คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2021

ไมเคิล คอลลินส์ นักบินอวกาศภารกิจ ‘อพอลโล 11’ เสียชีวิตแล้ว

messageImage_1619657172447

ไมเคิล คอลลินส์ หนึ่งในนักบินอวกาศที่ได้ร่วมภารกิจ อพอลโล 11 ที่มีมนุษย์คนแรกเหยียบดวงจันทร์ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งขณะมีอายุ 90 ปี

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ไมเคิล คอลลินส์ หนึ่งในสามนักบินอวกาศที่ได้ร่วมภารกิจ ‘อพอลโล 11’ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกสู่ดวงจันทร์ของมนุษยชาติเมื่อปี 2512 เสียชีวิตอย่างสงบแล้ว โดยมีครอบครัวรายล้อม เมื่อวันพุธที่ 28 เม.ย. 2564 ขณะมีอายุ 90 ปี หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างกล้าหาญ

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2512 นายคอลลินส์, บัซซ์ อัลดริน และ นีล อาร์มสตรอง นั่งยานอวกาศอพอลโลเดินทางสู่ดวงจันทร์ ก่อนที่ 4 วันต่อมา อาร์มสตรองกับอัลดรินจะกลายเป็นมนุษย์ 2 คนแรกของโลก ที่ได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ ขณะที่คอลลินส์อยู่บนยานสั่งการตลอดภารกิจ

นีล อาร์มสตรอง, ไมเคิล คอลลินส์ และ เอ็ดเวิร์ด อัลดริน 3 นักบินอวกาศภารกิจอพอลโล 11
นีล อาร์มสตรอง, ไมเคิล คอลลินส์ และ เอ็ดเวิร์ด อัลดริน 3 นักบินอวกาศภารกิจอพอลโล 11

เร่งตามหาเรือดำน้ำอินโดฯ สูญหาย เผยอากาศภายในเรือกำลังจะหมด

11

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เรือของกองทัพเรืออินโดนีเซียพยายามค้นหาเรือดำน้ำที่สูญหายไปเมื่อวันพุธ โดยคาดว่าจมลงในจุดที่มีความลึกราว 700 เมตร ขณะที่โอกาสรอดชีวิตของลูกเรือ 53 คนค่อนข้างริบหรี่ ขณะที่ออกซิเจนภายในเรือดำน้ำจะหมดลง

เรือดำน้ำพลังงานดีเซล KRI Nanggala 402 เข้าร่วมในการฝึกซ้อมเมื่อวันพุธแต่ขาดการติดต่อไปขณะที่อยู่ห่างจากเกาะบาหลีของอินโดนีเซียขึ้นไปทางเหนือราว 96 กิโลเมตร ก่อนที่ทางกองทัพเรืออินโดนีเซียจะส่งเรือและเฮลิคอปเตอร์ติดตามค้นหา แต่พบเพียงคราบน้ำมันในบริเวณที่เชื่อว่าเรือดำน้ำลำนี้อาจจมลงก้นทะเล ซึ่งยังไม่มีการสรุปว่าคราบน้ำมันนั้นเกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำที่หายไปหรือไม่

พลเอกยูโด มาร์โกโน่ เสนาธิการกองทัพเรืออินโดนีเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ออกซิเจนภายในเรือดำน้ำจะหมดลงในช่วงเวลาประมาณ 3.00 น. ของเช้าวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือลูกเรือได้ก่อนถึงเวลานั้น

พลเอกมาร์โกโน่ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบว่ามีวัตถุที่ไม่สามารถระบุชัดเจนว่าคืออะไรในบริเวณความลึกราว 50 – 100 เมตร โดยหวังว่าจะเป็นเรือดำน้ำที่หายไป

เรือดำน้ำที่สูญหายไปเป็น 1 ใน 5 ลำที่กองทัพเรืออินโดนีเซียมีอยู่ ระวาง 1,300 ตัน ผลิตในเยอรมนีและประจำการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1981 มีลูกเรือทั้งหมด 49 คน พลปืนอีก 3 คน และผู้บัญชาการเรืออีก 1 คน

ชมภาพยนตร์ เรื่อง

KURSK (2018) คูร์ส หนีตายโคตรนรกรัสเซีย

poster

คูร์ส หนีตายโคตรนรกรัสเซีย

สร้างจากเหตุการณ์เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ K-141 ระเบิดและจมลงสู่ก้นทะเลแบเรนท์ส เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2000 เป็นเหตุให้ลูกเรือชาวรัสเซียเสียชีวิต 118 ศพ ลูกเรือที่รอดชีวิตจากการระเบิด 23 คน ต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดกันเอง นาทีต่อนาทีก่อนที่อ็อกซิเจนจะหมด เพราะรัฐบาลรัสเซียยังปฏิเสธความช่วยเหลือจากรัฐบาลนานาประเทศ ทำให้ครอบครัวลูกเรือต้องต่อสู้กับระบบราชการ เพื่อช่วยชีวิตคนที่พวกเขารักถึงแม้โอกาสมันจะริบหรี่แค่ไหนก็ตาม ไทย + อังกฤษ ได้ที่ นี่  คลิกครับ

 

 

มลภาวะไมโครพลาสติกกระจายทั่วทุกทวีป ลอยไปกับกระแสอากาศที่ไหลเวียนรอบโลก

fb_image-23

มลภาวะไมโครพลาสติกกระจายทั่วทุกทวีป ลอยไปกับกระแสอากาศที่ไหลเวียนรอบโลก – BBCไทย

ผลวิจัยล่าสุดชี้ ปัญหามลภาวะจากไมโครพลาสติกเข้าขั้นวิกฤตแล้ว หลังพบอนุภาคพลาสติกจำนวนมหาศาลฝังตัวเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของกระแสอากาศที่ไหลเวียนไปรอบโลก เสมือนกับว่ามันเป็นสสารในธรรมชาติอย่างก๊าซออกซิเจนหรือน้ำเลยทีเดียว

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS ฉบับเดือนเมษายนนี้ ระบุว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้ค้นพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวงจรชีวิตของไมโครพลาสติก ซึ่งได้กระจายตัวไปปนเปื้อนอยู่ทั่วทุกหนแห่งของโลก ทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศ

“เราพบมลภาวะจากไมโครพลาสติกที่สะสมตัวมานานหลายสิบปีเป็นจำนวนมหาศาล อนุภาคพลาสติกเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทิ้งไว้ให้ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่หลายทศวรรษก่อน” ผศ.ดร. แจนิซ บราห์นีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติ และหนึ่งในผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์สเตตของสหรัฐฯ กล่าว

ทีมวิจัยของผศ.ดร. บราห์นีย์ ได้ตรวจสอบปริมาณและที่มาของไมโครพลาสติกที่พบในภูมิภาคทางตะวันตกของสหรัฐฯ ระหว่างเดือนธ.ค. 2017 ถึงเดือนม.ค. 2019 ทำให้ทราบว่าอนุภาคพลาสติกส่วนใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวถูกพัดพามาจากแหล่งกำเนิดในที่อื่น ๆ โดยปะปนมากับฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งตามท้องถนน 84% มากับละอองน้ำในมหาสมุทรที่ถูกพัดขึ้นบก 11% และอีก 5% มากับฝุ่นดินจากพื้นที่การเกษตร

เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ทีมผู้วิจัยพบว่าแหล่งกำเนิดสำคัญของไมโครพลาสติก ซึ่งกระแสลมกรดได้พัดพาให้กระจายตัวไปยังทุกทวีปทั่วโลกนั้น มาจากการสลายตัวของแพขยะขนาดยักษ์ในมหาสมุทรเป็นหลัก

ขยะพลาสติกที่ถูกคลื่นลมบดขยี้จนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จะถูกลมพัดให้ล่องลอยขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศได้เป็นเวลานานหลายชั่วโมงไปจนถึงเกือบหนึ่งสัปดาห์เลยทีเดียว ซึ่งนับว่านานเพียงพอที่จะทำให้มันเดินทางไกลข้ามทวีปได้

ผลวิจัยยังพบว่า มลภาวะจากไมโครพลาสติกไม่ได้มีอยู่แค่ในเมืองใหญ่เท่านั้น หากแต่ยังปรากฏในพื้นที่ห่างไกลผู้คน เช่นในเขตป่าลึกของอุทยานแห่งชาติอีกด้วย เนื่องจากอนุภาคพลาสติกนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบกระแสอากาศโลกที่พัดไหลเวียนไปได้ทั่วทุกแห่ง

นับแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา มนุษย์ทั่วโลกได้ผลิตพลาสติกขึ้นมาแล้วถึง 1 หมื่นล้านตัน แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 12% – 18% เท่านั้นที่ถูกกำจัดด้วยการเผา นำไปถมดิน หรือเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ดังนั้นเรายังคงมีขยะพลาสติกตกค้างจำนวนมหาศาลที่ไม่รู้ว่ากระจัดกระจายไปอยู่กันในที่ใดบ้าง ซึ่งเศษพลาสติกเหล่านี้อาจกำลังก่อปัญหาใหญ่หลวงให้กับระบบนิเวศอยู่ก็เป็นได้

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_6356128

เปิดตัว สุนัขหุ่นยนต์ มี สมองอัจฉริยะ เจ๋ว์อิ่ง 4 ขา อัพเกรดใหม่ – เบาที่สุด

1619148395222.

นักวิจัยชาวจีนได้เปิดเผยข้อมูล สุนัขหุ่นยนต์ 4 ขา รุ่นอัพเกรดใหม่ “เจ๋ว์อิ่ง” ที่มีลำตัวยาว 50 เซนติเมตร น้ำหนัก 9 กิโลกรัม ถือเป็นหุ่นยนต์สุนัขที่เบาที่สุดในบรรดาหุ่นยนต์รูปแบบเดียวกัน

สุนัขหุ่นยนต์ตัวนี้มี “สมองอัจฉริยะ” ที่สามารถกำหนดเส้นทาง เคลื่อนที่ไปโดยหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง และติดตามวัตถุต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ

หากคุณป้อนคำสั่งให้มันเดินทางไปที่ใด มันจะวางแผนเส้นทางที่ดีที่สุดออกมาทันที และไปถึงที่หมายได้สำเร็จ

“เจ๋ว์อิ่ง” รุ่นแรกเปิดตัวเทคโนโลยีดังกล่าวคาดว่าจะถูกใช้สำหรับการขนส่ง การค้นหาและกู้ภัย และการซ่อมบำรุงสายไฟ

poster

คลิกชมภาพยนตร์ทั้ง ไทย+ อังกฤษ ได้ที่นี่

นาซ่าสร้างประวัติศาสตร์ ‘อินจินิวตี’ เปิดศักราชบินสำรวจดาวแดงครั้งแรก

11

นาซ่าสร้างประวัติศาสตร์ ‘อินจินิวตี’ เปิดศักราชบินสำรวจดาวแดงครั้งแรก

นาซ่าสร้างประวัติศาสตร์ ‘อินจินิวตี’ – วันที่ 19 เม.ย. สเปซดอทคอม รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า สร้างประวัติศาสตร์การบินในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงอื่นที่ไม่ใช่โลกสำเร็จเป็นครั้งแรกของมนุษยชาติ

ความสำเร็จของโดรนเฮลิคอปเตอร์ อินจินิวตี (Ingenuity) นับเป็นการเปิดศักราชเทคโนโลยีการสำรวจดาวเคราะห์นอกโลกทางอากาศ ซึ่งทางนาซ่ามุ่งหวังจะใช้เป็นรูปแบบการสำรวจใหม่ โดยให้อินจินิวตีช่วยกรุยทางการทดสอบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เม.ย. เวลา 04.31 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (ตรงกับเวลา 11.31 น. วันเดียวกัน ตามเวลาประเทศไทย)

เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวมีน้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นผิวดาวแดงสูงประมาณ 3 เมตร เป็นเวลานาน 40 วินาที โดยข้อมูลภาพถ่าย ส่งให้กับยานแม่ของ คือ ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ ยานสำรวจล้อหมุน หรือโรเวอร์ ลำใหม่ล่าสุด ที่ใช้งบประมาณถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ที่ทางนาซ่าเพิ่งส่งไปถึงแอ่งหลุมอุกกาบาตเยเซโร (Jezero Crater) บนดาวแดงเมื่อ 19 ก.พ.

นาซ่าสร้างประวัติศาสตร์'อินจินิวตี'

นางมีมี่ ออง ผู้จัดการภารกิจอินจินิวตี ถึงกับนำถ้อยแถลงกรณีภารกิจล้มเหลวมาฉีกทิ้งท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมงาน “ต่อไปนี้เราพูดได้เต็มปากแล้วว่ามนุษยชาติเคยใช้เฮลิคอปเตอร์บินบนดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลกมาแล้ว”

นาซ่าสร้างประวัติศาสตร์'อินจินิวตี'

นาซ่าสร้างประวัติศาสตร์'อินจินิวตี'

ภารกิจของอินจินิวตี โดรนเฮลิคอปเตอร์ มูลค่า 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.6 พันล้านบาท เป็นการสาธิตเทคโนโลยีเพื่อพิสูจน์ว่าการบินบนชั้นบรรยากาศของดาวแดงนั้นเป็นไปได้ ซึ่งถือเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมอย่างมาก

เนื่องจากชั้นบรรยากาศบนดาวอังคารนั้นมีความหนาแน่นเทียบเท่ากับเพียงร้อยละ 1 ของชั้นบรรยากาศโลก ที่ระดับน้ำทะเล หมายความว่า ไม่ค่อยมีอากาศให้ใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ปั่นเพื่อใช้ยกตัว เป็นปัญหาใหญ่ แม้จะได้ตัวช่วยมาจากแรงดึงดูดของดาวอังคารที่น้อยกว่าโลก (เทียบเท่ากับเพียงร้อยละ 38 ของแรงดึงดูดโลก)

นาซ่าสร้างประวัติศาสตร์'อินจินิวตี'

ภารกิจทดสอบการบินของอินจินิวตีในขั้นต่อไป นาซ่ามีแผนจะนำเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ขึ้นบินเหนือพื้นผิวดาวแดงอีกอย่างน้อย 4 รอบ ภายใน 1 เดือน

การทดสอบจะให้บินสูงขึ้นเรื่อยๆ กำหนดไว้ไม่เกิน 5 เมตร และทดสอบบินแนวราบเป็นระยะทางไม่เกิน 50 เมตร ซึ่งหากทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี ทางนาซ่ามีแผนจะให้อินจินิวตีลองบินฉวัดเฉวียนและผาดโผนขึ้นเรื่อยๆ

นาซ่าสร้างประวัติศาสตร์'อินจินิวตี'

“ถ้าลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ตอนที่พี่น้องไรต์สาธิตการบินสำเร็จเป็นครั้งแรก ต่อมาไม่นานพวกเขาก็กลับไปทำงานคิดค้นต่ออีก การขึ้นบินครั้งนี้ของอินจินิวตีก็เทียบได้กับการสาธิตนั้นแหละค่ะ ขอแสดงความยินดีกับทุกคน ฉลองกันให้เต็มที่แล้วพวกเรากลับไปทำงานกัน” อั๊ง กล่าว

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_6347082

 

กังหันไร้ใบพัด

via GIPHY

กังหันไร้ใบพัด – เดวิด ยาเญซ จากบริษัท วอร์เท็กซ์ ในประเทศสเปน เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนา “วอร์เท็กซ์ เบลดเลส” (Vortex Bladeless) กังหันลมสร้างพลังงานแบบไร้ใบพัดมาในรูปแบบเสากังหันสูง 30 เมตร มีส่วนฐานตั้งมั่นยึดกับพื้นดินและส่วนเสารับพลังงานที่สามารถไหวไปตามกระแสลม

การทำงานของวอร์เท็กซ์ เบลดเลส อยู่บนหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกส์ เปลี่ยนพลังงานที่อากาศกระทบกับวัตถุทรงตันให้เป็นพลังงานไฟฟ้า สร้างพลังงานจากการสั่นไหวเนื่องด้วยกระแสการไหลวนของอากาศที่ผ่านตัวกังหันที่ปะทะกับสายลมซึ่งจะก่อให้เกิดการสั่นแกว่งไปมา และพลังงานจลน์จากการสั่นนี้ถูกแปลงเป็น กระแสไฟฟ้า

แม้กังหันลมแบบมีใบพัดจะเป็นนวัตกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าที่สะอาดมากๆ วิธีหนึ่ง แต่เพราะขนาดเสา ขนาดใบพัด และความเร็วที่ใบพัดหมุนได้สูงสุดถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กังหันลมจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นกและค้างคาวหลายแสนตัวถูกฆ่าตายในแต่ละปี หนำซ้ำยังมีเสียงที่ค่อนข้างดัง

โรงงานไฟฟ้าจากกังหันลมส่วนใหญ่เลยต้องออกไปตั้งในชนบท ที่อยู่ห่างไหลชุมชน ต่างจากวอร์เท็กซ์ เบลดเลส ที่ทำงานอย่างเงียบเชียบกว่า ไม่ต้องใช้พื้นที่ และไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ต่างๆ ในระบบนิเวศ

ปัจจุบันต้นแบบวอร์เท็กซ์ เบลดเลส สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 100 กิโลวัตต์ ทีมพัฒนากำลังคิดค้นเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อให้สามารถนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอต่อครัวเรือนในอนาคต

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_6342123

ญี่ปุ่นเตรียมปล่อยน้ำจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในฟุกุชิมะ “ล้านตัน” ลงทะเล

750x422_932265_1618285466

“ญี่ปุ่น” ตัดสินใจทิ้งน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่ผ่านบำบัดแล้ว ลงทะเล มั่นใจไม่กระทบสิ่งแวดล้อม โดยที่สหรัฐออกโรงหนุน เชื่อญี่ปุ่นตรวจสอบแล้ว

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการในวันนี้ว่า ญี่ปุ่นจะปล่อยน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะลงสู่ทะเล เนื่องจากมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายโยชิฮิเดะ ซูกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งรวมถึงนายฮิโรชิ คาจายามะ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่จะตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายว่าจะปล่อยน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะลงสู่ทะเล แม้ประเทศเพื่อนบ้านของญี่ปุ่น เช่น จีนและเกาหลีใต้ รวมทั้งอุตสาหกรรมประมงของญี่ปุ่นเอง ได้ออกมาคัดค้านเรื่องดังกล่าว

นายซูกะกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นไม่อาจเลื่อนแผนการปล่อยน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงสู่ทะเล และรัฐบาลจะออกคำชี้แจงโดยมีเหตุผลสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ต่อทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะประกาศการตัดสินใจดังกล่าวในเดือนต.ค.ปีที่แล้ว หลังจากที่มีการถกเถียงในเรื่องนี้นานกว่า 7 ปี แต่ก็เลื่อนการตัดสินใจออกไปเพื่อให้มีเวลาสำหรับการหารือมากขึ้น

ทางการญี่ปุ่นระบุว่า การทิ้งน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์เพียงเล็กน้อย และบริษัทโตเกียว อิเลกทริก พาวเวอร์ (TEPCO) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ จำเป็นต้องทิ้งน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีลงสู่ทะเล เนื่องจากทางบริษัทขาดแคลนสถานที่ในการกักเก็บน้ำที่ผ่านการบำบัดดังกล่าว

ทั้งนี้ TEPCO ได้กักเก็บน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีมากกว่า 1 ล้านตันจากท่อหล่อเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ นับตั้งแต่ที่ประสบความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิในปี 2554 และทางบริษัทจะไม่มีสถานที่ในการกักเก็บน้ำบำบัดดังกล่าวภายในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐสนับสนุนการตัดสินใจของญี่ปุ่น และเชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นได้ทำการทดสอบทางเลือกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดน้ำแล้ว นอกจากนี้ สหรัฐยังมองว่า การตัดสินใจของญี่ปุ่นในครั้งนี้มีความโปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ที่ปฏิบัติกันทั่วโลก

สุดทึ่ง!งานวิจัยพบ ‘ฟ้าผ่า’ ในยุคโบราณช่วยจุดประกายกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก

สุดทึ่ง!งานวิจัยพบ ‘ฟ้าผ่า’ ในยุคโบราณช่วยจุดประกายกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก

นักวิจัยพบข้อมูลใหม่ ‘ฟ้าผ่า’ ในโลกยุคดึกดำบรรพ์อาจเป็นตัวช่วยจุดประกายปลดปล่อยแร่ธาตุทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตบนโลก

วันนี้ ( 4 เม.ย. 64 )สำนักข่าววีโอเอไทยรายงานว่า วารสารวิชาการ Nature Communications ได้ตีพิมพ์งานวิจัยล่าสุดพบว่า ฟ้าผ่าที่โหมกระหน่ำพื้นโลกในยุคดึกดำบรรพ์ได้ปลดปล่อยธาตุฟอสฟอรัสที่ฝังลึกอยู่ในชั้นหินในปริมาณที่สามารถจุดประกายการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกเมื่อประมาณ 3,500 ล้านถึง 4,500 ล้านปีก่อน

ทั้งนี้ ธาตุฟอสฟอรัส เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สามารถพบได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเพราะมันคือส่วนประกอบในโครงสร้างเซลล์ของร่างกายขั้นพื้นฐาน เช่น โครงสร้างเกลียวคู่ของดีเอ็นเอ ผนังเซลล์ (RNA) และ โมเลกุลพลังงาน (ATP)

นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนเชื่อว่าธาตุฟอสฟอรัสที่มีในยุคดึกดำบรรพ์ถูกล็อคไว้ในชั้นหินและไม่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งเหตุนี้เอง ทฤษฎีของการกำเนิดชีวิตบนโลกส่วนใหญ่จึงมุ่งให้ความสำคัญกับอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกเพียงอย่างเดียว เพราะอุกกาบาตเหล่านี้มีแร่ธาตุชรายเบอไซต์ (Schreibersite) ซึ่งธาตุดังกล่าวมีฟอสฟอสรัสเป็นองค์ประกอบอยู่

อย่างไรก็ตาม ความคิดเหล่านี้ก็ได้เริ่มเปลี่ยนไปเมื่องานวิจัยจาก Nature Communications ระบุว่า สายฟ้าที่ฟาดลงไปที่ดินเวลาฟ้าผ่านั้นมีความร้อนสูงจัดจนสามารถละลายชั้นหินได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดผลึกแก้วชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ฟูลกูไรต์ (Fulgurite) ภายในผลึกแก้วนั้นมีส่วนประกอบของธาตุชรายเบอไซต์อยู่ สิ่งที่น่าสนใจก็คือธาตุชรายเบอไซต์สามารถละลายน้ำได้ เพราะฉะนั้น องค์ประกอบของฟอสฟอสรัสที่อยู่ในธาตุชรายเบอไซต์จึงสามารถซึมเข้าสู่ผืนโลกและมหาสมุทร จุดประกายชีวิตขึ้นมาได้ในที่สุด

นักวิจัยที่สหรัฐฯและอังกฤษพบว่าโลกในยุคเริ่มต้น เกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าประมาณ 1,000 ล้าน ถึง 5,000 ล้านครั้งต่อปี มากกว่าในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้นราว 560 ล้านครั้งต่อปี และหากพิจารณาถึงจำนวนฟ้าผ่าในยุคโบราณ ทุกๆ 1,000 ล้านปีก็อาจจะเกิดฟ้าผ่าทั้งหมด ถึง “หนึ่งล้านล้านล้านครั้ง” หรือหนึ่งตามด้วยศูนย์อีก 18 ตัว ผลที่ตามมาคือจะเกิดผลึกแก้วฟูลกูไรต์ 1,000 ล้านหน่วยที่มีธาตุตั้งต้นของสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ ผู้เขียนวิจัยชี้นดังกล่าวคือ เบนจามิน เฮสส์ นักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์โลกและดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอธิบายกับสำนักข่าวรอยเตอร์สของประเทศอังกฤษว่า อุกกาบาตที่พุ่งชนโลกนั้นเกิดขึ้นน้อยกว่าการเกิดฟ้าผ่าและลดลงตามกาลเวลา เพราะฉะนั้น ฟ้าผ่าจึงถือเป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญที่ปลดล็อคธาตุฟอสฟอรัสและช่วยสร้างชีวิตขึ้นมาบนโลกในยุคแรกๆ

เพื่อเป็นการยืนยันทฤษฎีดังกล่าว ผู้เขียนวิจัยอีกคนหนึ่ง ศาสตราจารย์เจสัน ฮาร์วีย์จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ในประเทศอังกฤษ ได้ตรวจสอบฟูลกูไรต์ที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังฟ้าผ่าในนครชิคาโก ในรัฐอิลลินอยส์เมื่อปี 2016 โดย เขาเน้นว่า ฟ้าผ่าเป็นปรากฏธรรมชาติสำคัญที่ช่วยให้กำเนิดชีวิตซึ่งหลายคนอาจจะไม่ได้ความสนใจเท่าทฤษฎีอื่น

อย่างไรก็ตาม เบนจามิน เฮสส์ แห่งมหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่าทฤษฎีของเขาและของศาสตราจารย์ ฮาร์วีย์ นั้นมีความสำคัญเท่ากันกับทฤษฎีหลักที่พูดว่าสิ่งมีชีวิตเกิดมาจากการที่อุกกาบาตพุ่งชนโลก โดยให้เหตุผลว่า ยิ่งมีการปลดปล่อยธาตุฟอสฟอรัส ไม่ว่าจะมาจากวิธีใด ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการจุดประกายชีวิตบนโลก มากขึ้นเท่านั้น

https://www.tnnthailand.com/news/sci/76140/

 

นาซา เตรียมส่ง “อสุจิมนุษย์” 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

via GIPHY

87fa9d6f-0d37-43e8-bd54-a646d2fb0ef7

นาซา เตรียมส่ง “อสุจิ – ไข่ – ดีเอ็นเอ” ของสิ่งมีชีวิต จำนวน 6.7 ล้านตัวอย่าง พร้อมเมล็ดพันธุ์ขึ้นเก็บรักษาไว้บนอวกาศ เพื่อไม่ให้มนุษยชาติสูญพันธุ์

เมื่อ 2 ปีก่อน ทาง NASA ได้ทำการส่งสเปิร์มของมนุษย์จำนวนหนึ่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติร่วมกับสัมภาระอื่นๆในยาน Dragon ของ SpaceX ในภารกิจ CRS-14 ขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ ล่าสุดการประชุมวิชาการอวกาศของสถาบัน IEEE นักวิทยาศาสตร์ ได้เสนอให้เตรียมส่งอสุจิไปอีกมหาศาลจำนวล 6.7 ล้านตัวไปเก็บไว้บนอวกาศ ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ เนื่องจากโลกเป็นสภาพแวดล้อมที่ผันผวนตามธรรมชาติและตัวอย่างที่เก็บไว้บนโลกยังคงเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

บนอวกาศ ทางNASA ได้สร้าง Ark หรือสถานีอวกาศ เพื่อเก็บตัวอย่างอื่นๆไว้เป็นอย่างดี เพื่อรับรองว่าทุกอย่างที่เก็บรักษาจะอยู่อย่างสมบูรณ์ และสามารถใช้ในอนาคตข้างหน้า แม้ว่าวันหนึ่งมนุษยชาติจะมีจำนวนน้อยลงหรือสูญสิ้นไปก็ตาม

ในครั้งนี้ NASA ต้องการทดลองความสามารถในการเคลือนที่ในสภาวะไร้น้ำหนักของสเปิร์ม เพื่อหาคำตอบว่าจะสามารถใช้ในการสืบพันธุ์ในอนาคตในอวกาศได้หรือไม่ ดังนั้นการเก็บสเปิร์มในอวกาศถือว่าเป็นความคิดที่ดีและมีความปลอดภัยมาก

นอกจากสเปิร์มที่จะนำไปเก็บรักษาบนอวกาศแล้ว ยังมีเมล็ดพันธุ์เกือบทุกสายพันธุ์บนโลก จำนวน 4.5 พันล้านเม็ด เดินทางไปพร้อมๆกัน เพราะพื้นที่บน Ark มีมากพอเพื่อเก็บรักษาสิ่งของต่างๆเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

นาซายังมีอีกทางเลือกในการเก็บตัวอย่าง DNA สิ่งมีชีวิต ไว้ใน Ark บนดวงจันทร์ หรือ สถานีอวกาศที่นาซามีแผนสร้างอยู่ลึกลงไปใต้ดินนั้น สามารถรักษาสภาพสิ่งที่ถูกเก็บไว้ภายในได้ถึงพันล้านปี ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น โดยอันดับแรกมนุษย์จะต้องกลับไปดวงจันทร์ก่อน ซึ่ง NASA กำลังวางแผนที่จะทำภายในปี 2024 ในโครงการ Artemis หลังจากที่ไม่มีใครไปเยือนมากว่า 50 ปี

ซึ่งความคืบหน้าโครงการ Artemis ทางนาซา กำลังออกแบบเสาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนดวงจันทร์ สำหรับภารกิจ Artemis เพื่อมีกระแสไฟฟ้าใช้ในการทำการวิจัยต่างๆ นอกจากนี้จะส่งยาน Orion และ SLS โดยไม่มีมนุษย์ควบคุมขึ้นไปโคจรและสำรวจสภาพต่างๆบนดวงจันทร์ จากนั้นจะเป็นภารกิจการนำนักบินอวกาศหญิงคนแรก ไปเหยียบบนดวงจันทร์ภายในปี 2024 โดยจะไปสำรวจที่ ขั้วใต้ของดวงจันทร์ เพื่อสร้าง Artemis Base Camp ไว้เป็นฐานที่มั่นหลักของมนุษย์สำหรับการอยู่อาศัยระยะยาวกว่า 2 เดือน

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

สำหรับโครงการส่งสเปิร์มมนุษย์ไปเก็บไว้บนอวกาศ ตอนนี้ยังคงมีที่ว่างมากมายและสามารถเก็บของสำคัญสำหรับมวลมนุษย์ได้อีกหากใครต้องการเอามานำฝากไว้

นาซา เตรียมส่ง อสุจิมนุษย์ 6.7 ล้านตัวขึ้นไปเก็บบนอวกาศ

ขณะที่ทางฝั่งจีน กับ รัสเซีย จะใช้ประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์อวกาศที่สั่งสมมา, การวิจัยและการพัฒนา รวมถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีอวกาศ ได้ร่วมกัน ลงนาม MOU วางโรดแมปสำหรับสร้างสถานีวิทยาทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศบนดวงจันทร์ (ILRS)”

โดยจะเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศและหุ้นส่วนระหว่างประเทศที่สนใจทั้งหมด โดยเป้าหมายเพื่อทำให้ความร่วมมือด้านการวิจัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งเสริมการสำรวจและใช้งานพื้นที่นอกโลกอย่างสันติเพื่อผลประโยชน์ของมนุษยชาติ

จีน กับ รัสเซีย ยังลงนามข้อตกลง สร้างศูนย์เก็บข้อมูลร่วมเพื่อการสำรวจดวงจันทร์และอวกาศเบื้องลึกในโครงการสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ อย่างโครงการ ‘ฉางเอ๋อ-7’ ของจีน และ ‘ลูนา 27’ ของรัสเซีย

https://www.tnnthailand.com/news/sci/75820/