไปในมหาสมุทรอย่างปลอดภัยได้เพียง 7 วันเท่านั้น จากนั้นได้เกิดพายุพัดนำเรือไปสู่ทิศทางที่ผิดปกติเป็นเวลาถึง 4 เดือน แล้ววันหนึ่งเรือได้แล่นเข้าไปสู่บริเวณที่มีปลาแปลกประหลาด ผู้รายงานจึงเรียนถามต้นหนว่า ท้องทะเลจุดนี้มีปลาร่างกายเหมือนคน แต่จมูกแหลม พวกมันดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ ตรงนี้คืออะไร? ท่านสุปปารกะ! จึงตอบว่า มหาสมุทรช่วงนี้เรียกว่าขุรมาลี เมื่อตอบพวกพ่อค้าแล้วพระองค์ก็นั่งเงียบ! พวกพ่อค้าก็เข้าใจว่าพระองค์คงกำลังคิด ใช่! พระโพธิสัตว์รู้ว่าจุดนี้ของมหาสมุทรเต็มไปด้วยเพชร ถ้าจะบอกความจริงแก่พวกพ่อค้า ความโลภของคนจะนำเพชรไปจนเรือจม จากนั้นจะพินาศกันทั้งหมด

ดังนั้นพระองค์จึงสั่งว่า จงชะลอเรือ แล้วสั่งให้หย่อนตาข่ายลงทำนองจะจับปลา แต่กลับได้ก้อนเพชรขึ้นมามาก ท่านสุปปารกะโพธิสัตว์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ สั่งให้ขนสินค้าที่มีราคาน้อยทิ้งน้ำ แล้วนำก้อนเพชรขึ้นมาแทน เมื่อเรือแล่นไปถึงจุดหนึ่ง มีแสงเพลิงสว่างจ้าในท้องน้ำเหมือนกองไฟ ผู้รายงานจึงถามต้นหน ต้นหนฟังแล้วรู้ทันทีว่าตรงนี้เต็มไปด้วยทองคำมากมาย จึงตอบพวกเขาไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่ออัคคิมาลี แล้วสั่งให้ใช้ตาข่ายหย่อนลงไปเหมือนจะจับปลา แต่ได้ก้อนทองมาแทน แล้วพระองค์ก็ทำเหมือนเดิม แต่สั่งให้ทิ้งสินค้าราคาน้อยทิ้งน้ำเสีย นำก้อนทองคำนั้นขึ้นไปแทน ต้นหนสั่งเรือแล่นต่อไป จนพบน้ำมหาสมุทรขุ่นคลัก สีเหมือนนมเปรี้ยวและนมสด ผู้รายงานจึงถามต้นหน ต้นหนฟังจบแล้วก็รู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยก้อนเงินจำนวนมากมาย จึงตอบพวกเขาไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่อทธิมาลี จากนั้นก็สั่งการเหมือนเดิม เมื่อเรือแล่นผ่านจุดนี้ไปถึงท้องทะเลที่มีสีเขียวเหมือนใบหญ้าคาและเหมือนข้าวที่กำลังงาม ผู้รายงานจึงถามต้นหน เมื่อต้นหนฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยแก้วนิลมณีมากมาย

พระองค์จึงตอบว่าท้องทะเลตรงจุดนี้ชื่อกุสมาลี แล้วสั่งให้ชะลอเรือหย่อนตาข่ายลงไปทำนองจะจับปลา แต่ได้แก้วนิลมณีขึ้นมาแทน พระองค์แสดงอาการเหมือนเดิม เรือแล่นผ่านจุดนี้ไปถึงท้องทะเลที่มีแสงแดงฉายปรากฏให้ท้องทะเลจุดนั้นเหมือนป่าไม้อ้อ

ผู้รายงานได้ถามต้นหนถึงท้องทะเลจุดนี้ ต้นหนฟังเรื่องแล้วรู้ทันทีว่าท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยแก้วประพาฬ จึงตอบไปว่าท้องทะเลจุดนี้ชื่อนฬมาลี แล้วให้ชะลอเรือหย่อนตาข่ายลงไปทำนองจะตักปลา แต่กลับได้แก้วประพาฬขึ้นมาแทน พระองค์แสดงอาการเหมือนเดิม แล้วสั่งให้ทิ้งสินค้าราคาน้อยลงทะเลไป แล้วใส่น้ำหนักของแก้วประพาฬลงไปแทน

จากจุดนี้ เรือได้แล่นไปถึงจุดที่น้ำทะเลเดือดพลุ่งพล่านเป็นแนวยาว มองไม่เห็นความสิ้นสุด การพุ่งขึ้นของน้ำเดือดเป็นแนวยาวทำให้ท้องทะเลช่วงนั้นเป็นเหมือนเหวชัน ประกอบด้วยเสียงดังน่าสะพรึงกลัว ปานว่าหูจะแตกทลาย และปานว่าจะทำลายดวงใจของผู้ได้ยินเสียงให้แตกสลาย

ผู้รายงานถามถึงท้องทะเลจุดนี้ด้วยเสียงสั่นสะท้าน แม้พระโพธิสัตว์เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าวก็ประกาศให้ทุกคนทราบว่า ท้องทะเลจุดนี้ชื่อพลวามุขี เรือที่มาถึงจุดนี้แล้วไม่มีรอดไปได้เลย เพราะเมื่อแล่นไปสู่จุดนั้นแล้ว เรือจะถูกทำลายแหลกละเอียดเป็นจุณไป พวกพ่อค้าและลูกเรือที่อยู่ในเรือ 700 คน ได้ฟังคำนั้นแล้ว ทุกคนร้องไห้เพราะกลัวตาย เป็นที่น่าเวทนา

สุปปารกะโพธิสัตว์ เมื่อฟังเสียงโอดครวญของพวกเขาแล้วก็สงสาร พระองค์จึงตั้งพระทัยว่าจะต้องช่วยเขาให้พ้นภัย จึงสั่งให้เตรียมน้ำใส่ถาดมาวางที่หัวเรืออย่างรีบด่วน เหตุการณ์ช่วงนั้นเข้าใจว่าพระองค์ต้องสั่งให้ลดใบเรือลง เรือจะได้แล่นช้าลง เพราะที่ผ่านมาเรือลำนี้วิ่งเข้าหาผาชันของน้ำอย่างรวดเร็ว

พระโพธิสัตว์ถือถาดที่เต็มไปด้วยน้ำไปที่หัวเรือ แล้วทำสัจจกิริยาว่า ตลอดชีวิตข้าที่จำได้ ข้าไม่เคยทำลายชีวิตสัตว์อื่นเลย ไม่เคยถือเอาของคนอื่นที่เขาไม่ให้เลย ไม่เคยผิดเมียคนอื่นเลย ไม่เคยพูดเท็จทั้งที่รู้อยู่เลย ตลอดชีวิตข้าไม่เคยดื่มน้ำเมาเลย ด้วยการพูดความจริงนี้ ขอเรือจงแล่นกลับไปสู่บ้านโดยสวัสดีเถิด เมื่อทำสัจจกิริยาจบ ท่านก็เทน้ำในถาดลงไปที่แอกเรือ ฉับพลันเรือที่แล่นไปผิดทางถึง 4 เดือน ก็หันหัวเรือกลับ มุ่งกลับไปสู่บ้านที่ท่าภรุกัจฉะภายในวันเดียว

ด้วยอำนาจของสัจจกิริยา เมื่อถึงบ้านแล้ว พระโพธิสัตว์จัดแบ่งเพชร ทองคำ เงิน และแก้วมีค่าเหล่านั้นให้พ่อค้าทุกคน พร้อมโอวาทว่า เพชรและรัตนะเหล่านี้เพียงพอสำหรับชีวิตของพวกเธอ พวกเธออย่าออกทะเลอีกเลย มีแต่อันตราย

นับจากนั้นพระโพธิสัตว์ก็มิได้ออกทะเลอีกเลย ท่านบำเพ็ญบุญต่างๆ มีทานเป็นต้น แล้วไปเกิดในสุคติทุกคน

เรามาวิเคราะห์บางเรื่องในชาดกนี้กันต่อไป พระสงฆ์ท่านสรรเสริญปัญญาของพุทธพระองค์ไพเราะมาก เช่นคำที่ว่า มีปัญญาลึกซึ้งดุจมหาสมุทร เป็นต้น ใช่! เมื่อจะยกตัวอย่างเรื่องความลึกซึ้ง ก็ต้องยกมหาสมุทรให้เห็นความลึกซึ้ง เพราะมหาสมุทรบางแห่งลึกจนประมาณไม่ได้

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะวิเคราะห์คือ พระดำรัสที่ตรัสว่า ปัญญาของพระองค์ที่เป็นสัพพัญญูนั้นไม่อัศจรรย์เลย เพราะอะไร? เพราะเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว หรือพูดให้เข้าใจง่ายว่าทรงค้นพบสัจธรรมแล้ว ปัญญาที่เป็นสัพพัญญูก็เกิดขึ้น พระสัพพัญญู คือ ทรงรู้ทุกเรื่อง! เรื่องไหนที่พระองค์ยังไม่รู้ พระองค์เพียงคิดนิดเดียวก็รู้ ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ความรู้ในปัจจุบันของพระองค์ไม่อัศจรรย์เลย แต่ความรู้ของพระองค์ตอนที่ยังเป็นปุถุชนและขณะบำเพ็ญบารมีอยู่นั้นอัศจรรย์กว่า คือความลึกลับใต้น้ำขนาดนั้นปุถุชนไม่น่าจะรู้เลย แต่พระองค์ก็รู้ นี่คือความอัศจรรย์

เรื่องที่เราควรวิเคราะห์กันต่อไปคือ ความร้ายกาจของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาคืออะไร? จึงขอตอบตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ท้องมหาสมุทรช่วงนั้น น้ำทะเลเดือดพลุ่งพล่านเป็นแนวยาวไม่เห็นจุดสิ้นสุด จึงทำให้เกิดภาพเป็นเหวขึ้น ขอยกภาพให้เห็นชัดๆ ดังนี้

เรือที่พระโพธิสัตว์นั่งอยู่นั้นเหมือนอยู่ก้นเหว คนบนเรือทั้งหมด 700 คน มองไปทางขวา ก็เห็นแต่น้ำพุ่งขึ้นเป็นหน้าผาชันเป็นแนวยาว ไม่พบจุดสิ้นสุด มองไปทางซ้ายก็ทำนองเดียวกัน เมื่อมองตรงหน้าแหงนคอมองขึ้น ก็มองไม่เห็นจุดสุดยอดของน้ำที่พุ่งขึ้นไป การเห็นภาพตรงหน้าจึงเป็นเหมือนหน้าผาชัน จุดนี้จึงชื่อว่าพลวามุขี ซึ่งแปลว่าหน้าผาชัน

พระองค์ไม่ตรัสบอกว่าพุ่งสูงขนาดไหน แต่ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าเครื่องบินก็ถูกมันปะทะร่วงมาด้วย ก็แสดงว่าน่าจะสูงเป็นสิบกิโลเมตร มันจึงกวาดเครื่องบินลงมาด้วย

ในช่วงที่มนุษย์ทั้ง 700 คนมองเห็นเหตุการณ์นั้น เป็นสมัยที่ยังไม่มีเครื่องบิน ดังนั้นพระโพธิสัตว์ของพวกเราจึงประกาศให้ทุกคนในเรือทราบเพียงว่า เรือทุกลำที่มาถึงจุดนี้จะไม่มีทางรอด แต่ปัจจุบันนี้พูดถึงเครื่องบินด้วย ก็แสดงว่าสูงน่ากลัว มนุษย์ในเรือคราวนั้นตื่นตระหนกเพราะเสียงที่ดัง ตามที่พระสังคีติกาจารย์พรรณนาไว้ว่า เสียงดังน่ากลัว น่าสยดสยอง ฟังเหมือนเสียงภูตผีปีศาจ เสียงนั้นมาจากไหน? ขอสันนิษฐานว่า เสียงน้ำเดือดพล่าน หนึ่ง เสียงน้ำพุ่งขึ้น หนึ่ง เสียงน้ำตกลงมาปะทะพื้นมหาสมุทร หนึ่ง นี่! คือรายละเอียดที่บันทึกไว้ในพระบาลีและอรรถกถา

สิ่งหนึ่งที่พระไตรปิฎกกล่าวถึงคือท้องทะเลที่ชื่อขุรมาลี ท้องทะเลจุดนี้เต็มไปด้วยเพชร พระโพธิสัตว์เพียงฟังว่า มีปลาร่างกายเหมือนคน มีจมูกแหลมดำผุดดำว่ายอยู่บริเวณนั้น ทรงรู้ทันทีว่าจุดนี้มีเพชรมากมายมหาศาล แต่ไม่บอกความจริงให้มนุษย์เหล่านั้นทราบ อันเนื่องมาจากความโลภของมนุษย์จะทำให้วิบัติกันหมด เพียงให้หย่อนตาข่ายลง ทำนองจะตักปลา แต่ได้ก้อนเพชรมาแทน

อยากถามว่า จุดนี้ไม่มีใครสนใจหรือ?

ผู้เขียนอยากเดาว่า ปลาที่มีร่างกายเหมือนคน น่าจะเป็นนกเพนกวิน ที่เวลามันยืน ร่างกายมันเหมือนคนยืน และมันมีจมูกแหลมอีกด้วย หากเราจะลองค้นหาสมบัติดังว่าจะไม่ดีหรือ? แต่ผู้เขียนไม่มั่นใจว่านกเพนกวินมีอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกหรือไม่ จะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จะเป็นจริงเสมอ ขอให้สังเกตดูว่า เรื่องความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้ได้ตรัสไว้เมื่อ 2,600 ปีมาแล้ว ในช่วงดังกล่าวนี้คงยังไม่มีใครเชื่อ เพราะยังไม่มีข่าวเรื่องความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้เลย สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเพิ่งปรากฏความร้ายกาจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง

การปรากฏความร้ายกาจของท้องทะเลจุดนี้จึงยืนยันความร้ายกาจของท้องทะเลที่ชื่อพลวามุขีตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ในสุปปารกชาดกได้อย่างดี ความเดือดพล่านและพุ่งขึ้นของน้ำในจุดนี้ พระพุทธองค์มิได้ตรัสไว้ว่าเกิดจากอะไร? จึงอยากสันนิษฐานว่า ท้องทะเลจุดนั้นน่าจะมีภูเขาไฟ แต่ก็มีข้อแย้ง เพราะภูเขาไฟต้องมีวันดับ แต่นี่ไม่ดับเลยเป็นเวลาหลายกัลป์แล้ว ขอให้ช่วยกันพิจารณา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเริ่มปรากฏในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี ค.ศ.1945 หรือปี พ.ศ.2488 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาในคัมภีร์อรรถกถาชาดกที่มีต้นหนเรือตาบอดเป็นผู้พบนั้นเกิดมาหลายกัลป์แล้ว พระพุทธองค์เพิ่งมาตรัสเรื่องนี้เมื่อผ่านมา 2,600 ปีนี่เอง ผู้ปรารถนาความพิสดาร ขอให้ไปอ่านในสุปปารกชาดก เอกาทสกนิบาต หรือไปอ่านในพระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ 60 หน้า 95 เรื่องสุปปารกชาดกเช่นกัน

ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ผู้อ่านทุกท่าน

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1105507949514023

ความโลภ

https://youtu.be/Ha2GI-4P88I

Untitled-1 copy

สารคดีสั้นๆเพียงไม่ถึง 3 นาที แต่สามารถแสดงถึงกิเลสของคนอย่างถึงลูกถึงคน ได้รับรางวัลประเภทเรื่องสั้นที่เมืองคานส์

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1104583386273146

เชิญชวนชม “ดาวอังคาร” โคจรใกล้โลก 22-31 พ.ค.

14635068801463507006l

 เมื่อวันที่ 17 พ.ค. สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานแถลงข่าว “ดาวอังคารใกล้โลก” ที่ร้านอาหาร “บนดาวอังคาร” พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมส่องดาวอังคารพร้อมกันทั่วประเทศ 22 พ.ค.นี้

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 22-31 พ.ค.นี้ เป็นช่วงที่เหมาะสมในการสังเกตุการณ์ดาวอังคารเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นช่วงเวลาที่ดาวอังคารจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หรือ Mars opposition ที่ระยะห่าง 76.31 ล้านกิโลเมตร และจะโคจรเข้าใกล้โลกเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าใกล้โลกมากที่สุดในวันที่ 31 พ.ค. ที่ระยะห่าง 75.28 ล้านกิโลเมตร

“เป็นการเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 11 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ประชาชนสามารถสังเกตดาวอังคารใกล้โลกนี้ได้ด้วยตาเปล่าและหากใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดวงดาวก็จะสามารถเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวดาวอังคารได้ ทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวประชาชนทั่วไปจะได้เห็นดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์ในระยะใกล้โลกเช่นเดียวกับดาวอังคาร โดยเฉพาะดาวเสาร์นั้นดวงดาวจะใหญ่ขนาดไล่เลี่ยกับดาวอังคารอีกด้วย”

ดร.ศรัณย์ยังให้ข้อมูลว่าตามปกติแล้วประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตดาวอังคารส่องประกายสีส้มแดงบนท้องฟ้า เนื่องจากพื้นผิวของดาวอังคารมีองค์ประกอบเป็นเหล็กออกไซด์คล้ายสนิมบนโลก ทำให้ดาวอังคารมีสีส้มแดง ดาวอังคารจะโคจรมาใกล้โลกในลักษณะนี้ทุกๆ 26 เดือน  หากพลาดโอกาสชมดาวอังคารใกล้โลกในปีนี้ ก็จะต้องรอชมอีกครั้งในวันที่ 31 ก.ค. ปี 2561 ที่ดาวอังคารจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 18 ปี

ในช่วงเวลาดังกล่าว ดาวเสาร์จะโผล่พ้นขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ใกล้กับกลุ่มดาวแมงป่องและดาวอังคารตั้งแต่เวลา 19.30 น. ดาวพฤหัสจะสังเกตได้ด้วยตาเปล่าบริเวณกลางท้องฟ้า ส่วนดวงจันทร์จะปรากฏใกล้เคียงกับดาวเสาร์ในช่วงดังกล่าว

ผู้สนใจชมปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกสามารถมองด้วยตาเปล่าจากบ้านของท่านทุกพื้นที่ในประเทศไทย มีจุดสังเกตคือดาวอังคารจะส่องสว่างเป็นสีส้ม ไม่กระพริบ อยู่เหนือดวงจันทร์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหัวค่ำ
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเตรียมจุดสังเกตการณ์หลัก 4 จุด ในวันที่ 22 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น.

กรุงเทพมหานคร – ลานพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน

เชียงใหม่ – หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นครราชสีมา – หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา

ฉะเชิงเทรา ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา
ส่วนในวันที่ 31 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. ชาวจังหวัดเชียงใหม่ยังร่วมสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกได้อีกครั้ง ได้ที่ลานน้ำพุ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์

พร้อมกันนี้ประชาชนในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศยังเข้าร่วมสังเกตการณ์ ณ เครือข่ายโรงเรียนในโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์กว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

ที่มา  http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1463506880

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1104585249606293

ฮือฮา! เครื่องบินรุ่นยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกลงจอดครั้งประวัติศาสตร์ที่เพิร์ท (คลิป)

 เว็บไซต์ บีบีซี เผยภาพประวัติศาสตร์เครื่องบินขนส่งรุ่น An-225 Mirya หรือ เครื่องบินแอนโตนอฟ – 225 มีร์ยา ของสายการบินแอนโตนอฟแอร์ไลน์ ประเทศยูเครน ร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา เครื่องบินรุ่นดังกล่าวถือเป็นเครื่องบินขนส่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเพียงลำเดียวในปัจจุบัน

เครื่องบินแอนโตนอฟ-225 มีความยาวตลอดลำทั้งสิ้น 84 เมตร  น้ำหนักเครื่องเปล่าไม่บรรทุกหรือเติมน้ำมัน 175 ตัน  มีล้อสำหรับลงจอดกว่า 32 ล้อ ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องบินบรรทุกทางยุทธศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี  2531 ในอดีตสหภาพโซเวียต เพื่อใช้ขนส่งกระสวยอวกาศ Buran ของสหภาพโซเวียต ออกบินครั้งแรกในวันที่ 21 ธ.ค. ปี 2531 จากกรุงเคียฟ อดีตสหภาพโซเวียต (ก่อนโซเวียตล่มสลายแล้วกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศยูเครน) ไปยังนครปารีส เพื่อร่วมงาน Paris Air Show ปี 2532 ก่อนจะถูกถอดออกจากหน้าที่และเก็บไว้ในสุสานเครื่องบินในปี 2537 ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ก่อนมีการนำกลับมาประจำการใหม่อีกครั้ง

เครื่องบินแอนโตนอฟ-225 นำกลับมาใช้งานอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี  2544 โดยหน้าที่แรกคือการขนส่งรถถังจำนวน 4 คันไปส่งยังประเทศผู้ซื้อ และยังรับหน้าที่ขนส่งสินค้าหนักหลายประเภท อาทิ การขนส่งอาหารจากเมืองสตุ๊ทการ์ดในเยอรมันไปส่งให้กำลังพลสหรัฐยังประเทศโอมาน การขนส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ขุดเจาะน้ำมันจากมลรัฐฮูสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังทวีปอเมริกาใต้ การบรรทุกกังหันลมที่ยาวที่สุดในโลกจากเมืองเทียนจิน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ไปยังประเทศเดนมาร์ก และล่าสุดคือการขนส่งเครื่องกำเนิดพลังงานจากกรุงปราก ประเทศสาธารณัฐเช็ค ไปส่งยังเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เพื่อใช้งานในกิจการพลังงานของบริษัทแห่งหนึ่งในเซาท์ เวสท์ การขนส่งครั้งนี้เครื่องบินแอนโตนอฟ-225 ได้ทำการลงจอดครั้งแรกในอินเดียและออสเตรเลียด้วย

 

 

 

ที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1463558762

เด็กอาชีวะ เจ๋ง ผลิตเครื่องช่วยเด็กติดในรถ ส่งสัญญาณเตือน เปิดอัตโนมัติ (คลิป)

 เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 16 พ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) แถลงข่าวเปิดตัว “อุปกรณ์ช่วยเด็กติดในรถยนต์” ผลงานนักศึกษาอาชีวศึกษา ว่า ผลงานที่นำแสดงในครั้งนี้ นักศึกษาอาชีวศึกษาได้ประดิษฐ์คิดค้นมาแล้วประมาณ 3 ปี มีทั้งหมด 3 ชิ้น คือ 1.เครื่องป้องกันเด็กติดในรถ ผลงานนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิค (วท.) ลำปาง มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับติดตั้งในรถตู้ทำหน้าที่แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีคนโดยเฉพาะเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยงติดค้างอยู่ในรถ กล่าวคือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นประมาณ 30-35 วินาที แล้วเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่ภายในตัวรถ 3 ตัวจับสัญญาณได้ ไซเรนจะดังผ่านลำโพงที่ติดอยู่กับตัวรถ จากนั้นประตูจะเปิดออกอัตโนมัติ พร้อมทั้งส่งข้อความเอสเอ็มเอสไปที่โทรศัพท์มือถือได้ถึง 5 หมายเลข เช่น คนขับรถ ครู หรือผู้ปกครอง เป็นต้น ตลอดจนแจ้งพิกัดตำแหน่งที่รถจอดอยู่

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า 2.เครื่องควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์ เป็นผลงานของนักศึกษา วท.นครปฐม หรือเรียกสั้นๆ ว่า ชีวิตที่ถูกลืม เป็นอุปกรณ์ตัวนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อดับเครื่องยนต์แล้วตรวจพบว่าค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในตัวรถเกิน 1,000 ppm ซึ่งเป็นระดับที่จะส่งผลให้ผู้ที่ติดอยู่ในรถรู้สึกอึดอัด โดยสัญญาณจะส่งเสียงเตือนว่า “สัญญาณเตือนนี้แสดงว่ามีคนติดอยู่ในรถ” สลับกับสัญญาณไฟไซเรนแดง-น้ำเงิน และเริ่มเปิดพัดลมปรับอากาศ กระทั่งเตือนครั้งที่ 3 กระจกรถยนต์จะลดลงโดยอัตโนมัติ  และ3.เครื่องทำลายกระจกรถยนต์กรณีรถยนต์ตกน้ำ ผลงานนักศึกษาวิทยาลัยสารพัดช่าง (วช.) อุบลราชธานี อุปกรณ์ชิ้นนี้ควรติดตั้งไว้ในรถ มีคุณสมบัติยิงทำลายกระจกรถยนต์แบบเทมเพอเรด (Tempered) ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านข้างและด้านหลังของรถยนต์ทั่วไป เมื่อกระจกถูกทำลายจะแตกตัวแบบเมล็ดข้าวโพด หากตกน้ำจะมีอุปกรณ์เสริมเพื่อขอความช่วยเหลือและมีสัญญาณแสดงตำแหน่งที่รถจมอยู่

 


“โดยปกติแล้วหลักสูตรอาชีวศึกษาจะกำหนดให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาทุกคนต้องทำผลงานสิ่งประดิษฐ์ โดยมีโจทย์ให้ต้องอยู่บนพื้นฐานการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งผลงานทั้ง 3 ชิ้นนี้เป็นผลงานที่ชนะเลิศระดับภาคและระดับประเทศมาแล้วทั้งสิน กระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ขึ้นกับเด็กนักเรียน อาชีวะจึงจัดแสดงผลงานและมีความพร้อมให้บริการกับโรงเรียนทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยโรงเรียนที่สนใจขอให้ประสานกับรถรับ-ส่งนักเรียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอกชน ทางอาชีวะพร้อมไปติดตั้งให้โดยไม่คิดกำไรนอกเหนือจากราคาวัสดุอุปกรณ์ เพราะถือเป็นการเผยแพร่ผลงานของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา″ นายชัยพฤกษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอุปกรณ์ผลงานนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาทั้ง 3 ชิ้นนี้ มีราคาสูงต่ำตามอุปกรณ์เสริม เช่น ไฟไซเรน หรือระบบนำทางรถยนต์จีพีเอส โดยเครื่องป้องกันเด็กติดในรถ ปัจจุบันมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 บาท ส่วนเครื่องควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์ มีราคาอยู่ที่ประมาณประมาณ 25,000 บาท และเครื่องทำลายกระจกรถยนต์กรณีรถยนต์ตกน้ำ อยู่ที่ 999 บาท

__
ด้านนายบัณฑิต พัดเย็น ผอ.ร.ร.ราชวินิต กล่าวว่า เนื่องจากอุปกรณ์ช่วยชีวิตนักเรียนที่ติดในรถเป็นสิ่งจำเป็น และชีวิตนักเรียนไม่สามารถประเมินค่าได้ ดังนั้นร.ร.ราชวินิต ประถม จึงนำร่องติดตั้งเครื่องป้องกันเด็กติดในรถ ของ วท.ลำปาง ในรถตู้รับ-ส่งนักเรียนของทางโรงเรียน จำนวน 42 คัน  ราคาเครื่องละ 2,000 บาทต่อคัน เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการที่จะช่วยป้องกันและลดปัญหาเด็กติดในรถตู้นักเรียนจนเสียชีวิตอย่างที่เป็นข่าวได้

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1463379420

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1103410586390426

คะแนนนักศึกษา ห้องเรียนฟิสิกส์ราชมงคล ปี 2/58

คะแนนนักศึกษา

ห้องเรียนฟิสิกส์ราชมงคล

ปี 2/58

ทดสอบเป็นเวลา ภาคการศึกษา ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ จนถึง พฤษภาคม

จำนวนนักศึกษาในห้องเทอมนี้ทั้งหมด 1789 ท่าน

จำนวนคลิกทั้งหมด ประมาณ 1,800,000 คลิก

เฉลี่ย  คนละ 1000 คลิก

คลิกดูทุกกลุ่ม 

ประกาศ ที่ห้องเรียนฟิสิกส์ราชมงคล

http://nuclear.rmutphysics.com/e-learning/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1103144756417009