คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2020

ทวีปเก่าแก่ใหญ่กว่าที่คาด นักวิทย์พบเบาะแสแอตแลนติกเหนือ

cover NAC

ทวีปเก่าแก่ใหญ่กว่าที่คาด นักวิทย์พบเบาะแสแผ่นแอตแลนติกเหนือ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทวีปเก่าแก่ใหญ่กว่าที่คาด – วันที่ 23 มี.ค. ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยประเทศแคนาดาค้นพบข้อมูลเพิ่มเติมว่าขนาดของทวีปเก่าแก่บริเวณอเมริกาเหนือนั้นใหญ่กว่าที่คาดไว้ร้อยละ 10 นับเป็นการค้นพบที่สำคัญในแวดวงธรณีวิทยา

การค้นพบดังกล่าวเป็นฝีมือของนางมายา โคปีโลวา นักธรณีวิทยาและคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย หรือยูบีซี รัฐแวนคูเวอร์ ระหว่างการสำรวจตัวอย่างแหล่งเพชรบนเกาะบัฟฟิน เกาะที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

นางโคปีโลวา กล่าวว่า ลักษณะการวิเคราะห์ส่วนประกอบของหินที่นำขึ้นมานั้นมีลักษณะเหมือนกันกับของแผ่นทวีป นอร์ธ แอตแลติก เครตัน หรือเอ็นเอซี ซึ่งมีลักษณะจำเพาะอย่างมาก และมีขนาดใหญ่จากสก็อตแลนด์มาจนถึงทวีปอเมริกาเหนือ แยกตัวออกมาเมื่อ 150 ล้านปีก่อน

นักวิจัย ระบุว่า แผ่นทวีปนอร์เทิร์น แคนาดานั้นมีลักษณะส่วนประกอบของแร่ที่แตกต่างออกไปจึงทำให้ทราบได้แน่ชัด ซึ่งการค้นพบนี้ถือเป็นการพบอีกชิ้นส่วนหนึ่งของปริศนาทางธรณีวิทยา

รายงานระบุว่า คณะนักวิจัยใช้การวิเคราะห์จากตัวอย่างเป็นหินคิมเบอร์ไลท์ ซึ่งเป็นหินอัคนีต้นกำเนิดของเพชร ขุดขึ้นมาจากความลึกถึง 200 กิโลเมตร บริเวณตอนใต้ของเกาะบัฟฟิน โดยผลงานได้รับการตีพิมพ์ผ่านวารสาร Journal of Petrology

ทั้งนี้ ปกติแล้วการพิสูจน์หาขนาดของแผ่นทวีปนั้นจะใช้การวิเคราะห์ส่วนประกอบของหินแร่จากความลึกที่ราว 10 ก.ม. แต่การค้นพบดังกล่าวนั้นใช้ความลึกที่มากกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับปรุงทฤษฎีทางด้านธรณีวิทยา

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_3805355

ใช้ราเมือกเป็นต้นแบบ จำลองโครงข่าย “เส้นใยจักรวาล”

_111254577_slimemouldinpetridishgettyimages.png

ใช้ราเมือกเป็นต้นแบบ จำลองโครงข่าย “เส้นใยจักรวาล” – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คุณเคยเล่นเกมลากเส้นเชื่อมต่อจุดต่าง ๆ ที่กระจัดกระจาย ให้กลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาไหม ?

เกมนี้อาจจะง่ายหากมีหมายเลขบอกลำดับการโยงเส้นไว้ที่จุดต่าง ๆ แต่ถ้าเปลี่ยนจุดบนกระดาษเป็นดวงดาวจำนวนมหาศาลบนท้องฟ้า เราจะจินตนาการถึงเส้นใยล่องหนที่เชื่อมต่อกลุ่มดาวต่าง ๆ ในเอกภพไว้ทั้งหมดได้อย่างไร ?

เส้นใยที่ว่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สุดของเอกภพ ซึ่งเรียกว่า “เส้นใยจักรวาล” (cosmic web) หรือ “ใยเอกภพ” ประกอบด้วยสสารมืด (dark matter)และกลุ่มก๊าซที่ให้กำเนิดดาวฤกษ์เป็นส่วนใหญ่

แรงโน้มถ่วงจากสสารมืดในเส้นใยดังกล่าว ได้ดึงดูดให้สสารมารวมตัวกันและกลายเป็นดาราจักรต่าง ๆ ที่มีเส้นใยจักรวาลยึดโยงเอาไว้ ทำให้บรรดากระจุกดาราจักรแยกตัวจากที่ว่างในห้วงอวกาศ และเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายคล้ายหยากไย่

เราไม่อาจจะมองเห็นเส้นใยจักรวาลนี้ได้ แต่ก็รู้ว่ามีอยู่จากหลักฐานทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์อื่น ๆ เช่นร่องรอยของการแผ่รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพ (CMB)

ล่าสุดทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานตาครูซ (UCSC) ของสหรัฐฯ ได้คิดหาวิธีจินตนาการถึงรูปร่างโครงสร้างของเส้นใยจักรวาล โดยนำเอาราเมือก (slime mold) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เติบโตด้วยการแตกแขนงออกไปตามเส้นทางที่มีอาหารของมัน มาเป็นต้นแบบในการทำแผนที่สามมิติของเส้นใยจักรวาล ภายในระยะทาง 500 ล้านปีแสงจากโลก

แบบจำลองสามมิติของโครงข่ายเส้นใยจักรวาล ภายในระยะ 500 ล้านปีแสงจากโลก ภาพในกรอบเล็กคือตำแหน่งของบางดาราจักร (จุดสีเหลือง) ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยเส้นใยที่มองไม่เห็น (เส้นสีม่วง)

รายงานว่าด้วยการวิจัยข้างต้นนี้ กำลังจะตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal Letters โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้เขียนอัลกอริทึมเลียนแบบพฤติกรรมของราเมือก ซึ่งมันจะเลือกเส้นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อเข้าถึงอาหาร

อัลกอริทึมหรือกระบวนวิธีแก้ปัญหานี้ จะช่วยให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัดสินใจได้ว่า เส้นใยจักรวาลที่เชื่อมโยงดาราจักรต่าง ๆ ควรจะมีเส้นทางการเชื่อมต่อเป็นอย่างไร เมื่อป้อนข้อมูลพิกัดตำแหน่งของดาราจักรจำนวน 37,000 กาแล็กซีให้

SCIENCE PHOTO LIBRARY
ภาพจำลองแบบดั้งเดิมของเส้นใยจักรวาล ส่วนที่เป็นจุดสว่างคือบริเวณที่มีดาราจักรอยู่หนาแน่น

ดร. โจเซฟ บูร์เช็ตต์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ ที่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ระดับพื้นฐานที่สุด สามารถให้ความกระจ่างต่อเรื่องโครงสร้างขนาดมหาศาลที่ใหญ่ที่สุดของจักรวาล”

“วิธีการที่ราเมือกสร้างเส้นใยอันซับซ้อนเพื่อเข้าถึงแหล่งอาหารใหม่ ๆ คล้ายกันอย่างมากกับการที่แรงโน้มถ่วงก่อรูปร่างของเอกภพด้วยเส้นใยจักรวาล ซึ่งเส้นใยนี้จัดเรียงตัวตามโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมมากที่สุด”

ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ใช้พฤติกรรมของราเมือกเป็นต้นแบบ ในการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดในเมืองใหญ่ หาทางออกจากเกมเขาวงกต หรือค้นหาเส้นทางอพยพหนีภัยที่ดีที่สุดมาแล้ว เนื่องจากการให้มนุษย์หรือปัญญาประดิษฐ์คิดแก้ปัญหาเหล่านี้เองโดยลำพัง ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากจนสุดวิสัย

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3751200

คลิกดูคลิปที่นี่

ไวรัสโคโรนา : ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้สร้างความเสียหายต่อร่างกายเราได้อย่างไร

_111267894_89cd7458-027f-4dfa-8901-39718a1a345c.jpg

ไวรัสโคโรนา : ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้สร้างความเสียหายต่อร่างกายเราได้อย่างไร – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

โลกเพิ่งรู้จักไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เมื่อ ธ.ค. ปีที่แล้ว แต่ขณะนี้การแพร่ระบาดของไวรัสนี้ได้กลายเป็น “การระบาดใหญ่” (pandemic) หลังจากเชื้อลุกลามไปอย่างรวดเร็วในกว่า 142 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ทำให้เกิดโรคที่เรียกกันว่า โควิด-19

ผู้ติดเชื้อบางคน มีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางคนก็ถึงกับเสียชีวิต

ไวรัสชนิดนี้ทำร้ายร่างกายเราอย่างไร และเราจะจัดการกับมันได้อย่างไร

ระยะฟักตัว

นี่เป็นช่วงที่ไวรัสพยายามเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายคุณ ไวรัสชนิดต่าง ๆ ทำงานโดยการเข้าไปและยึดเซลล์ร่างกายของคุณไว้ ไวรัสโคโรนา ซึ่งมีชื่อเรียกทางการว่า Sars-CoV-2 สามารถเข้าสู่ร่างกายเมื่อคุณหายใจเอาเชื้อเข้าไป (หากมีคนติดเชื้อไอหรือจามใกล้ ๆ) หรือเมื่อคุณไปจับบริเวณที่มีเชื้อติดอยู่

ในขั้นแรก เชื้อจะแพร่ไปตามเซลล์ที่เยื่อบุคอ ท่อทางเดินหายใจและปอด ก่อนจะเปลี่ยนอวัยวะเหล่านี้เป็น “โรงงานผลิตไวรัสโคโรนา″ ที่แพร่กระจายไวรัสใหม่ไปติดเซลล์เพิ่มอีก

ในช่วงแรกนี้ คุณอาจไม่มีอาการป่วย และสำหรับบางคนก็อาจไม่แสดงอาการใดเลย โดยเฉลี่ยแล้ว ระยะฟักตัวตั้งแต่ติดเชื้อถึงแสดงอาการอยู่ที่ 5 วัน แต่ก็แตกต่างกันไปตามกรณี

โคโรนา

ระยะที่อาการไม่หนัก

นี่คืออาการที่คนส่วนใหญ่จะเผชิญ จะเป็นการติดเชื้ออย่างเบา สำหรับ 8 ใน 10 คนที่เป็นโรคโควิด-19 อาการหลักคือมีไข้และไอ เป็นไปได้ว่าร่างกายจะปวดระบม เจ็บคอ และปวดหัว แต่ก็ไม่เสมอไป

อาการไข้เกิดจากการตอบสนองของร่างกายคุณต่อไวรัส ร่างกายเห็นไวรัสเป็นสิ่งแปลกปลอมเลยสั่งการบอกร่างกายว่ามีบางอย่างผิดปกติด้วยการหลั่งสารไซโตไคน์ (cytokines) นี่จะช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันแต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ร่างกายปวดระบมและมีไข้

การไอที่เกิดจากไวรัสโคโรนาเป็นไอแบบแห้ง ๆ และนี่คงเป็นผลมาจากเซลล์ที่ระคายเคืองหลังติดเชื้อไวรัส บางคนอาจจะไอจนมีเสมหะออกมาในที่สุด โดยเสมหะนี้เป็นเซลล์ปอดที่ตายจากเชื้อไวรัส อาการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ สามารถรักษาด้วยการนอนพัก ดื่มน้ำเยอะ ๆ และกินยาพาราเซตามอล

ระยะที่ว่านี้กินเวลาราวหนึ่งสัปดาห์ โดยคนส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นสภาพร่างกายได้เองเนื่องจากเอาชนะไวรัสได้

อย่างไรก็ดี บางคนก็อาการแย่ลงเป็นโรคโควิด-19 ในขั้นรุนแรงกว่า

นี่คือสิ่งที่เราเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ตอนนี้ แต่ก็เริ่มมีงานวิจัยบางชิ้นที่เสนอว่าโรคโควิด-19 มีอาการคล้ายการเป็นหวัด เช่น การมีน้ำมูก เช่นกัน

 

โคโรนา

ผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด หรือ ECMO

โรคโควิด-19 ขั้นร้ายแรง

บางคนอาการแย่ลงเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายตอบสนองไวรัสมากเกินไป การหลั่งสารเป็นสัญญาณเตือนว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสามารถทำให้เกิดอาการอักเสบในร่างกาย แต่การอักเสบนี้ต้องอยู่ในระดับที่พอดีสมดุล มากไปจะทำให้เกิดความเสียหายไปทั่วร่างกายได้

“ไวรัสนี้ทำให้เกิดการตอบโต้ของระบบภูมิคุ้มกันอย่างไม่สมดุล มีอาการอักเสบมากเกินไป เรายังไม่ทราบว่าไวรัสทำเช่นนี้ได้อย่างไร” ดร.นาธาลี แมคเดอร์มอตต์ จากคิงส์คอลเลจลอนดอน กล่าว

การอักเสบที่ปอดเรียกว่าอาการปอดปวม เป็นไปได้ที่เชื้อจะเดินทางเข้าปาก ผ่านหลอดลม และเข้าไปสู่ถุงลมในปอดในที่สุด ในนี้จะมีกระบวนการการนำออกซิเจนเข้าสู่เลือดและขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป แต่ในภาวะปอดบวม น้ำจะเริ่มเข้ามาในถุงลมเล็ก ๆ และทำให้เกิดอาการหายใจไม่อิ่มและหายใจไม่สะดวกในที่สุด

ในระยะนี้ บางคนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ข้อมูลจากจีนชี้ว่า 14 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดได้รับผลกระทบในขั้นนี้

โคโรนา
ประชาชนบางส่วนเลือกสวมหน้ากากป้องกันตัวเองแม้รัฐบาลอังกฤษไม่ได้แนะนำ

อาการสาหัส

คาดการณ์ว่ามี 6 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดที่อาการทรุดจนสาหัส ถึงจุดนี้ ร่างกายสู้ไม่ไหวและอาจเสียชีวิตได้ ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถจัดการตัวเองได้ และสร้างความเสียหายไปทั่วร่างกาย อาจเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด เมื่อความดันโลหิตต่ำจนอวัยวะไม่สามารถทำงานได้ หรือหยุดทำงานไป อาการอักเสบที่ปอดทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ไตอาจหยุดฟอกเลือด เยื่อบุลำไส้ถูกทำลาย

และหากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถสู้ไวรัสได้ ไวรัสก็จะแพร่กระจายไปทุกที่ที่ทำได้เพื่อทำลายร่างกายเพิ่มอีก

การรักษาในขั้นนี้อาจต้องใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด หรือ ECMO แต่ร่างกายก็อาจจะเสียหายถึงขั้นที่ไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีก

การเสียชีวิตรายแรก ๆ

ในวารสารทางการแพทย์ Lancet Medical มีการบันทึกไว้โดยละเอียดกรณีคนไข้สองคนแรกที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลจินอิ๋นถาน ในเมืองอู่ฮั่นในจีน ตอนแรกคนไข้ทั้งสองดูมีสุขภาพดีแม้จะเป็นคนสูบบุหรี่ คนแรกเป็นชายอายุ 61 ปี มีภาวะปอดปวมรุนแรงเมื่อมาถึงโรงพยาบาล แม้ว่าจะมีเครื่องช่วยหายใจช่วยแต่ปอดก็ล้มเหลวและหัวใจหยุดทำงานในที่สุด เขาเสียชีวิต 11 วันหลังจากมาถึงโรงพยาบาล

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3759181

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ เล่ม ๕ ชั้น ม.๖ เรื่อง ของไหล – ความร้อน ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

book_detail_large

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book ฟิสิกส์ เล่ม ๕ ชั้น ม.๖ เรื่อง ของไหล – ความร้อน ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

คลิกค่ะ  ฟรี

  hd-people-mobile-image-750x352px

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book คู่มือวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.3 เล่ม 2 หลักสูตรใหม่ 2560 ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

book_detail_large

คลิกค่ะ  ฟรี

ฟิสิกส์ดิสคอฟเวอรี่ มอบ Meb mobile e-book คู่มือวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.3 เล่ม 2 หลักสูตรใหม่ 2560  ของ ผศ.สุชาติ สุภาพ

 

ภาพเหมือนไอแซค นิวตัน (เอพี) คลิกอ่านประวัติท่าน

12 ความจริงของสัตว์โลก ที่มีความเป็นมนุษย์มากกว่าที่เราคิด

จริงที่พิสูจน์ว่าสัตว์โลกเหล่านี้มีบางสิ่งบางอย่างที่ใกล้เคียงกับมนุษย์เรา มากกว่าที่เราคิด

1. ช้างจะโศรกเศร้ากับสิ่งที่พวกมันรักเป็นเวลานานหลายปี

ภาพของลูกช้างที่เสียแม่ของมันไปสร้างความสะเทือนใจให้กับคนทั้งโลก นักวิจัยเผยว่าช้างจะรู้สึกเครียดอย่างมากเมื่อเสียสัตว์ในครอบครัวที่รักไป และมันจะโศรกเศร้าแบบนั้นเป็นเวลาหลายเดือน ถ้าช้างมาใกล้จุดที่เสียสิ่งที่มันรักไป พวกมันอาจจะหยุดและอยู่เงียบ ๆ ชั่วขณะหนึ่งและอาจเป็นเช่นนั้นหลายนาที

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

2. นักวิจัยสันนิษฐานว่าลิงชิมแปนซีมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ

การศึกษาพบว่าลิงชิมแปนซีแสดงความรู้สึกเห็นใจโดยสามารถแบ่งปันและเข้าใจความรู้สึกของสัตว์ตัวอื่นได้ แต่ระดับความรู้สึกอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละตัว ตามการวิจัยเผยว่าหลังการต่อสู้หรือขัดแย้ง ลิงชิมแปนซีจะเข้ามาช่วยปลอบใจคู่ต่อสู้ที่กำลังเครียด

3. หนูตะเภาสามารถแสดงสีหน้าได้หลากหลาย

หนูอาจแสดงอารมณ์ได้แบบเดียวกับมนุษย์ ตามการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมกกิลเผยว่า หนูอาจแสดงสีหน้าความเจ็บปวดได้หลากหลายแบบ และยังสามารถสื่อสารความเจ็บปวดของพวกมันออกมาเป็นภาพและอ่านความรู้สึกของตัวอื่นได้

4. โลมาสามารถละเมอได้

ปลาโลมาหลายตัวที่สวนแสดงสัตว์น้ำที่ฝรั่งเศสถูกบันทึกไว้ว่า พวกมันส่งเสียงแบบวาฬออกมาขณะนอนหลับ ตามการวิจัยเผยว่าปลาโลมาอาจได้ยินเสียงวาฬได้ระหว่างช่วงเวลาการแสดงในตอนกลางวัน ทำให้มันจดจำเสียงเหล่านั้นและสร้างเสียงเลียนแบบออกมาในรูปแบบของการนอนละเมอ

5. นกพิราบสามารถทำพฤติกรรมไร้เหตุผลเช่นมนุษย์ได้

ดูเหมือนว่านกพิราบจะชอบทำตัวสุ่มเสี่ยงอยู่เสมอ การศึกษาพบว่าพวกนกเหล่านี้พยายามทำสิ่งยาก ๆ มากกว่าสิ่งที่ง่าย ถึงแม้จะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันก็ตาม การชื่นชอบความท้าทายนี้ดูคล้ายคลึงกับมนุษย์มากทีเดียว

6. แมวอ้วนได้เมื่อรู้สึกเครียด

หนึ่งในเหตุผลที่แมวน้ำหนักเพิ่มขึ้นอาจมาจากความเครียด ความกังวลและความทุกข์ การเปลี่ยนแปลงเรื่องน้ำหนักของพวกมันอาจมาจากอารมณ์ของสัตว์ขณะนั้นซึ่งคล้ายกับมนุษย์เรา และเราขอแนะนำให้คุณพาน้องแมวไปหาหมอเพื่อตรวจสอบสุขภาพเสมอเมื่อพวกมันเริ่มน้ำหนักเพิ่ม เพราะอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับน้องแมวก็เป็นได้

7. ลิงทามารินชอบพูดคุย

ลิงทามารินชอบที่จะสื่อสาร ตามการศึกษาในเอกสารของชีววิทยาสวนสัตว์ พวกมันมีระบบการกระซิบ สารภาพและแสดงความอ่อนแอออกมา และมันอาจเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถกระซิบได้เหมือนมนุษย์

8. หนูสามารถขับรถได้

นักวิจัยเผยว่าหนูสามารถขับรถ เลี้ยวรถและควบคุมกระบวนการเคลื่อนที่ของรถได้ มันน่าทึ่งมากที่พวกมันแสดงความสามารถเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยม และยังสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้มากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคิดมาก่อน

9. วัวมีอารมณ์แปรปรวนได้

พฤติกรรมของวัวสามารถคาดเดาได้น้อยลงเมื่อพวกมันโตขึ้น นักวิทยาศาสตร์เผยว่าวัวบางตัวจสำรวจสิ่งแวดล้อมใหม่ สิ่งของใหม่หรือมนุษย์คนใหม่ แต่ในวันอื่นพวกมันจะแค่ยืนเฉยในที่เดิมตลอดช่วงเวลาการทดสอบ

10. สุนัขชื่นชอบเสียงเพลง

เรื่องของสุนัขที่ชื่นชอบเสียงเพลงไม่ใช่เรื่องใหม่ มีคลิปวีดีโอมากมายที่แสดงให้เห็นว่าสุนัขร้องเพลงหรือแม้แต่เต้นเมื่อได้ยินเสียงเพลง การศึกษาเผยว่าเพลงคลาสสิกอาจทำให้สุนัขผ่อนคลายและสงบลง ในขณะที่ดนตรีเร้กเก้และร็อกสามารถลดความเครียดและทำให้อัตราการเต้นของหัวใจพวกมันลดลง นักวิทยาศาสตร์เผยว่าดนตรีประเภทนี้มีจังหวะที่ใกล้เคียงกับอัตราการเต้นของหัวใจสุนัข

11. ลิงชอบแบ่งปันเหมือนมนุษย์

มีการวิจัยเผยว่าลิงอาจไม่แค่ช่วยกันหาอาหารเท่านั้น แต่พวกมันยังแบ่งปันสิ่งที่ได้มากับตัวอื่นอีกด้วย พวกมันอาจทำเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง แต่แท้จริงแล้วมันอาจเป็นเพราะพวกมันสัมผัสได้ไวกับความต้องการของตัวอื่น และรู้สึกอยากสนับสนุนกันและกัน

12. วาฬเบลูกาให้ความสำคัญกับรากเหง้าและวัฒนธรรม

การศึกษาพบว่าวาฬเบลูกามักสร้างสังคมที่ซับซ้อนขึ้น เข้าใจและชื่นชมวัฒนธรรม (หมายถึงข้อมูลหรือรูปแบบพฤติกรรมที่ร่วมแบ่งปันในฝูงสัตว์) พร้อมทั้งให้เกียรติและให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษและสายสัมพันธ์ในครอบครัว ในความจริงวาฬมักอยู่กับแม่ของมันเป็นเวลาหลายปีซึ่งไม่ต่างจากสังคมมนุษย์เรา

แล้วคุณเคยเห็นพฤติกรรมที่ค้ลายมนุษย์จากสัตว์ประเภทอื่นไหม บอกเราได้ในคอมเมนต์

ที่มา : brightside | เรียบเรียงโดย เพชรมายา

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์ ม. 3 เล่ม 1 หลักสูตรใหม่ 2560 ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover

หนังสือ e-book วิทยาศาสตร์ ม. 3 เล่ม 1 หลักสูตรใหม่ 2560 ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     

คลิกค่ะ  ฟรี

 

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ฮอว์กิงตอบคำถามเรื่องพระเจ้า การทำนายอนาคต การย้อนเวลา และสิ่งที่คนอยากรู้มากที่สุด

 

คลิกดูคลิป

เฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาล สถานที่ลึกลับและกว้างใหญ่ไพศาลที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเราไม่มีวันไปสัมผัสได้ และน่าเสียดายที่นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ได้เสียชีวิตไปในวัย 76 ปี ก่อนที่เขาจะได้เห็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนอยากเห็นมาที่สุดนั่นก็คือ “สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว”

ในหนังสือเล่มที่ถูกตีพิมพ์เล่มสุดท้าย ฮอว์กิงได้เผยถึงคำตอบของเขาสำหรับคำถามยอดฮิต 10 ข้อที่เขาถูกถามมากที่สุด และมีผู้คนอยากรู้คำตอบมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของพระเจ้า สวรรค์ เอเลี่ยน หรือการเดินทางข้ามเวลา และนี่ก็คือคำถามและคำตอบทั้งหมดแบบคร่าวๆ ที่จะทำให้เราได้รู้ว่า มุมมองของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษนี้เป็นอย่างไร

1. มีพระเจ้าอยู่จริงหรือไม่ ?

คำตอบ: ไม่มีพระเจ้า ไม่มีใครสร้างจักรวาล และไม่มีใครเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของเรา ซึ่งนำไปสู่ความจริงที่ว่า ไม่มีสวรรค์และชีวิตหลังความตาย ผมคิดว่าชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งที่คิดกันขึ้นมาเอง เมื่อเราตายแล้วก็กลายเป็นแค่ฝุ่น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

2. แล้วทุกสิ่งมันเริ่มต้นจากอะไร ?

คำตอบ: ทุกสิ่งเริ่มต้นจากในปรากฏการณ์บิกแบง (บิงแบง เป็นแบบจำลองของการกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพในจักรวาลวิทยาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และจากการสังเกตการณ์ที่แตกต่างกันจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปใช้คำนี้กล่าวถึงแนวคิดการขยายตัวของเอกภพหลังจากสภาวะแรกเริ่มที่ทั้งร้อนและหนาแน่นอย่างมากในช่วงเวลาจำกัดระยะหนึ่งในอดีต และยังคงดำเนินการขยายตัวอยู่จนถึงในปัจจุบัน)

3. มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาอื่นอีกในจักรวาลหรือไม่ ?

คำตอบ: มีรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญหาอยู่ที่ไหนสักแห่งในจักรวาล เราต้องคอยเฝ้าดูการตอบกลับจนกว่าเราจะพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปกว่านี้อีกสักหน่อย

4. เราจะสามารถทำนายอนาคตได้หรือไม่ ?

คำตอบ: ทั้งได้และไม่ได้ ตามทฤษฎีแล้วเราอาจจะทำนายอนาคตได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันเป็นไปได้ยากมาก

5. มีอะไรอยู่ข้างในหลุมดำ ?

คำตอบ: การตกลงไปในหลุมดำถือเป็นข่าวร้ายแน่นอน หลุมดำมีขอบเขตที่เรียกว่า Event Horizon ซึ่งมันมีแรงดึงดูดที่มหาศาลขนาดที่แสงยังไม่สามารถหนีออกไปได้ และเนื่องจากไม่มีอะไรที่เร็วกว่าแสง ดังนั้นทุกสิ่งอย่างก็จะถูกลากกลับลงไปด้วย

การเผชิญกับ Event Horizon ก็เหมือนกับการพายเรือแคนูบนน้ำตกไนแอการา ถ้าคุณพายมันเร็วพอก็จะสามารถหนีออกไปได้ แต่ถ้าคุณมาถึงขอบน้ำตก คุณไม่รอด ไม่มีทางกลับออกไปได้ คล้ายกับหลุมดำ แต่ถ้าคุณไปอยู่ตรงนั้น แรงดึงดูดที่มหาศาลจะดึงเท้าของคุณแรงกว่าหัว เพราะเท้าอยู่ใกล้หลุมดำมากกว่า ผลลัพธ์ก็คือร่างกายคุณจะยืดยาวแหลกละเอียด ถ้าหลุมดำมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 2-3 เท่า ร่างคุณจะถูกยืดออกเหมือนกับเส้นสปาเก็ตตี้ ก่อนที่คุณจะหล่นไปถึง Event Horizon เสียอีก

6. การเดินทางข้ามเวลาเป็นไปได้หรือไม่ ?

คำตอบ: ตามกฏแล้วการเดินทางข้ามเวลาไม่สามารถทำได้ อ้างอิงจากความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันของเรา

7. เราจะสามารถอยู่รอดบนโลกนี้ได้หรือไม่ ?

คำตอบ: พื้นที่อยู่อาศัยบนโลกนี้กำลังจะหมดลง มีมหันตภัยร้ายแรงอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า สถานที่เดียวที่เราจะไปได้คือโลกอีกใบ นี่คือช่วงเวลาที่เราต้องออกสำรวจค้นหาระบบสุริยะแห่งใหม่ ผมไม่คิดว่ามนุษย์เราจะดำรงชีวิตอยู่รอดไปมากกว่า 1,000 ปีข้างหน้า

8. เราควรจะตั้งอาณานิคมในอวกาศหรือไม่ ?

คำตอบ: ผมหวังว่าอีกภายใน 100 ปีข้างหน้า เราจะสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในจักรวาลแห่งนี้ และหนทางเดียวที่มนุษย์จะรอดคือการตั้งอาณานิคมบนดวงดาวแห่งใหม่

9. AI หรือปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดกว่าเราหรือไม่ ?

คำตอบ: ซุปเปอร์ AI จะมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมที่จะสามารถทำตามเป้าหมายได้ และถ้าเป้าหมายเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับการมีอยู่ของเรา เราจะมีปัญหาได้

10. เราจะกำหนดอนาคตได้อย่างไร ?

คำตอบ: จำไว้ว่า มองขึ้นไปที่ดวงดาว และไม่มองลงมายังเท้าของคุณเอง พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็น สงสัยว่าอะไรทำให้จักรวาลดำรงอยู่

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : dailymail | เรียบเรียงโดย เพชรมายา

https://petmaya.com/stephen-hawkings-big-questions

 

ภาพฮาทารกแรกเกิด ทำหน้าเซ็งเหมือนไม่อยากออกจากท้องแม่ และ คลิป แสดงการคลอดของเด็ก

post-featured-image

ภาพฮาทารกแรกเกิด – เดอะซัน รายงานเบื้องหลังภาพทารกแรกเกิดที่แชร์เป็นไวรัลในโลกโซเชียล เนื่องจากสีหน้าของหนูน้อยราวกับยังไม่อยากออกจากท้องแม่

คลิกดูคลิป

หนูน้อยในภาพ ชื่อ ด.ญ.อิซาเบล เปไรรา เดอ จีซัส เพิ่งเกิดได้ไม่กี่นาที ก่อนนายโรดริโก คุนสต์มานน์ ช่างภาพมืออาชีพจะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่โรงพยาบาลในนครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล

ภาพฮาทารกแรกเกิด

Credit: Rodrigo Kunstmann Fotógrafo Profissional/Facebook

เมื่อภาพเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่เห็นว่าสีหน้าของหนูน้อยชวนฮามาก เพราะเหมือนอยากจะกลับเข้าไปอยู่ในท้องแม่

“โถน่าสงสาร เธอเพิ่งจะอยู่ในโลกไม่กี่นาที ก็เหมือนเอียนแล้ว” คอมเมนต์หนึ่งเขียน ส่วนอีกคอมเมนต์ว่า “ไม่ใช่แค่ทำหน้าบึ้งนะ ดูตาเธอสิ อย่างกับกริชประหารได้เลย”ภาพฮาทารกแรกเกิด

Credit: Rodrigo Kunstmann Fotógrafo Profissional/Facebook

ช่างภาพให้สัมภาษณ์นิตยสารเครสเซอร์ของบราซิล ว่า จังหวะที่ถ่ายภาพ เด็กเพิ่งลืมตากว้างยังไม่ร้องไห้ จากนั้นหมอจึงพูดว่า “พูดซิ อิซา″ จากนั้นเด็กจึงทำหน้าซีเรียสมาก แล้วก็เริ่มร้องไห้ เมื่อหมอตัดสายสะดือ

Credit: Rodrigo Kunstmann Fotógrafo Profissional/Facebook

ด้านแม่ของหนูน้อยกล่าวว่า ปลื้มมากที่ภาพของลูกสาวกลายเป็นไวรัล โดยให้ส้มภาษณ์ว่า เดิมทีมีกำหนดคลอดวันที่ 20 ก.พ. แต่ลูกเลือกวันเกิดของตัวเอง

“ลูกน้อยของฉันคลอดออกมาอย่างกล้าหาญ ตอนนี้เพิ่มพึมพัมแล้ว แล้วก็จะย่นหน้าผาก เวลาที่อยากให้เปลี่ยนผ้าอ้อม”

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_3669261

คลิป แสดงการคลอดของเด็ก

คลิปเด็กทารกอยู่ในท้องเก้าเดือนแสดงแบบย่นย่อ ลงเหลือ 4 นาที