คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2020

นักวิทยาศาสตร์พบไมโครพลาสติกสะสมอยู่ในผักและผลไม้

_113111630_fruitandveg.jpg

นักวิทยาศาสตร์พบไมโครพลาสติกสะสมอยู่ในผักและผลไม้ – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน หลังจากผลการศึกษาจากอิตาลีพบว่ามีพลาสติกขนาดจิ๋วที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือที่เรียกว่า ไมโครพลาสติก สะสมอยู่ในผักและผลไม้ที่เรานิยมบริโภคกัน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาตาเนีย ในแคว้นซิซิลี ตีพิมพ์ผลการศึกษาชิ้นนี้ในวารสาร Environmental Research โดยระบุว่า พบไมโครพลาสติกอยู่ในผักผลไม้ต่าง ๆ เช่น ผักรับประทานใบ ประเภทผักกาดหอม รวมทั้ง บรอกโคลี มันฝรั่ง และลูกแพร์

แต่พืชที่พบอนุภาคพลาสติกสะสมอยู่ในระดับสูงที่สุดได้แก่ แอปเปิล และแครอท

fruit-and-vegetables.
Getty Images

ทีมนักวิจัยเชื่อว่านี่เกิดจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “หยาดน้ำฟ้า″ (precipitation) ซึ่งหมายถึงหยดน้ำ และน้ำแข็ง ที่เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำแล้วตกกลับมาสู่พื้นโลกในรูปของ น้ำฝน ลูกเห็บ และหิมะ เป็นต้น

พวกเขาชี้ว่า ไมโครพลาสติกที่อยู่ในมหาสมุทรได้เกิดกระบวนการดังกล่าว แล้วไปจับตัวอยู่ในเมฆ จากนั้นได้ตกกลับสู่พื้นโลกโดยปนเปื้อนอยู่ในน้ำฝน แล้วพืชได้ดูดซับเอาไมโครพลาสติกเข้าไปทางราก

ทีมนักวิจัยพบว่า ผลไม้มีระดับไมโครพลาสติกสะสมอยู่มากกว่าผัก เนื่องจากเป็นไม้ยืนต้น ซึ่งมีรากใหญ่ที่หยั่งลงไปในดินได้ลึกกว่าผัก

microplastics
Getty Images

ไมโครพลาสติกที่พบอยู่ในมหาสมุทร

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นของทีมนักวิทยาศาสตร์ในจีนและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Sustainability โดยพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า รากของผักกาดและข้าวสาลีสามารถดูดซับไมโครพลาสติกได้ แล้วส่งอนุภาคพลาสติกไปยังส่วนที่กินได้ซึ่งอยู่เหนือพื้นดิน

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยระบุว่า ระดับของไมโครพลาสติกที่พบสะสมอยู่ในผักและผลไม้นั้น ยังมีปริมาณน้อยกว่าไมโครพลาสติกที่พบในน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกเสียอีก


ไมโครพลาสติกคืออะไร

ไมโครพลาสติก เป็นอนุภาคขนาดจิ๋วของพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึง 5 มิลลิเมตร

ไมโครพลาสติก เกิดจากพลาสติกชิ้นใหญ่กว่าที่สลายตัวออกจากกัน เช่น ขวดพลาสติก ถุงและภาชนะพลาสติกที่สลายตัวในดินหรือทะเล แล้วก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม


มาเรีย เวสเตอร์บอส ผู้ก่อตั้งกลุ่มรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ชื่อ Plastic Soup Foundation กล่าวว่า “เราทราบกันมาหลายปีแล้วเรื่องการพบพลาสติกในสัตว์น้ำเปลือกแข็งและปลา แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ทราบว่าพลาสติกเข้าไปสะสมอยู่ในผัก”

“ถ้ามันเข้าไปสะสมอยู่ในพืชผักต่าง ๆ ได้ ก็เท่ากับว่ามันจะเข้าสู่สิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่กินพืช ซึ่งหมายถึงเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ”

“สิ่งที่เราต้องค้นหาคือมันจะส่งผลต่อพวกเราอย่างไร” เวสเตอร์บอส กล่าว

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่า การบริโภคไมโครพลาสติกเข้าไปจะส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพของคนเรา แต่หลายฝ่ายชี้ว่าข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้เป็นเรื่องที่ “น่ากังวล”

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_4399351

‘นาซา′ เผยคลิป Time-Lapse 1 ทศวรรษของดวงอาทิตย์

maxresdefaultdownload1

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

   องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) เผยคลิปอันหน้าอัศจรรย์ของดวงอาทิตย์ ในชื่อ A Decade of Sun หรือ 1 ทศวรรษของดวงอาทิตย์ โดยได้นำภาพถ่ายดวงอาทิตย์ ความชัดระดับ 4K ทั้งหมด 425 ล้านรูป ที่ถ่ายไว้ยาวนาน 10 ปี นำมาทำไทม์แลปส์ (Time-Lapse) ได้คลิปความยาว 61 นาที

https://ch3thailandnews.bectero.com/news/195637

NASA | Thermonuclear Art – The Sun In Ultra-HD (4K)

คลิกดูคลิป ความละเอียด 4 K

สร้าง “ดวงอาทิตย์จำลอง” ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

โครงการสร้าง “ดวงอาทิตย์จำลอง” ขึ้นบนโลก โดยอาศัยพลังงานฟิวชัน กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการด้วยความร่วมมือระดับนานาชาติ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ลองคิดดูสิว่า หากเราสามารถสร้าง “ดวงอาทิตย์จำลอง” ขึ้นบนโลกได้จะเป็นอย่างไร? นี่อาจจะฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อฝัน แต่ความจริงโครงการนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการแล้ว โดยอาศัยพลังงาน ฟิวชัน (Fusion Power) ซึ่งเป็นรูปแบบพลังงานที่หลายคนเชื่อว่าเป็นคำตอบของทั้งปัญหาด้านพลังงานและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่โลกเรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ปัจจุบัน โครงการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ทดลอง อย่างโครงการ ITER (มีความหมายว่า “เส้นทาง หรือ การเดินทาง” ในภาษาละติน) และโครงการ JT-60SA (Super Advanced) กำลังอยู่ในขั้นตอนการสร้าง ด้วยความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งมีหลายประเทศมหาอำนาจ รวมถึงประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมด้วย

ฟิวชัน ถือว่าเป็น “พลังงานในฝัน” เลยทีเดียว เพราะมันเป็นขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่ที่ไม่เพียงปลอดภัย แต่ยังปราศจากการปล่อยคาร์บอน ในบทความนี้ เราจะพาไปรู้จักกับพลังงานฟิวชัน และเรียนรู้ถึงความน่าสนใจของโครงการแห่งอนาคตนี้

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

แหล่งพลังงานประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่มีวันหมด : พลังงานฟิวชันทำงานอย่างไร?

สรุปง่าย ๆ ฟิวชัน คือ การสร้างปฏิกิริยาฟิวชันที่เกิดขึ้นภายในดาวฤกษ์และดวงอาทิตย์ขึ้นมาใหม่บนโลก โดยเราได้สัมภาษณ์ นายทาคุมะ วาคาสึกิ นักวิจัยด้านฟิวชัน แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัมและรังสีแห่งชาติ (QST) และขอให้เขาช่วยอธิบายคอนเซ็ปต์นี้ในแบบที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้

“ทุกสิ่งในจักรวาลนี้ล้วนประกอบขึ้นด้วยอะตอม และอะตอมก็ประกอบขึ้นด้วยนิวเคลียสและอิเล็กตรอน เมื่อนิวเคลียสเหล่านี้ปะทะกันด้วยความเร็วสูง มันจะรวมตัวกันเป็นอะตอมที่หนักขึ้น ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า ฟิวชัน นายทาคุมะ วาคาสึกิ อธิบาย คุณอาจจะไม่คุ้นเคยกับกระบวนการที่ว่านี้ แต่เราทุกคนล้วนได้รับประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่สร้างขึ้นจากกระบวนการฟิวชัน เป็นแหล่งพลังงานที่มอบแสงสว่างให้เราในทุก ๆ วัน ซึ่งก็คือ ดวงอาทิตย์ นั่นเอง ปฏิกิริยาฟิวชันที่เกิดขึ้นระหว่างนิวเคลียสไฮโดรเจนของดวงอาทิตย์คือต้นกำเนิดของความร้อน และแสงสว่างที่มนุษย์เราได้รับในทุก ๆ วัน

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

อย่างที่เราเห็นได้จากดวงอาทิตย์ว่า ฟิวชันสามารถผลิตพลังงานความร้อนได้มหาศาลเพียงใด จนสามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและพลังงาน โดยแหล่งเชื้อเพลิงของฟิวชันคือ ดิวเทอเรียม และทริเทียม ซึ่งเป็นไอโซโทปของไฮโดรเจน ด้วยปริมาณเชื้อเพลิงเพียง 1 กรัม ฟิวชันสามารถผลิตพลังงานได้เทียบเท่ากับการเผาไหม้ปิโตรเลียมถึง 8 ตัน แม้ว่าปัจจุบันเราจะมีวิธีการมากมายในการผลิตพลังงาน แต่มีเพียงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมและฟิวชันเท่านั้นที่สามารถผลิตพลังงานในปริมาณมหาศาลได้จากเชื้อเพลิงปริมาณเล็กน้อย” นายวาคาสึกิ กล่าว

ความปลอดภัยของพลังงานนิวเคลียร์ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด ตั้งแต่การเกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล แต่ในทางตรงกันข้าม พลังงานฟิวชันมีความปลอดภัยสูงมาก

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมจะใช้พลังงานความร้อนซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาฟิชชัน (Fission) โดยการนำเชื้อเพลิงปริมาณมหาศาล (มูลค่าเทียบเท่าปริมาณการใช้เชื้อเพลิงหลายปี) มาจัดเก็บในเครื่องปฏิกรณ์และใช้แท่งควบคุมมาควบคุมอัตราการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ ดังนั้น พลังงานจึงจะถูกผลิตขึ้นจากการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงทีละเล็กละน้อยไปเรื่อย ๆ

ในขณะที่เครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันต้องการเชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการรักษาปฏิกิริยาฟิวชัน หากการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหยุดลงปฏิกิริยาฟิวชันก็จะหยุดลงเช่นกัน และแม้ว่าเราจะนำเชื้อเพลิงจำนวนมากมากักเก็บในเครื่องปฏิกรณ์ แต่เชื้อเพลิงเองก็จะทำให้ พลาสมา* เย็นลง ซึ่งจะไปหยุดการเกิดปฏิกิริยาฟิวชันโดยอัตโนมัติ ด้วยรูปแบบการทำงานของฟิวชันนี้เอง จึงทำให้ไม่มีทางที่จะเกิดปฏิกิริยาที่อยู่นอกเหนือการควบคุม” นายวาคาสึกิ กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น ฟิวชันไม่ก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีระดับสูงใด ๆ (ขณะที่ ฟิชชันก่อให้เกิดกากกัมมันตรังสีระดับสูง) จึงถือเป็นกระบวนการที่ “สะอาด” ทั้งยังไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อีกด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ ดิวเทอเรียม หนึ่งในแหล่งเชื้อเพลิงของฟิวชัน สามารถสร้างขึ้นได้จากการแยกธาตุประกอบของน้ำด้วยไฟฟ้า นั่นหมายความว่ามันแทบจะไม่มีวันหมด และแม้ว่า ทริเทียม ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอีกตัวของฟิวชันจะต้องสกัดขึ้นจากธรรมชาติ นักวิจัยต่างเชื่อว่ามันเป็นไปได้ที่จะประดิษฐ์    ทริเทียมขึ้นในเครื่องปฏิกรณ์ ดังนั้น ในทางทฤษฎี เราจึงไม่ต้องกังวลอะไรในส่วนของอุปทาน

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

เหล่าอเวนเจอร์สแห่งโลกพลังงาน 7 ประเทศสมาชิกในโครงการ ITER

แหล่งพลังงานประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่มีวันหมด มันราวกับฝันที่เป็นจริง แล้วเหตุใดความฝันนี้จึงยังนำมาใช้งานจริงไม่ได้สักที?

เครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดที่เคยถูกสร้างขึ้นโดยมวลมนุษยชาติ การพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ – ซึ่งกำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้ – จึงต้องอาศัยการผสานรวมของสุดยอดเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งยุค ตัวอย่างเช่น ในการผลิตฟิวชัน เริ่มแรก เราจะต้องเปลี่ยนเชื้อเพลิงไฮโดรเจนให้เป็นพลาสมา โดยแยกอิเล็กตรอนออกจากนิวเคลียส ซึ่งพลาสมานี้จะต้องถูกสร้างขึ้นในสภาวะสุญญากาศด้วยความร้อนสูงกว่า 100 ล้านองศาเซลเซียส จากนั้น พลาสมาจะต้องถูกกักเก็บและควบคุมอยู่ภายในเครื่องปฏิกรณ์โดยใช้สนามแม่เหล็กที่ทรงประสิทธิภาพ และการสร้างสนามแม่เหล็กที่ทรงประสิทธิภาพนี้ เราจำเป็นต้องใช้ขดลวดตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Coils)

องค์ประกอบที่ใช้ในเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันนั้นมีปริมาณมหาศาลมาก แต่ทุกองค์ประกอบล้วนต้องมีมิติความคลาดเคลื่อนต่ำมากเพียงไม่กี่มิลลิเมตร อีกนัยหนึ่งจึงกล่าวได้ว่า เครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันคือการรวมตัวของบรรดาสุดยอดเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งยุค

โดยในปัจจุบัน มีโครงการระดับโลกที่กำลังสร้างเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันขึ้นมาจริง ในชื่อ ITER (มีความหมายว่า “เส้นทาง หรือ การเดินทาง” ในภาษาละติน) ประกอบด้วย 7 ประเทศสมาชิก (ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รัสเซีย สหรัฐอเมริกา เกาหลี จีน และอินเดีย) ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเหล่าอเวนเจอร์สแห่งโลกพลังงาน ที่กำลังทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์ทดลองที่เมือง แซ็งต์-ปอล-เลซ-ดูร็องส์ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

ประเทศญี่ปุ่นรับผิดชอบในส่วนของการพัฒนาและประกอบขดลวดตัวนำยิ่งยวด เพื่อนำมาใช้สร้างสนามแม่เหล็กที่ทรงประสิทธิภาพในการกักเก็บพลาสมา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการผลิตฟิวชัน เราได้พูดคุยกับ นายคาจิทานิ จากสถาบัน QST และ นายอิชิอิ จากบริษัท โตชิบา เอ็นเนอร์ยี่ ซิสเต็มส์ แอนด์ โซลูชัน คอร์ปอเรชั่น เกี่ยวกับโครงการระดับโลกนี้

“ในโครงการ ITER สมาชิกแต่ละประเทศมีบทบาทของตัวเองในการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นในการสร้างเครื่อง ITER โดยในขณะนี้ เรากำลังพัฒนาและดำเนินการผลิตองค์ประกอบเพื่อเตรียมพร้อมในการเริ่มดำเนินการสร้างพลาสมาครั้งแรกภายในปี ค.ศ. 2025 ซึ่งเราได้ทำงานร่วมกับโตชิบาในการผลิตขดลวดตัวนำยิ่งยวด โดยเฉพาะขดลวด Toroidal Field (ขดลวด TF) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน ขดลวด TF ที่ว่านี้มีโครงสร้างขนาดใหญ่ สูง 16.5 เมตร กว้าง 9 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 300 ตัน อีกทั้งยังต้องมีมิติความคลาดเคลื่อนต่ำมากเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ขั้นตอนการผลิตจึงเป็นกระบวนการที่มีหลายแง่มุมที่ต้องคำนึงถึง และในแต่ละขั้นตอนก็มีความซับซ้อนสูงมาก อย่างตัวนำไนโอเบียมดีบุกที่ใช้ในขดลวด ที่ต้องใช้เวลากว่าร้อยชั่วโมงในการทำความร้อนที่ 650 องศาเซลเซียสเพื่อให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน” นายคาจิทานิ กล่าว

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

“โตชิบามีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 โดยเราเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ขั้นตอนร่างแบบ และยังมีส่วนช่วยอย่างมากในการออกแบบและประดิษฐ์เทคโนโลยีต่าง ๆ เราได้จับมือกับสถาบัน QST ในการสร้างอุปกรณ์ฟิวชัน JT-60 (เครื่องทดสอบ Breakeven Plasma) รวมถึงอุปกรณ์รุ่นต่อมา คือ JT-60SA (Super Advanced) และในตอนนี้ เราก็กำลังปรับปรุงเทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวดที่เราได้พัฒนาขึ้น พร้อมกันนั้น เรายังทำการปรับแต่งการรักษาความร้อนแม่นยำสูงสำหรับตัวนำในขดลวด TF เพื่อใช้สำหรับโครงการ ITER ปรับจูนความแม่นยำในขั้นตอนการวัดสำหรับโครงสร้างขนาดใหญ่ และพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรของเราไปด้วย” นายอิชิอิ กล่าว

นี่เป็นสาขาการพัฒนาใหม่ที่รวมศาสตร์ทางฟิสิกส์และวิศวกรรมเข้ากับการผลิต การประกอบขดลวด TF เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แม้ว่าขดลวดตัวนำยิ่งยวดจะถูกนำมาใช้งานในอุปกรณ์หลากหลายชนิดแล้ว อย่างเช่น ตัวเร่ง แต่มันยังไม่เคยถูกนำมาใช้งานกับอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่และต้องการความแม่นยำในระดับนี้

“ในการผลิตขดลวด TF เราจะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความรู้เกี่ยวกับตัวนำยิ่งยวด วิศวกรรมไฟฟ้า และแม่เหล็กไฟฟ้าสำหรับขดลวด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงมากพอตามที่ ITER ต้องการ ความรู้พลศาสตร์ของไหลและอุณหพลศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของเหลวของสารหล่อเย็นภายในขดลวด ส่วนในด้านการผลิต ก็จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิศวกรรมวัสดุประเภทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระบวนการประกอบนั้นต้องใช้เทคโนโลยีเครื่องจักร และการเชื่อมขั้นสูง ผมคิดว่าขดลวด TF จะเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรก ๆ ของโลก ที่ถูกสร้างขึ้นโดยการผสานเทคโนโลยีขั้นสูงในหลายสาขาขนาดนี้” นายคาจิทานิ บอก

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

เทคโนโลยีที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างฝันพลังงานฟิวชันให้เป็นจริง

ความรับผิดชอบหนึ่งของ JT-60SA ภายใต้การพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป คือการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาโครงการ ITER โดย JT-60SA เป็นอุปกรณ์ฟิวชันทดลองรุ่นทายาทของ JT-60 ที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 และ JT-60U ในช่วงทศวรรษ 1980

พลังงานฟิวชัน จำเป็นจะต้องให้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนอยู่ในรูปของพลาสมา ซึ่งเป็นสถานะของสสารที่แตกตัวเป็นไอออน มีลักษณะคล้ายก๊าซ แต่การจะทำให้เกิดฟิวชันได้ พลาสมาจะต้องได้รับความร้อนสูงกว่า 100 ล้านองศาเซลเซียส อุปกรณ์ JT-60SA จะทำการควบคุมพลาสมาโดยใช้สนามแม่เหล็กซึ่งสร้างขึ้นจากตัวนำยิ่งยวด ภายใต้ความร้อนและแรงดันที่สูงมาก เพื่อจะสร้างสภาพแวดล้อมพลาสมาที่เหมาะสมสำหรับการวิจัยฟิวชัน

“มีตัวแปรสำคัญ 3 ส่วน ในการสกัดพลังงานจากฟิวชัน ได้แก่ อุณหภูมิ ความหนาแน่น และเวลาในการกักเก็บพลาสมา ณ ขณะนี้ เรากำลังพยายามหาวิธีเพิ่มความหนาแน่นของอนุภาคพลาสมา โดยในขณะเดียวกันก็ต้องเก็บรักษาพลาสมาไว้ในอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากขึ้น สำหรับโครงการ ITER ภารกิจหลักอย่างหนึ่งของเราคือการสร้างการเผาไหม้ของพลาสมาโดยใช้ดิวเทอเรียมและทริเทียม การออกแบบ ITER จึงมาจากวิธีการทำงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความน่าเชื่อถือสูงในแง่ของตัวแปรที่สำคัญทั้งสามส่วน อย่างไรก็ตาม JT-60SA ได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้เราสามารถดำเนินการทดลองที่มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการผลิตพลาสมาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย เราสามารถเพิ่มความดันของพลาสมาได้โดยอาศัยสนามแม่เหล็ก และยังสามารถทำการทดลองที่มีความหมายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ในอนาคต” นายวาคาสึกิ อธิบาย

การทดลองอุปกรณ์ JT-60SA จะเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2020 และหากการทดลองนี้ประสบความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพและการกักเก็บพลาสมา มันจะเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ ฟิวชันที่สามารถนำมาผลิตพลังงานได้ และแน่นอนว่า มันก็มีความคาดหวังที่สูงมาก ไม่เฉพาะต่อโครงการนานาชาติอย่าง ITER เท่านั้น แต่รวมถึงงานวิจัยที่ล้ำสมัยเช่นกัน

แน่นอนว่า งานวิจัยขั้นสูงสำหรับ JT-60SA นั้นจะช่วยผลักดันให้การสร้าง ITER ที่ได้กำหนดไว้ว่าจะเริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 2025 ให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ ยังมีแผนงาน Roadmap หลังจากนั้นต่อไปอีก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ต้นแบบ “DEMO” ที่สามารถผลิตพลังงานด้วยฟิวชัน และเครื่องปฏิกรณ์เชิงพาณิชย์ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าผ่าน Power Grid ได้ โดยผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งสามท่าน ซึ่งทำงานอยู่ในแนวหน้าของโครงการการพัฒนานี้ ล้วนเน้นย้ำถึงความสำคัญในระยะยาวว่า เทคโนโลยีฟิวชันจะถูกส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างไร

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

“ในเวลานี้ ฟิวชันไม่ใช่แค่เรื่องฝันเฟื่องอีกต่อไป แต่เป็นเทคโนโลยีที่เรามองเห็นแล้วว่าสามารถใช้งานได้ในโลกจริง ๆ แต่ ณ ตอนนี้ กว่ามันจะถูกนำมาใช้สร้างกระแสไฟฟ้าได้จริงก็น่าจะเป็นช่วงกลางศตวรรษที่ 21 หรือราว ๆ ปี ค.ศ. 2050 ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ที่จะทำให้การวิจัยนี้เป็นจริงได้เร็วยิ่งขึ้น ก็คือ บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มันจึงเป็นความหวังในใจของผมว่าเราจะมีคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความกระตือรือร้น มาช่วยเราผลักดันโครงการที่จะเปลี่ยนโลกนี้ให้ก้าวต่อไป” นายวาคาสึกิ กล่าว

“ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้ามาทำงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชัน จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างแหล่งพลังงานในอนาคต และผู้ที่ต้องการเรียนรู้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อนำไปต่อยอดในการทำงานด้านอื่น ๆ ต่อ ที่โตชิบา เรามีนักวิจัยและวิศวกรจำนวนมากที่ได้อุทิศชีวิตให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชัน เราจึงหวังว่าจะสามารถสานต่อมรดกจากความทุ่มเทของพวกเขาผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยทำให้ฟิวชันเป็นโครงการที่ยืนยาวและหยั่งรากลึกในองค์กรของเรา” นายอิชิอิ กล่าว

“ขณะนี้ เรากำลังร่วมมือกับโรงงานผู้ผลิตในการสร้างขดลวด TF และกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งมอบขดลวด TF ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2021 แต่แน่นอนว่า ขั้นตอนที่มีความหมายจริง ๆ คือหลังจากนั้น โตชิบามีพนักงานรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีโอกาสได้ลงพื้นที่ทำงาน และมีความมุ่งมั่นที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสายการผลิต เพื่อสืบทอดและสานต่อสุดยอดเทคโนโลยี     ล้ำสมัยแห่งยุคทั้งหลาย โครงการ ITER ถือว่าเป็นโครงการระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ คุณจะไม่มีทางหาประสบการณ์แบบนี้ที่ไหนได้อีก มันเป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก ผมจึงอยากขอให้พนักงานรุ่นใหม่ของเรานำประสบการณ์ที่มีค่าที่ได้รับจากโครงการ ITER ไปใช้ประโยชน์ในอนาคต ความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชันของพวกเรา ทั้งที่ QST และที่โตชิบา รวมถึงความรู้ทั้งหลายที่ได้รับจากความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนาในอนาคต หลังการสร้างเครื่องปฏิกรณ์ทดลอง “DEMO” สำเร็จ” นายคาจิทานิ กล่าว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรดางานวิจัยและการทดลองทั้งหลายภายใต้โครงการ ITER และ JT-60SA จะส่งผลให้เกิดความสำเร็จ ความหวังใหม่ ๆ และความฝันใหม่ ๆ ขึ้นอีกมากมาย และที่ปลายทาง ณ เส้นขอบฟ้า จากความมุ่งมั่นและทุ่มเทของเหล่านักวิจัยและวิศวกรจำนวนมาก คือ แหล่งพลังงานใหม่ ที่อาจเป็นตัวกำหนดโชคชะตาของมวลมนุษยชาติต่อไปในอนาคต

สร้าง "ดวงอาทิตย์จำลอง" ด้วยเทคโนโลยีฟิวชัน ขุมทรัพย์พลังงานขนาดใหญ่

https://www.tnnthailand.com/content/45192

 ดูภาพยนตร์ เรื่อง

ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์-แมน: ผงาดอสูรกายสายฟ้า

11

ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 (อังกฤษThe Amazing Spider-Man 2) หรือบางตลาดเรียกว่า ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 ผงาดจอมอสุรกายสายฟ้า (อังกฤษThe Amazing Spider-Man 2: Rise of Electro) เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ มีต้นฉบับมาจากตัวละครมาร์เวลคอมิกส์ ชื่อ สไปเดอร์แมน เข้าฉายในในสหรัฐอเมริกา วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ซึ่งเป็นภาคต่อจากดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมนในปี ค.ศ. 2012 โดยภาพยนตร์เข้าฉายในระบบ 2 มิติ และ 3 มิติ

คลิกดูภาพยนตร์

กรมเจ้าท่า จ่อเปิดตัว “เรือต้นแบบอลูมิเนียมพลังงานไฟฟ้า″

กรมเจ้าท่า จ่อเปิดตัว "เรือต้นแบบอลูมิเนียมพลังงานไฟฟ้า" 5 ส.ค.นี้

กรมเจ้าท่า ลงนาม สวทช. และองค์กรเอกชน พัฒนาและผลิตเรืออลูมิเนียมพลังงานไฟฟ้าลำแรกไทย เตรียมเปิดตัวในวันที่ 5 ส.ค.นี้ หวังผู้ประกอบการเรือด่วนเจ้าพระยา-คลองแสนแสบ นำมาให้บริการเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนระยะยาว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันนี้ (25 มิ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 4 หน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กรมเจ้าท่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บ้านปูเน็กซ์ บริษัทลูกของบริษัท บ้านปูจำกัด (มหาชน) และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงด้านการพัฒนาการออกแบบ การผลิต และมาตรฐานสำหรับเรือไฟฟ้าที่มีคุณภาพ เพื่อความปลอดภัยในการขนส่งทางน้ำ และส่งเสริมการพาณิชยนาวี เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเรือไฟฟ้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งระดับประเทศและนานาชาติ นำไปสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเรือไฟฟ้าของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงาน ยังช่วยลดมลพิษทางน้ำและทางอากาศในระยะยาว อีกทั้งมีส่วนช่วยคืนความยั่งยืน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว

 

นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า กรมเจ้าท่าตั้งเป้าหมายที่จะเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสถาปนากรมเจ้าท่า โดยการประกอบเรือต้นแบบมีความคืบหน้าไปมา โดยการประกอบใช้อลูมิเนียมเป็นวัสดุหลัก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตั้งระบบไฟฟ้าให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับข้อดีของการนำเรืออลูมิเนียมไฟฟ้ามาให้บริการนี้จะช่วยลดเวลาประกอบเรือ ซึ่งเรืออลูมิเนียมใช้เวลาเพียง 2 เดือน แตกต่างกับการประกอบเรือไม้ที่ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี รวมทั้งวัสดุอลูมิเนียมนั้นจะมีความคงทนในระยะ 20 ปี ทำให้ต้นทุนในการบำรุงรักษาจะต่ำมาก

เรืออลูมิเนียมพลังงานไฟฟ้า ลำละ 40 ล้านบาท

ส่วนการนำพลังงานไฟฟ้ามาติดตั้งกับเรือนั้น แม้ขณะนี้แบตเตอรี่จะมีราคาที่สูงอยู่ แต่เชื่อว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ราคาจะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้การประกอบเรืออลูมิเนียมพลังงานไฟฟ้าลำนึงจะใช้ต้นทุนประมาณ 40 ล้านบาท และเรือ 1 ลำ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 100 คน ใกล้เคียงกับเรือที่ใช้วัสดุไม้ โดยหลังจากเรือต้นแบบแล้วเสร็จในอนาคตหากผู้ประกอบการเรือโดยสารในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งเรือด่วนเจ้าพระยา หรือเรือด่วนคลองแสนแสบ ก็สามารถว่าจ้างผลิตเพื่อนำเรืออลูมิเนียมไฟฟ้ามาให้บริการแก่ประชาชนได้

ความร่วมมือการพัฒนาการผลิตเรือท่องเที่ยวไฟฟ้าลำแรกของไทย เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานะบบการขนส่งทางน้ำและการพาณิชยนาวีของไทย

ขณะที่นายจุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ได้ดำเนินงานกิจกรรมด้านยานพาหนะไฟฟ้มามากกว่า 10 ปี โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่พร้อมระบบส่วนควบ เช่น ระบบระบายความร้อน ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รับอนุติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) เพื่อรับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง ขณะเดียวกัน สวทช. ยังเดินหน้าวิจัยและพัฒนามอเตอร์พร้อมระบบควบคุม โดยมองหาเทคโนโลยีมอเตอร์แบบใหม่ ๆ ที่เหมาะสำหรับการผลิตในประเทศ ระบบ OT ระบบสมาร์ท รวมถึงการออกแบบและวิเคราะห์โครงสร้างต่าง ๆ สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าที่ต้องมีน้ำหนักเบา เพื่อลดการใช้พลังงานและมีความปลอดภัยสูง ซึ่ง สวทช. มีทีมวิจัย และบริการที่มีประสบการณ์ในการพัฒนามาตรฐาน ทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ ทั้งยังมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมมากมาย เช่น การออกมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับยานพาหนะไฟฟ้า และเทคโนโลยี OT เช่น มาตรฐานด้านเต้ารับเต้าเสียบ สถานีอัดประจุต่าง ๆ

 

https://news.thaipbs.or.th/content/294002

แขนกลอัจฉริยะ’วิศวะฯ มธ. เอไอคัดกรองเลนจักรยาน

 ‘แขนกลอัจฉริยะ’วิศวะฯ มธ. เอไอคัดกรองเลนจักรยาน   : คอลัมน์ ไอคิวทะลุฟ้า

คอลัมน์ ไอคิวทะลุฟ้า : ‘แขนกลอัจฉริยะ’วิศวะฯ มธ. เอไอคัดกรองเลนจักรยาน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แขนกลอัจฉริยะ – คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุดประกายไอเดีย พัฒนา “แขนกลไบก์เลน” นวัตกรรมแขนกลอัจฉริยะที่ช่วยคัดกรองและกีดขวางรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่บนเลนจักรยาน หนุนสายปั่นจักรยานสัญจรคล่องตัว-ปลอดภัย ในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ มีองค์ประกอบ 2 ส่วนหลัก ดังนี้

ระบบแยกแยะพาหนะด้วยปัญญาประดิษฐ์ ที่ช่วยแยกแยะลักษณะยานพาหนะในระยะ 4 เมตร พร้อมสั่งการเปิด-ปิดเส้นทางไปยังเมนบอร์ด ในกรณีที่ตรวจพบจักรยานยนต์ แขนกลจะปิดเส้นทางขับขี่ แต่ในกรณีที่ตรวจพบเป็นจักรยาน แขนกลจะเปิดเส้นทางให้ใน 5 วินาที ในอนาคตเตรียมวางแผนจำหน่ายเชิงพาณิชย์ 3.5 หมื่นบาท

 ‘แขนกลอัจฉริยะ’วิศวะฯ มธ. เอไอคัดกรองเลนจักรยาน  : คอลัมน์ ไอคิวทะลุฟ้า

เทพพงษ์ และ สุริยา

นวัตกรรมดังกล่าวคว้ารางวัลชนะเลิศบนเวทีประกวดนวัตกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 10 สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายเทพพงษ์ เทพวงศ์ศิริรัตน์ และ นายสุริยา สารธิมา โดยมี รศ.ดร.ดุลยโชติ ชลศึกษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล เป็นที่ปรึกษา

นายสุริยา สารธิมา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE) กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

 ‘แขนกลอัจฉริยะ’วิศวะฯ มธ. เอไอคัดกรองเลนจักรยาน : คอลัมน์ ไอคิวทะลุฟ้า

‘แขนกลอัจฉริยะ’

1.ระบบแยกแยะพาหนะด้วยปัญญาประดิษฐ์ เป็นระบบตรวจจับและแยกแยะลักษณะยานพาหนะที่มองเห็นได้ในระยะ 4 เมตร โดยใช้กล้องเว็บแคมส่งสัญญาณภาพไปยังโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานบนสมองกลขนาดเล็ก โปรแกรมนี้ถูกฝึกด้วยการป้อนภาพจักรยานยนต์และจักรยานจำนวนมากเข้าไปจนโปรแกรมเรียนรู้ที่จะแยกแยะความแตกต่าง จากนั้นสมองกลจะสั่งการเปิด-ปิดเส้นทางไปยังเมนบอร์ดของระบบแขนกล

2.แขนกลอัจฉริยะ ทำหน้าที่รับสัญญาณจากเมนบอร์ด ซึ่งในสภาวะปกติแขนกลจะปิดเส้นทาง กรณีตรวจพบจักรยานยนต์ฝ่าฝืน แขนกลจะไม่เปิดเส้นทางขับขี่ แต่ในกรณีที่ระบบตรวจพบเป็นจักรยาน แขนกลจะเปิดเส้นทางให้ใน 5 วินาที

ทั้งนี้ ทีมวิจัยออกแบบให้แขนกลอัจฉริยะมีขนาด 1.5 เมตร และสามารถพับเก็บได้ภายในตู้แขนกล เพื่อความสะดวกต่อการใช้งานบางพื้นที่ที่มีหลังคาเตี้ย

 ‘แขนกลอัจฉริยะ’วิศวะฯ มธ. เอไอคัดกรองเลนจักรยาน : คอลัมน์ ไอคิวทะลุฟ้า

วิศวะเครื่องกล มธ. คว้า 3 รางวัล

นายสุริยากล่าวต่อว่า นวัตกรรมดังกล่าวมีต้นทุนในการพัฒนาราว 2 หมื่นบาท ในอนาคตกรณีที่การทำงานในส่วนต่างๆ มีความเสถียรยิ่งขึ้น เตรียมวางแผนจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในราคา 3.5 หมื่นบาท ล่าสุดนวัตกรรมนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศบนเวทีประกวดนวัตกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 10

ขณะที่เพื่อนนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากผลงาน “ยานพาหนะปัญญาประดิษฐ์ขับเคลื่อนอัตโนมัติสำหรับผู้พิการทางสายตา” และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 “รถเข็นไฟฟ้าสำหรับผู้พิการทางสมองและกล้ามเนื้ออ่อนแรง” ติดตามความเคลื่อนไหวของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE) ได้ที่ www.facebook.com/ENGR.THAMMASAT หรือ www.engr.tu.ac.th

https://www.khaosod.co.th/general-knowledge/news_4363252

บริษัทอินเดีย เตรียมจำหน่ายยารักษาโควิด-19 ในประเทศ เม็ดละ 44 บาท : ข้อควรระวัง ! กับการใช้ยาเพื่อรักษาโควิด-19

หวังว่าจะดีขึ้น! บริษัทอินเดีย เตรียมจำหน่ายยารักษาโควิด-19 ในประเทศ เม็ดละ 44 บาท

มุมไบ, 21 มิ.ย. (ซินหัว) — เกล็นมาร์ค ฟาร์มาซูติคัลส์ (Glenmark Pharmaceuticals) ประกาศตัวเป็นบริษัทอินเดียแห่งแรก ที่จำหน่ายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ในตลาดภายในประเทศ เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) อาการไม่รุนแรงจนถึงปานกลาง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คำแถลงจากบริษัทฯ เมื่อคืนวันเสาร์ (20 มิ.ย.) ระบุว่าหน่วยงานกำกับควบคุมยาของประเทศได้อนุมัติให้บริษัทผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งจะถูกจัดจำหน่ายตามใบสั่งยาจากแพทย์ภายใต้ชื่อฟาบิฟูล (FabiFlu) ในราคา 1.35 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 44 บาท) ต่อเม็ด

ยาฟาวิพิราเวียร์ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานทางคลินิก สามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีโรคอื่นปรากฏร่วมอยู่ด้วย เช่น โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ รวมถึงมีอาการของโรคโควิด-19 ในระดับไม่รุนแรงจนถึงปานกลาง

คำแถลงเสริมว่ายาฟาวิพิราเวียร์ช่วยลดปริมาณไวรัสอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 4 วัน และช่วยให้ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงจนถึงปานกลาง มีอาการดีขึ้นสูงถึงร้อยละ 88

อนึ่ง ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย ระบุว่ายอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศได้ทะลุ 4 แสนราย ส่วนยอดผู้ป่วยเสียชีวิตได้ทะลุ 13,000 ราย เมื่อนับถึงวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.)

——————————————————————————-

+++++นักวิทยาศาสตร์ทดสอบยาหลายชนิด รวมถึงยาที่ใช้สำหรับการบำบัดอาการวิตกกังวลและอาการแพ้ต่าง ๆ ในการป้องกันไม่ให้ไวรัสโคโรนาเข้าโจมตีระบบเซลล์ในร่างกายและจำลองตัวเอง แต่กลับพบว่ายาบางชนิดที่ใช้ในการบำบัดอาการโรคโควิด-19 กลับส่งผลเสียมากกว่า
+++++องค์ประกอบในตัวยาบรรเทาอาการไอ หรือ dextromethorphan กลับเป็นตัวเร่งการเติบโตของเชื้อซาร์สโคฟ-2 (SARS-CoV-2) ตามผลการทดลองในห้องปฏิบัติการกับเซลล์ของลิง องค์ประกอบดังกล่าวเร่งให้กระบวนการตั้งรับความกดดันในระดับเซลล์ทำงาน กลายเป็นประโยชน์ให้เชื้อไวรัสจำลองเซลล์ได้ อย่างไรก็ดี ไบรอัน ชอยเช็ต (Brian Shoichet) แห่งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ไม่ได้แนะนำให้เราหยุดการใช้ dextromethorphan เพราะเป็นเพียงผลในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น เพราะในมนุษย์ ตัวยาบรรเทาอากาศไอกลับไม่ส่งผลให้การติดเชื้อโรคนั้นเลวร้ายมากขึ้น

+++++แต่ผลจากห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน   ชอยเซ็ตเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานในระดับนานาชาติ เพื่อศึกษาปฏิสัมพันธ์ของโปรตีนของไวรัสโคดรนากับโปรตีนที่พบในเซลล์ของมนุษย์กับลิง เซลล์ปอดเป็นส่วนที่ผลิตโปรตีนในปฏิสัมพันธ์นี้มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงอธิบายถึงอาการโรคโควิด-19 ที่โจมตีปอดและก่อให้เกิดความรุนแรงของโรงมากกว่าบริเวณอื่น
นักวิทยาศาสตร์ทดสอบยาหลายชนิดที่จะช่วยในการยับยั้งการเติบโตของไวรัสที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ดังกล่าว ยาที่ใช้การรักษาโรคที่มีสาเหตุจากจิตใจ เช่น antipsychotics haloperidol และ cloperazine รวมถึงยาที่อยู่ในขั้นทดลองที่ชื่อว่า zotatifin สำหรับต่อต้านเซลล์มะเร็ง เหล่านี้ส่งผลเป็นที่น่าพึงพอใจกับเซลล์ลิงในระดับห้องปฏิบัติการ แต่กลับไม่สามารถช่วยบรรเทาโรคโควิด-10 ในมนุษย์แต่อย่างใด
+++++นอกจากนี้ พบว่าฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสามารถยับยั้งการจำลองเซลล์ของไวรัส ซึ่งอาจอธิบายอีกนัยหนึ่งว่าเหตุใดผู้หญิงจึงมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 น้อยกว่าผู้ชาย

shutterstock 731621734

ผู้เขียน

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

แหล่งที่มาของข้อมูล

Gordon, D.E. et al. A SARS-CoV-2 protein interaction map reveals targets for drug repurposing. Nature. Published online April 30, 2020. doi: 10.1038/s41586-020-2286-9

Saey, Tina Hesman. Some existing drugs might fight COVID-19. One may make it worse. Published online April 30, 2020. available from https://www.sciencenews.org/article/covid-19-coronavirus-cough-syrup-medicine-ingredient-virus-worse, accessed on May 05, 2020.

 

เทสล่าคิดค้นแบตฯ 1 ล้านไมล์สำเร็จแล้ว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อแบตเตอรี่ EV อยู่ได้นาน 50 ปี อนาคตอาจไม่มีรถใช้น้ำมันแล้ว!

ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าราคาแพง ค่าซ่อมบำรุงสูง แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว (เปลี่ยนทีก็แพงมาก) เข้าถึงยากอาจจะกำลังหมดไป เพราะยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla ปล่อยหมัดเด็ดออกมาอีกแล้ว  “1 Million Miles Battery” หรือแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ถึง 1 ล้านไมล์ (ประมาณ 1.6 ล้านกิโลเมตร) ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนให้เราเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น และเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นโมเดลให้ผู้ผลิตรายอื่น ๆ ในอนาคต แล้วเมื่อถึงวันนั้นรถไฟฟ้าจะแพร่หลายมากขึ้น

ที่มาของการคิดค้น

ก่อนหน้านี้ Tesla ได้คุยอวดเอาไว้ว่ารถของเรานั้นสามารถใช้งานได้ถึง 1 ล้านไมล์ และเมื่อปี 2018 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ด้วยการนำรถไปทดสอบ และนำภาพชิ้นส่วนเฟืองมาให้ดูกันจะจะ ว่านี่คือรถที่วิ่งมาแล้ว 1 ล้านไมล์ ซึ่งชิ้นส่วยสึกหรอไปน้อยมาก~

ภาพชิ้นส่วนเฟืองของรถ Tesla Model 3 ที่วิ่งมาแล้ว 1 ล้านไมล์  Credit : Twiter Tesla

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเกิดคำถามว่า “แล้วยังไง แบตเตอรี่ก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดี?” อีลอน มัสก์ เลยตั้งใจที่จะลบคำสบประมาทนี้และสร้างแบตเตอรี่ 1 ล้านไมล์ขึ้นมาจริง ๆ ไม่นานเกินรอ ตอนนี้เขาทำสำเร็จแล้ว จดสิทธิบัตรเรียบร้อย และเตรียมที่จะใส่แบตเตอรี่ตัวใหม่นี้เข้าไปในรถ Tesla โมเดลใหม่ที่จะออกปลายปีนี้!

เพราะอะไรถึงใช้ได้นานขนาดนั้น

credit : Electrek

แบตเตอรี่ตัวนี้เป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate) ที่มีการใส่ NMC หรือ นิกเกิล แมงกานีส โคบอลต์ แบบผลึกเดี่ยวเจเนอเรชั่นใหม่เข้าไป ซึ่งแบตเตอรี่แบบเดิมจะใช้ NMC แบบผลึกเล็ก ๆ ทำให้แตกง่าย ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ทีมวิจัยจึงปรับให้ผลึก NMC ใหญ่ขึ้นเพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น และผลการวิจัยครั้งนี้คือแบตเตอรี่สามารถชาร์จได้ 4,000 ครั้ง โดยเสียความจุไปเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังลดการใช้โคบอลต์ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่แพงที่สุดลง เพื่อลดต้นทุน จะได้ขายได้ในราคาที่ถูกลงด้วย

และ Tesla ยังได้เทคโนโลยี Cell To Pack จากบริษัท CATL (Contemporary Amperex Technology Ltd.) ยักษ์ใหญ่จากจีน และบริษัทผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่ง Cell To Pack ถูกออกแบบมาให้ห่อหุ้มแบตเตอรี่ มีคุณสมบัติคือน้ำหนักเบา และราคาถูกด้วย

ถ้าไม่ใช้ Tesla จะได้เข้าถึงเทคโนโลยีนี้หรือเปล่า!?

เรามีโอกาสสูงมากที่จะได้เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ เพราะหลังจากที่ Tesla จดสิทธิบัตรแบตเตอรี่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้นำงานวิจัยมาเผยแพร่ ให้เจ้าอื่น ๆ ได้ศึกษาและปรับใช้เป็นของตัวเองกัน คิดว่านี่คือจุดประสงค์หลักของ อีลอน มักส์ ที่ต้องการให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่รถยนต์ใช้น้ำมัน และแพร่หลายสักที

และอย่างที่บอกว่า Tesla จับมือกับ CATL ยักษ์ใหญ่จากจีน เมื่อจีนได้เทคโนโลยีอะไรไปอยู่ในมือแล้ว ก็สามารถนำไปปรับใช้ และผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ในราคาที่ย่อมเยาว์ นั่นหมายถึงเราไม่จำเป็นต้องซื้อรถ Tesla ก็ได้ เพราะคงมีอีกหลายหลายแบรนด์ หลากหลายรุ่นให้เลือก ในราคาถูก และคุณภาพดี ถึงตอนนั้นรถยนต์ใช้น้ำมันอาจจะตกกระป๋องไปเลยก็ได้

รถยนต์ไฟฟ้า Vs รถยนต์ใช้น้ำมัน เลือกอะไรคุ้มค่ากว่า?

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าถูกพัฒนามาถึงจุดที่ทั้งตัวรถและแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 1 ล้านไมล์ หรือหลักไทย 1.6 ล้านกิโลเมตร คิดเล่น ๆ ว่า 1 ปีเราใช้รถประมาณ 30,000 กิโลเมตร ซึ่งรถคันนี้สามารถใช้งานได้ถึง 53 ปี เทียบกับรถยนต์ใช้น้ำมันที่เรารู้กันดีอยู่ว่ามีค่าซ่อมนู่น เติมนี่ จุกจิก ถ้าดูเป็นรายครั้งอาจจะไม่เยอะ แต่ถ้าลองเอามารวมกันก็มีตกใจกันบ้าง รวมไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่รถยนต์ไฟฟ้าปล่อยมลพิษน้อยกว่า ดีต่อโลกมากกว่า ถึงตอนนั้นเราคงต้องคิดกันแล้วว่าทำไมยังต้องใช้รถยนต์น้ำมันต่อไปอีก…

การมาของ 1 Million Miles Battery ถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการยานยนต์ครั้งใหญ่ นำเราเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และผลักให้รถยนต์ใช้น้ำมันหายไป ในอนาคตอันใกล้ เรามาจับตาดูผู้เล่นรายอื่น ๆ กันต่อไปว่าจะปล่อยหมัดเด็ดอะไรมาเซอร์ไพรส์กันอีก คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้มาคุยกันค่ะ

คลิกที่มา

พบสัญญาณวิทยุพลังสูงปะทุจากห้วงอวกาศลึก ทุก 157 วัน

frbartworknraoauinsfhubble

พบสัญญาณวิทยุพลังสูงปะทุจากห้วงอวกาศลึก ทุก 157 วัน – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ปริศนาที่สำคัญเรื่องหนึ่งของวงการดาราศาสตร์ยุคใหม่ คือการค้นหาแหล่งกำเนิดของ “เอฟอาร์บี” (FRB ) หรือการปะทุสัญญาณวิทยุแบบฉับพลัน (Fast Radio Burst) จากห้วงอวกาศลึก ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคนสงสัยว่ามันอาจเป็นการติดต่อจากมนุษย์ต่างดาวก็เป็นได้

แต่ผลการศึกษาล่าสุดของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักร ได้พบการปะทุสัญญาณซ้ำในคาบเวลาที่แน่นอนทุก 157 วัน ในกรณีของเอฟอาร์บีที่ชื่อว่า FRB 121102 ซึ่งแสดงว่ามันน่าจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ อันเป็นผลจากการโคจรวนรอบกันและกันอย่างสม่ำเสมอของระบบดาวคู่ (binary system)

ภาพจำลองกาแล็กซีแคระที่เป็นแหล่งกำเนิดของ FRB 121102 คาดว่าที่มาของสัญญาณอยู่ตรงมุมขวาบนของภาพ / ROGELIO BERNAL ANDREO / DEEPSKYCOLORS

รายงานวิจัยดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร MNRAS ของราชสมาคมดาราศาสตร์ระบุว่า หลังจากติดตามวิเคราะห์สัญญาณของ FRB 121102 ซึ่งส่งมาจากกาแล็กซีแคระที่ห่างจากโลก 3 พันล้านปีแสง มาเป็นเวลา 5 ปีเต็ม ทีมผู้วิจัยพบว่าสัญญาณดังกล่าวมีวงจรการปะทุเป็นรูปแบบที่แน่นอน และสามารถทำนายได้ล่วงหน้า

วงจรแต่ละรอบจะเริ่มต้นด้วยการส่งสัญญาณซ้ำ ๆ เป็นเวลา 90 วัน และเข้าสู่ช่วงเงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหวอีก 67 วัน ก่อนจะเริ่มวงจรรอบใหม่ด้วยการปะทุสัญญาณอีกครั้ง

สัญญาณเอฟอาร์บีที่ปะทุออกมาในช่วงสั้น ๆ ครั้งละเพียงไม่กี่มิลลิวินาที มีพลังมหาศาลเทียบได้กับการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ถึงหลายร้อยล้านดวง

แม้สัญญาณเอฟอาร์บีส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบสัญญาณที่ปะทุซ้ำจากแหล่งกำเนิดเดิมเป็นครั้งที่สองราว 20 สัญญาณแล้ว โดยในจำนวนนี้มีวงจรการปะทุสัญญาณเป็นคาบเวลาแน่นอนเพียง 2 สัญญาณ คือ FRB 121102 และ FRB 180916 ที่เพิ่งมีการค้นพบในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดย FRB 180916 มีวงจรการปะทุสัญญาณที่สั้นกว่าถึง 10 เท่า หรือกินเวลารอบละเพียง 16 วัน

พบสัญญาณวิทยุพลังสูงปะทุจากห้วงอวกาศลึก

ภาพจำลองการปะทุสัญญาณเอฟอาร์บีที่ส่งมาถึงกล้องโทรทรรศน์วิทยุบนโลก / NRAO / AUI / NSF / HUBBLE

ดร. เกาสตุภ ราชวาเร ผู้นำทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์อธิบายว่า การค้นพบวงจรปะทุสัญญาณเอฟอาร์บีที่กินเวลายาวนานถึงรอบละ 157 วัน ชี้ว่าแหล่งกำเนิดของสัญญาณวิทยุทรงพลังดังกล่าวไม่ใช่ดาวนิวตรอนที่อยู่โดดเดี่ยว หรือคู่ดาวนิวตรอนที่ชนและรวมตัวอย่างที่เคยคิดกัน แต่น่าจะเป็นระบบดาวคู่ที่มีการโคจรวนรอบกันและกันอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจเป็นระบบที่ดาวฤกษ์ขนาดยักษ์ หลุมดำ หรือดาวนิวตรอน อยู่ร่วมกันก็เป็นได้

ทุกวันนี้นักดาราศาสตร์ยังไม่พบหลักฐานที่พอจะชี้ได้ว่า สัญญาณเอฟอาร์บีเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาว ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าสัญญาณชนิดนี้ส่งมาจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย ทั้งยังมีลักษณะกระจัดกระจายไปทั่วจักรวาล จึงเป็นไปไม่ได้ที่อารยธรรมของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากหลายแห่งจะส่งสัญญาณที่เหมือนกันออกมา ด้วยวิธีการแบบเดียวกัน

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_4286729

ชาวบ้านผวาเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ ไร่ข้าวโพดเมืองสองแคว ต้องปักธงแดงเตือน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

    เกิดเหตุประหลาด หลุมยุบบริเวณไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของหน่วยพิทักษ์อุทยานทุ่งแสลงหลวง 6 โดยดินทรุดตัวเป็นวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เมตร ลึก 3 เมตร คาดฝนตกหนักทำให้ชั้นดินอุ้มน้ำฝน หรือน้ำใต้ดินปริมาณมาก เกิดการกัดเซาะของชั้นหินปูนใต้กับผิวดิน ทำให้เกิดหลุมยุบตัวลงไป เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นรั้งที่ 3 แล้วในพื้นที่

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินยุบที่ไร่ข้าวโพดริมถนนทางเข้าถ้ำเดือนถ้ำดาว หมู่ 2 ต.บ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นไร่ข้าวโพดของ นายสอน แสงแก้ว อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71 หมู่ 2 ตงบ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก โดยชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างแห่มากันมาชมหลุมยุบดังกล่าวจำนวนมาก

เบื้องต้น นายสุชาติ น้อยจันทร์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านมุง ได้ให้เจ้าหน้าที่จากกองช่างนำเสาขาวแดงติดธงสีแดง พร้อมด้วยเชือกปอมากั้นล้อมรอบบริเวณปากบ่อ เพื่อป้องกันอันตรายจากผู้ที่เดินทางเข้ามาดู เนื่องจากมีชาวบ้านในพื้นที่ที่ทราบข่าวและเด็กเล็กในหมู่บ้านจำนวนมาก พากันมาดูปรากฏการณ์ดินทรุดตัวในครั้งนี้ จึงเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับชาวบ้านได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.เนินมะปราง ได้เข้ามาดูเสาไฟฟ้าบริเวณติดกับปากบ่อที่ดินทรุดตัว พร้อมกับเปิดเผยว่า ต้องทำการย้ายเสาไฟให้ห่างจากหลุมดังกล่าว โดยเฉพาะจุดยึดสลิงอยู่ใกล้กับปากหลุมที่สุดหากดินทรุดตัวเพิ่มหวั่นว่าเสาไฟฟ้าอาจจะล้มได้

นายสังวาลย์ สีนวล กำนันตำบลบ้านมุง เปิดเผยว่า เคยเกิดเหตุการณ์แผ่นดินยุบครั้งแรกในเขต ต.บ้านมุง เมื่อ 10 ปีก่อน ที่บริเวณโรงโม่เก่าพื้นที่หมู่ 1 ต.บ้านมุง ห่างจากจุดหลุมยุบที่ไร่ข้าวโพดแห่งนี้ประมาณ 2 กม แต่หลุมที่เคยยุบบริเวณโรงโม่ กว้างแค่ 1 เมตร และมีน้ำผุดขึ้นมา ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในที่ดินของ นายทองสุก นรมานิตย์ ซึ่งให้หลานปลูกข้าวโพดบริเวณบ้านหมู่ 1 ต.บ้านมุง เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2558 เป็นหลุมยุบกว้างถึง 6 เมตรและลึกประมาณ 2-3 เมตร และมีน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลาเช่นเดียวกับครั้งแรก ส่วนการเกิดปรากฏการณ์หลุมยุบครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2563 นับว่าเป็นการเกิดขึ้นครั้งที่ 3 แล้ว โดยหลุมมีความกว้างประมาณ 8 เมตร และลึกประมาณ 3 เมตร จากการสังเกตพบว่าหลุมยุบจะเกิดขึ้นในปีที่ฝนแล้ง ทำให้น้ำใต้ดินแทบจะไม่มีเหลือ พอเกิดฝนตกดินบนพื้นก็จะไหลไปลงโพรงหินที่อยู่ใต้ดิน หรือมีการสูบน้ำบาดาลบริเวณใกล้เคียงขึ้นมาจำนวนมากก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ.

https://www.thairath.co.th/news/local/north/1870817

via GIPHY

via GIPHY