เทรนด์เทคโนโลยี 2021: Work From Home มาแรง – 5G รอวันผงาด

Image # 2.

คลิก  Image # 3. hd-people-mobile-image-750x352px

แม้ว่าปฏิทินกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากปี 2020 มาเป็นปี 2021 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงสร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงอีกครั้ง ทั้งในประเทศไทยที่เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ เช่นเดียวกับในซีกโลกตะวันตกทั้งสหราชอาณาจักร รวมถึงสหรัฐอเมริกา นั่นจึงทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ยังคงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อไป

เนื่องด้วยสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะทำให้ปี 2021 ที่จะถึงนี้ คงเป็นปีที่ไม่น่าจะมีความหวือหวามากนักของโลกเทคโนโลยี เนื่องจากพื้นที่สำคัญของโลกเทคโนโลยีส่วนใหญ่แล้วยังอยู่ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่การแพร่ระบาดยังเลวร้ายต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ที่จะต้องถือกำเนิดในปี 2021 กลายเป็นเรื่องที่ยาก

ดังนั้น ความเป็นไปได้มากที่สุดของเทรนด์เทคโนโลยีในปี 2021 จะเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้วจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงการปรับตัวเพื่อให้ชีวิตของเราทุกคนสอดรับกับการพ่นพิษจากโควิด-19

และนี่คือเทรนด์ของปี 2021

5G

Image # 4. 5G กำลังใกล้ถึงวันผงาด
5G กำลังใกล้ถึงวันผงาด

ในปี 2020 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป นับว่าเป็นปีที่เทคโนโลยี 5G เข้าสู่จุดที่ขยายตัวในการให้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะการที่สมาร์ทโฟนระดับเรือธง (Flagship) อย่าง iPhone 12 รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย 5G

อย่างไรก็ตาม ต้องระบุด้วยว่า iPhone 12 เป็นสมาร์ทโฟนที่มีราคาในตลาดค่อนข้างสูง ทำให้การใช้งาน 5G ยังไม่เข้าไปสู่บุคคลทั่วไป แต่เชื่อได้ว่า ในปี 2021 จะมีสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งาน 5G เปิดตัวออกมาในราคาที่พอเอื้อมถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากประเทศจีน ที่สามารถทำราคาตัวเครื่องให้ไม่แพงได้ในราคาที่ต่ำกว่า 15,000 บาท

ส่วนการที่ 5G จะเข้าแพร่หลายเป็นการใช้งานในวงกว้างเหมือนกับใน 4G ที่คนทั่วไปกำลังใช้งานอยู่นั้น จากการประเมินของอธิป กีรติพิชญ์ นักวิเคราะห์ด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของดีแทค ประเมินว่า กว่าที่ 5G จะอยู่ในสถานะพร้อมใช้งานต้องรอไม่ต่ำกว่า 2 ปี เพราะต้องรอให้อุปกรณ์ (Device) รองรับมากกว่านี้ และมีราคาที่ถูกลง และแอปพลิเคชันที่รองรับ 5G ก็ยังมีจำนวนจำกัด

 ช็อปออนไลน์มาแรง
Image # 5. ซื้อของออนไลน์ยังคงซื้อง่ายขายคล่อง
ซื้อของออนไลน์ยังคงซื้อง่ายขายคล่อง

ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เราคงได้เห็นข่าวที่เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้งแอมะซอน (Amazon) ร่ำรวยเพิ่มขึ้น เนื่องจากโควิด-19 ทำให้คนทั่วไปหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีก แล้วเลือกที่จะซื้อสินค้าจากออนไลน์แทน

นั่นจึงทำให้การช็อปปิ้งออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในไตรมาสสามของปี 2020 รายได้ของแอมะซอนอยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในไตรมาสที่สี่ ซึ่งเป็นเทศกาลจับจ่ายของชาวตะวันตกอยู่แล้ว น่าจะทำให้รายได้ของแอมะซอนสูงขึ้นกว่านี้อีก

ดังนั้นแล้ว ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมก็คงต้องปรับตัวอย่างหนัก เพื่อพาตัวเองไปแข่งขันในเวทีที่เป็นออนไลน์

อย่างไรก็ดี ในตลาดค้าปลีกของสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะดุเดือดมากขึ้น เพราะแอมะซอนเองก็มีแผนการที่จะขยายร้านค้าปลีกแบบที่มีหน้าร้านดั้งเดิม ซึ่งเรียกว่า Amazon Go ซึ่งน่าจะทำให้ร้านค้าปลีกที่เป็นคู่แข่งของแอมะซอนปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งกว่าเดิม

พร้อมกันนี้ การช็อปปิ้งที่ร้าน Amazon Go เป็นการลดการสัมผัสทางตรงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินทอน ธนบัตร แคชเชียร์ เป็นต้น เพราะการชำระเงินเป็นแบบ Touchless Payment อยู่แล้ว

สำหรับ Amazon Go เป็นบริการค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน โดยที่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกต้องติดตั้งแอปพลิเคชันของแอมะซอน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปหยิบสินค้าจากร้าน แล้วออกมาได้เลย

ทั้งนี้ ภายในร้านจะมีกล้องและระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อคอยติดตามดูว่า ลูกค้ามีการหยิบสินค้าชิ้นใดบ้าง ก่อนที่ระบบชำระเงินในแอปพลิเคชันของแอมะซอน จะหักเงินจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ในแอปพลิเคชันต่อไป

Work From Home

Image # 6. การมาของโควิด-19 ทำให้สังคมไทยคุ้นเคยกับการทำงานจากที่บ้านอย่างยิ่ง
การมาของโควิด-19 ทำให้สังคมไทยคุ้นเคยกับการทำงานจากที่บ้านอย่างยิ่ง

ในปี 2020 คำว่า Work from Home กลายเป็นคำที่คนไทยและคนทั้งโลกคุ้นชินกันมากเป็นพิเศษ เพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลในหลายประเทศประกาศล็อกดาวน์ ไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ รูปแบบการทำงานจึงเปลี่ยนไปเป็นการทำงานจากที่บ้านแทน

ปี 2021 หลายประเทศยังต้องทำงานจากที่บ้านของตัวเองต่อไป ทั้งนี้บริษัทชื่อดังจากซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล, เฟซบุ๊ก, ไมโครซอฟท์, ทวิตเตอร์ ไปจนถึงเน็ตฟลิกซ์ จะยังคงให้พนักงานทำงานจากที่บ้านต่อไป

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ พนักงานจำนวนมากอาจต้องปรับพื้นที่ภายในบ้านส่วนหนึ่งให้มีลักษณะคล้ายห้องทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานไม่ลดลง

นอกเหนือจากนี้ หากหลายบริษัทมองว่า การทำงานจากที่บ้านประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมไม่ตกลง ก็อาจเพิ่มให้การทำงานจากที่บ้านเป็นหนึ่งส่วนหนึ่งในสวัสดิการของพนักงาน การปรับที่นั่งในออฟฟิศเป็นแบบไม่ระบุที่นั่ง แต่เป็นที่นั่งแบบ Hot Desk (เลือกที่นั่งทำงานใดก็ได้ที่ว่างอยู่ ใครมาก่อนได้นั่งก่อน) ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ถาวรโดยไม่ต้องมีออฟฟิศอีกต่อไปได้เช่นกัน

ที่น่าสนใจ ถ้าหากหลายบริษัทตัดสินใจที่จะให้ทำงานจากที่บ้านเป็นหลัก การเข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นเรื่องรองที่จะเข้ามาก็ได้หรือไม่เข้าก็ได้ สิ่งที่จะกระทบตามมาทันทีก็จะเป็นรายได้ของบรรดาร้านค้าที่อยู่ละแวกออฟฟิศ เนื่องจากจำนวนคนที่จะมาจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการมีจำนวนน้อยลง นั่นเอง

พร้อมกันนี้ เมื่อพนักงานทั่วไปต้องทำงานจากที่บ้านแล้ว สิ่งที่พนักงานจะคุ้นเคยมากขึ้นก็คือการประชุมทางไกลจากแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งจากภาวะโควิด-19 ที่เกิดขึ้น จะทำให้พนักงานคุ้นเคยกับการประชุมทางไกลกลายเป็นปกติธรรมดาไปโดยปริยาย

ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

ประเด็นเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในปี 2021 ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในปี 2021

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าในปีหน้าผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกยังมีแนวโน้มที่จะต้องทำงานที่บ้านต่อไป จึงอาจเป็นโอกาสอันดีของแฮกเกอร์และเหล่าผู้ไม่หวังดีบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่อาจถือโอกาสนี้ เพิ่มเป้าหมายในการโจมตีจากเดิมที่โจมตีในฝั่งธุรกิจองค์กร มาเป็นทางฝั่งผู้ใช้งานทั่วไปในกลุ่มคนทำงาน

ดังนั้นแล้ว ในปีหน้า การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ระดับทั่วไป จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันการโจมตีเข้าสู่เครือข่ายภายในบ้าน (Home Network) สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ภายในบ้านชิ้นต่างๆ ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

ปัญญาประดิษฐ์

Image # 7. AI อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด
AI อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

สุดท้ายเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่น่าจะมีแนวโน้มในการเติบโตที่รวดเร็ว แม้ว่าเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ ดูจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทุกวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์กลับอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาที่เราใช้บริการแอปพลิเคชันสตรีมมิงต่างๆ ผู้ให้บริการก็มักจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ แนะนำซีรีส์ ภาพยนตร์ สารคดี แอนิเมชัน ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภครายบุคคลอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ ยังแอบซ่อนอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าและบริการ จากบนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ผู้ให้บริการ ก็จะใช้การเฝ้าดูการซื้อขายของผู้ใช้งานในอดีต และเชื่อว่า ผู้ใช้งานมีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าและบริการนั้นๆ ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็จะมีการนำเสนอสินค้าที่ใกล้เคียงกัน เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะให้ผู้ใช้งานได้จับจ่ายมากขึ้น และเป็นการเพิ่มรายได้กลับไปยังผู้ให้บริการต่อไป

ส่วนในปีหน้าปัญญาประดิษฐ์ จะสามารถกระจายไปยังธุรกิจประเภทอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น การให้คำแนะนำด้านการลงทุน

ขณะที่ประเด็นการเข้ามาแย่งงานมนุษย์ของปัญญาประดิษฐ์ จนถึงตอนนี้ ก็คงไม่เป็นความจริงนัก เพราะเอาเข้าจริงแล้ว มนุษย์มีทักษะที่ปัญญาประดิษฐ์ ไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ทักษะในการพูด การแสดงความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นทักษะขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่ปัญญาประดิษฐ์อาจไม่มีทางเข้าใจ เป็นต้น

ผู้เขียน: Wiwat Rungsaensuksakul
กราฟิก: Jutaphun Sooksamphun

https://www.thairath.co.th/news/2000849