“จีเอ็มโอ” พันธุกรรมสั่งได้บนเส้นทางเห็นต่าง

Image # 2. “จีเอ็มโอ” พันธุกรรมสั่งได้บนเส้นทางเห็นต่าง

นักวิจัยฝ่ายไม่สนับสนุนเห็นตรงกันว่า “เกษตรอินทรีย์” คือทางออกที่ดีที่สุดของไทย ไม่ใช่ “จีเอ็มโอ”

        “จีเอ็มโอ” มีกระแสขึ้นมาอีกครั้งหลังจากร่างกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมถูกถอนออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการสภาปฏิรูป จนเกิดเสียงตัดพ้อของผู้ที่เห็นประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ขณะเดียวกันฝ่ายคัดค้านมองว่าการเบรกกฎหมายเกี่ยวกับจีเอ็มโอเป็นความหวังในการป้องกันปัญหาที่จะตามมา ทีมข่าว “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” มีมุมความเห็นทั้งสองด้านว่า ทำไมผู้สนับสนุนจึงอยากให้กฎหมายนี้ผ่าน แล้วเหตุใดฝ่ายคัดค้านจึงไม่เห็นด้วย 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 ก.ค.58 คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และการบริการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ขอถอน “ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. …” ซึ่ง น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน ได้อธิบายผ่านช่องทางเฟซบุ๊กถึงเหตุผลที่คณะกรรมการได้ถอนกฎหมายดังกล่าวไว้ 2 เหตุผล

“ไม่ผ่านด้วยกฎหมาย”
เหตุผลแรกเป็นเรื่องของกระบวนการทางการกฎหมายในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งในการรานงานวาระปฏิรูปรอบแรกไม่มีประเด็นจีเอ็มโอแต่ได้ปรากฏในวาระสอง และในเอกสารนำส่งถึงประธาน สปช.เพื่อเข้าสู่วาระพิจารณานั้นไม่ระบุว่าจะมีร่าง พรบ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา จนเกิดการอภิปรายทักท้วงและขอให้มีการชี้แจง

อีกเหตุผลคือจุดอ่อนของ พรบ.ในมาตรา 52 ที่ระบุว่า “ผู้ประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมไม่ต้องรับผิดในกรณี ที่การปลดปล่อยสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมสู่สิ่งแวดล้อมและก่อความเสียหาย ต่อสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ หรือเกิดความเสียหายแก่ความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากการกระทำของผู้เสียหายเอง” นั้นไม่สอดคล้องหลักสากลในพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทาง ชีวภาพ และพิธีสารเสริมนาโงย่า-กัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการรับผิดและชดใช้ความเสียหาย

แม้ในแง่กฎหมายจะได้รับการชี้แจงไปแล้ว แต่ในแง่เทคโนโลยียังมีความเห็นต่างอย่างชัดเจน โดยในมุมของ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ผู้เชี่ยวชาญการบังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรทรัพยากรชีวภาพ เผยแก่ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า จากการติดตามสถานการณ์จีเอ็มโอมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติเขียวจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี ทำให้เขาเห็นความน่ากลัวของจีเอ็มโอว่าเป็นมากกว่าเหตุผลทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เพราะจีเอ็มโอคาบเกี่ยวถึงความมั่นคงทางอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และบริษัทข้ามชาติที่กำลังพยายามเข้ามาแทรกแซงธุรกิจการเกษตรอันเป็นถุงเงิน ถุงทองของประเทศไทย พ.ร.บ.ปลดปล่อยจีเอ็มโอที่ถูกระงับอยู่จึงเป็นทั้งความหวังและแนวกันชนสำคัญ ที่จะป้องกันจีเอ็มโอและปัญหาที่จะตามมา

“ถ้าหาก พ.ร.บ.ถูกชงเข้าสู่สภาอีกครั้ง จะทำให้สิ่งที่วิตกที่สุดเกิดขึ้นเพราะเนื้อหาภายในร่าง พ.ร.บ. ที่ถูกเขียนขึ้นโดยคณะกรรมการชุดใหม่ซึ่งล้วนเป็นฝ่ายสนับสนุนจีเอ็มโอ ได้เปิดช่องโหว่ให้กับให้กับบริษัทผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติไว้หลายกรณี ทั้งในส่วนที่ระบุไว้ว่าหากมีการปนเปื้อนของพันธุ์จีเอ็มโอในธรรมชาติบริษัทจะไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเหมือนกับการเขียนกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองก่อนหน้า เพราะเหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นแล้วที่สหรัฐฯ จนเกิดการฟ้องร้องกันระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่และเกษตรกรนับร้อยนับพันกรณี เช่น ข้าวพันธุ์ลิเบอร์ตีลิงก์ (LibertyLink) ที่เป็นข้าวจีเอ็มโอหลุดออกไปปนเปื้อนกับข้าวในธรรมชาติ ทำให้พันธุกรรมของข้าวธรรมชาติเกิดความเสียหาย” วิฑูรย์กล่าว 

Image # 3. “จีเอ็มโอ” พันธุกรรมสั่งได้บนเส้นทางเห็นต่าง

“ข้าวหอมนิล” ข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ปรับปรุงพันธุ์ด้วยการผสมยกระดับจากธรรมชาติ

       “ต้านเพราะหวั่นเกษตรกรถูกริดรอน” 
สิ่งที่น่ากังวลมากไปกว่านั้นวิฑูรย์ระบุว่าคือการถูกริดรอนสิทธิของเกษตรกรที่อาจเกิดขึ้น หากมีการใช้เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอที่จดสิทธิบัตรครอบคลุมผลผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของตัวเองได้ หรือถ้าขายก็จะตกเป็นสิทธิบัตรของบริษัททั้งหมด เช่น ปลูกข้าวโพดด้วยเมล็ดที่ซื้อมาจากบริษัท M แต่เมื่อเก็บผลผลิตทั้งฝักแก่ ข้าวโพดอ่อน หรือแม้ข้าวโพดคั่วจะถูกจดเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท M ด้วย ซึ่งถ้าหากฝ่าฝืนและมีการตรวจพบจะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินหลักล้านบาท

คลิกอ่านต่อ