ไขปมพิศวง กว่าจะได้ ภาพถ่าย “หลุมดำ″ ครั้งแรกในโลก

Image # 2.

คลิก  Image # 3. hd-people-mobile-image-750x352px

“อะไรคือ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง?”

ความฮือฮาที่จะพยายามค้นหา คำตอบ ที่ว่านี้ ถึงจุดพีคอีกครั้ง หลังจากมนุษยชาติสามารถจับภาพ สิ่งลึกลับดำมืดมากที่สุดอย่างหนึ่งของจักรวาล ซึ่งถูกขนานนามว่า หลุมดำ (Black hole) ได้เป็นครั้งแรก

หลุมดำ คืออะไร? 

รูปถ่ายที่ว่านี้ มันสำคัญอย่างไร?

มันเกี่ยวข้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ของอภิมหาอัจฉริยะของโลก อย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อย่างไร? 

และที่สำคัญ มันคือคำตอบของ จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง จริงหรือไม่ ?

ในเมื่อคำถามมันยากขนาดนี้ เราจึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาเลกเชอร์ในแบบที่เข้าใจได้ง่ายๆ ซึ่งก็ไม่พ้นต้องเป็น ขาประจำของเรา นั่นก็คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล อีกหนึ่งกูรูวิทยาศาสตร์คนสำคัญของประเทศไทย

“อะไรที่ยังไม่เห็นเป็นที่ประจักษ์ ในวงการวิทยาศาสตร์ ยังคงถือว่ามันก็มีโอกาสเสมอนะ ที่อาจจะไม่ใช่!

Image # 4.
รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล กูรูวิทยาศาสตร์คนสำคัญของประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้ วิทยาศาสตร์ จึงต้องมีการตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบ อยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ ไบเบิลแห่งวงการวิทยาศาสตร์ ที่ยึดถือและใช้สำหรับการเรียนรู้มากว่า 100 ปี อย่าง ทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไป” อ.ชัยวัฒน์ เริ่มต้นการสนทนากับ ทีมข่าวฯ ก่อนที่จะไปสู่คำถามข้อแรก

หลุมดำ หรือ Black hole คืออะไร?

เอาแบบเข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ มันคือวาระสุดท้ายแบบหนึ่งของ ดาวฤกษ์ (ดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง) หากใครนึกไม่ออกว่า ดาวฤกษ์ คืออะไร? มันก็คือ ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา ที่โลกสีน้ำเงินใบนี้โคจรรอบมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ

หากแต่ ดาวฤกษ์ ที่จะเข้าข่าย “ตายแล้วกลายไปเป็นหลุมดำได้” จะต้องมีมวลใหญ่กว่าสัก 2-3 เท่า ของดวงอาทิตย์ใน ระบบสุริยะของเราขึ้นไป!

เอาล่ะ STEP แรก เข้าใจกันแล้วนะ ทีนี้เราไปกันต่อ…

โดยปกติ ดาวฤกษ์ จะกำเนิดมาในลักษณะแบบเดียวกัน แต่เวลาที่มันเดินทางถึงวาระสุดท้าย หรือดาวถึงเวลาตาย มันจะมีรูปแบบการตายโดยทั่วไป 3 แบบ ด้วยกัน คือ 1. ตายแบบสงบคือ หมดเชื้อเพลิง มันก็จะดับไปเฉยๆ แล้วก็จะกลายไปเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ซึ่งกรณีนี้ก็คือ วาระสุดท้ายของดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา

2. ตายด้วยการระเบิด หรือที่เรียกว่า ซุปเปอร์โนวา (SUPERNOVA) แบบหมดทั้งดวงซึ่งกรณีดาวฤกษ์ที่อยู่ในข่ายนี้ จะต้องมีมวลมากกว่า 2 หรือ 3 เท่า ของดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเราขึ้นไป

3. การตายของดาวฤกษ์ในแบบที่ 3 นี้ จะเชื่อมโยงกับกรณีที่ 2 คือ มันจะตายด้วยการระเบิดแบบซุปเปอร์โนวาเหมือนกัน หากแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ หลังการระเบิด จะเหลือเศษซากชิ้นส่วนที่เป็นเนื้อดาวอยู่ส่วนหนึ่ง

ซึ่งการตายของดาวฤกษ์ ในกรณีที่ 3 นี้แหละ คือ จุดกำเนิดของหลุมดำ

เข้าใจตรงกันแล้วนะ! NEXT STEP

Image # 5. เอาล่ะทีนี้ ผลของเศษซากชิ้นส่วนของดาวฤกษ์ หลัง SUPERNOVA มันจะมีทางไป แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ 1. ถ้าระเบิดหมดทั้งดวง ซากดวงดาวจะกลายไปเป็นวัตถุดิบ เกิดเป็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ ดังเช่นดวงอาทิตย์ของเรา

ส่วนกรณีที่ 2. ถ้าระเบิดไม่หมดทั้งดวง และมีมวลที่เหลือมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา ประมาณ 3 เท่าขึ้นไปก็จะกลายไปเป็นดาวนิวตรอน ซึ่งดาวทั้งดวงประกอบไปด้วยนิวตรอนล้วนๆ ไม่มีที่ว่างระหว่างนิวตรอนเลย และจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 10 – 20 กิโลเมตร เท่านั้น!

นี่คือ ขนาดดาวทั้งดวงที่เหลืออยู่นะ แปลกไหม?

จากนั้น เจ้าดาวนิวตรอนที่ว่านี้ที่มีมวลมาก ก็จะยุบถล่มตัวเอง จนกลายเป็น หลุมดำ แล้วอันตรธานหายไป ย้ำอีกครั้งนะ มันจะหายไป หากแต่ อิทธิพล แรงดึงดูดโน้มถ่วง ของดาวดวงที่ยุบตัวไป เทียบง่ายๆ ก็คือ แรงดึงดูดที่ดวงอาทิตย์มีต่อโลกนั้น มันจะยังคงอยู่เท่ากับมวลที่มันหายไป

คือ พูดง่ายๆ แม้ตัวมันจะหายไป หรือกลายเป็น ดาวล่องหน แต่แรงดึงดูดของมันยังแรงมากเท่ากับมวลที่หายไป

ฉะนั้น วัตถุทุกอย่างที่มีมวล ไม่เว้นแม้แต่ ดาวทั้งดวง หรือแม้กระทั่ง แสง ที่ผ่านเข้าใกล้มันในระดับ EVENT HORIZON (ขอบฟ้าเหตุการณ์) หรือ เงาโดยรอบหลุมดำ ก็จะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ และจะติดอยู่ภายในนั้น ไม่มีทางออกไปไหนได้เลย

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ เป็นผลพวงจาก ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนาม ซึ่งได้พยากรณ์เอาไว้เมื่อกว่า 100 ปีที่แล้วว่า ดาวขนาดใหญ่ หรือ การรวมตัวของมวลสารขนาดใหญ่จำนวนมาก ในที่สุดแล้ว มันก็จะยุบตัวลง ด้วยอิทธิพลของแรงดึงดูดโน้มถ่วง 

Image # 6.
วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2019 นักวิทย์และนักวิจัย แถลงข่าว และเผยแพร่ภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรกในโลก พร้อมๆ กับ ตีพิมพ์รายงาน 6 ชิ้น ถึงการค้นพบภาพครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์วงการวิทยาศาสตร์โลก ในวารสาร the astrophysical journal letters 

ถ่ายภาพ หลุมดำ ได้แค่นี้ เหตุไฉนจึงต้องเป็นเรื่องใหญ่โต?

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มากในวงการวิทยาศาสตร์โลก เพราะมันคือ หลักฐานในเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้รับการพิสูจน์ว่า ถูกต้องขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง! จอมนักวิทยาศาสตร์ไทย จับคางครุ่นคิดหลังสิ้นประโยคนี้

เบื้องต้น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เหตุไฉน แค่ถ่ายรูปหลุมดำได้ จึงต้องเป็นเรื่องใหญ่

คำตอบก็คือ มันจะไม่ใหญ่ได้อย่างไร ในเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา หลังการประกาศ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แม้นว่า นักวิทยาศาสตร์ จะพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับ หลุมดำ รวมถึงพยายามถ่ายภาพมันมาช้านานแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยประสบความสำเร็จ

เนื่องจากวิทยาการในการสร้างกล้องทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกเรา ไม่ว่าจะเป็นกล้องโทรทรรศน์แบบแสง ที่เรียกว่า optical telescope หรือ กล้องโทรทรรศน์วิทยุ หรือ กล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ นั้น ทั้งหมดที่ว่านี้ ต่างทำงานด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อ ฉะนั้นเมื่อส่องไปที่หลุมดำ จึงมองมันไม่เห็น หรือถ่ายรูปมันไม่ได้ เพราะไม่มีสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ ออกมาจากหลุมดำได้

นั่นคือ ความสำคัญในข้อที่ 1 เข้าใจตรงกันแล้วนะ NEXT STEP!

Image # 7.
ภาพถ่ายแรกของ “หลุมดำ″ ที่คนทั่วโลกได้ดูในวันที่ 10 เม.ย. 62

สำหรับความสำคัญในข้อที่ 2 ก็คือ ที่ผ่านมา ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเกี่ยวกับหลุมดำ มีเพียงหลักฐานข้างเคียง หรือหลักฐานอย่างอื่นเยอะแยะเต็มไปหมดที่พอจะรองรับได้ว่า หลุมดำ น่าจะมีอยู่จริง หากแต่ยังขาดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะยืนยัน ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือ ภาพถ่าย หรือ หลักฐานในเชิงประจักษ์ ที่จะให้ชาวโลกได้เห็นนั่นเอง ซึ่งเมื่อปรากฏว่า ด้วยเทคโนโลยีในยุคนี้ สามารถทำมันได้สำเร็จ ให้ชาวโลกได้เห็นเชิงประจักษ์ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ก็ยิ่งถูกตอกย้ำยิ่งขึ้นไปอีกว่า มันถูกต้องไปอีกขั้น!

เพราะที่ผ่านมา หากเรามองย้อนกลับไป เมื่อปี ค.ศ. 1915 ครั้งที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ประกาศ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป แก่ชาวโลก ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ด้วย ต่างก็มึนงงปนสงสัยกันไปทั่วว่า มันคืออะไร ด้วยเหตุว่า มันทั้งแปลก และล้ำยุคเกินกาล ซึ่งแน่นอนส่วนหนึ่งไม่เชื่อถือ เพราะยังไม่มีหลักฐานใดมายืนยันได้

จนกระทั่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ประกาศท้าพิสูจน์ทฤษฎีของตัวเอง ที่ว่า แสง ถ้าเข้าใกล้วัตถุขนาดใหญ่ มันจะเบนเข้าหาวัตถุขนาดใหญ่

นึกภาพตามง่ายๆ ก็คือ แสงจากดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลจากโลก ไกลกว่าดวงอาทิตย์ออกไป ตอนที่มันเข้าใกล้ ดวงอาทิตย์ แสงมันจะเบนเข้าหาดวงอาทิตย์

ซึ่งวิธีการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ก็คือ หากถ่ายรูปตำแหน่งของดาวฤกษ์ ที่อยู่หลังดวงอาทิตย์ออกไป ตำแหน่งของมันที่อยู่ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง จะไม่ใช่ตำแหน่งที่แท้จริง เพราะว่า แสงของมันเบนเข้าหาดวงอาทิตย์ ตำแหน่งที่ถ่ายภาพได้ จะขยับจากตำแหน่งเดิม และเพื่อยืนยันในข้อพิสูจน์นี้ ไอน์สไตน์ได้คำนวณให้เสร็จสรรพด้วยว่า ตำแหน่งของดาวฤกษ์จะขยับไปเท่าใดให้ด้วย

Image # 8.
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อภิมหาอัจฉริยะของโลก

ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมีการท้าทายขนาดนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์จึงได้ออกไปพิสูจน์ ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ในช่วงการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ 29 พ.ค. ค.ศ. 1919 ประเทศบราซิล และ แอฟริกา ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา มันตรงตามที่จอมนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ได้คำนวณเอาไว้เป๊ะๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลจึงออกมาอย่างที่รู้ๆ กันคือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์คนดังของโลกในทันที 

ตกลงภาพนี้ คือ ภาพของหลุมดำ จริงหรือไม่?

สำหรับในกรณีภาพถ่ายหลุมดำที่กำลังฮือฮาไปทั้งโลกในเวลานี้ ถามว่า ตกลงมันคือ ภาพของหลุมดำจริงไหม หรือนักวิทยาศาสตร์ จับภาพของมันได้อย่างไร

ในเมื่อตามทฤษฎีก็บอกอยู่โต้งๆ ว่า แม้แต่กระทั่งแสง หากถูกดูดเข้าไปใน BLACK HOLE ก็จะไม่สามารถหนีออกมาได้

คำตอบก็คือ แบบนี้…ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เอกของไทย ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนกล่าวต่อไปว่า หลุมดำ ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ล่องหน นักฟิสิกส์ จึงได้คิดค้นการตามล่ามัน ได้ 2 รูปแบบ คือ

1. ใช้วิธีดูดาวฤกษ์ ที่จับคู่ กับ หลุมดำ วิธีนี้ก็ง่ายๆ เลย ใช้กล้องโทรทรรศน์จับภาพดาวฤกษ์ ดวงไหนที่มีการเคลื่อนที่แปลกๆ นึกภาพตามง่ายๆ ก็คือ มีคนคนหนึ่งกำลังเต้นรำอยู่กับ มนุษย์ล่องหน ภาพที่เราจะเห็นได้ก็คือ แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นมนุษย์ล่องหน แต่เราจะเห็น คนที่กำลังเต้นรำส่ายไปส่ายมาตามจังหวะเพลง อยู่กับมนุษย์ล่องหน ถูกไหม!

ซึ่งเจ้าดาวฤกษ์ ที่จับคู่อยู่กับหลุมดำนี้ ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะสภาพการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ดวงนี้ จะไม่เป็นเป็นแบบปกติ

ไม่ปกติอย่างไร? ง่ายๆ ดาวฤกษ์ที่ส่องกล้องเห็น มันจะมีการเคลื่อนที่แบบแปลกๆ แตกต่างจากดาวทั่วๆ ไป ที่จะเคลื่อนที่ในแนวธรรมดา คือ แนวเส้นตรง หรือ แนวธรรมชาติของมัน แต่ดาวฤกษ์ที่มีคู่เป็นหลุมดำ จะเคลื่อนที่แบบส่าย

Image # 9. 2. สำหรับหลุมดำขนาดยักษ์ ใช้วิธีดูจากสภาพแวดล้อม ที่จะปรากฏให้เห็นว่า มีทั้งวัตถุและดาว วิ่งวนเข้าหา บริเวณหนึ่งแล้วจู่ๆ มันก็เกิดอันตรธานหายไป! ซึ่งหากใครยังไม่รู้ ไอ้เจ้าบริเวณที่กำลังชุลมุนชุลเกกันที่ว่านี้ มีอยู่แห่งหนึ่ง มันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเสียด้วย เพราะมันอยู่แค่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรานี้เอง

หรือ พูดง่ายๆ มีหลุมดำยักษ์อยู่ใกล้ๆ กับเราแค่นี้ เพียงแต่ยังถ่ายรูปมันไม่ได้ แค่นั้นเอง!

อ้าว! แบบนี้ ที่ประกาศว่า สามารถถ่ายรูปหลุมดำได้ มันอยู่ที่ไหนกันล่ะ แล้วการที่มีหลุมดำอยุ่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา จะทำให้โลกสีน้ำเงินที่มนุษยชาติครอบครองอยู่ถูกดูดเข้าไปได้หรือไม่ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ คงตั้งคำถามขึ้นมาในบัดดล

มาถึงบรรทัดนี้ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก จงคลายความตื่นเต้น แล้ว ค่อยๆ ฟังเลกเชอร์ จากจอมนักวิทยาศาสตร์ของไทย อธิบายในประเด็นนี้กันต่อ

อนาคตข้างหน้า กาแล็กซี่ทางช้างเผือกทั้งหมด อาจกลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์

“ไม่ต้องกลัวๆ” อาจารย์ชัยวัฒน์ กล่าวปลอบทีมข่าวฯ แล้วค่อยๆ อธิบายในประเด็นนี้ด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า อันดับแรก หลุมดำที่เราสามารถถ่ายรูปมันได้นี้ มันอยู่ใน galaxy messier 87 หรือที่มีชื่อย่อว่า galaxy M87 นั้น มันอยู่ห่างจากโลกไม่ใกล้ไม่ไกล แค่ 53.5 ล้านปีแสง(หากเดินทางได้ด้วยความเร็วแสง จะใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 53.5 ล้านปี) แค่นั้นเอง

ส่วน หลุมดำ ที่บอกว่าอยู่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา ซึ่งยังถ่ายรูปมันไม่ได้นั้น ก็อยู่ใกล้ๆ แค่ 25,000 ปีแสงเท่านั้นเอง! จากนั้น อาจารย์ชัยวัฒน์ ก็ระเบิดหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

Image # 10.
กล้องโทรทรรศน์ในเม็กซิโก

อย่างไรก็ดี ตามทฤษฎีและความรู้เท่าที่มนุษย์เรามี ณ เวลานี้ ด้วยความที่ หลุมดำ มันจะไม่มีวันเล็กลง แต่จะโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในอนาคตอันไกลโพ้น เจ้าหลุมดำที่อยู่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ที่มีโลกของเราเป็นหนึ่งในสมาชิกนี้ ก็อาจจะถูกหลุมดำ กลืนกินเข้าไปทั้งกาแล็กซี่ จนกลายเป็น หลุมดำขนาดซุปเปอร์ยักษ์ไปเลยก็เป็นได้

แต่ถึงจะมีความเป็นไปได้แบบนั้น มนุษ์โลกในยุคไทยแลนด์ 4.0 ก็คงไม่ต้องไปวิตกอะไร เพราะมนุษยชาติของเราไม่มีวันจะอยู่ถึงเหตุการณ์นั้นได้หรอก เพราะมนุษยชาติของเราจะอยู่บนดาวเคราะห์โลกได้อีกเพียงประมาณไม่เกิน 5 พันล้านปีนับจากนี้ จากสาเหตุที่ดวงอาทิตย์ของเรา จะเปลี่ยนจากดาวแคระเหลืองในปัจจุบัน ไปเป็นดาวยักษ์แดง คือเย็นลงแต่โตขึ้น แล้วขยายมากินดาวบริวาร ไล่ตั้งแต่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ และ โลก ในที่สุด!

เอาล่ะ! ทีนี้เราไปพูดถึงประเด็นสำคัญ ในลำดับต่อไปดีกว่า

ถ่ายรูปมนุษย์ล่องหน หลุมดำ ได้อย่างไร?

ในเมื่อ หลุมดำ มันคือ ดวงดาวล่องหนแถมยังอยู่ไกลแสนไกล โดยเฉพาะเจ้าหลุมดำใน galaxy M87 ที่ถูกถ่ายรูปได้นี้ อยู่ห่างไปซะไกลถึง 53.5 ล้านปีแสง แล้วแบบนี้ มนุษย์โลก ถ่ายรูปมันได้อย่างไร?

คำตอบ ก็คือ ผลลัพธ์แสนมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2006 ของ เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ event horizon telescope หรือ EHT ที่กระจายกันอยู่หลายแห่งทั่วโลก จนประหนึ่งว่า มนุษยชาติ มีกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่พอๆ กับโลกใบนี้ขึ้นมาได้

คำตอบข้อต่อมาของ คำถามที่ว่า แล้วภาพถ่ายที่ได้คือ หลุมดำใช่หรือไม่ ก็ในเมื่อบอกว่า เราไม่สามารถถ่ายรูปมันได้?

คือแบบนี้…ภาพที่ถ่ายได้ ซึ่งกำลังโด่งดังไปทั่วโลกขณะนี้ เอาจริงๆ มันคือ หลุมดำใช่หรือไม่? จะว่าไป เอากันจริงๆ มันก็ไม่ใช่นะ

Image # 11. อาจารย์ชัยวัฒน์ หยุดการเลกเชอร์ไว้ชั่วครู่ เพื่อทิ้งท้ายให้ทีมข่าวฯ ฉงนสนเท่ห์ ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า

นั่นเป็นเพราะ มันเป็นลักษณะคล้ายๆ เงาบริเวณโดยรอบหลุมดำ ที่เกิดจากการวิ่งวนเข้าหาหลุมดำ ของสรรพสิ่งรอบๆ หลุมดำ ถ่ายภาพโดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุเครือข่าย EHT ทั่วโลกแล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ ประมวล ออกมาด้วยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นภาพเงาโดยรอบหลุมดำที่ได้เห็นกัน

หากยังไม่เข้าใจ ผมขอสรุปง่ายๆ ให้เข้าใจแบบนี้แล้วกันว่า ภาพถ่ายนี้ คือ ภาพถ่ายที่ใกล้เคียงที่สุดกับการเห็นหลุมดำ แต่ไม่ใช่ว่า เห็นหลุมดำจริงๆ เพราะหลุมดำตัวเป็นๆ นั้น มันจะมีขนาดเล็ก กว่าที่เห็นจากรูปประมาณ 2.5 เท่า และอยู่ลึกเข้าไปจากบริเวณเงาโดยรอบที่เราเห็นในภาพนี้นั่นเอง 

อย่างไรก็ดี มีเรื่องที่แปลกแสนแปลก ก็คือ เป้าหมายแรกเริ่ม ของโครงการนี้ ก็คือ ต้องการถ่ายภาพและศึกษาหลุมดำ ที่อยู่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา แต่ได้ผลออกมาเป็นภาพหลุมดำที่อยู่ห่างออกไปถึง 53.5 ล้านปีแสงได้เสียก่อน! เพราะถึงแม้จะอยู่ห่างไกลมาก แต่ใหญ่กว่าหลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรามาก

ใหญ่กว่ามากแค่ไหนหรือ? หลุมดำที่ถ่ายภาพได้ มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 6.5 พันล้านเท่า แต่หลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรา มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4 ล้านเท่า 

ซึ่งสิบกว่าปีแห่งการทำงานร่วมกันของเครือข่าย EHT นี้ มันมีทั้งได้ผลและล้มเหลวปนๆ กันไป จนกระทั่งเมื่อถึงปี ค.ศ.2017 ข้อมูลชุดใหญ่ๆ จึงค่อยๆ ทยอยๆ มารวมๆ กัน จนนำไปสู่การวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์แบบจริงจังได้ในที่สุด

Image # 12. จนกระทั่งในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 2019 จึงมีทั้งการแถลงข่าว พร้อมๆ กับตีพิมพ์รายงาน 6 ชิ้น ถึงการค้นพบครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์วงการวิทยาศาสตร์โลกนี้ ในวารสาร the astrophysical journal letters เพื่อประกาศให้ชาวโลกได้รับทราบ จนกระทั่งกลายเป็นข่าวใหญ่โตในที่สุด

ทั้งนี้ โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าอาจจงใจเลือกให้มีการแถลงการค้นพบในปีนี้ เพราะต้องการ ให้เป็นการฉลองครบรอบ 100 ปีของหลักฐานแรกยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป จากการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ปี 1919

ในเชิงวิทยาศาสตร์ หลักฐานดีที่สุดของการพิสูจน์ว่า อะไรเป็นจริงหรือไม่ ก็คือ การได้มองเห็นด้วยตา ถึงแม้ภาพหลุมดำที่กำลังโด่งดังขณะนี้ จะไม่ใช่ภาพตัวตนจริงๆ ของหลุมดำ แต่ก็ใกล้เคียงที่สุด เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือของทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับหลุมดำและต้นเรื่องที่มา คือทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ซึ่งก็เป็นทฤษฎีสำคัญร่วมกับทฤษฎีควอนตัม ในการไขความลับของจักรวาล ที่ว่า จุดกำเนิดของมัน ที่เรียกว่า บิ๊กแบง เป็นอย่างไรกันแน่? อ.ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด

ฟังมาทั้งหมดแล้ว แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ คิดเหมือน ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไหมว่า

มันช่างน่ามหัศจรรย์เสียเหลือเกิน ที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถคิดเรื่องอะไรแบบนี้ขึ้นได้เสียตั้งแต่เมื่อกว่าร้อยปีก่อน และบางทีทฤษฎีอันแสนมหัศจรรย์ ของมนุษย์ที่มีมันสมองอันน่าพิศวงงงงวยนี้ อาจนำไปสู่การไขปริศนาที่ยากเสียยิ่งกว่านี้ นั่นก็คือ ต้นกำเนิดของจักรวาล ให้เป็นได้เสียด้วยสิ….

https://www.thairath.co.th/content/1543645