กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

Image # 2. กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

รถอัจฉริยะจากกูเกิล (ภาพจาก AP)

       อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ ถ้ามีสิทธิบัตร ล่าสุด มีรายงานว่า “กูเกิล” (Google) จดสิทธิบัตร “รถที่มีผิวบริเวณฝากระโปรงเหนียวหนึบหนับ” ไปแล้ว โดยหวังว่าแนวคิดดังกล่าวอาจช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุชนคนที่เดินข้างทางลงได้บ้างไม่มากก็น้อย

เพราะในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง อาการบาดเจ็บจะมาก หรือน้อยมักขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ถูกรถชนกระเด็นไปไกลแค่ไหน ด้วยเหตุนี้ กูเกิลจึงมองว่า ถ้าพัฒนารถยนต์ที่มีผิวสัมผัสบริเวณฝากระโปรงหน้ารถให้เหนียวหนึบเข้าไว้ก็อาจช่วยยึดร่างของผู้ถูกชนให้ติดกับตัวรถ และลดโอกาสที่จะบาดเจ็บรุนแรงได้

ด้านกูเกิลเองไม่ได้ตอบรับ หรือปฏิเสธว่าจะมีการนำสิทธิบัตรดังกล่าวมาผนวกลงในรถอัจฉริยะไร้คนขับของทางค่ายหรือไม่ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ กูเกิลได้พัฒนารถอัจฉริยะโดยมีการวิ่งทดสอบบนถนนจริงแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไมล์ และมีรายงานการเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ตลอดมา

เมื่อเกิดการชนขึ้น ผู้ที่ถูกชนมักล้มฟุบลงบนฝากระโปรงรถ ซึ่งบางคนอาจได้รับบาดเจ็บ หรือบางคนอาจไม่ได้รับบาดเจ็บก็ได้ แต่เมื่อผู้ขับรถมีการเหยียบเบรก ร่างของผู้ถูกชนที่นอนบนฝากระโปรงรถจะกระเด็นออกไปกระแทกกับวัตถุอื่นๆ เช่น พื้นถนน ขอบปูน ฯลฯ ซึ่งตรงจุดนี้โอกาสได้รับบาดเจ็บรุนแรงนั้นมีสูงมาก 

Image # 3. กูเกิลจดสิทธิบัตร “รถที่มีฝากระโปรงเหนียวหนึบ”

       โดยกูเกิล อธิบายการทำงานของสิทธิบัตรดังกล่าวว่า เลเยอร์ของชั้นกาวที่ช่วยยึดเกาะร่างของผู้ถูกชนจะอยู่ภายใต้สารเคลือบปกป้องอีกที เพื่อให้มั่นใจว่า มันจะไม่เหนียวหนึบจนทำให้ฝากระโปรงหน้ารถเป็นที่สะสมของเศษขยะที่ปลิวมาระหว่างทาง แต่ทันทีที่มีวัตถุมากระแทกที่ผิวของรถจะทำให้สารเคลือบเหล่านี้หลุดออก และชั้นกาวข้างใต้ก็จะยึดเกาะวัตถุนั้นๆ เอาไว้

ด้าน Kevin Clinton หัวหน้าโครงการถนนปลอดภัย จาก The Royal Society for the Prevention of Accidents เผยว่า คุณค่าของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปกป้องคนเดินถนนจากการถูกชนกับการพัฒนาแนวทางใหม่ๆ ในการลดความรุนแรงของอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่สำคัญทั้งคู่ อย่างไรก็ดี เขามองว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ควรได้รับการทดสอบให้รอบด้านก่อนนำมาใช้งานจริง เพื่อป้องกันการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันตามมา 

ที่มา http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9590000050714

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1106154016116083