คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2021

นักวิจัยจีนเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็น “แป้ง” ช่วยลดโลกร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ

messageImage_1632949311587

นักวิจัยเกรงว่าต้นไม้อาจจะไม่สามารถดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้ทัน จึงใช้กระบวนการนี้ช่วยอีกแรง’

อุตสาหกรรมนับว่าบทบาทต่อชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นจากการผลิตในอุตสาหกรรมทั้งสิ้น แต่มันกลับส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น เพื่อให้มนุษย์และสิ่งแวดล้อมยังอยู่ร่วมกันได้ เราก็ต้องค้นหาวิธีที่จะช่วยลดผลกระทบจากการทำอุตสาหกรรมนั่นเอง

นักวิจัยจากสมาคมวิทยาศาสตร์ประเทศจีน จึงคิดค้นวิธีที่จะเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นแป้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้เหมือนกับการสังเคราะห์แสงของพื้นที่จะได้แป้งเป็นผลลัพธ์สุดท้าย

นักวิจัยจีนเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็น แป้ง ช่วยลดโลกร้อนอย่างมีประสิทธิภาพที่มาของภาพ http://en.people.cn/n3/2021/0929/c90000-9902425.html

วิธีการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นแป้ง นักวิจัยได้นำแก๊สมาผสมกับเมทานอลและเร่งปฏิกิริยาด้วยเอนไซม์ กระบวนการทั้งหมดจะเปลี่ยนให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เปลี่ยนเป็นน้ำตาล ก่อนที่จะเปลี่ยนให้เป็นแป้ง ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะผลิตแป้งได้ดีกว่าพืชถึง 8 เท่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาเผยว่าวิธีนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณในการบำรุงป่า ในขณะที่สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งผืนดินและแหล่งน้ำไว้ได้ถึง 90% เลยทีเดียว เท่ากับเป็นเครื่องทุ่นแรงช่วยต้นไม้ไปอีกทางหนึ่ง แถมยังได้แป้งที่นำไปใช้บริโภคได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงสำหรับการนำไปใช้ในระดับที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งนักวิจัยจะพยายามพัฒนาให้เอนไซม์ที่ใช้ในการกระตุ้นกระบวนการเปลี่ยนแก๊สเป็นแป้งนี้ ให้สามารถใช้ในปริมาณน้อยลงโดยได้ผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Interesting Engineering

Microflier หุ่นยนต์บินขนาดเล็กที่สุดในโลกเลียนแบบเมล็ดพืช

messageImage_1632877214062

ไมโครฟลิเออร์ (Microflier) หุ่นยนต์บินขนาดเล็กและสิ่งประดิษฐ์บินได้ที่เล็กที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมา

ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกาวิจัยพัฒนาไมโครฟลิเออร์ (Microflier) หุ่นยนต์บินขนาดเล็กที่สุดในโลก สิ่งประดิษฐ์บินได้ที่เล็กที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมาที่สามารถบินได้ความท้าทายทางด้านวิศวกรรมการบินครั้งสำคัญในการพัฒนาหุ่นยนต์บินได้ที่มีขนาดเล็กระดับมิลลิเมตรติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทีมงานได้ตีพิมพ์รายงานการวิจัยพัฒนาดังกล่าวในวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์ Nature ฉบับวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา

หุ่นยนต์ไมโครฟลิเออร์ (Microflier) มีขนาดเล็กประมาณ 1 ใน 3 ของมดหรือแมลงขนาดเล็ก การออกแบบโครงสร้างมีลักษณะคล้ายกับเมล็ดใบพัดของต้นเมเปิล บริเวณตรงกลางตรงของหุ่นยนต์มีลักษณะเป็นวงกลมติดตั้งไมโครชิฟวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ด้านนอกติดตั้งใบพัดขนาด 3 ชิ้นเพื่อช่วยในการหมุนและทรงตัวกลางอากาศ การออกแบบทั้งหมดของหุ่นยนต์เป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์เลียนแบบการร่วงหล่นของเมล็ดของต้นเมเปิลจากลำต้นที่สูงค่อย ๆ ร่อนไปในอากาศกระจายเป็นวงกว้างสู่พื้นดินด้านล่าง

เป้าหมายของการพัฒนาหุ่นยนต์ไมโครฟลิเออร์ (Microflier) ทีมงานวิจัยต้องการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์บินติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กเพื่อใช้ในการตรวจสอบสภาพอากาศ เชื้อโรคในอากาศหรือติดตามการระบาดของโรคในสถานที่ต่าง ๆ รวมไปถึงการวิจัยพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถบินรวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่เลียนแบบการบินของแมลงในธรรมชาติหนึ่งในสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สามารถบินได้บนโลก

เนื่องจากหุ่นยนต์มีขนาดเล็กทำให้ส่วนประกอบที่เป็นไมโครชิฟวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เซ็นเซอร์ แบตเตอรี่ ระบบการติดต่อสื่อสารจะต้องได้รับการปรับแต่งให้มีขนาดเล็กกว่าปกติ ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์นได้รับความร่วมมือจากห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยอิลินอยส์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลการทดสอบลักษณะการบินของหุ่นยนต์ นอกจากขนาดที่เล็กของหุ่นยนต์ทีมนักวิจัยยังพยายามพัฒนาโครงสร้างของหุ่นยนต์ที่สร้างจากสารชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

หากผลการวิจัยพัฒนาหุ่นยนต์ไมโครฟลิเออร์ (Microflier) ได้รับการพัฒนาต่อยอดอาจสามารถสร้างหุ่นยนต์บินขนาดเล็กจำนวนมากที่สามารถทำภารกิจร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เช่น การปล่อยหุ่นยนต์จากเครื่องบินเพื่อสำรวจพื้นที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ เทคโนโลยีไมโครชิฟอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ระบบการสื่อสารเพื่อใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งสามารถลดข้อจำของอุปกรณ์การสำรวจที่มีขนาดใหญ่และเก็บข้อมูลได้ในปริมาณที่มากกว่า

Microflier หุ่นยนต์บินขนาดเล็กที่สุดในโลกเลียนแบบเมล็ดพืช

แหล่งที่มา scitechdaily.com  nature.com 

Rozy เน็ตไอดอลบนโลกเสมือนจริงสร้างจากคอมพิวเตอร์เซ็นสัญญาโฆษณาบริษัทดัง

messageImage_1632704499136

เน็ตไอดอลบนโลกเสมือนจริงกำลังดิสรัปชันมนุษย์ในวงการแฟชั่นและงานโฆษณา

บริษัทสตาร์ทอัพในเกาหลีใต้พัฒนา Rozy เน็ตไอดอลบนโลกเสมือนจริงสร้างจากคอมพิวเตอร์กราฟิกส์สามมิติความละเอียดสูงลักษณะภายนอกเหมือนนางแบบที่เป็นมนุษย์มีแฟนคลับผู้ติดตามบน Instagram มากกว่า 64,000 คน พร้อมเซ็นสัญญาโฆษณาสินค้าให้กับบริษัทต่าง ๆ มากกว่า 100 รายการ สร้างรายได้ให้กับบริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 34 ล้านบาท เน็ตไอดอลจากคอมพิวเตอร์กราฟิกส์เทคโนโลยีใหม่ที่อาจเข้ามาดิสรัปชันแทนที่เน็ตไอดอลที่เป็นมนุษย์

Rozy เน็ตไอดอลบนโลกเสมือนจริงถูกเปิดตัวครั้งแรกในเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาพัฒนาโดยทีมงานนักออกแบบจากบริษัท Sidus Studio X ทีมงานได้ทำการถอดแบบมาจากหญิงสาววัยรุ่นเกาหลีใต้ที่มีอายุประมาณ 22 ปี รวมไปถึงทำการศึกษาลักษณะนิสัย พฤติกรรม เทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวที่วัยรุ่นเกาหลีใต้ชื่นชอบและนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลพัฒนาเป็นโมเดลคอมพิวเตอร์กราฟิกส์สามมิติตัวต้นแบบ Rozy ขึ้นมา โดยอายุและวัยสาวของ Rozy จะถูกหยุดเวลาเอาไว้ที่ 22 ปี ตลอดชีวิตการทำงานบนโลกเสมือนจริง

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กราฟิกส์สามมิติเริ่มต้นในยุค 70 จากการสร้างโมเดลวัตถุโครงสร้างง่าย ๆ มีเหลี่ยมมุมเรขาคณิตด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในยุคเก่า ปัจจุบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กราฟิกส์สามมิติได้รับการพัฒนาจนสามารถสร้างรูปทรงที่มีความซับซ้อนและมีความละเอียดสูงจนสามารถสร้างใบหน้ามนุษย์เสมือนจริงแสดงสีหน้าความรู้สึกจนแทบไม่สามารถแยกความแตกต่างออกจากมนุษย์ในโลกความจริง

จุดเด่นที่สำคัญของ Rozy เน็ตไอดอลบนโลกเสมือนจริงนอกจากเธอจะมีอายุ 22 ปี ตลอดชีวิตการทำงานเธอยังสามารถทำงานพร้อม ๆ กันหลายงานได้ภายในเวลา 1 วัน ทั้งถ่ายแบบภาพนิ่งหรืองานถ่ายโฆษณาภาพเคลื่อนไหว ซึ่งหากเป็นเน็ตไอดอลหรือนางแบบที่เป็นมนุษย์อาจไม่สามารถรับงานได้ต่อเนื่องและในปริมาณมากเท่ากับเน็ทไอดอลบนโลกเสมือนจริง รวมไปถึงรายละเอียดด้านการทำงานอื่น ๆ เช่น มนุษย์ต้องมีวันหยุดและวันลาพักร้อน

เทคโนโลยีกำลังดิสรัปชันมนุษย์ในวงการแฟชั่นและงานโฆษณาโดยใช้เน็ตไอดอลบนโลกเสมือนจริงการแข่งขันจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้น ก่อนหน้านี้ในปี 2019 บริษัทเอกชนในประเทศญี่ปุ่นได้เปิดตัวเน็ทไอดอลบนโลกเสมือนจริงชื่อ Imma และสามารถสร้างผู้ติดตามบน Instagram ได้มากกว่า 250,000 คน Imma รับงานโฆษณาและตัวในละครในภาพยนต์บางเรื่องในประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นเน็ตไอดอลบนโลกเสมือนที่มีชื่อเสียงในโลกความจริง

Rozy เน็ทไอดอลบนโลกเสมือนจริงสร้างจากคอมพิวเตอร์เซ็นสัญญาโฆษณาบริษัทดัง

Rozy เน็ทไอดอลบนโลกเสมือนจริงสร้างจากคอมพิวเตอร์เซ็นสัญญาโฆษณาบริษัทดัง

Rozy เน็ทไอดอลบนโลกเสมือนจริงสร้างจากคอมพิวเตอร์เซ็นสัญญาโฆษณาบริษัทดัง

แหล่งที่มา businessinsider.com , futurism.com  instagram.com 

ITER เตรียมติดตั้งแม่เหล็กแรงสูงพลังมากกว่าสนามแม่เหล็กโลก 280,000 เท่า (ความรู้ทางฟิสิกส์)

แม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์ (Central Solenoid) แม่เหล็กพลังสูงมากที่สุดในโลก

นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสในโครงการวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชันระหว่างประเทศ (ITER) เตรียมติดตั้งแม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์ (Central Solenoid) เข้าไปในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาบริเวณเมืองเซาเปาดูโรนตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส โครงการวิจัยดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแหล่งพลังงานในลักษณะใกล้เคียงดวงอาทิตย์เทียมบนโลก

เมื่อติดตั้งครบทุกชิ้นแม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์ (Central Solenoid) จะมีความสูง 60 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง 14 ฟุต น้ำหนักประมาณ 1,000 ตัน ชิ้นส่วนของแม่เหล็กพัฒนาโดยบริษัท General Atomics ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนส่งมายังประเทศฝรั่งเศส แม่เหล็กสามารถเป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดสร้างความร้อนและทนต่อแรงกดดันมหาศาลสำหรับการผลิตนิวเคลียร์ฟิวชัน สร้างสนามแม่เหล็กได้แรงกว่าสนามแม่เหล็กของโลกประมาณ 280,000 เท่า เปรียบเทียบกับสิ่งก่อสร้างบนโลกแม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์มีพลังมากพอที่จะยกเรือบรรทุกเครื่องบินได้ทั้งลำ

สำหรับการติดตั้งแม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์จะถูกติดตั้งเข้ากับเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันแบบโทคาแมค (Tokamak) ทำหน้าที่จำลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ในลักษณะใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ การรวมกันของอะตอมไฮโดรเจนหนึ่งคู่และสร้างอะตอมฮีเลียมพร้อมปล่อยพลังงานความร้อนสูง 150 ล้านองศาเซลเซียส น้ำที่ถูกสูบผ่านเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันจะได้รับความร้อนและเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ นักวิทยาศาสตร์นำไอน้ำที่ได้ไปใช้หมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

โครงการวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชันระหว่างประเทศ (ITER) การพัฒนานิวเคลียร์ฟิวชันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศนับเป็นหนึ่งในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก โครงการนี้เริ่มต้นในปี 2007 จากความร่วมมือของหลายประเทศ เช่น จีน สหภาพยุโรป อเมริกา อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย ออสเตรเลีย คาซัคสถาน

ปัจจุบันโครงการวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชันระหว่างประเทศ (ITER) อยู่ในระหว่างการพัฒนาทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์มีแผนการเดินปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันระยะแรกในปี 2025 และเดินเครื่องเต็มระบบในปี 2035 หากการทดสอบประสบความสำเร็จจะเป็นก้าวสำคัญของมนุษยชาติ ในการสร้างแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ยั่งยืน พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันมีความสะอาดและปลอดภัยมากกว่าพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชัน

ITER เตรียมติดตั้งแม่เหล็กแรงสูงพลังมากกว่าสนามแม่เหล็กโลก 280,000 เท่า

ITER เตรียมติดตั้งแม่เหล็กแรงสูงพลังมากกว่าสนามแม่เหล็กโลก 280,000 เท่า

ITER เตรียมติดตั้งแม่เหล็กแรงสูงพลังมากกว่าสนามแม่เหล็กโลก 280,000 เท่า

แหล่งที่มา futurism.com , miamiherald.com , newscientist.com , iter.org

แม่เหล็กคืออะไร

Magnet-(1).jpg

magnet.jpg

NewMagnet.jpg

      แม่เหล็กในธรรมชาติ เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว โดยการสังเกตพบว่ามีสินแร่เหล็กบางชนิดที่สามารถดูดเศษเหล็กต่างๆเข้ามาติดได้ หลังจากนั้นจึงมีผู้คิดค้นเพื่อนำแม่เหล็กมาใช้งานกันแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน ปกติแล้วถ้านำแท่งแม่เหล็กไปแขวนลอยไว้อย่างอิสระปลายทั้งสองข้างของมันจะชี้ไปทางทิศเหนือและทิศใต้โดยอัตโนมัติ โดยปลายข้างที่ชี้ไปทางทิศเหนือเรียกว่า “ขั้วเหนือหรือขั้ว N” และปลายข้างที่ชี้ไปทางทิศใต้เรียกว่า “ขั้วใต้หรือขั้ว S” ซึ่งต่อมาได้นำ หลักการนี้ไปใช้ทำเข็มทิศช่วยในการเดินเรือ
     แม่เหล็กนั้นมีความสัมพันธ์กับไฟฟ้าอย่างมาก เนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดจำเป็นต้องใช้แม่เหล็กหรือหลักการของแม่เหล็กประกอบในการนำมาใช้งานต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดในรถยนต์ ได้แก่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเยนเนอเรเตอร์ (Generator) เป็นต้น

นร.กัมพูชาสุดเจ๋ง คิดค้นโดรนบินได้เลี่ยงรถติด

messageImage_1632275425809

นักเรียนเทคนิคกัมพูชาไอเดียเลิศ คิดค้นโดรนบินได้ใช้แทนรถ หวังแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และต่อยอดนำไปช่วยงานดับเพลิงได้ในอนาคต

กลุ่มเด็กนักเรียนชาวกัมพูชาจากสถาบันโปลีเทคนิคแห่งชาติกัมพูชา ช่วยกันคิดค้นโดรนบินได้ต้นแบบ เพื่อเป็นพาหนะในยุคอนาคต แก้ปัญหารถติดในกรุงพนมเปญ และจะนำไปต่อยอดเพื่อนำไปใช้ในงานฉุกเฉินอย่างการดับเพลิงอาคารสูงของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้

โดยโดรนลำนี้มี 8 ใบพัด โดยใช้เก้าอี้ของโรงเรียนเป็นที่นั่งนักบิน โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นทดสอบและพัฒนาให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโดรนต้นแบบสามารถบรรทุกนักบินที่น้ำหนักไม่เกิน 60 กิโลกรัม และสามารถบินในระดับความสูง 4 เมตร เป็นระยะเวลานาน 10 นาที โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถนำไปช่วยงานนักดับเพลิงที่ต้องเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้ที่มีความสูงเกินกว่าที่รถดับเพลิงจะเข้าถึงได้

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์สำหรับอากาศยานในประเทศอังกฤษประสบความสำเร็จในการทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า Spirit of Innovation ที่ถูกพัฒนาขึ้นหลังจากบริษัทเปิดตัวโครงการพัฒนาเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าความเร็วสูง (ACCEL) ในปี 2019 โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าและการสนับสนุนเงินทุนจาก สถาบันเทคโนโลยีการบินและอวกาศ (ATI) กรมธุรกิจพลังงานและยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม (BEIS) ประเทศอังกฤษ

การทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า Spirit of Innovation ในครั้งนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมาบริเวณสนามบิน MOD Boscombe Down ฐานทัพอากาศ กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร เครื่องบินพลังงานไฟฟ้าใช้เวลาทดสอบบินบนอากาศประมาณ 15 นาที ก่อนลงจอดอย่างปลอดภัย โดยในขณะทำการบินทีมงานได้ทำการเก็บข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับระบบพลังงานไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของเครื่องบินเพื่อใช้ในการปรับปรุงการทดสอบบินครั้งต่อไป นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของบริษัทโรลส์-รอยซ์และบริษัทพันธมิตรในการพัฒนาเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า

เครื่องบินพลังงานไฟฟ้า Spirit of Innovation หรือ จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อให้เครื่องบินสามารถทำความเร็วได้สูงสุดรองรับนักบิน 1 ที่นั่ง เครื่องบินติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาด 6,000 เซลล์ ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่เคยมีการติดตั้งบนเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า ระบบส่งกำลังไฟฟ้า 400 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 536 แรงม้า และสามารถให้กำลังสูงสุด 750 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 1,000 แรงม้า มอเตอร์ไฟฟ้า YASA 750R จำนวน 3 ตัว หมุนใบพัดความเร็วประมาณ 2,400 รอบต่อนาที ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจสอบการทำงานของระบบ 20,000 จุดพร้อมระบบควบคุมความร้อนไม่ให้สูงจนเกินไป

สำหรับแผนการในอนาคตบริษัทเตรียมทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า Spirit of Innovation เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถทำสถิติโลกที่ความเร็วมากกว่า 300 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือประมาณ 480 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อุตสาหกรรมการบินถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ สู่บรรยากาศโลก บริษัทมีเป้าหมายสูงสุดในการปฏิวัติวงการเครื่องบินของโลกให้เข้าสู่ยุคของเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยมลพิษให้เท่ากับ 0% ภายในปี 2050

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

แหล่งที่มา newatlas.com , rolls-royce.com  , designboom.com 

“หลอดไฟเป่าลม” สายตั้งแคมป์ต้องมีติดตัว !!

11

ในยุคนี้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างแบบพกพานั้นมีอยู่อย่างหลากหลาย แต่ “Everglow Light Tube” หลอดไฟเป่าลมโดยบริษัท Klymit จัดเป็นหลอดไฟรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับคนชอบไปเที่ยวแคมป์หรือออกผจญภัยเป็นอย่างมาก

ในยุคนี้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างแบบพกพานั้นมีอยู่อย่างหลากหลาย แต่ “Everglow Light Tube” หลอดไฟเป่าลมโดยบริษัท Klymit จัดเป็นหลอดไฟรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับคนชอบไปเที่ยวแคมป์หรือออกผจญภัยเป็นอย่างมาก

12 13

พบหลุมดำมีแรงดันเป็นลบ ชี้เป็นตัวแปรสู่การรวม 2 ทฤษฎี “กลศาสตร์ควอนตัม-สัมพัทธภาพทั่วไป”

120612282_blackholerealisticgettyimages

นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ของสหราชอาณาจักร ค้นพบคุณสมบัติใหม่ของหลุมดำเข้าโดยบังเอิญ ขณะที่กำลังคำนวณเพื่อแก้ไขข้อมูลบางอย่าง

พวกเขาพบว่าหลุมดำนั้นมีแรงดันที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่ทว่าเป็น “แรงดันลบ” (negative pressure) ซึ่งคุณสมบัตินี้บ่งชี้ว่า หลุมดำมีอุณหภูมิและมีการหดตัวผ่านการแผ่รังสีความร้อน ทำให้มันมีขนาดเล็กลงทีละน้อยจนระเหยหายไปได้ในที่สุด ตรงตามหลักการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation) ซึ่งเป็นมุมมองเชิงฟิสิกส์ควอนตัมที่มีมาก่อนหน้านี้

รูปหลุมดำแบบสมจริง
Getty Images

ผลการศึกษาข้างต้นได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Physical Review D โดยศาสตราจารย์ เซเวียร์ คาลเม็ต ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ในขณะที่เขากับฟอล์เคิร์ต ไคเปอร์ นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอก กำลังใช้หลักความโน้มถ่วงเชิงควอนตัม (Quantum Gravity) ทำการคำนวณ เพื่อแก้ไขค่าเอนโทรปีหรือความปั่นป่วนที่ขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำชวาร์ซชิลด์ (Schwarzschild black hole) ให้มีความถูกต้องมากขึ้นอยู่นั้น กลับมีตัวเลขหนึ่งปรากฏขึ้นมาในสมการซ้ำกันหลายครั้ง จนต้องหยุดเพื่อตรวจสอบ

พวกเขาต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าตัวเลขดังกล่าวคือค่าของความดันที่มีหน่วยเป็นบาร์ (Bar) ซึ่งชี้ว่าหลุมดำชวาร์ซชิลด์ที่มีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์และเป็นต้นแบบในการศึกษาครั้งนี้มีแรงดันอยู่ แต่ทว่าเป็นแรงดันในระดับต่ำมาก ซ้ำยังเป็นค่าติดลบเสียอีก

เราสามารถเขียนค่าของแรงดันจากหลุมดำดังกล่าวเป็นเลขยกกำลังได้เท่ากับ -2E ^(-46) โดย E นั้นคือค่าความดันบรรยากาศ 1 บาร์ ที่ระดับน้ำทะเลของโลก

การค้นพบแรงดันลบของหลุมดำ สอดคล้องกับหลักการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)
Getty Images

การค้นพบแรงดันลบของหลุมดำ สอดคล้องกับหลักการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

การที่หลุมดำมีแรงดันเป็นลบนั้น แสดงว่ามันกำลังหดตัวลงอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการแผ่รังสีฮอว์คิงมากจนทำให้เชื่อได้ว่า ปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางกลศาสตร์ควอนตัมเป็นแน่

ศ. คาลเม็ตคาดว่า ความโน้มถ่วงเชิงควอนตัมน่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดแรงดันลบนี้ขึ้น และความเชื่อมโยงระหว่างแรงดันลบกับการแผ่รังสีของหลุมดำ จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดทางสู่การใช้ทฤษฎีควอนตัมเข้ามาไขปริศนาต่าง ๆ ของหลุมดำได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาวะเอกฐาน (singularity) ซึ่งเป็นจุดที่หลุมดำมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ จนกฎของความโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่เคยใช้อธิบายหลุมดำกันมาก่อน กลับใช้การไม่ได้อีกต่อไป

“ผมหวังว่าเมื่อเราสามารถผสานทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum Field Theory) ให้รวมเข้ากับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้สำเร็จ เมื่อนั้นเราจะสามารถนิยามและให้คำอธิบายใหม่แก่เรื่องหลุมดำได้ดียิ่งกว่านี้” ศ. คาลเม็ตกล่าว

ทริปท่องอวกาศโดยพลเรือนเที่ยวแรกของโลก ลงจอดปลอดภัย

messageImage_1632030039241

1632105458841@2x

แคปซูลสเปซเอ็กซ์ที่พาพลเรือน 4 ราย ออกท่องอวกาศนอกโลก ได้เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยแล้ว โดยกางร่มชูชีพลงบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก นอกชายฝั่งรัฐฟลอริดา ของสหรัฐอเมริกา

ทริปการเดินทางท่องอวกาศครั้งประวัติศาสตร์ ของแคปซูลสเปซเอ็กซ์พร้อมพลเรือน 4 ราย สำเร็จราบรื่นด้วยดี หลังจากแคปซูลสเปซเอ็กซ์พร้อมผู้โดยสาร 4 คน กางร่มชูชีพลงบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก นอกชายฝั่งรัฐฟลอริดา ของสหรัฐอเมริกา ตามแผนเมื่อช่วง 19.00 น. ตามเวลาในท้องถิ่น โดยมีเรือของสเปซเอ็กซ์ที่ได้จอดรออยู่เดินทางเข้าช่วยเหลือ โดยมีการตรวจสุขภาพทั้งสี่คนบนเรือ ก่อนจะนำทั้งหมดขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับไปยังแหลมคานาวารัล เพื่อไปพบหน้าครอบครัวที่มารับอยู่ที่นั่น

ลูกเรือพลเรือนทั้ง 4 คน ในทีมอินสไปร์เรชั่น 4 คือ จาเร็ด ไอแซคแมน มหาเศรษฐีอเมริกันวัย 38 ปี ผู้บริหารบริษัท อีคอมเมิร์ซชิฟต์ 4 เพย์เมนต์ และพลเรือนอีก 3 คนที่ถูกคัดเลือกมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คือ เฮย์ลีย์ อาร์เซโนซ์ หญิงอเมริกันวัย 29 ปี, คริสโตเฟอร์ เซมโบรสกี อดีตทหารกองทัพอากาศสหรัฐฯ และ ซีอาน พรอคเตอร์ ศาตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์วัย 51 ปี ได้ออกเดินทางจากศูนย์อวกาศเคนเนดีขององค์การนาซา โดยจรวดฟัลคอน 9 ที่แหลมคานาวารัล รัฐฟลอริดา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากนั้นทั้งสี่คนได้พูดคุยไลฟ์สดมายังโลก เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น โดยทั้งหมดแข็งแรงดี และยังได้ทดลองทำหลายๆ อย่างในอวกาศ อย่างคริสโตเฟอร์ เซมโบรสกี ได้ใช้โอกาสนี้โชว์เล่นอูคูเลเล่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง ขณะที่เฮย์ลีย์ อาร์เซโนซ์ นางพยาบาลสาว ได้พูดระดมทุนเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือโรงพยาบาลวิจัยเด็กเซนต์ จู้ด ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย รวมเวลาในการเดินทางทั้งหมด 3 วัน นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์นำมนุษย์ 4 คน ซึ่งไม่มีประสบการณ์ด้านอวกาศมาก่อน ไปโคจรรอบโลกได้สำเร็จ.

หุ่นยนต์ Spot เริ่มปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน Hyundai

บริษัท Hyundai ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้นำหุ่นยนต์ Spot มาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท

บริษัท Hyundai ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยความคืบหน้าในการนำหุ่นยนต์ Spot เข้ามาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท โดยทีมงานวิศวกรได้ทำการติดตั้งระบบเพิ่มเติมให้กับหุ่นยนต์ Spot เพื่อใช้ในภารกิจรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะ นับเป็นอีกครั้งที่หุ่นยนต์ Spot ถูกนำมาใช้งานเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมของมนุษย์หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี 2017 โดยบริษัท Boston Dynamics ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นบริษัทในเครือของบริษัท Hyundai ประเทศเกาหลีใต้

การออกแบบหุ่นยนต์ Spot ได้รับแรงบันดาลใจจากสุนัขสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของมนุษย์ หุ่นยนต์เคลื่อนที่ด้วยขาทั้ง 4 ข้าง มีจุดเด่นในด้านความสามารถในการเคลื่อนที่รวดเร็วและมีการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม หุ่นยนต์ Spot ที่ถูกนำมาใช้งานในโรงงานของบริษัท Hyundai ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีกล้อง LiDAR (Light Detection and Ranging) การตรวจสอบวัตถุโดยใช้แสงเลเซอร์ กล้องตรวจจับความร้อนมองหาอุณหภูมิสูงเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟไหม้ การตรวจสอบประตูที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติส่งข้อมูลไปยังศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์เพื่อแจ้งเตือนหากพบสิ่งผิดปกติในบริเวณโรงงาน

สำหรับหุ่นยนต์ Spot รุ่นที่บริษัทวางจำหน่ายโดยปกติจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่นด้วยกัน คือ รุ่น Explorer สามารถปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่จำกัด 1 กิโลเมตรและรุ่น Enterprise สามารถปฏิบัติภารกิจได้ในระยะทางที่มากกว่าหุ่นยนต์รุ่นแรกและสามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง หุ่นยนต์ Spot ทั้งสองรุ่นมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 74,500 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 2,480,000 บาท ผู้ใช้งานสามารถเลือกติดตั้งระบบเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ เช่น แขนหุ่นยนต์และกล้องความละเอียดสูง

ภายใต้แนวคิดวิทยาการหุ่นยนต์เพื่อมวลมนุษยชาติ (Robotics for Humanity) หุ่นยนต์ Spot ถูกนำไปใช้งานในภารกิจที่หลากหลายหลังจากบริษัท Boston Dynamics วางจำหน่ายหุ่นยนต์ในช่วงปี 2019 โดยมีหน่วยงานตำรวจของรัฐแมสซาชูเซตส์เป็นหน่วยงานแรกที่นำหุ่นยนต์ Spot ไปใช้งานในภารกิจร่วมกับตำรวจ เช่น การตรวจสอบวัตถุระเบิด ในปี 2020 บริษัท SpaceX นำหุ่นยนต์ Spot ไปใช้งานตรวจสอบรักษาความปลอดภัยให้กับศูนย์พัฒนาและฐานปล่อยจรวดของบริษัท นอกจากนี้ในช่วงการระบาดของ COVID-19 โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกายังได้นำหุ่นยนต์ Spot ไปใช้งานเพื่อขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลและช่วยในการยืนยันตัวตนของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา

หุ่นยนต์ Spot เริ่มปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน Hyundai

หุ่นยนต์ Spot เริ่มปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน Hyundai

แหล่งที่มา cnet.com