คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2020

ทำไมเราถึง “ไฟช็อต” คนหรือสิ่งของอื่นๆ ไปทั่ว

1609407354866@2x

อาการ “ไฟช็อต” หรือ ไฟฟ้าสถิตย์ในคนเกิดจากอะไร แล้วจะเลี่ยงได้อย่างไรบ้างนะ?

พอเข้าฤดูหนาว (ที่ไม่ค่อยจะหนาว) ทีไรนอกจาก ผิวจะแห้งจนมือลอก แล้วหลายๆ คนก็น่าจะ แปลงร่างเป็นปิกาจูที่เที่ยวปล่อยกระแสไฟช็อตคน (หรือสิ่งของ) อื่นไปทั่ว เดินๆ อยู่พอไปแตะโดนตัวคนอื่นหน่อยก็รู้สึกเหมือนโดนช็อต หรือจะหยิบจับอะไรก็รู้สึกว่าเหมือนจะโดนช็อตอยู่ตลอด แถมบางครั้งยังช็อตรุนแรงจนได้ยินเสียง “เปรี๊ยะ” ตามมาด้วยอาการมือชาไปพักหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งตอนดูหนังแล้วเห็นฮีโร่ที่มีซูเปอร์พาวเวอร์ที่ปล่อยไฟฟ้าไปช็อตคนนู้นคนนี้ก็ดูเท่ดีอยู่หรอก หรือดูโปเกมอนแล้วเห็นปิกาจูช็อตไฟฟ้าแสนโวลท์ก็ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่พอเกิดเหตุการณ์ “ไฟช็อต” ขึ้นกับตัวเองแล้วทำไมมันถึงดูไม่เท่เลยนะ แถมเจ็บตัวอีกต่างหาก

1609407446916@2x

อาการไฟช็อต (ไฟฟ้าสถิตย์ในคน) เกิดจากอะไร?

นักวิทยาศาสตร์อธิบายถึงเหตุการณ์นี้เอาไว้ว่า อาการคล้าย “ไฟช็อต” นี้จริงๆ แล้วเป็น “ไฟฟ้าสถิตย์” ที่เกิดจากความไม่สมดุลกันของประจุไฟฟ้า ซึ่งภายในโครงสร้างโมเลกุลของสสารต่างๆ รอบตัวเรานั้นจะประกอบไปด้วย “อะตอม” ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และภายในอะตอมนั้นก็มีประจุไฟฟ้าล่องลอยอยู่ ทั้ง โปรตอน (Protons) ที่เป็นไฟฟ้าประจุบวก, นิวตรอน (Neutrons) ที่มีค่าไฟฟ้าเป็นกลาง และ อิเล็กตรอน (Electrons) ที่เป็นไฟฟ้าประจุลบ และโดยปกติแล้วภายในอะตอมจะมีจำนวนของโปรตอนและอิเล็กตรอนที่เท่าๆ กัน และเมื่อจำนวนของโปรตอนและอิเล็กตรอนมีความแตกต่างกัน (ส่วนมากจะเป็นการกระจายตัวของอิเล็กตรอน ในขณะที่โปรตอนและนิวตรอนไม่มีการขยับตัว) ก็จะเกิดการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าขึ้นเพื่อรักษาสมดุลภายในอะตอม

1609407527303@2x

ซึ่งเวลาที่เราไปสัมผัสตัวบุคคลหรือสิ่งของแล้วนั้น เราก็ได้ทำการ ส่งถ่ายประจุไฟฟ้า ไปยังคนหรือสิ่งของต่างๆ ที่เราสัมผัสอีกด้วย และหากร่างกายของเรามี จำนวนประจุไฟฟ้าเกินจุดสมดุล เมื่อเราไปสัมผัสกับคนหรือสิ่งของนั้นๆ แล้ว เราก็จะ ดึงดูดอิเล็กตรอนจากอีกฝ่ายเข้ามาเพื่อปรับสมดุลของประจุไฟฟ้าภายในอะตอม และการดึงดูดกันของอิเล็กตรอนนี้เองที่ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตย์ขึ้น หรือที่เรารู้สึกว่าเราไป“ช็อต” กับคน (หรือสิ่งของ) อื่นๆ นั่นเอง

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้จำนวนโปรตอนและอิเล็กตรอนเกิดความไม่สมดุลกันนั้นคือ“ความชื้นในอากาศ” เพราะประจุอิเล็กตรอนมักจะกระจายตัวไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเราได้ง่ายในพื้นที่ที่มีอากาศแห้ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเข้า ฤดูหนาว (ที่ถึงแม้ว่าอากาศจะไม่หนาว) หรือเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่เป็น ห้องแอร์ อย่างห้างสรรพสินค้าหรือออฟฟิศแล้วเรามักจะ เกิดไฟฟ้าสถิตย์ขึ้นมาได้ง่าย กว่าในช่วงฤดูร้อน, ฤดูฝน หรือพื้นที่ภายนอกห้องแอร์ที่มีความชื้นในอากาศสูง

และนอกเหนือจากปัจจัยเรื่องความชื้นในอากาศแล้ว อาการ ไฟฟ้าสถิตย์ นี้ยังเกิดขึ้นมา จากการเสียดสี ของสิ่งต่างๆ หรือที่เรียกว่า“Triboelectric Effect” หรือปรากฎการณ์ไฟฟ้าที่เกิดจากการขัดถู เพราะการนำเอาของสองสิ่งมาขัดถูเข้าด้วยกันนั้นเหมือนเป็นการ “ชาร์จ” ประจุไฟฟ้าเข้าด้วยกัน โดยของทั้งสองสิ่งนั้นจะทำการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าระหว่างกัน ก่อให้ เกิดพลังงานไฟฟ้าขนาดย่อมๆ ที่ทำให้ของทั้งสองสิ่งเชื่อมติดกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (หากใครนึกไม่ออกก็ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ตอนเด็กที่ครูเคยให้ลองเอาลูกโป่งมาถูกับเส้นผมแล้วยกขึ้นมา ผลคือผมลอยติดมากับลูกโป่งด้วยนั่นละ) และตัวอย่างปรากฎการณ์ Triboelectric Effect ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การใส่รองเท้าหนังเดินบนพื้นพรม, การที่ถุงพลาสติกลู่ลงติดกับสิ่งของภายในถุง, การสอดกระดาษใส่แฟ้มพลาสติก หรือการที่ขนแมวติดกับเม็ดโฟม เป็นต้น

ที่มา คลิกที่นี่

สาวลอนดอนทุบสถิติโลกใหม่ ใช้บั้นท้ายเล่นฮูล่าฮูปได้ 400 ครั้ง ในเวลา 3 นาที

สาวลอนดอนทุบสถิติโลกใหม่ ใช้บั้นท้ายเล่นฮูล่าฮูปได้ 400 ครั้ง ในเวลา 3 นาที

big_16093003705febf992b5434

กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด เปิดสถิติโลกใหม่ จากการเล่นฮูล่าฮูปด้วยบั้นท้ายโดยสาวชาวลอนดอน เธอกลายเป็นคนที่เล่นฮูล่าฮูปภายใน 3 นาที ได้ 400 ครั้ง ซึ่งจำนวนครั้งมากที่สุดจากใช้ก้นเล่นฮูล่าฮูป

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เทรนด์เทคโนโลยี 2021: Work From Home มาแรง – 5G รอวันผงาด

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้ว่าปฏิทินกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากปี 2020 มาเป็นปี 2021 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงสร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงอีกครั้ง ทั้งในประเทศไทยที่เกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ เช่นเดียวกับในซีกโลกตะวันตกทั้งสหราชอาณาจักร รวมถึงสหรัฐอเมริกา นั่นจึงทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ยังคงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อไป

เนื่องด้วยสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะทำให้ปี 2021 ที่จะถึงนี้ คงเป็นปีที่ไม่น่าจะมีความหวือหวามากนักของโลกเทคโนโลยี เนื่องจากพื้นที่สำคัญของโลกเทคโนโลยีส่วนใหญ่แล้วยังอยู่ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่การแพร่ระบาดยังเลวร้ายต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ที่จะต้องถือกำเนิดในปี 2021 กลายเป็นเรื่องที่ยาก

ดังนั้น ความเป็นไปได้มากที่สุดของเทรนด์เทคโนโลยีในปี 2021 จะเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้วจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงการปรับตัวเพื่อให้ชีวิตของเราทุกคนสอดรับกับการพ่นพิษจากโควิด-19

และนี่คือเทรนด์ของปี 2021

5G

5G กำลังใกล้ถึงวันผงาด
5G กำลังใกล้ถึงวันผงาด

ในปี 2020 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป นับว่าเป็นปีที่เทคโนโลยี 5G เข้าสู่จุดที่ขยายตัวในการให้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะการที่สมาร์ทโฟนระดับเรือธง (Flagship) อย่าง iPhone 12 รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย 5G

อย่างไรก็ตาม ต้องระบุด้วยว่า iPhone 12 เป็นสมาร์ทโฟนที่มีราคาในตลาดค่อนข้างสูง ทำให้การใช้งาน 5G ยังไม่เข้าไปสู่บุคคลทั่วไป แต่เชื่อได้ว่า ในปี 2021 จะมีสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งาน 5G เปิดตัวออกมาในราคาที่พอเอื้อมถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากประเทศจีน ที่สามารถทำราคาตัวเครื่องให้ไม่แพงได้ในราคาที่ต่ำกว่า 15,000 บาท

ส่วนการที่ 5G จะเข้าแพร่หลายเป็นการใช้งานในวงกว้างเหมือนกับใน 4G ที่คนทั่วไปกำลังใช้งานอยู่นั้น จากการประเมินของอธิป กีรติพิชญ์ นักวิเคราะห์ด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของดีแทค ประเมินว่า กว่าที่ 5G จะอยู่ในสถานะพร้อมใช้งานต้องรอไม่ต่ำกว่า 2 ปี เพราะต้องรอให้อุปกรณ์ (Device) รองรับมากกว่านี้ และมีราคาที่ถูกลง และแอปพลิเคชันที่รองรับ 5G ก็ยังมีจำนวนจำกัด

 ช็อปออนไลน์มาแรง
ซื้อของออนไลน์ยังคงซื้อง่ายขายคล่อง
ซื้อของออนไลน์ยังคงซื้อง่ายขายคล่อง

ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เราคงได้เห็นข่าวที่เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้งแอมะซอน (Amazon) ร่ำรวยเพิ่มขึ้น เนื่องจากโควิด-19 ทำให้คนทั่วไปหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีก แล้วเลือกที่จะซื้อสินค้าจากออนไลน์แทน

นั่นจึงทำให้การช็อปปิ้งออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในไตรมาสสามของปี 2020 รายได้ของแอมะซอนอยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในไตรมาสที่สี่ ซึ่งเป็นเทศกาลจับจ่ายของชาวตะวันตกอยู่แล้ว น่าจะทำให้รายได้ของแอมะซอนสูงขึ้นกว่านี้อีก

ดังนั้นแล้ว ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมก็คงต้องปรับตัวอย่างหนัก เพื่อพาตัวเองไปแข่งขันในเวทีที่เป็นออนไลน์

อย่างไรก็ดี ในตลาดค้าปลีกของสหรัฐอเมริกา ก็น่าจะดุเดือดมากขึ้น เพราะแอมะซอนเองก็มีแผนการที่จะขยายร้านค้าปลีกแบบที่มีหน้าร้านดั้งเดิม ซึ่งเรียกว่า Amazon Go ซึ่งน่าจะทำให้ร้านค้าปลีกที่เป็นคู่แข่งของแอมะซอนปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งกว่าเดิม

พร้อมกันนี้ การช็อปปิ้งที่ร้าน Amazon Go เป็นการลดการสัมผัสทางตรงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินทอน ธนบัตร แคชเชียร์ เป็นต้น เพราะการชำระเงินเป็นแบบ Touchless Payment อยู่แล้ว

สำหรับ Amazon Go เป็นบริการค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน โดยที่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกต้องติดตั้งแอปพลิเคชันของแอมะซอน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปหยิบสินค้าจากร้าน แล้วออกมาได้เลย

ทั้งนี้ ภายในร้านจะมีกล้องและระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อคอยติดตามดูว่า ลูกค้ามีการหยิบสินค้าชิ้นใดบ้าง ก่อนที่ระบบชำระเงินในแอปพลิเคชันของแอมะซอน จะหักเงินจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ในแอปพลิเคชันต่อไป

Work From Home

การมาของโควิด-19 ทำให้สังคมไทยคุ้นเคยกับการทำงานจากที่บ้านอย่างยิ่ง
การมาของโควิด-19 ทำให้สังคมไทยคุ้นเคยกับการทำงานจากที่บ้านอย่างยิ่ง

ในปี 2020 คำว่า Work from Home กลายเป็นคำที่คนไทยและคนทั้งโลกคุ้นชินกันมากเป็นพิเศษ เพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลในหลายประเทศประกาศล็อกดาวน์ ไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ รูปแบบการทำงานจึงเปลี่ยนไปเป็นการทำงานจากที่บ้านแทน

ปี 2021 หลายประเทศยังต้องทำงานจากที่บ้านของตัวเองต่อไป ทั้งนี้บริษัทชื่อดังจากซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล, เฟซบุ๊ก, ไมโครซอฟท์, ทวิตเตอร์ ไปจนถึงเน็ตฟลิกซ์ จะยังคงให้พนักงานทำงานจากที่บ้านต่อไป

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ พนักงานจำนวนมากอาจต้องปรับพื้นที่ภายในบ้านส่วนหนึ่งให้มีลักษณะคล้ายห้องทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานไม่ลดลง

นอกเหนือจากนี้ หากหลายบริษัทมองว่า การทำงานจากที่บ้านประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมไม่ตกลง ก็อาจเพิ่มให้การทำงานจากที่บ้านเป็นหนึ่งส่วนหนึ่งในสวัสดิการของพนักงาน การปรับที่นั่งในออฟฟิศเป็นแบบไม่ระบุที่นั่ง แต่เป็นที่นั่งแบบ Hot Desk (เลือกที่นั่งทำงานใดก็ได้ที่ว่างอยู่ ใครมาก่อนได้นั่งก่อน) ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ถาวรโดยไม่ต้องมีออฟฟิศอีกต่อไปได้เช่นกัน

ที่น่าสนใจ ถ้าหากหลายบริษัทตัดสินใจที่จะให้ทำงานจากที่บ้านเป็นหลัก การเข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นเรื่องรองที่จะเข้ามาก็ได้หรือไม่เข้าก็ได้ สิ่งที่จะกระทบตามมาทันทีก็จะเป็นรายได้ของบรรดาร้านค้าที่อยู่ละแวกออฟฟิศ เนื่องจากจำนวนคนที่จะมาจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการมีจำนวนน้อยลง นั่นเอง

พร้อมกันนี้ เมื่อพนักงานทั่วไปต้องทำงานจากที่บ้านแล้ว สิ่งที่พนักงานจะคุ้นเคยมากขึ้นก็คือการประชุมทางไกลจากแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งจากภาวะโควิด-19 ที่เกิดขึ้น จะทำให้พนักงานคุ้นเคยกับการประชุมทางไกลกลายเป็นปกติธรรมดาไปโดยปริยาย

ความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cybersecurity)

ประเด็นเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในปี 2021 ถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในปี 2021

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าในปีหน้าผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกยังมีแนวโน้มที่จะต้องทำงานที่บ้านต่อไป จึงอาจเป็นโอกาสอันดีของแฮกเกอร์และเหล่าผู้ไม่หวังดีบนโลกอินเทอร์เน็ต ที่อาจถือโอกาสนี้ เพิ่มเป้าหมายในการโจมตีจากเดิมที่โจมตีในฝั่งธุรกิจองค์กร มาเป็นทางฝั่งผู้ใช้งานทั่วไปในกลุ่มคนทำงาน

ดังนั้นแล้ว ในปีหน้า การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ระดับทั่วไป จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันการโจมตีเข้าสู่เครือข่ายภายในบ้าน (Home Network) สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ภายในบ้านชิ้นต่างๆ ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

ปัญญาประดิษฐ์

AI อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด
AI อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

สุดท้ายเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่น่าจะมีแนวโน้มในการเติบโตที่รวดเร็ว แม้ว่าเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ ดูจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทุกวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์กลับอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาที่เราใช้บริการแอปพลิเคชันสตรีมมิงต่างๆ ผู้ให้บริการก็มักจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ แนะนำซีรีส์ ภาพยนตร์ สารคดี แอนิเมชัน ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภครายบุคคลอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ ยังแอบซ่อนอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าและบริการ จากบนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ผู้ให้บริการ ก็จะใช้การเฝ้าดูการซื้อขายของผู้ใช้งานในอดีต และเชื่อว่า ผู้ใช้งานมีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าและบริการนั้นๆ ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็จะมีการนำเสนอสินค้าที่ใกล้เคียงกัน เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะให้ผู้ใช้งานได้จับจ่ายมากขึ้น และเป็นการเพิ่มรายได้กลับไปยังผู้ให้บริการต่อไป

ส่วนในปีหน้าปัญญาประดิษฐ์ จะสามารถกระจายไปยังธุรกิจประเภทอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น การให้คำแนะนำด้านการลงทุน

ขณะที่ประเด็นการเข้ามาแย่งงานมนุษย์ของปัญญาประดิษฐ์ จนถึงตอนนี้ ก็คงไม่เป็นความจริงนัก เพราะเอาเข้าจริงแล้ว มนุษย์มีทักษะที่ปัญญาประดิษฐ์ ไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ทักษะในการพูด การแสดงความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นทักษะขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่ปัญญาประดิษฐ์อาจไม่มีทางเข้าใจ เป็นต้น

ผู้เขียน: Wiwat Rungsaensuksakul
กราฟิก: Jutaphun Sooksamphun

https://www.thairath.co.th/news/2000849

 

 

3 เทคโนโลยีมาแรงปี 2564

ฟาบิโอ ทิวิติ รองประธานบริษัท อินฟอร์ อาเซียน เขียนบทความ “3 เทคโนโลยีมาแรงปี 2564” คัดเลือกเทคโนโลยีปัญญา ประดิษฐ์ (AI) และดิจิทัล ซัพพลายเชน ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาเปลี่ยนการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ที่กำลังจะมาถึง

1.คลาวด์ (Cloud)

เทคโนโลยีคลาวด์จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการจัดการแข่งขันต่างๆ ยกตัวอย่าง การจัดแข่งขันเทนนิสยูเอสโอเพ่นปีนี้ประสบความสำเร็จในการนำระบบคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับประสบการณ์เสมือนจริงให้กับเหล่าแฟนคลับที่ไม่สามารถอยู่ในสนามแข่งขันจริงได้ และต่อจากนี้เราจะได้เห็นการจัดงานต่างๆ ที่ต้องจัดในสถานที่หันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคลาวด์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหมาะสมกับผู้รับชมแต่ละรายมากขึ้น การแข่งขันสำคัญหลายรายการที่วางแผนไว้ในปีหน้า (2564) จะดึงดูดความสนใจผู้คนจากทั่วโลก เช่น การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงโตเกียว และการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แน่นอนว่าเทคโนโลยีคลาวด์ก็ยืนหยัดพร้อมพลิกโฉมประสบการณ์ในการชมการแข่งขันที่แฟนๆทั่วโลกเคยได้รับอยู่ในปัจจุบัน ด้วยการสร้างประสบการณ์การรับชมรูปแบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีคลาวด์มาทรานส์ฟอร์มการจัดงานต่างๆนั้นมีมากมายมหาศาล เช่น การวิเคราะห์ความตื่นเต้นของกลุ่มผู้ชมแบบเรียลไทม์ เพื่อนำเสนอเป็นไฮไลต์และจัดการเรื่องการโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การฟีดรายการสดได้ด้วยความหน่วง (latency) ที่ต่ำมากจริงๆ และการโต้ตอบกับกลุ่มผู้ชมที่เลือกไว้ และแน่นอนว่าการทำกิจกรรมทั้งหมดนี้ โฮสต์อยู่บนแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ทรงพลัง

2.ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตลาดแรงงานปี 2564 ที่ไม่สามารถคาดการณ์ใดๆได้ ทำให้องค์กรต่างๆจำเป็นต้องนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปช่วยในการเฟ้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน AI จะช่วยให้แผนกทรัพยากรบุคคลทำงานเชิงรุกในการจ้างงานได้มากขึ้น และช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ว่าผู้สมัครใดเข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทด้วยการใช้ข้อมูลเพื่อวัดคุณภาพของการจ้างงานแต่ละครั้ง นวัตกรรมต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์ในการคัดกรองอัจฉริยะที่สามารถคัดกรองใบสมัครได้แบบอัตโนมัติ แชตบอทที่ทำหน้าที่เป็นผู้สรรหาพนักงานที่สามารถนัดหมายกับผู้สมัครได้แบบเรียลไทม์ และการสัมภาษณ์แบบดิจิทัลที่ทำผ่านออนไลน์ ซึ่งช่วยให้สามารถประเมินความเหมาะสมของผู้สมัครแต่ละรายได้ จะเริ่มกลายเป็นวิธีการทำงานปกติของแผนกทรัพยากรบุคคล AI ยังมีศักยภาพสูงมากในการสร้างเวิร์กสเปซที่หลากหลายและครบวงจร สามารถลดอคติ และเพิ่มความเป็นกลางในการตัดสินใจเรื่องการจ้างงานผ่านอัลกอริทึ่มต่างๆที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งจะแยกแยะคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันของผู้สมัครแต่ละคนออกมาให้เห็น นอกจากนั้น การใช้ AI ในการดูแลสุขภาพจะกลายเป็นภารกิจสำคัญ โดยตลอดปี 2564 จะมีการนำ AI ไปใช้กับการดูแลสุขภาพในหลายด้านอย่างรวดเร็ว การใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งกับชุดข้อมูลต่างๆ ทั่วโลกได้แบบเรียลไทม์ จะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพสามารถติดตามการสัมผัสระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้อย่างละเอียด, ช่วย ให้การวินิจฉัยแม่นยำ, ใช้การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ในการติดตามอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (personal protective equipment : PPE), จัดสรรบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาการให้วัคซีนให้มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากขึ้น

3.ดิจิทัล ซัพพลายเชน (Digital Supply Chain)

ซัพพลายเชน (กระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ ผลิต จัดเก็บ จนถึงการจัดส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือลูกค้า) จะกลายเป็นระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยโควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ดิจิทัลซัพพลายเชนพัฒนาอย่างรวดเร็วในปี 2564 มุมมองเดิมๆของผู้รับผิดชอบด้านซัพพลายเชนที่เกี่ยวกับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันคือ เน้นไปที่เรื่องของประสิทธิภาพและค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันจะเปลี่ยนไปเน้นในเรื่องของความคล่องตัวและความยืดหยุ่น และนั่นคือจุดที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง ดิจิทัลซัพพลายเชนจะช่วยให้ธุรกิจหนึ่งๆที่ประกอบด้วยองค์กรหลายแห่งทำงานร่วมกัน (multi-enterprise) สามารถเห็นและรับรู้ความเป็นไปในการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ สามารถวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ได้ดีขึ้น และใช้ระบบอัตโนมัติที่ชาญฉลาดได้มากขึ้น ผู้รับผิดชอบด้านซัพพลายเชนจะสามารถปรับและใส่ความยืดหยุ่นให้กับระบบซัพพลายเชนของตนได้ตามความต้องการของตลาด และใช้ระบบนิเวศด้านพันธมิตรให้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น เครื่องมือดิจิทัลต่างๆเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีที่ผสานระหว่างโลกความจริงและความเสมือนจริงเข้าด้วยกัน (AR) และการทำงานอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ที่มนุษย์เป็นผู้ออกแบบกระบวนการและขั้นตอน รวมถึงการตัดสินใจต่างๆ (robotic process automation : RPA) และคาดว่าจะยกระดับศักยภาพที่มีและนำไปสู่สินค้าและบริการใหม่ๆ ที่น่าสนใจและมีอิทธิพลต่อลูกค้าเป็นอย่างมาก

รองประธานบริษัท อินฟอร์ อาเซียน ระบุว่า การถูกดิสรับ (disruptions) ของระบบซัพพลายเชนอย่างไม่น่าเชื่อในปี 2563 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการจับคู่ความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการที่มีในตลาด ณ ขณะใดขณะหนึ่งเข้าด้วยกันได้แบบเรียลไทม์ และการคาดการณ์ต่างๆ ไม่ใช่งานที่มนุษย์จะทำได้สำเร็จเพียงลำพังอีกต่อไป มันไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปที่จะมาคาดหวังให้ผู้รับผิดชอบด้านซัพพลายเชนทำการคาดการณ์ถึงการปิด-เปิดของตลาดในประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างฉับพลัน หรือให้อธิบายถึงวัสดุ และค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยคาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ขอบเขตและข้อจำกัดด้านการขนส่งและการเดินทางของภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.

https://www.thairath.co.th/lifestyle/tech/2002096

พายุยักษ์ดาวเกตุจู่ๆเลี้ยวยูเทิร์น นาซ่าถึงกับมึนอธิบายไม่ได้

พายุยักษ์ดาวเกตุจู่ๆเลี้ยวยูเทิร์น นาซ่าถึงกับมึนอธิบายไม่ได้

พายุยักษ์ดาวเกตุจู่ๆเลี้ยวยูเทิร์น นาซ่าถึงกับมึนอธิบายไม่ได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พายุยักษ์ดาวเกตุจู่ๆเลี้ยวยูเทิร์น – วันที่ 24 ธ.ค. สเปซ.คอมรายงานว่า องค์กการบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า อยู่ระหว่างหาคำอธิบายสาเหตุที่พายุขนาดใหญ่บนดาวเนปจูน เปลี่ยนทิศทางเลี้ยวกลับอย่างกะทันหัน สร้างความมึนงงให้กับนักดาราศาสตร์

พายุลูกดังกล่าวถูกพบและติดตามโดยยานกล้องโทรทัศน์ฮับเบิลของนาซ่ามาตั้งแต่ปี 2561 ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปราว 1 ปี พายุลูกนี้จึงค่อยๆ เคลื่อนตัวจากทางขั้วเหนือมาทางใต้ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยของพายุบนดาวเนปจูนก่อนที่จะสลายตัวไป

พายุยักษ์ดาวเกตุจู่ๆเลี้ยวยูเทิร์น

อย่างไรก็ตาม พายุลูกนี้จู่ๆ กลับหยุดเคลื่อนตัวลงใต้และย้อนกลับขึ้นมาทางเหนืออย่างกะทันหัน ขณะที่กล้องโทรทัศน์ฮับเบิลเผยให้เห็นจุดมืดที่คาดว่าเป็นพายุอีกลูกบนดาวเนปจูนด้วย นำไปสู่การคาดการณ์ว่า พายุที่นาซ่าจับตามานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากพายุใหญ่

แถลงการณ์นาซ่า ระบุว่า การติดตามการเคลื่อนที่ของพายุบนดาวเนปจูนนั้นน่าตื่นเต้นมาก เพราะเผยให้เห็นกระบวนการก่อตัวของพายุและการที่พายุถูกรบกวนได้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา บนดาวเนปจูน แม้ก่อนหน้านี้ ซูเปอร์ คอมพิวเตอร์ เคยพยากรณ์ไว้

รายงานระบุว่า พายุลูกใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางระยะทาง 7,403 กิโลเมตร (ขนาดใหญ่กว่ามหาสมุทรแอตแลนติก) ถือเป็นจุดมืด หรือพายุลูกที่ 4 แล้วที่ฮับเบิลตรวจพบบนดาวเนปจูนตั้งแต่ปี 2536 ส่วนลูกเล็กที่เคลื่อนที่ประหลาดนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6,276 ก.ม.

พายุบนดาวเนปจูนนั้นเกิดจากความกดอากาศสูง และหมุนตามเข็มนาฬิกา เนื่องมาจากลักษณะการหมุนรอบตัวเองของดาวเนปจูน มีทิศทางตรงกันข้ามพายุบนดาวเคราะห์โลก ที่หมุนทวนเข็มนาฬิกา เพราะเกิดจากความกดอากาศต่ำ

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_5596904

 

สึนามิถล่มไทย 26 ธันวาคม 2547 ย้อนอดีตวันนั้นเกิดอะไรขึ้น

ย้อนอดีต 26 ธันวาคม 2547 เกิดอะไรขึ้น

ครบรอบ 16 ปี สึนามิถล่มไทย 26 ธันวาคม 2547 ย้อนอดีตวันนั้นกิดอะไรขึ้น | Thaiger

ภาพจำลองหลังคลื่นสึนามิพัด จากภาพยนตร์เรื่อง The Impossible (2012)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

 วันที่ 26 ธันวาคม ย้อนไป   ณ เวลาประมาณ 8 โมงกว่า ๆ ดินแดนประเทศไทยโดยเฉพาะแถบภาคใต้รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนน้อย ๆ ที่พวกเขาไม่รู้จัก ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีใครรู้ว่า ลึกลงไปในมหาสมุทรอินเดีย ใกล้ด้านตะวันตกของตอนเหนือเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่จะคร่าชีวิตประชาชนในหลายประเทศรอบมหาสมุทรอินเดียนับแสนชีวิต

และวันนั้นเป็นวันแรกที่คนไทยรู้จักคำว่า “คลื่นสึนามิ”

คลื่นสึนามิ คลื่นสึนามิไม่เหมือนกับคลื่นทะเลตามปกติ เพราะมีความยาวคลื่นยาวกว่ามาก แทนที่จะเป็นคลื่นหัวแตก (breaking wave) ตามปกติ แต่จะยกตัวสูงขึ้นเมื่อใกล้ถึงชายฝั่งและสามารถสูงได้ถึง 5-10 เมตร คลื่นสึมานิเกิดได้จากหลายสาเหตุเป็นแรงผลักดันให้ก้อนน้ำมหาศาลซัดชายฝั่ง ทั้งผู้เขาไฟใต้น้ำระเบิด อุกกาบาตตก รวมถึงแผ่นดิน

สัญญาณหนึ่งที่ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิ 26 ธันวาคม 2547 เล่าให้ฟังคือ ก่อนคลื่นยักษ์จะซัด น้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว หดเหือดหายไปกลางทะเล แต่พวกเขาไม่รู้ว่านั่นคือก้าวแรกของมัจจุราชที่กำลังมาเยือน

ช่วงสายของวันที่ 26 ธันวาคม หลังจากฉลองวันคริสมาสต์ มวลน้ำสึนามิหลังจากที่พัดถล่มเกาะสุมาตราอินโดนีเซียจนราพนาสูญ มันก็เดินทางมาถึงประเทศไทย

คลื่นสึนามิซัดถล่ม กลืนกินชีวิตผู้คนและบ้านเรือน อาคารในจังหวัดทางภาคใต้ ประกอบด้วย ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง และสตูล เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหาย ทั้งหมด 5,309 คน ผู้สูญหายจำนวนทั้งหมด 3,370 คน ในเหตุการณ์ครั้งนั้นที่เขาหลัก ประเทศไทยได้สูญเสีย คุณพุ่ม เจนเซน พระราชนัดดาใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระโอรสใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ด้วย

ครบรอบ 16 ปี สึนามิถล่มไทย 26 ธันวาคม 2547 ย้อนอดีตวันนั้นกิดอะไรขึ้น | ข่าวโดย Thaiger

สิ่งที่สึนามิทำลายลงไปอีกอย่างคือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ เป็นจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเสียชีวิต และบาดเจ็บมากที่สุด มีแหล่งท่องเที่ยวได้รับความเสียหายมาก จำนวน 8 แห่ง คือ

ชายทะเลเขาหลักในอุทยานแห่งชาติเขาหลัก ลำรู่ ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา (เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุด)

เกาะสิมิลัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา

หาดราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต

หาดกะรน ตำบลกะรน อำเภอเมืองฯ จังหวัดภูเก็ต

หาดกมลา ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

หาดป่าตอง ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

เกาะพีพี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

บ้านหาดทรายขาว อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คือบทเรียนครั้งมโหฬารของประเทศไทย ทำให้ไทยรู้จักวิธีรับมือและเตรียมพร้อมกับการอพยพ หนีจากคลื่นยักษ์สึนามิเพื่อรักษาชีวิตคนให้ได้มากที่สุด หากเกิดเหตุซ้ำรอยอีกครั้ง

ภาพจาก: วิกิพีเดีย ความเสียหายที่ถนนสายหนึ่งบริเวณป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

สึนามิ 26 ธันวาคม 2547 ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์

เหตุการณ์มหาวิปโยคนี้ ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ดเรื่อง Lo Imposible หรือชื่อไทย 2004 สึนามิ ภูเก็ต เข้าฉายปี 2012 กำกับโดยฆวน อันโตนิโอ บาโยนา จากบทภาพยนตร์ของเซร์ฆิโอ เฆ. ซันเชซ ดัดแปลงจากเรื่องราวของครอบครัวชาวสเปนที่เดินทางมาพักผ่อนที่จังหวัดภูเก็ต เป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 นำแสดงโดยนาโอมิ วัตส์ ยวน แม็คเกรเกอร์ และทอม ฮอลแลนด์

ภาพยนต์แสดงให้เห็นถึงครอบครัวที่กระจัดกระจานกระเซ็นแตกกระสายจากคลื่นยักษ์ที่พัดมาอย่างรวดเร็ว แม่ที่ได้รับบาดเจ็บหนักถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลด้วยความช่วยเหลือของชาวบ้านในพื้นที่ สุดท้ายครอบครัวต่างกลับมาพบหน้าและกลับบ้านเกิดของตนเอง

Lo Imposible ทำให้ผู้ชมเห็นว่าในความเจ็บปวด บาดแผลทางกายและจิตใจ ยังมีความหวัง น้ำใจที่ตามมาหลังเกิดสึนามิ เพื่อช่วงเยียวยาทั้งทางร่างกาย สภาพจิตใจ และบ้านเรือน

ครบรอบ 16 ปี สึนามิถล่มไทย 26 ธันวาคม 2547 ย้อนอดีตวันนั้นกิดอะไรขึ้น | ข่าวโดย Thaiger

 

ขอบคุณภาพจาก: Lo Imposible

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก: วิกิพีเดีย

นักฟิสิกส์ สามารถสร้างอนุภาคจากภาวะที่แทบ “ว่างเปล่า” ได้

sciways390

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ต้องมีอนุภาคเป็นจำนวนเท่าไหร่ ถึงจะสามารถใช้สร้างเป็นกลุ่มของอะตอมให้ใช้การได้เพื่อศึกษาพฤติกรรมร่วม งานวิจัยใหม่เผยว่าขอเพียงแค่มีอะตอมเพียง 6 อะตอม สสารก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบมหภาคได้ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ด้วยการใช้กับดักเลเซอร์เย็นยิ่งยวดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยนักฟิสิกส์สังเกตเห็นสารตั้งต้นทางควอนตัมที่เปลี่ยนผ่านจากสถานะปกติไปสู่สถานะของ “ของไหลยวดยิ่ง” (Superfluidity) ได้ ผ่านวิธีการศึกษาการเกิด ‘พฤติกรรมร่วมของอะตอม’ (collective atomic behaviour) และข้อจำกัดของระบบมหภาคต่างๆ

Many-body physics เป็นสาขาที่พยายามอธิบาย และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘พฤติกรรมร่วม’ (collective behaviour) ของอนุภาคจำนวนมาก ตัวอย่างเช่นถังน้ำ และกระป๋องแก๊ส เราสามารถอธิบายสสารเหล่านี้ในแง่ของความหนาแน่นหรืออุณหภูมิได้ ซึ่งเป็นวิธีที่สสารกระทำต่อสิ่งโดยรวม สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่าระบบมหภาค หรือระบบ Many-body ซึ่งเราจะไม่สามารถทำความเข้าใจพวกมันได้ เพียงแค่การศึกษาพฤติกรรมของอะตอมในแต่ละตัว หรือโมเลกุลได้ แต่พฤติกรรมของพวกมันเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างอนุภาค ที่แต่ละอนุภาคนั้นไม่ได้มีคุณสมบัติเหมือนกันของระบบโดยรวม ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมในระดับมหภาค จะไม่สามารถใช้อธิบายถึงสิ่งที่เล็กในระดับจุลภาคได้ รวมถึงการกระตุ้นร่วม เช่น ‘โฟนอน’ (phonon) ที่สั่นอะตอมอยู่ภายในตาข่ายคริสตัล

การเปลี่ยนเฟสเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง เช่นเมื่อน้ำแข็งละลายไปเป็นของเหลว หรือเมื่อของเหลวระเหยกลายเป็นก๊าซ นักฟิสิกส์พยายามที่จะทำความเข้าใจมานานแล้วว่า ‘พฤติกรรมร่วม’ (collective behaviour) นี้ มาจากอนุภาคในแต่ละอนุภาคที่เข้ามารวมตัวกันหรือไม่ แล้วระบบ ‘มหภาค’ (microscopic) ดำเนินขึ้นมาจากระบบ ‘จุลภาค’ (microscopic) ได้อย่างไร

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก จึงออกแบบการทดลองเพื่อพยายามหาคำตอบนี้ การทดลองดังกล่าว ประกอบขึ้นจากลำแสงเลเซอร์ที่หนาแน่น ซึ่งจะมาคอยทำหน้าที่เป็น ‘กับดัก’ ให้สำหรับอะตอมเย็นยิ่งยวดของไอโซโทปลิเธียมที่เสถียร ที่เรียกว่า ลิเธียม-6 (lithium-6) เมื่อทำให้เย็นลงในแก๊สจนเข้าใกล้เศษเสี้ยวของอุณหภูมิเหนือ ‘ศูนย์สมบูรณ์’ (absolute zero) ไอโซโทปเฟอร์มิโอนิกนี้ก็สามารถทำงานได้เป็นของเหลวยวดยิ่ง (superfluid) ที่ความหนืดมีค่าเป็นศูนย์ได้

ภายในกับดักเลเซอร์อาจมีอะตอมลิเธียมจำนวนที่น้อยมากที่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะกลายเป็นตัวจำลองพฤติกรรมในทางควอนตัมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในระบบนี้ทีมงานสามารถการปรับแต่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างอะตอมโดยใช้ ‘การสั่นพ้องของเฟชบัค’ (Feshbach resonances) โดยการสั่นพ้องเหล่านี้เกิดจะขึ้นเมื่อพลังงานของอะตอมที่มีปฏิสัมพันธ์กันเข้าสู่การสั่นพ้องด้วยสถานะที่มีพันธะโมเลกุล และยังสามารถใช้เพื่อเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์แรงระหว่างอนุภาคได้อีกด้วย

ในการทดลองแต่ละครั้งทีมงานได้นำอะตอมลิเธียม-6 เป็นจำนวน 2, 6 และ 12 อะตอมเข้าไว้ด้วยกันภายในกับดักเลเซอร์ ทำให้นักวิจัยสามารถสังเกตเห็นได้ว่าอะตอมนั้นจะเริ่มมี ‘พฤติกรรมร่วม’ ได้เมื่อไหร่

บูคา เบยา (Luca Bayha) หัวหน้าการวิจัยกล่าวว่า “ในแง่หนึ่ง กลุ่มของอนุภาคในระบบที่มีขนาดเล็กพอ จะสามารถอธิบายได้ในระบบจุลภาค ในทางกลับกัน ผลโดยรวมก็ยังปรากฏให้เห็นได้อย่างเด่นชัด”

ด้วยอะตอมที่อยู่ภายในนี้ นักวิจัยได้ลองปรับแต่งค่ากับดัก จากแรงยึดเหนี่ยวเป็นศูนย์ ไปสู่ถึงแรงยึดเหนี่ยวเข้มข้นดู เพื่อดูว่าอะตอมจะเข้ามารวมกันแล้วผูกเป็นคู่ได้ไหม นี่เป็นข้อกำหนดสำหรับใช้สร้างสถานะแบบ ‘ซูเปอร์ฟลูอิดเฟอร์มิโอนิก’ (fermionic superfluid) ที่อนุภาคเฟอร์มิโอนิกจะต้องรวมตัวกันเป็น ‘คู่คูเปอร์’ (Cooper pairs) และทำตัวเหมือน ‘โบซอน’ (boson) ซึ่งเป็นอนุภาคที่หนักกว่าที่ก่อตัวเป็นสถานะ ‘ซูเปอร์ฟลูอิด’ (ของไหลยวดยิ่ง) ที่อุณหภูมิสูงกว่าเฟอร์มิออน

ในการทดลองแต่ละครั้ง ทีมงานได้ศึกษาว่าเมื่อใดที่ ‘พฤติกรรมร่วม ‘จะเกิดขึ้น ตามจำนวนอนุภาคและแรงปฏิกิริยาระหว่างกัน พวกเขาพบว่าการกระตุ้นของอนุภาคที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่เชื่อมโยงกับแรงที่ยึดเหนี่ยวระหว่างกันเท่านั้น แต่พวกมันยังเป็นสารตั้งต้นที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ตัว (Few-body จุดของอนุภาคจำนวนน้อย) ที่สามารถเปลี่ยนสถานะทางควอนตัมไปเป็นของไหลยวดยิ่งของคู่คูเปอร์ได้

นักฟิสิกส์ ‘มาร์วิน โฮลเทน’ (Marvin Holten) บอกว่า ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจจากการทดลองนี้ พบว่าขอมีอะตอมแค่ 6 ตัวเท่านั้นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงลักษณะเด่นทั้งหมดของการเปลี่ยนเฟสได้แล้ว ซึ่งแต่เดิมคาดว่าจะเกิดขึ้นแต่กับ ‘ระบบอนุภาคหลายจำนวน’ (many-particle system) เท่านั้น

งานวิจัยนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในอนาคต และการนำไปต่อยอดในงานวิจัยอื่นๆ เช่นการศึกษากระบวนการระบายความร้อนในระบบควอนตัม, การศึกษา ‘ซูเปอร์ฟลูอิดเฟอร์มิโอนิก’ ในระดับปฐมภูมิ และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิด ‘คู่คูเปอร์’ ในระบบที่มีขนาดใหญ่ขึ้น


แหล่งอ้างอิง

  1. Many-body theory
  2. phonon
  3. Cooper pair
  4. Quantum Experiment Reveals Particles Can Form Collectives Out of Almost Nothing
  5. Observing the emergence of a quantum phase transition shell by shell
  6. Fermionic condensate
  7. Feshbach resonance

จีนหมุนสะพานหนัก “หมื่นตัน” เข้าที่เป๊ะใน 90 นาที

(ภาพซินหัว สื่อทางการจีน)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สำนักข่าวซินหัว สื่อทางการจีนรายงาน (24 ธ.ค.) มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีนหมุนสะพานความยาว 65 เมตร น้ำหนัก 9,700 ตันเข้าสู่ตำแหน่งที่กำหนดไว้สำเร็จโดยใช้เวลา 90 นาที

รายงานระบุว่า สะพานดังกล่าวอันเป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนใหม่หรงเฉิง-อูไห่ ในมณฑลเหอเป่ยทาง

ทางด่วนใหม่หรงเฉิง-อูไห่ถูกมีความยาว 73 กิโลเมตร ออกแบบมาสำหรับยานพาหนะที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยช่องการจราจรทิศทางละ 4 ช่อง ไปกลับ 8 ช่อง

ทางด่วนแห่งใหม่จะมีส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อเพื่อการพัฒนาของภูมิภาคปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย

https://mgronline.com/china/detail/9630000131173