“จักรวาล” กำลัง “ตาย” อย่างช้าๆ


เครดิตภาพ-นาซา

“แกเล็กซีและการรวมกลุ่มของมวล” หรือ “แกมมา″ ทีมนักดาราศาสตร์จากหลายๆ ชาติ ที่รวมตัวกันทำงานศึกษาวิจัยอยู่ภายใต้ ศูนย์นานาชาติเพื่อการวิจัยคลื่นวิทยุดาราศาสตร์ (ไอซีอาร์เออาร์) ที่ตั้งอยู่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย เผยแพร่ผลสรุปงานวิจัยออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ว่า จักรวาลทั้งหมดกำลัง “ตายลงอย่างช้าๆ” ในขณะนี้

ไซมอน ไดรเวอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยดังกล่าวระบุว่า “จักรวาลกำลังอยู่ในสภาวะเสื่อมถอยแล้วในตอนนี้ ค่อยๆ ชราภาพลงอย่างช้าๆ” และเปรียบเทียบจักรวาลในเวลานี้กับชายชราที่ทรุดตัวลงนั่งเอนบนโซฟา คว้าผ้าห่มมาคลุมตัว และพร้อมที่จะ “หลับไปตลอดกาล” ในที่สุด

ข้อสรุปดังกล่าวนั้นได้จากการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินสภาวะการผลิตพลังงานของจักรวาลที่อยู่ใกล้เคียงทั้งหมดของทีมวิจัยจากไอซีอาร์เออาร์แล้วพบว่าปริมาณพลังงานทั้งหมดที่จักรวาลผลิตออกมาได้นั้นหลงเหลือเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของที่เคยผลิตได้เมื่อราว2,000ล้านปีก่อน

“เราใช้ทั้งกล้องโทรทรรศน์ในอวกาศและทางภาคพื้นดินเป็นจำนวนมากเพื่อศึกษาพลังงานของจักรวาลครั้งนี้และสามารถตรวจวัดพลังงานที่ผลิตออกมาได้จากแกเล็กซีต่างๆมากกว่า200,000แกเล็กซีในย่านความถี่ต่างๆ ที่มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้” ไดรเวอร์กล่าว

ตามข้อมูลของทีมแกมมา เมื่อเกิดปรากฏการณ์บิ๊กแบงขึ้นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันก็คือ “พลังงาน” ทั้งหมดของจักรวาล เมื่อราว 13,800 ล้านปีที่ผ่านมา บางส่วนของพลังงานเหล่านี้ถูกปิดกักอยู่รวมกันกลายเป็น “มวล” ขึ้นมา พลังงานส่วนที่ถูกปิดกักอยู่ซึ่งทำให้เกิดมีมวลขึ้นนั้น กลายสภาพเป็นดาวฤกษ์ ซึ่งจะเปลี่ยนมวลดังกล่าวกลับมาเป็นพลังงานให้กลายเป็นแสงสว่าง ตามสมการอันลือเลื่องของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คือ E=MC2 

ศาสตราจารย์ไดรเวอร์อธิบายว่า เมื่อพลังงานมหาศาลที่เกิดจากบิ๊กแบงค่อยๆ หายไปหลังจากนั้น มีพลังงานพิเศษที่เกิดขึ้นตามมาเพิ่มให้จักรวาล นั่้นคือพลังงานที่เกิดจากดาวฤกษ์ต่างๆ ซึ่งปลดปล่อยออกมาจากกระบวนการรวมธาตุบางอย่างเข้าด้วยกัน อย่างเช่นไฮโดรเจนและฮีเลียม เป็นต้น

พลังงานที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ถูกดูดซับและติดไปกับ “ธุลีอวกาศ” เพ่นพ่านออกไปผ่านแกเล็กซีที่เป็นต้นกำเนิด หรือไม่พุ่งไปสู่อวกาศลึกล้ำระหว่างแกเล็กซีต่างๆ ที่เรียกว่า “อินเตอร์แกเล็กติค สเปซ” จนกระทั่งชนเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่น ดาวอีกบางดวง หรือดาวเคราะห์ หรือที่เกิดขึ้นน้อยครั้งมากคือการชนเข้ากับกระจกของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ เป็นต้น

สภาพการตายอย่างช้าๆ เกิดขึ้นเมื่อพลังงานของดาวฤกษ์ต่างๆ เหล่านี้จะค่อยๆ ลดน้อยลงจนหมดไปในที่สุด

โจลิสเก สมาชิกของแกมมาทีม อธิบายเอาไว้ว่า เมื่อพลังงานในดาวฤกษ์ถูกเผาผลาญจนหมดลงก็เหมือนกับไฟที่หมดเชื้อ ค่อยๆ มอดลง หลงเหลือเพียงวัสดุที่ผ่านการเผาไหม้ อาจคุแดงอยู่อีกพักก่อนเย็นลงและ “ตาย” ในที่สุด

จอห์น บีคอม นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ บอกว่า “ชีวิต” ทั้งหมดต้องพึ่งพาอาศัยพลังงานที่ดาวฤกษ์เหล่านี้ผลิตขึ้นมา เมื่อจักรวาลตกอยู่ในสภาพโรยราเช่นนั้น สิ่งมีชีวิตย่อมอ่อนแรงตามไปด้วย ความตายจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่จำกัดอยู่เฉพาะมนุษย์ แม้แต่จักรวาลก็ตายได้เช่นเดียวกัน

แต่แกมมาทีมยืนยันว่า มนุษย์คงยังไม่ต้องตื่นตกใจถึงวาระสุดท้ายของตัวเองในยามนี้

เพราะกว่าที่จักรวาลจะถึงกาลสิ้นสุดจริงๆ ก็ต้องใช้เวลาอีก 2,000-3,000 ล้านปีข้างหน้า เป็นอย่างน้อย!

โดย มติชน ออนไลน์