อีกทางเลือกผู้พิการ “วีลแชร์อัจฉริยะ” สั่งงานได้แค่ชายตามอง

Image # 2. อีกทางเลือกผู้พิการ วีลแชร์อัจฉริยะ สั่งงานได้แค่ชายตามอง

นายดิลก ปืนฮวน นักศึกษาปริญญาเอก นักวิจัยห้องปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับหุ่นผู้พิการทางสมองที่จะต้องสวมใส่หมวกเซนเซอร์เพื่อรับคำสั่งจากสัญญาณสมองในการสั่งงาน

       เมื่อประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและผู้พิการ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องถูกพัฒนาขึ้นมาควบคู่กันจึงเป็นเรื่องของเครื่องมือเครื่องไม้อัจฉริยะสำหรับตอบสนองการเคลื่อนไหว ในยามที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายทำงานได้ไม่สะดวกเหมือนเคย และจะดีแค่ไหนหากผู้พิการและผู้สูงอายุบนวีลแชร์สามารถไปไหนมาไหนเองได้อย่างปลอดภัย และจะดีแค่ไหนหากพวกเขาสามารถสั่งงานอุปกรณ์เหล่านั้นได้แบบไม่ยากเย็น ตามไปดูวีลแชร์อัจฉริยะจากนักวิจัยมหิดล ที่จะทำให้ชีวิตของผู้พิการไม่ยุ่งยากอีกต่อไป

นายดิลก ปืนฮวน นักศึกษาปริญญาเอกและนักวิจัยห้องปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้พัฒนารถวีชแชร์อัจฉริยะ กล่าวว่า สิ่งประดิษฐ์ที่เขาทำขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุ และผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตั้งแต่ระดับที่มีอาการน้อยไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถขยับร่างกายได้แต่สมองยังสั่งการได้อยู่ เพราะมีระบบนำทางอัตโนมัติที่ถูกโปรแกรมให้รับคำสั่งจากผู้ใช้งานได้โดยตรง

นักวิจัย อธิบายว่า ระบบการทำงานของวีลแชร์มี 2 ระบบคือ ระบบอัตโนมัติและระบบธรรมดา โดยระบบนำทางอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นจะสามารถพาผู้ป่วยไปในสถานที่ที่ต้องการได้อัตโนมัติโดยการเลือกตำแหน่งปลายทางที่บันทึกไว้แล้วตั้งแต่แรก โดยใช้มือ ในกรณีที่ผู้ป่วยที่ยังใช้มือได้, ใช้คาง ในกรณีที่กล้ามเนื้อคอสามารถทำงานได้ปกติ, ใช้การกลอกลูกตาหรือสัญญาณจากสมอง ในกรณีที่ผู้ป่วยพิการทั้งร่างกายไปยังเคอเซอร์ที่จะกดคำสั่งบนจอคอมพิวเตอร์คล้ายกับการคลิกเมาส์ ที่ในระหว่างการนำทางระบบยังสามารถตรวจจับ และหลบหลีกสิ่งกีดขวางอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ได้อีกด้วย

“ความโดดเด่นอีกประการ คือ ผู้ใช้วีลแชร์สามารถเปลี่ยนโหมด การทำงานเป็นโหมดการทำงานแบบธรรมดาได้ด้วย ซึ่งในการควบคุมโหมดธรรมดานี้ผู้ใช้จะสั่งงานได้จากหลายๆ อวัยวะตามถนัดทั้งมือ, คาง, ตา หรือสัญญาณสมอง เพื่อควบคุมทิศทางของวีลแชร์ได้อย่างอิสระ และยังสามารถบันทึกตำแหน่งที่ต้องการเพิ่มเติมได้อีก ” นายดิลก เผยแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์

ในส่วนขององค์ประกอบ นายดิลก ระบุว่าจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก (Mini PC) สำหรับเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ บนวีลแชร์เพื่อส่งไปยังเซิฟเวอร์ผ่านระบบไวไฟ, จอแอลอีดีเล็กขนาด 7 นิ้ว สำหรับติดต่อกับผู้ใช้งาน, เครื่องสแกนเลเซอร์ สำหรับระบุตำแหน่งของวีลแชร์ เพื่อใช้ในการนำทางและตรวจจับสิ่งกีดขวาง และส่วนสุดท้ายคือ สแกนเนอร์เลเซอร์แบบหมุนได้ ที่ใช้สำหรับตรวจสอบจับสิ่งกีดขวางที่อยู่บนพื้น

ก่อนที่จะใช้ระบบนำทางอัตโนมัตินั้นระบบจำเป็นจะต้องมีแผนที่ของห้องที่ผู้ใช้จะไปก่อน โดยระบบจะทำการสร้างแผนที่จากโอโดมิเตอร์ (Odometer) และเครื่องสแกนเลเซอร์ (Laser Scanner) ที่ติดตั้งอยู่บนรถเข็นโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า “แสลม” (Simulatoneus locolization and mapping: SLAM) ที่จะบันทึกจุดหรือสถานที่ที่ผู้ใช้งานใช้เป็นประจำ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ซึ่งระบบแสลมดังกล่าวนักวิจัยเผยว่า ได้พัฒนาขึ้นมาจากระบบอาร์โอเอส (Robot Operating System: ROS) ที่ผู้ใช้งานเพียงเลือกสถุานีปลายทาง ระบบก็จะทำการประมวลผลเส้นทางที่เป็นไปได้ และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะนำวีลแชร์ไปถึงจุดหมาย

“ณ ตอนนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จและพร้อมผลิตหากมีผู้สนใจ แต่ปัญหาอีกสิ่งที่กังวลคือ เรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 2 แสนบาท เพราะระบบอัตโนมัติค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพง แต่ในอนาคตก็อาจจะถูกลงได้อีก และอยู่กับผู้ใช้ด้วยว่าต้องการระบบแบบไหนถ้าไม่ต้องการระบบอัตโนมัติก็จะลดราคาลงมาได้อยู่ที่หลักหมื่นเลยทีเดียว” นักวิจัย กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้นักวิจัยยังเผยด้วยว่า ผลงานวีลแชร์อัจฉริยะยังเคยเข้าร่วมแข่งขันในเวที i-CREATe (international Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology) เวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นระดับนานาชาติที่สิงคโปร์เมื่อช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งในการแข่งขันดังกล่าวได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วย 

Image # 3. อีกทางเลือกผู้พิการ วีลแชร์อัจฉริยะ สั่งงานได้แค่ชายตามอง

ลแชร์สามารถรับคำสั่งจากคางได้ด้วยในกรณีที่ผู้ป่วยยังสามารถขยับกล้ามเนื้อคอได้

Image # 4. อีกทางเลือกผู้พิการ วีลแชร์อัจฉริยะ สั่งงานได้แค่ชายตามอง

ส่วนของวีลแชร์จะประกอบไปด้วยส่วนรับคำสั่งทั้งที่อยู่บริเวณปลายคาง และหน้าจอคอมพิวเตอร์ แตกต่างกันไปตามส่วนของความพิการในผู้ใช้แต่ละคน โดยที่บริเวณด้านล่างใกล้กับล้อจะมีเซนเซอร์ตรวจจับอุปสรรครอบข้างอยู่ด้วย เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้

ที่มา http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9580000096828