Daniel C. Gajdusek ผู้ค้นพบโรคสมองจากการกินศพคน

โดย อ.สุทัศน์ ยกส้าน

Image # 2. Daniel C. Gajdusek ผู้ค้นพบโรคสมองจากการกินศพคน

Daniels Gajdusek (PHOTO CREDIT: Nobelprize.org)

       ในยามเช้าของวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ.2008 เจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมือง Tromso ที่นอร์เวย์ได้พบศพของ Daniels C. Gajdusek ในห้องพัก และตระหนักในเวลาต่อมาว่า ชายวัย 85 ปี ผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวนี้ คือ ผู้ที่ได้รับครึ่งหนึ่งของรางวัลโนเบลสาขาแพทย์ศาสตร์ประจำปี 1976 ด้วยผลงานการค้นพบโรค kuru ที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสมอง โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีสุดท้ายของชีวิต Gajdusek ได้มาพักที่โรงแรมนี้ตามลำพัง เป็นเวลานานในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นเวลาที่ท้องฟ้าใน tromso มืดสลัวตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง เพราะ Tromso ตั้งอยู่เหนือเส้นอาร์กติก และเมื่อฤดูหนาวสิ้นสุด Gajdusek ก็จะกลับไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในยุโรป ทั้งๆ ที่เป็นคนอเมริกัน

พฤติกรรมการหลบซ่อนตัวจากโลกภายนอกเช่นนี้ บอกนิสัยและจิตใจของ Gajdusek ได้ดีพอสมควร

Daniels Gajdusek เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1923 ที่เมือง Yonkers รัฐ New York ในสหรัฐอเมริกา บิดาเป็นคนเชื้อชาติยิว ที่ได้อพยพจากประเทศ Slovakia มาประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายเนื้อในอเมริกา

Gajdusek รู้ความต้องการของตนตั้งแต่เด็ก ว่าต้องการเป็นปราชญ์จุลินทรีย์ที่เก่งระดับ Antony Leeuwenhoek, Louis Pasteur, Robert Koch, Emil Roux, Emil Behring, Ronald Ross และ Paul Ehrlich ความเลื่อมใส และศรัทธาในความสามารถของสุดยอดอัจฉริยะเหล่านี้ ได้ชักนำให้ Gajdusek จารึกชื่อของคนเหล่านี้ลงที่ขั้นบันไดในบ้าน ชื่อละขั้น และทิ้งขั้นสุดท้ายให้ว่างไว้ เพื่อจะได้ใส่ชื่อของตนเอง

ตลอดเวลาที่เรียนหนังสือที่โรงเรียน Gajdusek สนใจธรรมชาติมาก และปักใจเชื่อว่า ถ้าจะมีผลงานที่ยิ่งใหญ่ เขาจะต้องสามารถอธิบายเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ หรือได้เห็นปรากฏการณ์นั้นเป็นคนแรกของโลก

เมื่ออายุ 20 ปี Gajdusek สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Rochester และได้ไปเรียนต่อด้านแพทย์ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Harvard จนสำเร็จในอีก 3 ปีต่อมา จากนั้นได้ไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Columbia และที่ Caltech 

Image # 3. Daniel C. Gajdusek ผู้ค้นพบโรคสมองจากการกินศพคน

Frank Macfarlane Burne (PHOTO CREDIT: Nobelprize.org)

       ในปี 1951 Gajdusek ถูกเกณฑ์เข้ารับราชการเป็นแพทย์ทหารที่โรงพยาบาล Walter Reed อีก 3 ปีต่อมาก็ถูกปลดประจำการ และได้เดินทางไปทำงานที่ออสเตรเลีย จนได้พบเชื้อโรคสมองที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา

ในปี 1954 Gajdusek เริ่มสนใจโรคพิษสุนัขบ้า เมื่อผู้อำนวยการของสถาบัน Pasteur Institute of Iran ที่ Tehran ได้รายงานว่า มีคนไข้ประมาณ 1 ใน 3 ที่ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า หลังจากที่ถูกสุนัขกัดที่ศีรษะ และได้รับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าแล้วก็ยังเสียชีวิต ข้อมูลนี้แสดงว่า วัคซีนโรคสุนัขบ้าไม่ได้ผล Gajdusek ได้เสนอให้ใช้ antibody ต่อต้านโรคสุนัขบ้าที่ผลิตจากกระต่าย ผสมกับวัคซีนโรคสุนัขบ้าในการรักษา

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1954 ได้มีการทดลองใช้วัคซีนผสมนี้กับคนไข้ 18 คนที่ถูกสุนัขจิ้งจอกซึ่งเป็นโรคสุนัขบ้ากัด ผลปรากฏว่า ไม่มีคนไข้คนใดล้มตาย และทุกคนรอดชีวิต นั่นแสดงว่า การเติม antibody พิษสุนัขบ้าลงไปในวัคซีนพิษสุนัขบ้าสามารถรักษาคนไข้ได้

วงการแพทย์จึงใช้กระบวนการนี้ในการรักษาคนที่ป่วยเป็นโรคสุนัขบ้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่ออายุ 34 ปี Gajdusek ได้ไปทำงานวิจัยที่ Melbourne ในออสเตรเลียกับ Frank Macfarlane Burnet (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาแพทย์ศาสตร์ประจำปี 1960 จากงานวิจัยเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน) ประสบการณ์ที่ออสเตรเลีย และความเข้าใจที่ได้จากการร่ำเรียนกับ Linus Pauling และ John Enders ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลทั้ง 2 คน ได้ปูทางให้ Gajdusek สามารถมีการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของตนเองได้

ในปี 1957 Gajdusek ได้เดินทางไปที่เกาะ New Guinea เมื่อทราบข่าวว่า แพทย์ชื่อ Vincent Zigas ได้เห็นผู้หญิงและเด็กชาวพื้นเมืองแสดงอาการของโรค kuru ซึ่งผู้ป่วยจะเริ่มมีทีท่าในการเดินเห็นที่ไม่มั่นคง และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานไม่สอดคล้องกัน บางคนกินและกลืนน้ำลายยาก มีอารมณ์ฉุนเฉียว รู้สึกปวดแขนและขาเป็นประจำ จากนั้นร่างกายจะเริ่มสั่น มีการหัวเราะ คลุ้มคลั่งประปราย และพูดไม่ชัด แล้วร่างกายก็จะหมดแรง สิ้นสภาพและสิ้นชีวิตในเวลาอีกไม่เกินหนึ่งปี

Gajdusek ต้องการรู้สาเหตุของโรคนี้จึงตัดสินใจเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวเกาะ และพบว่า ชาวพื้นเมืองเผ่า Fore ที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้เป็นมนุษย์ยุคหินที่นิยมให้ผู้หญิงและเด็กกินศพของคนที่เพิ่งตาย โดยเอาต้ม ย่าง แล้วกินเยื่อสมอง ซึ่งประเพณีถือว่าเป็นการแสดงความคารวะคนที่ตาย

เขาจึงสงสัยว่า โรค kuru ที่คนเหล่านี้เป็นคงเกิดจากสตรีและเด็กกินสมองศพโดย จึงแนะให้ห้ามกิน แล้วก็ได้พบว่าจำนวนผู้ป่วยได้ลดลงทันที 

Image # 4. Daniel C. Gajdusek ผู้ค้นพบโรคสมองจากการกินศพคน

Primate (PHOTO CREDIT: Michael D. Gumert)

       จากนั้น Gajdusek ได้ทดสอบความเชื่อของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยการส่งผ่านเชื้อโรคสู่สัตว์ประเภท primate และพบว่าโรคอาจใช้เวลานานหลายสิบปีในการฟักตัว นี่เป็นการทดลองครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่า โรคสมองบางชนิดสามารถติดต่อกันได้โดยมีคนเป็นพาหะ

ในปี 1966 Gajdusek ได้รายงานการถ่ายทอดโรค kuru สู่ลิงชิมแปนซี และพบว่า นอกจากโรค kuru โรคเส้นประสาทเสื่อมโรค Creutzfeldt-Jakob Disease (CJD) แล้ว โรควัวบ้าก็เป็นโรคที่มีสาเหตุเดียวกัน คือโปรตีน prion ที่ไม่มี DNA และ RNA คือไม่มีชีวิต แต่มีการม้วนตัวผิดทิศ แล้วไปเหนี่ยวนำให้โปรตีนอื่นๆ ม้วนตัวผิดตาม คนๆ นั้นจึงเป็นโรค

ในปี 1980 Gajdusek ได้แสดงให้เห็นว่า โรค Alzeihmer มีความแตกต่างจากโรค CJD ที่ไม่สามารถถ่ายจากคนสู่คนได้

การค้นพบที่ว่าโรคบางโรคติดต่อได้โดยโปรตีนที่มีโครงสร้างผิดปรกติ ทั้งๆ ที่โปรตีนนั้นไม่มีชีวิต และฆ่าก็ไม่ตายโดยการให้ความร้อน ดังนั้นเวลาไวรัสนี้เข้าร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงไม่รู้จัก การค้นพบนี้ได้ทำให้ Gajdusek คือผู้พิชิตครึ่งหนึ่งของรางวัลโนเบล และมีชื่อจารึกที่ขั้นบันไดตามที่ได้เคยมีปณิธานตั้งแต่เด็ก

Gajdusek เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เดินทางต่างประเทศบ่อย และชอบไปสถานที่แปลกๆ เพื่อค้นหาเชื้อโรคประหลาดๆ ขณะใช้ชีวิตกับชาวเกาะบนเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เขาได้นำเด็กๆ ชาวเกาะ 56 คน กลับไปที่ Maryland ในอเมริกาเพื่อเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม และให้การศึกษา

ในปี 1997 Gajdusek ถูกตำรวจจับ เมื่อเด็กคนหนึ่งได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าถูก Gajdusek ล่วงเกินทางเพศ และ Gajdusek ก็ยอมรับ จึงถูกศาลจำคุก 1 ปี หลังจากที่ถูกปล่อยตัว Gajdusek ได้อพยพไปอยู่ยุโรป และไม่กลับอเมริกาอีกเลย โดยได้แบ่งเวลาชีวิตระหว่าง Tromso ในนอร์เวย์ Amsterdam ในเนเธอร์แลนด์ และ Paris ในฝรั่งเศส

ตามปรกติ Gajdusek เป็นคนชอบอ่านหนังสือวรรณกรรมมาก และหนังสือที่อ่านมีหลากหลายเนื้อหา อีกทั้งเป็นคนที่ชอบเก็บเอกสาร รวมถึงจดหมายที่เพื่อนๆ เขียนถึง อนึ่งเวลาตอบจดหมาย Gajdusek ชอบส่งจดหมายฉบับนั้นกลับไปและตอบคำถามไปในระหว่างประโยคที่เพื่อนเขียนมา

ก่อนเสียชีวิต 2 เดือน Gajdusek ซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจก็ยังพูดจาปราศรัยได้ตามปกติ และสามารถพูดได้นานเป็นชั่วโมง และยังสนใจศึกษาเรื่องโรคและความสามารถของสมอง เช่น เขาเชื่อว่า สมองของเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบสามารถเรียนภาษาต่างประเทศได้มากกว่า 6 ภาษาอย่างสบายๆ ตัว Gajdusek เองอ่านหนังสือได้ 10 ภาษา
หลังจากที่ได้หลบลี้จากอเมริกาไปแล้ว บุตรบุญธรรมทุกคนของ Gajdusek ได้มีคนรับไปเลี้ยงดูต่อ

อ่านเพิ่มเติมจาก “The People in the Trees” โดย Hanya Yanagikara ปี 2014 ที่จัดพิมพ์โดย Anchor 

ที่มา http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9580000106387