แกะรอยโจรปล้นสุสาน ยุคฟาโรห์

 Image # 2.

สรรเสริญแด่เฮพต์เคต ผู้มาจากเคอร์-อฮา ข้าไม่เคยทำการลักขโมยด้วยความรุนแรง”

คลิก  Image # 3. hd-people-mobile-image-750x352px

ข้อความข้างต้นคือหนึ่งใน “บทปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา” (Negative Confession) 42 ข้อที่ระบุเอาไว้ในคัมภีร์มรณะ (Book of the Dead) ให้ชาวไอยคุปต์กล่าวต่อหน้าเทพตุลาการว่าพวกเขาไม่เคยกระทำความผิดใดๆมาก่อนเลยเมื่อครั้งยังมีชีวิต เพื่อให้เทพเจ้าโอซิริส (Osiris) จอมราชันแห่งโลกหลังความตายอนุญาตให้ดวงวิญญาณของพวกเขาสามารถเดินทางไปสู่ทุ่งต้นกก (Field of Reeds) ซึ่งเปรียบประหนึ่ง “สวรรค์” ของชาวอียิปต์โบราณได้ตามที่ตนเองปรารถนา

แต่เชื่อเถอะครับว่า ชาวไอยคุปต์บางคนอาจจะรู้สึกลำบากใจเมื่อต้องกล่าวบทปฏิเสธข้อนี้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นรู้อยู่แก่ใจดีว่ากำลังกล่าวคำเท็จ ใช่แล้วครับ เรากำลังพูดถึง “โจรปล้นสุสาน” ที่หากินจากทรัพย์สมบัติของเหล่าชนชั้นสูงและเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่นิยมฝังศพของตนเองเอาไว้กับทรัพย์ศฤงคารอันประเมินค่าไม่ได้ และในครั้งนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะพาแฟนานุแฟนไปแกะรอย “โจรปล้นสุสาน” ในอียิปต์โบราณกันครับ

Image # 4.
ภาพจำลองสมบัติบางส่วนภายในสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน.

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าสามพันปีของอารยธรรมอียิปต์โบราณ การปล้นสุสานปรากฏหลักฐานไม่ทางตรงก็ทางอ้อมให้เห็นอยู่เสมอๆ เลยครับ ที่เห็น ได้ชัดเจนที่สุดก็คือบรรดามหาพีระมิดแห่งกิซ่า (Great Pyramids of Giza) ทั้งสามแห่งที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทว่าเมื่อครั้งที่นักอียิปต์วิทยาเข้าไปสำรวจนั้น พีระมิดเหล่านี้กลับ “ว่างเปล่า” เสียแล้ว ถ้าจะคิดว่าฟาโรห์อย่างคูฟู (Khufu) ผู้รังสรรค์มหาพีระมิดขนาดใหญ่ที่สุดในอียิปต์ไม่ได้ฝังอะไรเอาไว้ภายในสุสานของพระองค์เลยคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากห้องหับในพีระมิดจะว่างเปล่าแล้ว มัมมี่พระศพยังหายออกไปจากโลงศพหินแกรนิตภายในห้องฝังศพ ณ กึ่งกลางตัวพีระมิดอีกด้วย นั่นย่อมหมายความว่าในอดีตต้องเคยมีหัวขโมยบุกเข้ามาขนทรัพย์สมบัติของฟาโรห์คูฟู รวมถึงอาจจะนำเอาพระศพของพระองค์ออกไปจากพีระมิดเป็นแน่

จริงอยู่ครับว่า “การลักขโมย” เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ชาวอียิปต์โบราณเองก็ทราบดีจึงนำเรื่องการลักขโมยเข้ามาใส่ไว้เป็นหนึ่งใน “บทปฏิเสธ” 42 ข้อ ที่เป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาจะได้ไปใช้ชีวิตหลังความตายหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าโจรปล้นสุสานเหล่านี้จะไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนเองกระทำจะกระทบต่อการเดินทางไปใช้ชีวิตนิรันดร์หลังจากที่พวกเขาสิ้นลมแต่อย่างใด คำถามที่นักอียิปต์วิทยาให้ความสนใจก็คือ สิ่งใดคือพลังที่ทำให้ชาวไอยคุปต์บางกลุ่มยังคง “ฝ่าฝืน” ทั้งๆที่พวกเขารู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันผิด?

คำตอบชัดเจนที่สุดคือ “ความเหลื่อมล้ำทาง สังคม” นั่นเองล่ะครับ

ในขณะที่เหล่าฟาโรห์และชนชั้นสูงนำเอาทรัพย์ศฤงคารปริมาณมหาศาลใส่ลงไปในสุสานเพียงเพื่อนำไปใช้ในชีวิตหลังความตาย ชนชั้นล่างส่วนใหญ่ยังคงหิวโหย ไม่มีแม้แต่อาหารประทังชีวิต ชาวไอยคุปต์บางคนไม่เชื่อด้วยซ้ำครับว่าชีวิตหลังความตายจะมีจริง บทเพลงของนักเล่นพิณชาวไอยคุปต์ (Song of Harpers) ส่วนหนึ่งกล่าวถึงมุมมองเกี่ยวกับ “ความตาย” เอาไว้ว่า

“ร่าเริงเสียบ้าง อย่าเอาแต่เบื่อหน่าย ดูสิไม่มีใครนำสิ่งใดติดตัวไปได้ทั้งนั้น ดูสิ ผู้ที่จากไปแล้ว ล้วนไม่เคยหวนกลับมา”

Image # 5.
การโบยตีผู้กระทำผิด บางทีหัวขโมยที่ถูกจับได้อาจจะถูกลงโทษเช่นนี้ก็เป็นได้.

นั่นหมายความว่าชาวไอยคุปต์ส่วนหนึ่ง “ไม่เชื่อ” หรอกครับว่าจะมีโลกหลังความตายอยู่จริง แถมไม่เชื่อด้วยว่าคนตายจะนำเอาทรัพย์ศฤงคารเหล่านี้ไปใช้ในโลกหน้าได้ แต่ทรัพย์สมบัติในสุสานจะสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัวของพวกเขาอย่างมหาศาล ดังนั้นโจรปล้นสุสานจึงมาจากหลากหลายสาขาอาชีพที่พร้อมจะเอาชีวิตตนเองเข้าแลกเพื่อหวังลาภก้อนโต เพราะถ้าโจรคนใดเกิดพลาดท่าถูกจับได้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ โทษที่พวกเขาจะได้รับนั้นร้ายแรงถึง “ตาย” เลยทีเดียว!!

หลักฐานทางโบราณคดีที่ทำให้นักอียิปต์วิทยาได้ทราบถึงกิจกรรมของเหล่าโจรปล้นสุสานมาจากกระดาษ “ปาปิรัส” สมัยราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) อายุราว 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ที่อาลักษณ์บันทึกถ้อยคำรับสารภาพของเหล่าโจรปล้นสุสานเอาไว้ ในบางครั้งข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยให้นักอียิปต์วิทยามองเห็นความเหลื่อมล้ำทางความร่ำรวยในสังคมไอยคุปต์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นสมบัติที่ทำจากโลหะทองแดงน้ำหนัก 100 ดีเบน (Deben) (เทียบเป็นน้ำหนักในปัจจุบันราว 9.1 กิโลกรัม) ที่กลุ่มโจรปล้นออกมาได้แล้วนำไปแบ่งกันนั้นมีมูลค่าเทียบเท่ากับค่าแรงปกติที่พวกเขาต้องตรากตรำทำงานหนักถึง 10 เดือน!! ใครล่ะจะอดใจไหว?

Image # 6.
ปาปิรัสลีโอโพล์ด-แอมเฮิร์สต์ บอกถึงการปล้นสุสานโดยช่างหินชื่ออเมนพานูเฟอร์.

นั่นจึงไม่แปลกเลยครับที่สุดท้ายแล้วสุสานของเหล่าขุนนางหรือแม้แต่สุสานของเหล่าฟาโรห์ในสมัยราชอาณาจักรใหม่ที่จงใจขุดเจาะเข้าไปในหุบผากษัตริย์เพื่อหลีกหนีจากกลุ่มโจรปล้นสุสานนั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องถูกตีนแมวย่องเข้าไปหยิบฉวยทรัพย์สมบัติออกมาอยู่ดี รวมถึงสุสานของยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) ที่ค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1922 ซึ่งอัดแน่นไปด้วยทองคำเหลืองอร่ามและโบราณวัตถุล้ำค่ารวมกันราว 5,000 รายการนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เคยถูกปล้นไปถึง “สองครั้ง” ด้วยกัน เพียงแค่ว่าโจรปล้นสุสานที่บุกเข้ามามักจะเน้นความรวดเร็ว เร่งหยิบฉวยออกไปเฉพาะเครื่องรางหรือวัตถุชิ้นเล็กๆที่สามารถฉกฉวยได้สะดวกและนำไป “หลอม” ใหม่ได้ง่าย เมื่อนำสมบัติไปแปรสภาพให้กลายเป็นก้อนทองคำหรือก้อนโลหะแล้ว พวกเขาก็สามารถนำเอาสมบัติที่ปล้นมาไปแลก เปลี่ยนสินค้าได้โดยไม่ผิดสังเกตแล้วล่ะครับ

ปาปิรัสที่อธิบายถึงบรรยากาศการปล้นสุสานได้ชัดเจนที่สุดคือปาปิรัสลีโอโพล์ด-แอมเฮิร์สต์ (Leopold-Amherst Papyrus) ที่จดบันทึกคำสารภาพของช่างหิน (Stonemason) ชื่อ “อเมน-พานูเฟอร์” (Amenpanufer) จากหมู่บ้านเดียร์เอล-เมดินา (Deir el-Medina) ในเมืองลักซอร์ ยุคสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 9 (Ramses IX) เมื่อราว 1,100 ปีก่อนคริสตกาล ใจความว่า

“พวกเราออกไปปล้นสุสานตามที่เคยทำกันเป็นปกติ เราได้เจอกับสุสานพีระมิดของกษัตริย์ ‘โซเบคเอมซาฟที่ 2’ (Sobekemsaf II) มันดูไม่เหมือน กับพีระมิดและสุสานของเหล่าขุนนางที่เราไปปล้นกันอยู่เป็นประจำ เรานำเอาเครื่องมือทำจากโลหะทองแดง เจาะทะลวงเข้าไปข้างในพีระมิดขององค์กษัตริย์จนถึงห้องด้านในสุด เราเจอห้องใต้ดิน จึงกระชับตะเกียงส่องสว่างในมือให้มั่นก่อนที่จะเดินลงไป พวกเราทำลายเศษปูนที่ขวางทางออกไป…และได้พบเข้ากับองค์เทพเจ้าประทับนอนอยู่ในสถานที่ฝังศพ พวกเรายังพบที่ฝังศพของราชินีนุบคาอัส (Nubkhaas) ด้วย นางประทับอยู่เคียงข้างองค์ฟาโรห์…

Image # 7.
ภาพวาดการเข้าไปสำรวจมหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟูที่เมืองกิซ่าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18.

พวกเราเปิดโลงศพหินและโลงศพไม้ต่างๆ แล้วได้พบกับมัมมี่ขององค์กษัตริย์ฝังอยู่พร้อมกับดาบเล่มหนึ่ง นอกเหนือจากนั้นยังมีเครื่องรางและเครื่องประดับทำจากทองคำอยู่บนลำคอและศีรษะของพระองค์ด้วย มัมมี่ขององค์ฟาโรห์ห่อหุ้มด้วยทองคำ โลงศพตกแต่งด้วยทองคำและโลหะเงิน ฝังเลี่ยมด้วยหินล้ำค่าหลากชนิด พวกเราหยิบฉวยทองคำที่ค้นเจอจากร่างมัมมี่ รวมถึงเครื่องรางและเครื่อง ประดับที่ลำคอ เสร็จแล้วพวกเราเผาโลงศพทิ้งทั้งหมด

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่แห่งเมืองธีบส์ (Thebes) ได้ยินว่าพวกเรากำลังปล้นสุสานอยู่ทางฝั่งตะวันตก จึงได้จับกุมข้าขังเอาไว้ในสำนักงานของนายกเทศมนตรีแห่งเมืองธีบส์ ข้านำเอาทองคำ 20 ดีเบนที่ปล้นมา ได้มอบให้กับคาเอมโอเป (Khaemope) อาลักษณ์แห่งธีบส์ เขาปล่อยตัวข้าให้กลับไปร่วมงานกับพวกพ้องได้อีกครั้ง และนั่นทำให้ข้าเสพติดการปล้นสุสานเสียแล้ว”

ในตอนนี้นักอียิปต์วิทยายังไม่แน่ใจหรอกครับว่าทองคำ 20 ดีเบน หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักประมาณ 182 กรัมที่อเมนพานูเฟอร์มอบให้กับอาลักษณ์จะเป็น “ค่าปรับ” ที่เขาต้องจ่ายเนื่องจากกระทำผิด หรือเป็น “สินบน” ที่เขาแอบให้กับอาลักษณ์เพื่อให้ปล่อยตัวเขาออกมากันแน่ แต่อย่างน้อย “น้ำเสียง” ของคำสารภาพก็ทำให้นักอียิปต์วิทยาพอจะตีความได้ว่าอเมนพานูเฟอร์ไม่มีความเกรงกลัวใดๆต่อความผิดจากการปล้นสุสานขององค์ฟาโรห์ ด้วยว่าพวกเขาทำกิจกรรมนี้เป็น “กิจวัตร” และเมื่อถูกจับได้ก็เพียงแค่นำเอาส่วนหนึ่งของทองคำหรือสมบัติที่ปล้นมาได้ไปจ่ายเป็นค่าปรับ (หรือสินบน) เพียงเท่านี้ก็สามารถกลับไปทำการปล้นสุสานต่อได้ดังเดิมแล้วครับ

Image # 8.
ห้องฝังศพของฟาโรห์คูฟู หลงเหลือเพียงแค่โลงศพหินแกรนิตที่ว่างเปล่า.

ปาปิรัสหลากหลายฉบับที่บอกเล่าถึงเรื่องราวคำสารภาพของโจรปล้นสุสานแสดงให้เห็นว่าหัวขโมยมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ส่วนใหญ่อาจจะเป็น “คนใน” กันเองที่ทำงานเกี่ยวกับการสร้างสุสานจนรู้ชัดเจนว่าตำแหน่งของสุสานตั้งอยู่ที่ใด มีสมบัติชิ้นใดเก็บรักษาเอาไว้ในส่วนไหนของสุสานบ้าง โจรปล้นสุสานจึงมักจะทำงานกันเป็นทีม ทีมละประมาณ 8 ถึง 10 คน ออกปฏิบัติการกันในเวลากลางคืนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ และเมื่อปล้นสุสานได้สำเร็จก็จะนำเอาทรัพย์สมบัติที่ได้มาแบ่งกัน แล้วจึงวางแผนเข้าปล้นสุสานแห่งต่อไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าโจรทุกคนจะโชคดีสามารถกลับมาสู่วงการปล้นสุสานได้อีกครั้งเหมือนอย่างเช่นอเมนพานูเฟอร์เสมอไปหรอกครับ หัวขโมยบางคนอาจได้รับโทษสถานเบา เช่นถูก “ตัดมือ” รวมถึงอาจจะมีการทรมานด้วยการโบยหรือตีเพื่อให้รับสารภาพ ส่วนโทษร้ายแรงที่สุดก็คือการ “ประหารชีวิต” ด้วยการ “ตัดศีรษะ” “เสียบประจาน” หรือไม่ก็ “เผาทั้งเป็น” ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการ “ทำลาย” ร่างกายให้เสียหาย ทำให้ดวงวิญญาณไม่สามารถใช้อยู่อาศัยเพื่อเดินทางไปยังโลกหลังความตายได้อีกต่อไปนั่นเอง

Image # 9.
ปาปิรัสเมเยอร์ บี (Papyrus Mayer B) บันทึกเรื่องราวการบุกเข้าปล้นสุสานฟาโรห์รามเสสที่ 6.

แท้ที่จริงแล้วการปล้นสุสานไม่ได้จบลงหลังจากอารยธรรมอียิปต์โบราณล่มสลายในช่วงราว 30 ปีก่อนคริสตกาลหรอกนะครับ การลักลอบขุดสุสานยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายออกมาห้ามปรามแต่ก็ยังคงมีผู้ฝ่าฝืนบางครั้งผลลัพธ์ของการปล้นสุสานก็ทำให้นักอียิปต์วิทยาได้ค้นพบกับสุสานสำคัญหลายแห่ง เช่น สุสานลับที่เก็บรักษามัมมี่หลวงกว่า 40 ร่างในเมืองลักซอร์ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการแอบลักลอบปล้นสุสานโดยตระกูลอับด์ เอล-ราซโซล (Abd el-Rassoul) เมื่อปี ค.ศ.1881 ทำให้นักอียิปต์วิทยาได้มีโอกาสสบตากับมัมมี่ฟาโรห์แห่งราชอาณาจักรใหม่หลากหลายพระองค์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า การลักลอบขุดสุสานเพื่อ “เงิน” และผลประโยชน์ส่วนตัวเฉกเช่นในยุคฟาโรห์ก็ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันด้วยเช่นกัน

Image # 10.
ตราประทับหีบใส่อัญมณีของฟาโรห์ตุตันคาเมนถูกทำลายและข้าวของภายในถูกรื้อค้น.

ทุกวันนี้โบราณวัตถุโดยเฉพาะเครื่องรางและเครื่องประดับหลากชนิดในตลาดมืดส่วนใหญ่มักจะมาจากกลุ่มโจรปล้นสุสานที่ยังคงแอบทำงานกันอย่างลับๆ เชื่อได้เลยครับว่าระหว่างที่ทุกท่านกำลังทอดสายตาอ่านเรื่องโจรปล้นสุสานกันอยู่นี้ เหล่าหัวขโมยในอียิปต์ก็อาจจะกำลังลักลอบขุดหาทรัพย์สมบัติออกไปขายกันเป็นล่ำเป็นสัน ตราบเท่าที่ตลาดมืดยังคงรับซื้อโบราณวัตถุผิดกฎหมายเพื่อนำไปขายให้กับเศรษฐีกระเป๋าหนักที่หลงใหลได้ปลื้มกับการสะสมศิลปวัตถุจากโลกอดีตกาล กิจกรรมการปล้นสุสานก็คงจะไม่มีทางสิ้นสุดลงได้ง่ายๆอย่างแน่นอน.

โดย : สืบ สิบสาม
โดย ทีมงาน นิตยสาร ต่วย’ตูน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1845816