ภาพและข้อมูลน่าทึ่ง จาก”พลูโต”

 

Image # 2. http://www.matichon.co.th/online/2015/07/14375376561437537679l.jpg


ข้อมูลและภาพถ่ายชุดแรกจากดาวเคราะห์แคระพลูโต ที่อยู่ริมนอกสุดของสุริยะจักรวาล ซึ่งทางทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้รับผิดชอบในการสอบสวนและวิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการนี้ได้รับมาจาก ยานสำรวจอวกาศ “นิวฮอไรซันส์” ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา ที่ประสบความสำเร็จในการโฉบผ่านพลูโตอย่างงดงามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายอย่างที่ทำให้คณะนักวิทยาศาสตร์ซึ่งนำโดย อลัน สเติร์น พากันทึ่งและพิศวงไปพร้อมๆ กัน

เจฟฟ์ มัวร์ นักวิทยาศาสตร์ในทีมงานอีกคนยอมรับว่า สภาพทางธรณีวิทยาของภูมิทัศน์บนดาวดวงนี้ไม่เพียงมหัศจรรย์เท่านั้นแต่ยังสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิชาการด้านนี้อย่างตัวเองจนถึงกับต้องสูดลมหายใจลึกๆเพื่อระงับความตื่นเต้นเลยทีเดียว

ในเบื้องต้นสภาพภูมิประเทศที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์แปลกใจมากที่สุดเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ลักษณะคล้ายรูปหัวใจที่ถูกเรียกกันว่า“หัวใจแห่งพลูโต” แต่ทีมงานของนาซาตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “ทอมโบห์ เรจิโอ” ที่มีลักษณะพื้นผิวราบเรียบ ปราศจากหลุมอุกกาบาตเก่าแก่เหมือนพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของดาวดวงนี้ ที่คาดกันว่าอาจมีอายุนับเป็นพันล้านปี แต่ “ทอมโบห์ เรจิโอ” นั้นใหม่อย่างมาก ยังคงมีร่องรอยการกัดกร่อนและปริแตกซึ่งทำให้อนุมานได้ว่าน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางธรณีวิทยา

พื้นที่ส่วนหนึ่งของทอมโบห์เรจิโอถูกขนานนามว่า“สปุตนิก พลานัม” ที่ลักษณะคล้ายคลึงกับสภาพบริเวณขั้วเหนือของดาวอังคารมาก เพราะมีริ้วรอยการกัดกร่อนตัดไขว้ไปมาเป็นตาข่าย ซึ่งอาจเกิดจากกระแสลมหรือลักษณะของการระเบิดบางสิ่งบางอย่างจนเป็นรอยปริแตกเหล่านั้น ซึ่งบางส่วนมีวัสดุสีดำปูดขึ้นมาตามรอยปริ ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับทีมงานมากขึ้นไปอีก

Image # 3.

มัวร์ระบุว่า หากพิจารณาจากการที่ไม่มีหลุมอุกกาบาตที่ตกกระทบแล้ว เห็นได้ชัดว่า สปุตนิก พลานัม คงมีอายุไม่มากไปกว่า 100 ล้านปี หรืออาจจะน้อยกว่านั้น หรือไม่แน่นักอาจมีอายุเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็เป็นได้

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องน่าทึ่งเพราะนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ตั้งสมมุติฐานกันไว้ก่อนหน้านี้ว่าพลูโตไม่ควรมีแกนกลางที่ยังคุกรุ่นหรือเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของนักดาราศาสตร์ในเวลานี้ก็คือภายในของดาวพลูโตอาจมีส่วนประกอบที่เป็นวัสดุกัมมันตภาพรังสีอยู่เป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตามข้อสันนิษฐานนี้ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมสารกัมมันตภาพรังสีดังกล่าวไม่แตกตัวจนสิ้นสภาพไปแล้วในช่วงเวลายาวนานตามอายุของสุริยจักรวาลคำอธิบายอีกทางหนึ่งก็คือพื้นผิวของพลูโตก็เป็นเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อีกเป็นจำนวนมากทั้งดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวเนปจูน และยูเรนัส (ดาวมฤตยู) คือมีผิวเปลือกนอกเยือกแข็งแต่มีมหาสมุทรอยู่ใต้ผิวนอกดังกล่าว การเคลื่อนไหวของของเหลวในมหาสมุทรดังกล่าวนั่นเองที่ก่อให้เกิดความร้อนสะสมขึ้น

แนวทางสันนิษฐานอีกประการก็คือพื้นผิวบริเวณทอมโบห์เรจิโอ ดังกล่าวนั้นไม่ได้ใหม่จริงๆ หากแต่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ทำให้มันดูใหม่เท่านั้นเอง

บนยานนิวฮอไรซันส์ ยังมีอุปกรณ์ตรวจสอบองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศพลูโตอยู่ด้วยเรียกว่า “อลิซ” ข้อมูลจากอลิซชี้ว่า บรรยากาศส่วนนอกสุดของพลูโตเป็นไนโตรเจนที่คิดสัดส่วนเป็นราว 90 เปอร์เซ็นต์ ของบรรยากาศทั้งหมด ถัดลงไปเป็นชั้นของมีเทนราว 10 เปอร์เซ็นต์ ชั้นล่างสุดเป็นส่วนผสมซับซ้อนของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

นอกจากนั้น “สว็อป” หรืออุปกรณ์ตรวจสอบพายุสุริยะรอบพลูโต ยังตรวจสอบพบการสูญเสียไนโตรเจนที่หลุดออกสู่อวกาศเป็นจำนวนมากถึง 500 ตันต่อชั่วโมง มากกว่าการสูญเสียบนดาวอังคารถึง 500 เท่า

ถ้าคำนวณตามอายุของสุริยะจักรวาล นักวิทยาศาสตร์พบว่า พลูโต สูญเสียไนโตรเจนไปแล้วกองเป็นภูเขาสูงถึง 275 เมตรเลยทีเดียว

ที่มา

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1437537656