คลังเก็บรายเดือน: มกราคม 2021

“นาฬิกาวันสิ้นโลก” เหลือแค่ 100 วินาที ก่อนโลกเข้าสู่หายนะ

messageImage_1612020241494

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ปรมาณู คงเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกให้อยู่ที่ 100 วินาทีถึงเที่ยงคืนเหมือนปีที่ผ่านมา เพื่อสื่อว่าหายนะโลกกำลังใกล้เข้ามา ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่คร่าชีวิตชาวโลกกว่า 2.1 ล้านคน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันนี้ (28 ม.ค.64) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากองค์การจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความปลอดภัยทั่วโลก ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซีของสหรัฐ ได้ประกาศว่าเข็มของนาฬิกาวันสิ้นโลก (Doomsday Clock) ยังคงอยู่ที่ 100 วินาทีเท่านั้นก็จะถึงเวลาเที่ยงคืน หรือไม่ถึง 2 นาทีเท่ากับปี 2020 ที่ผ่านมา

เพื่อเป็นการสื่อว่า ขณะนี้โลกยังตกอยู่ในความเสี่ยงและเข้าใกล้ช่วงเวลาหายนะ ท่ามกลางการเกิดวิกฤติด้านสาธารณสุข จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่คร่าชีวิตชาวโลกไปกว่า 2.1 ล้านคน และมีผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 101.4 ล้านคน

นักวิทยาศาสตร์ ระบุด้วยว่า ความล้มเหลวในการจัดการวิกฤติสาธารณสุขในระดับโลก เป็นสัญญาณเตือนภัยไปยังรัฐบาลของประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศ ขณะที่ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา สาธารณชนยังคงไม่ได้เตรียมพร้อมในการรับมือภัยที่ร้ายแรงกว่าอย่างสงครามนิวเคลียร์และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ในแต่ละปี นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ จะวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ ของโลก แล้วประกาศตัวเลขเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก ซึ่งเป็นการบอกเวลาเชิงสัญลักษณ์ บ่งชี้สถานการณ์โลกว่ากำลังเข้าใกล้หายนะมากเพียงใด ปัจจัยหลักในการวิเคราะห์คือ ความเสี่ยงด้านอาวุธนิวเคลียร์ และภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยในปี 2020 เข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกหยุดอยู่ที่ 100 วินาทีถึงเที่ยงคืนเช่นกัน

ส่วนปีก่อนหน้านั้นคือ 2019 เข็มนาฬิกาหยุดอยู่ที่ 23.58 น. หรือ 2 นาทีจะถึงเที่ยงคืน เพราะโลกยังไม่เผชิญการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่มีภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือกับภาวะโลกร้อน

https://www.tnnthailand.com/content/69813

จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณไม่ได้อาบน้ำนาน 5 ปี

จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณไม่ได้อาบน้ำนาน 5 ปี

จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณไม่ได้อาบน้ำนาน 5 ปี – BBCไทย

“ผมรู้สึกสบายดี”

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นี่คือคำตอบของ นพ. เจมส์ ฮัมบลิน เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจเลิกอาบน้ำเมื่อราว 5 ปีที่แล้ว

“คุณจะชินกับมัน และรู้สึกเป็นปกติ” เขาบอกกับทีมข่าวบีบีซี

นพ. ฮัมบลิน วัย 37 ปี เป็นอาจารย์ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐฯ และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (preventive medicine)

เขายังเขียนบทความให้นิตยสาร The Atlantic ของสหรัฐฯ ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2016 โดยมีชื่อบทความว่า “ผมเลิกอาบน้ำ และชีวิตยังดำเนินต่อไป”

“เราใช้เวลา 2 ปีเต็มในชั่วชีวิตเพื่ออาบน้ำ นั่นทำให้เราต้องเสียเวลา (เสียเงินและน้ำ) กันไปเท่าไหร่” เขาตั้งคำถามในบทความ

ในปี 2020 นพ. ฮัมบลิน เล่าถึงประสบการณ์การทดลองไม่อาบน้ำนาน 5 ปี อย่างละเอียดไว้ในหนังสือที่ชื่อ Clean: The New Science of Skin and the Beauty of Doing Less

 

A woman showering
Getty Images

การอาบน้ำทุกวันและการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีความจำเป็นแค่ไหน

แม้จะเลิกอาบน้ำ แต่ นพ. ฮัมบลิน ยืนกรานหนักแน่นว่าเราไม่ควรเลิกล้างมือด้วยสบู่และเลิกแปรงฟัน โดยเขาเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องชำระล้างส่วนอื่น ๆ ของร่างกายบ่อยเท่ากับสองส่วนนี้

การทดลอง

นพ. ฮัมบลิน เล่าว่า การไม่อาบน้ำมานาน 5 ปี เริ่มมาจากความสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่ได้ใช้น้ำชำระล้างร่างกายเป็นเวลานาน ๆ เขาจึงตัดสินใจเริ่มทำการทดลองกับตัวเอง

“ผมอยากเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น” แพทย์หนุ่มชาวอเมริกันเล่า

“ผมรู้จักหลายคนที่ไม่ค่อยอาบน้ำ ผมรู้ว่ามันเป็นไปได้ แต่ผมอยากลองด้วยตัวเองเพื่อดูว่ามันจะส่งผลอย่างไร”

แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากเขาไม่ได้อาบน้ำมาตั้งแต่ปี 2015

“เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายคุณจะค่อย ๆ ชินกับมัน (การไม่อาบน้ำ) ดังนั้นมันจะไม่ค่อยส่งกลิ่นเหม็นมากเวลาที่คุณไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายและสบู่” เขากล่าว

“และผิวหนังของคุณจะไม่มันเยิ้ม”

Woman under the shower head
Getty Images

นพ. ฮัมบลิน ชี้ว่า คนเราอาจอาบน้ำกันบ่อยเกินไป และอาจจะเป็นประโยชน์หากลดการอาบน้ำลง

“หลายคนใช้ยาสระผมเพื่อล้างน้ำมันจากเส้นผม แล้วก็ใช้ครีมนวดผมเพื่อเติมน้ำมันสังเคราะห์เข้าไป ถ้าคุณทำลายวงจรนี้ได้ เส้นผมของคุณจะกลับคืนสู่สภาพที่เคยเป็นก่อนที่คุณจะเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์พวกนี้” นพ. ฮัมบลิน กล่าว พร้อมกับอธิบายว่านี่เป็นกระบวนการทดลองอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เขาเริ่มต้นจากการใช้สบู่ ยาสระผม และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายในปริมาณน้อยลง รวมทั้งลดความถี่ในการอาบน้ำลง โดยแทนที่จะอาบน้ำทุกวัน เขาเปลี่ยนไปอาบน้ำสามวันครั้ง ก่อนที่จะหยุดอาบน้ำไปอย่างสิ้นเชิง

“มันมีช่วงที่ผมอยากอาบน้ำ เพราะผมคิดถึงมัน ผมตัวเหม็นและรู้สึกตัว เหนียวเหนอะหนะ” นพ. ฮัมบลิน เล่า

“แต่ผมเริ่มมีความรู้สึกแบบนี้ลดลงเรื่อย ๆ”

เขาอธิบายว่าเมื่อเขาใช้น้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายลดลง เขาก็เริ่มมีความต้องการใช้มันลดลงเรื่อย ๆ

Skincare products
Getty Images

นพ. ฮัมบลิน ชี้ว่า ผู้คนในยุคปัจจุบันใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหนังมากเกินความจำเป็นเพราะมีความเชื่อว่ามันจะทำให้เราสุขภาพดีขึ้น

กลิ่นตัวและแบคทีเรีย

แพทย์หนุ่มผู้นี้อธิบายว่า กลิ่นตัวของคนเราเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเราและดำรงชีพด้วยการกินเหงื่อและสารคัดหลั่งที่ร่างกายขับออกมา

นพ. ฮัมบลิน ชี้ว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ผิวหนังและผมทุกวันจะไปรบกวนความสมดุลระหว่างน้ำมันบนผิวหนังและแบคทีเรีย

“เวลาที่คุณอาบน้ำมากเกินไป คุณจะทำลายระบบนิเวศนี้” เขาเขียนไว้ในบทความเมื่อปี 2016

“พวกมัน (แบคทีเรีย) จะเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลดีต่อจุลชีพชนิดที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์”

นพ. ฮัมบลิน บอกว่า การไม่อาบน้ำจะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการควบคุมที่ทำให้ระบบนิเวศบนผิวหนังเข้าสู่ภาวะสมดุลและทำให้เราหยุดส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์

“ตัวคุณจะไม่ได้มีกลิ่นหอมแบบน้ำดอกกุหลาบหรือสเปรย์ฉีดตัว แต่คุณก็จะไม่มีกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์เช่นกัน”

A woman with freckled skin
Getty Images

นพ. ฮัมบลิน ชี้ว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ผิวหนังและผมทุกวันจะไปรบกวนความสมดุลระหว่างน้ำมันบนผิวหนังและแบคทีเรีย

คำนิยามของ “กลิ่น”

ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซี นพ. ฮัมบลิน ถูกถามว่าเขากังวลหรือไม่ว่าเขาอาจ “ตัวเหม็น” แต่ผู้คนรอบข้างต่างสุภาพเกินกว่าที่จะบอกให้เขารู้ตัว

แพทย์หนุ่มผู้นี้เล่าว่าเขาได้ขอให้เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน และคนรู้จัก บอกกับเขาตรง ๆ ถ้าเขามีกลิ่นกายไม่พึงประสงค์

เขาบอกว่าตัวเองได้ไปถึงจุดที่ร่างกายไม่ผลิตกลิ่นที่คนทั่วไปรู้สึกไม่พึงประสงค์อีกต่อไป

อันที่จริง นพ. ฮัมบลิน บอกว่า ภรรยาชอบ “กลิ่นใหม่” ของเขา และมันก็ไม่ใช่กลิ่นที่แย่สำหรับคนอื่น ๆ ด้วย

James Hamblin
James Hamblin

นพ. ฮัมบลิน เริ่มทดลองไม่อาบน้ำมาตั้งแต่ปี 2015

เขาอธิบายว่า “ในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของมนุษย์ เรามักมีกลิ่นที่เป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารกับผู้อื่น” แต่กลิ่นแบบนี้มักถูกขจัดออกไปจากด้านชีววิทยาเชิงสังคมของเรา

“ดังนั้นเราจึงคาดหวังว่าคนอื่นจะต้องไม่มีกลิ่นอะไรเลย หรือมีกลิ่นแบบน้ำหอม โคโลญ หรือสบู่… หากผิดไปจากนั้นก็จะถือว่าพวกเขาตัวเหม็น หากสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายมนุษย์ ก็จะถือเป็นเรื่องเชิงลบ”

แล้ว นพ. ฮัมบลิน ไม่ได้อาบน้ำชำระล้างเนื้อตัวโดยสิ้นเชิงหรือไม่

เขาบอกว่า เขายังคงล้าง “คราบสกปรกที่มองเห็นได้” หรือหลังจากการออกกำลังกาย

เขาบอกว่าเรายังสามารถขจัดความมันและเหงื่อไคลตามผิวหนังได้ด้วยการ “ใช้มือขัดถูและหวีผมเป็นครั้งคราว”

James Hamblin
James Hamblin

นพ. ฮัมบลิน บอกว่า สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงการดูแลสุขภาพผิวจาก “ภายในสู่ภายนอก”

วิทยาศาสตร์กับการตลาด

การตัดสินใจเลิกอาบน้ำของ นพ. ฮัมบลิน ไม่ใช่แค่การทดลอง

เขาระบุไว้ในหนังสือเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยครั้งนี้เอาไว้ว่า ได้มีการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหลายคน อาทิ แพทย์ผิวหนัง ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ หรือแม้แต่นักเทววิทยา

หนังสือของ นพ. ฮัมบลิน ยังวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มุ่งขายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสบู่ที่ใช้เฉพาะจุด โดยเขาชี้ว่า แม้บางผลิตภัณฑ์อาจมีประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงการดูแลสุขภาพผิวจาก “ภายในสู่ภายนอก” ซึ่งหมายความว่า สุขภาพของผิวหนังเป็นเครื่องสะท้อนถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตและสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายเรา

เขายังชี้ว่า ผู้คนในยุคปัจจุบันใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหนังมากเกินความจำเป็นเพราะมีความเชื่อว่ามันจะทำให้เราสุขภาพดีขึ้น โดยชี้ว่า คนส่วนใหญ่ไม่มีน้ำประปาใช้จนกระทั่งช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

“บางครั้งพวกเขาจะไปที่แม่น้ำหรือทะเลสาบ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ทำกันทุกวัน”

นพ. ฮัมบลิน กล่าวสรุปในหนังสือว่า เราอาจอาบน้ำกันบ่อยเกินไป และอาจจะเป็นประโยชน์หากลดการอาบน้ำลง

หนึ่งในสาเหตุที่เขากล่าวเช่นนี้เพราะปัจจุบันเรายังไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราไปเปลี่ยนแปลงประชากรจุลชีพที่อยู่บนผิวหนัง

“แบคทีเรียบนผิวหนังมีความสำคัญต่อรูปลักษณ์และสุขภาพของผิวหนังพอ ๆ กับแบคทีเรียที่อยู่ในระบบย่อยอาหารของเรา″ เขากล่าว

Bacteria
Getty Images

“แบคทีเรียบนผิวหนังมีความสำคัญต่อรูปลักษณ์และสุขภาพของผิวหนังพอ ๆ กับแบคทีเรียที่อยู่ในระบบย่อยอาหารของเรา″

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากลองทำตาม

นพ. ฮัมบลิน บอกว่า คนเรามีมุมมองเรื่องความสะอาดที่แตกต่างกัน และเขาเชื่อว่าการอาบน้ำเป็นประจำอาจไม่ได้ดีอย่างที่คนทั่วไปเชื่อกัน

“ผมคงพูดว่ามันเป็นเรื่องของความพึงพอใจ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นทางการแพทย์”

“แต่ผมก็ไม่ได้บอกให้ผู้คนเลิกอาบน้ำนะ”

นพ. ฮัมบลิน บอกว่าเขาไม่ต้องการชี้นำว่าอะไรผิดอะไรถูก หรือบอกว่าการทำแบบเขาคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่ชี้ว่ามันใช้ได้ผลดีสำหรับเขา

“สำหรับคนที่เคยมีปัญหาโรคผิวหนัง หรืออยากลองทำตาม ผมจะแนะนำให้เริ่มต้นทีละน้อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วค่อยปรับขึ้นไปจนถึงจุดที่คุณรู้สึกดี”

“ยกตัวอย่างเช่น เริ่มใช้ยาสระผมในปริมาณน้อยลง หรือใช้ยาระงับกลิ่นกายที่มีกลิ่นอ่อนลง… หรือเริ่มด้วยการอาบน้ำที่อุณหภูมิเย็นลง อาบน้ำในเวลาที่สั้นและถี่น้อยลง และใช้สบู่น้อยลง”

“มันไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่มากเกินไป”

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_5810162

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เผยข้อมูล ปี 2020 โลกหมุนเร็ว ทุบสถิติรอบ 50 ปี มีวันสั้นสุด 28 วัน

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เผยข้อมูล ปี 2020 โลกหมุนเร็ว ทุบสถิติรอบ 50 ปี มีวันสั้นสุด 28 วัน

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เผยข้อมูล ปี 2020 โลกหมุนเร็ว ทุบสถิติในรอบ 50 ปี น่าตกใจมีระยะเวลาสั้นที่สุด 28 วัน นาฬิกาสากล ปรับเวลาบนหน้าปัดดิจิตัล

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันที่ 26 ม.ค.64 เพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยแพร่ข้อมูลเรื่องโลกที่หมุนเร็วขึ้นในปี 2563 ความว่า เดือนแรกของปี พ.ศ. 2564 กำลังผ่านพ้นไป หลายคนคงรู้สึกว่าเดือนมกราคม หรือกระทั่งแต่ละเดือนนับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2563 นั้นดูจะยาวนานกว่าปกติเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 อันหนักหน่วงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วระยะเวลาหนึ่งวันบนโลกนั้นสั้นลง เพราะดาวเคราะห์อันเป็นที่อยู่อาศัยของเรานี้กำลังหมุนเร็วขึ้น! [Peter Whibberley, NPL in The Telegraph]

ปกติแล้ว การหมุนรอบตัวเองของโลกหนึ่งรอบหรือระยะเวลาหนึ่งวัน อยู่ที่ประมาณ 24 ชั่วโมง แต่อัตราการหมุนของโลกจะค่อย ๆ ช้าลงเรื่อย ๆ เนื่องด้วยแรงเสียดทานการหมุนจากปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงอันเนื่องมาจากดวงจันทร์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของของเหลวรอบแกนโลก

ในปัจจุบัน ระยะเวลาหนึ่งวันของเรานั้นยาวนานกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้วราว ๆ 0.0017 วินาที เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาสากล (Coordinated Universal Time) หรือ UTC ที่ทั้งโลกใช้เป็นหลักในการตั้งเวลาจะถูกปรับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาการหมุนรอบตัวเองของโลก

การปรับเวลาดังกล่าวทำได้โดยการเพิ่มอธิกวินาที (Leap second) ในวินาทีสุดท้ายของเดือนมิถุนายน หรือเดือนธันวาคม หากตามติด ณ วินาทีนั้น จะสามารถเห็นตัวเลขบนหน้าปัดดิจิตัลของนาฬิกาสากล หลังจาก 23:59:59 เป็น 23:59:60 แทนที่จะเป็น 00:00:00 การเติมเวลานี้เกิดขึ้นทุกหนึ่งปีครึ่งตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

ครั้งล่าสุดที่อธิกวินาทีถูกเพิ่มเข้าไปในเวลาสากลคือเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 วินาทีสิ้นปีนั่นเอง [IERS Bulletin C (leap second announcements)]

อย่างไรก็ตาม นักมาตรวิทยาเวลาพบว่าในปี พ.ศ. 2563 ที่เพิ่งผ่านไปนั้น มีจำนวนวันที่มีระยะเวลาสั้นที่สุดถึง 28 วัน จากสถิติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 จึงมีการพิจารณาที่จะลดอธิกวินาทีลง พวกเขาอาจจะทำการลบเวลา! ทั้งนี้ การลบเวลาจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับอัตราการหมุนรอบตัวเองของโลก ว่าจะเร่งเร็วขึ้นต่อเนื่องไปเช่นนี้อีกนานเพียงใด

การปรับเวลาสากลด้วยอธิกวินาทีนั้น นอกจากจะทำให้เวลาของโลกเที่ยงตรงกับเวลาของระบบสุริยะ ให้เราเห็นการขึ้นตกของดวงอาทิตย์เป็นไปตามเวลาเช้า-เย็นของมนุษย์แล้ว ยังมีความสำคัญกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมการทำงานทุกพื้นที่ในโลก ซึ่งอ้างอิงข้อมูลเวลาทั้งจากเวลาสากล และสัญญาณดาวเทียม (GPS, GLONASS, Galileo, BeiDu)

เวลาของระบบเหล่านี้ มีอธิกวินาทีเป็นหนึ่งในตัวแปรที่จะต้องรักษาความถูกต้องอยู่เสมอ เพราะเพียงวินาทีเดียว อาจก่อเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการรับส่งข้อมูลทำให้การซื้อขายหุ้นหรือการดำเนินธุรกรรมทางการเงินผิดพลาด ไปจนถึงเกิดโศกนาฏกรรมทางอากาศ ทำให้เครื่องบินไม่สามารถคำนวณระดับความสูงการบินที่ถูกต้องได้!

การวัดระยะเวลาการหมุนรอบตัวเองของโลก ทำได้โดยวัดระยะเวลาวงโคจรของดาวเทียม แล้วคำนวณกลับเป็นเวลาที่โลกใช้หมุนรอบตัวเอง แต่ผลที่ได้อาจแฝงความคลาดเคลื่อนจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนที่ของจุดศูนย์กลางโลก (Geocentre motion) ที่ดาวเทียมใช้เป็นจุดศูนย์กลางวงโคจร และแรงดึงดูดของวัตถุท้องฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของโลก อาทิ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ใกล้เคียง และดวงอาทิตย์ เป็นต้น

อีกเทคนิคหนึ่งที่มีความแม่นยำกว่าในการวัดระยะเวลาการหมุนรอบตัวเองของโลก ก็คือเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุแทรกสอดระยะไกล (Very Long Baseline Interferometry) ยีออเดซี หรือ VLBI ยีออเดซี วิธีการคือ ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุสองตัวขึ้นไปรับสัญญาณจากวัตถุท้องฟ้าเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน การใช้วัตถุท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกลหลายล้านปีแสงเป็นวัตถุอ้างอิงของการวัดนั้นอยู่ จะทำให้ได้ผลลัพท์ที่มีความแม่นยำสูง เหตุเพราะระยะเชิงมุมของเทหวัตถุดังกล่าวจะมีขนาดเล็ก จึงมีความคลาดเคลื่อนน้อยมาก และยังปราศจากผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงของโลกหรือวัตถุท้องฟ้าโดยรอบ แตกต่างจากดาวเทียมซึ่งอยู่ในวงโคจรของโลก

ขณะนี้ประเทศไทย กำลังสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติขนาด 40 เมตร และกล้องโทรทรรศน์วิทยุวีกอส (VLBI Geodetic Observing System: VGOS) ขนาด 13 เมตร ภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายดาราศาสตร์วิทยุและยีออเดซี ตั้งอยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เมื่อพัฒนาแล้วเสร็จจะร่วมสังเกตการณ์ในเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุแทรกสอดระยะไกล (VLBI) สากล ถือเป็นสถานีแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นตำแหน่งสำคัญของเครือข่ายเนื่องจากอยู่ในบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อเครือข่ายฯ ระหว่างสถานีซีกโลกเหนือและใต้ เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเกตการณ์ของทั้งเครือข่ายฯ ให้สูงยิ่งขึ้น เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับความเป็นไปของเวลาสากล การเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงการค้นพบสิ่งต่าง ๆ ในเอกภพต่อไป

ข้อมูล และเรียบเรียง : ณัฏฐพร ทูลแสงงาม – วิศวกรด้าน Geodesy สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

#ปี2020โลกทุบสถิติหมุนเร็วที่สุดในรอบกว่า50ปี

เดือนแรกของปี พ.ศ. 2564 กำลังผ่านพ้นไป หลายคนคงรู้สึกว่าเดือนมกราคม…

โพสต์โดย NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เมื่อ วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2021

ร่างกายคนเราสร้าง 3.8 ล้านเซลล์ใหม่ทุกหนึ่งวินาที ผลัดเซลล์ 80 กรัมต่อวัน

ร่างกายคนเราสร้าง 3.8 ล้านเซลล์ใหม่ทุกหนึ่งวินาที ผลัดเซลล์ 80 กรัมต่อวัน

ร่างกายคนเราสร้าง 3.8 ล้านเซลล์ใหม่ทุกหนึ่งวินาที ผลัดเซลล์ 80 กรัมต่อวัน – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ยืนนาน ร่างกายของคนเราจึงมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งล่าสุดผลการวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มานน์ของอิสราเอลชี้ว่า ในเวลา 1 วินาที มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 3.8 ล้านเซลล์ ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง

รายงานวิจัยดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine นับเป็นผลคำนวณใหม่ที่ประเมินอัตราการสร้างและผลัดเปลี่ยนเซลล์ร่างกายโดยเฉลี่ยของมนุษย์ได้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อัตราการสร้างเซลล์ใหม่ 3.8 ล้านเซลล์ต่อวินาที เท่ากับว่าร่างกายผลิตเซลล์ใหม่ทั้งสิ้นราว 3.3 แสนล้านเซลล์ต่อวัน ในจำนวนนี้ 86% เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว อีก 12% คือเซลล์บุผนังลำไส้ ส่วนที่เหลืออีกเพียง 2% เป็นเซลล์ร่างกายชนิดอื่น ๆ

รูปเซลล์เม็ดเลือดแดง

Getty Images

เซลล์ที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นใหม่ในแต่ละวัน ส่วนใหญ่เป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง

ผลการศึกษาใหม่นี้ลบล้างความเชื่อที่มีมานานว่า ร่างกายคนเราจะเปลี่ยนเซลล์ทุกประเภทในตัวจนครบหมดสิ้นทุกรอบ 7 ปี แต่ความเป็นจริงแล้วการผลัดเปลี่ยนเซลล์ร่างกายมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก เซลล์บางชนิดอาจมีอายุอยู่เพียงไม่กี่วัน ในขณะที่เซลล์ประสาทในสมองส่วนซีรีเบลลัมและเซลล์ไขมันในเลนส์ตา ไม่มีการผลัดเปลี่ยนใหม่ โดยจะอยู่ได้นานเท่ากับอายุขัยของบุคคลนั้นเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม อัตราการสร้างและผลัดเปลี่ยนเซลล์ที่คำนวณได้ใหม่นี้ เป็นค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่คิดจากมนุษย์ต้นแบบ ซึ่งเป็นผู้ชายที่มีสุขภาพดีอายุ 20-30 ปี น้ำหนัก 70 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร

รูปผู้หญิงมีภาพลำไส้ที่หน้าท้อง

Getty Images

ในแต่ละวันเซลล์บุผนังลำไส้ถูกผลัดเปลี่ยนมากเป็นอันดับสองในร่างกาย

ทีมผู้วิจัยใช้ข้อมูลอายุขัยของเซลล์แต่ละชนิดจากงานวิจัยในอดีต รวมทั้งคำนวณหามวลของเซลล์แต่ละชนิดจากค่าเฉลี่ยมวลของเซลล์ร่างกายโดยรวมด้วย จากนั้นจึงนำมาคำนวณอีกครั้ง จนได้อัตราการสร้างและผลัดเปลี่ยนเซลล์ใหม่ของมนุษย์ ทั้งในแบบนับเป็นจำนวนเซลล์ และแบบคิดเป็นปริมาณเนื้อสาร

การคำนวณในแบบหลังให้ผลต่างออกไปเล็กน้อย โดยพบว่าร่างกายคนเราสร้างเซลล์ใหม่ 80 กรัมต่อวัน แต่มวลของเซลล์เม็ดเลือดใหม่มีปริมาณพอกันกับเซลล์บุผนังลำไส้ใหม่ที่ 48% และ 41% ตามลำดับ ที่เหลือคือเซลล์ผิวหนัง 4% และเซลล์ไขมันอีก 4% ด้วยกัน

แม้อัตราการสร้างและผลัดเปลี่ยนเซลล์ใหม่ที่แท้จริงของแต่ละคน อาจเบี่ยงเบนจากค่ามาตรฐานข้างตนได้ตามวัย เพศ น้ำหนักส่วนสูง และเงื่อนไขทางสุขภาพ แต่ตัวเลขที่คำนวณได้ในครั้งนี้ จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการใช้อ้างอิงในงานวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งมุ่งจะทำความเข้าใจการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งศึกษาบทบาทของการผลัดเปลี่ยนเซลล์ในการรักษาโรคร้ายหลายชนิด

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_5806932

“ไมเคิล เฟลป์” ประกาศจะลงแข่งไอรอนแมนครั้งแรกในชีวิต

ความท้าทายใหม่ๆเกิดขึ้นได้เสมอ ไมเคิล เฟลป์ วัย 35 ปี นักว่ายน้ำชาวอเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล ประกาศจะลงแข่งไอรอนแมนครั้งแรกในชีวิต ที่รัฐโอกลาโฮมา สหรัฐอเมริกา แน่นอนว่าว่ายน้ำไม่มีปัญหา ส่วนการปั่นจักรยาน และวิ่ง เจ้าตัวฝึกมาต่อเนื่อง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มั่นใจว่าจะพิชิตไอรอนแมนให้ได้ในปี 2021

หมู่บ้านญี่ปุ่น สร้างหุ่นไล่กา’กอริลลา′ มาขับไล่โควิด-19!

king kong

ญี่ปุ่น ชาวบ้านในจังหวัดฟุกุโอกะ ได้สร้างหุ่นไล่การูป ‘กอริลลา′ หน้าตาดุร้ายขนาดยักษ์ เพื่อมาขับไล่โควิด-19!

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในญี่ปุ่น ยังพบผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ สร้างความกังวลให้กับหลายคนเป็นอย่างมาก ชาวบ้านในจังหวัดฟุกุโอกะจึงตัดสินใจหาที่พึ่งทางจิตใจ ด้วยการสร้างหุ่นไล่กาขนาดยักษ์ มาขับไล่โควิดเสียเลย

ชาวบ้านในเมืองชิคุเซ็น ได้สร้างหุ่นไล่กาขนาดยักษ์เป็นรูปกอริลลาหน้าตาดุร้ายขึ้นมา สาเหตุที่เลือกกอริลลา เพราะมองว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความแข็งแกร่ง จะได้มาต่อสู้กับไวรัสที่แพร่ระบาดมายาวนานได้

หุ่นกอริลลาหน้าตาดุร้ายถูกเรียกว่า “Giant Straw Scarecrow Gorilla: Proud Gorilla 2020″ มันมีความสูงถึง 7 เมตร ทำจากเหล็กและฟาง และเพื่อความสมจริง ชาวบ้านได้ใส่รายละเอียดเข้าไปในดวงตาของมัน ให้เรืองแสงสีแดงในตอนกลางคืนได้

หุ่นไล่กากอริลลาตัวนี้ เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ใช้เวลาสร้างเกือบสองเดือน มีกำหนดตั้งโชว์ที่หมู่บ้านจนถึงสิ้นเดือนมกราคมปีนี้ มันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คและสถานที่ถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว หลายคนบอกว่ามันถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมจริง ราวกับว่ามีชีวิตสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างไรอย่างนั้น

ขอบคุณที่มา Youtubeworldofbuzz

“กระดานหกสีชมพู” ระหว่างพรมแดน สหรัฐ-เม็กซิโก ชนะรางวัลออกแบบดีเด่น 2020 (ความรู้ทางฟิสิกส์)

“กระดานหกสีชมพู” ระหว่างพรมแดน สหรัฐ-เม็กซิโก ชนะรางวัลออกแบบดีเด่น 2020

กระดานหก ของเล่นสำหรับเด็กที่เห็นได้ทั่วไปตามสนามเด็กเล่น กลายเป็นผู้ชนะรางวัลออกแบบดีเด่น “the 2020 Beazley Designs of the Year” รางวัลใหญ่ของพิพิธภัณฑ์การออกแบบลอนดอน หลังจากกระดานหกสีชมพูสดใสที่ชื่อ “Teeter-Totter Wall” ผลงานการออกแบบของ โรนัลด์ ราอัล และเวอร์จิเนีย ซาน ฟราเทลโล 2 สถาปนิกชาวอเมริกัน ถูกนำไปวางไว้บริเวณกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์แม้จะอยู่ในดินแดนที่แตกต่างกัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กระดานหกดังกล่าว ถูกนำไปวางในพื้นที่พรมแดนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 และเปิดให้เด็ก ๆ จากเมืองอัลปาโซ รัฐเท็กซัส และชุมชนอนาปรา เมืองฆัวเรซ ประเทศเม็กซิโก ได้มีโอกาสเล่นกระดานหกร่วมกัน ท่ามกลางกำแพงยักษ์ที่สูงกว่า 20 ฟุต ซึ่งทำหน้าที่แยกสองประเทศออกจากกัน

“Teeter-Totter Wall” ถูกออกแบบมา ให้แสดงออกถึงการเชื่อมต่อกันของสองดินแดน โดยนักออกแบบได้ทำงานร่วมกับศิลปินจากเมืองฆัวเรซ ภายใต้แนวคิด “สิ่งที่คุณทำอยู่ในด้านหนึ่ง ล้วนส่งผลต่อคนที่อยู่อีกด้านหนึ่ง และนั่นคือการทำงานของกระดานหก

“Teeter-Totter Wall กระตุ้นวิถีทางใหม่ ๆ ของการเชื่อมโยงกันของมนุษย์ มันเป็นสิ่งเตือนถึงความสร้างสรรค์และความเจ็บปวด ว่ามนุษย์เรานั้นสามารถฟันฝ่าอำนาจที่ต้องการแยกพวกเราได้อย่างไร” ทิม มาร์โลว์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กล่าว

ขอขอบคุณ

บันไดของชโรเดอร์ ชนะการประกวดภาพลวงตายอดเยี่ยมประจำปี 2020

ภาพลวงตา เป็นสิ่งที่สร้างความฉงนให้กับมนุษย์เราได้เสมอ จนถึงปัจจุบันนี้คุณอาจคิดไม่ถึงว่าเราจะมีการประกวดภาพลวงตากัน และนั่นทำให้เราได้เปิดโลกเห็นภาพลวงตาใหม่ ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ตัวอย่างภาพลวงตานี้มีชื่อว่า “บันไดของชโรเดอร์” (Schröder Staircase) ที่ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมนี เฮนริก ชโรเดอร์ ซึ่งไม่ว่าคุณจะพลิกมันกลับหัวไปมาก็จะพบว่าภาพดังกล่าวมีความเหมือนกันไม่เปลี่ยนแปลง

Schroder-Staircase-01

Schroder-Staircase-01

ล่าสุด สมาคมประสาทสัมพันธ์ (Neural Correlate Society) ได้จัดการประกวดภาพลวงตายอดเยี่ยม โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งทางด้านการศึกษาและด้านความบันเทิง ซึ่งพวกเขาได้ประกาศผู้ชนะเลิศประจำปี 2020 ที่กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์เป็นที่เรียบร้อย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

และภาพลวงตาที่ชนะเลิศได้แก่ โมเดล 3 มิติที่ถูกสร้างขึ้นมาจากภาพลวงตา “บันไดของชโรเดอร์” นั่นเอง

กรวยสีแดงเล็ก ๆ ที่คุณเห็นอยู่บนบันไดขั้นบนสุด (ภาพซ้าย) ไม่ได้ถูกย้ายลงมาอยู่ขั้นล่างสุด (ภาพขวา) แต่มันเกิดจากการหมุนโมเดล 180 องศาเท่านั้น

โมเดล 3 มิตินี้ถูกสร้างขึ้นโดย โคคิจิ ซูกิฮาระ จากมหาวิทยาลัยเมจิในกรุงโตเกียว โดยโมเดล 3 มิตินี้จะมีความแตกต่างจากบันไดของชโรเดอร์ที่เป็นต้นฉบับ 2 มิติเล็กน้อย

มาลองชมคลิปวีดีโอนี้ แล้วคุณจะเข้าใจบันไดของชโรเดอร์ในแบบ 3 มิติมากยิ่งขึ้น และอาจงงว่า เขาสร้างโมเดลนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

https://petmaya.com/schroder-staircase

กระถางอัจฉริยะ

เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ - กระถางอัจฉริยะ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กระถางอัจฉริยะ – ฉาง โจหลิง จากวาไซในไต้หวัน แนะนำ วาไซ (Wazai) กระถางปลูกต้นไม้อัจฉริยะที่ทำงานควบคู่กับแอพพลิเคชั่น และช่วยให้การปลูกต้นไม้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ วาไซมาในรูปแบบกระถางต้นไม้ 2 ชั้น ผลิตจากพลาสติกอะคริโลไนไตรล์-บิวทาไดอีน-สไตรีน (เอบีเอส พลาสติก) ที่มีความแข็งแรงทนทาน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 23 เซนติเมตร สูง 21 เซนติเมตร กระถางชั้นในจุได้สูงสุด 1,500 มิลลิลิตร กระถางชั้นนอกซึ่งเป็นส่วนบรรจุน้ำ ใส่ได้สูงสุด 1,800 มิลลิลิตร วางได้ทั้งในและนอกบ้าน เพราะเป็นวัสดุป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต (ยูวี) กันน้ำ และกันฝน เหมาะกับอุณหภูมิ 0-50 องศาเซลเซียส ใช้แบตเตอรี่อัลคาไลน์ AA จำนวน 4 ก้อน ใช้งานได้นานต่อเนื่องถึง 6 เดือน

วิธีการใช้งานแค่นำต้นไม้ที่ต้องการปลูกใส่ในส่วนกระถางชั้นใน จากนั้นนำไปวางซ้อนกระถางชั้นนอก เติมน้ำใส่กระถางชั้นนอกจนเต็มระดับที่กำหนด เชื่อมต่อกระถาง วาไซเข้ากับแอพพลิเคชั่น และระบุประเภทต้นไม้ที่ปลูก เซ็นเซอร์วัดปริมาณแสงสว่างและเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นของดินจะเก็บรวบรวมข้อมูล ก่อนนำไปประเมินเพื่อควบคุมปริมาณการรดน้ำให้พอเหมาะ

นอกจากนี้กระถางวาไซยังแนะนำเทคนิคการปลูกเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แจ้งเตือนเมื่อแสงสว่างน้อยไปหรือมากเกินไป ตรวจสอบสภาพแวดล้อมว่าเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดนั้นๆ หรือไม่ แจ้งเตือนเมื่อต้องเติมน้ำ บันทึกประวัติการปลูก-การเติบโตของต้นไม้ และมีโหมดพักร้อนสำหรับดูแลต้นไม้เป็นพิเศษในช่วงไม่อยู่บ้าน

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_5754019

หัวขาดกับการหักเหของแสง (ความรู้ทางฟิสิกส์)

 

via GIPHY

155624

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ความรู้ทางฟิสิกส์

การหักเหของแสง (Refraction)

เกิดจากการที่แสงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นต่างกัน เป็นผลทำให้ทิศทางของแสงเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งในขณะที่แสงเกิดการหักเหก็จะเกิดการสะท้อนของแสงขึ้นพร้อมๆ กันด้วย ดังรูป