คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2019

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book ตะลุยโจทย์ฟิสิกส์ เรื่องเสียง ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book

ตะลุยโจทย์ฟิสิกส์ เรื่องเสียง  ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     

คลิกค่ะ  ฟรี

The science of hearing – Douglas L. Oliver

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กลไกควอนตัมของแสง

      ปี ค.ศ.1910 เออร์เนส รูเธอร์ฟอร์ด นักเคมีฟิสิกส์ชาวนิวซีแลนด์ นำเสนอแบบจำลองโครงสร้างอะตอมว่า  อะตอมประกอบด้วย ประจุบวก (โปรตอน) อยู่ตรงกลาง มีประจุลบ (อิเล็กตรอน) โคจรล้อมรอบเป็นชั้นๆ โดยที่มวลส่วนใหญ่ไม่น้อยกว่า 99.98% อยู่ที่นิวเคลียสของอะตอม (ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า นิวเคลียสของอะตอมประกอบด้วยโปรตอนและนิวตอน)   หนึ่งปีต่อมา นีล บอฮ์ร นักฟิสิกส์ชาวดัทช์ ได้สร้างแบบจำลองอะตอมของไฮโดรเจน เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างอะตอมและสเปกตรัม อะตอมของไฮโดรเจนมีโปรตอน 1 อนุภาคอยู่ตรงใจกลาง มีอิเล็กตรอน 1 อนุภาค เคลื่อนที่อยู่ในวงโคจรซึ่งมีให้เลือก 6 ชั้น  ดังภาพที่ 1  ถ้าอะตอมได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น อีเล็กตรอนจะปรับโคจรสูงขึ้น ถ้าอะตอมสูญเสียพลังงาน อิเล็กตรอนจะปรับวงโคจรต่ำลง

ภาพที่ 1 แบบจำลองอะตอมของไฮโดรเจน

        ดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิ 5,800 K แผ่รังสีความเข้มสูงสุดที่ความยาวคลื่น 500 nm ดวงอาทิตย์จึงเป็นดาวฤกษ์สีเหลือง  แต่เนื่องจากดวงอาทิตย์มีบรรยากาศซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นธาตุไฮโดรเจน  แก๊สไฮโดรเจนที่ห่อหุ้มได้ดูดกลืนรังสีบางส่วนของดวงอาทิตย์ ทำให้ปรากฏเป็นสเปกตรัมดูดกลืน (Absorption spectrum) จำนวน 4 เส้นได้แก่ H-alpha ที่ความยาวคลื่น 656 nm, H-beta ที่ความยาวคลืน 486nm,  H-gamma ที่ความยาวคลื่น 434nm และ H-delta ที่ความยาวคลื่น 410 nm ดังที่แสดงในภาพที่ 2

ภาพที่ 2 กราฟแสงและสเปกตรัมของดวงอาทิตย์

        นีล บอฮ์ร ได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระดับพลังงานภายในอะตอมในภาพที่ 1 กับสเปกตรัมของรังสีในภาพที่ 2 ว่า  เมื่ออะตอมได้รับพลังงานจากภายนอก มันจะกระโดดขึ้นสู่วงโคจรชั้นบน ทำให้เกิดเส้นดูดกลืนบนสเปกตรัมสว่าง  แต่เมื่ออะตอมสูญเสียพลังงาน อิเล็กตรอนจะลดลงสู่วงโคจรชั้นล่าง  ทำให้เกิดเส้นแผ่รังสีบนสเปกตรัมมืด         
        เมื่ออะตอมของไฮโดรเจนดูดกลืนรังสีในช่วงความยาวคลื่น 656.3 nm อิเล็กตรอนจะยกตัวจากวงโคจรชั้นที่ 2 ขึ้นสู่วงโคจรชั้นที่ 3 ดังภาพที่ 3 ด้านซ้ายมือ  และเมื่ออะตอมของไฮโดรเจนสูญเสียพลังงาน อิเล็กตรอนจะลดวงโคจรจากชั้นที่ 3 ไปสู่วงโคจรชั้นที่ 2 และแผ่รังสีออกมาในช่วงความยาวคลื่น 656.3 นาโนเมตร ทำให้เกิดเส้นดูดกลืน (Absorption line) และเส้นแผ่รังสี (Emission line) ตามลำดับ 

ภาพที่ 3 การดูดกลืนรังสีและการแผ่รังสี

        นีล บอฮ์ร อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างความยาวคลื่นกับโครงสร้างอะตอมไฮโดรเจน ด้วยสูตร

                1/λ = R {(1/N2) – (1/n2)} 
                   N = ลำดับวงโคจรชั้นใน 
                   n = ลำดับวงโคจรชั้นนอก 
                   R = Rydberg constant = 1.097 x 107 m-1 
                   λ = ความยาวคลื่นที่ดูดกลืนหรือแผ่รังสี (หน่วยเป็นเมตร) 

          เขาใช้สูตรนี้ อธิบายเส้นดูดกลืนต่างๆ บนสเปคตรัมของดวงอาทิตย์ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงชั้นวงโคจรของอิเล็กตรอนของไฮโดรเจนในภาพที่ 4 ดังนี้
    • การเลื่อนชั้นวงโคจรของอิเล็กตรอนของไฮโดรเจนระหว่างชั้นที่ 1 กับชั้นที่ 2, 3, 4, 5, 6 ทำให้เกิดเส้นสเปกตรัมที่ความยาวคลื่น 122 nm (L-alpha), 103 nm (L-beta), 97 nm (L-gamma), 95 nm (L-delta), 94 nm (L-epsilon) เรียกว่า ไลมานซีรีส์ อยู่ในช่วงรังสีอัลตราไวโอเล็ต
    • การเลื่อนชั้นวงโคจรของอิเล็กตรอนของไฮโดรเจนระหว่างชั้นที่ 2 กับชั้นที่ 3, 4, 5, 6 ทำให้เกิดเส้นสเปกตรัมที่ความยาวคลื่น 656 nm (H-alpha), 486nm (H-beta), 434 nm (H-gamma), 410 nm (H-delta) ตามลำดับ เรียกว่า บาลเมอร์ซีรีส์ ซึ่งเป็นแสงในช่วงคลื่นตามองเห็น ดังที่แสดงในภาพท่ี 2  นักดาราศาสตร์นิยมศึกษาพวยแก๊สบนดวงอาทิตย์ (Prominences) ด้วยแสงไฮโดรเจน-อัลฟา ที่ความยาวคลื่น 656 nm
    • การเลื่อนชั้นวงโคจรของอิเล็กตรอนของไฮโดรเจนระหว่างชั้นที่ 3 กับชั้นที่ 4, 5, 6 ทำให้เกิดเส้นสเปกตรัมที่ความยาวคลื่น 1875 nm (P-alpha), 1282 nm (P-beta), 1094 nm (P-gamma) ตามลำดับ เรียกว่า ปาสเชนซีรีส์ อยู่ในช่วงรังสีอินฟราเรด 

ภาพที่ 4 การดูดกลืนและแผ่รังสีในซีรีย์ต่างๆ 


          เราสามารถคำนวณระดับพลังงานภายในอะตอมได้โดยใช้สูตร 
               E = hc/λ  
               โดยที่ h = 4.14 x 10-15 อิเล็กตรอนโวลท์ วินาที (eV s) 
               ทั้งนี้ 1 eV มีค่าเท่ากับ 1.6 x 10-19 จูล (J)

          ภาพที่ 5 แสดงให้เห็นกลไกของระดับพลังงานภายในอะตอม เรียกว่า กลไกควอนตัม (Quantum mechanics) อิเล็กตรอนมีพลังงานต่ำสุดเมื่ออยู่ในวงโคจรชั้นล่างสุดซึ่งเป็นสถานะพื้น (Ground state)  อิเล็กตรอนจะกระโดดขึ้นสู่วงโคจรชั้นที่ 2 ก็ต่อเมื่อได้รับพลังงานจากโฟตอน L-alpha ซึ่งมีความยาวคลื่น 122 nm ซึ่งมีพลังงาน 10.19 eV ในทำนองกลับกันเมื่ออิเล็กตรอนลดวงโคจรจากชั้นที่ 2 ลงสู่สถานะพื้น ก็จะแผ่รังสี Lymann-alpha ซึ่งมีความยาวคลื่น 122 nm ในทำนองเดียวกันเมื่ออิเล็กตรอนยกตัวจากสถานะพื้น ไปยังวงโคจรชั้นที 3 จะต้องใช้พลังงาน 12.07 eV ซึ่งได้รับมาจากโฟตอน Lymann-beta ซึ่งมีความยาวคลื่น 103 nm และเมื่ออิเล็กตรอนลดวงโคจรจากชั้น n = 3 ลงสู่ Ground State มันจะแผ่รังสี Lymann-beta ซึ่งมีความยาวคลื่น 103 nm  อย่างไรก็ตามหากอะตอมได้รับพลังงานจากโฟตอนของรังสีอัลตราไวโอเล็ตหรือรังสีที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่า ซึ่งมีพลังงานสูงมากกว่า 13.6 eV อิเล็กตรอนจะหลุดออกจากอะตอมไปเป็นประจุ (Ionization)  

ภาพที่ 5 ระดับพลังงานภายในอะตอมไ​​ฮโดรเจน

http://www.lesa.biz/astronomy/light/quantum

ปรากฏการณ์ควอนตัมนำความร้อน “กระโดด” ข้ามช่องว่างสุญญากาศ

ปรากฏการณ์ควอนตัมนำความร้อน “กระโดด” ข้ามช่องว่างสุญญากาศ – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การค้นพบใหม่ ๆ ทางฟิสิกส์ อาจทำให้ตำราเรียนระดับพื้นฐานต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาใหม่กันอีกครั้ง โดยล่าสุดนักวิจัยด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ (UC Berkeley) ของสหรัฐฯ พบว่าปรากฏการณ์ทางควอนตัมบางอย่าง สามารถฉีกกฎเกณฑ์ในเรื่องการถ่ายเทความร้อน ที่บรรดานักเรียนนักศึกษาเคยท่องจำกันมาลงได้อย่างสิ้นเชิง

ตามปกติแล้ว การถ่ายเทความร้อน (Heat transfer) ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม จะต้องอาศัยตัวกลางคือการสั่นของอะตอมหรือโมเลกุลต่าง ๆ เสมอ เว้นแต่การแผ่รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ซึ่งสามารถเดินทางผ่านห้วงอวกาศที่ไม่มีตัวกลางและเป็นสุญญากาศได้

แต่การทดลองที่วิศวกรของ UC Berkeley จัดทำขึ้นล่าสุด ทำให้แผ่นเยื่อซิลิคอนไนไตรด์เคลือบด้วยทองบาง ๆ 2 แผ่น ซึ่งตั้งอยู่ห่างกันราว 200-300 นาโนเมตร โดยมีช่องว่างสุญญากาศคั่นกลาง สามารถจะส่งผ่านความร้อนถึงกันได้ โดยเมื่อให้ความร้อนกับแผ่นซิลิคอนไนไตรด์แผ่นหนึ่ง อีกแผ่นหนึ่งก็จะร้อนขึ้นด้วยเช่นกัน เปรียบเสมือนว่าพลังงานความร้อน “กระโดด” ข้ามช่องว่างสุญญากาศเล็ก ๆ นั้นไปได้เอง

UC BERKELEY
แผนภาพแสดงการถ่ายเทความร้อนผ่านช่องว่างสุญญากาศที่มีความผันผวนทางควอนตัมอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้นตรงข้ามกับหลักการของฉนวนกันความร้อนที่พบเห็นกันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่นการที่กระติกน้ำร้อนสามารถเก็บความร้อนไว้ได้นาน เพราะมีช่องว่างสุญญากาศห่อหุ้มอยู่โดยรอบ ทำให้ความร้อนไม่ถ่ายเทออกไปภายนอก

ศาสตราจารย์ จาง เซี่ยง ผู้นำทีมวิจัยอธิบายว่า การที่พลังงานความร้อนถูกส่งผ่านช่องว่างสุญญากาศไปได้นั้น เพราะอาศัยปรากฏการณ์ทางควอนตัมที่เรียกว่า “ปรากฎการณ์คาซิมีร์” (Casimir effect)

“ที่ว่างหรือภาวะสุญญากาศที่เราเห็นนั้น ไม่ได้ว่างเปล่าอย่างแท้จริง แต่เต็มไปด้วยความผันผวนทางแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดเล็กมากที่เกิดขึ้นและผันแปรไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ซึ่งปรากฎการณ์ทางควอนตัมนี้สามารถมีอิทธิพลต่อวัตถุที่อยู่รอบข้างได้ โดยเคยมีการประยุกต์ใช้เพื่อขยับอนุภาคระดับนาโนในสุญญากาศได้มาแล้ว”

UC BERKELEY
ตู้สุญญากาศที่ใช้ในการทดลอง

“เราพบว่าโฟนอน (Phonon) หรือการสั่นของอะตอมที่มีลักษณะเสมือนอนุภาคตัวกลางนำความร้อน สามารถจะถ่ายเทข้ามช่องว่างสุญญากาศไปได้ ด้วยกระแสความผันผวนทางควอนตัมที่มองไม่เห็นนี้เอง”

แม้การทดลองครั้งนี้จะเป็นการส่งผ่านพลังงานความร้อนข้ามช่องว่างสุญญากาศที่เล็กจิ๋ว แต่ก็เป็นความสำเร็จที่เพียงพอจะนำไปประยุกต์ใช้จัดการระบบไหลเวียนความร้อนของควอนตัมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมากซึ่งจะพัฒนาขึ้นในอนาคต

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3224446

อ่านเพิ่มเติม

กลไกควอนตัมของแสง

น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายเร็ว 7 เท่า วิกฤติ Climate Change ลางร้ายหายนะโลก

วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ Climate Change กำลังเป็นหายนภัยใหญ่หลวงต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก ชนิดที่บรรดานักวิทยาศาสตร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมเตือนดังขึ้นเรื่อยๆ ว่ากำลังทำให้โลกใกล้ถึงจุดที่ไม่อาจจะกลับไปเยียวยาได้แล้ว

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ปี ค.ศ.2019 เป็นอีกปีที่ชาวโลกจำนวนไม่น้อย ได้ประสบหายนภัยธรรมชาติรุนแรง ตลอดจนรับฟังข่าว และได้เห็นภาพมหันตภัยทางธรรมชาติ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดถี่ขึ้นและทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างน่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นพายุ-น้ำท่วม-อากาศหนาวเย็นมากขึ้น ร้อนแล้งขึ้น ไฟป่ารุนแรงขึ้น ธารน้ำแข็งขั้วโลก และบนยอดภูเขาสูงทั่วโลกกำลังละลายมากขึ้นอย่างน่าวิตก

ทว่าขณะที่ ‘คนหัวเก่า’ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำพาชาติมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก สวนทางกับความพยายามแก้ไขวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ในปี 2019 โลกก็ยังมีความหวังจากพลังของบรรดานักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลก รวมทั้ง เกรียตา ทุนแบร์ก สาวน้อยชาวสวีเดนวัย 16 ที่กลายเป็นพลังให้แก่เยาวชนคนหนุ่มสาวทั่วโลก ให้ลุกขึ้นมาช่วยกันรักษาโลกให้รอดพ้นจาก Climate Change

* สหรัฐฯ เริ่ม กระบวนการถอนตัวจาก ‘ความตกลงปารีส’

ข่าวร้ายข่าวหนึ่งที่กระหน่ำซ้ำเติมวิกฤติอากาศเปลี่ยนแปลงของโลก ก็คือ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เมินเรื่องภาวะโลกร้อน (อย่างน่าผิดหวัง) โดยได้พาสหรัฐฯ ถอนตัวจาก ‘ความตกลงปารีส’ ตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งความตกลงปารีสนี้ เป็นความตกลงกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ตั้งแต่ พ.ศ.2563

เพียงแต่ในปีนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 4 พ.ย. 62 ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายถึงนายอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติแล้วว่า สหรัฐอเมริกาจะถอนตัวจากความตกลงปารีส 2015 โดยขั้นตอนแรกของกระบวนการจะใช้เวลาหนึ่งปี ซึ่งการออกจากข้อตกลงนี้จะครบกำหนด 1 วัน หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐฯ วันที่ 4 พ.ย.2020

*ข้อมูลยืนยันจากนาซา โลกร้อนขึ้นอย่างน่ากลัว

ขณะที่ทรัมป์ ไม่เชื่อว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์ และยังพาสหรัฐฯ ถอนตัวจาก ‘ความตกลงปารีส’ เพราะมีความเห็นว่าสร้างภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมให้กับชาวอเมริกันนั้น ทว่าจากรายงานขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) หน่วยงานสำคัญของสหรัฐฯ ที่ได้รับการยอมรับจากชาวโลก ได้รายงานการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และภาวะโลกร้อนที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายงานของ NASA-NOAA
– ระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อ 16 ก.ย.2019 อยู่ที่ 412.14 ส่วนในล้านส่วน (ppm) สูงสุดในรอบ 650,000 ปี

– อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1.9 องศาฟาเรนไฮต์ นับตั้งแต่ปี 1880

*น้ำแข็งกรีนแลนด์ ละลายเร็วกว่า 20 ปีที่แล้ว ถึง 7 เท่า

จากรายงานการศึกษาใหม่โดยนาซา และสำนักงานอวกาศยุโรป (ESA) โดยได้ข้อมูลจากดาวเทียมติดตามผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่กรีนแลนด์ เกาะใหญ่สุดในมหาสมุทรอาร์กติกและอยู่ทางเหนือสุดของโลกใกล้ขั้วโลกพบว่า แผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์กำลังละลายอย่างรวดเร็ว โดยได้สูญเสียน้ำแข็งไปแล้วถึง 3.8 ล้านล้านตัน ระหว่างปี 1992-2018

ที่น่าวิตกตามมาอย่างยิ่งก็คือ การละลายอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ กำลังส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น โดยคาดว่าในปี ค.ศ. 2100 ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นประมาณ 70-130 เซนติเมตร ซึ่งเลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า จากภาวะโลกร้อน

โดยในช่วงทศวรรษ 1990 น้ำแข็งที่กรีนแลนด์ละลายเฉลี่ยแล้วประมาณ 25,000 ตันต่อปี ทว่าอัตราการละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์ปัจจุบัน อยู่ที่ 234,000 ตันต่อปี ซึ่งหมายถึง แผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ ละลายเร็วขึ้นกว่า 26 ปีที่แล้ว ถึง 7 เท่า นับตั้งแต่เริ่มมีการศึกษากันมาเลยทีเดียว

*อย่าให้โคอาลาน้อย ‘ลูอิส’ ตายฟรี

ภาพที่สร้างความตกตะลึงอย่างยิ่งจากภาวะโลกร้อน ช่วงส่งท้ายปี 2019 อันแสดงให้เห็นถึงมหันตภัยจากวิกฤติอากาศเปลี่ยนแปลง ก็คือ น้ำตกวิกตอเรีย บริเวณริมชายแดนแซมเบียและซิมบับเว ในทวีปแอฟริกาใต้ กลับแห้งผาก จากสภาวะแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงไปนาน ทำให้แทบไม่เหลือร่องรอยของความยิ่งใหญ่ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

และก่อนหน้านั้นไม่นาน ต้องสะเทือนใจกับข่าว โคอาลาน้อยลูอิสในออสเตรเลีย ที่กลายเป็นขวัญใจชาวโลก ที่สุดท้าย แพทย์ต้องตัดสินใจจบชีวิตลูอิส เพื่อให้พ้นจากความทรมานจากการที่ร่างกายถูกไฟไหม้บาดเจ็บสาหัส หลังจากลูอิส ได้เป็นโคอาลาน้อยตัวหนึ่ง ที่ต้องประสบภัยเหตุไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ และได้รับความช่วยเหลือจากหญิงฮีโร่ ที่ช่วยอุ้มมันออกมาจากบริเวณที่ถูกไฟไหม้ป่าอย่างรุนแรงจนเป็นข่าวโด่งดังทั่วโลกที่ทำให้ผู้คนได้หันมาตระหนักถึงมหันตภัยจากไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในออสเตรเลีย จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งมากขึ้น

*ไทม์ยกย่อง เกรียตา ทุนแบร์ก บุคคลแห่งปี 2019

เกรียตา ทุนแบร์ก เด็กสาววัย 16 ชาวสวีเดน ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารไทม์ ให้เป็นบุคคลแห่งปี 2019 จากการที่เธอเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มคนสาวออกมาเคลื่อนไหวปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

เกรียตา ทุนแบร์ก นับเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่ได้รับคัดเลือกจากไทม์ ให้เป็นบุคคลแห่งปี นับแต่นิตยสารทรงอิทธิพลฉบับนี้ในสหรัฐฯ เริ่มมีการคัดเลือกบุคคลแห่งปีเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 1927

ระหว่างที่เกรียตา ทุนแบร์ก กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่กรุงมาดริดเมื่อ 11 ธ.ค.62 เธอได้เรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกหยุดใช้ ‘การพีอาร์ ประชาสัมพันธ์แบบสร้างสรรค์’ เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะดำเนินการปฏิบัติอย่างจริงจังในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

ความพยายามของเกรียตา ทุนแบร์ก ได้ต่อสู้อย่างจริงจังและโดดเดี่ยวในเรื่องนี้อย่างกล้าหาญมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จากการที่เธอได้ขอหยุด-ไม่เข้าห้องเรียนในทุกวันศุกร์ เพื่อต้องการมาประท้วงที่ด้านนอกรัฐสภาสวีเดน และเรียกร้องรัฐสภาให้ดำเนินการหาทางแก้ไขภาวะโลกร้อน จนเกรียตา ทุนแบร์กได้กลายเป็นแรงบันดาลใจจุดประกายให้เยาวชนทั่วโลกออกมาเคลื่อนไหวปกปักรักษาโลกให้รอดพ้นจากวิกฤติโลกร้อน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1723933

ป้องกัน: แนะนำ 5 หนังปล้น _ ที่เกิดมาชาตินี้ต้องดูสักครั้ง

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

จีนเริ่มใช้ระบบศาลอัจฉริยะสำหรับคดีพิพาทออนไลน์

A virtual judge hears litigants in a case before a Chinese "internet court" in Hangzhou, China. (Courtesy: AFP/YouTube video)

 

ในความพยายามเพื่อลดปริมาณงานสำหรับมนุษย์และเพิ่มประสิทธิภาพรวมทั้งความเร็วของกระบวนการในศาล จีนเริ่มนำระบบศาลออนไลน์หรือที่เรียกว่าศาลอัจฉริยะมาใช้ที่กรุงปักกิ่งและเมืองกวางโจวหลังจากที่ได้ทดลองใช้เมืองหางโจวเมื่อปี 2560 จากการที่เมืองหางโจวเป็นศูนย์กลางของบริษัทเทคโนโลยีของจีน

โดยในสมาร์ทคอร์ทหรือศาลอัจฉริยะที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เข้าช่วยนี้ ผู้ร้องทุกข์สามารถลงทะเบียนคำร้องของตนทางอินเทอร์เน็ตและเข้าร่วมกระบวนการไต่สวนออนไลน์ ซึ่งศาลจะสื่อสารเรื่องราวและคำวินิจฉัยต่างๆ ให้กับคู่กรณีด้วยการส่งข้อมูลทางอุปกรณ์ดิจิทัล

นับตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงตุลาคมปีนี้ มีชาวจีนเข้าใช้บริการศาลออนไลน์รวมแล้วกว่า 3 ล้าน 1 แสนครั้งและมีชาวจีนกว่า 1 ล้านคนพร้อมทั้งนักกฎหมายอีกกว่า 7 หมื่น 3 พันคนที่ลงทะเบียนร่วมใช้บริการเช่นกัน

ในการสาธิตระบบดังกล่าวต่อสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ศาลออนไลน์ที่เมืองหางโจวแสดงกระบวนการไต่สวนซึ่งคู่กรณีสื่อสารกับผู้พิพากษาเสมือนจริงที่ทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้พิพากษาเสมือนจริงได้ถามโจทก์ว่าจำเลยมีข้อคัดค้านใดในหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์ยื่นให้ศาลพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการใช้ผู้พิพากษาเสมือนจริงที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ก็ตามแต่ก็ยังมีผู้พิพากษาที่เป็นคนจริงคอยสังเกตกระบวนการและตรวจสอบคำวินิจฉัยที่สำคัญอยู่

ข้อดีอย่างหนึ่งของระบบศาลออนไลน์หรือสมาร์ทคอร์ทของจีนก็คือระบบศาลดังกล่าวสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะเวลาราชการ และการยื่นคำร้องหรือการส่งเอกสารหลักฐานก็สามารถทำได้ออนไลน์โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงศาลด้วย

อย่างไรก็ตามตอนนี้ศาลออนไลน์ที่เมืองหางโจวรับพิจารณาเฉพาะคดีความเกี่ยวกับระบบดิจิทัลเท่านั้น เช่น ข้อพิพาทเรื่องการค้าทางระบบอินเทอร์เน็ต การละเมิดลิขสิทธิ์ หรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจ่ายเงินออนไลน์ เป็นต้น และการนำระบบศาลออนไลน์มาใช้ที่เมืองจีนนี้ส่วนหนึ่งเป็นการตอบสนองต่อความเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการจ่ายเงินแบบ e-payment ของจีน รวมทั้งจากการที่ netizen หรือชาวเน็ตในเมืองจีนมีจำนวนมากถึง 850 ล้านคนในขณะนี้

https://www.voathai.com/a/china-internet-court-ct/5210313.html

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px