คลังเก็บรายเดือน: กรกฎาคม 2020

เกมเรียงตัวเลข Number Puzzle Game เรียนรู้การเขียนเกมเลื่อนตัวเลข ใน 1 วัน

 

ถ้าท่านคิดว่าง่ายลองเล่นดู

- เรียนรู้การเขียนเกมเลื่อนตัวเลข ใน 1 วัน

เล่นเกมคลิกที่นี่

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ระบบเฟซบุ๊ก “แปลอัตโนมัติ” ทำงานอย่างไร

ระบบเฟซบุ๊ก "แปลอัตโนมัติ" ทำงานอย่างไร

การแปลภาษาอัตโนมัติของเฟซบุ๊ก เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาแต่ละท้องถิ่น แต่การใช้ AI เข้ามาช่วยและระบบที่ยังไม่เสถียร อาจสร้างความเข้าใจผิดในการสื่อสาร และจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการแปลให้แม่นยำขึ้น

ฟังก์ชั่น Facebook Translations หรือระบบการแปลภาษาของเฟซบุ๊ก เครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกในการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาท้องถิ่นมากกว่า 180 ภาษาทั่วโลก จุดประสงค์เพื่อลดข้อจำกัดการใช้ภาษา ให้สามารถติดต่อกันได้ง่ายทั่วโลก ผู้ใช้งานสามาถติดตั้งการแปลภาษาอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้เห็นภาษาอื่นที่ต้องการให้แปลทันทีโดยไม่เห็นข้อความต้นฉบับ ยกเว้นจะกลับไปคลิกที่รูปเครื่องจักรเพื่อกลับไปเห็นข้อความเดิมที่ยังไม่ได้แปล


อย่างไรก็ตาม การแปลอัตโนมัติโดยไม่เห็นข้อความภาษาอื่นต้นฉบับก็มีความสุ่มเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดจากระบบการแปลที่ผิดพลาด เพราะหลัก ๆ จะได้วิธีการแปล 3 วิธี คือ AI, ดิกชันนารี และ AI, อาสาสมัคร ป้อนฐานข้อมูล โดยเปิดรับอาสาสมัครทั่วโลกที่ต้องการเข้าร่วมแปล และมีระบบคัดกรองการแปลด้วยการโหวตจากทีมแปลด้วยกันเพื่ออนุมัตินำคำแปลมาใช้งานจริง

หน้าตาการใช้งานโหมดการแปลภาษาผ่านมือถือที่สามารถแปลใหม่ โหวตและรายงานข้อผิดพลาดการแปลได้นั้น “ปริญญา หอมเอนก” ผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี มองว่า ระบบการแปลผิดพลาดไม่น่าจะเกิดการแฮกระบบ แต่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลที่อาสาสมัคร ส่งให้ AI อ่านมากกว่า

การแปลเฟซบุ๊กจากภาษาที่อ่านไม่รู้เรื่อง จากไม่ใช่ภาษาเรามาเป็นภาษาเรา สามารถเซ็ตให้ไม่แปลได้ อย่างผมไม่เคยเซ็ตเลย เวลาเพื่อนโพสต์ภาษาฮังกาเรียน ระบบก็แปลให้เป็นภาษาอังกฤษเลย กลับกันคนที่โพสต์จากสำนักข่าวต่าง ๆ ระบบจะแปลหรือไม่อยู่ที่คนดู

เฟซบุ๊กเร่งปรับปรุงระบบแปลภาษา

เฟซบุ๊กเริ่มพัฒนาระบบให้รองรับการใช้งานกับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนอย่างครบถ้วนมาตั้งแต่ปี 2015 ส่วนกรณีการแปลภาษาผิดพลาด ในเบื้องต้นได้เฟซบุ๊กได้แถลงการณ์ขออภัยและชี้แจงถึงระบบการแปลภาษาที่ผิดลาด และก่อนหน้านี้เคยพบปัญหาการแปลผิดของเครื่องมือ ไม่เกี่ยวข้องกับการถูกแฮก หรือระบบความปลอดภัยรั่วไหล ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบถึงสาเหตุเพื่อหาแนวทางแก้ไข ปรับปรุงระบบการแปลให้ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพต่อไป

อังกฤษไขปริศนา ‘สโตนเฮนจ์’ ชี้แหล่งที่มา ‘แท่งหินขนาดยักษ์’ ได้แล้ว (ความรู้ทั่วไป)

messageImage_1596107717652

นักวิทย์อังกฤษไขความลับ ค้นพบแหล่งที่มาของ ‘แท่งหินขนาดยักษ์’ ที่อนุสรณ์สถานโบราณ ‘สโตนเฮนจ์’ ได้แล้ว หลังจากเป็นปริศนามายาวนาน

เมื่อ 30 ก.ค.63 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ในอังกฤษสามารถไขความลับอันยาวนานของ ‘สโตนเฮนจ์’ อนุสรณ์สถานโบราณตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ กลางทุ่งราบกว้างใหญ่บนที่ราบซอลส์บรี ในมณฑลวิลต์เชอร์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ โดยสามารถระบุสถานที่ที่เป็นแหล่งที่มาของก้อนหินขนาดมหึมาจำนวนมากเหล่านี้ได้แล้วว่า มาจากป่าเวสต์วูดส์ บริเวณชายป่าของทุ่งมาร์โบโร ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่ตั้งสโตนเฮนจ์ไปไกลประมาณ 15 ไมล์ หรือ 25 กิโลเมตร

จากผลการศึกษาในโครงการนี้ที่ถูกนำมาเผยแพร่ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ ‘Advance’ พบว่า จากการทดสอบทางธรณีเคมี บ่งชี้ว่า หินขนาดใหญ่ 50 ก้อน ในจำนวน 52 ก้อน ของหินบริเวณสโตนเฮนจ์เป็นหินทราย และมีแหล่งที่มาจากป่าเวสต์วูดส์

นายเดวิช แนสช์ นักวิชาการด้านธรณีสัณฐานวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยไบรจ์ตัน ซึ่งเป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ในโครงการศึกษาแหล่งที่มาหินที่สโตนเฮจน์ กล่าวว่า แท่งหินทรายขนาดใหญ่ที่แต่ะละแท่งมีขนาดความสูง 9.1 เมตร และหนักราว 30 ตัน ได้ถูกนำมาวางเรียงด้านนอกของวงกลมที่ซ้อนกันเป็น 3 วงของอนุสรณ์สถาน ‘สโตนเฮนจ์’ รวมทั้งบริเวณใจกลางของอนุสรณ์สถาน ที่เป็นแท่งหินแนวตั้ง 2 แท่ง และมีแท่งหินอีกแท่งวางทับอยู่ด้านบนในแนวขวาง

อย่างไรก็ตาม นายแนสช์ กล่าวว่า ขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถจะชี้ชัดได้ว่าหินขนาดมหึมาเหล่านี้ถูกขนย้ายจากป่าเวสต์วูดส์ มายังบริเวณที่ตั้งของสโตนเฮนจ์บนที่ราบซอลส์บรีได้ด้วยวิธีใด ซึ่งมีการสันนิษฐานกันว่าอาจเป็นการใช้วิธีลาก หรือการขนย้ายโดยใช้ลูกกลิ้งแต่เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด

ทั้งนี้ อนุสรณ์สถาน ‘สโตนเฮนจ์’ ประกอบด้วย แท่งหินขนาดยักษ์ จำนวน 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง โดยแท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันวางนอนลง และบางอันถูกวางซ้อนกัน โดยจากการหาอายุคาร์บอนกัมมันตรังสีในแท่งหินขนาดใหญ่เหล่านี้ในปี 2551 พบว่า หินก้อนแรกถูกวางตั้งในบริเวณนี้ตั้งแต่เมื่อประมาณ 2,400-2,200 ก่อนคริสตกาล.

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1900147

คลิกดูคลิป

คลิกดูคลิป

การสร้างสโตนเฮนจ์  อนุสรณ์สถานอันลึกลับ

จากเบื้องบน  ภาพถ่ายทางอากาศของสโตนเฮนจ์อยู่กลางหิมะ  วงกลมที่ล้อมรอบกลุ่มหินคือคันและคูดิน  ถัดออกไปคือหินฮีลและ  “แอเวนิว”   อันเป็นถนนโบราณ  ในรูปจะเห็นมีถนนยุคปัจจุบันตัดผ่าน

             มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของประเทศอังกฤษ  ใช้พื้นที่โล่งแจ้งของที่ราบซอลสเบอรีในวิลต์เชอร์  เป็นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่นานกว่า  800  ปี  ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการสร้างมูนดินขึ้น  2  วง  รวมทั้งแท่งหินที่ตั้งเป็นวงแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์อีก  2  วง  ปัจจุบันสถานเหล่าที่นี้เรียกกันว่า  “สโตนเฮนจ์”  (Stonehenge)

คลิกอ่านต่อ

ถ้ำสีฟ้า อ.แม่สอด ที่เที่ยวธรรมชาติสุด….

ที่เที่ยวธรรมชาติสุดอลังการ ‘ถ้ำสีฟ้า’ เป็นสถานที่เที่ยวสุดอันซีนใน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายในถ้ำมีความสวยงามของกลุ่มหินที่ถูกกัดกร่อนตามธรรมชาติ ที่รอให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัสกับความสวยงาม จะสวยงามขนาดไหนตามมาดูกันเลย

11

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภายในตัวถ้ำเมื่อเข้าไปจะพบกับอุโมงค์งวงช้าง กลุ่มหินที่ถูกกัดกล่อนจนเป็นโพรง มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับงวงช้างขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย และที่มาของชื่อ ‘ถ้ำสีฟ้า’ เพราะเนื้อหินที่นี่จะมีสีออกสีฟ้า ไม่มีสีแดง หรือสีส้ม เหมือนถ้ำที่อื่นๆ เป็นความอลังการตามธรรมชาติที่สวยงามมาก

13 12

สามารถมาเที่ยวได้ตลอดปี ถนนเดินทางสะดวกจอดรถแล้วเดินเที่ยวชมได้เลย ที่นี่เป็นสำนักสงฆ์มีลานจอดรถสะดวกสบาย แต่แนะนำให้พกไฟฉายมาด้วย เพราะในตัวถ้ำที่เราจะเดินเยี่ยมชมไม่มีไฟ

 16 15 14

การเดินทาง : วิ่งจากวงเวียนแม่สอด มาทาง อ.พบพระ มุ่งหน้ามาน้ําตกธารารักษ์ ก่อนถึงตัวน้ำตกทางด่านซ้ายจะมีป้าย ‘สำนักสงฆ์ถ้ำพระ’ เลี้ยวซ้ายเเล้วขับมาอีก 6 กิโล ถนนจะมาสุดที่ถ้ำสีฟ้า

พิกัด : https://goo.gl/maps/AJsw1pE4anbBdT5A6

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจากเพจ : NickyPrim

7 เหตุผลที่ทำให้ “อินทผลัม” เป็นผลไม้มหัศจรรย์ (ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์)

  7 เหตุผลที่ทำให้อินทผลัม เป็นผลไม้มหัศจรรย์ เช่น มีวิตามิน ไฟเบอร์ ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด บำรุงกระดูก หรือช่วยคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร ติดตามกับ คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ จากศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

hqdefault

download

1435029666-LOT50481-o

อินทผลัม สรรพคุณผลไม้มหัศจรรย์จากแดนอาหรับ

          ทุกคนคงเคยเห็นเจ้าผลไม้ตากแห้ง ที่มีชื่อว่า “อินทผลัม” หรือที่หลายคนเรียก “อินทผาลัม” ซี่งมีลักษณะเป็นผลรี ๆ เล็ก ๆ แห้ง ๆ สีน้ำตาลเข้ม วางขายอยู่ตามแผนกผลไม้ตากแห้งกันใช่มั้ยคะ หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่เพียงผลไม้ตากแห้งธรรมดาไม่มีความพิเศษอะไร แต่ที่จริงแล้วเจ้าอินทผลัมนี้ นอกจากจะเป็นผลไม้ต่างถิ่นที่มีราคาค่อนข้างสูงแล้ว ยังมีคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพอีกด้วย ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับอินทผลัมกันดีกว่าค่ะ
อินทผาลัม

 

อินทผลัม กับต้นกำเนิดจากแดนไกล

        อินทผลัม หรือ อินทผาลัม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Date Palm และมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera เป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยผู้ผลิตอินทผลัมรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ

อินทผลัมเป็นผลไม้ที่มีปลูกในประเทศไทยเป็นจำนวนน้อย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าอินทผลัมควบคู่ไปด้วย ซึ่งอินทผลัมส่วนใหญ่ที่นำเข้ามักอยู่ในรูปทั้งผลไม้สดและแปรรูปแล้ว

อินทผาลัม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของอินทผลัม

อินทผลัมเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลปาล์ม มีความสูงประมาณ 30 เมตร ลำต้นมีขนาดประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีใบติดอยู่บนต้นประมาณ 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร ใบเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกจะออกจากโคนใบ ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ออกเป็นช่อรสหวานฉ่ำ

ต้นอินทผลัมจะเริ่มให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุ 5–7 ปี และมีอายุยืนยาวถึงกว่า 100 ปี โดยจะให้ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยประมาณ 7,000–8,000 ลูกต่อปี หรือประมาณ 100–150 กิโลกรัม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของต้น อินทผลัมสามารถกินได้ทั้งผลดิบและสุก โดยผลจะมีสีเหลืองจนถึงสีส้มและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้มเมื่อแก่จัด ผลสุกจัดมักนิยมนำไปตากแห้ง ทำให้สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลาหลายปี และมักมีคนเข้าใจผิดว่ารสหวานจัดของอินทผลัมนั้นเกิดจากการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมด้วยน้ำตาล

  อินทผลัม

อินทผลัมเป็นผลไม้ที่มีหลากหลายพันธุ์เช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่น ๆ โดยแต่ละสายพันธุ์ก็มีเกรด ราคา รวมทั้งรสชาติแตกต่างกันด้วย ซึ่งพันธุ์ที่นิยมปลูกกันนั้น ได้แก่

– พันธุ์ Barhee หรือ Barhi  (บาร์ฮี หรือ “บัรฮี) เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการรับประทานผลสดโดยเฉพาะ มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์ Barhi เป็น “แอบเปิลแห่งตะวันออกกลาง”

– พันธุ์ Deglet Nour (เดกเล็ท นัวร์) เป็นพันธุ์รับประทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดจากประเทศแอลจีเรียและประเทศตูนิเซีย ในวงการอินทผลัมถือว่าเป็น “ราชินีแห่งอินทผลัม” เป็นพันธุ์ที่นิยมส่งออกไปขายต่างประเทศทั่วโลกมากที่สุด รสชาติไม่หวานมาก หวานปนมัน ไม่แข็งกระด้าง เหนียวไม่มาก เนื้อนุ่ม

– พันธุ์ Medjool หรือ Medjhol หรือ Medjull (เมดจูล) บางครั้งเรียกว่า Ambatt (อัมบาต) หรือที่เรียกกันว่า “พันธุ์ ๗ เม็ดศอก” เพราะเป็นพันธุ์ที่มีผลขนาดใหญ่ที่สุดในตอนนี้ เป็นพันธุ์รับประทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดในประเทศโมร็อกโก ในวงการอินทผลัมถือว่าเป็น “ราชาแห่งอินทผลัม” เป็นพันธุ์ดีที่นิยมส่งขายไปทั่วโลกเช่นเดียวกัน เนื้อนุ่ม เนื้อทราย รสชาติหวานฉ่ำ และหวานมาก ๆ

– พันธุ์ Ajwa หรือ Ajwah (อัจวะ หรือ อัจวะห์ หรือออกเสียงเร็ว ๆ ว่า “อัจ – จะ – วะห์) เป็นพันธุ์รับประทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นพันธุ์ที่ปรากฏในคัมภีร์ของอัลกุรอานของศาสนาอิสลาม เนื้อเหนียว หนึบ เมื่อแก่ใหม่ ๆ รสชาติจะนุ่ม ไม่หวานเหมือนความหวานของอินทผลัมพันธุ์อื่น หวานหอมลงคอ

– พันธุ์ Mabroom (อ่านว่า มับรูป หรืออ่านออกเสียงเร็ว ๆ ว่า มับ – บะ – รูม) แหล่งกำเนิดที่มีชื่อเสียงมาจากเมืองมาดีนะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

– พันธุ์ Zahidi – Zehdi – Zahdi (อ่านว่า ซาฮิดิ) มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรักและอิหร่าน

อินทผาลัม

อินทผลัม สรรพคุณอันน่าอัศจรรย์ กับคุณค่าทางโภชนาการ

อินทผลัมเป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและไขมันต่ำ นอกจากนี้เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามิน A, วิตามิน B1, วิตามิน B2, วิตามิน B6, วิตามิน K, แคลเซียม, ซัลเฟอร์, เหล็ก, โพแทสเซียม, ฟอสฟอรัส, แมงกานีส, แมกนีเซียม และน้ำมันโวลาไทล์ แถมยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งช่วยในการลดอาการท้องผูก

          อินทผลัมอุดมไปด้วย เบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทิน ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งในช่องท้อง ช่วยบำรุงร่างกาย แก้โรควิงเวียนศีรษะ แก้กระหาย ช่วยลดเสมหะภายในลำคอ หากรับประทานอินทผลัมยามเช้าขณะท้องว่าง อินทผลัมจะทำการฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และสารพิษที่ตกค้างที่อยู่ในลำไส้ และระบบทางเดินอาหาร เพราะอินทผลัมมีฤทธิ์ในการกำจัดสารพิษและช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิดซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และจากรายงานการวิจัยในประเทศซาอุดีอาระเบีย พบว่าอินทผลัมสามารถช่วยทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง และช่วยป้องกันเยื่อบุในกระเพาะอาหาร ช่วยลดความรุนแรงของแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้อินทผลัมสดนั้นยังมาคั้นเป็นน้ำเพื่อดื่ม โดยมีประโยชน์ไม่แพ้ผลอินทผลัมแห้งเลยแม้แต่น้อย 

อินทผลัมยังมีประโยชน์อีกมากมาย ได้แก่

– บำรุงร่างกาย เพิ่มกำลัง ขจัดความเมื่อยล้า
– ช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักน้อยเกินไป
– บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน
– บำรุงสายตา
– ช่วยดูแลและควบคุมระบบประสาท
– ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดในสมอง
– ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน
– ช่วยลดความดันโลหิตสูง
– ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ
– ช่วยกระตุ้นระบบการย่อยและช่วยดูดซึมสารอาหาร
– ตามความเชื่อในคัมภีร์อัลกุรอานช่วยรักษาและบำบัดพิษต่าง ๆ ด้วยการรับประทานวันละ 7 เม็ด
– ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เพราะในอินทผลัมมีสารฟีลกูลีน ซึ่งช่วยบำรุงการหลั่งน้ำเชื้อของเพศชายได้

อินทผลัม กับ เบาหวาน รักษาได้จริงหรือ

นายแพทย์ Juma M Alkaabi ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ทำการวิจัยกับผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานผลอินทผลัมและพบว่า การรับประทานผลอินทผลัมนั้นไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นแต่อย่างใด สาเหตุเพราะน้ำตาลที่อยู่ในอินทผลัมนั้นเป็นน้ำตาลที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ขณะที่ อ.สุทธิวัสส์ คำภา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องธรรมชาติบําบัด เสริมข้อมูลด้วยว่า การกินอินทผลัมนั้นยังช่วยบำรุงตับอ่อนอีกด้วย ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงสามารถรับประทานอินทผลัมได้

อย่างไรก็ตาม ก็ควรกินอินทผลัมในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป

อินทผาลัม

อินทผลัมช่วยเพิ่มน้ำนมได้จริงหรือไม่ 

อินทผลัมมีประโยชน์ช่วยในการเพิ่มน้ำนมให้แก่มารดา โดยสถาบันฮาลาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า การกินอินทผลัมจะช่วยลดความกดดันและบรรเทาภาวะซึมเศร้าของมารดา ทำให้น้ำนมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสารอาหารในน้ำนม ทำให้บุตรเติบโตอย่างแข็งแรง

แม่ท้องกินอินทผลัมได้ไหม

มีผลการวิจัยว่าอินทผลัมมีสารกระตุ้นชนิดหนึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งจะช่วยให้การบีบตัวของมดลูกเป็นไปอย่างง่ายดายในช่วงเดือนสุดท้ายในการตั้งครรภ์ และยังช่วยลดการสูญเสียเลือดในขณะคลอด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานอีกด้วย

อินทผลัม อ้วนไหมถ้ากิน

อินทผลัมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งช่วยในระบบการย่อย และยังช่วยทำให้อิ่มได้ อินทผลัมมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ทำให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น ซึ่งการมีระบบขับถ่ายที่ดีก็สามารถทำให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้อ้วนได้ หากเลือกอินทผลัมที่มีการเติมส่วนผสมของน้ำตาลลงไป ดังนั้นจึงควรเลือกอินทผลัมที่ไม่หวานนัก

อินทผาลัม

อินทผลัมกับชาวมุสลิม

ชาวมุสลิมถือว่าอินทผลัมนั้นเป็นผลไม้ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ เนื่องจากในคัมภีร์อัลกุรอานได้มีการบันทึกเกี่ยวกับอินทผลัมอยู่หลายครั้ง ซึ่งชาวมุสลิมยังนิยมรับประทานอินทผลัมในช่วงเดือนถือศีลอด หรือ เดือนรอมฎอน อีกด้วย เนื่องจากในคัมภีร์อัลกุรอานได้บัญญัติไว้ว่าสามารถละศีลอดด้วยการกินอินทผลัมแทนการดื่มน้ำได้ และช่วนลดอาการอ่อนเพลียในช่วงอดอาหาร นอกจากนี้ ชาวมุสลิมยังเชื่อว่าการกินอินทผลัมจะช่วยป้องกันไสยศาสตร์ได้อีกด้วยค่ะ

ข้อควรระวังในการกินอินทผลัม

หากใครมีปัญหาสุขภาพหรือมีความบกพร่องในการขจัดโพแทสเซียมออกจากร่างกายควรระวังในการกิน เพราะอินทผลัมมีโพแทสเซียมสูง อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง เบาหวาน และภาวะหัวใจล้มเหลว

 ถึงแม้อินทผลัมจะมีประโยชน์มากมาย เราก็ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ คือประมาณ 5-10 ผลต่อวัน เพราะผลไม้ทุกชนิดจะให้ประโยชน์ต่อเมื่อเรากินในปริมาณที่เหมาะสมนะคะ หากเรากินให้ถูกต้องรับรองว่าการมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลmedthai.com, food.ndtv.com, organicfacts.net, ncbi.nlm.nih.gov, nutritionj.com

เปิดหลักฐานนักฟิสิกส์คำนวณความเร็วเฟอร์รารี่ บอส หลังหลุดแฉพยานชี้ขับ 80 (มีคลิปเต็ม)

เปิดหลักฐานนักฟิสิกส์คำนวณความเร็วเฟอร์รารี่ บอส หลังหลุดแฉพยานชี้ขับ80

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จากกรณีอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีขับรถชนดต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 ทำให้หลุดในทุกข้อหาของคดีนี้ และเตรียมถอนหมายจับ ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเพจ CSI LA ได้โพสต์หลักฐานที่ระบุว่า “ผู้เชี่ยวชาญภาคฟิสิกส์คณะวิทยาศาสตร์มหาลัยจุฬาคำนวณว่ารถเฟอร์รารี่ที่นายบอสขับมาด้วยความเร็ว 177 กม.ต่อชม.บวกหรือลบ 17 กม.ต่อชม.แถมโรงพยาบาลรามายังพบสารโคเคนในเลือดของนายบอสอีก แต่ตำรวจยังทำสำนวนให้อ่อนจนนายบอสหลุดคดีจนได้ คุกไทยมีไว้ขังคนจนจริงๆ”

ด้าน รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ ได้โพสต์ข้อความในลักษณะเดียวกันว่า “Ferrari F12 เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราสมรรถนะสูง เครื่องยนต์กลางลำหน้า ขับเคลื่อนสองล้อ ผลิตโดยบริษัทรถยนต์สัญชาติอิตาลี มีเครื่องยนต์ขนาด 12 สูบ 6262 ซีซี แรงม้าได้ถึงใจ 740 แรงม้า รอบของการวิ่งอยู่ที่ 8700 รอบต่อนาที มีระบบเกียร์ 7 speed แบบ Dual-Clutch อัตราเร่งจาก 0 ถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 8.3 วินาที”

ผู้เชี่ยวชาญภาคฟิสิกส์คณะวิทยาศาสตร์มหาลัยจุฬาคำนวณว่ารถเฟอร์รารี่ที่นายบอสขับมาด้วยความเร็ว177 กม.ต่อชม.บวกหรือลบ17กม.ต่อชม.แถมโรงพยาบาลรามายังพบสารโคเคนในเลือดของนายบอสอีก แต่ตำรวจยังทำสำนวนให้อ่อนจนนายบอสหลุดคดีจนได้ คุกไทยมีไว้ขังคนจนจริงๆ

 11

12

เอกสารลับที่คนวงในส่งมาครับที่อธิบายว่าทำไมนายบอสถึงรอด

เป็นหนังสือคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ​ ที่ตำรวจปั้นพยานขึ้นมาสองคนหลังเหตุเกิดไป8ปี​แล้ว​ พยานให้การว่าเห็นนายดาบขับรถตัดหน้า​ ทำให้นายบอสไม่ถือว่าประมาทเลยสั่งไม่ฟ้อง​ ประเด็นอยู่ที่ฝ่ายนายบอสร้องขอความเป็นธรรม​ แล้วอยู่ๆเดือนธันวาคม​ 2562 มีพยานโผล่มา​สองคน​ ว่าขับรถตามกันมา ด้วยความเร็ว80 กม.ต่อ​ชม. ประเด็นอยู่ที่ฝ่ายนายบอสร้องขอความเป็นธรรม​ แล้วอยู่ๆเดือนธันวาคม​ 2562 มีพยานโผล่มา​สองคน​ ว่าขับรถตามกันมา ด้วยความเร็ว80 กม.ต่อ​ชม. เอาคำให้การบุคคลมาหักล้างผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์มันใช้ไม่ได้

นี่สาเหตุที่ผู้ตายคือผู้ต้องหาที่2

21

22

23

ชมคลิปจีนนำ ‘AG600’ เครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกทะยานเหนือทะเลครั้งแรก

(แฟ้มภาพซินหวา)

(แฟ้มภาพซินหวา)

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กลุ่มจีน รายงาน (26 ก.ค.) — เอจี 600 (AG600) เครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่ที่จีนพัฒนาขึ้นเองประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการบินเหนือทะเลเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ (26 ก.ค.) ในเมืองชิงเต่า เมืองริมฝั่งในมณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน

AG600 ทะยานขึ้นจากพื้นผิวทะเลของชิงเต่าเมื่อเวลา 10.18 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเสร็จสิ้นเที่ยวบินทดลองหลังขึ้นบินเป็นเวลาประมาณ 31 นาที นับเป็นก้าวสำคัญของโครงการเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่

ความสามารถและขนาดของเจ้านกเหล็กสะเทินน้ำสะเทินบก AG600 ได้แก่ ระวางน้ำหนักขึ้นบินสูงสุด (maximum take-off weight) 53.5 ตัน อัตราเร็วสูงสุด (maximum cruising speed) 500 กม./ชม. ระยะเที่ยวบินสูงสุด (maximum flight range) 4,500 กม. ความทนทานสูงสุด (maximum endurance) 12 ชม.

ขนาดเครื่องบินฯ ยาว 37 เมตร ความยาวปีกจากปลายขอบปีกด้านหนึ่งถึงขอบนอกปีกอีกด้านหนึ่ง (wingspan) 38.8 เมตร ขนาดใหญ่เกือบเท่ากับโบอิ้ง 737

AG600 สามารถขึ้นบินและลงจอดเหมือนเครื่องบินทั่วไป และยังสามารถขึ้นบินและลงจอดในทะเลในระยะผิวน้ำในช่วงความยาวอย่างน้อย 1,500 เมตร ความกว้าง 200 เมตร และที่ความลึก 2.5 เมตร

ทั้งนี้ AG600 มีชื่อว่า “คุนหลง” ได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยการพัฒนา AG600 แสดงถึงนวัตกรรมล้ำสมัยของจีนในสาขานี้

https://mgronline.com/china/detail/9630000076672

ขวดพกพับได้

เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ - ขวดพกพับได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ขวดพกพับได้ – ดิโฟลด์ เทค จากประเทศบัลแกเรีย เปิดตัว “ดิโฟลด์” (DiFold) ขวดน้ำใช้ซ้ำและพับได้ขวดแรกของโลก ผลิตจากเทอร์โมพลาสติก โพลีเมอร์ คุณภาพระดับพรีเมียม ทนทานต่อการใช้งาน ปราศจากสารบีพีเอ และผ่านการรับรองว่าปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาของสหภาพยุโรป (อียู) ดิโฟลด์ออกแบบมาโดยเฉพาะและใช้ศิลปะการพับกระดาษโอริงามิของญี่ปุ่นเป็นรูปแบบในการพับขวด

จากขนาดขวดที่จุได้ถึง 750 มิลลิลิตร กว้าง 3 นิ้ว และสูง 8.3 นิ้ว เมื่อพับลงจะเหลือความสูง 2.2 นิ้ว และยังหนักแค่ 120 กรัม เล็กกะทัดรัดเหมาะแก่การพกพาไปใช้ทุกที่ทุกเวลา

ดิโฟลด์ใช้สแตนเลส 100% ในส่วนฝาปิดขวดและเส้นใยเชื่อมรอยพับบนขวด เมื่อดึงขวดจนตึงและปิดฝา ขวดดิโฟลด์จะคงรูป แม้ใช้มือกดแรงๆ ที่ส่วนปากและก้นขวดเข้าหากัน รูปทรงของขวดจะยังคงที่ เพราะขวดดิโฟลด์จะพับก็ต่อเมื่อผู้ใช้ดึงตามรอยพับอย่างเป็นขั้นตอน โดยดึงมุมของรอยพับจากด้านล่างสุด ตามด้วยส่วนกลาง และด้านบนสุด จึงไม่มีทางพับลงจนน้ำหกเลอะเทอะขณะใช้งาน

ที่สำคัญการใช้ขวดดิโฟลด์ยังช่วยลดปัญหาขวดพลาสติกล้น โลก ทุกๆ การเติมน้ำหรือเครื่องดื่มใส่ดิโฟลด์ ลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตขวดพลาสติกได้ ถึง 100 กรัม

นอกจากนี้ยังลดปัญหาขวดน้ำใช้ซ้ำที่หลายคนเผชิญหน้า ทั้งความ ยุ่งยากในการพกพา หนัก ใช้พื้นที่ในกระเป๋าจนใส่ของอื่นๆ แทบไม่ได้ และทำความสะอาดยาก

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_4583662

ประวัติศาสตร์จารึก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปล่อยจรวดส่งยานสำรวจดาวอังคารครั้งแรก (คลิป)

messageImage_1595826889130

จรวดส่งยานอวกาศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกยิงออกสู่อวกาศได้สำเร็จเมื่อวันอาทิตย์ และขณะนี้กำลังเดินทางทำภารกิจสำรวจดาวอังคารครั้งแรกของประเทศ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า จรวด ‘H2-A’ ถูกยิงออกจากศูนย์อวกาศ ‘ทาเนะงาชิมะ’ ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. 2563 ส่งยานอวกาศ ‘โฮป’ (Hope) หรือ ‘ความหวัง’ ออกนอกโลกไปทำภารกิจเดินทาง 500 ล้านกิโลเมตร เพื่อไปศึกษาสภาพอากาศของดาวอังคาร
ภารกิจส่งยานสำรวจดาวอังคารของยูเออี ถูกเลื่อนถึง 2 ครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย โดย ยาน โฮป มีกำหนดเดินทางถึงดาวเคราะห์สีแดงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 และในเดือนนี้ ยูเออีมีกำหนดการส่งยานอวกาศไปดาวอังคารอีก 2 ลำด้วย
ทั้งนี้ หากยาน โฮป เดินทางถึงดาวอังคารได้สำเร็จ ยูเออี ที่เพิ่งก่อตั้งสำนักงานอวกาศในปี 2557 เท่านั้น จะได้เข้าไปรวมกลุ่มกับมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ, รัสเซีย, ยุโรป และอินเดีย ที่เคยส่งดาวเทียมไปดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ได้สำเร็จ ขณะที่จีนมีแผนจะส่งยานอวกาศไปในปีหน้า
ยูเออียังวางเป้าหมายให้ ยาน โฮป ไปเก็บข้อมูลที่ไม่เคยมีใครเก็บมาก่อนจากดาวอังคาร โดยไปปรึกษากับกลุ่มนักวิเคราะห์ภารกิจสำรวจดาวอังคาร (MEPAG) ของนาซา ซึ่งพวกเขาแนะนำให้ ยาน โฮป ศึกษาเรื่องการเคลื่อนที่ของพลังงานผ่านชั้นบรรยากาศจากด้านล่างขึ้นบน ตลอดทุกช่วงเวลาของวัน และทุกฤดูกาลในแต่ละปี

นอกจากนี้ ยาน โฮป จะตรวจสอบเรื่องพฤติกรรมของอะตอมที่เป็นกลางของ ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน ที่ด้านบนสุดของชั้นบรรยากาศ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่า อะตอมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการกัดเซาะของชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร จากฝีมือของอนุภาคพลังงานที่ดวงอาทิตย์ปล่อยออกมา ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำบนดาวเคราะห์ดวงนี้หายไป

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1893021

เตือนเล่นน้ำระวังแมงกะพรุน หลังชาวประมงถูกพิษดับ

1595811568202@2x

   ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง.(ทช.) ระยองพบได้ทั้งแมงกะพรุนกล่องและแมงกะพรุนไฟ ยังระบุไม่ได้ชาวประมงดับจากชนิดใดต้องให้แพทย์วินิจฉัย เตือนระมัดระวังกิจกรรมทางน้ำ หากโดนพิษแมงกะพรุนใช้น้ำส้มสายชูราดทันที…

messageImage_1595772620031

แมงกะพรุนกล่อง ในกลุ่มนี้มีพิษและทำให้เกิดอาการอิรูคันจิ (Irukandji syndrome) บริเวณที่ได้รับพิษจะมีอาการปวดอย่างรุนแรง แต่อาจไม่ปรากฏรอยไหม้ ในช่วงแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย และจะรุนแรงขึ้นหลังจากนั้นประมาณ ๕-๔๐ นาที จะมีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน หายใจลำบาก ไอ เป็นตะคริว กล้ามเนื้อหดเกร็ง ความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็วผิดปกติแต่มักไม่ทำให้เสียชีวิต เพียงแต่ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่สบาย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้จมน้ำได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ วิธีปฐมพยาบาล ใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่ถูกแมงกะพรุนอย่างต่อเนื่อง นานอย่างน้อย ๓๐ วินาที (ห้ามราดด้วยน้ำจืด) และรีบนำส่งโรงพยาบาล และหากไม่มีอาการใดๆ ก็สามารถกลับบ้านได้

12

แมงกะพรุนในกลุ่มนี้ มีหนวดจากบริเวณฐานหนวดทั้ง 4 มุมแตกแขนง อาจแตกแขนงเฉพาะด้านที่ออกนอกลำตัวหรือแตกแขนงออกทั้งสองด้านแบบก้างปลา หรือสลับฟันปลา อาการเมื่อสัมผัสแมงกะพรุนจะปวดมากบริเวณบาดแผล หลัง ลำตัว หรือศีรษะ กระสับกระส่าย เหงื่อออกมาก ขนลุก คลื่นไส้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก กรณีไม่มีชีพจร ให้ปั๊มหัวใจ ทั้งนี้ วิธีปฐมพยาบาล ใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่ถูกแมงกะพรุนอย่างต่อเนื่อง นานอย่างน้อย 30 วินาที (ห้ามราดด้วยน้ำจืด) และรีบนำส่งโรงพยาบาล และหากไม่มีอาการใดๆ ก็สามารถกลับบ้านได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/politics/786832