เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิต กระแสแรงไม่หยุดในยุคโควิดปีวัวทอง

ในรอบปีที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์โลกจะต้องบันทึกเรื่องราวของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เป็นเหตุการณ์สำคัญหนึ่งได้สร้างผลกระทบกับสุขภาพ ชีวิตตลอดไปจนถึงเศรษฐกิจได้รับความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เรียกว่า New Normal หรือชีวิตวิถีใหม่ และได้พูดถึง Next Normal กันต่อไปว่า วิถีชีวิตของมนุษย์เราในยุคต่อไปจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรในโลกหลังจากนี้

เมื่อเรามาโฟกัสถึงโลกแห่งเทคโนโลยี นับว่าเป็นก้าวกระโดดมากในระยะเวลาเพียงปีเดียว เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสวนกระแสธุรกิจอื่นๆอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ช็อปปิ้งออนไลน์ เอ็ม-คอมเมิร์ซ ช็อปปิ้งผ่านสมาร์ทโฟน หรือแม้แต่รับบริการคอลเซ็นเตอร์เพื่อรับออเดอร์ ทุกคนได้ให้ความสำคัญและมองเป็นช่องทางหลักในการทำธุรกิจต่อไป เพราะได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ ปิดเมือง ห้างปิด ร้านค้า ตลอดไปจนถึงร้านอาหารปิดตัวลงป้องกันการแพร่ระบาด

ช็อปปิ้งออนไลน์เติบโตกระฉูด

มีการประเมินตัวเลขกันในธุรกิจค้าปลีกว่า อี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตสูงมาก โดยผู้ให้บริการช็อปปิ้งออนไลน์ยักษ์ใหญ่รายหนึ่งมียอดขายพุ่งกว่า 200,000 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่ยอดขายอยู่ในระดับ 40,000-50,000 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า

ธุรกิจต่างๆทั่วโลกถูกดันให้เร่งนำเอา “โซลูชันดิจิทัล” มาใช้ทดแทนการค้าแบบเดิมๆ การให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับประโยชน์ จุดเด่นเฉพาะของผลิตภัณฑ์นั้น มีความจำเป็นต้องใช้แนวทางดิจิทัลก่อน ตามด้วยอี–คอมเมิร์ซ ที่ต้องออกแบบมาให้ใช้ง่ายและอำนวยความสะดวก เช่น วิดีโอแชตบนหน้าเว็บ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี augmented reality หรือความจริงเสริมมาใช้

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้บริโภคที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง การช็อปปิ้งด้วยตนเอง การจัดประชุมด้วยตนเอง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ใช้ช่องทางดิจิทัล จะเป็นแนวทางยกระดับประสบการณ์ให้ผู้บริโภคขึ้นในระดับต่อๆไป.

เทคโนโลยีด้านสุขภาพจะมาแรง

เป้าหมายของมนุษย์เราต้องมีชีวิตที่ดี เทคโนโลยีด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นนวัตกรรมต่อยอดจากพื้นฐานวิทยาศาสตร์สามารถนำมาพัฒนาคุณภาพของมนุษย์เราได้ มีการมองกันว่ายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของโลกต่างมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านสุขภาพเพื่อใช้วิเคราะห์การดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านๆมา ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล, แอปเปิล, อเมซอน และไมโครซอฟท์

การร่วมมือระหว่างแอปเปิลกับกูเกิลพัฒนาเทคโนโลยี การติดตามผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ด้วยเทคโนโลยีบลูทูธ จากกรณีที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเห็นว่า เทคโนโลยีการติดตามผู้ติดเชื้อเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยควบคุมการแพร่ระบาด

การใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์มาคาดคำนวณตัวเลข R (R numbers) เป็นวิธีหนึ่งในการให้คะแนนไวรัสโควิด-19 หรือความสามารถในการแพร่กระจายของโรค และการทำนายการเกิดการแพร่ระบาดรอบสอง

แอปพลิเคชันต่างๆได้ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย เช่น การนำมาคำนวณค่าออกซิเจนในเลือด การตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า การตรวจจับการล้ม ความเครียด ความเหงา การนอนหลับ ไปจนถึงการตรวจจับหลอดเลือดตีบได้รวดเร็ว เพื่อป้องกันการอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจในที่สุด

ขณะที่ Telemedicine การนําเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยกันได้แบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับการสื่อสารผ่านระบบ VDO Conference ที่คู่สนทนาสามารถมองเห็นหน้าและสนทนากันได้ทั้ง 2 ฝ่าย ไร้ข้อจำกัดในเรื่องเวลาและสถานที่ ง่าย สะดวกสบาย ประหยัดเวลา

ทั้งยังได้รับบริการเหมือนกับการมารับบริการที่โรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยได้มีโรงพยาบาลหลายแห่งนำมาให้บริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการรักษา เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นที่อาการไม่รุนแรง หรือการปรึกษาติดตามผลการรักษาของโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน

เทคโนโลยีด้านสุขภาพจึงมีบทบาทมากขึ้นและมีแนวโน้มพัฒนาไปอีกไกลมาก.

ดิจิทัลแบงกิ้งยกธนาคารมาไว้ที่มือถือ

การพัฒนาการบริการของธนาคารพาณิชย์ได้เข้าสู่ดิจิทัลแบงกิ้งอย่างสมบูรณ์ ถึงปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ 100% ต่อยอดจากการให้บริการบนอินเตอร์เน็ต ก้าวเข้าสู่โมบายแบงกิ้ง มีการพัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ให้บริการธุรกรรมการเงินครบวงจร ลูกค้าสามารถใช้บริการ “ถอน-โอน-จ่าย-ซื้อขายกองทุน-กู้เงิน” เรียกได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้บนโลกออนไลน์

ลูกค้าของธนาคารไม่จำเป็นต้องใช้บริการสาขาอีกต่อไป การพัฒนาเทคโนโลยีการเงินมุ่งไปสู่อนาคต มีการนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาพัฒนาเพื่อช่วยจับพฤติกรรมการใช้ชีวิตจากการใช้จ่ายผ่านธุรกรรมการเงิน อาทิ ข้อมูลการช็อปปิ้งออนไลน์ พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า การใช้โปรโมชัน การเล่นเกม หรือข้อมูลตำแหน่งที่อยู่จากโทรศัพท์มือถือ นำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การบริการใหม่ เรียกว่ายิงตรง เจาะลูกไปยังลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ตรงเป้าหมาย

อีกทั้งยังปิดความเสี่ยงการอนุมัติสินเชื่อ หรือมีหนี้เสียในระดับต่ำ ทำให้การอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็ว และดอกเบี้ยราคาถูกลง นอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อกลุ่มลูกค้าที่ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของรายได้ที่ชัดเจน เช่น ผู้ทำอาชีพค้าขาย ผู้ไม่มีรายได้ประจำ และ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ให้สามารถเข้าถึงบริการสินเชื่อของสถาบันการเงินได้ง่ายล้วนแต่เกิดผลดีทั้งสองฝ่าย ฝ่ายลูกค้าได้รับสินเชื่อ ฝ่ายธนาคารปล่อยสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดิจิทัลแบงกิ้ง แม้จะเป็นเทคโนโลยีทางการเงิน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดรอบใหม่ในประเทศไทย สาขาของ ธนาคารหลายแห่งในจุดที่เกิดการแพร่ระบาดต้องปิดตัวลงไป แต่ก็ยังสามารถใช้บริการทางด้านดิจิทัลได้โดยไม่สะดุดลง และจะยิ่งเร่งรัดให้ลูกค้าของธนาคารได้เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ.

แอปเป๋าตังคนไทยต้องใช้ให้เป็น

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาแอปพลิเคชันเป๋าตังเป็นแอปที่คนไทยใช้ทำธุรกรรมการเงินกันมากที่สุด สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านแอปนี้ เป็นแอปที่ธนาคารกรุงไทยพัฒนาขึ้น โดยออกแบบให้ครอบคลุมธุรกรรมการเงินทุกประเภทเพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนใช้รับสิทธิ์ในโครงการต่างๆ ไม่ว่าอาทิ ชิมช้อปใช้, เราเที่ยวด้วยกัน, ช้อปดีมีคืน และโครงการคนละครึ่งเฟสหนึ่งและเฟสสองผ่านผู้ใช้สิทธิ์ 15 ล้านราย

แอปนี้ใช้เทคโนโลยีหลายชนิด ทั้งการจดจำใบหน้า บิ๊กดาต้า ติดตามพิกัด ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นำมาใช้กันอีกมาก นอกจากจะเป็นอี-วอลเลต หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังเป็นเฮลท์วอลเลตหรือกระเป๋าสุขภาพ รับสิทธิ์สุขภาพจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และการใช้สิทธิ์โครงการรัฐอีกหลายหน่วยงาน ซึ่งคนไทยมีความจำเป็นจะต้องเรียนรู้ให้ได้และใช้ให้เป็นเพื่อรับสิทธิ์

เพราะในอนาคตเมื่อรัฐบาลมีบิ๊กดาต้านี้แล้วจะสามารถต่อยอดในโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป.

ทีมข่าวไซเบอร์เน็ต

 

https://www.thairath.co.th/lifestyle/tech/2005247

“เทคโนโลยีไร้สัมผัส” ชีวิตวิถีใหม่…สไตล์ Next Normal

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมาของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในทุกๆ ด้าน และทำให้เกิดภาวะปกติแบบใหม่ ที่เรียกว่า นิว นอร์มอล (New Normal) ซึ่งผู้คนต้องใช้ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หรือแม้แต่มีระยะห่าง เช่นเดียวกับ วิถีการกิน การอยู่ การใช้ชีวิต ก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากพอสมควร

จาก New Normal สู่ Next Normal…!

ในปี 2564 มีคำถามว่า เทคโนโลยีอะไรที่จะล้ำสมัยมากที่สุด ตอบได้เลยว่า “เทคโนโลยีไร้สัมผัส” คือ เทรนด์ที่จะเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเกือบทุกชนิดในปี 2021

นิตยสาร Strategy+business ของ PwC แนะนำ “3 เทคโนโลยีไร้สัมผัส” ที่จะมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการระบาดของไวรัส อย่างแรกคือ “เทคโนโลยีรู้จำเสียงพูด” (Speech recognition) “เทคโนโลยีจดจำใบหน้า” (Facial recognition) และ “สกุลเงินดิจิทัล” (Digital money) ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อมาจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยตรง แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญที่จะเข้ามาช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นผิว หรือ สิ่งของร่วมกับคนอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

“เทคโนโลยีรู้จำเสียงพูด” (Speech recognition) ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับอุปกรณ์ที่ใช้การสั่งงานด้วยเสียงมาพอสมควรแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น โปรแกรม Siri บนไอโฟน หรือ Alexa ซึ่งเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะในบ้าน แต่ที่จริงแล้ว เทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 เพียงแต่มีการพัฒนาไปอย่างช้าๆ จนปี 2553 ที่มีเทคโนโลยีอื่นๆ ทั้งด้านซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก และคลาวด์ ทำให้อุปกรณ์ต่างๆสามารถตีความคำสั่งเสียงได้โดยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากศูนย์กลาง เทคโนโลยีรู้จำเสียงพูดในปัจจุบันจึงสามารถเข้าใจคำสั่งได้ซับซ้อนมากขึ้น และเริ่มมีอุปกรณ์ที่สามารถสั่งการด้วยเสียง เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์อัจฉริยะ ที่สามารถสั่งการด้วยเสียงแทนการกดปุ่ม หรือเครื่องขายของอัตโนมัติที่ซื้อสินค้าด้วยเสียง

“เทคโนโลยีจดจำใบหน้า” (Facial recognition) เทคโนโลยีนี้มีความพยายามพัฒนาขึ้นครั้งแรก ราวปี พ.ศ.2503 แต่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมการอ่านข้อมูลในตอนนั้นยังไม่ฉลาดพอที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้สำเร็จได้ กระทั่งปี 2560 Apple ได้ออกสมาร์ทโฟน ที่มีระบบตรวจสอบใบหน้าเพื่อปลดล็อกโทรศัพท์แทนการใส่รหัส ทำให้ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามากขึ้น หลังการระบาดของโควิด-19 บริษัทในจีนมีการพัฒนาระบบการจดจำใบหน้าให้สามารถใช้งานคู่กับการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย เพื่อระบุตัวตนและตรวจวัดไข้ได้ในระยะ 15 ฟุต

และในปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้มีความน่าเชื่อถือสูง สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่นๆได้หลากหลาย นอกจากนี้ ยังมีสนามบินหลายแห่ง เช่น ที่สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มนำระบบจดจำใบหน้ามาใช้ในการตรวจคนเข้าเมือง แทนการสแกนลายนิ้วมือ ล่าสุดในอนาคตอันใกล้ อาจจะเป็นปี 2564 นี้ จะมีตู้เอทีเอ็มที่ใช้การตรวจสอบใบหน้าแทนการกดรหัสประตูบ้าน หรือรถยนต์ที่มีระบบความปลอดภัยด้วยการตรวจสอบใบหน้าแทนการใช้กุญแจ และเปิดอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องสัมผัส

“เงินดิจิทัล” (Digital money) เชื่อว่า ทุกวันนี้ การไปธนาคารกลายเป็นเรื่องล้า สมัยไปเสียแล้ว สำหรับผู้คนในยุคนี้ ไม่ใช่แค่ Mobile Banking หรือระบบสแกนเพื่อจ่ายเงินเท่านั้นที่ทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น แต่การเกิดขึ้นของเงินดิจิทัล ซึ่งมีมาตั้งแต่ประมาณ 10 ปีที่แล้ว ได้ค่อยๆทำให้ชีวิตผู้คนต้องเรียนรู้และเข้าใจระบบต่างๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล การรูดบัตรเครดิตหรือเดบิตผ่านระบบออนไลน์ และการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับระบบจ่ายเงิน เช่น Apple pay, Google pay, Ali pay เป็นต้น

ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีการช็อปปิ้ง ซื้ออาหาร และสินค้าต่างๆ ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้น เพราะมีงานวิจัยระบุว่า ธนบัตร 1 ใบ มีแบคทีเรียสะสมมากกว่า 26,000 ตัวเลยทีเดียว เรียกว่า เป็นแหล่งกำเนิดโรคได้อย่างดีเยี่ยม

ส่งผลให้มีผู้ใช้งานระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วโลกกว่า 1,300 ล้านคน เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผู้คนจึงมีทางเลือกในการใช้จ่ายโดยไม่ต้องสัมผัสอะไรนอกจากโทรศัพท์ของตนเอง ไม่ต้องจับเงินที่คนอื่นเคยสัมผัสมาก่อน หรือยื่นบัตรเครดิตให้กับพนักงานเมื่อซื้อสินค้า ร้านค้าเองก็มีทางเลือกเพื่อช่วยรักษาสุขอนามัยของทั้งพนักงานและลูกค้าเช่นกัน

ซึ่งคาดว่า เมื่อการแพร่ระบาดของไวรัสผ่านพ้นไป และเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่วิถีชีวิตแบบใหม่ที่เราสัมผัสสิ่งต่างๆ น้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้จะยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งนั่นหมายความว่า ธุรกิจต่างๆ อาจต้องเริ่มศึกษาและพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดรับและเท่าทันกับแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะเทคโนโลยีไร้สัมผัสเหล่านี้ จะเข้ามาปฏิวัติการทำงาน ชีวิตประจำวัน และการดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้การสัมผัสหน้าจอ หรือกดปุ่มอย่างแน่นอน

ในปี 2021 และต่อเนื่องไปจากนี้ เชื่อว่า เทรนด์ของ Touchless Society หรือสังคมไร้การสัมผัสจะเข้ามาอยู่กับเราแม้กระทั่งภายในบ้าน เช่น ประตูอัตโนมัติ ก๊อกน้ำอัตโนมัติ ถังขยะอัตโนมัติ หรือแม้แต่ชักโครกอัตโนมัติ ที่นับจากนี้ จะมีอีกระบบหนึ่ง เข้ามาเป็นผู้ช่วยภายในบ้าน ที่เรียกว่า Voice Assistant หรือระบบสั่งการ ด้วยเสียง เพื่อลดการสัมผัสปุ่มกดต่างๆมากขึ้น

อนาคตอันใกล้นี้ ระบบ AI , คลาวด์ และ Big Data จะเข้ามามีบทบาทในทุกๆจังหวะของชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราอาจจะเห็นยานยนต์ไร้คนขับ หรือการเดินทางผ่านไฮเปอร์ลูป ที่เร็วกว่าเสียงและแสง จะว่าไป การมาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่ต้องยอมรับว่า COVID-19 เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาสู่ชีวิตของเราเร็วขึ้น

ดังนั้น ในศักราชใหม่ที่กำลังจะมาถึง ทุกคนคงต้องทั้งเตรียมตัว ปรับตัว เตรียมรับมือ เพื่อเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งและฉลาดมากขึ้น ควบคู่ไปกับการมีสุขอนามัยแบบ New Normal ที่ละเลยไม่ได้.

https://www.thairath.co.th/lifestyle/tech/2004887

คลิปหนีบตามติด

เจ๊าะเเจ๊ะวิทยาศาสตร์ - คลิปหนีบตามติด

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คลิปหนีบตามติด – จอห์น รีนัลดี ซีอีโอและผู้ก่อตั้งจีโอบิต ในสหรัฐอเมริกา แนะนำ “จีโอบิต” (Jiobit) อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งของเด็กๆ ช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าลูกอยู่ที่ไหนและสบายใจว่าปลอดภัยแม้ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ จีโอบิตมาในรูปแบบคลิปติดตัว ขนาดเล็กกะทัดรัด กว้าง 3.7 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร หนาเพียง 1.2 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเบาแค่ 18 กรัม สะดวกต่อการพกพา

มีระบบล็อกให้เลือก 3 แบบตามการใช้งาน ได้แก่ ห่วงซีเคียวลูป คลิปล็อกแบบยูนิเวอร์แซล และคลิปล็อกแบบสแตรป โดยแต่ละแบบใช้ระบบป้องกันเด็กปลดล็อกเพื่อป้องกันการถอดอุปกรณ์ ที่สำคัญคือระบบล็อกแต่ละแบบยังติดแน่นกับสิ่งของที่ต้องการยึดติดกับจีโอบิต ไม่ว่าจะคล้องไว้กับหูกางเกง รังดุมเสื้อสายติดรองเท้า ส่วนร้อยเชือกรองเท้า หรือกระเป๋าเป้

ทำงานเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ผ่านระบบไว-ไฟจีพีเอส บลูทูธ และเซลลูลาร์ พ่อแม่ดูพิกัดที่ลูกอยู่ได้แบบเรียลไทม์ กำหนดสถานที่ที่ต้องการซึ่งระบบจะแจ้งเตือนทันทีที่เด็กถึงหรือออกจากสถานที่นั้นๆ ตรวจสอบไทม์ไลน์ว่าแต่ละช่วงเวลามีพิกัดอยู่ไหนบ้าง

มื่อเปิดใช้งานผ่านระบบบลูทูธ หากเด็กๆเคลื่อนที่ออกนอกระยะบลูทูธ จีโอบิตจะส่งข้อความเตือนไปยังแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ผู้ปกครองตรวจสอบพิกัด เด็กๆ ยังแจ้งเหตุหรือเรียกความสนใจจากผู้ปกครองในกรณีมีเรื่องฉุกเฉิน รวมทั้งต้องการความช่วยเหลือ ด้วยการคลิกซ้ำสองครั้งที่มุมล่างขวาของจีโอบิต ระบบจะแจ้งเตือนไปยังแอพพลิเคชั่น

นอกจากนี้จีโอบิตยังประหยัดพลังงาน ต่อการชาร์จไฟฟ้าจนเต็ม 1 ครั้งใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 1 สัปดาห์

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_5653981

เสื้อยืดและแจ็คเก็ต ป้องกันมีดบาด

PPSS-Group-SlashPRO-Slash-Resistant-Clothing

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ซึ่งผ้าตัวนี้ช่วยป้องกันคุณจากการฟันของมีดได้ ยิ่งถ้าฟันไม่แรงโอกาสบาดเจ็บก็มีน้อยมาก   ผลิตภัณฑ์ที่เค้าทำออกมาขายนอกจากเสื้อเชิ้ตแล้วก็มีสเว็ตเตอร์, เสื้อยืดและแจ็คเก็ต กลุ่มเป้าหมายของเค้าก็คือคนที่ทำงานด้านรักษาความปลอดภัย อย่างเช่น รปภ. เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ รวมถึงคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตัดแก้วหรือโลหะ

เสื้อเกราะที่ธอร์รินมอบให้กับบิลโบใน เดอะ ฮอบบิท สงครามห้าทัพ มันมันมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของโฟรโดใน เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ รองส์มาก มันมีดีอย่างไรอ่านได้เลยครับ ^^
935899_189709821202109_117805949_n
มิธริล (Mithril)
เป็นโลหะ มันสามารถตีแผ่ออกได้บางเหมือนทองแดง เงาแวววาวประดุจแก้ว พวกคนแคระนำมันมาทำเป็นโลหะอย่างหนึ่งซึ่งเบา แต่แข็งแรงกว่าเหล็กกล้า ความงามของมิธมิลคล้ายเงินธรรมดา แต่จะไม่มีวันหม่นหมองหรือคล้ำลง พวกเอลฟ์นิยมชมชอบมาก นำไปทำประโยชน์หลายอย่าง ส่วนมูลค่าตอนแรกนั้นสูงกว่าทองคำสิบเท่า แต่เมื่อหายากยิ่งขึ้นก็ไม่สามารถประเมินค่าได้อีก
พวกเอลฟ์โนลดอร์นำแร่มิธริลไปใช้สร้างโลหะผสมชนิดหนึ่ง ชื่อว่า อิธิลดิน (Ithildin) สำหรับนำมาใช้ตกแต่งทางเดินและซุ้มประตูต่างๆ คุณลักษณะของอิธิลดินคือการส่องประกายมองเห็นได้ในกลางแสงจันทร์หรือแสงดาว ประตูตะวันตกของมอเรียก็มีการวาดลวดลายและรหัสปริศนาด้วยอิธิลดินนี้
- สิ่งประดิษฐ์จากมิธริล
สิ่งประดิษฐ์จากมิธริลที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่ เสื้อเกราะมิธริล สร้างขึ้นโดยเหล่าคนแคระแห่งเอเรบอร์ มีลักษณะเป็นโซ่ถักละเอียด รูปร่างเล็กขนาดสำหรับเด็กสวมใส่ได้ น้ำหนักเบาแต่ป้องกันอาวุธได้ดียิ่ง กล่าวกันว่าสร้างตามคำสั่งซื้อของกษัตริย์เอลฟ์องค์หนึ่ง แต่ภายหลังมีปัญหาเรื่องค่าจ้าง เสื้อนี้จึงมิได้มีการส่งมอบ บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ได้รับเสื้อเกราะนี้มาในภารกิจของเขาใน เดอะฮอบบิท เขาเคยสวมเสื้อเกราะนี้ออกรบด้วยในสงครามห้าทัพ
ในเรื่อง ลอร์ดออฟเดอะริงส์ บิลโบมอบเสื้อนี้ให้แก่หลานชาย โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ เพื่อช่วยป้องกันเขาในระหว่างการเดินทางสู่ภารกิจทำลายแหวนแห่งอำนาจ เสื้อนี้ได้คุ้มครองโฟรโดจากการถูกทำร้ายโดยโทรลล์ในเหมืองมอเรีย ต่อมาเมื่อโฟรโดและแซมเดินทางเข้าไปถึงมอร์ดอร์ และโฟรโดถูกชีล็อบทำร้ายจนสลบ แซมเข้าใจว่าโฟรโดเสียชีวิตแล้ว จึงนำแหวนแห่งอำนาจกับขวดแสงแห่งเออาเรนดิลไปเพื่อทำภารกิจต่อ แต่ไม่ได้ถอดเสื้อเกราะไปด้วย พวกออร์คจับตัวโฟรโดไว้ได้และยึดเสื้อเกราะไป เมื่อนำไปแสดงแก่กองทัพของอารากอร์นที่ยกตามมาถึงหน้าประตูดำ อารากอร์นและเพื่อนจึงเข้าใจผิด คิดว่าโฟรโดเสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ดีในตอนท้ายเรื่อง โฟรโดได้เสื้อนี้กลับคืน เขาสวมมันในงานเลี้ยงฉลองที่มินัสทิริธ และได้สวมกลับบ้านที่ไชร์ด้วย
ในตำนาน เสื้อเกราะนี้ได้เก็บรักษาต่อมาที่พิพิธภัณฑ์ในเมืองมิเคิลเดลวิง เมืองหลวงของแคว้นไชร์ หลังจากที่โฟรโดออกเดินทางไปจากมิดเดิลเอิร์ธ

ภาพแสงเหนือน่าตื่นตาในปี 2020

northlight-11

ภาพแสงเหนือน่าตื่นตาในปี 2020 – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โรคโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องล้มเลิกแผนการท่องเที่ยวต่างประเทศในปีนี้ไป และสำหรับผู้ที่พลาดการเดินทางไปชมปรากฏการณ์ธรรมชาติอันงดงามของแสงเหนือ หรือ ออโรร่า บอเรลลิส (aurora borealis) ในดินแดนแถบขั้วโลกเหนือ

บีบีซีชวนชมภาพแสงเหนืออันน่าตื่นตาตื่นใจที่เกิดขึ้นในปีนี้ที่ได้รับคัดเลือกไว้ในบล็อกการท่องเที่ยว Capture the Atlas

ภาพนี้เผยให้เห็นแสงเหนือที่เกิดขึ้นเหนือลากูนแห่งหนึ่งในประเทศไอซ์แลนด์ ช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าของภาพบอกว่า สภาพอากาศที่สงบและแสงจันทร์ที่เป็นใจ ทำให้แสงเหนือเปล่งแสงสดใสและงดงาม

ดูเงาสะท้อนในน้ำสิ! ช่างภาพเก็บภาพนี้ไว้ได้ระหว่างที่รถติดหิมะ หลังจากเกิดพายุหิมะ ที่อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีย์ (Thingvellir National Park) ในไอซ์แลนด์

โดยในระหว่างที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่นั้น ก็ปรากฏแสงเหนือเริงระบำอยู่บนท้องฟ้านานถึง 10 นาที

ภาพนี้เผยให้เห็นแสงเหนือสะท้อนลงบนก้อนหินที่เรียงรายอยู่ตามชายหาดทะเลแบเร็นตส์ (Barents Sea) ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์และประเทศรัสเซีย

ดูเผิน ๆ นี่อาจดูเหมือนสัตว์ประหลาดที่ออกมาชมแสงเหนือ แต่อันที่จริงมันคือต้นไม้ที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนา ช่างภาพเล่าว่ารอเก็บภาพแสงเหนือที่ภูมิภาคแลปแลนด์ที่อยู่เหนือสุดของฟินแลนด์ ท่ามกลางอุณหภูมิ -24 องศาเซลเซียส

แสงเหนือเต้นระบำอยู่เหนือกระท่อมกลางป่าดูงดงามราวกับในเทพนิยาย แต่ภาพนี้มีอยู่จริงที่รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา

ภาพนี้ดูราวกับมีแสงเหนือพวยพุ่งออกมาจากเทือกเขาลินเกน (Lyngen Alps) ในประเทศนอร์เวย์ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

แสงเหนือปรากฏตัวเป็นริ้ว ๆ เหนือน้ำตกสโคกาฟอสส์ (Skogafoss waterfall) อันเลื่องชื่อของไอซ์แลนด์

แสงเหนืออีกภาพจากประเทศไอซ์แลนด์ ภาพนี้เผยให้เห็นแสงเหนือสว่างไสวอยู่ด้านหลังภูเขาเวสตราฮอร์น (Vestrahorn mountain)

แสงเหนือสีเขียวสว่างสดใสทอดตัวเป็นแนวโค้งเหนือภูเขาที่เรียงตัวอยู่บนหาดทรายภูเขาไฟสีดำของประเทศไอซ์แลนด์

ภาพสุดท้ายนี้ไม่ใช่แสงเหนือ หรือ ออโรร่า บอเรลลิส แต่เป็นแสงใต้ หรือ ออโรรา ออสเตรลีส (Aurora Australis) ที่ทอประกายงดงามบนท้องฟ้ารัฐแทสเมเนีย ของออสเตรเลีย

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_5643526

ทำไมเราถึง “ไฟช็อต” คนหรือสิ่งของอื่นๆ ไปทั่ว

1609407354866@2x

อาการ “ไฟช็อต” หรือ ไฟฟ้าสถิตย์ในคนเกิดจากอะไร แล้วจะเลี่ยงได้อย่างไรบ้างนะ?

พอเข้าฤดูหนาว (ที่ไม่ค่อยจะหนาว) ทีไรนอกจาก ผิวจะแห้งจนมือลอก แล้วหลายๆ คนก็น่าจะ แปลงร่างเป็นปิกาจูที่เที่ยวปล่อยกระแสไฟช็อตคน (หรือสิ่งของ) อื่นไปทั่ว เดินๆ อยู่พอไปแตะโดนตัวคนอื่นหน่อยก็รู้สึกเหมือนโดนช็อต หรือจะหยิบจับอะไรก็รู้สึกว่าเหมือนจะโดนช็อตอยู่ตลอด แถมบางครั้งยังช็อตรุนแรงจนได้ยินเสียง “เปรี๊ยะ” ตามมาด้วยอาการมือชาไปพักหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งตอนดูหนังแล้วเห็นฮีโร่ที่มีซูเปอร์พาวเวอร์ที่ปล่อยไฟฟ้าไปช็อตคนนู้นคนนี้ก็ดูเท่ดีอยู่หรอก หรือดูโปเกมอนแล้วเห็นปิกาจูช็อตไฟฟ้าแสนโวลท์ก็ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่พอเกิดเหตุการณ์ “ไฟช็อต” ขึ้นกับตัวเองแล้วทำไมมันถึงดูไม่เท่เลยนะ แถมเจ็บตัวอีกต่างหาก

1609407446916@2x

อาการไฟช็อต (ไฟฟ้าสถิตย์ในคน) เกิดจากอะไร?

นักวิทยาศาสตร์อธิบายถึงเหตุการณ์นี้เอาไว้ว่า อาการคล้าย “ไฟช็อต” นี้จริงๆ แล้วเป็น “ไฟฟ้าสถิตย์” ที่เกิดจากความไม่สมดุลกันของประจุไฟฟ้า ซึ่งภายในโครงสร้างโมเลกุลของสสารต่างๆ รอบตัวเรานั้นจะประกอบไปด้วย “อะตอม” ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และภายในอะตอมนั้นก็มีประจุไฟฟ้าล่องลอยอยู่ ทั้ง โปรตอน (Protons) ที่เป็นไฟฟ้าประจุบวก, นิวตรอน (Neutrons) ที่มีค่าไฟฟ้าเป็นกลาง และ อิเล็กตรอน (Electrons) ที่เป็นไฟฟ้าประจุลบ และโดยปกติแล้วภายในอะตอมจะมีจำนวนของโปรตอนและอิเล็กตรอนที่เท่าๆ กัน และเมื่อจำนวนของโปรตอนและอิเล็กตรอนมีความแตกต่างกัน (ส่วนมากจะเป็นการกระจายตัวของอิเล็กตรอน ในขณะที่โปรตอนและนิวตรอนไม่มีการขยับตัว) ก็จะเกิดการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าขึ้นเพื่อรักษาสมดุลภายในอะตอม

1609407527303@2x

ซึ่งเวลาที่เราไปสัมผัสตัวบุคคลหรือสิ่งของแล้วนั้น เราก็ได้ทำการ ส่งถ่ายประจุไฟฟ้า ไปยังคนหรือสิ่งของต่างๆ ที่เราสัมผัสอีกด้วย และหากร่างกายของเรามี จำนวนประจุไฟฟ้าเกินจุดสมดุล เมื่อเราไปสัมผัสกับคนหรือสิ่งของนั้นๆ แล้ว เราก็จะ ดึงดูดอิเล็กตรอนจากอีกฝ่ายเข้ามาเพื่อปรับสมดุลของประจุไฟฟ้าภายในอะตอม และการดึงดูดกันของอิเล็กตรอนนี้เองที่ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตย์ขึ้น หรือที่เรารู้สึกว่าเราไป“ช็อต” กับคน (หรือสิ่งของ) อื่นๆ นั่นเอง

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้จำนวนโปรตอนและอิเล็กตรอนเกิดความไม่สมดุลกันนั้นคือ“ความชื้นในอากาศ” เพราะประจุอิเล็กตรอนมักจะกระจายตัวไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเราได้ง่ายในพื้นที่ที่มีอากาศแห้ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเข้า ฤดูหนาว (ที่ถึงแม้ว่าอากาศจะไม่หนาว) หรือเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่เป็น ห้องแอร์ อย่างห้างสรรพสินค้าหรือออฟฟิศแล้วเรามักจะ เกิดไฟฟ้าสถิตย์ขึ้นมาได้ง่าย กว่าในช่วงฤดูร้อน, ฤดูฝน หรือพื้นที่ภายนอกห้องแอร์ที่มีความชื้นในอากาศสูง

และนอกเหนือจากปัจจัยเรื่องความชื้นในอากาศแล้ว อาการ ไฟฟ้าสถิตย์ นี้ยังเกิดขึ้นมา จากการเสียดสี ของสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกว่า“Triboelectric Effect” หรือปรากฎการณ์ไฟฟ้าที่เกิดจากการขัดถู เพราะการนำเอาของสองสิ่งมาขัดถูเข้าด้วยกันนั้นเหมือนเป็นการ “ชาร์จ” ประจุไฟฟ้าเข้าด้วยกัน โดยของทั้งสองสิ่งนั้นจะทำการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าระหว่างกัน ก่อให้ เกิดพลังงานไฟฟ้าขนาดย่อมๆ ที่ทำให้ของทั้งสองสิ่งเชื่อมติดกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (หากใครนึกไม่ออกก็ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ตอนเด็กที่ครูเคยให้ลองเอาลูกโป่งมาถูกับเส้นผมแล้วยกขึ้นมา ผลคือผมลอยติดมากับลูกโป่งด้วยนั่นละ) และตัวอย่างปรากฎการณ์ Triboelectric Effect ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การใส่รองเท้าหนังเดินบนพื้นพรม, การที่ถุงพลาสติกลู่ลงติดกับสิ่งของภายในถุง, การสอดกระดาษใส่แฟ้มพลาสติก หรือการที่ขนแมวติดกับเม็ดโฟม เป็นต้น

ที่มา คลิกที่นี่

สาวลอนดอนทุบสถิติโลกใหม่ ใช้บั้นท้ายเล่นฮูล่าฮูปได้ 400 ครั้ง ในเวลา 3 นาที

สาวลอนดอนทุบสถิติโลกใหม่ ใช้บั้นท้ายเล่นฮูล่าฮูปได้ 400 ครั้ง ในเวลา 3 นาที

big_16093003705febf992b5434

กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด เปิดสถิติโลกใหม่ จากการเล่นฮูล่าฮูปด้วยบั้นท้ายโดยสาวชาวลอนดอน เธอกลายเป็นคนที่เล่นฮูล่าฮูปภายใน 3 นาที ได้ 400 ครั้ง ซึ่งจำนวนครั้งมากที่สุดจากใช้ก้นเล่นฮูล่าฮูป

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เทรนด์เทคโนโลยี 2021: Work From Home มาแรง – 5G รอวันผงาด

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้ว่าปฏิทินกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากปี 2020 มาเป็นปี 2021 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงสร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงอีกครั้ง ทั้งในประเทศไทยที่เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ เช่นเดียวกับในซีกโลกตะวันตกทั้งสหราชอาณาจักร รวมถึงสหรัฐอเมริกา นั่นจึงทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ยังคงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อไป

เนื่องด้วยสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะทำให้ปี 2021 ที่จะถึงนี้ คงเป็นปีที่ไม่น่าจะมีความหวือหวามากนักของโลกเทคโนโลยี เนื่องจากพื้นที่สำคัญของโลกเทคโนโลยีส่วนใหญ่แล้วยังอยู่ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่การแพร่ระบาดยังเลวร้ายต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ที่จะต้องถือกำเนิดในปี 2021 กลายเป็นเรื่องที่ยาก

ดังนั้น ความเป็นไปได้มากที่สุดของเทรนด์เทคโนโลยีในปี 2021 จะเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้วจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงการปรับตัวเพื่อให้ชีวิตของเราทุกคนสอดรับกับการพ่นพิษจากโควิด-19

และนี่คือเทรนด์ของปี 2021

5G

5G กำลังใกล้ถึงวันผงาด
5G กำลังใกล้ถึงวันผงาด

ในปี 2020 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป นับว่าเป็นปีที่เทคโนโลยี 5G เข้าสู่จุดที่ขยายตัวในการให้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะการที่สมาร์ทโฟนระดับเรือธง (Flagship) อย่าง iPhone 12 รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย 5G

อย่างไรก็ตาม ต้องระบุด้วยว่า iPhone 12 เป็นสมาร์ทโฟนที่มีราคาในตลาดค่อนข้างสูง ทำให้การใช้งาน 5G ยังไม่เข้าไปสู่บุคคลทั่วไป แต่เชื่อได้ว่า ในปี 2021 จะมีสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งาน 5G เปิดตัวออกมาในราคาที่พอเอื้อมถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากประเทศจีน ที่สามารถทำราคาตัวเครื่องให้ไม่แพงได้ในราคาที่ต่ำกว่า 15,000 บาท

ส่วนการที่ 5G จะเข้าแพร่หลายเป็นการใช้งานในวงกว้างเหมือนกับใน 4G ที่คนทั่วไปกำลังใช้งานอยู่นั้น จากการประเมินของอธิป กีรติพิชญ์ นักวิเคราะห์ด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของดีแทค ประเมินว่า กว่าที่ 5G จะอยู่ในสถานะพร้อมใช้งานต้องรอไม่ต่ำกว่า 2 ปี เพราะต้องรอให้อุปกรณ์ (Device) รองรับมากกว่านี้ และมีราคาที่ถูกลง และแอปพลิเคชันที่รองรับ 5G ก็ยังมีจำนวนจำกัด

 ช็อปออนไลน์มาแรง
ซื้อของออนไลน์ยังคงซื้อง่ายขายคล่อง
ซื้อของออนไลน์ยังคงซื้อง่ายขายคล่อง

ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เราคงได้เห็นข่าวที่เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้งแอมะซอน (Amazon) ร่ำรวยเพิ่มขึ้น เนื่องจากโควิด-19 ทำให้คนทั่วไปหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีก แล้วเลือกที่จะซื้อสินค้าจากออนไลน์แทน

นั่นจึงทำให้การช็อปปิ้งออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในไตรมาสสามของปี 2020 รายได้ของแอมะซอนอยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในไตรมาสที่สี่ ซึ่งเป็นเทศกาลจับจ่ายของชาวตะวันตกอยู่แล้ว น่าจะทำให้รายได้ของแอมะซอนสูงขึ้นกว่านี้อีก

ดังนั้นแล้ว ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมก็คงต้องปรับตัวอย่างหนัก เพื่อพาตัวเองไปแข่งขันในเวทีที่เป็นออนไลน์

อย่างไรก็ดี ในตลาดค้าปลีกของสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะดุเดือดมากขึ้น เพราะแอมะซอนเองก็มีแผนการที่จะขยายร้านค้าปลีกแบบที่มีหน้าร้านดั้งเดิม ซึ่งเรียกว่า Amazon Go ซึ่งน่าจะทำให้ร้านค้าปลีกที่เป็นคู่แข่งของแอมะซอนปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งกว่าเดิม

พร้อมกันนี้ การช็อปปิ้งที่ร้าน Amazon Go เป็นการลดการสัมผัสทางตรงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินทอน ธนบัตร แคชเชียร์ เป็นต้น เพราะการชำระเงินเป็นแบบ Touchless Payment อยู่แล้ว

สำหรับ Amazon Go เป็นบริการค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน โดยที่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกต้องติดตั้งแอปพลิเคชันของแอมะซอน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปหยิบสินค้าจากร้าน แล้วออกมาได้เลย

ทั้งนี้ ภายในร้านจะมีกล้องและระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อคอยติดตามดูว่า ลูกค้ามีการหยิบสินค้าชิ้นใดบ้าง ก่อนที่ระบบชำระเงินในแอปพลิเคชันของแอมะซอน จะหักเงินจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ในแอปพลิเคชันต่อไป

Work From Home

การมาของโควิด-19 ทำให้สังคมไทยคุ้นเคยกับการทำงานจากที่บ้านอย่างยิ่ง
การมาของโควิด-19 ทำให้สังคมไทยคุ้นเคยกับการทำงานจากที่บ้านอย่างยิ่ง

ในปี 2020 คำว่า Work from Home กลายเป็นคำที่คนไทยและคนทั้งโลกคุ้นชินกันมากเป็นพิเศษ เพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลในหลายประเทศประกาศล็อกดาวน์ ไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ รูปแบบการทำงานจึงเปลี่ยนไปเป็นการทำงานจากที่บ้านแทน

ปี 2021 หลายประเทศยังต้องทำงานจากที่บ้านของตัวเองต่อไป ทั้งนี้บริษัทชื่อดังจากซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล, เฟซบุ๊ก, ไมโครซอฟท์, ทวิตเตอร์ ไปจนถึงเน็ตฟลิกซ์ จะยังคงให้พนักงานทำงานจากที่บ้านต่อไป

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ พนักงานจำนวนมากอาจต้องปรับพื้นที่ภายในบ้านส่วนหนึ่งให้มีลักษณะคล้ายห้องทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานไม่ลดลง

นอกเหนือจากนี้ หากหลายบริษัทมองว่า การทำงานจากที่บ้านประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมไม่ตกลง ก็อาจเพิ่มให้การทำงานจากที่บ้านเป็นหนึ่งส่วนหนึ่งในสวัสดิการของพนักงาน การปรับที่นั่งในออฟฟิศเป็นแบบไม่ระบุที่นั่ง แต่เป็นที่นั่งแบบ Hot Desk (เลือกที่นั่งทำงานใดก็ได้ที่ว่างอยู่ ใครมาก่อนได้นั่งก่อน) ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ถาวรโดยไม่ต้องมีออฟฟิศอีกต่อไปได้เช่นกัน

ที่น่าสนใจ ถ้าหากหลายบริษัทตัดสินใจที่จะให้ทำงานจากที่บ้านเป็นหลัก การเข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นเรื่องรองที่จะเข้ามาก็ได้หรือไม่เข้าก็ได้ สิ่งที่จะกระทบตามมาทันทีก็จะเป็นรายได้ของบรรดาร้านค้าที่อยู่ละแวกออฟฟิศ เนื่องจากจำนวนคนที่จะมาจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการมีจำนวนน้อยลง นั่นเอง

พร้อมกันนี้ เมื่อพนักงานทั่วไปต้องทำงานจากที่บ้านแล้ว สิ่งที่พนักงานจะคุ้นเคยมากขึ้นก็คือการประชุมทางไกลจากแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งจากภาวะโควิด-19 ที่เกิดขึ้น จะทำให้พนักงานคุ้นเคยกับการประชุมทางไกลกลายเป็นปกติธรรมดาไปโดยปริยาย

ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

ประเด็นเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในปี 2021 ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในปี 2021

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าในปีหน้าผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกยังมีแนวโน้มที่จะต้องทำงานที่บ้านต่อไป จึงอาจเป็นโอกาสอันดีของแฮกเกอร์และเหล่าผู้ไม่หวังดีบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่อาจถือโอกาสนี้ เพิ่มเป้าหมายในการโจมตีจากเดิมที่โจมตีในฝั่งธุรกิจองค์กร มาเป็นทางฝั่งผู้ใช้งานทั่วไปในกลุ่มคนทำงาน

ดังนั้นแล้ว ในปีหน้า การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ระดับทั่วไป จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันการโจมตีเข้าสู่เครือข่ายภายในบ้าน (Home Network) สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ภายในบ้านชิ้นต่างๆ ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

ปัญญาประดิษฐ์

AI อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด
AI อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

สุดท้ายเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่น่าจะมีแนวโน้มในการเติบโตที่รวดเร็ว แม้ว่าเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ ดูจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทุกวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์กลับอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาที่เราใช้บริการแอปพลิเคชันสตรีมมิงต่างๆ ผู้ให้บริการก็มักจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ แนะนำซีรีส์ ภาพยนตร์ สารคดี แอนิเมชัน ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภครายบุคคลอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ ยังแอบซ่อนอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าและบริการ จากบนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ผู้ให้บริการ ก็จะใช้การเฝ้าดูการซื้อขายของผู้ใช้งานในอดีต และเชื่อว่า ผู้ใช้งานมีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าและบริการนั้นๆ ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็จะมีการนำเสนอสินค้าที่ใกล้เคียงกัน เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะให้ผู้ใช้งานได้จับจ่ายมากขึ้น และเป็นการเพิ่มรายได้กลับไปยังผู้ให้บริการต่อไป

ส่วนในปีหน้าปัญญาประดิษฐ์ จะสามารถกระจายไปยังธุรกิจประเภทอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น การให้คำแนะนำด้านการลงทุน

ขณะที่ประเด็นการเข้ามาแย่งงานมนุษย์ของปัญญาประดิษฐ์ จนถึงตอนนี้ ก็คงไม่เป็นความจริงนัก เพราะเอาเข้าจริงแล้ว มนุษย์มีทักษะที่ปัญญาประดิษฐ์ ไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ทักษะในการพูด การแสดงความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นทักษะขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่ปัญญาประดิษฐ์อาจไม่มีทางเข้าใจ เป็นต้น

ผู้เขียน: Wiwat Rungsaensuksakul
กราฟิก: Jutaphun Sooksamphun

https://www.thairath.co.th/news/2000849