คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2021

ญี่ปุ่นสร้างเนื้อวากิวโดยไม่ต้องเลี้ยงวัว ใช้เครื่อง 3D Printing สร้างขึ้นเอง

ญี่ปุ่นสร้างเนื้อวากิวโดยไม่ต้องเลี้ยงวัว ใช้เครื่อง 3D Printing สร้างขึ้นเอง

ครั้งแรกของโลก! นักวิจัยญี่ปุ่นผลิตเนื้อวากิวจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ได้สำเร็จ

ในอนาคต การสั่งเนื้อวากิวมารับประทาน อาจต้องระบุด้วยว่า ขอเนื้อที่มาจากวัวจริงๆ หรือมาจากการพิมพ์ 3 มิติ (3D-Print) เพราะตอนนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น สามารถใช้วิธีการพิมพ์ 3 มิติเพื่อทำเนื้อวากิวที่มีลายหินอ่อนจากการแทรกของไขมันในเนื้อได้สำเร็จแล้ว โดยการใช้สเต็มเซลล์และเลียนแบบวิธีการทำลูกอมคินทาโร (Kintaro) ซึ่งเป็นขนมหวานที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น ซึ่งถูกทำออกมาในลักษณะแท่งกลมยาว แล้วจึงตัดสไลด์ตามขวางเป็นชิ้นวงกลมโดยที่มีรูปหน้าคินทาโรอยู่ภายในส่วนที่ถูกตัดของลูกอม

สำหรับการทำเนื้อวากิวด้วยวิธีการพิมพ์ 3 มิติให้มีลักษณะเหมือนเนื้อจริง ทีมนักวิจัยเริ่มต้นด้วยการใช้สเต็มเซลล์ 2 ชนิดจากเนื้อวากิวที่เรียกว่า โบไวน์ แซเทลไลต์ (Bovine Satellite Cell) และ อดิโพส-ดีริฟ (Adipose-Derived Stem Cell) ซึ่งชนิดหลังเป็นเซลล์จากไขมัน พร้อมด้วยวิธีการที่เหมาะสมในห้องแล็บเพื่อทำให้เซลล์ต้นกำเนิด 2 ชนิดนี้สามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ที่ต้องการสำหรับการผลิตเนื้อวากิวได้

จากนั้นจึงมีการนำเอาเซลล์ที่ได้ไปทำการพิมพ์ชีวภาพเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อ เส้นใยไขมัน และเส้นใยหลอดเลือด แล้วนำเส้นใยที่ได้ไปจัดเรียงตามโครงสร้างของลักษณะเนื้อวากิว เพื่อทำให้เหมือนเนื้อวากิวจริงๆ แล้วจึงทำการสไลด์เนื้อออกมาเป็นชิ้นเหมือนกับการทำลูกอมคินทาโร โดยในการสาธิต ทางทีมงานวิจัยได้มีการใช้เส้นใยทั้งหมด 72 เส้นซึ่งประประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อ 42 เส้น เส้นใยไขมัน 28 เส้น และอีก 2 เส้นใยหลอดเลือดเพื่อทำเป็นชิ้นเนื้อที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มม. ยาว 10 มม. แล้วจึงสไลด์เนื้อเพื่อให้เห็นลักษณะลายหินอ่อนของเนื้อที่เหมือนกับเนื้อวากิวจริง

แม้จะเคยมีการทำเนื้อวัวจากการพิมพ์ 3 มิติได้สำเร็จมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็เป็นเนื้อที่มีลักษณะเป็นชิ้นเล็กๆ คล้ายเนื้อสับที่ประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อธรรมดา การทำเนื้อวากิวจากการพิมพ์ 3 มิติที่เหมือนเนื้อจริงได้สำเร็จ จึงเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างเนื้อวัวที่มีโครงสร้างซับซ้อนมีทั้งเส้นใยกล้ามเนื้อ เส้นใยไขมัน และเส้นใยหลอดเลือดจนสามารถทำให้เกิดลายหินอ่อนได้ ซึ่งทางมิชิยะ มัสซึซากิ (Michiya Matsusaki) หนึ่งในทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอซากา ได้บอกว่า ด้วยวิธีการนี้ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตจะสามารถสร้างเนื้อหรือปรับแต่งเนื้อเพื่อให้มีกล้ามเนื้อและไขมันตามความต้องการของลูกค้าเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการหรือโดยการคำนึงถึงสุขภาพเป็นหลักได้

อย่างไรก็ตามทางทีมงานวิจัยไม่ได้มีการเปิดเผยว่าเนื้อวากิวที่ทำมาจากการพิมพ์ 3 มิติมีค่าใช้จ่ายสูงแค่ไหน และจะใช้เวลานานแค่ไหนจึงสามารถทำเป็นสินค้าเพื่อขายได้จริง

Deepfake คลิปปลอมสุดเนียนที่สร้างจาก A.I. จะแยกแยะยังไงว่าเป็น “ข่าวปลอม”

“ข่าวปลอม” สร้างปัญหาสารพัดให้ประชากรในหลายประเทศ แต่ในวันข้างหน้า เราต้องคิดวิเคราะห์เชิงลึกให้รู้เท่าทันมากขึ้น เพราะจะไม่ได้เจอแค่ข่าวปลอม แต่เป็น “Deepfake” หรือ คลิปปลอมที่เนียนสุดๆ เพราะใช้ A.I. หรือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์​ (Artificial Intelligence) สร้างขึ้น

พูดเรื่องข่าวสารในช่วงโควิด-19 ระบาด “ข่าวปลอม” ก็ระบาดในไทยไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย พบว่ามีทั้งภาพและข้อความที่แชร์กันเป็นวงกว้าง ขณะที่ต่างประเทศพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลไปถึงขั้นทำ Deepfake หรือ คลิปปลอม ที่มีความแนบเนียนและสมจริงจนทำให้คนดูหลงเชื่อได้ง่ายๆ เราคนไทยจึงต้องรู้ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและรู้จักการคิดเชิงวิเคราะห์ ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะมาประชิดตัว

เพราะไม่รู้ จึงต้องขอความรู้จากคนทำงานด้าน Data

SPRiNG มีโอกาสได้พบ ดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายเดตาโซลูชันส์ภาครัฐ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ซึ่งคลุกคลีอยู่กับงานส่งเสริมและสนับสนุนด้านการบริหารจัดการ Data ของประเทศ 3 ด้าน

  1. Open Data หรือ ข้อมูลเปิดภาครัฐ : ส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐนำข้อมูลที่มีอยู่มาเปิดเผย เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์
  2. Data Governance หรือ ธรรมาภิบาลข้อมูล : ส่งเสริมให้ภาครัฐสร้างฐานข้อมูลและจัดเก็บอย่างมีระบบระเบียบและใช้กระบวนการทางดิจิทัลมาควบคุมดูแลการใช้งานข้อมูลให้เป็นปกติ
  3. PDPA หรือ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีตำแหน่งเป็น DPO (Data Protection Officer) เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่ให้คำปรึกษา ดูแลการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย

โดยหัวใจสำคัญที่ต้องว่ากันด้วยเรื่องข่าวกับ Data เพราะในยุคดิจิทัล เราจะรู้หรือตรวจสอบได้ว่า ข่าวไหนเป็น “ข่าวจริง” (Truth News) หรือ “ข่าวปลอม” (Fake News) ก็ด้วยการตรวจสอบ Data จากแหล่งข้อมูลต้นทางนั่นเอง

มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรมได้ยินคำว่า Deepfake มาพักใหญ่ นิยามของมันคือ?

Deepfake มันเป็นชื่อเทคโนโลยี Deep แปลว่า ลึก Fake แปลว่า ปลอม คือ ปลอมอย่างลึกซึ้ง แปลไทยเป็นไทยคือ มองไม่ออกว่าของปลอม

มันเป็นเทคโนโลยีที่ทำเกี่ยวกับภาพ ถ้าจะมีเอฟเฟ็กต์มากที่สุดก็คือ ภาพของคน เรานำภาพของนาย A แล้วนำภาพของนาย B มาซ้อนกับนาย A ทำให้นาย A ทำท่าหรือพูดจาตามที่นาย B ต้องการได้ เหมือนชักใยหุ่นกระบอก เพียงแต่ว่าเราต้องใช้วิดีโอในการทำ

ปลอมอะไร แบบไหน จึงเป็น Deepfake?

เช่น คลิปปลอมที่มีคนทำในอเมริกา เอาวิดีโอ Barack Obama มา แล้วก็เอาวิดีโอของตัวเองมา ซึ่งเป็นพิธีกรคนหนึ่ง ทำปากพูดในเรื่องที่อยากให้ Obama พูด อะไรก็ได้พูดไปเลย แล้วมันก็จะกลืนภาพเข้าไปกับ Barack Obama จะให้เขาแถลงนโยบายอะไรก็ได้ตามที่ใจชอบ

พอสร้างวิดีโอ Deepfake อันนี้ขึ้นมา ก็ปล่อยตัวนี้ออกไป ซึ่งตัวเทคโนโลยีเองก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ มันไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน ยกเว้น คอนเทนต์ที่คุณสร้างมันเป็น Fake เช่น คุณสร้างเป็น Fake News คือแถลงเรื่องที่ไม่เป็นจริง หรือพูดเรื่องที่ทำให้เสียหายร้ายแรง

คิดดูจู่ๆ มีคนทำ Deepfake วิดีโอขึ้นมา ประกาศปล่อยออกมาตอนตี 2 เราขอประกาศลาออก ขอประกาศยุบสภา ขอประกาศการปฏิวัติ ภาวะฉุกเฉินตอนตี 2 กระจายไปทั่ว ทุกคนแตกตื่น เห็นวิดีโอนึกว่าจริง เพราะว่าเอาผู้นำประเทศมาทำเป็น Fake วิดีโอ แก้ข่าวกันไม่ทัน เกิดความเสียหายได้นะครับ

ต้องมีองค์ประกอบอะไร ถ้าจะทำ Deepfake ให้สมบูรณ์?

ก็จะต้องมีเทคโนโลยี A.I. ที่เรียกว่า Generative Adversarial Network (GAN) การสอนให้เครื่องจักรประมวลผลเชิงลึก (Deep Learning) แปลง่ายๆ ก็คือ มันจะสามารถ merge สองวิดีโอเข้าด้วยกัน คือวิดีโอต้นฉบับหรือวิดีโอของภาพจริง คนจริง กับวิดีโออีกอันนึงที่คุณอยากจะเป็นต้นทาง เพื่อทำให้มันไปเปลี่ยนปลายทาง

เมื่อก่อนดูภาพอาจจะหลอนๆ นิดหน่อย เพราะมันไม่ละเอียดมาก เดี๋ยวนี้ภาพมีความคมชัด ชัดเจนมากจนแทบจะมองไม่ออก แล้วก็สามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า เป็นไปไม่ได้ในโลกความเป็นจริง เช่น ทำให้ Barack Obama หนุ่มขึ้นอีก 20 ปี

อยากให้ยกตัวอย่างคลิปที่เห็นชัดๆ

มีแชนแนลของ TikTok อันนึงนะที่ Fake วิดีโออย่างเดียวเลย แล้ว Fake วิดีโอของ Tom Cruise ด้วย เช่น มาเป็นคนทำความสะอาด เป็นพนักงานล้างจาน มาพูดจาโน่นนี่นั่นที่ Tom Cruise คงไม่พูด ที่เห็นน่ะเป็น Tom Cruise นะ แต่จริงๆ เป็นอีกคนนึงที่ทำ TikTok เป็น Deepfake ขึ้นมา ทำเป็นไวรัลให้ดูสนุกๆ ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ก็มี

อีกเคสก็ Linda Carter คนนี้เคยเป็นนางงามอเมริกา เมื่อประมาณปี 1976 นะ 40 กว่าปีแล้วที่เล่นหนังเรื่อง Wonder Woman ไว้ อายุ 70 ปีละ ก็มีคนเอาภาพตอนสาวมา merge เข้าไปใน Wonder Woman เวอร์ชัน 2021 แล้วก็ไวรัลไปทั้งอินเทอร์เน็ต

ถ้าเป็นเคสในสถานการณ์โควิด-19

สมมุติว่า มีการแถลงว่ายอดเสียชีวิตวันนี้ 5 แสนคน A.I. ก็ไปเช็กได้ว่า จริงๆ ที่ผ่านมามันแค่ 20,000 / 20,000 / 20,000 นะครับ แล้วก็เช็กจากแหล่งต่างๆ เช่น กรมควบคุมโรค เอ๊ะ…วิดีโอบอกว่า 5 แสน แต่พอไปเช็กกับฐานข้อมูลของกรมควบคุมโรค มันแค่ 25,000 ไม่จริงก็รู้ได้ทันที A.I. ก็สามารถที่จะไปควานหา Data ในอินเทอร์เน็ตมาเอง คิดเอง วิเคราะห์เอง และพยายามชี้ว่า น่าจะผิด น่าจะถูก

 

หุ่นยนต์ “Atlas” โชว์เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ตีลังกากลับหลังก็ได้!

หุ่นยนต์ “Atlas” โชว์เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ตีลังกากลับหลังก็ได้!

Atlas โชว์ลีลาเลียนแบบการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

mqdefault

ตำรวจสหราชอาณาจักรทดสอบใส่ชุดเจ็ตสูทสำหรับใช้บินไปจับคนร้าย บินได้เร็วสูงสุด 136 กม./ชม.

j1

ตำรวจสหราชอาณาจักรทดสอบใส่ชุดเจ็ตสูทสำหรับใช้บินไปจับคนร้าย บินได้เร็วสูงสุด 136 กม./ชม.

ชุดเจ็ตสูทบินได้นี้เป็นของบริษัท Gravity Industries ถูกติดตั้งด้วย กังหัน 5 ตัวที่หมุนด้วยความเร็ว 120,000 รอบต่อนาที ใสามารถบินได้ความเร็วสูงสุด 136 กม. / ชม. มีน้ำหนัก 27 กก. ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิง Jet A1 ซึ่งเป็นนํ้ามันเครื่องบินไอพ่นพาณิชย์ และน้ำมันดีเซล สามารถบินได้นานต่อครั้ง 5 – 10 นาที

j2

การทดสอบนี้เกิดที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ (DSTL) ใน Porton Down ใกล้เมือง Salisbury ในสหราชอาณาจักร โดยมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงเข้าร่วม

Gravity Industries เผยว่าชุดเจ็ตสูทตัวนี้ เป็นชุดเจ็ตสูทชุดแรกของโลกที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ทางบริษัทได้มีการออกแบบโปรแกรมการฝึกบินไว้อย่างสมบูรณ์ เคยถูกนำไปใช้งานจริงแล้วกว่า 50 ครั้งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ทั้งงานด้านการค้นหา กู้ภัย รวมไปถึงงานที่ต้องร่วมมือกับทหาร

j3

เอเลียนอาจติดตั้งโครงสร้างยักษ์ดึงพลังงานจากหลุมดำ โดยที่มนุษย์สามารถตรวจพบได้

120203309_7e6972db-a4ba-4bb4-8708-bdc17e4f9fb8

ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวาของไต้หวัน ซึ่งกำลังมุ่งค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว ได้เสนอวิธีการใหม่ที่อาจช่วยให้พบร่องรอยของเอเลียนที่มีอารยธรรมและเทคโนโลยีในระดับสูงได้ ผ่านการมองหาโครงสร้างยักษ์ “ไดสันสเฟียร์” (Dyson sphere) ที่เอเลียนอาจสร้างไว้รอบหลุมดำเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานมหาศาลไปใช้

รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารรายเดือนของราชสมาคมดาราศาสตร์อังกฤษ (MNRAS) ระบุว่ามนุษย์สามารถจะติดตามสังเกตการณ์หลุมดำหลายแบบ ตั้งแต่หลุมดำดาวฤกษ์ (stellar black hole) ที่มีขนาดย่อม ไปจนถึงหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ใจกลางดาราจักร เพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่ชี้ว่ามีไดสันสเฟียร์อยู่โดยรอบหลุมดำนั้นได้

แนวคิดเรื่องโครงสร้างขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นล้อมรอบดาวฤกษ์ เพื่อดึงพลังงานมหาศาลมาใช้โดยตรงนั้น เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 โดยฟรีแมน ไดสัน นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอเมริกันเป็นผู้เสนอว่า โครงสร้างยักษ์ดังกล่าวถือเป็นทางออกหนึ่งเมื่อแหล่งพลังงานภายในโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการของอารยธรรมที่มีเทคโนโลยีพัฒนาสูงขึ้น

ทีมนักดาราศาสตร์จากไต้หวันจึงสร้างสมมติฐานจากแนวคิดของไดสันว่า มนุษย์ต่างดาวที่มีอารยธรรมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระดับสูง น่าจะติดตั้งโครงสร้างยักษ์แบบไดสันสเฟียร์รอบแหล่งพลังงานต่าง ๆ ในจักรวาล โดยอารยธรรมต่างดาวที่อยู่ในระดับสูงมาก ก็อาจต้องการพลังงานมากกว่าที่ได้จากดาวฤกษ์ของตนเอง ซึ่งทำให้หลุมดำเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจในการค้นหาร่องรอยของเอเลียนไปด้วย

เนื้อหาของรายงานวิจัยได้อธิบายไว้ว่า “แม้หลุมดำจะดูดกลืนทุกสิ่งทั้งสสารและพลังงานที่ตกลงไป แต่หลุมดำก็ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลเป็นครั้งคราว ทั้งแสงสว่างและความร้อนหลายล้านองศาเซลเซียสจากจานพอกพูนมวล รวมทั้งพลาสมาแม่เหล็กพลังงานสูงจากชั้นโคโรนา และการปะทุไอพ่นเป็นลำไอออนความเร็วสูงเกือบเท่าแสง”

“แม้แต่แสงสว่างจากจานพอกพูนมวลของหลุมดำขนาดเล็ก ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์เพียง 5 เท่า ก็ยังเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงสว่างของดาวฤกษ์ทั่วไปหลายร้อยเท่า”

“จากการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ของเราทดสอบสมมติฐานนี้ พบว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่เอเลียนจะใช้งานไดสันสเฟียร์ โดยสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานที่ให้แสงสว่างได้มากยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ของเรานับแสนเท่า” ทีมผู้วิจัยกล่าว

หากเอเลียนได้สร้างไดสันสเฟียร์มาเก็บเกี่ยวพลังงานจากหลุมดำไปจริง ทีมผู้วิจัยชี้ว่ามนุษย์จะสามารถตรวจพบรังสีอินฟราเรดที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ซึ่งหลุดรอดออกจากไดสันสเฟียร์ที่กำลังดึงและแปลงพลังงานของหลุมดำอยู่ได้ ทั้งยังสามารถตรวจพบสัญญาณดังกล่าวได้ในหลายย่านความยาวคลื่นอีกด้วย โดยจะต้องมีการพัฒนาเครื่องมือตรวจจับที่สามารถแยกแยะสัญญาณดังกล่าวออกจากการแผ่รังสีหลายชนิดของหลุมดำให้ได้ต่อไป

……………

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

 

สหรัฐฯ พัฒนาเครื่องบินแสงอาทิตย์บินได้นาน 90 วัน!

 เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่สามารถบินได้ต่อเนื่องได้นาน 90 วัน โดยไม่มีการลงจอด

เปิดตัว “Skydweller Aircraft” เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ บินได้ 90 วัน โดยไม่มีนักบิน

Skydweller-aircraft

นับตั้งแต่ที่เปิดตัวออกมาพลังงานแสงอาทิตย์ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในแหล่งพลังงานสะอาดที่ผู้คนให้ความสนใจกันเสมอ และถูกนำไปใช้ในเทคโนโลยีอันหลากหลาย

แต่ล่าสุดนี้เองดูเหมือนว่าเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของโลกก็อาจจะก้าวไปข้างหน้าอีกขึ้นแล้วก็ได้

เมื่อล่าสุดนี้บริษัทด้านการบินและอวกาศของสหรัฐฯ-สเปน อย่าง “Skydweller Aero Inc.” ก็ได้ออกมาเปิดตัวโดรนแบบพิเศษตัวใหม่ ซึ่งถูกอธิบายว่าจะเป็น เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์แห่งอนาคต ที่บินได้ 90 วันโดยไม่มีนักบินเลย

ผลงานชิ้นใหม่นี้มีชื่อว่า Skydweller aircraft โดรนขนาดใหญ่ซึ่งมีปีกกว้าง 72 เมตร แต่กลับสามารถบินได้ด้วยพลังงานเพียง 2 กิโลวัตต์ จากแสงอาทิตย์ และใช้งานได้อย่างหลากหลาย

ทั้งในการ ขนส่ง โทรคมนาคม การตรวจสอบเชิงพื้นที่ การพยากรณ์อากาศ หรือแม้แต่การเฝ้าระวังทางทหาร

โดยเจ้า Skydweller aircraft นั้นในปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ ซึ่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมามันสามารถทำสถิติเพดานบินได้เกือบ 4,875 เมตรด้วยการบังคับของผู้คน

แถมในอนาคตทีมงานยังหวังที่จะทดสอบการบินระยะยาวของมันในช่วงปี 2021-2022 และพัฒนามันให้เป็นโดรนบินไร้คนขับ ซึ่งสามารถบินได้ต่อเนื่อง 3 เดือนอย่างที่กล่าวไปข้างต้นอีกที

(ชมคลิปทดลองการบินของ Skydweller aircraft ได้ที่ www.youtube.com/watch?v=gAj_wCEHHzA)

นี่นับว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจเลยทีเดียว เพราะบริษัท Skydweller Aero Inc. ได้ทำสัญญามูลค่าร่วม 5 ดอลลาร์ (ราวๆ 167 ล้านบาท) กับกองทัพเรือสหรัฐฯ แล้ว

ดังนั้นมันจึงมีความเป็นไปได้สูงมากเลยที่ในอนาคตเราอาจจะได้เห็น Skydweller aircraft  ถูกนำไปใช้งานบินส่งของหรือทำงานต่างๆ แบบอัตโนมัติเหนือน่านฟ้าทั่วโลกเลยก็ได้

ที่มา

www.newscientist.com/article/2285848-us-navy-is-developing-a-solar-powered-plane-that-can-fly-for-90-days/

สหรัฐฯ ทำลายสถิติผลิตพลังนิวเคลียร์ เกือบถึงระดับจุดชนวนปฏิกิริยาฟิวชันแบบยั่งยืน

120093087_6eb956b0-08b0-460a-b6c9-68e4c8a7b39f

ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ (LLNL) ของสหรัฐฯ ทำลายสถิติในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชันครั้งประวัติศาสตร์ โดยสามารถใช้เครื่องยิงเลเซอร์สร้างพลาสมาความร้อนมหาศาล จนเกือบถึงระดับที่สามารถจุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงอีกได้

หอยิงเลเซอร์เพื่อทดลองจุดชนวนนิวเคลียร์ฟิวชันในครั้งนี้ก็คือ National Ignition Facility (NIF) ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งสถานที่แห่งนี้ใช้เลเซอร์พลังงานสูงให้ความร้อนและบีบอัดเชื้อเพลิงไฮโดรเจน เพื่อทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันขึ้นในขั้นแรก ก่อนจะพยายามหาทางพัฒนากระบวนการดังกล่าวไปสู่จุดหมาย ซึ่งก็คือการจุดชนวนฟิวชันแบบยั่งยืน (Fusion Ignition) ซึ่งจะผลิตพลังงานนิวเคลียร์ออกมาได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ในระดับที่มากกว่าพลังงานตั้งต้นซึ่งใส่เข้าไปในระบบตอนแรก

มีการใช้แสงเลเซอร์ 192 ลำระดมยิงไปยังเป้าหมาย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเม็ดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ทำจากไอโซโทป 2 ชนิดของไฮโดรเจนและบรรจุไว้ในแคปซูล โดยพลังงานจากเลเซอร์จะบีบอัดให้เชื้อเพลิงมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าของตะกั่ว และมีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าใจกลางของดวงอาทิตย์หลายเท่า

เม็ดเชื้อเพลิงที่เป็นเป้าของเลเซอร์ในสภาวะดังกล่าวจะระเบิดออก ปลดปล่อยความร้อนให้แก่เม็ดเชื้อเพลิงอื่น ๆ โดยรอบ ทั้งยังทำให้เกิดคลื่นกระแทกสะท้อนกลับจากพื้นผิวด้านในของแคปซูลด้วย ซึ่งจะทำให้อนุภาคของไฮโดรเจน 2 แบบหลอมรวมกันกลายเป็นฮีเลียม รวมทั้งปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาตามหลักของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

ผลการทดลองเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา หอยิงเลเซอร์ NIF สามารถผลิตพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันได้ 1.35 เมกะจูล (MJ) หรือ 1.35 ล้านจูลนั่นเอง ซึ่งคิดเป็น 70% ของพลังงานจากเลเซอร์ที่เป็นพลังงานตั้งต้นในระบบตอนแรก ทำให้ระดับของพลังงานนิวเคลียร์ที่ได้ ขยับเข้าใกล้การจุดชนวนฟิวชันแบบยั่งยืน ซึ่งอยู่ที่ 1.9 เมกะจูลมากขึ้น

ความสำเร็จนี้ถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของวงการนิวเคลียร์ฟิวชันแบบ ICF นับแต่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา โดยระดับพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันที่ผลิตได้ล่าสุดสูงกว่าช่วงต้นปีนี้ 8 เท่า และสูงกว่าของเมื่อปี 2018 ถึง 25 เท่า แต่อย่างไรก็ตาม พลังงานที่เกิดขึ้นทั้งหมดคงอยู่ได้เพียงชั่วพริบตาเพียง 1 ล้านล้านส่วนของวินาทีเท่านั้น

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ NIF ยังคาดว่า พวกเขาได้ทำความร้อนให้พลาสมาได้สูงขึ้น จนบรรลุถึงจุดที่เรียกว่า burning plasma ไปแล้ว ซึ่งตัวปฏิกิริยาฟิวชันที่เกิดขึ้นในจุดนี้ สามารถสร้างความร้อนได้สูงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชันต่อไปเรื่อย ๆ ได้เอง โดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงเข้าไปใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้จุดชนวนฟิวชันแบบยั่งยืนได้ในอนาคตอันใกล้นี้

……………

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ยิ่งกว่าเพชร! นักวิจัยจีนพัฒนาวัสดุ ‘แก้ว’ แข็งแกร่งสุดในโลก

11

w644 2w644

(ภาพจากห้องปฏิบัติการหลักระดับรัฐด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัสดุกึ่งเสถียร : รอยขีดข่วนบนเพชร ซึ่งกระทำโดยวัสดุใหม่เอเอ็ม-3 ที่มีสภาวะแข็งคล้ายแก้ว)

สือเจียจวง, 15 ส.ค. (ซินหัว) — ห้องปฏิบัติการหลักระดับชาติ ณ มหาวิทยาลัยเยียนซาน ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองฉินหวงเต่า มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน เปิดเผยว่าคณะนักวิจัยได้สังเคราะห์วัสดุใหม่ที่มีสภาวะแข็งคล้ายแก้วและสามารถสร้างรอยขีดข่วนบนเพชรได้

วัสดุสุดทนทานนี้มีชื่อว่าเอเอ็ม-3 (AM-III) สังเคราะห์ด้วยอุณหภูมิสูงและแรงดันที่ใช้ฟูลเลอรีน ซี60 (C60 fullerene) มีความแข็งเทียบเท่าเพชรด้วยผลทดสอบความแข็งสูง 113 กิกะปาสคาล (GPa) โดยถือเป็นวัสดุอสัณฐานที่มีความแข็งและแกร่งมากที่สุดในโลก

บทความของคณะนักวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนชันแนล ไซเอนซ์ รีวิว (National Science Review) ระบุว่าวัสดุใหม่มีความแข็งเทียบเท่าเหล็กประมาณ 10 เท่า และอาจสามารถหยุดลูกกระสุนได้ดีกว่าเทคโนโลยีเสื้อเกราะกันกระสุนพอสมควร

นอกจากนั้นวัสดุใหม่ยังเป็นวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) หรือสารกึ่งตัวนำที่มีความโปร่งใสเห็นได้ด้วยตาเปล่า รวมถึงอาจนำไปประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วย

ย้อนรอย 60 ชั่วโมงก่อการร้าย “มุมไบ”

551000015244101

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2008 (พ.ศ. 2551)  : เอเอฟพี – ห้วงเวลาเพียง 3 คืน กลุ่มก่อการร้ายเล็กๆ กลุ่มหนึ่งได้ปฏิบัติการโจมตีหลายจุดพร้อมกันอย่างอุกอาจจนสามารถเปลี่ยนเมืองมุมไบอันเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของอินเดียให้กลายเป็นเขตสงครามและคงเหลือไว้เพียงรอยเลือดกับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

พวกเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของอินเดีย กล่าวว่า กลุ่มคนร้ายอย่างน้อย 10 คนอาศัยเรือเล็กหลบหนีเข้าเมืองมาในคืนวันพุธ (26) หลังจากที่ถูกปล่อยลงจากเรือใหญ่ลำหนึ่งใกล้ชายฝั่ง

เหล่าเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ระบุด้วยว่า คนร้ายอีกกลุ่มหนึ่งได้ลอบเข้าเมืองมาก่อนหน้านี้ราวหนึ่งเดือน โดยทำการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียดก่อนโจมตี พร้อมสะสมอาวุธปืนและกระสุนไว้เพื่อเตรียมก่อเหตุ แล้วทั้งสองกลุ่มนี้ก็ได้ติดต่อเชื่อมโยงกันจนกระทั่งลงมือปฏิบัติการต่อเนื่องนานถึง 60 ชั่วโมง สังหารชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 195 คน บาดเจ็บอีก 295 คน

 551000015244102

สภาพภายในสถานีรถไฟฉัตรปตี ศิวะจีที่เต็มไปด้วยเลือดของผู้เคราะห์ร้ายจำนวนมาก

เป้าหมายแรกๆ แห่งหนึ่งที่ถูกโจมตี คือ สถานีรถไฟฉัตรปตี ศิวะจี คนร้ายอย่างน้อย 2 คนกราดยิงและปาระเบิดเข้าใส่ผู้คนที่กำลังเดินทางไปมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 50 คน จากนั้นคนร้ายได้หลบหนีจากบริเวณดังกล่าวแล้วบุกเข้าโจมตีโรงพยาบาลคามา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสาธารณกุศลสำหรับผู้หญิงและเด็ก แล้วกราดยิงผู้คนไม่เลือกหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดียเองก็ได้ตอบโต้ ทว่า กลับทำให้ เฮแมนต์ คาร์คาเร หัวหน้าหน่วยตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายของมุมไบ และตำรวจระดับสูงอีก 2 นาย ถูกยิงเสียชีวิตที่นอกโรงพยาบาล

**“พวกเขายิงทุกอย่างที่ขยับเขยื้อน”**

กลุ่มคนร้ายอีกกลุ่มหนึ่งได้บุกโจมตี คาเฟ่ ลีโอโปลด์ ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ

“พวกเขาหยิบอาวุธออกมาจากถุงกระสอบ ปาระเบิดเข้ามา 3 ลูก แล้วใช้ปืนอัตโนมัติยิงทุกอย่างที่ขยับเขยื้อน” โจฮานา นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสวัย 24 ปีเล่า

คนร้ายบางคนยึดรถของตำรวจแล้วขับออกไปพร้อมกับกราดยิงไปตามถนน ก่อนจะขับไปยังเป้าหมายหลักอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมุมไบ คือ โรงแรมทัชมาฮาล และโรงแรมโอเบอรอย-ไทรเดนต์ นอกจากนั้น ยังไปที่ศูนย์ชาวยิวและโรงแรมที่พักของนักท่องเที่ยวจากอิสราเอลด้วย

สัญญาณแรกที่บรรดาแขกและเจ้าหน้าที่ของโรงแรมทัชมาฮาล รับรู้ว่าเกิดเหตุโจมตี ก็คือ เสียงปืนดังหลายนัดและเสียงระเบิดที่บริเวณสระว่ายน้ำ หลังจากนั้น คนร้ายก็บุกเข้ามาภายในและล้อมตัวประกันไว้ พร้อมกับถามหาผู้ถือสัญชาติอเมริกันและอังกฤษ

“พวกเขายังหนุ่มๆ กันอยู่เลย ที่จริงเหมือนเด็กมากกว่า สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์” แขกรายหนึ่งเล่าถึงกลุ่มคนร้าย

“เป็นเรื่องน่าสยดสยองมาก” บรู๊ค แซทช์เวล ดาราสาวชาวออสเตรเลียวัย 28 ปี ซึ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในตู้เล่า และบอกอีกว่า “มีคนถูกยิงที่ระเบียง บางคนถูกยิงหน้าห้องน้ำ”

หลังจากนั้น หน่วยคอมมานโดก็บุกเข้าไปสู้กับคนร้ายในโรงแรมโดยบุกค้นไปทีละชั้นทีละห้อง

 13

โรงแรมทัชมาฮาล 1 ในสถานที่ที่ถูกกลุ่มก่อการร้ายโจมตี

**ฆ่าชาวยิว**

ตลอดวันพฤหัสบดี (27) สถานีโทรทัศน์ของอินเดีย เผยแพร่ภาพเหตุการณ์ในจุดต่างๆ สลับไปมาไม่หยุดหย่อน เมื่อมีข่าวการยิงกันหรือระเบิด, เหตุไฟไหม้ และการบาดเจ็บล้มตายของผู้ที่พักตามโรงแรมต่างๆ

ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีมานโมหัน ซิงห์ ได้ออกแถลงประกาศจะตอบโต้อย่างหนักหน่วง รวมทั้งได้กล่าวเตือน “เพื่อนบ้าน” ที่ให้ที่หลบภัยแก่พวกผู้ก่อการร้าย ซึ่งเท่ากับเป็นการอ้างอิงถึงศัตรูคู่แค้นเก่าแก่ นั่นคือ ปากีสถานอย่างชัดเจน

เมื่อถึงยามค่ำคืน มุมไบก็ถูกปิดล็อกทั้งหมด เพื่อรักษาความปลอดภัย พร้อมกับที่เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมพื้นที่ที่ถูกบุกโจมตีและมีการจับตัวประกันไว้ แต่ก็มีรายงานออกมาว่าพวกคนร้ายยังคงยิงปืนและขว้างระเบิดอย่างต่อเนื่อง

แต่ในช่วงเช้ามืดของวันศุกร์ จุดสนใจของเหตุการณ์ก็ย้ายไปอยู่ที่ศูนย์กลางชาวยิว ซึ่งเป็นทั้งย่านที่พักและสำนักงาน หน่วยคอมมานโดสวมหน้ากากได้โรยตัวลงจากเฮลิคอปเตอร์ แล้วรวมพลบนหลังคาตึกก่อนบุกจู่โจมผู้ก่อการร้ายจนสามารถยิงคนร้ายตาย 2 คน แต่ก็พบศพชาวยิวด้วย 8 คน ซึ่งรวมทั้งครูสอนศาสนาชาวยิวกับภรรยา ในขณะที่ลูกชายซึ่งมีอายุครบสองขวบในวันเสาร์ได้รับความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงชาวอินเดียออกมาได้

 14

ประธานาธิบดีอาซิฟ อาลี ซอร์ดารีของปากีสถาน

รัฐบาลอินเดียได้กล่าวประณามปากีสถานในทันที

“จากข้อมูลในชั้นต้น พบว่า มีคนบางพวกในปากีสถานที่เกี่ยวข้องด้วย” ประนับ มุคเคอร์จี รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดีย กล่าวหาปากีสถานโดยตรง ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์การเผชิญหน้ากันของ 2 ประเทศ ที่ต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

 15

หน่วยคอมมานโดบุกช่วยตัวประกันในศูนย์ชาวยิว

เจ้าหน้าที่ของอินเดียส่วนหนึ่ง ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายเหล่านี้มาจากกลุ่มลาชคาร์-อี-ไตบา ซึ่งมีฐานอยู่ในปากีสถาน และเป็นกลุ่มที่เคยก่อเหตุบุกโจมตีรัฐสภาของอินเดียเมื่อปี 2001 จนกระทั่งประเทศทั้งสองเกือบก่อสงครามขึ้น

แต่นายกรัฐมนตรียูซุฟ ราซา กิลานี แห่งปากีสถานกล่าวตอบในทันทีว่าปากีสถาน “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการโจมตีมุมไบ” และรัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานก็ได้ขอร้องให้รัฐบาลอินเดียไม่หลงติดเข้าไปในเกมการกล่าวหากันที่เกิดขึ้น

**สู้จนตัวตาย**

สถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งทางการสามารถจัดการกับผู้ก่อการร้ายได้ในวันศุกร์ ก็คือโรงแรมโอเบรอย-ไทรเดนต์ โดยสามารถช่วยเหลือแขกที่ติดอยู่ภายในจำนวนมากออกมาได้ แม้จะพบผู้เสียชีวิต 32 ศพ

ทว่า ที่โรงแรมทัชมาฮาล การสู้รบยังยืดเยื้อไปตลอดทั้งคืน โดยมีเสียงปืนและระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยคอมมานโดต้องสลับหมุนเวียนกันเข้าจัดการกับมือปืน 3 รายสุดท้ายที่เหลือ กว่าจะประสบความสำเร็จในช่วงก่อนรุ่งสางเพียงเล็กน้อย และเป็นการปิดฉากเหตุสะเทือนขวัญในมุมไบลง

“เราบอกว่า มีผู้ก่อการร้าย 3 ราย … และเราก็จัดการได้ 3 ศพ” เจ.เค.ดัตต์ ผู้บังคับการกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติของอินเดีย กล่าว

ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้ง 195 คน เป็นชาวต่างชาติ 27 คน ซึ่งมีทั้งชาวอิสราเอล อเมริกัน ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แคนาดา เยอรมัน ญี่ปุ่น ไซปรัส อิตาลี สิงคโปร์ และคนไทย 1 คน ส่วนผู้ก่อการร้ายใน 11 คน ถูกยิงเสียชีวิต และ 1 รายถูกจับกุมตัวได้ โดยเป็นชาวปากีสถาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ของอินเดียเสียชีวิตราว 15 คน

สื่ออินเดียต่างกล่าวถึงเหตุโจมตีมุมไบครั้งนี้ โดยระบุว่า ถือเป็นเหตุการณ์ “9/11” ของอินเดียเลยทีเดียว