คลังเก็บรายเดือน: ตุลาคม 2021

THE NIGHTMARE BEFORE CHRISTMAS (1993) ฝันร้ายฝันอัศจรรย์ ก่อนวันคริสต์มาส

thenightmarebeforechristmas_67ddf565

The Nightmare Before Christmas เป็นเรื่องราวบอกเล่าถึงโลกในจินตนาการของเบอร์ตันที่เชื่อว่าวันหยุดเทศกาลต่างๆ มีเมืองและเรื่องราวเป็นของมันเอง และที่เมืองที่ชื่อว่าฮาโลวีนทาวน์ ที่นั่นมีผู้นำแจ็ค สเกลลิงตัน ราชาแห่งฟักทอง ที่เบื่อกับวันฮาโลวีนที่มาถึงในทุกๆปี และเมื่อเขาได้หลุดเข้าไปในโลกของวันคริสมาสต์และตื่นตาตื่นใจกับสีสันบบลูกกวาดกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยงานรื่นเริงทำให้เขาอยากแย่งชิงวันแห่งสีสันนี้มาจากซานตาคลอส เรื่องราววุ่นวายจึงเกิดขึ้น พบกับภาพยนตร์ที่เหมาะกับวันหลอนๆที่จะทำให้คุณรู้สึกถึงบรรยากาศฮาโลวีนได้แล้ววันนี้

เรื่องย่อของ The Nightmare Before Christmas (1993) : ฝันร้ายฝันอัศจรรย์ ก่อนวันคริสต์มาส

เมื่อ แจ๊ค ผู้นำแห่งเมืองฮาโลวีน ติดใจในความอัศจรรย์ของวันคริสต์มาส เขาจึงจับตัวซานตาคลอสไป แล้วทำหน้าที่เป็นซานตาคลอสเสียเอง วันคริสต์มาสปีนี้จึงกลายเป็นวันแห่งความโกลาหล

นักวิทย์ฯ เปลี่ยน “ไม้” ให้มีความแข็งแรงมากกว่าเหล็กกล้าถึง 23 เท่า ใช้ทำตะปูหรือมีดได้ด้วย

messageImage_1635603215911

เมื่อไม้สามารถเปลี่ยนให้แข็งแรงเท่าโลหะได้ แถมยังมีราคาถูกกว่าด้วย ในอนาคตเราอาจจะได้ใช้มีดที่ทำจากไม้ก็เป็นได้

ไม้ วัสดุที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างมากมายและได้รับความนิยมโดยเฉพาะในเรื่องของความสวยงามหรูหรา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยควรเปราะบางของเนื้อไม้ เพียงฟัน 2-3 ฉับก็สามารถทำลายไม้ชิ้นนั้นได้ ดังนั้น หากเราสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้เนื้อไม้ได้ มันคงมีประโยชน์ในการประยุกต์ใช้งานอย่างมากเลยทีเดียว

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ เปิดเผยถึงงานวิจัยใหม่ในการเปลี่ยนเนื้อไม้อันอ่อนแอให้แข็งแรงเท่าเหล็กกล้า โดยเรียกพวกมันว่า Hardened Wood (HW) อีกทั้งกระบวนการทำมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงมากนัก อาจกลายเป็นทางเลือกที่นำมาใช้แทนเหล็กกล้าได้

นักวิทยาศาสตร์สาธิตคุณสมบัติของ Hardened Wood ที่สร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการ โดยมีอยู่ด้วยกัน 2 ตัวอย่าง คือการนำมาทำตัวมีดที่มีความคมกว่าเหล็กกล้าถึง 3 เท่า สามารถตัดเนื้อเสต็กเหนียว ๆ ได้ดีมาก และอีกตัวอย่างหนึ่งคือตะปูไม้ที่ไม่เกิดสนิม และสามารถตอกทะลุไม้อัด 3 ชั้นได้อย่างสบาย ๆ

นักวิทย์ฯ เปลี่ยน ไม้ ให้มีความแข็งแรงมากกว่าเหล็กกล้าถึง 23 เท่า ใช้ทำตะปูหรือมีดได้ด้วย

เต็ง ลี่ (Teng Li) หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่สร้าง Hardened Wood กล่าวว่า เนื้อไม้ประกอบด้วยเซลลูโลส (Cellulose) ซึ่งเป็นสารที่มีความแข็งแรงพอ ๆ กับเซรามิกและโลหะ อย่างไรก็ตาม ในเนื้อไม้มิได้มีแต่เซลลูโลสเพียงอย่างเดียว มันยังมีสารจำพวกเฮมิเซลลูโลสและลิกนินอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้มีความเปราะบางกว่าเซลลูโลส จึงทำให้เนื้อไม้มีความเปราะบางตามไปด้วย

ดังนั้น กระบวนการสร้าง Hardened Wood จึงเป็นการกำจัดส่วนประกอบที่ทำให้เกิดความเปราะบางในเนื้อไม้ออกเสีย จากนั้นจึงใช้แรงดันเพื่อรีดน้ำส่วนเกินออกให้เนื้อไม้แห้งและแข็งแรงอัดแน่นไปด้วยเซลลูโลส เท่านี้ก็จะได้ Hardened Wood ที่สามารถนำไปตัดแต่งเพื่อสร้างอุปกรณ์หรือเครื่องมือแทนเหล็กกล้าได้แล้ว โดยพวกมันมีความแข็งแรงมากกว่าเหล็กกล้าถึง 23 เท่า และในอนาคตคาดว่าจะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ด้วยราคาที่ถูกกว่าเหล็กกล้านั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Techspot

วันฮาโลวีน ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 31 ตุลาคม 2021

messageImage_1635479345682

“วันฮาโลวีน” หรือ “วันปล่อยผี” ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันเฉลิมฉลองและสมโภชนักบุญทั้งหลายในศาสนาคริสต์

ชมภาพยนตร์สุดสยองในวันฮาโลวีน

Into the Dark: The Body (2018) สู่ความมืดมน พากษ์ไทย

เรื่องย่อ The Body (2018)

วิลกส์ (ทอม เบตแมน) นักฆ่าที่มีความซับซ้อนและมุมมองเหยียดหยามสังคม พบว่างานของเขาต้องยากขึ้น เมื่อเขาต้องขนย้ายศพในคืนฮาโลวีน มันไปสะดุดตาอลัน (เดวิด ฮูล) โดโรธี (ออโรรา พอร์ริโน) และนิค (ฮาร์วี่ย์ กิลเลน) พวกเขาคิดว่าเขาแต่งชุดเป็นนักฆ่าและมีศพเป็นพร็อพประกอบ พวกเขาจึงได้ชวนวิลกส์ไปงานปาร์ตี้ของแจ็ค (เรย์ ซานติอาโก้) ก่อนที่จะได้รับรู้ว่านั่นเป็นศพเป็นจริงๆ และพวกเขาก็ได้ขโมยมันไป วิลกส์จึงออกตามล่าเพื่อฆ่าพวกเขา โดยมีแม็กกี้ (รีเบ็คก้า ริตเตนเฮาส์) หญิงสาวที่เขาได้คุยในงานเป็นคนคอยช่วยเหลือ

“Trick or Treat” รู้หรือไม่ วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็นวัน “ฮาโลวีน” (Halloween) หรือ “วันปล่อยผี” ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองและสมโภชนักบุญทั้งหลายในศาสนาคริสต์

ประวัติวันฮาโลวีน มีที่มาอย่างไร

คำว่า Halloween เพี้ยนมาจากคำว่า All Hallows Eves ซึ่งแปลว่า วันก่อนสมโภชนักบุญ เป็นวันที่เหล่าคริสต์ศาสนิกชนจะมาปฏิบัติศาสนกิจเพื่อระลึกถึงนักบุญทั้งหลาย โดยในวันนั้นจะมีการจัดงานรื่นเริงแลพิธีกรรมทางศาสนา

จุดเริ่มต้นของวันฮาโลวีนมากจากวันเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวเซลท์ (Celts) ชาวพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ซึ่งชาวเซลท์ถือว่าวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยทุกวันที่ 31 ตุลาคมชาวเซลท์เชื่อว่าเป็นวันที่มิติของคนเป็นกับคนตายจะถูกเชื่อมโยงกัน และวิญญาณของผู้เสียชีวิตจะหาร่างคนเข้าสิงสู่เพื่อได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ทำให้ชาวเซลท์ต้องปิดไฟทุกดวงในบ้านและทำให้อากาศหนาวเพื่อให้เป็นที่ปรารถนาของผีร้าย พร้อมทั้งยังแต่งตัวให้ประหลาด ปลอมเป็นผีและส่งเสียงดังเพื่อให้ผีตัวจริงตกใจ นอกจากคืนดังกล่าวยังเป็นการเฉลิมฉลองยังเป็นคืนแห่งการเก็บเกี่ยว โดยมีการนำสัตว์และผักผลไม้มาบูชาให้กับเหล่าภูตผีปีศาจและวิญญาณ

วันนี้วันอะไร วันฮาโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม

ที่มาภาพ : AFP

ต่อมาในสมัยที่ชาวโรมันคาทอลิกต้องการยุติพิธีเฉลิมฉลองของชาวเซลท์ที่เป็นกลุ่มนอกศาสนาคริสต์ พระสันตะปาปาที่ 4 จึงได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวัน All Saints’ Day หรือ All Hallows’ Day สำหรับชาวคริสต์ เพื่อระลึกถึงนักบุญและผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่การเฉลิมฉลองในคืนวัน “Halloween” วันที่ 31 ตุลาคมยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

วันนี้วันอะไร วันฮาโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม

ที่มาภาพ : AFP

กิจกรรมวันฮาโลวีน มีอะไรบ้าง

การเฉลิมฉลองวันฮาโลวีนปัจจุบันนิยมจัดกันในประเทศสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอณาจักร แคนาดา รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปอีกมากมาย ซึ่งในวันนี้จะมีการแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันออกไปเฉลิมฉลองเพื่อความสนุกสนาน โดยมีกิจกรรมที่ชื่อว่า Trick or Treat ที่แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง ซึ่งจะเป็นการเดินไปเคาะประตูตามบ้านต่าง ๆ เพื่อขอขนมนั่นเอง

การเล่น Trick or Treat

จุดเริ่มต้นของการเล่น Trick or Treat เริ่มต้นขึ้นโดยชาวยุโรปเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยถือว่าวันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นวัน “All Souls” บรรดาผู้เล่นจะเดินขอขนมจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีความเชื่อว่ายิ่งให้ขนมมากเท่าไหร่ วิญญาณของญาติผู้บริจาคจะได้รับบุญทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์มากยิ่งขึ้น

วันนี้วันอะไร วันฮาโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม

ที่มาภาพ : AFP

ประเพณี Trick or Treat ในสหรัฐอเมริกาถือเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็ก ๆ เฝ้ารอในวันฮาโลวีน ซึ่งตามบ้านต่าง ๆ ด้วยฟักทอง โคมไฟฟักทอง ตุ๊กตาหุ่นฟาง พร้อมกับเตรียมขนมหวานที่เป็นรูปข้าวโพดสีๆ

ทั้งนี้ กิจกรรม Trick or Treat เจ้าของบ้านที่ถูกเคาะประตูเพื่อขอขนมมีสิทธิที่จะตอบว่า Treat หมายถึงการยอมแพ้ มอบขนมให้แก่เด็ก ๆ หรือจะตอบว่า Trick เพื่อเป็นการท้าทายให้โดนเหล่าภูตผีเด็กอาละวาด

ที่มาข้อมูล : wikipedia

ที่มาภาพ : AFP

มีด้วยเหรอปืนใหญ่ที่ยิงระเบิดนิวเคลียร์ได้?

คำตอบคือ   มี และยังเคยมีการทดสอบยิงนิวเคลียร์ด้วยปืนใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อนด้วย

60e870ac9f91840c81e8d9c6_800x0xcover_buGTUnBb

ภาพขณะการยิงทดสอบการยิงนิวเคลียร์ด้วยปืนใหญ่

โดยเจ้าปืนใหญ่กระบอกนี้มีชื่อว่า Atomic Annie เป็นปืนใหญ่ในตระกูล M65 ซึ่งเป็นปืนใหญ่ประเภทอัตราจรที่มีขนาดลำกล้องมโหฬารถึง 280 มม.
พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 50 ระหว่างช่วงสงครามเย็นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากปืนใหญ่ K5 ของนาซีเยอรมันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นปืนใหญ่ขนาดลำกล้อง 280 มม. ที่เคลื่อนย้ายได้ด้วยการวิ่งไปบนรางรถไฟ
60e874b3e6769909a4f3ae0e_800x0xcover_GeyFYF0F
ปืนใหญ่ K5 ใหญ่มั้ยลองดูเทียบกับตัวคนเอา
ใช้เวลาพัฒนากว่า 3 ปีจนที่ที่สุดในวันที่ 25 พฤษภาคม 1953 ก็ได้มีการทดสอบยิงระเบิดนิวเคลียร์ด้วยเจ้า Atomic Annie ในสนามทดสอบกลางทะเลทรายเนวาดา
หลังจากยิงออกไปไม่ถึงนาทีเจ้าลูกปืนใหญ่หัวรบนิวเคลียร์ W9 ก็ระเบิดเป็นแสงลุกจ้าในระยะห่างออกไป 11 กิโลเมตรจากจุดยิงก่อนจะตามมาด้วยภาพของควันรูปดอกเห็ดที่เราคุ้นเคยจากการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์
60e878c69f91840c81eb42a8_800x0xcover_9aEMliss
สำหรับ Atomic Annie ประกอบด้วยตัวปืนใหญ่ T131 ขนาดลำกล้อง 280 มม. มีระยะยิงที่ 36 กิโลเมตรกับหัวรบขนาดน้ำหนัก 250 กิโลกรัม
ขับเคลื่อนด้วยรถหัวลาก T72 ขนาด 375 แรงม้าจำนวน 2 คันในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งโดยวิ่งทำความเร็วสูงสุดได้ 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทำการประกอบเก็บเพื่อทำการขนย้ายได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที
60e8778eec250f0c7ed16131_800x0xcover_Ks55szTD
รถหัวลากจะยกทั้งหัว-ท้ายของตัวปืนใหญ่จึงจะขนไปได้
หลังจากประสบความสำเร็จในการยิงทดสอบ Atomic Annie ก็ถูกส่งไปประจำการนอกอเมริกาในภารกิจทีไม่ได้รับการเปิดเผยรายละเอียดช่วงสงครามเย็น
แต่สิบปีให้หลังจากการยิงทดสอบอเมริกาก็ตัดสินใจยกเลิกการใช้งานและพัฒนาปืนใหญ่หัวรบนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์เริ่มเข้าประจำการนั่นเอง
และนี่ก็เรื่องราวของปืนใหญ่หัวรบนิวเคลียร์ที่ในช่วงเวลาหนึ่งมันเคยมีอยู่และยิงได้จริง

งานดีจากขี้เลื่อย! เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เปลี่ยนเศษไม้กลายเป็นผลงานสุดยั่งยืน

งานดีจากขี้เลื่อย! เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เปลี่ยนเศษไม้กลายเป็นผลงานสุดยั่งยืน

ใครว่าขี้เลื่อยไร้ค่า มาดูงาน 3D printing สวย ๆ จากบริษัท Forust ดูดีมีสไตล์ น่าใช้ไม่แพ้งานไม้จริง

กว่าจะได้งานไม้สวย ๆ หนึ่งชิ้นต้องผ่านกระบวนการมากมายที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ ทั้งการตัดไม้ และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต ที่น่าเสียดายคืองานไม้เหล่านั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อไม้ที่ตัดมา ส่วน “ขี้เลื่อย” หรือเศษไม้ที่ต้องทิ้งไปก็กลายเป็นขยะเสียเปล่า

งานดีจากขี้เลื่อย! เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เปลี่ยนเศษไม้กลายเป็นผลงานสุดยั่งยืนภาพจาก forust

ดังนั้นเพื่อหาทางออกให้กับการสร้างสรรค์งานไม้โดยลดผลกระทบต่อป่าไม้และลดกระบวนการผลิตที่ทำลายธรรมชาติให้น้อยที่สุด บริษัท “Forust” (ฟอรัสต์) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D printing จึงได้หาหนทางที่จะใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติรูปแบบใหม่ ผสานกับการใช้ “Wood dust” หรือฝุ่นจากไม้ อันได้แก่เศษผงของเนื้อไม้และขี้เลื่อย มาใช้ขึ้นรูปแบบผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายในจากเนื้อไม้ เพื่อให้กลายเป็นผลงานไม้ที่ทั้งสวยงาม และมีความยั่งยืนอีกด้วย

งานดีจากขี้เลื่อย! เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เปลี่ยนเศษไม้กลายเป็นผลงานสุดยั่งยืนภาพจาก forust

โดย Andy Jeffery (แอนดี เจฟฟรีย์) ซีอีโอของ Forust กล่าวว่าบริษัทตั้งเป้าหมายในการใช้วัสดุเหลือทิ้ง ซึ่งในที่นี้คือขี้เลื่อยของไม้ มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นผลงานที่สวยงามและหรูหรา โดยวัสดุหลักคือขี้เลื่อยและลิกนิน (Lignin ส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์พืช ทำให้ผนังเซลล์พืชแข็งแรง) ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการขึ้นรูปแล้วจะให้สัมผัสเช่นเดียวกับไม้ และยังสามารถเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นของมันได้เพื่อใช้ขึ้นรูปเป็นผลงานต่าง ๆ โดยไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม

งานดีจากขี้เลื่อย! เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เปลี่ยนเศษไม้กลายเป็นผลงานสุดยั่งยืนภาพจาก forust

ส่วนการพิมพ์นั้น Forust ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือที่คุ้นกันดีในชื่อเทคนิค 3D printing ในการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยพิมพ์ชั้นวัสดุบาง ๆ พร้อมกับสารยึดเกาะที่ยึดเข้าด้วยกัน เอาวัสดุหลักคือขี้เลื่อยที่ผ่านการร่อนและแยกประเภทให้มีขนาดอนุภาคที่สม่ำเสมอ ผสมด้วย Epoxy resin (อีพอกซี เรซิน) ซึ่งเป็นเรซินคุณภาพสูงเหนือกว่าเรซินทั่ว ๆ ไป ทำให้ได้งานไม้ที่มีความแข็งแรง ทนทาน ไม่แตกง่าย ส่วนการสร้างลายไม้เป็นหน้าที่ของระบบอัลกอริทึมที่บริษัทพัฒนาขึ้น โดยหมึกสีจะถูกพ่นออกมาแบบสุ่มระหว่างการพิมพ์ให้คล้ายกับลายของไม้จริง

งานดีจากขี้เลื่อย! เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เปลี่ยนเศษไม้กลายเป็นผลงานสุดยั่งยืนภาพจาก forust

ปัจจุบัน Forust วางจำหน่ายสินค้าแล้วแบบออนไลน์ ซึ่งมีทั้งผลงานของดีไซน์เนอร์ต่าง ๆ และผลงานของลูกค้าที่สามารถส่งแบบมาให้บริษัททำการพิมพ์ได้ การเปิดตัวเทคนิคการสร้างสรรค์งานไม้ของบริษัท ยังช่วยดึงดูดความสนใจของบรรดาสถาปนิกและนักออกแบบต่าง ๆ เนื่องจากสามารถขึ้นงานโดยไร้ข้อจำกัดที่เคยมีกับเนื้อไม้ เพราะการพิมพ์ 3 มิติทำให้เราสามารถขึ้นงานแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะทรงไหนเนื้อไม้ก็ไม่แตก สร้างสรรค์การออกแบบได้เต็มที่

โดย Forrust สามารถพิมพ์งานไม้สำหรับใช้งานได้ทุกรูปแทบตั้งแต่ของใช้ในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงยานยนต์ระดับไฮเอนด์หรือชิ้นส่วนตกแต่งทางสถาปัตยกรรม และรับผลิตในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วย

งานดีจากขี้เลื่อย! เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เปลี่ยนเศษไม้กลายเป็นผลงานสุดยั่งยืนภาพจาก forust

ส่วนเป้าหมายต่อไปของ Forrust คือการพัฒนากระบวนการผลิต และการต่อยอดไปสู่วัสดุแบบอื่น ๆ เช่น ไม้ไผ่และขยะทางการเกษตร เพื่อนำมาสร้างสรรค์ผลงานที่สวยงาม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดขยะจากไม้ และท้ายที่สุดคือลดจำนวนต้นไม้ที่ต้องถูกตัดทิ้ง เนื่องจากเศษไม้กลับถูกนำมาใช้แทน

สำหรับผู้บริโภคเอง Forrust ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราจะได้สร้างสรรค์ผลงานไม้เองได้ แม้จะไม่มีประสบการณ์ด้านงานไม้ก็ตาม แถมชิ้นงานที่ได้นอกจากจะสวยแล้ว ก็มั่นใจว่าเป็นชิ้นงานเพียงหนึ่งเดียวในโลก ที่ไม่ทำร้ายโลก และจะคงอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก

forbes

km.dld.go

azom

ขอบคุณภาพจาก

forust

เครื่องปริ้นสามมิติโคตรเท่!! ทำได้ทุกอย่างบนโลก!!

Radiant เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบพกพาผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์

messageImage_1634693893738

Radiant เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบพกพาเคลื่อนย้ายได้ผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์

Radiant บริษัทเอกชนด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกาประกาศพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่สามารถพกพาเคลื่อนย้ายได้โครงสร้างมีขนาดประมาณตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า สร้างกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ เพียงพอที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับบ้านเรือน 1,000 หลัง เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กดังกล่าวจะใช้สารหล่อเย็นเป็นฮีเลียม (Helium) แทนการใช้น้ำแบบโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่

ก่อนหน้านี้บริษัทได้เปิดระดมทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กได้เป็นมูลค่ากว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 40 ล้านบาท โดยบริษัทพยายามนำเสนอเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีความปลอดภัยสูงสามารถใช้ทดแทนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังงานน้ำมัน การขนส่งที่ง่ายคล่องตัวและใช้พื้นที่ให้การติดตั้งน้อยการผลิตพลังงานไฟฟ้ารูปแบบอื่น ๆ

กองทัพสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของบริษัท เนื่องจากเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่บริษัทกำลังพัฒนาสามารถตอบโจทย์การเคลื่อนกองกำลังขนาดใหญ่ไปตั้งฐานทัพยังพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้ความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนให้กับฐานทัพขนาดใหญ่ ระบบทั้งหมดสามารถเคลื่อนย้ายด้วยรถบรรทุกด้านการทหาร เครื่องบินขนส่งหรือเรือรบไปยังตำแหน่งพื้นที่ต่าง ๆ

บริษัท Radiant ก่อตั้งโดยอดีตวิศวกรของบริษัท SpaceX บริษัทด้านเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงในประเทศสหรัฐอเมริกา เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่ในอนาคตอาจสามารถพัฒนาให้ใช้งานได้ในอาณานิคมอวกาศ เนื่องจากโครงสร้างทั้งหมดมีขนาดเล็กเพียงพอที่จะขนย้ายด้วยจรวดหรือยานอวกาศไปจากโลก อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลว่าบริษัท Radiant มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัท SpaceX หรืออีลอน มัสก์เจ้าของบริษัท

แม้ว่าทิศทางของเทคโนโลยีการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในธรรมชาติกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยังคงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่หลายประเทศยังคงใช้งานอยู่ด้วยจุดเด่นด้านกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าในปริมาณมหาศาลซึ่งต้องแลกมาด้วยข้อกังวลด้านปัญหาสภาพแวดล้อมขยะนิวเคลียร์รวมไปถึงความเสี่ยงหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นในบางประเทศ

Radiant เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบพกพาผลิตไฟฟ้า  1 เมกะวัตต์

ข้อมูลจาก newatlas.com
ภาพจาก radiantnuclear.com

THE SOCIAL DILEMMA (2020): ทุนนิยมสอดแนม: ภัยแฝงเครือข่ายอัจฉริยะ

soundtrack บรรยายไทย

soutrack ซับอังกฤษ

The-Social-Dilemma-2020

THE SOCIAL DILEMMA (2020): ทุนนิยมสอดแนม: ภัยแฝงเครือข่ายอัจฉริยะ

นี่คือผลงานดราม่าผสมสารคดีที่จะเผยให้เห็นผลกระทบร้ายแรงของเครือข่ายโซเชียลที่มีต่อมนุษย์โดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญวงการเทคได้ออกมาเตือนภัยที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่พวกเขาเป็นคนสร้าง

สำหรับคนที่ไม่ได้ดูลองอ่านโพสต์นี้ดูครับ แต่ถ้าใครเป็นสมาชิก Netflix ก็ลองเข้าไปดูได้ ชื่อเรื่องคือ “The Social Dilemma”

สรุป “Social Dilemma”
สารคดีตีแผ่โซเซียลมีเดียอย่างล้ำลึก จาก Netflix

“ยุคเราจะเป็นยุคสุดท้ายก่อน ก้าวเข้าสู่โลก Matrix โดยสมบูรณ์” นี่คือประโยคหนึ่งที่ลงทุนแมนได้ฟังจาก Social Dilemma สารคดีเรื่องใหม่ใน Netflix ที่มีคนเริ่มพูดถึงกันในช่วงนี้

สารคดีเรื่องนี้จบในตอน มีความยาว 1 ชั่วโมงกว่า แต่มันอัดแน่นไปด้วยชุดข้อมูลที่กำลังบอกเราว่า โลกเรากำลังเข้าสู่ ยุคอันตราย ที่จะทำให้มนุษยชาติเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ลงทุนแมนได้ข้อคิดอะไรจากเรื่องนี้บ้าง? จะสรุปให้ฟัง

1. เนื้อหาหลักของสารคดีชุดนี้ โจมตีแพลตฟอร์ม Social Media อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Twitter, Instagram, Pinterest โดยคำพูดง่ายๆ ที่อธิบายเรื่องนี้คือ ถ้าแพลตฟอร์มให้ “ใช้ฟรี” นั่นแปลว่า “ตัวเราเอง” จะเป็นสินค้า..

2. ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า แค่โฆษณาในแพลตฟอร์ม ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราต้องแลกกับของฟรีก็คือ การเสพติด และ การที่พฤติกรรมของแต่ละคน ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป นี่แหละคือ จุดมุ่งหมายของ Social Media

3. เริ่มต้นด้วย freeคำถามง่ายๆ ทุกวันนี้ที่เราตื่นขึ้นมา เราเลือกที่จะดูมือถือก่อนฉี่ หรือ ฉี่ก่อนดูมือถือ เรามีทางเลือกแค่ 2 ทางนี้ ไม่ว่าจะอย่างไร เราทุกคนในยุคนี้ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู หลังตื่นนอน

4. สิ่งเหล่านี้น่ากลัว เพราะกระบวนการ AI (Artificial Intelligence) ที่อยู่เบื้องหลัง Social Media จะให้เราเป็นหนูทดลองตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น โพสต์ต่อไปคืออะไร เราใช้เวลาดูวิดีโอล่าสุดกี่วินาที ปุ่มควรเป็นสีอะไร กลุ่มที่แนะนำให้เราควรเป็นกลุ่มไหน และเมื่อเราถูกทดลองมากๆ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราคือการนำเสนอแต่สิ่งที่มันจะดึงความสนใจจากเรา ทั้งที่มันอาจ “ไม่เป็นความจริง” หรือ มันทำให้เราเกิด “ความทุกข์”

5. โซเชียลมีเดียมีประโยชน์ในหลายด้าน ทำให้เราเชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง โลกแห่งโซเชียลมีเดียทำให้เกิด “การเปรียบเทียบ” กันตลอดเวลากับสังคม และทำให้ผู้คนเกิดความซึมเศร้าที่ตนเองไม่ได้มีเหมือนคนอื่น ในสารคดีนี้บอกว่า สถิติการฆ่าตัวตายในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจหลังปี 2013 ซึ่งเป็นปีที่โซเชียลมีเดียเริ่มครอบงำความคิดของผู้คน และนั่นหมายความว่าจะมีกลุ่มเสี่ยงที่ถูกโซเชียลมีเดียทำร้ายทางจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ

6. นอกจากนั้น โซเชียลมีเดีย ยังทำให้เกิดความแตกแยกทางสังคม การปลุกปั่น ความคิดแบ่งออกเป็น 2 ข้าง เพราะถ้าเรามีความเห็นกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ระบบก็จะนำเสนอแต่เรื่องนั้น มาให้ทุกวันทุกเวลาแบบ “สุดโต่ง” โดยที่ไม่ได้รับข้อมูลชุดตรงกันข้ามเลย

7. แม้แต่คนที่ยังไม่ได้สนใจเรื่องนั้น แต่ถ้าเรามีแนวโน้มที่จะสนใจเรื่องนั้น ระบบก็จะนำเสนอมาให้ เชิญชวนให้เข้ากลุ่ม หรือให้ดูสิ่งที่เพื่อนเราไปแสดงความคิดเห็นเพื่อโน้มน้าวให้สนใจเรื่องนั้น ซึ่งสุดท้ายมันก็จะทำให้กลุ่มความเชื่อขยายใหญ่ขึ้น

8. มีตัวอย่างมาให้เห็นแล้วว่า กลุ่มความเชื่อนี้บางครั้งเป็นกลุ่มที่ให้ข้อมูลเท็จ และมีผลประโยชน์แอบแฝง และนั่นทำให้อดีตผู้บริหารของเฟซบุ๊กที่ให้สัมภาษณ์ในรายการนี้บอกว่า การขัดแย้งทางความคิด มีโอกาสที่จะทำให้เกิดสงครามกลางเมืองได้..

9. สารคดีนี้ใช้คำว่า วิธีการของโซเชียลมีเดีย คือการเจาะลึกเข้าไปใน “ก้านสมอง” ของทุกคน เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวว่าพฤติกรรมของตัวเองกำลังเปลี่ยนไป

10. โซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ “เครื่องมือ” ของมนุษย์ แต่เป็นตัว “ครอบงำ” มนุษย์ ถ้าให้เปรียบเทียบ เครื่องมือ กับครอบงำ ก็คือ จักรยานเป็นเครื่องมือของมนุษย์ ถ้ามนุษย์อยากใช้ก็นำจักรยานไปขี่ แต่ถ้าไม่อยากใช้จักรยานก็วางอยู่ตรงนั้นไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่ในทางกลับกันโซเชียลมีเดียได้ปรับเปลี่ยนสมองของเรา ให้ตัวมันเองเรียกร้องมนุษย์ให้เข้าไปใช้งานมันอยู่เสมอ จนเกิดคำพูดที่ว่า ในโลกนี้มี 2 ผลิตภัณฑ์ ที่เรียกลูกค้าว่า “ผู้ใช้งาน” นั่นก็คือ 1. ยาเสพติด 2. ซอฟต์แวร์..

11. ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะพัฒนาแบบก้าวกระโดดได้เท่ากับความสามารถในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์อีกแล้ว เพราะการประมวลผลเพิ่มเป็นล้านล้านเท่า ต่อให้เป็นความเร็วของรถยนต์ ในช่วงที่ผ่านมาก็เพิ่มแค่ 2 เท่า แต่ในขณะเดียวกัน สมองของมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไร

12. ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้ได้ข้อสรุปสุดท้ายว่า ทุกคนคาดการณ์ว่า AI จะมาทำลายมนุษย์ในอนาคต

แต่จริงๆ แล้ว AI พยายามควบคุมมนุษย์พันล้านคนทั่วโลกผ่านทาง Soical Media โดยที่เราไม่รู้ตัว
ไม่ต่างอะไรกับ คนที่อยู่ใน Matrix แต่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ใน Matrix

และทั้งหมดนี้ มันได้เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้

Cr. ลงทุนแมน

A Beautiful Mind (2001) ผู้ชายหลายมิติ

พากษ์ไทย

บรรยายไทย

a-beautiful-mind-7

 เรื่องย่อของ A Beautiful Mind (2001): ผู้ชายหลายมิติ

—- เรื่องราวของอัจฉริยะบุคคลหนึ่งของโลก ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวประวัติของจอห์น ฟอร์บส์ แนช จูเนียร์ นักคณิตศาสตร์แนชผู้หล่อเหลาและแตกต่าง ได้ค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจเมื่อยังหนุ่ม จนกระทั่งได้เป็นผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ

—- แต่ความไฟแรงของเขาที่พุ่งแรงสู่ระดับชั้นบรรยากาศของโลก กลับแปรเปลี่ยนไป   เมื่อความชาญฉลาดของเขาถูกโรคจิตเสื่อมกัดกร่อนทีละน้อยๆ แต่เขาไม่ยอมแพ้กลับสู้ตอบและยืนยันที่จะต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง โดยความช่วยเหลือของอลิเซียภรรยาผู้เสียสละของเขา หลังจากความยากลำบากหลายสิบปี เขาได้รับชัยชนะจากห้วงชีวิตที่เลวร้ายครั้งนี้และได้รับรางวัลโนเบลในปี 1994 แนชผู้เป็นตำนานยังคงทำงานของเขาต่อไปตราบทุกวันนี้

สถิติเน็ตมือถือน่าสนใจ !? คนไทยใช้เน็ตบนมือถือ 65% มากกว่าบนคอม

สถิติเน็ตมือถือน่าสนใจ !? คนไทยใช้เน็ตบนมือถือ 65% มากกว่าบนคอม

คนไทยใช้เน็ตบนมือถือ 65% มากกว่าบนคอมที่ 45%

Cloudflare เผยสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ เทียบกับเน็ตบนเครื่องคอมฯ ตามข้อมูลอัพเดตล่าสุด 30 วันก่อน (วันที่ 4 ตุลาคม 2021) พบสถิติที่น่าสนใจดังนี้

  • ตามข้อมูลสถิติของ Cloudflare พบว่าปัจจุบัน ผู้คนใช้เน็ตบนมือถือเยอะกว่า เน็ตบนคอมหรือเน็ตบ้านแล้ว โดยคิดเป็นสัดส่วน 52% ต่อ 48%
  • ในเดือนกันยาที่ผ่านมา ซูดานและเยเมน เป็นประเทศที่ใช้เน็ตบนมือถือมากที่สุด 83% รองลงมาคือซีเรีย 82% สถิตินี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะซูดานถือเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่ง ประชาชนในประเทศใช้อินเทอร์เน็ตครั้งแรก ก็เป็นเน็ตมือถือแล้ว การไม่มีคอมพิวเตอร์ในประเทศนี้ถือเป็นเรื่องปกติ บางคนถึงกับมีบัญชีธนาคารบัญชีแรกผ่านทางมือถือด้วยซ้ำ
  • วาติกัน และประเทศเล็ก ๆ หรือประเทศตามหมู่เกาะใช้เน็ตมือถือน้อยที่สุด แค่ 13%
  • ในยุโรป มีเพียง 5 ประเทศที่ใช้เน็ตมือถือมากกว่าเน็ตบ้าน ประกอบไปด้วย อิตาลี, โครเอเชีย, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, และกรีซ (มากกว่าประมาณ 3% – 8%)
  • ทวีปที่ใช้เน็ตบนมือถือมากที่สุดคือ แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย
  • ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ใช้เน็ตบนมือถือสูงสุด เยเมน 83% ซูดาน 82% อิหร่าน 71% อิรัก 70% ปากีสถาน 70% และอียิปต์ 69%
  • อินเดีย หนึ่งในประเทศที่มีประชากรมากที่สุด ใช้เน็ตมือถืออยู่ที่ 80% มากกว่าจีนที่มีประชากกรเยอะกว่า แต่ใช้เน็ตมือถือเพียง 65% (ปัจจุบันอินเดียมีประชากร 1.3 พันล้านคน ประเทศจีนที่ 1.4 พันล้านคน)
  • ประเทศไทยเราใช้เน็ตมือถือคิดเป็น 65% ใกล้เคียงกับเวียดนาม 64% มาเลเซีย 64% อินโดนีเซีย 68% มาเลเซีย 64% เกาหลีใต้ 56% ญี่ปุ่น 56% และฟิลิปปินส์ 51%

อ่านสถิติทั้งหมด : [คลิก]