คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2020

วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ ต้านโควิด-19ได้มากกว่า 90%

มาแล้ว! วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ ต้านโควิด-19ได้มากกว่า 90%

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

บริษัทยาไฟเซอร์ อิงค์ของสหรัฐฯ และไบโอเอ็นเท็คเยอรมนี ประสบความสำเร็จในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากกว่า 90%

ผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาร่วมกันโดยบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ บริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และ ไบโอเอ็นเท็ค ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 สำหรับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน หลังจากใช้เวลาในการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 1 หมื่นคน ซึ่งนับเป็นความคืบหน้าที่ก้าวล้ำไปไกลที่สุด ในการต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเวลานี้

ผลการพัฒนาวัคซีนในเบื้องต้นนี้ยังเป็นการปูทางให้แก่บริษัทผลิตวัคซีนที่จะนำวัคซีนดังกล่าวไปใช้งานฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา เพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสที่คร่าชีวิตประชาชนทั่วโลกไปแล้วกว่า 1 ล้าน 2 แสนคนทั่วโลก โดยหากการวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มอาสาสมัคร 44,000 คนในเวลาอีกราว 2 เดือน พบว่าวัคซีนดังกล่าวมีความปลอดภัย ไฟเซอร์จะขอทางการสหรัฐฯอนุมัติใช้วัคซีนฉุกเฉินให้แก่ประชาชนอายุระหว่าง 16 – 85 ปี เพื่อเร่งควบคุมการระบาดของโรค
ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จะมีประสิทธิภาพอย่างน้อย 60-70% ขณะที่นายแพทย์แอนโทนี ฟาวซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ เคยกล่าวว่า หากวัคซีนมีประสิทธิภาพ 50-60% ก็ถือว่ายอมรับได้ ดังนั้นการที่วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพสูงถึงมากกว่า 90% ถือว่าเยี่ยมยอด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1973428

รถยนต์คันแรกของโลก โดยท่าน “คาร์ล เบนซ์” กับ “เบอร์ธา เบนซ์” (Bertha Benz) ภรรยารักที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา

S__140001360 S__140001358

คลิกดูคลิป

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

รถยนต์คันแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นจากวิศวกรชาวเยอรมันที่ชื่อ “คาร์ล เบนซ์” ผู้คิดค้นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เพลิงเผาไหม้ และจดสิทธิบัตรไว้เป็นคนแรก ซึ่งคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขาคือ “เบอร์ธา เบนซ์” (Bertha Benz) ภรรยารักที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา

ย้อนไป 133 ปีที่แล้ว ยุคนั้นคนยังไม่เคยเห็นสิ่งที่เรียกว่ารถยนต์มาก่อน คาร์ล เบนซ์ ได้นำเครื่องยนต์สี่จังหวะแบบสันดาปภายใน ไปติดตั้งบนรถจักรยานสามล้อ แล้วเรียกสิ่งประดิษฐ์ใหม่นั้นว่า “รถยนต์” (Benz Patent Motorwagen)

อาจเพราะเป็นนวัตกรรมที่ล้ำยุค และระบบหลายอย่างยังไม่ลงตัวเหมือนรถยนต์สมัยใหม่ ในการทดลองวิ่งครั้งแรกๆ เกิดความติดขัดหลายอย่าง ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยกับรถสามล้อติดเครื่องยนต์นี้ ทั้งเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก การใช้งานจริง ที่สำคัญคือเรื่องความปลอดภัย

ในช่วงที่บริษัท Benz & Cie. ที่ก่อตั้งโดย คาร์ล เบนซ์ กำลังล้มลุกคลุกคลานอยู่นั้น การตัดสินใจโดยพลการของมนุษย์เมียที่ชื่อ เบอร์ธา เบนซ์ นี่เองที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดการ

เบอร์ธา เบนซ์ เป็นลูกสาวช่างไม้จากเมืองฟอร์ซไฮม์ (Pforzheim) เธอเป็นแม่ของเด็ก 5 คน คอยดูแลงานบ้าน ทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้าน รวมไปถึงผู้ช่วยของสามีในการประดิษฐ์เครื่องยนต์กลไก เพราะเธอมีความสนใจในวิทยาศาสตร์ และมีโอกาสได้เรียนหนังสือในโรงเรียนของชนชั้นสูง ทำให้เธอมีความเข้าใจในเรื่องเครื่องจักรได้ในระดับดี

เช้าของวันที่ 5 สิงหาคม ปี 1888 คุณนายเบนซ์ ตัดสินใจกระเตงลูกสองคน ขึ้นรถเบนซ์ รุ่นสาม (Benz’s Model 3) ยนตกรรมต้นแบบรุ่นใหม่ล่าสุดของสามีเธอ ที่แทบไม่เคยได้วิ่งทดสอบที่ไหน เพื่อพาหลานไปเยี่ยมยายที่ต่างเมืองระยะทางไกลกว่า 100 กิโลเมตร !!!

ลืมภาพออโตบาห์น หรือแม้แต่ถนนลูกรังไปได้เลย เพราะสถาพถนนตลอดเส้นทาง 104 กิโลเมตร จากมานน์ไฮม์ (Mannheim) ถึง เมืองฟอร์ซไฮม์ บ้านเกิดของ เบอร์ธา เบนซ์ นั้น จะเรียกว่าทางเกวียนก็คงไม่ผิดนัก ไหนรถยนต์คันแรกของโลก ที่มีขนาดเครื่องยนต์แค่สองแรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุดไม่เกิน 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทางที่รถสมัยใหม่ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่รถเบนซ์ รุ่นสาม ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งวัน

แน่นอนว่าการเดินทางไกลด้วยรถยนต์ครั้งแรกของโลกนี้ ไม่ได้ราบรื่นเหมือนเส้นทางกรุงเทพไปสระบุรี แม้จะเป็นโมเดลสาม แต่รถต้นแบบคันนี้เพิ่งมีโอกาสสัมผัสพื้นถนน และการใช้งานจริงเป็นครั้งแรก ความขลุกขลักเลยเกิดขึ้นตลอดทาง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมันหมด ถ้าในสมัยนี้แค่แวะปั้มน้ำมันที่มีอยู่เป็นระยะ แต่วันที่รถยนต์ยังไม่ถือกำเนิดมาเป็นทางการ จะให้ปั๊มน้ำมันมาสร้างเตรียมไว้ก่อนก็คงไม่ถูกต้อง เมื่อไม่มีปั๊มน้ำมัน เธอแก้ปัญหาด้วยการมองหาร้านขายยา แล้วเหมาลิโกรอิน(Ligroin) ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมชนิดหนึ่ง จนหมดทั้งร้านเพื่อเติมถังความจุด 4.5 ลิตรของเธอจนเต็ม รวมถึงสำรองไว้สำหรับเส้นทางอันยาวไกล ทำให้ร้านขายยาเล็กๆ นี่เองที่เป็นปั๊มน้ำมันอย่างไม่เป็นทางการแห่งแรกของโลก

หลังเติมน้ำมันได้ใช่ว่าปัญหาจะหมด เธอต้องสละที่หนีบผมเพื่อแก้ไขท่อน้ำมันที่อุดตัน แล้วยอมเสียสายรัดถุงเท้าคู่งามเพื่อทำเป็นฉนวนกันความร้อน รวมถึงไปขอให้ช่างเหล็กซ่อมโซ่ให้อีก แถมเนื่องจากเส้นทางเป็นเนินขึ้นลงเขาสลับกันทำให้เบรกที่ทำจากไม้เสื่อมประสิทธิภาพ เธอให้ช่างทำรองเท้าเย็บหนังอย่างหนาเข้าไปที่ตัวเบรกกลายเป็นที่มาของผ้าเบรกเวอร์ชันแรกของโลก

หลายหนที่ลูกๆ สองคนของเธอทั้งยูจีน และริชาร์ด ต้องลงมาช่วยดันรถขึ้นเนินสูงชัน เพราะเกียร์ที่ติดมาไม่เพียงพอ หลังจากกลับไปเจอสามีแล้วเธอได้บอกจุดบกพร่องนี้เพื่อพัฒนาปรับปรุงต่อไป

เบอร์ธา เบนซ์ พารถเบนซ์ รุ่นสาม ไปถึงที่หมายช่วงค่ำๆ ก่อนจะส่งโทรเลขไปแจ้งข่าวบอกสามีที่กำลังเป็นห่วง ก่อนจะขับรถกลับมาในอีกหลายวันต่อมา

การเดินทางไกลครั้งนี้ไม่เพียงจะช่วยเสริมกำลังใจให้กับสามีของเธอเท่านั้น แต่ข้อมูลตลอดการเดินทางไกลครั้งแรกนี้ ยังสร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการรถยนต์ในช่วงตั้งต้นให้พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว แล้วยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนทั่วไปให้มายอมรับรถยนต์มากขึ้น

ปัจจุบันมีการตั้งชื่อเส้นทางที่ เบอร์ธา เบนซ์ ขับรถพาลูกไปเยี่ยมยายว่า “ถนนอนุสรณ์ เบอร์ธา เบนซ์” (Bertha Benz Memorial Route) ซึ่งทุกสองปีจะมีการจัดแรลลี่เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันนั้น ปี 2008 เส้นทางประวัติศาสตร์นี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นเส้นทางอุตสาหกรรมที่เป็นมรดกแห่งมวลมนุษยชาติ

เรื่องราวของมนุษย์เมียที่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองนั้น ไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสามีของเธอเท่านั้น แต่ความกล้าพิสูจน์ความเชื่อมั่นที่มีต่อสามีของเธอนั้น ยังทำให้โลกนี้มีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่ารถยนต์ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนกล้าเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

การตัดสินใจขับรถทางไกลของเธอโดยไม่ปรึกษาสามีในวันนั้น ทำให้ชื่อ “เบอร์ธา เบนซ์” ถูกจารึกว่าเป็นคนที่ได้ขับรถคนแรกของโลกอย่างแท้จริง เคียงคู่ “คาร์ล เบนซ์” ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนประดิษฐ์รถยนต์คันแรก

ฝีมือล้วนๆ!! วิศวกร.ป4 วัย 70 ปี ผลิตรถไฟฟ้าใช้ชิลๆ

messageImage_1604639656062

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คุณตา “วิเชียร เรือนไทย” อายุ 70 ปี จบแค่ ป.4 แต่มีฝีมือคิดค้นประดิษฐ์รถโดยใช้ พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ มาขับเคลื่อน และสามารถใช้ได้จริง จนชาวบ้านยกให้เป็นวิศวกร ป.4 เผยผลิตมาแล้ว 3 คัน ล่าสุดเป็นรถไฟฟ้า 4 ล้อ สามารถบรรทุกผู้โดยสาร พาไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ เป็นการประหยัดเชื้อเพลิงได้เป็นจำนวนมาก ถือเป็นพลังงานทางเลือกที่สะอาดและปลอดมลพิษ หากใครสนใจไปเรียนรู้ได้จาก ตาวิเชียร ที่ ต.โผงเผง จ.อ่างทอง จ้า

ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส อาจชนโลกในอีก 48 ปี (คลิป)

11

ในประวัติศาสตร์โลกของเราถูกโจมตีด้วยหินอวกาศมาตลอด แต่โชคดีที่ทุกวันนี้ยังไม่มีหินขนาดใหญ่พุ่งชน ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้นักดาราศาสตร์ระมัดระวังเฝ้าจับตาดูท้องฟ้า เพื่อสังเกตหาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า และนานพอที่จะหาหนทางรับมือกับภัยคุกคามจากนอกโลกได้

 และล่าสุด นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวายและห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่นขององค์การนาซา ในสหรัฐอเมริกา เผยการศึกษาดาวเคราะห์น้อย 99942 อะโพฟิส (99942 Apophis) ระบุว่าดาวเคราะห์น้อยทรงแท่งสูงนี้เป็นหนึ่งในวัตถุที่น่ากังวลที่สุด เพราะอาจพุ่งชนโลกในปี พ.ศ.2611 จริงๆ แล้วมีการค้นพบดาวเคราะห์น้อย 99942 อะโพฟิส มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 โดยหอดูดาวแห่งชาติคิตพีค ซึ่งการสังเกตเบื้องต้นเมื่อหลายปีก่อนชี้ให้เห็นว่ามีโอกาสสูงถึง 2.4% ที่จะชนโลกในปี พ.ศ.2572 โชคดีที่การวิจัยเพิ่มเติมได้ลดความน่าจะเป็นไปได้ที่ 99942 อะโพฟิส จะชนโลกในปี พ.ศ.2572 แต่ถึงกระนั้นนักดาราศาสตร์ก็จับตาดู 99942 อะโพฟิส มาโดยตลอด

12

นักดาราศาสตร์เผยว่าตามข้อมูลตารางความเสี่ยง Sentry Risk Table ของนาซา แสดงโอกาส 1 ใน 150,000 ที่ 99942 อะโพฟิส จะพุ่งชนโลกในปี พ.ศ.2611 หรือในอีก 48 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงชนโลกของ 99942 อะโพฟิส ไม่น่าจะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ แต่หากชนจริงก็จะก่อหายนะแน่นอน ซึ่งตามการคำนวณทางฟิสิกส์เผยว่า 99942 อะโพฟิส จะทำให้เกิดการระเบิดเทียบเท่ากับ ระเบิดทีเอ็นทีขนาด 1,151 เมกะตัน ก็ไม่อยากจะคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะเป็นวันที่เลวร้ายสำหรับโลกขนาดไหน.

 

 

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1968405