ปะทะ 2 ความคิด “บั้งไฟพญานาค” เกิดขึ้นเองหรือคนทำ?

Image # 2.

หลังการเปิดเผยข้อมูลภาพถ่ายจากการเปิดหน้ากล้องนานๆ เพื่อพิสูจน์ว่า ปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” นั้น เกิดจากการยิงกระสุนส่องวิถี ทาง “นพ.มนัส กนกศิลป์” ผู้เสนอทฤษฎีว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติจึงได้เชิญ “ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” ร่วมเสวนาเพื่อแสดงความเห็นต่อแง่มุมดังกล่าว 

การเสวนาเรื่องบั้งไฟพญานาค เกิดจากกระสุนส่องวิถี หรือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26 พ.ย.55 โดยการแสดงความเห็นระหว่าง นพ.มนัส กนกศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ผู้มีข้อมูลสนับสนุนว่า “บั้งไพญานาค” คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และ ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีหลักฐานว่าบั้งไฟพญานาคนั้นเป็นกระสุนส่องวิถี

นพ.มนัส กนกศิลป์ เผยว่า โดยส่วนตัวเขาได้ชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคมานาน 25 ปี ซึ่งปรากฏการณ์นี้ถือว่ามีผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง จึงจำเป็นต้องตกผลึกความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้ ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างหลากหลาย บางคนเห็นด้วยตาแต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ และเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงแต่เกิดขึ้นอย่างไรไม่มีรู้ บางคนเชื่อว่า อธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่บางคนเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ เมื่อบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติจึงรับไม่ได้

“2-3 ปีที่ผ่านมาผมได้เห็นขึ้นใกล้ๆ ในรัศมี 5 เมตร ได้ยินเสียงผุดขึ้น มีน้ำกระจาย ขึ้นแล้วดับในระยะ 40 เมตร สักวันถ้าอาจารย์เจษฎาได้เห็นคงจะคิดเหมือนผม แต่อาจารย์เจษฎาเห็นปรากฏการณ์บางอย่างที่เหมือนคนทำขึ้นมา ถ้าเอา 2 ส่วนนี้มารวมกันจะได้ภาพใหญ่ของบั้งไฟพญานาค” นพ.มนัส กล่าว

สำหรับคำอธิบายลักษณะบั้งไฟพญานาคจากข้อมูลของ นพ.มนัส ระบุว่า เป็นปราฏการณ์ที่มีดวงไฟหลากสี ส่วนใหญ่เป็นสีแดงหม่น ขนาดประมาณลูกมะนาวถึงผลส้ม ปรากฏให้เห็นเหนือแหล่งน้ำในลุ่มน้ำโขงแถบ จ.หนองคาย บึงกาฬ รวมถึงบึงโขงหลง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั้งในไทยและลาว พุ่งขึ้นเหนือน้ำ ติดไฟ ไม่มีเสียง ไม่มีเขม่า ไม่มีเปลว ปรากฏในช่วงรอยต่อฤดูร้อนกับฤดูฝน 1-3 วัน และฤดูฝนต่อฤดูหนาว 2-5 วัน ส่วนวันออกพรรษาพบมากที่สุด

Image # 3.

ภาพระหว่างการเสวนา (ซ้าย) นพ.มนัส กนกศิลป์ (ขวา) ดร.เจษฏา เด่นดวงบริพันธ์ และดำเนินรายการโดย ดร.นพ.ปริญญา ชำนาญ (กลาง)

นอกจากนี้ นพ.นมัส ยังศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของออกซิเจน โอโซน ความชื้นสัมพัทธ์และรังสียูวีซีในช่วงที่มีรายงานการพบเห็นบั้งไฟพญานาค โดยพบว่าช่วงที่เกิดบั้งไฟพญานาคนั้นมีออกซิเจนสูง โอโซนต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์สูง และมีรังสียูวีซีลงมาถึง ส่วนองค์ประกอบของก๊าซที่ทำให้เกิดบั้งไฟพญานาคนนั้น มีส่วนประกอบของฟองก๊าซฟอสฟีน และมีเทน ในสัดส่วนที่เหมาะสม และทำปฏิกิริยากับอากาศโดยรอบได้อย่างรวดเร็วไม่ฟุ้งกระจาย

พร้อมกันนี้ นพ.มนัส ยังได้ส่งทีมงานลงสัมภาษณ์ผู้อาศัยอยู่ริมน้ำโขงและมีประสบการณ์เห็นบั้งไฟพญานาคจำนวน 127 คน ทั้งที่อาศัยอยู่ฝั่งไทยและฝั่งลาว ซึ่งมี 55 คนที่ยืนยันว่า เห็นบั้งไฟขึ้นจากน้ำในระยะ 5 เมตร บางคนเห็นขึ้นข้างเรือไฟ โดยลักษณะลูกไฟสีต่างๆ แยกได้ถึง 18 สี โดยเป็นสีแดงอมชมพู สีแดง สีชมพู และสีเขียว นอกจากนี้ ยังมีคนไข้ของโรงพยาบาลอายุ 111 ปี ซึ่งเคยเห็นบั้งไฟพญานาค ขณะที่กระสุนส่องวิถีเพิ่งมีเมื่อ 97 ปีก่อน

ทางด้าน ดร.เจษฎา ซึ่งพูดถึงปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ว่า เป็น “หนังเก่าเล่าใหม่” โดยบอกว่าไม่เคยดูปรากฏการณ์ดังกล่าว แต่ในคำเชิญชวนไปชมปรากฏการณ์นั้น จะมีคำโฆษณาว่า “ยังรอการพิสูจน์” แต่ก็ไม่มีใครเคยถ่ายภาพได้เลย ทั้งที่มีคนดูเป็นแสนๆ ส่วนมากภาพประกอบที่ใช้จะเป็นภาพกราฟิก และเมื่อก่อนก็ชื่อ “บั้งไฟผี” แต่ นายพิทักษ์ ศรีตะบุตร ส.ส.หนองคาย ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบั้งไฟพญานาค

Image # 4.

หนังสือที่เขียนโดย นพ.มนัส กนกศิลป์

“ตำนานพญานาคพ่นไฟรับเสด็จพระสัมมนาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่มีในพระไตรปิฏก ก่อนเป็น Unseen Thailand ก็มีปรากฏการณ์ให้เห็นน้อยมาก แต่พอเป็น Unseen ก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อย โพนพิสัยก็เยอะขึ้นเป็นร้อยๆ ลูก เหมือนเยอะขึ้นในที่มีการจัดท่องเที่ยว” ดร.เจษฎา ให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกตระหว่างเสวนา และตั้งคำถามหลายข้อ เช่น ทำไมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพฉพาะตรงกับวันออกพรรษาของลาว เป็นต้น

หากอธิบายว่า เป็นก๊าซที่สะสมจากแหล่ง ลักษณะการติดไฟก็แตกต่างไปจากที่ควรจะเป็น โดย ดร.เจษฎา ได้เผยวิดีโอภาพการติดไฟของก๊าซที่นำมาจากแหล่งน้ำ โดยพบว่า มีเทนในฟองสบู่เมื่อติดไฟก็จะวาบสว่างขึ้นและหายไป หรืออัดก๊าซลงในถุงขนาดใหญ่ เมื่อจุดไฟก็เผาไหม้แล้ววาบหายไป ซึ่งก๊าซตามหนองบึงเหล่านี้จะติดไฟได้เมื่อจุดไฟและจะให้ก๊าซสีฟ้า

หลังจากสงสัยในหลายเรื่องที่สุดก็มาตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วบั้งไฟพญานาคนั้นขึ้นจากน้ำหรือไม่ ซึ่งทีมงานของ “สมภพ เจ้าเก่า” จากห้องหว้ากอ พันทิป ได้เดินทางไปพิสูจน์ โดยเปิดหน้ากล้องถ่ายภาพนาน 15 นาที เพื่อบันทึกภาพปรากฏการณ์จากฝั่งไทย แต่ภาพที่ปรากฏนั้นกลายเป็นเส้นที่ขึ้นมาจากฝั่งลาว และไม่มีเส้นใดเลยที่ขึ้นจากน้ำ

Image # 5.

พร้อมกันนี้ ดร.เจษฎา ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์เทียม” (Spurious Relationship) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน เช่น จำนวนนกกระสาที่มากขึ้น กับ จำนวนประชากรที่มากขึ้นในช่วงเดียวกัน จึงสรุปเป็น “นกกระสาคาบเด็กมาเกิด” เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลใดแล้วเราต้องอธิบายได้ด้วยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

อย่างไรก็ดี นพ.มนัส ให้ความเห็นว่า การเสวนาครั้งนี้ไม่ได้มีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เนื่องจากบั้งไฟพญานาคของปลอมก็มีอยู่จริง ขณะที่ของจริงก็มีอยู่แต่น้อยมาก ซึ่งต่อไปจากนี้คือการต้องรณรงค์ให้พยายามยุติการสร้างของปลอมและหันมาดูแลสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

สอดคล้องกับ ดร.เจษฎา ซึ่งระบุว่าการแสดงแสงสี หรือการจุดพลุต่างๆ ควรจะน้อยลง เพื่อให้เราได้ค้นหาบั้งไฟพญานาคของจริงได้ง่ายขึ้น แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันถึงบั้งไฟพญานาคของจริง หากมีหลักฐานก็จะนำไปสู่การศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ผู้ที่ไปชมบั้งไฟพญานาคหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเพื่อร่วมกันพิสูจน์